The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanchanok, 2022-05-14 00:08:45

ชุดกิจกรรมการผสมแสงสี

ชุดกิจกรรมแสงสี

Keywords: ชุดกิจกรรม,แสงสี

แสงสี 1

คำนำ

ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ เรื่อง แสงสี สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5
จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ตามแนวทางการ
ปฏิรูปการเรียนรูที่ยึดนักเรียนเปนสำคัญ เปนกิจกรรมการเรียนรูที่สงเสริมใหนักเรียนเกิดการเรียนรูไดดวย
ตนเอง คิดเปน แก้ปัญหาไดและสามารถประยุกตใชในชีวิตประจำวันได ซึ่งตอบสนองพระราชบัญญัติ
การศึกษาแหงชาติ พุทธศักราช 2542 และสอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง 2560) ทีม่ งุ เนนใหนักเรียนไดรบั การพัฒนา ทัง้ ดานความรู กระบวนการคิด
กระบวนการสืบเสาะ หาความรูการแกปญหา ความสามารถในการสอื่ สาร การตดั สินใจ การนาํ ความรูไปใชใน
ชีวิตประจำวนั ตลอดจนมจี ิตวิทยาศาสตร คณุ ธรรมและคานยิ มทีถ่ กู ตองเหมาะสม

ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ รหัสวิชา ว30104 เร่ือง แสงสี สำหรับนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที่ 5 มเี นอื้ หาและกิจกรรมการเรยี นรูเก่ียวกับ การมองเหน็ สี การผสมแสงสี และการผสมสารสี
นักเรียนสามารถนําไปศึกษาไดดวย ตนเอง เพื่อทบทวนเนื้อหาหรือสามารถนําไปศึกษาเพิ่มเติมในกรณีท่ี
นกั เรยี นเรียนไมทนั เพือ่ น หรอื สามารถ นาํ ไปใชในการเรยี นซอมเสริมในกรณีที่เรยี นแลวสอบไมผาน

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถนํามาใชแกปญหาและพัฒนาการเรียนการสอนไดดี ขาพเจาหวัง
เปนอยางย่งิ วา ชดุ กจิ กรรมการเรียนรูนี้จะเปนประโยชน ตอการพฒั นานกั เรียน สงเสริมใหครจู ัดกิจกรรมการ
เรียนรูไดอยางมี ประสิทธิภาพ ยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรยี น และเปนตวั อยางแกผูที่สนใจได
ตอไป

กานต์ชนก หนพู ินิจ

สารบญั แสงสี 2

เรอื่ ง หนา้

คำนำ 1
สารบญั 2
คำช้แี จง 3
แผนผงั ข้ันตอนการเรียนรู้ 4
คำแนะนำชุดกจิ กรรมการเรยี นรูส้ ำหรบั นกั เรยี น 5
มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้วี ดั 6
แบบทดสอบก่อนเรียน 7
ใบความรู้ที่ 1 เรอ่ื ง การมองเห็นสี 12
ใบกจิ กรรมท่ี 1 เร่ือง การมองเห็นสี 14
ใบความรู้ที่ 2 เรอ่ื ง ตากบั การมองเห็นสี 15
ใบกิจกรรมที่ 2 เรอ่ื ง ตากับการมองเห็นสี 16
ใบความรู้ท่ี 3 เรื่องตาบอดสี 17
ใบกจิ กรรมที่ 3 เรอ่ื งการทดสอบตาบอดสี 19
ใบความรูท้ ี่ 4 เรอ่ื งแผ่นกรองแสงสี 23
ใบกจิ กรรมท่ี 4 เรอ่ื งแผ่นกรองแสงสี 22
ใบความรู้ที่ 5 เรอื่ งการผสมแสงสี 25
ใบกจิ กรรมที่ 5 เรื่องการผสมแสงสี 26
ใบความรทู้ ี่ 6 เรื่องการผสมสารสี 29
ใบกจิ กรรมท่ี 6 เรอ่ื งการผสมสารสี 31
ใบความรู้ที่ 7 เรื่อง การมองเห็นสขี องวัตถุภายใต้แสงสีตา่ งๆ 34
ใบกิจกรรมท่ี 7 เรื่อง การมองเห็นสขี องวตั ถุภายใตแ้ สงสตี า่ ง ๆ 36
แบบทดสอบหลังเรยี น 43
บรรณานุกรม 48
ภาคผนวก 49

แสงสี 3

คำชแี้ จง

1. ชดุ กิจกรรมการเรยี นรูวชิ าวิทยาศาสตร์กายภาพฟิสกิ ส์ 2 รหสั วิชา ว30104 เรอ่ื ง แสงสี
สาํ หรับนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 5 ประกอบดวยชุดกิจกรรมการเรยี นรู ดงั นี้
การมองเหน็ สีของวัตถุ
ตากับการเหน็ สี
ตาบอดสี
แผ่นกรองแสงสี
การผสมแสงสี
การมองเหน็ สขี องวตั ถุภายใตแ้ สงสีตา่ ง ๆ การนำไปใชป้ ระโยชนข์ องสารสีและสารสี
2.ชดุ กิจกรรมชุดน้ี แสงสี ใชประกอบแผนการจดั การเรยี นรู รายวชิ าวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ ( ฟิสกิ ส์ 2) รหัส
วิชา ว30104 ช้นั มธั ยมศึกษาปที่ 5 ใชเวลา 6 ช่วั โมง
3. สวนประกอบของชุดกจิ กรรมการเรียนรชู ุดนี้ ประกอบดวย
3.1 คําชแ้ี จง
3.2 แผนผังแสดงขัน้ ตอนการเรียนโดยใชชุดกจิ กรรมการเรยี นรู
3.3 คาํ แนะนําการใชชุดกิจกรรมการเรียนรสู ําหรับนักเรยี น
3.4 แบบทดสอบกอนเรียน
3.5 ใบความรูที่ 1 เร่อื ง การมองเหน็ สีของวัตถุ
3.6 ใบกจิ รรมที่ 1 เรอื่ ง การมองเหน็ สีของวตั ถุ
3.7 ใบความรูที่ 2 เรื่อง ตากบั การมองเห็นสี
3.8 ใบกจิ กรรมที่ 2 เรอ่ื งตากับการมองเห็นสี
3.9 ใบความรูที่ 3 เรือ่ งตาบอดสี
3.10 ใบกจิ กรรมท่ี 3 เร่ืองตาบอดสี
3.11 ใบความรู้ที่ 4 เรอื่ งแผน่ กรองแสงสี
3.12 ใบกจิ กรรมท่ี 4 เรอื่ งแผน่ กรองแสงสี
3.13 ใบความรู้ท่ี 5 เรอ่ื งการผสมแสงสี
3.14 ใบกจิ กรรมท่ี 5 เรื่องการผสมแสงสี
3.15 ใบความรู้ท่ี 6 เร่ือง การผสมสารสี
3.16 ใบกจิ กรรมที่ 6 เร่อื ง การผสมสารสี
3.16 ใบความรู้ท่ี 7และใบกิจกรรมท่ี 7 เรื่อง การมองเห็นสขี องวัตถุภายใต้แสงสตี ่างๆ
3.17 แบบเฉลยคําตอบ

แสงสี 4

แผนผงั แสดงขนั้ ตอนการเรียนโดยใชช้ ดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
วชิ าวทิ ยาศาสตร์กายภาพ ( ฟิสิกส์ 2) รหัสวชิ า ว 30104 เร่อื งแสงสี

สำหรับนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5

อา่ นคำช้แี จงและคำแนะนำ

ทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน

ศึกษาชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
โดยปฏิบัตกิ จิ กรรมตามลำดบั

ของชดุ กิจกรรม
ปรึกษาครผู ้สู อน

ไมผ่ า่ นเกณฑ์ 80 %
ทำแบบทดสอบหลังเรยี น

ผา่ นเกณฑ์ 80 %

ทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ( Post -test)

แสงสี 5

คำแนะนําการใชชดุ กจิ กรรมการเรียนรูสำหรบั นักเรียน

การเรยี นรโู ดยใชชดุ กจิ กรรมการเรียนรูวชิ าวทิ ยาศาตร์กายภาพ ( ฟิสกิ ส์ 2) รหสั วชิ า ว30104 เร่อื ง
แสงสี สำหรบั นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที่ 5 ใหนักเรยี นปฏบิ ัติตามขนั้ ตอนดวย
ความซือ่ สัตย์ตอตนเองใหมากทีส่ ุด โดยไมเปดดเู ฉลยลวงหนา และต้งั ใจดงั นี้
1. ชดุ กิจกรรมการเรยี นรูใชเวลา 6 ช่วั โมง
2. นักเรียนอานคาํ ชแ้ี จง คาํ แนะนําการใชชุดกจิ กรรมการเรียนรู แผนผังแสดงข้ันตอนการเรียนรูให
เขาใจกอนลงมือศึกษาชดุ กิจกรรมการเรยี นรู
3. ทําแบบทดสอบกอนเรียน ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู แสงสี จํานวน 10 ขอ เพ่อื ตรวจสอบความรู
พ้นื ฐาน บนั ทกึ ผลคะแนนทไ่ี ดลงในแบบบนั ทกึ คะแนน
4. ปฏบิ ัติกจิ กรรมการเรยี นรูตามลาํ ดับขนั้ ตอนในชุดกจิ กรรมการเรียนรูเรียงลาํ ดับไปทลี ะหนา
นกั เรยี นไมควรศึกษาขามหนา เนือ่ งจากบทเรียนจะเรียงตามลําดับเนอ้ื หาและความยาก – งาย
5. เม่อื ศกึ ษาชุดกจิ กรรมการเรียนรูชุดนี้จบแลว ใหทําแบบทดสอบหลงั เรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู
แสงสี จำนวน 10 ขอ
6. ตรวจคาํ ตอบแบบทดสอบหลงั เรยี น โดยนกั เรยี นและครรู วมกนั เฉลย พรอมบนั ทึกผลคะแนน ท่ไี ด
เพือ่ ตรวจสอบความกาวหนาทางการเรียน ซง่ึ นักเรยี นตองทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี นได รอยละ 80 ขึ้น
ไป จึงจะผานเกณฑ ถานกั เรยี นไมผานเกณฑตามท่กี ําหนดใหปรึกษาครูผูสอนและ ทบทวนเนือ้ หา
แลวทาํ แบบทดสอบหลังเรยี นอีกครงั้ หากผานเกณฑใหนักเรยี นทาํ แบบทดสอบ วดั ผลสัมฤทธทิ์ างการ
เรียน ( Post – Test ) ตอไป

ขอควรปฏบิ ัติ

1. หากมขี อสงสยั ใดๆ นกั เรียนสามารถสอบถามจากครูผูสอนไดตลอดเวลา เพ่อื รวมกันสรุป ขอสงสยั
นั้นๆ
2. เพอื่ ใหเกิดประโยชนสูงสดุ นักเรยี นตองมคี วามซ่ือสัตยตอตนเอง และตั้งใจทําชุดกจิ กรรมการ
เรียนรู้

แสงสี 6

มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ช้วี ดั

มาตรฐาน ว 2.3
เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลีย่ นแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏสิ มั พันธ์

ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลังงานในชวี ิตประจำวัน ธรรมชาตขิ องคลนื่ ปรากฏการณ์ ท่ี
เก่ียวข้องกับเสยี ง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทั้งนำความร้ไู ปใช้ประโยชน์

ตัวช้วี ัด
ว 2.3ม.5/9 สังเกตและอธิบายการมองเห็นสีของวตั ถแุ ละความผิดปกตใิ นการมองเห็นสี
ว 2.3ม.5/10 สงั เกต และอธิบายการทำงานของแผน่ กรองแสงสี การผสมแสงสี การผสมสารสี
และการนำไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ิตประจำวนั

จุดประสงค์การเรียนรู้

1. สังเกตและอธบิ ายการมองเห็นสีของวตั ถุ
2. อธิบายตากับการมองเห็นสขี องมนุษย์
3. สังเกตและอธบิ ายด้านตาบอดสี
4. สงั เกตและอธบิ ายการทำงานของแผน่ กรองแสงสี
5. สังเกตและอธบิ ายการผสมแสงสี
6. สังเกตและอธบิ ายการผสมสารสี
7. สังเกตและอธิบายการมองเห็นสีของวตั ถภุ ายใต้แสงสตี ่างๆ

แสงสี 7

แบบทดสอบกอนเรียน
ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ( ฟิสกิ ส์ 2 )รหัส ว30104 เร่ือง แสงสี

คาํ ช้ีแจง : 1. แบบทดสอบฉบับนีเ้ ปนแบบปรนยั มีท้ังหมด 10 ขอ คะแนนเตม็ 10 คะแนน ใชเวลา 10 นาที
2. ทาํ เครอ่ื งหมายกากบาท (X) บนตัวเลือก ก, ข, ค หรอื ง ทถ่ี ูกตองท่ีสดุ เพยี งคาํ ตอบเดียว

1. ทำไมเราจงึ มองเห็นสขี องวตั ถุตา่ ง ๆ

ก. แสงมากระทบวัตถุ สะทอ้ นเข้าสู่ตาเรา สมองจะแปลความหมายของสีเหล่านน้ั
ข. แสงมากระทบวตั ถุ ผา่ นเลนส์ตาทำให้ภาพตกบนเรตนิ า สมองแปลความหมายสีเหลา่ น้นั
ค. แสงมากระทบวัตถุ ผา่ นเลนสต์ าทำให้ภาพตกบนเรตนิ า เซลลร์ ปู จรวดทำหน้าท่ี เกิดสีต่าง ๆ
ง. แสงมากระทบวตั ถุ ผ่านเลนสต์ าทำใหภ้ าพตกบนเรตนิ า แสงสที ่ีต่างจากสารสบี นผิววัตถจุ ะถกู ดูดกลืนไว้
และสะทอ้ นแสงสีทเี่ หลอื มาเข้ามานยั น์ตาเรา

2.จงพจิ ารณาขอความตอไปนี้

1. การเห็นวตั ถุมสี ีใด แสดงวาแสงสีนน้ั สะทอนเขาสูตา

2. วัตถสุ ีเหลอื งจะสะทอนแสงสีเหลืองเทานัน้

3. แผนกรองแสงสีเขยี วและสแี ดงซอนตดิ กนั เมอ่ื ฉายแสงขาวผานแผนกรองแสงทง้ั สองจะได

แสงสีน้ำเงิน

4. วัตถสุ มี วงแดงจะสะทอนแสงสีมวงแดง สแี ดง สีน้ำเงนิ

5. ถาเห็นวตั ถเุ ปลีย่ นสไี ดตามแสงทีต่ กกระทบ แสดงวาวัตถมุ สี ีขาว

ขอความใดกลาวถกู ตอง

ก. 1, 2, 3 ข. 1, 4, 5

ค. 2, 3, 4 ง. 1, 3, 4

3. ขอใดถูกตอง

ก. อาการตาบอดสีของคน อาจเกิดไดกบั ทกุ คน
ข. คนตาบอดสีจะเห็นวัตถุทมี่ สี เี ปนสีขาว
ค. เซลลประสาทรูปกรวย เปนเซลลทีไ่ วตอแสงสีแดง เหลอื ง เขยี ว
ง. เซลลป์ ระสาทรูปแท่งทำหนา้ ทรี่ บั รู้ความมดื และความสว่าง

แสงสี 8

4. การมองเห็นสขี องวัตถุ เกิดจากขอ้ ใด
ก. วตั ถุดดู กลนื แสงสไี ว้ทง้ั หมด จงึ เห็นเป็นสีขาว
ข. วัตถุสะทอ้ นแสงทุกสี จึงเหน็ วตั ถุเปน็ สดี ำ
ค. วัตถสุ ะท้อนแสงสใี ดมากทีส่ ุด จะเหน็ วตั ถุเป็นสีนัน้
ง. ไม่มขี อ้ ใดผิด

5. ถาตาของเรามองดแู สงสนี ้ำเงินเปนเวลานาน ๆ แลวเปลยี่ นมาดูแสงสีขาวทันที ตาจะมองเห็นเปนแสงสีใด

ก. สีเหลือง ข. สีเขยี ว

ค. สนี ้ำเงิน ง. สีขาว

6. ถ้าเราจอ้ งมองแผน่ กระดาษสเี ขยี วนานชวั่ ครู่ แล้วหนั ไปมองกอ้ นเมฆทข่ี าวบนท้องฟา้ เราจะเห็นก้อนเมฆสี
ขาวเปน็ สีอะไร

ก. แดงมว่ ง ข. นำ้ เงนิ เขยี ว

ค. เหลอื ง ง. เขียว

7. การที่มนษุ ย์สามารถมองเหน็ สตี ่าง ๆ ไดน้ ัน้ เน่ืองมาจากสว่ นประกอบใดของนัยน์ตาท่ีทำหนา้ ท่ีน้ี

ก. เลนส์ตา ข. เซลล์รูปแทง่

ค. เซลล์รปู กรวย ง. เรตินา

8. แสงสคี ู่ใดเมื่อนำมาฉายผสมกันบนฉากขาวแลว้ จะไดแ้ สงขาว

ก. น้ำเงนิ กับเหลอื ง ข. แดงกับเขียว

ค. มว่ งกบั นำ้ เงนิ ง. เหลอื งกบั แดง

9.แสงสีปฐมภมู ิ ถกู ตอ้ งกับข้อใด
ก. แสงสีแดง น้ำเงิน และ เขียว ผสมกันได้แสงสีดำ
ข. แสงสแี ดง น้ำเงิน และ เหลอื ง ผสมกนั ได้แสงสีขาว
ค. แสงสีเขยี ว ม่วงแดง และน้ำเงนิ ผสมกันไดส้ ีดำ
ง. แสงสแี ดง น้ำเงนิ และเขยี ว ผสมกนั ไดแ้ สงสีขาว

แสงสี 9

10. แสงสีปฐมภูมิ ถูกตอ้ งตามข้อใด
ก. สามารถแยกเป็นแสงสีอืน่ ได้
ข. นำแสงแสงสอี น่ื มาผสมเป็นแสงสีปฐมภมู ไิ ด้
ค. แสงสแี ดง, เขยี ว, นำ้ เงนิ
ง. แสงสแี ดง, เขียว, เหลือง

11. แสงสีทตุ ยิ ภูมิ ไดแ้ ก่ แสงสีในข้อใด ข. สีม่วงแดง , ฟ้า
ก. สีแดง , เหลือง ง. ข้อ ข และ ค
ค. สีขาว , เหลือง

12. ข้อใดถกู ตอ้ งกับ “สารสี” มากทสี่ ุด
ก. สารสีปฐมภูมิ ได้แก่ สารสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว
ข. สารสขี าวเกดิ จากสารสีแดงมว่ ง สเี หลือง และสนี ำ้ เงินเขียวผสมกนั ในปรมิ าณเท่ากัน
ค. สารสีปฐมภูมผิ สมกันในปริมาณเทา่ กันจะได้สารสดี ำ
ง. สารสีแดงมว่ ง จะดูดกลนื แถบสีในสเปกตรมั แสงอาทติ ย์ท้งั หมด

13. สารสีปฐมภูมปิ ระกอบดว้ ยอะไร

ก. สเี หลือง สีแดง และสีน้ำเงิน ข. สเี หลือง สีแดงสม้ และสีเขียว

ค. สีเหลือง สีแดงม่วง และสนี ้ำเงนิ ง. สีเหลอื ง สแี ดงมว่ ง และนำ้ เงินเขยี ว

14. สารสีใดเป็นสารสเี ติมเต็มของกนั และกัน

ก. น้ำเงินเขยี ว – แดงมว่ ง ข. เหลอื ง – น้ำเงิน

ค. แดง - เขียว ง. นำ้ เงิน - เขียว

15. พิจารณาขอความตอไปนี้ ขอใดกลาวผิด

ก. แสงสีปฐมภมู ิคือแสงสีแดง เขยี ว , นา้ เงิน
ข.สารสีปฐมภูมคิ ือ สเี หลอื ง , มวงแดง, น้ำเงนิ เขียว
ค. สารสีแดง, สีเขียวและสนี ้ําเงินรวมกันไดสขี าว
ง. สารสีมวงแดง, สเี หลือง และสนี ํ้าเงนิ รวมกันไดแสงขาว

แสงสี 10

16. ตนไมตนหนึง่ มสี ีเขยี วภายใตแสงอาทิตย ถานําตนไมตนน้มี าไวในหองที่มแี สงสีมวงแดง จะเห็นตนไมตนน้ี
สีอะไร

ก. สีดาํ ข. สขี าว

ค. สีเขียว ง. มว่ งแดง

17. ในการจัดแสงบนเวที สมมติวา่ ไมม่ หี ลอดไฟสีมว่ ง แตม่ หี ลอดไฟสอี นื่ ครบทกุ สี จะมวี ิธีจดั แสงไฟบนเวที
อยา่ งไร ใหไ้ ด้แสงสีมว่ ง

ก. แดง น้ำเงนิ ข. นำ้ เงนิ เขียว
ค. เขยี ว แดง ง. น้ำเงนิ เขยี ว แดง

18. ถ้าวัตถุมีสีเขียวถกู ฉายดว้ ยแสงสีเขียวจะมสี ีอะไร
ก. มีสีแดง เพราะสเี ขยี วถกู ดูดกลืนจนหมด
ข. มีสขี าว เพราะสเี ขยี วถูกดูดกลนื จนหมด
ค. มีสีเขียว เพราะสเี ขียวถูกสะทอ้ นออกมา
ง. ไมม่ สี ี เพราะสีเขยี วสะทอ้ นออกมา

19. สารสีปฐมภมู ิ ไดแ้ ก่ สารสีเหลือง สแี ดงมว่ ง และนำ้ เงนิ เขยี ว ถ้าเรานำสารสีปฐมภูมิทง้ั สามสใี นอตั ราสว่ น
ต่าง ๆ ผสมกนั เราจะไมส่ ามารถผสมสีใหเ้ กดิ สีในข้อใด

ก. ดำ ข. ขาว
ค. เขียว ง. น้ำเงิน

20. เม่อื ฉายแสงสนี ้ำเงินไปยังวตั ถุทบึ แสงสเี หลอื ง ในห้องมดื จะสังเกตเหน็ วตั ถุทึบแสงมสี อี ะไร

ก. ขาว ข. ดำ
ค. น้ำเงิน เขยี ว ง. มว่ ง แดง

แสงสี 11

กระดาษคำตอบแบบทดสอบกอ่ นเรียน

ชอ่ื - สกลุ ..............................................................เลขท่.ี ...................หอ้ ง ................

ขอ้ ที่ ก ข ค ง ข้อที่
1 11
2 12
3 13
4 14
5 15
6 16
7 17
8 18
9 19
10 20

เกณฑก์ ารประเมนิ

คะแนนเต็ม คะแนนทไ่ี ด้ คะแนน ระดบั คณุ ภาพ
20
18-20 ดีมาก

ผ่าน ( ) 17-15 ดี
ไม่ผ่าน ( )
14-12 พอใช้

0-11 ปรับปรุง

แสงสี 12

ใบความรทู้ ่ี 1 เรอ่ื งการมองเหน็ สี

การมองเหน็ วัตถุ

การมองเหน็ วัตถุ เกิดจากการทแ่ี สงตกกระทบสิ่งต่างๆ แลว้ เกดิ การสะท้อนเข้าสู่ตาเราทางเลนส์ตา
(Lens) ผ่านเข้ามาในลูกตา ทำให้เกดิ ภาพบนเรตินา (Retina) ท่อี ยดู่ า้ นหลงั ของลกู ตา แลว้ ส่งข้อมลู ของวัตถุ
ทีม่ องเหน็ ผา่ นเส้นประสาท (Optic nerve) ไปสู่สมอง สมองจะทำการแปลขอ้ มูลเปน็ ภาพของวัตถุนน้ั ๆ

http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/33950
สี

ในชวี ติ ประจำวนั เราจะพบแสงอาทิตยม์ ากทสี่ ุด ซ่ึงเป็นแสงสขี าว แต่ความจริงแล้วถ้านำแสงสีขาวผ่าน
ปริซมึ จะแยกแสงออกได้ 7 สไี ปปรากฏบนฉากจะมีสมี ว่ งและค่อย ๆ เปลย่ี นเปน็ สนี ้ำเงิน เขยี ว เหลือง สม้
และ แดง โดยลำดับของสี (Color )จะเรยี งตามการกระจายแสงจากมากไปนอ้ ย เรียกแสงสที ่เี กดิ ขึน้ นวี้ า่
สเปคตรัม ของแสง (Spectrum) ดังรปู

ภาพแสดงการเกิดสเปกตรมั สรี ุ้งของแสงเมื่อลำแสงผา่ นปริซึม
ทีม่ า http://www.nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Light.htm

แสงสี 13

เราสามารถเหน็ สขี องวตั ถแุ ตกต่างกนั ก็เพราะ เมอื่ ให้แสงกระทบผวิ วตั ถุ ปรมิ าณแสงสะทอ้ นจากผวิ
วตั ถุหรอื ปรมิ าณแสงท่ีผ่านจากวตั ถเุ ขา้ ส่ตู ามีปรมิ าณตา่ งกนั การทีจ่ ะเหน็ สีที่แท้จริงของวตั ถุ วตั ถุน้นั จะต้อง
สอ่ งด้วยแสงสีเดยี วกนั หรือมแี สงสีเดียวกันรวมอยูด่ ว้ ย จึงจะมองเหน็ วัตถุด้วยสีแทจ้ ริงของมนั และถ้าส่อง
ด้วย แสงแดด จะเห็นสที ีแ่ ทจ้ รงิ ของวัตถทุ ้ังนเ้ี พราะแสงแดดประกอบด้วยแสงสตี ่างๆ ทุกสีดงั นัน้ แสงท่ีมสี ี
เดียวกบั วัตถุจะสะท้อนเข้าสตู่ า เชน่ ถ้าฉายแสงขาว ผา่ นแผน่ กรองแสงสีแดง แผ่นกรองแสงสแี ดงจะยอมให้
สีแดงและสแี สดผ่านไดเ้ พราะแผน่ กรองแสงสีแดงจะยอมให้แสงทมี่ สี ีเดียวกันหรือสีทีใ่ กลเ้ คยี งกบั สแี ดงผ่าน
เท่านน้ั เรามองเห็นวตั ถุเปน็ สขี าว แสงขาวทุกสสี ะทอ้ นเข้าสูต่ าเรา และเรามองเห็นวัตถุเปน็ สีดำ แสงขาวทกุ
สดี ดู กลืนทกุ สี ไมม่ ีการสะทอ้ น เราจงึ มองวัตถุเปน็ สีดำ

การถนอมสายตา

การถนอมสายตามีหลกั ว่า ตอ้ งมองวัตถุท่ีมีความสวา่ งพอเหมาะต่อการมองเหน็ ผลที่เกิดต่อตา
ขณะที่มองวัตถทุ ่มี ีความเขม้ แสงหรือความสวา่ งไมเ่ หมาะคือ

สว่างนอ้ ยเกินไป  ทำใหก้ ล้ามเนือ้ ตาทำงานหนักนานไปอาจเสอื่ มสภาพ
สวา่ งมากเกนิ ไป  ทำให้เรตนิ าได้รับการกระตุน้ มากเกนิ ไป การตอบสนองช้า

รแู้ ล้วนำไปปฏิบตั ดิ ว้ ย
ดวงตาจะได้อยไู่ ปกบั เรานาน ๆ

แสงสี 14

ใบกจิ กรรมที่ 1
เร่ืองการมองเหน็ สี

คำสั่ง ให้นักเรยี นตอบคำถามต่อไปนใ้ี ห้ถกู ตอ้ ง
จดุ ประสงค์ สงั เกตและอธบิ ายการมองเหน็ สขี องวัตถุ
1. การท่ีนักเรียนมองเหน็ วัตถุในชีวติ ประจำวันได้อยา่ งไร
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
2. นักเรยี นมองเห็นวัตถเุ ป็นสตี า่ ง ๆ ได้อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. ดอกทองอไุ รสีเหลือง และใบไม้สีเขยี วเกีย่ วข้องกับการมองเห็นสีอยา่ งไร

....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
4. ในแสงขาวเมอ่ื เหน็ วัตถุเปน็ สีดำ แสดงว่ามีแสงสีใดสะท้อนและแสงสใี ดดดู กลนื
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

แสงสี 15

ใบความรู้ที่ 2 ตากบั การมองเหน็ สี

สวนประกอบของตาทีท่ าํ ใหมองเห็นสีตางๆ

1. สวนสําคัญของตาท่ีทําใหมองเห็นวัตถุเปนสีตางๆ คอื เรตนิ า
1.1 ) ที่เรตินาจะมเี ซลลรับแสงจาํ นวนมาก
1.2 ) เซลลบางชนิดสามารถจาํ แนกสีได เซลลบางชนดิ ไมสามารถจาํ แนกสีได

2. เซลลรับแสงท่ีเรตินา แบงออกเปน 2 ชนิด คอื
2.1 ) เซลลรปู แทง
2.1.1 เปนเซลลซ่งึ ไวตอแสงที่มีความเขมนอย
2.1.2 ไมสามารถจําแนกสีของแสงทม่ี าตกบนเรตินาได้
2.2) เซลลรูปกรวย
2.2.1 เปนเซลลท่ไี วตอแสงท่มี ีความเขมสงู (ถัดจากความไวของเซลลรปู แทง)
2.2.2 สามารถจาํ แนกแสงแตละสีที่มาตกบนเรตนิ าได

3. เซลลรูปกรวย แบงออกเปน 3 ชนดิ คอื
3.1) เซลลรปู กรวยท่มี คี วามไวสงู สุดตอแสงสนี ํ้าเงนิ คอื สนี ำ้ เงนิ
3.2) เซลลรปู กรวยท่ีมคี วามไวสงู สดุ ตอแสงสเี ขยี ว คือ สีเขยี ว
3.3) เซลลรูปกรวยทมี่ ีความไวสูงสุดตอแสงสแี ดง คอื สีแดง
เรามองเห็นวัตถุเปน็ สขี าว ทกุ สีสะทอ้ น ทำใหเ้ ซลลร์ ูปกรวยทง้ั สนี ้ำเงนิ สีเขียว สีแดงทำงานร่วมกัน

เรามองเหน็ วัตถุเป็นสีดำ ทุกสีดูดกลืน ทำใหเ้ ซลล์รูปแทง่ ท้ังสีนำ้ เงิน สเี ขียว สีแดงทำงานร่วมกนั

แสงสี 16

ใบกิจกรรมท่ี 2 ตากับการมองเห็นสี

คำสั่ง จากรปู กำหนดให้ นักเรียนตอบคำถามให้ถูกตอ้ ง
จุดประสงค์ สังเกตและอธิบายการมองเห็นสีของวตั ถุ

1. เซลล์ชนดิ ใดที่ทำหนา้ ที่เกยี่ วกับสี มีกี่ชนิด คอื อะไร เซลล์ชนดิ ใดทำหนา้ ท่ีความมดื และสว่าง
..............................................................................................................................................................................
2.เห็นวัตถเุ ป็นสขี าวเพราะเหตุใด และเซลลร์ ูปกรวยชนิดใดทำงานบา้ ง
.…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3. เหน็ วตั ถเุ ป็นสีดำเพราะเหตุใด และเซลล์รปู กรวยชนดิ ใดทำงานบ้าง
.…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
4. เมอ่ื เราอยู่ในที่มืดหรือในทมี่ ีแสงน้อย เพราะเหตุใดจงึ แยกแยะสขี องวตั ถไุ ม่ชดั เจน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

แสงสี 17

ใบความรทู้ ี่ 3 ตาบอดสี

ตาบอดสี (Colour Blindness)
ในการสอบใบขับข่ีรถจกั รยานยนต์ และรถยนต์ จะพบว่าต้องผา่ นการทดสอบการมองเห็นสีของวัตถุ

ทัง้ นเ้ี พ่ือความปลอดภัยในการขับขี่ นอกจากนี้ อาชีพบางประเภท เช่น แพทย์ พยาบาล ทหาร ตำรวจ นักบิน
ช่างศิลป์ ต้องสามารถแยกสีต่าง ๆ ไดถ้ ูกต้องทั้งเพอื่ ความปลอดภยั และเพอ่ื การใช้สีให้ตรงตามความต้องการ
ความบกพร่องในการมองเห็นสเี ป็นอปุ สรรคในการประกอบอาชีพเหล่านี้ สำหรบั ตาทมี่ องเห็นสไี ดไ้ มต่ รงความ
เป็นจริง เนื่องจากเกิดความบกพร่องของเซลลร์ ับแสงรูปกรวยทีไ่ วตอ่ แสงสใี ดสหี นึ่ง หนึ่ง เรียกวา่ การบอดสี
(color blindness)

เกิดจากความผดิ ปกติ หรือความพิการของเซลลรปู กรวยบางชนดิ ทําใหไมสามารถรบั รูแสงสีนัน้ ๆ ได
เชน เซลลรปู กรวยทไ่ี วตอแสงสีแดงผดิ ปกตไิ ปเมอื่ มีแสงสีแดงตกกระทบเรตินา เซลลรปู กรวยที่ไวตอแสงสีแดง
ก็จะไมกระตุนใหเกดิ สญั ญาณการรบั รูทสี่ มอง ทําใหการเหน็ สีตาง ๆ ผิดไปจากคนปกติ คนตาบอดสี สวนมาก
จะบอดสแี ดง รองลงมาบอดสเี ขียว สวนคนตาบอดสีน้ําเงินนอยท่สี ุด การบอดสี มักเปนมาแตกําเนิดซึง่ พบวามี
การถายทอดทางกรรมพันธดุ วย ซง่ึ ไมสามารถแกไขใหเปนปกตไิ ดและยงั พบอีกวาเพศชายมีการบอดสีมากกวา
เพศหญิง

สำหรบั คนท่ีมีการบอดสขี องแสงสใี ด เรียกวา่ คนตาบอดสีแสงสนี น้ั สำหรับวธิ ีตรวจสอบการบอดสีทำ
ได้โดยการใช้แผ่นตรวจตาบอดสี โดยใหผ้ รู้ ับการตรวจอา่ นหมายเลขท่อี ย่บู นแผ่นตรวจถา้ อ่านได้ถูกต้องแสดง
ว่าตาไมบ่ อดสใี นเบอื้ งตนั

เมอ่ื เราจ้องดูสใี ดสีหนึง่ เปน็ เวลานาน จะทำใหเ้ ซลลร์ บั แสงรูปกรวยทไี่ วตอ่ แสงสีนัน้ อ่อนล้าลงได้ ทำให้
เซลล์รบั แสงรูปกรวยชนดิ อนื่ ทำงานรบั รู้แสงสไี ด้ดกี วา่  เมื่อมองไปที่ฉากขาวซง่ึ สะท้อนทุกแสงสีออกมา จึงไป
กระตุน้ การทำงานของเซลลร์ บั แสงรปู กรวยที่ไวตอ่ แสงสีทเี่ หลือไดด้ กี ว่าจงึ มองเหน็ ภาพวัตถทุ ่ีมองบนฉากขาว
เปน็ สีที่เหลือผสมกัน แต่เมือ่ พกั สายตาสกั ครู่หนงึ่ กจ็ ะกลบั มามองเห็นสไี ด้ตามปกติเรยี กว่า ตาบอดสีช่วั คราว

แสงสี 18

การลาของเรตนิ า
กรณีมองสีหน่ึงเปนเวลานาน แลวไปมองอีกสีหนึ่งในทนั ที เชน ถาเรามองแสงสีเขยี วซงึ่ มีความสวาง
มากเปนเวลานานๆ แลวมองแสงสีขาวในทนั ที กรณีน้เี ราจะไมเห็นแสงขาวเปนสีขาว แตจะเหน็ เปนสแี ดงมวง
ทั้งนเี้ พราะวาเมื่อเรามองแสงสเี ขยี วเปนเวลานาน เซลลรปู กรวยที่ไวตอแสงสีเขียวจะเม่อื ยลา ทําใหไมพรอมที่
จะรับรูตอแสงสีเขยี วในทันที ดังนน้ั เม่ือมองสเี ขียวทันทีเซลลรปู กรวยทไ่ี วตอแสงสีเขยี วจะไมกระตนุ เพอื่ สง
สัญญาณ ทาํ ใหสญั ญาณท่ีสงผานไปยังสมองมีแตสีแดงและสนี า้ํ เงินเทานั้น สมองจงึ แปลความรูสกึ ออกมาเปนสี
ผสม คือ แดงมวง ดงั กลาว
ตัวอย่าง คนปกติเมื่อให้มองแผ่นกระดาษสีน้ำเงนิ นานประมาณ 1 นาที แล้วละสายตาไปมอง
แผ่นกระดาษสี ขาว เขาจะมองเห็นกระดาษสขี าวเปน็ สีอะไร
วิธที ำ
ตอนแรก ขณะมองกระดาษสนี ้ำเงนิ เซลล์รปู กรวยท่ีไวต่อแสงสีน้ำเงินของเรตินาจะทำงานหนกั มาก
จนเกดิ ความล้า
ตอนหลัง เมอื่ เซลล์รปู กรวยท่ไี วตอ่ แสงสีน้ำเงนิ เรตนิ าความลา้ ทำให้ตาบอดสีน้ำเงินชวั่ คราว ดังนนั้
เมือ่ ตามองผ่านกระดาษสีขาวซ่ึงจะมีแสงสที ุกสีตกกระทบเรตนิ า เซลลร์ ปู กรวยทไี่ วต่อแสงสีแดงและแสงสเี ขยี ว
เทา่ นนั้ ที่ยังคงทำงานตามปกติ จึงทำให้ตาขณะนเี้ ห็นแสงสีแดงและสีเขียวผสมกันเท่าน้ัน ซ่งึ จะผสมออกมาแล้ว
เห็นเปน็ สีเหลอื ง
นนั่ คอื ตาจะเหน็ กระดาษสีขาวเป็นสีเหลอื ง

ถ้าไม่เชื่อ ลองทดลองดู
ไดน้ ะจ๊ะ

แสงสี 19

ใบกจิ กรรมที่ 3 การทดสอบการบอดสี

1. ชอ่ื ……………………………………………………………………….….......ช้ัน.......................... เลขท…ี่ …….......

2. จดุ ประสงค์การทำกจิ กรรม

สังเกตและอธิบายอาการการบอดสี 3) แผ่นกระดาษสแี ดง 1 แผน่
3. วสั ด-ุ อุปกรณ์
1) แผน่ ตรวจตาบอดสี 1 ชุด

2) กระดาษขาวขนาด A4 1 แผ่น
4. วธิ ีทำกจิ กรรม ( ตอนที่ 1)
1) ให้จอ้ งมองไปที่วัตถุสีแดงที่วางอย่ใู นบริเวณท่ีมีแสงสวา่ งจ้า หรอื จอ้ งมองหนา้ จอคอมพิวเตอร์ท่ีปรับใหม้ ีพ้ืน

สหี น้าจอเป็นสีแดงสักครู่หนงึ่ ประมาณ 1 นาที แล้วหนั ไปมองท่กี ระดาษขาวหรือผนงั ห้องสขี าวทนั ที สงั เกตสี

ภาพวตั ถุทีจ่ ้องมองทปี่ รากฏบนพนื้ ขาว

2) พกั สายตาสกั ครู่ แล้วมองกระดาษขาวหรอื ผนงั หอ้ งสขี าวเดิมอีกครง้ั จะเหน็ สีใดปรากฏข้นึ

ทำนายผลการสังเกต
..............................................................................................................................................................................

.............................................................................................................................................................................

สังเกตผลการทำกิจกรรม
..............................................................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
4. วธิ ีทำกจิ กรรม ตอนที่ (2)

1.ให้นกั เรยี นนำแผ่นทดสอบตาบอดสี มาทดสอบ สงั เกตเหน็ เปน็ ตัวเลขอะไร ทำนายผลการสังเกต

2. จับคกู่ ับเพือ่ น ให้เพอ่ื นสงั เกตแผ่นทดสอบตาบอดสี มาทดสอบ สงั เกตเห็นเป็นตัวเลขอะไรบนั ทึกผล

ถ้านักเรียนอ่านตวั เลขได้ถกู ต้องกับเพ่ือน แสดงวา่ ตาอาจไม่บอดสเี บอ้ื งต้น

ทำนายผลการสังเกต
..............................................................................................................................................................................

สังเกตผลการทำกิจกรรม
..............................................................................................................................................................................

แสงสี 20

สรปุ ผลการทำกจิ กรรม

อธบิ ายการเกิดตาบอดสี

เทียบเคียงได้กบั อาการตาบอดสีแดง  เนอ่ื งจากการจอ้ งแสงสีแดงเป็นเวลานานทำให้เซลล์รปู กรวยทไ่ี ว....ต่อแสงสแี ดงออ่ น
ลา้ ลงทำให้ทำงานผดิ ปกตไิ ป   และเห็นสีผดิ ไปจากเดมิ ............................................................ทียบเคียงไดก้ ับอาการตาบอด
สีแดง  เน่ืองจากการจ้องแสงสแี ดงเป็นเวลานานทำให้เซลลร์ ปู กรวยทีไ่ ว....ตอ่ ......................................................................

5.คำถามท้ายกจิ กรรม
1) การจอ้ งสแี ดงเปน็ เวลานานจะทำ ให้ภาพวัตถุท่มี องบนพืน้ ขาวมสี เี ปล่ียนไป สามารถเทียบเคียงกบั อาการตา
บอดแสงสีใด
ตอบ เทียบเคียงได้กับอาการตาบอดสีแดง  เนือ่ งจากการจ้องแสงสแี ดงเป็นเวลานานทำให้เซลล์รูปกรวยทีไ่ ว

2) เมื่อจอ้ งสีแดงนานพอสมควรแล้วเปลย่ี นไปมองบนฉากขาวทนั ทจี ะเหน็ สีใด

ตอบ   มองเหน็ เป็นสนี ำ้ เงนิ เขียวเน่ืองจากเซลล์รูปกรวยทไ่ี วตอ่ แสงสแี ดงออ่ นลา้ ลง ท

3) ตาบอดสีชั่วคราวแตกต่างกบั ตาบอดถาวรอย่างไร
ตอบ   เม่ือพักสายตาสกั ครู่หน่งึ ก็จะกลบั มามองเหน็ สีแดงได้ตามปกตเิ รียกวา่ ตาบอดสีชวั่ คราว แตกตา่ งจาก...

ชดุ แผน่ ตรวจสอบความบ

แสงสี 21

บกพร่องการมองเห็นสี

แสงสี 22

ใบความรทู้ ี่ 4 แผ่นกรองแสงสี

แผนกรองแสงสี

เปนแผนพลาสตกิ หรือแผนแกวใสท่ีมสี ี เมอื่ นําแผนกรองแสงสีไปกั้นแสงขาวจากดวงอาทติ ยหรือจาก
หลอดไฟประเภทไสหลอดสุกสวางแลวผานปรซิ มึ พบวาแสงที่ออกมาจะเปนแสงสีตามสีของแผนกรองแสงน้นั
ๆ หรอื อาจมีแสงสอี ื่นรวมออกมาดวยเลก็ นอย ดังนัน้ เราอาจแบงชนดิ ของวตั ถทุ ี่ยอมใหแสงผานไดหรอื ไมไดใน
ปรมิ าณตางกนั ได 3 ประเภท

1. วัตถุโปรงใส (Transparent Object) เปนวัตถุท่แี สงผานไปไดเกือบหมดอยางเปนระเบียบเรา จงึ
มองผานวตั ถุนี้ไดอยางชัดเจน เชน นํ้าใส แกวใส เปนตน

2. วัตถโุ ปรงแสง (Transiucent Object) เปนวัตถทุ ีแ่ สงผานไปได บางแตไมเปนระเบียบเราจึง มอง
ผานวัตถุนี้ไดไมชัด เชน น้ำขนุ กระจกฝา เปนตน

3. วัตถทุ บึ แสง (Opaque Object) เปนวตั ถทุ ีแ่ สงผานไปไมไดเลย แสงทง้ั หมดจะถูกดดู กลืนไว หรือ

สะทอนกลับ เราจึงไมสามารถมองผานวตั ถุชนิดน้ีได เชน กระจกเงา ผนงั ตึก เปนตน

การทำงานของแผ่นกรองแสงสีต่าง ๆ ถ้าเราสวมแผ่นกรองแสงสีใดถ่ายภาพ แผ่นกรองแสงก็จะ
ดูดกลืน (Absorb) สีอื่น ๆไว้ ปล่อยให้สีที่เหมือนกับแผ่นกรองแสงส่องผ่าน (Transmit) เข้าไปบันทึกลงใน
ฟิล์ม นักวทิ ยาศาสตร์เรียกทฤษฎีน้ีว่า ทฤษฎีการเลอื กดูดกลืน และเลือกสอ่ งผ่านสี ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทำ
ให้เราสามารถถ่ายภาพให้สีบางสีสว่าง หรือเข้มได้ตามต้องการ ตัวอย่างเช่น ถ้าสวมแผ่นกรองแสงสีแดงไว้ท่ี
หน้าเลนส์ ภาพสที ถี่ า่ ยน้นั จะมีสว่ นรวมเปน็ สีแดง เพราะแผ่นกรองแสงจะดูดกลนื สีเขียวและสีน้ำเงนิ ไว้ ปล่อย
ให้แสงสีแดงผ่านเข้าไป บันทึกลงในฟิล์มเพียงสีเดียว และเมื่อใช้แผ่นกรองแสงสีแดงในการถ่ายภาพขาว
ดำ แสงสผี า่ นเข้าไปสดู่ อกไม้และสงิ่ อื่นท่ีมีสีแดง

ก. แผน่ กรองแสงสี ข. การทำงานของแผ่นกรองแสงสแี ดง

แสงสี 23

ใบกิจกรรมท่ี 4 แผ่นกรองแสงสี

1. ชอ่ื …………………………………………............ชน้ั .......................... เลขที่…………………กลุ่มท.ี่ ..................

2. จุดประสงค์การทำกจิ กรรม

สังเกตและอธบิ ายการทำงานของแผ่นกรองแสงสี

3. วสั ดุ-อปุ กรณ์

1) แผ่นกรองแสงสสี แี ดง สีนำ้ เงนิ สีเขยี ว 1 ชุด 3) ฉากขาว

2) แหลง่ กำเนดิ แสงขาว หรือแสงดวงอาทติ ย์ 1 ชดุ

4. วธิ ีทำกจิ กรรม

1) นำชดุ กล่องผสมแสงสีไปรับแสงขาว แลว้ ปรบั แสงสีทีละคใู่ หฉ้ ายไปผสมกันบนฉากสขี าวอาจใช้แสงจาก

แหล่งกำเนดิ แสงอนื่ แทน เช่น หลอดไฟที่ให้แสงสีเขยี ว สนี ำ้ เงนิ สแี ดง หรอื แสงท่ผี า่ นแผ่นกรองแสงสี สังเกตสี

ที่เกิดขนึ้

2) ฉายแสงสีทัง้ สามแสงสีผสมกนั บนฉากสขี าว สงั เกตสีท่ีเกดิ ข้นึ

ทำนายผลการสังเกต

แผน่ กรองแสงสี ผลแสงสีทไี่ ด้ แสงสที ี่เกดิ ขึ้น

1. แผน่ กรองแสงสีแดง

2. แผน่ กรองแสงสนี ำ้ เงนิ

3. แผ่นกรองแสงสีเขียว

สังเกตผลการทำกจิ กรรม ผลแสงสีท่ไี ด้ แสงสี 24
แผน่ กรองแสงสี
แสงสที ี่เกดิ ขึน้
1. แผน่ กรองแสงสีแดง

2. แผน่ กรองแสงสีน้ำเงนิ

3. แผน่ กรองแสงสีเขียว

6. คำถามท้ายกจิ กรรม
1) แสงสีที่ผา่ นออกมามคี วามเก่ียวขอ้ งกับสขี องแผน่ กรองแสงสีอยา่ งไร

ตอบ เทียบเคียงไดก้ ับอาการตาบอดสีแดง  เนอื่ งจากการจ้องแสงสีแดงเป็นเวลานานทำให้เซลล์รูปกรวยที่ไว
....ต่อแสงสแี ดงออ่ นล้าลงทำให้ทำงานผดิ ปกติไป   และเหน็ สีผิดไปจากเดมิ ........................................................
2) จากกิจกรรมแผ่นกรองแสงสมี กี ารทำงานอยา่ งไร
ตอบ เทียบเคียงได้กับอาการตาบอดสแี ดง  เน่ืองจากการจ้องแสงสีแดงเปน็ เวลานานทำใหเ้ ซลล์รปู กรวยทไ่ี ว
....ต่อแสงสีแดงออ่ นล้าลงทำให้ทำงานผดิ ปกติไป   และเห็นสผี ิดไปจากเดมิ ........................................................
7. สรปุ ผลการทำกจิ กรรม
เทียบเคยี งได้กบั อาการตาบอดสีแดง  เน่ืองจากการจอ้ งแสงสีแดงเป็นเวลานานทำให้เซลลร์ ูปกรวยทไี่ ว....ต่อ....
แสงสแี ดงออ่ นลา้ ลงทำให้ทำงานผดิ ปกตไิ ป   และเหน็ สผี ิดไปจากเดมิ ................................................................
....ต่อแสงสแี ดงออ่ นล้าลงทำให้ทำงานผดิ ปกติไป   และเหน็ สผี ดิ ไปจากเดิม........................................................

แสงสี 25

ใบความรู้ท่ี 5 เร่ือง การผสมแสงสี

การผสมแสงสี

สี ในทน่ี ้หี มายถึง ความรสู้ ึกของมนุษย์ในการมองเหน็ คลืน่ แสงซ่ึงมี 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว
เหลือง แสดและแดง มคี วามยาวคล่นื ประมาณ 430, 450, 500, 535, 580, 600, และ 700 นาโนเมตร ตาม
ลำดับ แสงขาวเมื่อผ่านปริซึมจะถูกแยกออกมามาให้เปน็ 7 สีดังกลา่ วซึ่งได้ทราบมาแลว้

สีของแสงท่ถี อื วา่ เปน็ แม่สี หรือ แสงสปี ฐมภมู ิ ( primary color ) ได้แก่ แดง เขยี ว และน้ำเงิน
สีเหล่านี้เป็นสที ม่ี ีความบรสิ ุทธไิ์ ม่สามารถแยกออกเป็นสีอน่ื ๆ ได้อกี แลว้ สีอ่ืนนอกจากสามสนี ีเ้ กดิ จากการผสม
สีปฐมภมู ิ เช่น แสงสเี หลอื งเกดิ จากการใช้แสงสีแดงและเขยี วผสมกนั ในอตั ราส่วนของความเขม็ แสง 1 : 1
ดังรูป สที ไี่ มใ่ ช่แม่สีเหล่าน้ีเรยี กว่า แสงสีประกอบ ( compound color ) สำหรบั คู่แสงทีผ่ สมกนั แล้ว ได้แสง
ขาว เช่น แสงสีเขียวกับสีแดงม่วงเรยี กวา่ แสงสเี ติมเต็ม ( complementary color)

เมอ่ื ฉายแสงสแี ดง สีเขยี ว และสีนำ้ เงนิ ซ่ึงเปน็ สีปฐมภูมไิ ปรวมกันบนฉากขาว ความรู้สกึ ในการมองเหน็ สีบน
ฉากจะผสมกัน ทำให้เหน็ เปน็ สตี า่ ง ๆ ดงั นี้

แสงสแี ดง + แสงสนี ำ้ เงนิ = แสงสีม่วงแดง
แสงสีแดง + แสงสเี ขยี ว = แสงสีเหลอื ง
แสงสนี ้ำเงิน + แสงสีเขียว = แสงสนี ้ำเงนิ -เขียว
แสงสแี ดง + แสงสนี ้ำเงนิ + แสงสีเขียว = แสงสีขาว

แสงสี 26

ใบกิจกรรมที่ 5 เร่ือง การผสมแสงสี

1. รายชอื่ สมาชกิ กลุ่มที่ …………………………………………………….. ชัน้ …………………………………

ชื่อ……………………………………………………………………………....................................เลขท.ี่ ..................

ชอ่ื ……………………………………………………………………………....................................เลขที่...................

ชอ่ื ……………………………………………………………………………....................................เลขที.่ ..................

ชอ่ื ……………………………………………………………………………....................................เลขที่...................

ชื่อ……………………………………………………………………………....................................เลขที่...................

2. จดุ ประสงคก์ ารทำกิจกรรม
สงั เกตและอธิบายการผสมแสงสี

3. วสั ด-ุ อปุ กรณ์ 1 ชุด
1) ชดุ กล่องผสมแสงสีหรอื แหลง่ กำเนิดแสงอ่นื ทีใ่ หส้ เี ขยี ว สีนำ้ เงนิ สีแดง 1 แผ่น
2) ฉากขาว

4. วิธที ำกจิ กรรม
1) นำชดุ กล่องผสมแสงสไี ปรบั แสงขาว แลว้ ปรับแสงสที ีละคู่ใหฉ้ ายไปผสมกนั บนฉากสีขาวอาจใช้แสงจาก

แหลง่ กำเนิดแสงอื่นแทน เชน่ หลอดไฟที่ให้แสงสเี ขยี ว สนี ้ำเงนิ สแี ดง หรอื แสงท่ผี า่ นแผน่ กรองแสงสี สงั เกตสที ่ี
เกิดขนึ้
2) ฉายแสงสที ั้งสามแสงสีผสมกันบนฉากสีขาว สงั เกตสีท่ีเกดิ ข้ึน

ทำนายผลการกจิ กรรม ผลกิจกรรมจาก แสงสี 27
ผสมแสงสี กลอ่ งผสมแสงสี
แสงสีท่ีได้
1. แสงสแี ดง+แสงสีเขียว

2. แสงสีน้ำเงิน+แสงสีเขยี ว

3. แสงสนี ำ้ เงิน+แสงสีแดง

4. แสงสีแดง+แสงสีเขยี ว+แสงสนี ้ำเงนิ

ผลการสังเกต (O) ผลกิจกรรมจาก แสงสี 28
ผสมแสงสี กล่องผสมแสงสี
แสงสีท่ีได้
1. แสงสีแดง+แสงสีเขียว

2. แสงสีนำ้ เงนิ +แสงสเี ขยี ว

3. แสงสีน้ำเงนิ +แสงสีแดง

4. แสงสีแดง+แสงสีเขยี ว+แสงสีนำ้ เงิน

5. คำถามทา้ ยกิจกรรม
1) เม่อื ฉายแสงสีแดงกบั สีเขียว แสงสแี ดงผสมกับสีน้ำเงนิ และแสงสนี ้ำเงนิ ผสมกบั สเี ขยี วไปผสมกันบนฉากขาวจะ
เห็นเปน็ แสงสใี ด ตามลำดับ
ตอบ แสงสีเหลือง แสงสีแดงมว่ ง และแสงสนี ้ำเงินเขียว ตามลำดบั ....................................................................

2) เมื่อฉายแสงสีเขียว สแี ดง และสีน้ำเงิน ไปผสมกันบนฉากขาวจะเหน็ แสงสใี ด
ตอบ   แสงสีขาว....................................................................................................................................................

6. อภปิ รายและสรุปผลการทำกิจกรรม
    เมือ่ ฉายแสงสีแดงกบั สีเขียวผสมกนั บนฉากขาวจะได้แสงสเี หลอื ง แสงสแี ดงผสมกับสนี ้ำเงินกนั บนฉาก

ขาวจะไดแ้ สงสแี ดงม่วง และแสงสีน้ำเงินผสมกับสีเขยี วไปผสมกนั บนฉากขาวได้แสงสนี ำ้ เงนิ เขียว และเม่อื ฉายแ

แสงสี 29

ใบความร้ทู ี่ 6 เร่อื ง การผสมสารสี

สารสี (Pigment)
ในวตั ถทุ บึ แสง เมอ่ื ใหแสงขาวตกกระทบ แสงจะไมสามารถทะลุผานไปไดแตจะสะทอนกลับและใน
การสะทอนแสงออกมาพบวาวตั ถตุ างชนิดกันปริมาณแสงและแสงสีที่สะทอนกต็ างกันดวย เราจึงเหน็ วัตถุน้นั
มี สตี าง ๆ กนั ตามแสงสีที่สะทอนกลบั ออกมา ตัวท่กี ําหนดแสงสีท่จี ะสะทอนกลับออกมาหรือดูดกลืนแสงสี
ตาง ๆ ไวก็คือ สารสี ในวัตถุน้ัน ๆ เชน การมองเหน็ ใบไมสีเขียว และดอกไมเปนสีแดงเปนเพราะในใบไมมี
คลอโรฟลล เปนสารสีเขยี ว ซ่ึงดดู กลนื แสงบางสไี ว และสะทอนแสงสเี ขยี วออกมามากท่ีสุด สวนดอกไมจะมี
สารสีแดง ซึ่ง ดูดกลืนแสงบางสีไว และสะทอนแสงสีแดงออกมามากที่สุด ในทํานองเดียวกัน สารสีสีดําจะ
ดดู กลนื แสงทุกสี ที่ ตกกระทบทําใหไมมีแสงสีใด ๆ สะทอนออกมาเลย เราจงึ เห็นวตั ถุเปนสีดํา สวนสารสีสี
ขาวจะสะทอนแสงทกุ สี ที่ตกกระทบ จึงเห็นแสงสรี วมกนั เปนสขี าว
การผสมสารสี
การที่เราเห็นวัตถุมีสีใด ก็เนื่องจากแสงสีนั้นสะทอนจากวัตถุมาเขาตา สวนการเห็นแสงสีทะลุ
ผานวัตถุ นั้นไมคอยไดพบเห็นนัก แสงสีใดจะสะทอนออกจากวัตถุก็เนื่องจากสารสี ที่ผิววัตถุนั้น ๆ ถา
ตองการเหน็ สตี าม ธรรมชาติของวัตถุ จะตองดวู ัตถุน้ันดวยแสงขาวธรรมชาติจากดวงอาทติ ย
สารสีปฐมภูมิเปนสารสีที่ไมอาจสรางขึ้นจากการผสมสารสีอื่น ๆ ไดมีดวยกัน 3 สีคือ สีเหลือง สี
แดงมวง และสีนํ้าเงิน การดูดกลนื และการสะทอนของสารสีปฐมภูมิ เมอื่ ผานแสงขาวจากดวงอาทติ ย มีดังน้ี
สารสีเหลอื ง จะไมดูดกลนื (สะทอน) แถบสีเหลอื ง นอกนัน้ ดูดกลนื หมด
สารสีแดงมวง จะไมดดู กลืน (สะทอน) แถบสแี ดงมวง นอกนัน้ ดูดกลนื หมด
สารสีน้ำเงนิ เขียว จะไมดดู กลนื (สะทอน) แถบสนี ้ําเงนิ เขียว นอกน้ันดดู กลืนหมด
การผสมสารสีการที่เราเห็นวัตถุสีตางๆ เปนเพราะวัตถุมีสารสีซึ่งดูดกลืนแสงสีบางแสงสีไวแลว
สะทอนบาง แสงสอี อกมาทาํ ใหเราเห็นวตั ถตุ ามสที ่ีสะทอนออกมา การผสมสารสีน้เี ราอาจใชสีที่เราใชระบาย
ในวิชาวาด เขียนมาผสมสีจะไดผลดงั น้ี

ทีม่ า http://physic512.blogspot.com/2014/10/blog-post_88.html

แสงสี 30

ขอสังเกต สีปฐมภูมิเปนสารสีที่ไมอาจสรางขึ้นจากการผสมสารสีอื่นๆ มี 3 สี ไดแก สีเหลือง
สีแดงมวง และสนี าํ้ เงนิ เขียว ถานาํ สารสปี ฐมภูมิท้งั สามมาผสมกันดวยปริมาณที่เทากนั จะไดสารสีผสมน้ีเป
นสารสดี ํา และไดหลากสี ยกเวนสารสีขาว ไมอาจทาํ ใหเกดิ ไดดวยการผสมสารสีอ่นื ๆ

สารสีทุติยภมู แิ ละแสงสีทุตยิ ภมู ิคือสีที่เกดิ จากการนาํ สารสีปฐมภมู ิ หรอื แสงสีปฐมภูมมิ าผสมกันแลว
เกิดสใี หมข้ึนมา แสงสเี ตมิ เตม็ คือแสงสที ผ่ี สมกับแสงสีอีกสหี นงึ่ แลวไดแสงขาว เชน แสงสเี หลืองผสมกับกับ
แสงสนี าํ้ เงินแลวไดแสงขาว เราเรยี กแสงสเี หลอื งวาเปนแสงเติมเต็มของแสงสนี ํา้ เงิน และในทํานองเดียวกัน
แสงสีนาํ้ เงนิ ก็เปนแสงสีเติมเต็มของแสงสเี หลอื ง

แสงสี 31

ใบกจิ กรรมท่ี 6 เรื่อง การผสมสารสี

1. รายชือ่ สมาชกิ กลุ่มท่ี …………………………………………………….. ช้นั …………………………………

ชื่อ……………………………………………………………………………....................................เลขท่ี...................

ช่ือ……………………………………………………………………………....................................เลขท.่ี ..................

ชื่อ……………………………………………………………………………....................................เลขท่.ี ..................

ชอ่ื ……………………………………………………………………………....................................เลขที.่ ..................

ชื่อ……………………………………………………………………………....................................เลขท.่ี ..................

2. จดุ ประสงค์การทำกิจกรรม

สังเกตและอธบิ ายการผสมสารสี

3. วสั ด-ุ อุปกรณ์

1) สโี ปสเตอร์หรือสนี ้ำท่ีมีสีใกลเ้ คียงกับ สีหมึกพมิ พส์ แี ดงมว่ ง (magenta) 1 ชุด

สีน้ำเงนิ เขียว (cyan) และสีเหลือง (yellow)

2) กระดาษขาวแผ่น 1 แผ่น

3) จานผสมสี 1 อนั

4) พู่กัน 1 ด้าม

4.วธิ ที ำกิจกรรม

1) เตรียมสีน้ำสีแดงมว่ ง สีน้ำเงนิ เขียว และสเี หลือง และใช้พกู่ ันระบายสแี ต่ละสีลงในวงกลมตามหมายเลข 1,

2 และ 3 ตามลำดบั

2) ผสมสที ีละคู่ตามหมายเลขโดยพยายามใหป้ ริมาณเน้อื สมี สี ัดสว่ นทีเ่ ท่า ๆ กนั คนเน้อื สใี หเ้ ขา้ กนั แล้วนำมา

ระบายใส่ลงในช่องวา่ งตามหมายเลข

แสงสี 32

ทำนายผลกจิ กรรม

2 . เหลือง

1+2
2+3

3. แดงมว่ ง

1+3

ผลการสงั เกตทำกจิ กรรม

1+2
2+3

1+3

แสงสี 33

6. คำถามท้ายกิจกรรม

1) เมื่อผสมสารสีเหลืองกบั สนี ้ำเงินเขยี ว สีเหลืองกับสแี ดงม่วง สีแดงม่วงกับสีน้ำเงนิ เขยี ว ไดผ้ ลเปน็ สีใด
ตามลำดับ

ตอบ..........................................................................................................................................................

................................................................................................................................................................

2) เมือ่ ผสมสารสีท้ัง 3 สี ไดผ้ ลเปน็ สีใด

ตอบ .
7. สรุปผลการทำกจิ กรรม

...................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................

............................................................................................. ......................................................................

...................................................................................................................................................................

แสงสี 34

ใบความรทู้ ี่ 7 เรอ่ื ง การมองเหน็ สีของวัตถุภายใตแ้ สงสตี ่างๆ

รปู กุหลาบสแี ดงภายใต้แสงขาวและแสงสนี ำ้ เงนิ
จากรูป สามารถอธิบายการเห็นสีของกุหลาบภายใตแ้ สงสขี าวและแสงสนี ำ้ เงินได้ดงั นี้
สำหรบั สีแดงของกุหลาบเม่อื อยูภ่ ายใต้แสงขาวจะเห็นเป็นสแี ดง น่นั คือสารสีแดงของกหุ ลาบ สะทอ้ นแสงสีแดง
และดูดกลนื แสงสีอื่นท้งั หมด แตเ่ มอื่ ฉายแสงสนี ้ำเงินลงบนสแี ดงของกหุ ลาบ สารสีแดงจะดดู กลนื แสงสนี ้ำเงิน
ไว้ จงึ ไม่มีแสงสีใดสะท้อนออกมา ดังนั้นบรเิ วณทีเ่ ปน็ สแี ดงจึงเห็นเปน็ สีดำ
ในกรณีเมื่อนำวตั ถุสเี ขยี วไปไว้ในแสงสเี หลืองซึง่ เปน็ แสงสีทผี่ สมกันระหวา่ งแสงสเี ขยี วและแสงสีแดง
วตั ถุสีเขยี วจะดูดกลนื แสงสีแดไว้และสะทอ้ นแสงสีเขียวออกมา เราจงึ มองเหน็ วัตถุเป็นสเี ขยี ว สำหรบั วตั ถุสี
เหลอื ง ซึง่ สะท้อนไดเ้ ฉพาะแสงสเี ขยี วและแสงสีแดง เมอ่ื นำไปวางไว้ในแสงสีแดงม่วงซ่ึงเปน็ แสงสผี สมกันของ
แสงสแี ดงและแสงสนี ำ้ เงิน วัตถสุ เี หลืองจะดดู กลนื สีน้ำเงนิ ไวแ้ ล้วสะทอ้ นออกมาเฉพาะแสงสีแดง เราจงึ
มองเหน็ วัตถเุ ปน็ สีแดง
การนำไปใช้ประโยชนข์ องสารสแี ละแสงสี
เครอ่ื งอุปโภคสงิ่ ของเคร่ืองใช้ มนษุ ย์มกี ารใชส้ ีในชวี ติ ประจำวนั มาต้ังแตโ่ บราณ ทงั้ ใช้สที ่ีได้จากพืชและ
สัตวใ์ นการย้อมตกแต่งเส้อื ผา้ เครอื่ งประดับและสิ่งของเครื่องใชต้ า่ ง ๆ ในปจั จุบนั ได้มีวธิ สี งั เคราะหส์ ไี ด้
หลากหลายสี และสามารถผลิตสไี ด้ในปรมิ าณมาก ทำใหม้ กี ารใช้สอี ยา่ งกวา้ งขวาง เช่น สผี สมอาหาร
สีย้อมผ้า
สีทาบ้าน การใช้สีทาท่อี ยูอ่ าศยั อาคารบา้ นเรอื น นอกจากช่วยให้สวยงาม ยงั ช่วยป้องกัน
ความเสยี หายจากการใช้งานและทนทานตอ่ สภาพอากาศ เช่น ป้องกนั แสงแดด ปอ้ งกนั ความชนื้ ปอ้ งกนั สนิม

แสงสี 35

ด้านสงิ่ พิมพ์ โรงพมิ พข์ นาดใหญ่ หรอื เคร่ือง printer พิมพ์สีทใี่ ช้สว่ นตัว มีสีที่ใชเ้ ป็นหมกึ พมิ พเ์ พียง 4
สี คอื สีน้ำเงนิ เขียว (Cyan) สีแดงม่วง (Magenta) สเี หลอื ง (Yellow) สีดำ (Black) โดยหมกึ พมิ พ์ 4 สีน้ี
สามารถผสมกนั ในปริมาณต่าง ๆ ซง่ึ สามารถพิมพ์งานได้เฉดสมี ากมายตามตอ้ งการ

จอแสดงผลกบั แสงสี สีสนั มากมายท่ีเราเหน็ บนหน้าจอแสดงผลสมารท์ โฟน หนา้ จอคอมพิวเตอร์เปน็
ระบบสี RGB ซ่งึ แสดงแสงสีหลัก คือ Red Green Blue โดยหน้าจอจะมพี ิกเซลจำนวนมากแตล่ ะพิกเซลจะ
สามารถผสมแสงสี RGB ด้วยปรมิ าณต่าง ๆ กัน ทำให้ได้เฉดสอี ่นื ๆ นับไม่ถ้วน

จราจรกับแสงสี สญั ญาณไฟจราจรต่าง ๆ ใช้สื่อความหมายในทางจราจรเพ่อื ให้ผูข้ ับขเ่ี ข้าใจและปฏบิ ตั ิ
ตามกฎหมายเพอ่ื ความปลอดภยั ในการเดนิ ทาง

แสงสี 36

ใบกิจกรรมท่ี 7 การเห็นสีของวตั ถภุ ายใตแ้ สงสีตา่ ง ๆ

1. รายชอื่ สมาชกิ กล่มุ ท่ี …………………………………………………….. ชั้น …………………………………
ช่อื ……………………………………………………………………………....................................เลขที่...................

ชอื่ ……………………………………………………………………………....................................เลขท่ี...................

ช่อื ……………………………………………………………………………....................................เลขที่...................

ชือ่ ……………………………………………………………………………....................................เลขท.่ี ..................

ชอ่ื ……………………………………………………………………………....................................เลขที่...................

ชือ่ ……………………………………………………………………………....................................เลขท.ี่ ..................

2. จดุ ประสงค์การทำกจิ กรรม

สังเกตและอธิบายการมองเหน็ สีของวัตถุภายใตแ้ สงสตี า่ งๆ

3. วัสด-ุ อุปกรณ์

1) แผน่ กรองแสงสสี ีแดง สีน้ำเงนิ และสเี ขียว 1 ชุด

2) แหล่งกำเนดิ แสงขาว 1 ชดุ

3) วตั ถุหรอื แผน่ กระดาษสีสนี ำ้ เงนิ สแี ดง สีเขยี ว สีเหลอื ง สีขาว สดี ำ 1 ชุด

4. วธิ ที ำกิจกรรม

1) ฉากแสงจากแหลง่ กำเนดิ แสงผา่ นแผ่นกรองแสงสีแดงไปบนวตั ถุสีขาว สงั เกตสวี ตั ถุในตำแหนง่ ท่แี สงสีตก
กระทบ บันทึกผลลงในตาราง

2) ทำซำ้ ขอ้ 1) โดยเปลี่ยนวัตถุเปน็ สดี ำ สแี ดง สีเขียว สเี หลอื ง สีนำ้ เงิน ตามลำดับ

3) ทำซำ้ ขอ้ 1) และ ขอ้ 2) โดยเปล่ยี นแผน่ กรองแสงสเี ป็นสีนำ้ เงนิ และสีเขียว ตามลำดับ

ทำนายผลกิจกรรม ( P) แสงสีที่ฉายลงวัตถุ สีของวตั ถทุ ีเ่ หน็ เมอ่ื ฉายแสงสี
สขี องวัตถุเดมิ สแี ดง

1. สนี ำ้ เงนิ

2. สแี ดง สีแดง

สขี องวตั ถเุ ดิม แสงสีทฉี่ ายลงวตั ถุ แสงสี 37
3. สเี ขียว สแี ดง
4. สีเหลือง สขี องวตั ถุที่เหน็ เมือ่ ฉายแสงสี
5. สขี าว
6. สีน้ำเงนิ สีแดง
7. สีแดง
8. สเี ขียว สีแดง

สนี ำ้ เงนิ

สีน้ำเงิน

สีนำ้ เงนิ

สีของวตั ถุเดิม แสงสีทฉี่ ายลงวตั ถุ แสงสี 38
9. สเี หลือง สีน้ำเงนิ
10. สขี าว สขี องวตั ถุท่เี หน็ เม่อื ฉายแสงสี
11. สีดำ
12. สีน้ำเงิน สนี ้ำเงนิ
13. สแี ดง
14. สเี ขียว สนี ำ้ เงิน
15. สีเหลอื ง
16. สีขาว สเี ขยี ว

สเี ขียว

สีเขยี ว

สเี ขียว

สีเขียว

แสงสี 39

สีของวตั ถเุ ดมิ แสงสีท่ฉี ายลงวตั ถุ สีของวัตถทุ เ่ี ห็นเมือ่ ฉายแสงสี
17. สดี ำ สีเขยี ว

ผลการสังเกต ( O) แสงสที ่ีฉายลงวตั ถุ สีของวตั ถุทเ่ี หน็ เม่ือฉายแสงสี
สขี องวตั ถุเดมิ สีแดง

1. สีนำ้ เงิน

2. สแี ดง สีแดง

3. สเี ขยี ว สีแดง

4. สีเหลอื ง สีแดง

สขี องวัตถุเดิม แสงสที ฉี่ ายลงวัตถุ แสงสี 40
5. สีขาว สแี ดง
สีของวตั ถทุ ี่เหน็ เมื่อฉายแสงสี

6. สนี ้ำเงิน สีนำ้ เงนิ

7. สีแดง สีนำ้ เงนิ
8. สีเขยี ว สนี ำ้ เงิน
9. สีเหลอื ง สนี ้ำเงิน
10. สขี าว สีนำ้ เงนิ

สขี องวตั ถุเดิม แสงสีทฉ่ี ายลงวตั ถุ แสงสี 41
11. สดี ำ สนี ้ำเงิน
สขี องวตั ถทุ ี่เห็นเม่อื ฉายแสงสี

12. สนี ำ้ เงนิ สีเขยี ว

13. สีแดง สีเขยี ว
14. สเี ขยี ว สเี ขยี ว
15. สเี หลือง สีเขยี ว
16. สีขาว สเี ขียว
17. สดี ำ สเี ขียว

แสงสี 42

6. คำถามท้ายกจิ กรรม

1) เม่อื ฉายแสงจากแหล่งกำเนิดแสงสแี ดงไปบนวตั ถสุ ขี าว เรามองเห็นเปน็ สีอะไร เพราะเหตุใด

ตอบ เห็นวัตถเุ ป็นสีแดง เนื่องจากวัตถสุ ขี าวไมไ่ ดด้ ูดกลืนแสงสีใดไวเ้ ม่ือฉายแสงสีแดงลงไปจงึ สะท้อนสแี ดง
ออกมา ดง เน่อื งจากวตั ถสุ ขี าวไมไ่ ดด้ ดู กลืนแสงสีใดไว้เม่อื ฉายแสงสีแดงลงไปจงึ สะทอ้ นสีแดงออกมา

2) เมือ่ ฉายแสงจากแหล่งกำเนดิ แสงสเี ขียวไปบนวัตถสุ ดี ำ เรามองเห็นเปน็ สอี ะไร เพราะเหตใุ ด

ตอบ เห็นวัตถุเป็นสแี ดง เน่ืองจากวตั ถุสขี าวไม่ไดด้ ูดกลนื แสงสีใดไว้เมื่อฉายแสงสีแดงลงไปจึงสะท้อนสแี ดง
ออกมา ดง เนอื่ งจากวัตถุสขี าวไมไ่ ดด้ ูดกลืนแสงสใี ดไว้เมอ่ื ฉายแสงสีแดงลงไปจึงสะท้อนสีแดงออกมา

3) เม่ือฉายแสงจากแหลง่ กำเนดิ แสงสนี ้ำเงินไปบนวัตถสุ ีแดง เรามองเห็นเป็นสอี ะไรเพราะเหตใุ ด

ตอบเห็นวตั ถเุ ปน็ สีแดง เนือ่ งจากวัตถุสขี าวไมไ่ ดด้ ดู กลืนแสงสใี ดไว้เมอ่ื ฉายแสงสีแดงลงไปจึงสะท้อนสีแดง
ออกมา ดง เนื่องจากวตั ถสุ ีขาวไม่ไ ด้ดูดกลืนแสงสีใดไว้เมื่อฉายแสงสีแดงลงไปจงึ สะท้อนสแี ดงออกมา

4) เมอ่ื ฉายแสงจากแหลง่ กำเนิดแสงสีแดงไปบนวัตถุสเี หลือง เรามองเหน็ เป็นสีอะไรเพราะเหตุใด

ตอบ เห็นวตั ถุเปน็ สีแดง เน่ืองจากวัตถุสขี าวไมไ่ ดด้ ดู กลืนแสงสีใดไวเ้ มื่อฉายแสงสีแดงลงไปจึงสะทอ้ นสแี ดง
ออกมา ดง เน่อื งจากวัตถสุ ขี าวไม่ไ ด้ดูดกลืนแสงสใี ดไวเ้ มอ่ื ฉายแสงสีแดงลงไปจงึ สะทอ้ นสแี ดงออกมา

7.สรุปผลการทำกิจกรรม

    เมือ่ ฉายแสงจากแหล่งกำเนดิ แสงสีแดงไปบนวตั ถุสขี าวเรามองเหน็ เป็นสีแดง เ มอ่ื ฉายแสงจาก

แหล่งกำเนดิ แสงสีเขียวไปบนวัตถสุ ีดำ เรามองเห็นเปน็ สีดำ เม่ือฉายแสงจากแหลง่ กำเนดิ แสงสีน้ำเงนิ ไปบน

วัตถสุ ีแดง เรามองเห็นเป็นสีดำ เมอ่ื ฉายแสงจากแหลง่ กำเนดิ แสงสีแดงไปบนวัตถสุ ีเหลอื ง เรามองเห็นเปน็ สี

แดง ด     เมื่อฉายแ

แสงสี 43

แบบทดสอบหลังเรียน
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ วิชาวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ ( ฟสิ กิ ส์ 2 )รหสั ว30104 เรือ่ ง แสงสี
คาํ ชีแ้ จง : 1. แบบทดสอบฉบับนี้เปนแบบปรนยั มีทง้ั หมด 20 ขอ คะแนนเต็ม 20 คะแนน ใชเวลา 10 นาที
2. ทําเครอ่ื งหมายกากบาท (X) บนตวั เลอื ก ก, ข, ค หรอื ง ท่ีถกู ตองทสี่ ดุ เพยี งคําตอบเดียว
1. ขอใดถูกตอง

ก. อาการตาบอดสขี องคน อาจเกิดไดกบั ทุกคน
ข. คนตาบอดสีจะเหน็ วตั ถุทม่ี ีสีเปนสขี าว
ค. เซลลประสาทรปู กรวย เปนเซลลทีไ่ วตอแสงสีแดง เหลือง เขยี ว
ง. เซลล์ประสาทรูปแท่งทำหน้าทีร่ บั รู้ความมืดและความสว่าง

2. ทำไมเราจงึ มองเหน็ สีของวัตถตุ า่ ง ๆ

ก. แสงมากระทบวตั ถุ สะท้อนเขา้ สู่ตาเรา สมองจะแปลความหมายของสเี หล่านั้น
ข. แสงมากระทบวัตถุ ผา่ นเลนส์ตาทำให้ภาพตกบนเรตนิ า สมองแปลความหมายสเี หล่าน้ัน
ค. แสงมากระทบวัตถุ ผ่านเลนสต์ าทำให้ภาพตกบนเรตนิ า เซลลร์ ปู จรวดทำหนา้ ท่ี เกิดสีต่าง ๆ
ง. แสงมากระทบวตั ถุ ผา่ นเลนส์ตาทำให้ภาพตกบนเรตนิ า แสงสีที่ต่างจากสารสีบนผวิ วตั ถุจะถูก
ดดู กลืนไว้ และสะทอ้ นแสงสที ่ีเหลือมาเขา้ มานัยน์ตาเรา
3. ถาตาของเรามองดแู สงสีน้ำเงินเปนเวลานาน ๆ แลวเปลย่ี นมาดแู สงสีขาวทนั ที ตาจะมองเหน็ เปนแสงสีใด

ก. สีเหลือง ข. สเี ขียว

ค. สีน้ำเงนิ ง. สีขาว

4. จงพิจารณาขอความตอไปน้ี

1. การเห็นวัตถมุ ีสใี ด แสดงวาแสงสนี ้ัน สะทอนเขาสูตา

2. วัตถสุ ีเหลืองจะสะทอนแสงสเี หลอื งเทานั้น

3. แผนกรองแสงสีเขียวและสแี ดงซอนติดกันเมอ่ื ฉายแสงขาวผานแผนกรองแสงทั้งสองจะได แสงสนี ้ํา

เงิน

4. วัตถุสีมวงแดงจะสะทอนแสงสีมวงแดง สแี ดง สีน้ำเงิน

5. ถาเห็นวตั ถเุ ปลีย่ นสไี ดตามแสงทต่ี กกระทบ แสดงวาวัตถุมสี ีขาว

ขอความใดกลาวถูกตอง

ก. 1, 2, 3 ข. 1, 4, 5

ค. 2, 3, 4 ง. 1, 3, 4

แสงสี 44

5. แสงสีคู่ใดเมือ่ นำมาฉายผสมกนั บนฉากขาวแลว้ จะไดแ้ สงขาว

ก. น้ำเงินกับเหลอื ง ข. แดงกับเขียว

ค. มว่ งกบั น้ำเงิน ง. เหลืองกับแดง

6. พจิ ารณาขอความตอไปน้ี ขอใดกลาวผิด

ก. แสงสปี ฐมภมู ิคอื แสงสีแดง, เขยี ว , นำ้ เงิน
ข.สารสีปฐมภูมคิ อื สีเหลอื ง , มวงแดง, น้ำเงินเขยี ว
ค. สารสแี ดง, สีเขยี วและสนี าํ้ เงินรวมกนั ไดสีขาว
ง. สารสมี วงแดง, สเี หลอื ง และสนี ํา้ เงินรวมกันไดแสงขาว

7. ตนไมตนหนงึ่ มสี เี ขยี วภายใตแสงอาทิตย ถานําตนไมตนน้มี าไวในหองทม่ี ีแสงสมี วงแดง จะเห็นตนไมตนนี้ สี
อะไร

ก. สีดาํ ข. สีขาว

ค. สเี ขียว ง. มว่ งแดง
8. สารสปี ฐมภูมิประกอบด้วยอะไร
ข. สีเหลือง สีแดงสม้ และสีเขียว
ก. สีเหลอื ง สแี ดง และสีน้ำเงนิ ง. สีเหลือง สีแดงม่วง และนำ้ เงินเขียว
ค. สีเหลอื ง สีแดงมว่ ง และสนี ้ำเงนิ

9. ในการจดั แสงบนเวที สมมติว่าไมม่ หี ลอดไฟสีมว่ ง แตม่ ีหลอดไฟสีอืน่ ครบทุกสี จะมวี ธิ จี ดั แสงไฟบนเวที
อยา่ งไร ให้ได้แสงสมี ว่ ง

ก. แดง นำ้ เงิน ข. น้ำเงนิ เขยี ว ค. เขียว แดง ง. น้ำเงิน เขียว แดง

10. สารสีใดเปน็ สารสเี ติมเตม็ ของกันและกัน

ก. น้ำเงนิ เขยี ว – แดงมว่ ง ข. เหลือง – นำ้ เงิน

ค. แดง - เขยี ว ง. น้ำเงนิ - เขียว

แสงสี 45

11. เมอื่ ฉายแสงสนี ้ำเงนิ ไปยังวัตถุทบึ แสงสีเหลอื ง ในห้องมดื จะสังเกตเห็นวัตถทุ ึบแสงมสี อี ะไร

ก. ขาว ข. ดำ

ค. นำ้ เงิน เขยี ว ง. มว่ ง แดง

12. สารสีปฐมภมู ิ ได้แก่ สารสเี หลอื ง สีแดงม่วง และน้ำเงินเขยี ว ถ้าเรานำสารสีปฐมภมู ิทง้ั สามสีในอัตราส่วน

ต่าง ๆ ผสมกนั เราจะไม่สามารถผสมสีให้เกิดสใี นขอ้ ใด

ก. ดำ ข. ขาว
ค. เขยี ว ง. นำ้ เงิน

13. ถา้ วัตถมุ สี ีเขยี วถกู ฉายด้วยแสงสีเขยี วจะมีสีอะไร
ก. มสี แี ดง เพราะสีเขยี วถูกดูดกลนื จนหมด
ข. มีสีขาว เพราะสเี ขียวถูกดูดกลืนจนหมด
ค. มีสเี ขยี ว เพราะสเี ขียวถูกสะทอ้ นออกมา
ง. ไมม่ ีสี เพราะสเี ขียวสะทอ้ นออกมา

14. ขอ้ ใดถูกต้องกับ “สารสี” มากทส่ี ุด
ก. สารสีปฐมภมู ิ ไดแ้ ก่ สารสแี ดง สีน้ำเงิน และสีเขยี ว
ข. สารสีขาวเกิดจากสารสีแดงม่วง สเี หลือง และสีนำ้ เงินเขยี วผสมกันในปริมาณเท่ากนั
ค. สารสีปฐมภูมิผสมกันในปริมาณเทา่ กนั จะได้สารสดี ำ
ง. สารสแี ดงม่วง จะดูดกลืนแถบสีในสเปกตรมั แสงอาทิตย์ทงั้ หมด

15. แสงสที ุตยิ ภูมิ ได้แก่ แสงสีในขอ้ ใด ข. สมี ว่ งแดง , ฟ้า
ก. สีแดง , เหลือง ง. ขอ้ ข และ ค
ค. สีขาว , เหลือง

16. แสงสปี ฐมภมู ิ ถกู ตอ้ งตามข้อใด
ก. สามารถแยกเป็นแสงสีอน่ื ได้
ข. นำแสงแสงสีอนื่ มาผสมเปน็ แสงสีปฐมภูมไิ ด้
ค. แสงสแี ดง, เขียว, น้ำเงิน
ง. แสงสีแดง, เขยี ว, เหลอื ง

แสงสี 46

17. แสงสปี ฐมภมู ิ ถกู ต้องกบั ขอ้ ใด
ก. แสงสีแดง นำ้ เงิน และ เขยี ว ผสมกันไดแ้ สงสีดำ
ข. แสงสแี ดง น้ำเงิน และ เหลอื ง ผสมกนั ได้แสงสีขาว
ค. แสงสเี ขยี ว ม่วงแดง และนำ้ เงิน ผสมกนั ได้สีดำ
ง. แสงสแี ดง นำ้ เงิน และเขยี ว ผสมกนั ได้แสงสีขาว

18. การทม่ี นุษยส์ ามารถมองเห็นสตี ่าง ๆ ได้นน้ั เนอื่ งมาจากสว่ นประกอบใดของนยั นต์ าทีท่ ำหนา้ ที่น้ี

ก. เลนส์ตา ข. เซลรปู แท่ง

ค. เซลรปู กรวย ง. เรตนิ า

19. ถา้ เราจ้องมองแผน่ กระดาษสเี ขยี วนานชัว่ ครู่ แลว้ หนั ไปมองก้อนเมฆท่ีขาวบนทอ้ งฟ้า เราจะเห็นก้อนเมฆ
สีขาวเปน็ สอี ะไร

ก. แดงม่วง ข. น้ำเงินเขียว

ค. เหลอื ง ง. เขียว

20. การมองเหน็ สขี องวัตถุ เกิดจากข้อใด
ก. วัตถุดูดกลืนแสงสีไวท้ ั้งหมด จงึ เห็นเปน็ สีขาว
ข. วัตถุสะท้อนแสงทกุ สี จึงเห็นวตั ถเุ ป็นสีดำ
ค. วตั ถสุ ะท้อนแสงสใี ดมากทส่ี ุด จะเหน็ วตั ถุเปน็ สีนั้น
ง. ไมม่ ีขอ้ ใดผิด

แสงสี 47

กระดาษคำตอบแบบทดสอบหลงั เรยี น

ช่อื - สกุล..............................................................เลขท่.ี ...................หอ้ ง ................

ขอ้ ที่ ก ข ค ง ข้อท่ี ก ข ค ง
1 11
2 12
3 13
4 14
5 15
6 16
7 17
8 18
9 19
10 20

เกณฑ์การประเมิน

คะแนนเต็ม คะแนนท่ีได้ คะแนน ระดับคุณภาพ
20
18-20 ดมี าก

ผา่ น ( ) 17-15 ดี
ไมผ่ ่าน ( )
14-12 พอใช้

0-11 ปรบั ปรุง

แสงสี 48

บรรณานุกรม

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
กรงุ เทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว

คูม่ ือครูรายวชิ าพื้นฐานรายวิชาวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์กายภาพเลม่ 2 . กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพรา้ ว, 2562.
. หนังสอื เรยี นรายวิชาพื้นฐานรายวิชาวิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพเล่ม 2 . กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว,

2562
จักรนิ ทร วรรณโพธิ์กลาง. คูมอื รวมสดุ ยอดเทคนคิ ฟสกิ ส Entrance. กรุงเทพฯ : พฒั นศึกษา,
นภดล ทองอยูสุข. Newสรุปเขมฟสิกสพื้นฐานและเพ่มิ เตมิ ม.5 กรุงเทพฯ : สํานกั พิมพแมค็ จํากดั ,2554
นริ ันดร สวุ รตั น. คูมือสาระการเรยี นรูพ้ืนฐานและเพิ่มเติม ฟสิกส ม.5 เลม 2 (แสง เสียงแสง กบั ทัศนอุปกรณ).

กรงุ เทพ ฯ : พฒั นศึกษา,2556
สมเด็จ วงคมาต. ติวฟต ฟสิกส ตามแนวกวดวชิ า ม.4 – 6 เลม 3. กรงุ เทพฯ : พ.ศ.พฒั นา จาํ กัด, 2558.

.

แสงสี 49

ภาคผนวก
เฉลยคำตอบ


Click to View FlipBook Version