โวหาร คือ การใช้ถ้อยค าอย่างมีชั้นเชิง เป็นการแสดงข้อความออกมาในท านองต่าง ๆ เพื่อให้ข้อความได้เนื้อความดี มีความหมายแจ่มแจ้ง เหมาะสมน่าฟัง ในการเขียนเรื่องราวอาจใช้โวหารต่าง ๆ กัน แล้วแต่ชนิดของข้อความ โวหารภาพพจน์ คือ กลวิธีการน าเสนอสารโดยการพลิกแพลงภาษาที่ใช้พูด หรือเขียน ให้แปลกออกไปจากภาษาตามตัวอักษรท าให้ผู้อ่านเกิดภาพในใจ เกิดความประทับใจ เกิดความรู้สึก สะเทือนใจ เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ประเภทของโวหารภาพพจน์ มีดังนี้ อุปมา (Simile) อุปมา คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง โดยใช้ค าเชื่อมที่มีความหมายเช่นเดียวกับค าว่า “ เหมือน ” เช่น ดุจ ดั่ง ราว ราวกับ เปรียบ ประดุจ เฉก เล่ห์ ปาน ประหนึ่ง เพียง เพี้ยง พ่าง ปูน ถนัด ละหม้าย เสมอ กล อย่าง ฯลฯ ดังตัวอย่าง ปัญญาประดุจดังอาวุธ ไพเราะกังวานปานเสียงนกร้อง ท่าทางหล่อนราวกับนางพญา อุปลักษณ์ ( Metaphor ) อุปลักษณ์ ก็คล้ายกับอุปมาโวหารคือเป็นการ เปรียบเทียบเหมือนกัน แต่เป็นการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็น อีกสิ่งหนึ่ง มักจะมี ค าว่า เป็น คือ มี ๓ ลักษณะ ๑. ใช้ค ากริยา เป็น คือ เช่น โทสะคือไฟ ๒. ใช้ค าเปรียบเป็น เช่น ไฟโทสะ ดวงประทีปแห่งโลก ตกเหวรักจะดิ้นรนไปจนตาย ๓. การเปรียบเทียบโดยปริยาย เช่น มโหรีจากราวป่า มาเรื่อยรี่ *อุปลักษณ์จะไม่กล่าวโดยตรงเหมือนอุปมา แต่ใช้วิธี กล่าวเป็นนัยให้เข้าใจเอาเอง ที่ส าคัญอุปลักษณ์จะไม่มี ค าเชื่อมเหมือนอุปมา* สัญลักษณ์ ( symbol ) สัญลักษณ์ เป็นการเรียกชื่อสิ่ง ๆ หนึ่งโดยใช้ค าอื่น มาแทน ไม่เรียกตรง ๆ ส่วนใหญ่ค าที่น ามาแทนจะเป็นค า ที่เกิดจากการเปรียบเทียบและตีความ ซึ่งใช้กันมานาน จนเป็นที่เข้าใจและรู้จักกันโดยทั่วไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ผู้ประพันธ์ต้องการเปรียบเทียบเพื่อสร้างภาพพจน์หรือ มิฉะนั้นก็อาจจะอยู่ในภาวะที่กล่าวโดยตรงไม่ได้ เพราะไม่ สมควรจึงต้องใช้สัญลักษณ์แทน ดังตัวอย่าง เมฆหมอก แทน อุปสรรค สีด า แทน ความตาย ความชั่วร้าย สีขาว แทน ความบริสุทธิ์ กุหลาบแดง แทน ความรัก หงส์ แทน คนชั้นสูง กา แทน คนต่ าต้อย สัทพจน์ ( Onematoboeia) สัทพจน์ หมายถึง ภาพพจน์ที่เลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงดนตรี เสียงสัตว์ เสียงคลื่น เสียงลม เสียงฝนตก เสียง น้ าไหล ฯลฯ การใช้ภาพพจน์ประเภทนี้จะท าให้เหมือนได้ ยินเสียงนั้นจริง ๆ ดังตัวอย่าง ลูกหมาร้องบ๊อก ๆ ๆ ลุกนกร้องจิ๊บ ๆ ลูกแมวร้องเหมียว ๆ ๆ เปรี้ยง ๆ ดังเสียงฟ้าฟาด ตะแลกแต๊กแต๊กตะแลกแต๊กแต๊ก กระเดื่องดังแทรก ส ารวลสรวลสันต์ คลื่นซัดครืนครืนซ่าที่ผาแดง
บุคลาธิษฐาน ( Personification ) บุคลาธิษฐาน หรือ บุคคลวัต บุคคลสมมติ คือการ กล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิด ไม่มีวิญญาณ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ อิฐ ปูน หรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น ต้นไม้ สัตว์ โดยให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แสดงกิริยาอาการและ ความรู้สึกได้เหมือนมนุษย์ ให้มีคุณลักษณะต่าง ๆ เหมือน สิ่งมีชีวิต ( บุคลาธิษฐาน มาจากค าว่า บุคคล + อธิษฐาน หมายถึง อธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล ) ตัวอย่าง มองซิ..มองทะเล เห็นลมคลื่นเห่จูบหิน บางครั้งมันบ้าบิ่น กระแทกหินดังครืนครืน ทะเลไม่เคยหลับไหล ใครตอบได้ไหมไฉนจึงตื่น บางครั้งยังสะอื้น ทะเลมันตื่นอยู่ร่ าไป อธิพจน์ ( Hyperbole ) อธิพจน์ หรือ อติพจน์ คือโวหารที่กล่าวเกินความ จริง เพื่อสร้างและเน้นความรู้สึกและอารมณ์ ท าให้ผู้ฟังเกิด ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ภาพพจน์ชนิดนี้นิยมใช้กันมากแม้ใน ภาษาพูด เพราะเป็นการกล่าวที่ท าให้เห็นภาพได้ง่ายและ แสดงความรู้สึกของกวีได้ อย่างชัดเจน ดังตัวอย่าง คิดถึงใจจะขาด คอแห้งเป็นผง หนาวกระดูกจะหลุด คิดถึงเธอทุกลมหายใจเข้าออก อวพจน์ (Understatement) อวพจน์ คือการกล่าวน้อยเกินจริงหรือการใช้โวหาร ต่ าเกินจริง ตัวอย่าง เล็กเท่าขี้ตาแมว เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว รอสักอึดใจเดียว ขอเวลาสักวินาที เรื่องขี้ผง นามนัย ( Metonymy ) นามนัย คือ การใช้ค าหรือวลีซึ่งบ่งลักษณะหรือ คุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่งคล้าย ๆ สัญลักษณ์ แต่ต่างกันตรงที่นามนัยนั้นจะดึงเอาลักษณะบางส่วนของ สิ่งหนึ่งมากล่าวให้หมายถึงส่วนทั้งหมด หรือใช้ชื่อ ส่วนประกอบส าคัญของสิ่งนั้นแทนสิ่งนั้นทั้งหมด ตัวอย่าง เมืองโอ่ง หมายถึง จังหวัดราชบุรี เมืองย่าโม หมายถึง จังหวัดนครราชสีมา ทีมเสือเหลือง หมายถึง ทีมมาเลเซีย ทีมกังหันลม หมายถึง ทีมเนเธอร์แลนด์ ปรพากย์ ( Paradox ) ปฏิพากย์ หรือ ปรพากย์ คือการใช้ถ้อยค าที่มี ความหมายตรงกันข้ามหรือขัดแย้งกันมากล่าวอย่างกลมกลืน เพื่อเพิ่มความหมายให้มีน้ าหนักมากยิ่งขึ้น ตัวอย่าง เลวบริสุทธิ์ บาปบริสุทธิ์ สวยเป็นบ้า สวยอย่างร้ายกาจ สนุกฉิบหาย สวรรค์บนดิน ยิ่งรีบยิ่งช้า
ค ำชี้แจง : ให้นักเรียนจับคู่ค ำกับควำมหมำยให้ถูกต้อง แล้วเติมตัวอักษรลงในช่องว่ำง ก. โวหำรภำพพจน์ ข. มโนภำพ ค. อุปมำอุปไมย ง. อุปลักษณ์ จ. บุคลำธิษฐำน ฉ. อติพจน์ ช. นำมนัย ซ. ปรพำกย์ ฌ. สัทพจน์ ญ. สัญลักษณ์ ........................ ๑. กำรเปรียบเทียบโดยกำรน ำเอำสิ่งไม่มีชีวิตหรือมีชีวิต แต่ไม่ใช่คน มำกล่ำวถึงรำวกับเป็นคนหรือท ำกิริยำอำกำรอย่ำงคน ........................ ๒. กำรเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยใช้ค ำอื่นแทน ค ำที่ใช้เรียกนั้น เกิดจำกกำรเปรียบเทียบและตีควำมซึ่งเป็นที่เข้ำใจกัน โดยทั่วไป ........................ ๓. กำรใช้ถ้อยค ำส ำนวนที่ท ำให้ผู้รับสำรเกิดมโนภำพ หรือเกิดจินตนำกำร กำรน ำสิ่งที่มีลักษณะหรือคุณสมบัติเหมือนกันหรือคล้ำยคลึงกันมำ เปรียบเทียบกัน ........................ ๕. กำรเปรียบเทียบด้วยกำรกล่ำวว่ำสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง เป็นกำร เปรียบเทียบที่ไม่กล่ำวตรง ๆ แต่ใช้กำรกล่ำวเป็นนัยให้เข้ำใจเอง ........................ ๖. กำรกล่ำวเกินจริง ซึ่งเป็นควำมรู้สึกหรือควำมคิดของผู้กล่ำวที่ต้องกำรย ้ำ ควำมหมำยให้ผู้ฟังรู้สึกว่ำหนักแน่นจริงจัง ........................ ๗. กำรใช้ถ้อยค ำที่มีควำมหมำยตรงกันข้ำมหรือขัดแย้งกันมำกล่ำวร่วมกันได้ อย่ำงกลมกลืนกัน ........................ ๘. กำรใช้ถ้อยค ำที่เลียนเสียงธรรมชำติเพื่อช่วยสื่อให้ผู้รับสำรรู้สึก เหมือนได้ยินเสียงโดยธรรมชำติของสิ่งนั้น ๆ ........................ ๙. ภำพที่เกิดจำกควำมคิดและจินตนำกำร ซึ่งถูกกระตุ้นจำกข้อมูลหรือสำร ที่ได้รับ ........................ ๑๐. กำรเปรียบเทียบโดยกำรใช้ค ำหรือวลีซึ่งบ่งลักษณะหรือคุณสมบัติ ที่เป็นจุดเด่นหรือลักษณะส ำคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ค ำชี้แจง : ให้นักเรียนพิจำรณำข้อควำมต่อไปนี้ว่ำเป็นภำพพจน์ชนิดใด อุปมำ อุปลักษณ์ บุคลำธิษฐำน สัญลักษณ์ นำมนัย อธิพจน์ อวพจน์ สัทพจน์ ปรพำกย์ ๑. ฟ้าหัวเราะเยาะข้าชะตาหรือ ดินนั้นถืออภิสิทธิ์ชีวิตข้าเองไม่เกรงดินฟ้า ____________ ๒. เสียงลิงค่างบ่างชะนีวะหวีดโหวย กระหึมโหยห้อยไม้น่าใจหาย ____________ ๕. เอียงอกเทออกอ้าง อวดองค์ อรเอย เมรุชุบสมุทรดินลง เลขแต้ม อากาศจักจารผจง จารึก พอฤา โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม อยู่ร้อนฤาเห็น ____________ ๔. ครืนครืนใช่ฟ้าร้อง เรียมครวญ หึ่งหึ่งใช่ลมหวน พี่ไห้ ____________ ๓. ไส้เดือนเที่ยวเกี้ยวสาว ชาวอัปสรนอนชั้นฟ้า ทุกจุลินทรีย์อะมีบา เชิดหน้าได้ดิบได้ดี ____________ ๖. คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร ____________ ๗. ตีนแมวแอบเข้าไปในห้องพระ ต้องผงะเพราะแสงแห่งราศี ____________ ๘. เรียมร่ าน้ าเนตรถ้วม ถึงพรหม พาหมู่สัตว์จ่อมจม ชีพม้วย ____________ ๑๐. มันก็เป็นช้างงาอันกล้าหาญ เราก็เป็นช้างสารอันสูงใหญ่ ____________ ๙. โลกมนุษย์ยังมีสีด าขาว มีดินดาวร้อนเย็นและเหม็นหอม ____________
ค ำชี้แจง : ให้นักเรียนพิจำรณำข้อควำมต่อไปนี้ว่ำเป็นภำพพจน์ชนิดใด อุปมำ อุปลักษณ์ บุคลำธิษฐำน สัญลักษณ์ อติพจน์ นำมนัย สัทพจน์ ปฏิพำกย์ ............................... ๑. ควำมสุขที่แสนจะเจ็บปวด ............................... ๒. รำชสีห์ ............................... ๓. ตอนหล่อนเป็นไฟ ฉันก็กลำยเป็นน ้ำ ............................... ๔. ให้อำยุยืนหมื่นเท่ำเสำศิลำ อยู่คู่ฟ้ำดินได้ดังใจปอง ............................... ๕. เพียนทองงำมดั่งทอง ไม่เหมือนน้องห่มตำดพรำย ............................... ๖. ฉันหิวจนจะกินช้ำงได้ทั้งตัวแล้ว ............................... ๗. อินทรีเหล็ก ............................... ๘. น ้ำค้ำงหยดลงเผำะ ๆ ............................... ๙. เมื่อฟ้ำหลั่งน ้ำตำ หมู่เมฆำพำหัวร่อ ............................... ๑๐. ตะแลกแต๊กแต๊กตะแลกแต๊กแต๊ก กระเดื่องดังแทรกส ำรวลสรวลสันต์ ............................... ๑๑. เธอคือนำงแมวป่ำ ............................... ๑๒. มีวิชำเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน ............................... ๑๓. ที่นำหำยใจคล้ำยคนร่อแร่จวนจะตำย ............................... ๑๔. น ้ำร้อนปลำเป็น น ้ำเย็นปลำตำย ............................... ๑๕. ท่ำทำงหล่อนรำวกับนำงพญำ ............................... ๑๖. แอดออดออดแอดแอดออด ลมลอดไล่เลี้ยวเรียวไผ่ ............................... ๑๗. กำลวงว่ำหงส์ให้ปลงใจ ด้วยมิได้ดูหงอนแต่ก่อนมำ ............................... ๑๘. คือน ้ำผึ้งคือน ้ำตำคือยำพิษ คือหยำดน ้ำอมฤตอันชุ่มชื่น ............................... ๑๙. ดีอย่ำงร้ำยกำจ ............................... ๒๐. เธอเป็นดินหรือเธอเป็นหญ้ำแท้จริงมีค่ำกว่ำใครนิรันดร์
ค ำชี้แจง : ให้นักเรียนพิจำรณำข้อควำมต่อไปนี้ว่ำเป็นภำพพจน์ชนิดใด ข้อควำม ชนิดของโวหำร ๑. ต้อยตะริดติดตี่เจ้ำพี่เอ๋ย จะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน ๒. บุหลันลอยเลื่อนฟ้ำไม่รำคี รัศมีส่องสว่ำงดั่งกลำงวัน ๓. เธอคือสำยน ้ำฉ ่ำชื่นใจ จำกวันนี้ไปฉันไม่ทุกข์ตรม ๔. ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนรำชย์ เยียววิวำทชิงฉัตร ๕. น ้ำพุพุ่งซ่ำไหลมำฉำดฉำน เห็นตระกำรมันไหลจอกโครมจอกโครม ๖. ตะแล้กแต้กแต้กจะแหลกแล้วจ้ำ กระด้งรีบมำเถอะรับข้ำวไป ๗. โอ้โอ๋อกพรชนกชนนีนี้ จะแตกครำสักเจ็ดภำคภินทนำกำร ๘. วันนี้แพรสีแสดห่มแดดกล้ำ ห่มทุ่งหญ้ำป่ำเขำอย่ำงเหงำหงอย ๙. เธอตำยเพื่อจะปลุกให้คนตื่น เธอตำยเพื่อผู้อื่นนับหมื่นแสน ๑๐. ฉันเอำฟ้ำห่มให้หำยหนำว ดึกดื่นกินแสงดำวต่ำงข้ำว ๑๑. อย่ำเอื้อมเด็ดดอกฟ้ำ มำถนอม สูงสุดมือมักตรอม อกไข้ เด็ดแต่ดอกพยอม ยำมยำก ชมนำ สูงก็สอยด้วยไม้ อำจเอื้อมเอำถึง ๑๒. เมฆสีด ำแต้มฟ้ำเวลำนี้ มันจะมีวันจำงร้ำงฟ้ำไหม เรำอยำกเห็นรุ้งทองของฟ้ำไทย ผ่องอ ำไพกระจ่ำงทำบกลำงฟ้ำ ๑๓. ดุมวงกงหันเป็นควันคว้ำง เทียมสิงห์วิ่งวำงข้ำงละแสน สำรถีขี่ขับเข้ำดงแดน พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ ๑๔. วังเอ๋ยวังเวง หง่ำงเหง่งย ่ำค ่ำระฆังขำน ๑๕. ปลิดปลิวเคว้งคว้ำง ชีวิตฉันดั่งใบไม้ที่หลุดลอย
ค ำชี้แจง : ให้นักเรียนพิจำรณำบทเพลงต่อไปนี้ว่ำเป็นโวหำรภำพพจน์ชนิดใด ............................... ๑. เขำบอกว่ำฟ้ำร้องไห้ออกมำเป็นสำยฝน ............................... ๒. รักคือดวงจันทร์ รักคือตะวัน รักคือไฟอันร้อนแรงไร้จุดหมำย ............................... ๓. แม้จะเนิ่นนำนยังรักเธอ ตรำบนำนอสงไขยเวลำ ............................... ๔. เปิดหน้ำต่ำงทุกที ทุกทีหน้ำเรำก็ชนกัน ............................... ๕. รักนี้จะเหมือนดวงไฟ ส่งให้ฉันและเธอคู่กันทุกเวลำ ............................... ๖. เรำพร้อมใจกันเดินตำกฝน พร้อมผจญเดินฝ่ำลมพำยุร้ำย ............................... ๗. แม่พริกขี้หนูยิ่งดูยิ่งร้ำย ฉันคงไม่ตำยยังไงก็เสี่ยงขอชิม ............................... ๘. ควำมรักมันแปลกมำซอกมำแซกมำตีแสกหัวใจ ............................... ๙. คิดจะไปเป็นมือที่สำม มันก็ควรต้องโดนซักที ............................... ๑๐. ร้องเหมียวเหมียวเดี๋ยวเดียวก็มำเข้ำมำเคล้ำมำคลอกับเธอ ค ำชี้แจง : ให้นักเรียนพิจำรณำข้อควำมต่อไปนี้ว่ำเป็นภำพพจน์ชนิดใด ............................... ๖. ถึงตำยแล้วเกิดใหม่สักแสนชำติ ที่จะให้ละควำมจงรักภักดีต่อชำตินั้นอย่ำได้หวังเลย ............................... ๗. ครืนครืนพิรุณรั่วฟ้ำ สำยฟ้ำฟำดเปรี้ยงเปรี้ยงเสียงสยอง ............................... ๘. ชีวิตคือกำรต่อสู้ ศัตรูคือยำก ำลัง ............................... ๙. ลมหนำวเริ่มล่องมำจำกฟ้ำแล้ว พรมจูบแผ่วเจ้ำพระยำโดยฟ้ำฝัน ............................... ๑๐. พ่อแม่คือร่มโพธิ์ร่มไทรของลูก ............................... ๑. ธรรมชำติต่ำงสลดหมดควำมคะนองทุกสิ่งทุกอย่ำง ............................... ๒. เมฆหมอกที่ผ่ำนมำในชีวิต ฉันพิชิตมันได้ด้วยใจหำญ ............................... ๓. อยำกจะบอกว่ำรักสักเท่ำฟ้ำ หมดภำษำจะพิสูจน์พูดรักได้ ............................... ๔. คนบำงประเภทเป็นเหมือนตุ้มอันหนักที่คอยบั่นทอนควำมเจริญทำงปัญญำ ............................... ๕. วันเวลำอย่ำงนี้ใครบำงคนอำจจะมองเห็นดวงจันทร์เศร้ำโศกและดวงดำวคร ่ำครวญ
ค ำชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกค ำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ๑. ข้อใดกล่ำวถึงโวหำรภำพพจน์ได้ถูกต้อง ก. กำรใช้ภำษำเพื่ออธิบำยเรื่องรำวอย่ำงตรงไปตรงมำ ข. กำรใช้ถ้อยค ำที่ท ำให้ผู้รับสำรเกิดมโนภำพหรือเกิดจินตนำกำรถ่ำยทอดอำรมณ์ ค. กำรยกตัวอย่ำงเหตุกำรณ์ประกอบเพื่อให้มีควำมเข้ำใจเรื่องรำวต่ำง ๆ มำกขึ้น ง. กำรเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยใช้ค ำอื่นแทนเพื่อให้เกิดควำมหลำกหลำย ๒. เหตุใดจึงต้องมีกำรใช้โวหำรภำพพจน์ในวรรณคดีและวรรณกรรม ก. เพื่อบอกเล่ำเหตุกำรณ์ทำงประวัติศำสตร์ได้อย่ำงถูกต้อง ข. เพื่อทดสอบควำมรู้ควำมเข้ำใจในกำรอ่ำนวรรณคดีและวรรณกรรม ค. เพื่อให้ผู้รับสำรซำบซึ้งและมีควำมรู้สึกร่วมตรงตำมควำมปรำรถนำของผู้ส่งสำร ง. เพื่อให้ผู้รับสำรได้รับควำมรู้ที่แฝงอยู่ในวรรณคดีและวรรณกรรมเรื่องนั้นอย่ำงแท้จริง ๓. ข้อใดคือควำมหมำยของโวหำรภำพพจน์แบบสัทพจน์ ก. กำรใช้ถ้อยค ำที่มีควำมหมำยตรงกันข้ำมหรือขัดแย้งกันมำกล่ำวร่วมกันได้อย่ำงกลมกลืน ข. กำรใช้ถ้อยค ำที่เลียนเสียงธรรมชำติ เพื่อช่วยสื่อให้ผู้รับสำรรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโดยธรรมชำติของสิ่งนั้น ค. กำรเปรียบเทียบโดยกำรน ำเอำสิ่งไม่มีชีวิตหรือมีชีวิตมำกล่ำวถึงรำวกับเป็นคนหรือท ำกิริยำอำกำรอย่ำงคน ง. กำรเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยใช้ค ำอื่นแทนค ำที่ใช้เรียกนั้นเกิดจำกกำรเปรียบเทียบและตีควำม ๔. ข้อใดคือควำมหมำยของโวหำรภำพพจน์แบบบุคลำธิษฐำน ก. กำรใช้ถ้อยค ำที่มีควำมหมำยตรงกันข้ำมหรือขัดแย้งกันมำกล่ำวร่วมกันได้อย่ำงกลมกลืน ข. กำรใช้ถ้อยค ำที่เลียนเสียงธรรมชำติ เพื่อช่วยสื่อให้ผู้รับสำรรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโดยธรรมชำติของสิ่งนั้น ค. กำรเปรียบเทียบโดยกำรน ำเอำสิ่งไม่มีชีวิตหรือมีชีวิตมำกล่ำวถึงรำวกับเป็นคนหรือท ำกิริยำอำกำรอย่ำงคน ง. กำรเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยใช้ค ำอื่นแทนค ำที่ใช้เรียกนั้นเกิดจำกกำรเปรียบเทียบและตีควำม ๕. “กำรเปรียบเทียบด้วยกำรกล่ำวว่ำสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งเป็นกำรเปรียบเทียบที่ไม่กล่ำวตรง ๆ แต่ใช้กำรกล่ำว เป็นนัยให้เข้ำใจเอง” คือโวหำรภำพพจน์แบบใด ก. สัทพจน์ ข. อติพจน์ ค. บุคลำธิษฐำน ง. อุปลักษณ์
ค ำชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกค ำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว ๖. “กำรใช้ถ้อยค ำที่มีควำมหมำยตรงกันข้ำมหรือขัดแย้งกันมำกล่ำวร่วมกันอย่ำงกลมกลืน” คือโวหำรภำพพจน์แบบใด ก. ปรพำกย์ ข. สัญลักษณ์ ค. อุปมำ ง. นำมนัย ๗. ข้อใดมีกำรใช้โวหำรภำพพจน์แบบอุปมำอุปไมย ก. ธิดำลิ้นจี่ปีนี้งดงำมรำวกับนำงฟ้ำ ข. หนำวจนกระดูกจะหลุด ค. สวรรค์ในอกนรกในใจ ง. ทหำรคือรั้วของชำติ ๘. ข้อใดมีกำรใช้โวหำรภำพพจน์แบบอติพจน์ ก. เด็กน้อยเปรียบดังผ้ำขำวอันบริสุทธิ์ ข. เขำร้องไห้จนน ้ำตำแทบเป็นสำยเลือด ค. ต้นข้ำวโน้มตัวลงนอน ง. เสียงลมพัดหวีดหวิว ๙. ข้อใดไม่มีกำรใช้โวหำรภำพพจน์ ก. สะพำนแกว่งลั่นเอี๊ยดอ๊ำด คนเลี้ยงวัวทั้งสองยังไม่เคลื่อนไหว ข. นุ่นต้นใหญ่สูงตระหง่ำนเสียดยอดแทงทะลุฟ้ำดูโดดเด่นอยู่ริมปลวก ค. ผู้ชำยคนหนึ่งหำบถังใส่น ้ำยำงมำเอวแอ่น ร่ำงของเขำเซไปมำเหมือนคนเมำ ง. นำงออกจำกบ้ำนท้ำยสวนมำเมื่อตะวันเย็นย ่ำ ท่ำมกลำงหมอกควันกลำงฤดูหนำว ๑๐. ข้อใดมีกำรใช้โวหำรภำพพจน์ ก. บริเวณนั้นเป็นทุ่งโล่งลิบตำ ฟำกตรงข้ำมจอมปลวกเป็นป่ำที่เจ้ำของเพิ่งถำง ข. แดดเช้ำส่องมำอบอุ่น คนเลี้ยงวัวยังคงย ่ำเท้ำไปข้ำงหน้ำอย่ำงไม่เร่งร้อน ค. เด็กชำยวิ่งวนไปรอบ ๆ บ้ำนดินทรำยยื่นดอกไม้แกว่งไกวหลอกล่อ ง. เธอน่ะก ำลังถูกควำมฟุ้งเฟ้อครอบง ำเสียจนตำบอด