มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 1
2 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก เรื่องจากปก เครื่องหมาย เคมี ชีวะ รังสี นิวเคลียร์ เครื่องหมายเคมี ชีวะ รังสี นิวเคลียร์ เครื่องหมายเคมี ชีวะ รังสี นิวเคลียร์ กิตติมศักดิ์ ขวดกลั่นวัตถุเคมี (Retort) คือ เครื่องหมายแทนการสังเคราะห์สารเคมีในสมัยโบราณ รูปหกเหลี่ยม คือ เครื่องหมายแทนการเรียงตัวของโมเลกุลเบนซินซึ่งเป็นสารอินทรีย์เคมี มี สูตรเคมี C6H6 และใช้เป็นสัญลักษณ์ ตัวแทนสารที่ใช้ในสงครามเคมี (Chemical Warfare Agents) ทั้งปวง วงรีซ้อนกัน คือ เครื่องหมายแทนโครงสร้างอะตอม และใช้เป็นสัญลักษณ์แทนอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นที่มาของระเบิดนิวเคลียร์ เป็นปฏิกิริยาเกิดที่นิวเคลียร์ของอะตอม ช่อชัยพฤกษ์ คือ สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า อีกทั้งเป็นแบบอย่าง ตามคุณลักษณะของผู้น�ำที่ดี และเป็นสัญลักษณ์แทนความภาคภูมิใจของผู้ส�ำเร็จ การศึกษาหลักสูตร เคมี ชีวะ รังสี นิวเคลียร์
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 3 บทบรรณาธิการ สวัสดีสมาชิกและผู้อ่านทุกท่าน ส�ำหรับปี ๒๕๖๑ วารสารวิทยาศาสตร์ ทหารบก ได้ปรับเปลี่ยนการออกวารสารจากปีละ ๑ ฉบับ เป็นปีละ ๒ ฉบับ เพื่อให้ ท่านผู้อ่านได้อ่านบทความที่ทันสมัยทันเหตุการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ในเล่มนี้วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก มีบทความที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งบทความที่ขาดไม่ได้ส�ำหรับวารสารฉบับนี้ คือ บทความทางด้าน เคมี ชีวะ รังสี นิวเคลียร์ นั่นเอง เริ่มตั้งแต่ การประชุมเชิงปฏิบัติการ ณ กรุงมะนิลาเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการประชุมความร่วมมือของอาเซียนว่าด้วยเรื่องการสร้างความตระหนักรู้ และการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อลดความเสี่ยงด้าน คชรน.ฯ เรียนรู้เรื่องรังสี ซึ่งใน บทความนี้จะหมายถึงกัมมันตภาพรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากต้นก�ำเนิดรังสี ประโยชน์และโทษ รวมถึงความจ�ำเป็นที่ต้องน�ำมาใช้ในชีวิตประจ�ำวัน บทความ ระเบิดโฮโดรเจน หรือเทอร์โมนิวเคลียร์ที่จัดเป็นอาวุธที่มีอนุภาคท�ำลายล้างสูง เป็นมหันตภัยที่สามารถท�ำลายล้างโลกมนุษย์ของเราได้ไม่ยาก บทความ Novichok the Newcomer เป็นเรื่องของอาวุธเคมีประเภทสารประสาท ซึ่งจัดเป็นอาวุธสังหารที่มีอานุภาพร้ายแรงมาก บทความชิ้นส่วน ส�ำคัญของหน้ากากป้องกันเคมี ชีวะ ที่จะอธิบายชิ้นส่วนที่ส�ำคัญและหน้าที่ในการใช้งานส�ำหรับป้องกันสารเคมี ชีวะ ไม่ให้เข้า สู่ร่างกายของผู้สวมใส่ นอกจากนั้นยังมีบทความทางด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราที่น่าสนใจ และมีความส�ำคัญไม่ น้อยส�ำหรับการด�ำเนินชีวิต เช่น บทความหวัดคัดลายมือก็ไม่หาย แถมกลายพันธุ์อีก อธิบายถึงเชื้อไวรัสที่ท�ำให้เกิดโรคหวัด (Cold) และ ไข้หวัดใหญ่ (Flu) สายพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงความสามารถในการกลายพันธุ์ บทความพิษสุนัขบ้า เมื่อสัตว์เลี้ยงไม่ได้ น่ารักส�ำหรับทุกคน เป็นเรื่องที่ก�ำลังได้รับความสนใจและกังวลใจกันมากในขณะนี้ เนื่องจากเกิดการระบาดอย่างกว้างขวาง กล่าวถึงเชื้อไวรัสที่ท�ำให้เกิดโรค อาการของสัตว์และคนที่ติดเชื้อและวิธีการป้องกัน สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณสมาชิกและผู้อ่านทุกท่านที่ได้ติดตามมาโดยตลอด หากมีข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็น โปรดแจ้งคณะผู้จัดท�ำหรือบรรณาธิการ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาในโอกาสต่อไป จักขอบพระคุณอย่างสูง พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ
4 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ปีที่ ๓๘ เล่มที่ ๑ เดือนมกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พล.อ.วินัย แม่นศรแผลง พล.ท.ประจวบ วงศ์อาจ พล.ท.สรวุฒิ กล่อมศิริ พล.ท.ชูศักดิ์ ศรีเพ็ญ พล.ท.ปรีชา เทวพิทักษ์ พล.ต.ปิยะ หิรัญรัศมี พล.ท.จิรเดช คล้ายใยทอง พล.ท.นพดล เครือเช้า พล.ท.เจด็จ ใจมั่น พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน พล.ท.วิโรจน์ ศิลาอาศน์ ที่ปรึกษา พ.อ.หญิง สาลินี พัศดุ พ.อ.หญิง ธนาพร บางท่าไม้ พ.อ.หญิง เมทินี มรรคยาธร พ.อ.สุรฤทธิ์ ชมภูจันทร์ พ.อ.กฤษฎา ภักดีอุทธรณ์ พ.อ.สมพงษ์ คนคล่อง พ.อ.สมเกียรติ อุ่นวงษ์ ผู้อ�ำนวยการ พล.ต.พรประสิทธิ์ กล�่ำสมบัติ รองผู้อ�ำนวยการ พ.อ.เกษมศิริ มีความดี พ.อ.ปริญญา ปัญญาจันทร์ พ.อ.นรินทร์ เกษธนัง ผู้ช่วยผู้อ�ำนวยการ พ.อ.พรชัย เศรษฐบุตร พ.อ.อัครฉันท์ วงศ์หาริมาตย์ เลขานุการ พ.อ.สมภพ ศรีศิริ บรรณาธิการ พ.อ.เศรษฐ์สรรค์ ศิริโสภณ ประจ�ำกองบรรณาธิการ พ.อ.ปฏิวัติ มุลาลินน์ พ.อ.หญิง จุรีพร อัมราลิขิต พ.ท.หญิง ศุจิรัตน์ ปุยะกุล พ.ต.หญิง ปฏาจารา รังสฤษฏ์โยธิน พ.ต.หญิง กัญฑิมา นิเวศวรรณ ร.ท.หญิง อัญภัทร ศรีวิเศษ ร.ท.หญิง ลัดดาวัลย์ อรุณเลิศ ร.ต.ชลธี ภาคสุภาพ ฝ่ายจัดหารายได้ พ.อ.สมนึก ไวมาลา นายทะเบียน พ.ท.หญิง อุมาภรณ์ จันทร์บาง ที่ปรึกษาทางกฎหมาย พ.ต.ธนันท์รัฐ นาคะชาต เหรัญญิก พ.ท.เจษฎา ยาคุ้มภัย
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 5 ข้อคิดเห็นและบทความที่น�ำลงในวารสารวิทยาศาสตร์ทหารบกเป็นของผู้เขียน มิใช่ข้อคิดเห็นหรือนโยบายของหน่วยงานรัฐ และมิได้ผูกพันต่อทางราชการแต่อย่างใด กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ๑๐๙๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๕๗๙ ๑๕๕๔, ๐ ๒๕๗๙ ๑๕๖๑ http://chemical.rta.mi.th/index_main.html พิมพ์ที่ : บริษัท ไทภูมิ พับลิชชิ่ง จ�ำกัด ๗๑/๑๘ หมู่ ๑ ต�ำบลบางขนุน อ�ำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ๑๑๑๓๐ โทร. ๐ ๒๔๒๓ ๓๒๙๑-๓ ต่อ ๑๗ โทรสาร ๐ ๒๔๒๓ ๓๒๙๔ www.thaiphumpublishing.com ปีที่ ๓๘ เล่มที่ ๑ เดือนมกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ การประชุมเชิงปฏิบัติการ ณ กรุงมะนิลา ๖ ในกรอบการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้าน การเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ARF) เรื่อง การสร้างความตระหนักรู้และการส่งเสริมความ ร่วมมือเพื่อลดความเสี่ยงด้าน คชรน.: “ความท้าทาย ต่อความมั่นคงและวาระทางสังคม” เรียนรู้เรื่อง...รังสี ๑๓ ชิ้นส่วนส�ำคัญของหน้ากากป้องกันเคมี-ชีวะ ๑๖ ไรซิน (Ricin) ๑๘ Immortal jellyfish ๒๒ เมื่อชีวิตอมตะไม่ได้มีแค่ในนิยาย ระเบิดไฮโดรเจน ๒๔ (เทอร์โมนิวเคลียร์)...มหันตภัย (รอ) ล้างโลก!!!!! Novichok the Newcomer ๒๖ สัญลักษณ์ ฉลาก และป้ายสารเคมีและวัตถุอันตราย ๒๘ ทรานส์แฟต (Trans Fat) มหันตภัยไขมันอันตราย ๓๒ พิษสุนัขบ้า เมื่อสัตว์เลี้ยงไม่ได้น่ารักส�ำหรับทุกคน ๓๖ หวัด คัดลายมือก็ไม่หาย แถมกลายพันธุ์อีก ๓๘ ทอดไก่อย่างไรให้กรอบ ๔๒ เมื่อวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ในแป้ง Aurora แสงเหนือ แสงใต้ ๔๔ CES 2018 : เทคโนโลยีใหม่ มองไกลไปอนาคต ๔๙ แมลงก้นกระดก วายร้ายหน้าฝน ๕๑ รู้ไว้...รถจะได้ไม่พัง ๕๒ ๖ ๑๓ ๑๖ ๑๘ ๒๒ ๒๔ ๒๖ ๒๘ ๓๒ ๓๖ ฮัดเชย!! ฟดดด แงึถนบรคใีมชใมไงค็กะล หวัด (Cold) ไวรัส ไวรัส มุลกนใ rhinovirus ปดาหแต...หาก อาการ ็กะลย น็ปเาวงดสแ “ ญหใดัวหขไ ” นแวลแ ๆ ไขหวัดใหญ (Flu) ไวรัส ดัวหบักวยีดเนชเ น็ปเตแ ไวรัส ะลนค ศงว (family) นัก ดินชยาลหวตัสน ยอครากาอ ๆ งลยแ นิกเมไาลวเนใดไยาหตแ ๑ ปัส ดาห อคบ็จเ นยีจเาอีมจาอ เกิดไดจากไวรัส พบ rhinovirus ติวีชงึถยารตนัอีมมไ นัหนัทะกบบแงลยแรากาอ าวกนานยวปจาอ ๑ หาดปัส งูสขไีม ะษรีศดวป เกิดจาก influenza virus ดไติวีชยีสเจาอ นัพยาสงาบะลแ ุธ อาจเกิดการระบาดรุนแรงได ศิริมาศ ËÇÑ´ ¤Ñ´ÅÒÂÁ×Í¡çäÁ‹ËÒ á¶Á¡ÅÒ¾ѹ¸ØÍÕ¡ ๓๘ ๔๒ ๔๔ ๔๙ ๕๑ ๕๒
6 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก พล.ท.หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล [email protected] การประชุมอาเซียนระดับต่าง ๆ (ท�ำความเข้าใจก่อนอ่านต่อไป) ระดับ ๑ การประชุมระดับสูงสุด ที่รู้จักกันในชื่อ การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit Meeting) เป็นการประชุมระดับประมุขหรือหัวหน้ารัฐบาลของ ประเทศอาเซียน (ASEAN Heads of State/Government Meeting) ซึ่งประเทศที่เป็นประธานอาเซียนต้องเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุม ๒ ครั้งต่อปี ระดับ ๒ การประชุมที่ส�ำคัญระดับรองลงมา คือ การประชุมประจ�ำปีของรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่ม อาเซียน (ASEAN Foreign Ministers Meeting - AMM) ในที่ประชุมนี้รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนจะหารือกัน ในด้านการเมืองและความมั่นคง เพื่อก�ำหนดแนวทางใน ระดับนโยบาย และทบทวนข้อตัดสินใจต่าง ๆ แล้วมอบหมาย ให้คณะกรรมการประจ�ำอาเซียนหรือคณะกรรมการอื่น ด�ำเนินการต่อไป โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจะเป็นผู้ลงนาม ในความตกลงที่เกี่ยวกับความร่วมมือด้านต่าง ๆ ของ อาเซียน ระดับ ๓ ภายหลังจากการประชุม AMM ใน แต่ละปี ก็จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน กับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศคู่เจรจา (Post Ministerial Conference - PMC) ทั้งประชุมร่วม และแยกเป็นรายประเทศ เพื่อหารือในเรื่องความร่วมมือ และความช่วยเหลือในโครงการต่าง ๆ ตลอดจนแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นในระดับนโยบายเกี่ยวกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงที่มีความสนใจร่วมกัน การประชุมเชิงปฏิบัติการ ณ กรุงมะนิลา ในกรอบการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความ มั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ARF) เรื่อง การสร้างความตระหนักรู้ และการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อลดความเสี่ยงด้าน คชรน.: “ความ ท้าทายต่อความมั่นคงและวาระทางสังคม”
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 7 ความเป็นมาของรูปแบบ และกระบวนการ ARF การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้าน การเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum - ARF) เป็นผลสืบเนื่องมาจาก ปฏิญญาของที่ประชุมหัวหน้ารัฐบาลของประเทศอาเซียน (ระดับ ๑ ข้างต้น) ครั้งที่ ๔ ที่ประเทศสิงคโปร์ (Singapore Declaration of the 4th ASEAN Summit) เมื่อปี ๒๕๓๕ เพื่อแยกการหารือด้านความมั่นคงกับประเทศคู่เจรจาใน กรอบ PMC ออกไปเป็นอีกเวทีหนึ่ง ส�ำหรับการหารือด้าน การเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคโดยเฉพาะ เพื่อให้ สามารถหารือในรายละเอียดและได้ผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ARF มีประเทศเข้าร่วม ๒๖ ประเทศ กับ ๑ กลุ่มประเทศ (สหภาพยุโรป) ประกอบด้วยประเทศสมาชิก อาเซียน ๑๐ ประเทศ ประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partners) ของอาเซียน กับอีก ๑ กลุ่มประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี รัสเซีย อินเดีย สหภาพยุโรป (European Union - EU) ผู้สังเกตการณ์พิเศษ (Special Observers) ของอาเซียน ๑ ประเทศ ได้แก่ ปาปัวนิวกินี และประเทศอื่นในภูมิภาค ๖ ประเทศ ได้แก่ มองโกเลีย สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนเกาหลี ปากีสถาน ติมอร์-เลสเต บังคลาเทศ และศรีลังกา ภารกิจส�ำคัญของ ARF ๑. เป็นเวทีและกลไกของอาเซียนจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นช่องทางที่จะปฏิสัมพันธ์กับประเทศส�ำคัญนอก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพ และสันติภาพในพื้นที่ดังกล่าว ในการนี้อาเซียนมองว่า ARF เป็นส่วนส�ำคัญของยุทธศาสตร์อาเซียนที่จะคงไว้ ซึ่งบทบาทน�ำ (central role and driving force) ในการ ขับเคลื่อนกระบวนการความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อให้เกิด สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค อีกทั้งเป็นเสาหลักหนึ่ง ในสถาปัตยกรรมด้านความมั่นคงของภูมิภาค (regional security architecture) ๒. มีการด�ำเนินงานเพื่อน�ำไปสู่เสถียรภาพใน ภูมิภาค ซึ่งมี ๓ ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ ๑ การเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ขั้นที่ ๒ การทูตเชิงป้องกัน (preventive diplomacy - PD) ที่มุ่งป้องกันการเกิดและขยายตัวของ ความขัดแย้ง ขั้นที่ ๓ แนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง
8 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ขณะนี้ ARF อยู่ในขั้น ๑.๕ กล่าวคือ เริ่มมีการหารือ เรื่องเกี่ยวกับการทูตเชิงป้องกันแต่ยังไม่ถึงกับมีการด�ำเนิน การในขั้นนี้ ก�ำลังพิจารณาจัดท�ำแผนการท�ำงานและศึกษา ความเป็นไปได้ในการใช้ PD ในบางกรณี เช่น ประเด็นภัย ด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ (non-traditional security issues) เป็นต้น ๓. ส่งเสริมความร่วมมือในเรื่องส�ำคัญที่มีผล ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันก�ำหนดไว้ ๔ เรื่อง คือ - การบรรเทาสาธารณภัย - การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรม ข้ามชาติ - ความมั่นคงทางทะเล และ - การป้องกันการแพร่ขยายอาวุธที่มีอ�ำนาจ ท�ำลายสูงและการลดอาวุธ โดยพยายามส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ ที่ดีที่สุด (best practices) และประสบการณ์ในเรื่อง ดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อน�ำไปสู่การจัดท�ำแนวปฏิบัติอย่างเป็น รูปธรรม เช่น ระเบียบปฏิบัติประจ�ำและคู่มือแนวทาง การปฏิบัติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยน ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ (Subject Matter Expert Exchange - SMEE) เพื่อร่วมกันแสวงหาหนทางแก้ปัญหา กลไกส�ำคัญของ ARF ที่เกี่ยวกับฝ่ายทหาร ประเทศผู้เข้าร่วม ARF พยายามที่จะให้ฝ่ายทหาร มีความเกี่ยวข้องมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันฝ่ายทหารมีส่วนร่วม ใน ๒ ระดับ คือ การประชุมนโยบายด้านความมั่นคง (ระดับรัฐมนตรีช่วยหรือเทียบเท่าปลัดกระทรวง) และ การปฏิสัมพันธ์ระดับเจ้าหน้าที่ทหาร
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 9 นอกจากการประชุม ARF ประจ�ำปีแล้วยังมี การด�ำเนินกิจกรรมระหว่างปี (Inter-sessional Activities) ในสองแนวทาง (Tracks) ได้แก่ - กิจกรรมที่เป็นทางการ (Track I) ซึ่งเป็นกิจกรรม ที่ ARF รับรอง ส�ำหรับให้นักวิชาการและเจ้าหน้าที่ของ ประเทศสมาชิกเข้าร่วมในสถานะบุคคล - กิจกรรมที่ไม่เป็นทางการ (Track II) ซึ่งเป็น กิจกรรมที่จัดร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับสถาบันวิชาการ ของประเทศผู้เข้าร่วม ARF ได้แก่ (๑) การประชุมระหว่างปี ของกลุ่มสนับสนุนมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (ARF Inter-sessional Meeting of Support Group on Confidence Building Measures - ARF ISG on CBMs) (๒) การประชุมระหว่างปีเรื่องกิจกรรมการบรรเทาภัยพิบัติ (ARF Inter-sessional Meeting on Disaster Relief - ARF ISM on DR) (๓) การประชุมระหว่างปีเรื่องการปฏิบัติ การรักษาสันติภาพ (Inter-sessional Meeting on Peace-keeping Operations - ARF ISM on PKO) และ (๔) การประชุมระหว่างปีเรื่องการประสานความร่วมมือ ด้านการค้นหาและกู้ภัย (ARF Inter-sessional Meeting on Search and Rescue Coordination - ARF ISM on SAR) การประชุมเชิงปฏิบัติการในกรอบ ARF เรื่อง การสร้างความตระหนักรู้และการส่งเสริม ความร่วมมือเพื่อลดความเสี่ยงด้าน คชรน.: “ความท้าทายต่อความมั่นคงและวาระทาง สังคม” ฟิลิปปินส์ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ร่วมกันเป็น เจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการข้างต้น ซึ่งมีชื่อเป็น ภาษาอังกฤษว่า ARF Workshop on Raising Awareness and Promoting Co-operation on CBRN Risk Mitigation: “A challenge for security and social agendas” ณ กรุงมะนิลา ระหว่างวันที่ ๖ - ๘ มีนาคม ๒๕๖๑ โดยมุ่งหวังจะปูทางไปสู่อนาคตและเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้แก่การลดและการรับมือกับภัยคุกคามด้าน คชรน. การติดต่อสื่อสารกันในระดับภูมิภาค และการแสวงหา หนทางใช้ทรัพยากรเทคโนโลยีร่วมกัน นอกจากนี้ การ ประชุมยังเอื้ออ�ำนวยให้มีการหารือกัน เพื่อก�ำหนดเค้าโครง งานและความริเริ่ม (initiatives) ในห้วงเวลาหลายปี ต่อจากนี้ ไทยส่งผู้แทนจากศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการ ก่อการร้ายสากล (ศตก.) กรมแพทย์ทหารอากาศและ ผู้เขียน (ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิอิสระด้าน คชรน. ที่กระทรวง การต่างประเทศเสนอชื่อไป และรักษาการหัวหน้าคณะไทย เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ) ผลส�ำเร็จของการประชุมสามารถน�ำไปอนุวัติใช้ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับความร่วมมือในการลด ความเสี่ยงด้าน คชรน. ในระดับชาติและระดับภูมิภาค และจะถูกน�ำไปใช้ท�ำให้นโยบายและแผนของรัฐบาล ดีขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก
10 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก รายละเอียดของการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งนี้ วันแรก เป็นการปูความรู้และให้ข้อสนเทศที่ทันสมัย (update) ของสถานการณ์ความเสี่ยงด้าน คชรน. แก่ผู้เข้า ประชุม - ผู้แทนองค์การต�ำรวจอาชญากรรมระหว่าง ประเทศ (INTERPOL) หรือที่เรียกเป็นภาษาตลาดว่า ต�ำรวจสากล บรรยายเรื่อง การประเมินความเสี่ยงด้าน คชรน. ส�ำหรับภูมิภาคนี้ - ผู้แทนสหภาพยุโรป (EU) บรรยายผลการประชุม เชิงปฏิบัติการในกรอบ ARF เรื่องเดียวกันนี้ ครั้งที่แล้ว เมื่อปี ๒๕๕๘ และการก้าวเดินไปข้างหน้าในอนาคต (way forward) (ซึ่งหมายความว่า ก�ำหนดสิ่งที่ต้องพัฒนาให้ ชัดเจน จนเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan) ซึ่งที่ ประชุมในคราวนั้นได้เสนอไว้ เพื่อให้ที่ประชุมคราวนี้สามารถ ติดตามความก้าวหน้าและหาช่องทางที่จะปรับแผนการ ป้องกันของชาติตนให้ดียิ่งขึ้น - ผู้แทนสถาบันวิจัยเพื่อการยุติธรรมและ อาชญากรรมระหว่างภูมิภาคแห่งสหประชาชาติ (UNICRI) บรรยายเรื่อง ตัวอย่างที่ประสบผลส�ำเร็จมาแล้วในการจัดท�ำ ล�ำดับความส�ำคัญของยุทธศาสตร์เพื่อการลดความเสี่ยงทาง คชรน. ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ - การอภิปรายเป็นคณะโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ คน ประกอบด้วย ผู้แทนส�ำนักเลขาธิการอาเซียน ผู้แทนรัฐบาล แคนาดาจากโครงการลดภัยคุกคามจากอาวุธที่มีอ�ำนาจ ท�ำลายสูง ผู้แทนองค์การอนามัยโลก และผู้แทนองค์การ ห้ามอาวุธเคมี วันที่สอง เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของชาติ ที่มาประชุม ARF ครั้งนี้ ด้วยการอภิปรายเป็นคณะการติด แสดงโปสเตอร์และการประชุมสัมมนาหัวหน้าคณะผู้แทน ที่มาประชุม - การอภิปรายเป็นคณะในหัวข้อ แผนปฏิบัติการ ระดับชาติตอบสนองภัย คชรน. อภิปรายโดยผู้แทนประเทศ ออสเตรเลีย สาธารณรัฐเกาหลี และสิงคโปร์
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 11 - การอภิปรายเป็นคณะในหัวข้อ กรณีศึกษาและ บทเรียนที่ได้รับ อภิปรายโดยผู้แทนประเทศอิรัก (การโจมตี และอุบัติภัยจากอาวุธเคมี) ญี่ปุ่น (เหตุการณ์ที่ฟูกุชิมะ และการใช้สารซารินก่อการร้าย) และฟิลิปปินส์ (การระบาด ของโรคจากไวรัสเฮนิปา) - การประชุมสัมมนาหัวหน้าคณะผู้แทน เพื่อ ก�ำหนดโครงการก้าวเดินไปข้างหน้าในอนาคตส�ำหรับ เรื่องที่จะท�ำและความริเริ่มในอนาคตในห้วงเวลาต่อจาก การประชุมครั้งนี้ - การแยกหัวข้อหารือ โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม เพื่อ แสวงหาแนวปฏิบัติในเรื่องต่อไปนี้ (๑) ปรับปรุงการแบ่งปัน ข้อสนเทศระหว่างสมาชิกอาเซียนกับสมาชิก ARF ให้ดีขึ้น (๒) ปรับปรุงการตอบสนองระดับภูมิภาคให้ดีขึ้น (๓) อ�ำนวย ความสะดวกให้มีการเข้าถึงทรัพยากรทางเทคโนโลยี - การติดแสดงโปสเตอร์ เป็นการแสดงโปสเตอร์ แผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan) ของสมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ชาติ ของไทยจัดท�ำโดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยผู้แทนของไทยในโครงการศูนย์ความเป็นเลิศ (Centre of Excellence) ด้าน คชรน. (CBRN CoE) ที่สหภาพยุโรปจัดตั้งขึ้น โดยแบ่งเป็นภูมิภาค ๆ ทั่วโลก วันที่สาม เป็นวันสุดท้ายของการประชุม ARF ครั้งนี้ กิจกรรมส�ำคัญคือรายงานผลสรุปของการประชุม ทั้งการประชุมใหญ่และการประชุมย่อย แล้วปิดการประชุม ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุม การประชุมในกรอบ ARF เป็นการประชุมระดับ ส�ำคัญของอาเซียน ที่แยกการหารือด้านการเมืองและ ความมั่นคงในภูมิภาคโดยเฉพาะกับประเทศคู่เจรจา เพื่อให้ สามารถหารือในรายละเอียดและได้ผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ในส่วนที่เกี่ยวกับหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ทั้งทหาร ต�ำรวจ และพลเรือน โดยเฉพาะกับกรมวิทยาศาสตร์ ทหารบก (วศ.ทบ.) คือเรื่องภัยคุกคามด้าน คชรน. ความเสี่ยง ต่อภัยคุกคามดังกล่าว และการหาหนทางลดความเสี่ยง
12 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก 1 ๓ เสาหลักของอาเซียนได้แก่ (๑) ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community หรือ APSC) (๒) ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) และ (๓) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community หรือ ASCC) การประชุม ARF ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ วศ.ทบ. ได้มีส่วนร่วม นับเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่และรับเอา ความรับผิดชอบในเวทีอาเซียนระดับใหม่ที่สูงกว่า เพิ่มเติม จากที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วในระดับการบรรเทาสาธารณภัย จากวัตถุอันตรายของอาเซียน ในอนาคต วศ.ทบ. จะต้อง ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ (กรมอาเซียน และ กรมองค์การระหว่างประเทศ) ให้แน่นแฟ้น เพื่อจะสามารถ เล่นบทบาทที่รับผิดชอบได้อย่างแท้จริง จะต้องจัดผู้แทน ที่รอบรู้ทั้งในด้านวิชาการ ปฏิบัติการ และระดับการท�ำงาน ขององค์การระหว่างประเทศ อีกทั้งใช้การภาษาอังกฤษ ได้เป็นอย่างดีทั้งการอ่าน เขียน พูด มิฉะนั้นจะไม่เป็น smart man ตามนโยบายกองทัพบก
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 13 มีหลายคน เมื่อได้ยินคนเอ่ยถึงรังสี ก็จะนึกถึงระเบิด นิวเคลียร์ที่ฮิโรชิม่า และนางาซากิ รวมถึงอุบัติเหตุของ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยจินตนาการถึงความน่ากลัว ความเสีย หาย และความสูญเสีย เราได้รับฟังและเรียนรู้เรื่องผลกระ ทบของรังสีด้านนี้มามิใช่น้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีการน�ำรังสี มาใช้ในชีวิตประจ�ำวันกันอยู่ และนับวันจะยิ่งมีใช้มากขึ้น ท�ำให้ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า รังสี ที่แท้จริงคืออะไร มาจากไหน ท�ำไมเราถึงต้องน�ำมาใช้ สรุปแล้วความเป็นประโยชน์ หรือ ความเป็นโทษจะมีต่อมนุษย์มากกว่ากัน ท�ำให้ต้องศึกษา หาข้อมูล เพิ่มเติมในเรื่องของรังสีมากขึ้น นักวิชาการหลายๆ ท่านให้ค�ำนิยามรังสีไว้หลายแบบ แต่ในที่นี้ ขอนิยามรังสีว่าเป็นพลังงานที่ถูกปลดปล่อย ออกมาจากแหล่งก�ำเนิดรังสี ไม่ว่าจะเป็นในรูปของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (รูปที่ ๑ก) เช่น คลื่นไมโครเวฟจากเตา ไมโครเวฟ รังสีเอกซ์จากหลอดเอกซเรย์ และรังสีแกมมาจาก วัสดุกัมมันตรังสี หรือในรูปของกระแสอนุภาค (รูปที่ ๑ข) เช่น รังสีแอลฟา รังสีบีต้า นิวตรอน ดร. ธีรพัทธ์ มานุวงศ์ รูปที่ ๑ แสดงรูปแบบของชนิดรังสี ๑ก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และ ๑ข กระแสอนุภาค อย่างไรก็ตาม ค�ำว่ารังสีในบทความนี้ จะกล่าวถึง รังสีที่หมายถึงกัมมันตภาพรังสี โดยหมายถึงพลังงานที่ถูก ปลดปล่อยออกมาจากต้นก�ำเนิดรังสี (หรือกัมมันตรังสี) และส่วนใหญ่คนทั่วไปจะเรียกสั้นๆ ว่า รังสี จึงท�ำให้หลาย คนสับสนกับรังสีอื่นๆ เช่น รังสียูวี รังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งผลกระทบที่มีต่อมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตแตกต่างจาก กัมมันตภาพรังสีอย่างสิ้นเชิง รังสีที่มีใช้ประโยชน์ในปัจจุบันนี้สามารถแบ่งได้ เป็น รังสีแบบอนุภาค และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดังนี้ ๑. รังสีแอลฟา (α) เกิดจากการสลายตัวของ นิวเคลียสที่มีขนาดใหญ่และมีมวลมากเพื่อเปลี่ยนแปลงให้ เป็นนิวเคลียสที่มีเสถียรภาพ ในแต่ละอนุภาคแอลฟาจะมี ประจุไฟฟ้าเป็นบวกสองหน่วย (ประกอบด้วยโปรตอน ๒ อนุภาค และ นิวตรอน ๒ อนุภาค) เนื่องจากแอลฟามีมวล มากจึงไม่ค่อยเกิดการเบี่ยงเบน เมื่อวิ่งไปชนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง แผ่นกระดาษ จะถ่ายทอดพลังงานออกไป เกือบทั้งหมด ท�ำให้ไม่สามารถผ่านทะลุไปได้ รังสีแอลฟาจึง สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นอากาศได้ประมาณ
14 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ๓-๕ เซนติเมตร และจะถูกก�ำบังได้ด้วยแผ่นกระดาษ (เราสามารถใช้แผ่นกระดาษกั้นรังสีแอลฟาได้) ๒. รังสีบีต้า(β) เกิดจากการสลายตัวของนิวไคลด์ ที่มีจ�ำนวนโปรตอนมากเกินไปหรือน้อยเกินไปเพื่อท�ำให้ นิวเคลียสเกิดเสถียรภาพ บีต้าเป็นอนุภาคที่มีมวลและค่า ประจุไฟฟ้าเท่ากับอิเลคตรอน ในแต่ละอนุภาคมีประจุไฟฟ้า หนึ่งหน่วย โดยทั่วไปหากเรียกแต่เพียง บีต้า จะหมายถึง บีต้า ลบ เนื่องจากบีต้ามีน�้ำหนักเทียบเท่ากับอิเล็กตรอน ซึ่งเบา มาก จึงท�ำให้บีต้าเกิดการเบี่ยงเบนได้ง่าย สามารถเบี่ยงเบน ในสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กได้ จึงมีอ�ำนาจในการทะลุ ทะลวงมากกว่ารังสีแอลฟา ๓. รังสีแกมมา (γ) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ ออกมาจากนิวเคลียส ซึ่งเกิดจากนิวเคลียสที่อยู่ในสถานะ กระตุ้นกลับสู่สถานะพื้นฐานโดยการปลดปล่อยรังสีแกมมา ออกมา มีพลังงานสูง ไม่มีประจุไฟฟ้าและมวล ไม่เบี่ยงเบน ในสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กและเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เท่าแสง ท�ำให้มีความสามารถทะลุทะลวงได้สูง แต่ถูกกันได้ ด้วยวัสดุหรือตัวกลางที่มีความหนาแน่นสูง ๔. รังสีเอกซ์ (x-rays) เกิดขึ้นจากการเปลี่ยน สภาวะของระดับพลังงานของอะตอมจากระดับพลังงานสูง ไปสู่ระดับพลังงานต�่ำ อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากการ สลายตัวของสารกัมมันตรังสี (Radioisotope) หรือที่มนุษย์ ผลิตขึ้นจากกลไกทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นเดียวกับรังสีแกมมา แต่แผ่ออกมาจากวงโคจรของอิเลค ตรอน รังสีเอ็กซ์ มีพลังงานต�่ำกว่า รังสีแกมมา และรังสีเอ็กซ์ มีอยู่สองชนิด ได้แก่ Continuous X-rays และ Characteristic X-rays ๕. รังสีนิวตรอน (n) เกิดจากการเหนี่ยวน�ำของ รังสีอื่นๆ ท�ำให้นิวเคลียสปลดปล่อยนิวตรอนออกมา เช่น การเหนี่ยวน�ำจากรังสีแอลฟา รังสีแกมมา หรือปฏิกิริยา นิวเคลียร์ เป็นอนุภาคที่ไม่มีประจุไฟฟ้า มีอ�ำนาจในการทะลุ ทะลวงสูง แต่นิวตรอนไม่อาจอยู่อย่างอิสระ จะสลายตัวไป เป็นโปรตอน อิเล็กตรอน และแอนตินิวตริโน ภายในเวลา ประมาณสิบสองนาที จากรูปที่ ๒ จะเห็นถึงลักษณะของรังสีต่างๆ โดยรังสี แบบอนุภาค รังสีแอลฟามีขนาดใหญ่สุด เมื่อเทียบกับ นิวตรอนและบีต้า ส่วนความสามารถในการทะลุทะลวงจะ เห็นว่านิวตรอนมีอ�ำนาจในการทะลุทะลวงสูงสุด เนื่องจาก ไม่มีประจุ แต่มีขนาดใกล้เคียงกับอะตอมของไฮโดรเจนในน�้ำ เมื่อนิวตรอนเข้าชนจึงท�ำให้นิวตรอนพลังงานลดลง จึง สามารถใช้น�้ำกันนิวตรอนได้ดังรูป ในทางกลับกัน แกมมาที่ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถทะลุทะลวงสูงสุด เนื่องจาก เป็นเพียงพลังงานไม่มีอนุภาค จึงต้องใช้วัสดุที่มีความหนา แน่นสูงในการกันรังสีประเภทนี้ เช่น ตะกั่ว รูปที่ ๒ แสดงตัวอย่างของรังสีต่างๆ และความสามารถในการทะลุทะลวง
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 15 ถึงจุดนี้ ขออธิบายถึงแหล่งที่มาของรังสีตามความสงสัยของ หลายคน ซึ่งแหล่งก�ำเนิดของรังสีมีสองแบบ คือ ๑. รังสีที่มาจากธรรมชาติเกิดขึ้นมาบนโลกนาน แล้ว ซึ่งเป็นรังสีที่มีปะปนอยู่ในดิน น�้ำ และอากาศได้แก่ โพแทสเซียม-๔๐ (๔๐K) อินเดียม-๑๑๕ (๑๑๕In) ทอเรียม-๒๓๒ ( ๒๓๒Th) ยูเรเนียม-๒๓๘ (๒๓๘U) และแก๊สเรดอน-๒๒๒ (๒๒๒Ra) รังสีเหล่านี้ จะมีมากน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพทางภูมิศาสตร์ ซึ่งมีปริมาณรังสีเป็นจ�ำนวนมากเช่น เหมืองแร่ เหมืองน�้ำมัน และแหล่งก๊าซธรรมชาติ ยิ่งกว่านั้นในร่างกายมนุษย์เองมีสาร อินทรีย์ เป็นองค์ประกอบหลักด้วย คือ ไฮโดรเจน (H) คาร์บอน (C) ไนโตรเจน (N) และออกซิเจน (O) พร้อมด้วย ธาตุรอง และมีสารไอโซโทปกัมมันตรังสีอยู่ในร่างการ ได้แก่ ไฮโดรเจน-๓ หรือตริเทียม (๓ H) คาร์บอน-๑๔ (๑๔C) โพแทสเซียม-๔๐ (๔๐K) ทอเรียม-๒๓๒ (๒๓๒Th) และ ยูเรเนียม-๒๓๘ (๒๓๘U) ซึ่งต่างสลายตัวให้รังสีอัลฟา รังสีบีต้า และรังสีแกมมาออกมา ๒. รังสีที่เกิดจากมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น โดยมนุษย์ มีการน�ำวัสดุกัมมันตรังสีมาใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายใน ทางสันติ เช่น น�ำรังสีบีต้าจากไอโอดีน-๑๓๑ (๑๓๑I) มาใช้ใน ทางการแพทย์ ใช้รังสีแกมมาจากโคบอลต์-๖๐ (๖๐Co) ใน ทางการเกษตร ใช้รังสีแกมมาจากซีเซียม-๑๓๗ (๑๓๗Cs) ทาง อุตสาหกรรม และใช้ประโยชน์นิวตรอนจากอะเมอริเซียม๒๔๑/เบริเรียม-๔ (๒๔๑Am/๔ Be) ในทางการศึกษาวิจัย และ ยิ่งไปกว่านั้นในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ใช้ประโยชน์จาก พลูโตเนียม-๒๓๙ (๒๓๙Pu) และยูเรเนียม- ๒๓๘ (๒๓๘U) เป็นต้นก�ำลังในการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น จากสถิติพบว่า โดยปกติมนุษย์แต่ละคน ได้รับรังสี เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นรังสีจากธรรมชาติ ๘๕% นอกนั้นเป็น รังสี จากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาอีก ๑๕% และโดยส่วนใหญ่ ปริมาณรังสีอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยไม่ส่งผลกระทบแบบ เฉียบพลันทันใด ดังนั้น เราไม่ควรจะตื่นตระหนกกับการใช้ ชีวิตท่ามกลางรังสีที่มีอยู่รอบตัวเรา อีกอย่างมีหลักการง่ายๆ ที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศแนะน�ำให้ใช้ เป็นหลักในการป้องกันอันตรายจากรังสี คือ As Low As Reasonably Achievable (ALARA) ดังรูปที่ ๓ โดย ๑. ใช้เวลาในการอยู่หรือปฏิบัติงานกับต้นก�ำเนิด รังสีให้น้อยที่สุด ๒. กำ� หนดระยะห่างจากต้นก�ำเนิดรังสีให้มากที่สุด เท่าที่เป็นไปได้แล้วยังปฏิบัติงานได้ ๓. จัดให้มีเครื่องก�ำบังรังสีเพื่อลดปริมาณรังสีที่มี ต่อเรา บทสรุปจากเนื้อหาข้างต้น รังสีเป็นสิ่งที่อยู่ไม่ไกล จากตัวเรา และอยู่รอบๆ ตัวเรามานาน มีการน�ำมาใช้ ประโยชน์ได้ตามชนิดของรังสีเพื่อให้เกิดประโยชน์ตามที่เรา ต้องการ และมีหลักการป้องกันอันตรายจากรังสีท�ำให้ปฏิบัติ งานกับรังสีได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งลดความตื่นกลัวอันตราย ที่เกิดจากรังสีได้ รูปที่ ๓ แสดงหลักในการป้องกันอันตรายจากรังสี
16๒ วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 17๓
18 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ไรซิน (Ricin) สมพงษ์ คนคล่อง* กล่าวน�ำ สารพิษไรซินพบได้ในเม็ดละหุ ่ง ซึ่งมีชื่อทาง วิทยาศาสตร์ว่าRiciniscommunis เป็นสารที่มีพิษร้ายแรง มากชนิดหนึ่งและผลิตขึ้นได้อย่างง่ายดายไรซินเป็นเลคติน (โปรตีนชนิดหนึ่ง) ที่ประกอบด้วยโพลีเปปไตด์สองสาย คือสายเปปไตด์เอและสายเปไตด์บีซึ่งสายเปปไตด์ทั้งสอง เชื่อมกันด้วยพันธะไดซัลไฟด์ ● ไรซิน เอ เป็นสารประเภท N-glycoside hydrolase เมื่อเข้าสู่เซลล์จะดึงเบส adenine ออกจาก ribosomal RNA ซึ่งมีผลท�ำให้เกิดการยับยั้งการสังเคราะห์ โปรตีน ● ไรซิน บีเป็นโปรตีนประเภทเลคติน ที่จับตัวกับ กากของน�้ำตาลกาแลกโตส มีส่วนท�ำให้ ไรซิน เอเข้าสู่เซลล์ โดยจับตัวกับสารประกอบที่ผิวหน้าของเซลล์ ประวัติและความส�ำคัญทางทหาร สารพิษจากเม็ดละหุ่งได้รับการพัฒนาขึ้นตั้งแต่สมัย อียิปต์โบราณ เพื่อท�ำเป็นน�้ำมันหล่อลื่นและใช้เป็นส่วนผสม ของยาระบาย ในส่วนที่เป็นน�้ำมันรวมทั้งเม็ดละหุ่งได้มีการ ใช้กันเพื่อบ�ำบัดโรคต่าง ๆ ในหลายแห่งทั่วโลก ในระหว่าง สงครามโลกครั้งที่๑ และสงครามโลกครั้งที่๒ มีการใช้น�้ำมัน ละหุ่งเป็นน�้ำมันหล่อลื่นของเครื่องบิน ปัจจุบันนี้มักใช้น�้ำมัน หล ่อลื่นสงเคราะห์แทนการใช้น�้ำมันจากเม็ดละหุ ่งใน อุตสาหกรรมการบิน ในช่วงปลายศตวรรษ ๑๘๐๐,สติลมาร์ก(Stillmark) ค้นพบว่าเม็ดละหุ่งมีสารประกอบโปรตีนที่มีพิษ ซึ่งเขาได้ ตั้งชื่อว่า “ไรซิน” เนื่องจากว่าไรซินมีความเป็นพิษสูงมาก และสามารถผลิตได้อย ่างง ่ายดาย สหรัฐอเมริกาจึงได้มี การพัฒนาเป็นอาวุธ ในโครงการพัฒนาอาวุธชีวะหรือ ชีวภาพเพื่อใช้ท�ำสงคราม ซึ่งมาใช้ชื่อรหัสว่า “สารประกอบ ดับเบิลยู” (compound W) ในขณะนั้นหน ่วยทหาร วิทยาศาสตร์ของกองทัพสหรัฐอเมริการ่วมกับกองทัพของ อังกฤษ ได้ร่วมกันพัฒนา “ระเบิด W” ในห้วงสงครามโลก ครั้งที่ ๒ อาวุธชนิดนี้ได้มีการทดสอบการใช้งานแล้วแต่ไม่มี หลักฐานปรากฎว่ามีการน�ำไปใช้จริงในสนามรบ ไรซิน (Ricin) ● ไรซินเป็นสารพิษที่ได้จากกากของเสียในการ กระบวนการสกัดน�้ำมันจากเม็ดละหุ่ง ● สามารถน�ำไปใช้ได้ในหลากหลายลักษณะ ซึ่ง * พันเอก, โรงเรียนวิทยาศาสตร์ทหารบก, กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 19 อาจอยู่ในรูปของผงแป้ง, ฝุ่นผง,อัดเป็นกลมเล็กๆ หรือน�ำ ไปละลายในน�้ำหรือหรือในกรดอ่อน ๆ ก็ได้ ● เป็นสารที่มีความคงตัว กล่าวคือไม่สลายตัวแม้ จะอยู่สภาวะที่ร้อนจัดหรือหนาวจัดพบได้ที่ไหน และน�ำไป ใช้อย่างไร ● การสกัดน�้ำมันจากเม็ดละหุ่งพบเห็นได้ทั่วทั้งโลก สารพิษ ไรซินก็ปะปนอยู่ในส่วนของกากเม็ดละหุ่งที่หมัก สะสมจากกระบวนสกัดน�้ำมันละหุ่ง ● สารไรซินมีโอกาสน�ำใช้ในทางการแพทย์ เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก และการบ�ำบัดมะเร็ง (เพื่อฆ่าเซลล์ มะเร็ง) มีโอกาสสัมผัสได้อย่างไร ● มีความตั้งใจผลิตสารพิษไรซินและน�ำไปใช้เพื่อ ให้เกิดอันตรายต่อผู้คน แทบไม่มีโอกาสเกิดการสัมผัสกับ ไรซินโดยอุบัติเหตุเลยแม้แต่น้อย ● ผู้คนอาจหายใจเอาฝุ่นผงหรือผงแป้งไรซินเข้าไป และก่อให้เกิดอันตรายได้ ● สารไรซินอาจปนเปื้อนในอาหารและน�้ำดื่มที่กิน เข้าไปได้ ● ไรซินที่อัดเป็นเม็ดหรือไรซินที่ละลายในของเหลว สามารถฉีดเข้าสู่ร่างกายได้ ● ขึ้นอยู่ทางเข้าสู่ร่างกาย (เช่นการฉีดหรือการ หายใจ)สารไรซินเพียง ๕๐๐ ไมโครกรัม ก็เพียงพอที่ฆ่าคนใน วัยผู้ใหญ่ได้แล้ว สารไรซินปริมาณ ๕๐๐ ไมโครกรัม มีขนาด เทียบเท่ากับหัวเข็มเย็บผ้าเท่านั้น หากต้องการท�ำให้ผู้คนที่ กินเข้าทางปากตาย ต้องกินในปริมาณที่มากกว่านี้ ● ในปี๑๙๗๘ จอร์กีมาคอร์ฟ (Georgi Markov) ซึ่งเป็นนักข่าวและนักเขียนที่ต่อต้านรัฐบาล บัลกาเรีย และ ลี้ภัยอยู่ในกรุงลอนดอน ได้ถูกฆ่าตายโดยชายที่ใช้ปลายร่ม แทง ปลายร่มถูกใช้เป็นเครื่องมือฉีดเม็ดสารพิษไรซินเข้าภาย ใต้ผิวหนังของมาร์คอฟ ● มีแหล่งข่าวบางแห่งรายงานว่า อาจมีการใช้สาร พิษไรซินในห้วงเกิดสงครามระหว่างอิรัก-อิหร่าน ในทศวรรษ ๑๙๘๐๐ นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า มีการค้นพบสารไรซิน จ�ำนวนหนึ่งในถ�้ำของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะ(Al Qaeda) ที่ประเทศอัฟกานิสถาน ● ความเป็นพิษของไรซินไม ่มีการแพร ่กระจาย ดังนั้นจึงไม ่การระบาดจากคนไปสู ่คนจากการสัมผัสโดย บังเอิญ
20 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ลักษณะการท�ำงานของสารไรซิน ● เมื่อสารไรซินเข้าไปสู่เซลล์ภายในร่างกายของคน สารนี้ป้องกันไม่ให้เซลล์สร้างโปรตีนที่จ�ำเป็น เมื่อปราศจาก โปรตีนเซลล์ก็ตายไป หากเกิดลักษณะเช ่นนี้ทั่วร ่างกาย จึงท�ำให้ตาย ● ผลอันตรายจากสารไรซิน ขึ้นอยู่กับทางเข้าสู่ ร่างกายของสารไรซิน (หายใจ, กิน, ฉีด) สิ่งบ่งชี้และลักษณะอาการเมื่อได้รับสารพิษ ไซริน ● ลักษณะอาการส�ำคัญเมื่อได้รับสารพิษไซริน ขึ้นอยู่กับทางเข้าสู่ร่างกายและปริมาณสารที่ได้รับ ● ในกรณีที่หายใจเอาสารไรซินเข้าไป อาการ เบื้องต้นจะปรากฏขึ้นภายใน ๘ ชั่วโมง หลังจากได้รับสารพิษ หากเป็นกินเข้าไป อาการเบื้องต้นจะปรากฎขึ้นในเวลาที่น้อย กว่า ๖ ชั่วโมง ● การได้รับสารพิษด้วยการหายใจ ภายในไม่กี่ ชั่วโมงหลังจากที่ได้หายใจเอาสารไรซินเข้าสู ่ร ่างกาย ใน ปริมาณที่มากพอสมควรอาการมักเริ่มปรากฎด้วยการหายใจ ล�ำบาก, มีไข้, ไอ,คลื่นไส้และแน่นหน้าอกตามมาด้วยอาการ เหงื่อออกท่วมและอาจเกิดภาวะของเหลวคลั่งในปอด(ภาวะ น�้ำท่วมปอด) ซึ่งท�ำให้หายล�ำบากมากขึ้นไปอีก ผิวหนัง เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล�้ำ ส�ำหรับภาวะของเหลวคลั่งในปอด สามารถวินิจฉัยได้ด้วยการฉายด้วยรังสีเอ็กซ์หรือโดยการฟัง เสียงในช่องอกโดยใช้หูฟังของแพทย์ท้ายที่สุดอาจเกิดภาวะ ความดันต�่ำและการหายใจล้มเหลว ซึ่งน�ำไปสู่การตาย ใน กรณีที่ทราบว่าได้รับสารพิษไรซินแล้ว มักเริ่มปรากฏอาการ ในระบบทางเดินหายใจหลังจากที่ได้รับสารพิษภายใน ๑๒ ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาทันที ● การได้รับสารพิษด้วยการกิน ถ้ามีใครบางคนได้ กลืนกินสารพิษไรซินเข้าไปในปริมาณที่มากพอสมควรผู้นั้น จะเริ่มอาเจียน,ถ่ายเป็นเลือด อาจเกิดภาวะร่างกายขาดน�้ำ อย ่างรุนแรง ตามมาด้วยภาวะความดันต�่ำ ตัวบ ่งชี้และ ลักษณะอาการอย่างอื่นอาจได้แก่ ประสาทหลอน, ชัก และ มีเลือดปนในปัสสาวะ หลายวันต่อมาอวัยวะตับ, ม้าม และ ไต ไม่ท�ำงาน และในที่สุดก็ตาย ● การได้รับสารพิษบริเวณผิวหนังและนัยน์ตา ไรซินที่อยู ่ในรูปผงแป้งหรือฝุ ่นผงอาจท�ำให้ผิวหนังและ นัยน์ตาบวมแดงและปวดแสบปวดร้อน ● การตายจากการได้รับสารไรซินอาจเกิดขึ้นได้ ภายใน ๓๖ ถึง ๗๒ ชั่วโมง หลังจากได้รับสารพิษ ทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับทางเข้าสู่ร่างกายและปริมาณที่ได้รับ ถ้าไม่ตายภายใน ๓ ถึง ๕ วัน ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อก็สามารถฟื้นสภาพร่างกายกลับ มาเป็นปกติได้ ● ตัวบ่งชี้และอาการที่ปรากฏตามลักษณะข้างต้น ไม่ได้หมายความว่าบุคคลผู้นั้นจะได้รับสารพิษ ไรซินเสมอไป การรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากสารไรซิน เนื่องจากในขณะนี้ยังไม่มียาที่ใช้รักษาผู้ป่วยจากการ ได้รับพิษสารไรซิน ปัจจัยส�ำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการ สัมผัสกับสารพิษไรซิน หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ปัจจัย ส�ำคัญที่สุดคือการขจัดสารไรซินให้ออกจากบริเวณร่างกาย ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะท�ำได้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับสาร พิษไรซิน คือการรักษาพยาบาลตามอาการแบบประคับ ประคองเพื่อให้มีผลอันตรายน้อยที่สุดเท่าที่จะท�ำได้การ
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 21 รักษาตามอาการแบบประคับประคองขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ทางเข้าสู่ร่างกาย (หายใจ, กิน หรือสัมผัสทางผิวหนัง หรือนัยน์ตา) การรักษาผู้ป่วยอาจใช้เครื่องช่วยหายใจ,การ ให้ของเหลวผ่านทางหลอดเลือดด�ำ ให้การรักษาตามอาการ เมื่อเกิดการชักและมีความดันต�่ำ,การล้างท้องด้วยการใช้ผง ถ่านกัมมันต์(activated carbon) หรือโกรกนัยน์ตาด้วยน�้ำ สะอาด วิธีป้องกันตนเอง และวิธีปฏิบัติ เมื่อสัมผัสกับสารไรซิน ● อันดับแรก ออกไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ โดยหนีออกจากพื้นที่ที่มีสารไรซินแพร่กระจายการหนีออก ไปยังพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์นั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อลดโอกาส การตายจากสารไรซิน ✇ ถ้าไรซินรั่วไหลแพร่กระจายภายนอกอาคาร ให้หนีออกห่างจากที่เกิดเหตุนั้น ✇ ถ้าไรซินรั่วไหลแพร่กระจายในอาคาร ให้รีบ หนีออกจากอาคารนั้นโดยเร็ว ● ถ้าอยู่ใกล้กับแหล่งที่ไรซินรั่วไหลแพร่กระจาย ผู้ประสานงานเหตุฉุกเฉินอาจแนะน�ำให้รีบอพยพเพื่อหนีออก จากที่เกิดเหตุหรือไม่ก็แนะน�ำให้เข้าที่หลบภัยภายในอาคาร ● ถ้าหากคิดว่าได้สัมผัสกับสารไรซินแล้วให้รีบถอด เสื้อผ้าออกทันทีแล้วอาบน�้ำช�ำระให้ทั่วทั้งตัวด้วยสบู่กับน�้ำ จากนั้นไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะท�ำได้ ● การถอดเสื้อผ้า ✇ ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารไรซินออกให้เร็วที่สุด หากเป็นชุดที่ใช้สวมทางศีรษะให้ตัดเสื้อผ้านั้นเพื่อถอดออก แทนการถอดออกทางศีรษะ ✇ หากต้องช่วยเหลือผู้อื่นถอดเสื้อผ้า พยายาม หลีกเลี่ยงไม่ให้สัมผัสตรงบริเวณเสื้อผ้าที่เปื้อนพิษ และรีบ ถอดเสื้อผ้าออกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะท�ำได้ ● การอาบน�้ำช�ำระร่างกาย ✇ ให้ท�ำเร็วที่สุดเท่าที่จะท�ำได้ ช�ำระล้างไรซิน ออกจากบริเวณล�ำตัวด้วยน�้ำมาก ๆ กับสบู่ ✇ ถ้ารู้สึกแสบนัยน์ตา หรือมองเห็นภาพไม่ชัด ให้โกรกนัยน์ตาด้วยน�้ำสะอาดเป็นเวลา ๑๐ - ๑๕ นาที ถ้า ใส่คอนแทกต์เลนส์ (contacted lens) ให้ถอดออกแล้วไป น�ำรวมกับเสื้อผ้าที่เปื้อนพิษ อย่าน�ำคอนแทกต์เลนส์กลับไป ใช้อีก (แม้ว่าจะไม่ได้ทิ้งคอนแทกต์เลนส์ไป) หากสวมใส่ แว่นตา ให้ล้างแว่นตาด้วยน�้ ำกับสบู่ ซึ่งแว่นตาสามารถน�ำ กลับไปใช้สวมใส่ได้ ● การจ�ำกัดเสื้อผ้าที่เปื้อนพิษ ✇ หลังจากที่ได้อาบน�้ำช�ำระร่างกายแล้วให้น�ำ เสื้อผ้าที่เปื้อนพิษใส่ลงในถุงพลาสติก หลีกเลี่ยงการแตะต้อง เสื้อผ้าในบริเวณที่เปื้อนพิษ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการ แตะต้องเสื้อผ้าที่เปื้อนพิษได้หรือไม่แน่ใจว่ามีการเปื้อนพิษ อยู่ตรงส่วนใด ให้สวมถุงมือยางแล้วกลับเอาด้านในของถุง พลาสติกออกเพื่อใช้หยิบเสื้อผ้าที่เปื้อนพิษ หรือใช้คีมหรือ วัสดุอื่นใดคีบเสื้อผ้าใส่ลงในถุง รวมทั้งวัสดุอื่น ๆ ที่สัมผัสกับ เสื้อผ้าที่เปื้อนพิษก็น�ำไปใส่ถุงพลาสติกถ้าสวมใส่คอนแทกต์ เลนส์ก็ต้องถอดออกแล้วทิ้งลงในถุงด้วย ✇ ปิดผนึกปากถุงให้เรียบร้อยแล้วน�ำไปใส่ลงใน ถุงพลาสติกอีกใบหนึ่ง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยป้องกันอันตรายจาก เสื้อผ้าที่เปื้อนพิษ ✇ เมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่เผชิญ เหตุฉุกเฉินมาถึง เล่าให้พวกเขาฟังว่าได้จัดการกับเสื้อผ้าที่ เปื้อนพิษไปอย่างไร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือเจ้าหน้าที่ เผชิญเหตุฉุกเฉินเป็นผู้ด�ำเนินการจ�ำกัดเสื้อผ้าเหล่านั้นต่อไป อย่าหยิบจับถุงพลาสติกที่บรรจุเสื้อผ้าเปื้อนพิษด้วยตนเอง ● ถ้ามีคนกินสารไรซินเข้าไป อย่าพยายามท�ำให้ผู้ ป่วยอาเจียนหรือให้ดื่มเครื่องดื่มใดๆ ควรรีบน�ำส่งไปให้อยู่ ในความดูแลของแพทย์โดยเร็วที่สุด บรรณานุกรม DAVID R. FRANZ, D.V.M., PH.D.; และ NANCY K. JAAX, D.V.M. (1997). MEDICAL ASPECTS OF CHEMICAL AND BIOLOGICAL WARFARE (Chapter 32, RICIN TOXIN). Virginia: Office of The Surgeon General United States Army. February 5, 2004, จาก http://www.bt.cdc.gov/chemical. FACT SHEET. Facts About Ricin. จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ไรซิน
22 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก พ.อ. ปฏิวัติ มุลาลินน์ การมีชีวิตยืนยาวไม่มีวันแก่เฒ่า ไม่มีวันตายนั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนแสวงหากันมาแต่โบราณ ดังเช่น จักรพรรดิจิ๋นซี ที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งยาอายุวัฒนะ หลายคนอาจจะคิดว่าความเป็นอมตะเป็นแค่เรื่องหลอกลวง ไม่น่าไปเสียเวลาแสวงหาโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะมีใคร เคยคิดบ้างว่าบนโลกนี้ มีสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวันแก่ตายอยู่จริงๆ โดยปกติแล้ววงจรชีวิตของแมงกะพรุนจะเริ่มเมื่อ แมงกะพรุนออกจากไข่ (Egg) ในระยะนี้ตัวอ่อน (Planula) จะมีลักษณะคล้ายกระสุนมีขนอยู่เต็มตัว หลังจากนั้นตัวอ่อน นี้จะยึดเกาะกับพื้นผิวแข็ง เช่น หินที่ก้นทะเล ระยะนี้จะมี ลักษณะคล้ายดอกไม้ทะเล (Polyp) ซึ่งในระยะนี้แมงกะพรุน จะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยแมงกะพรุนที่เพิ่มจ�ำนวน จะมีลักษณะเป็นแผ่นแบนซ้อนกันหลายๆ ชั้น (Strobila) ชั้นแบนๆ เหล่านี้สามารถหลุดออกไปเป็นแมงกะพรุน ตัวเล็กๆ (Ephyra) ก่อนจะเติบโตเต็มวัย (Adult medusa) และมีลักษณะดังที่เรารู้จักกัน เมื่อโตเต็มวัยแล้วจะเป็นช่วง ที่แมงกะพรุนจะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและวางไข่ต่อไป ตามปกติแล้วแมงกะพรุนมีอายุไม่ยืนยาว บางสายพันธุ์ที่มี ขนาดเล็กมากอาจอยู่ได้ไม่ถึงวัน ในขณะที่บางสายพันธุ์อาจ อยู่ได้ราว ๒ ปีเท่านั้น Turritopsis dohrnii (ชื่อเดิม Turritopsis nutricula) เป็นแมงกะพรุนชนิดหนึ่งซึ่งได้รับสมญานามว่า Immortal jellyfish หรือแมงกะพรุนอมตะ เนื่องมาจาก ความสามารถพิเศษของมันที่สามารถย้อนวัยกลับไปเป็น วัยรุ่นได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด แมงกะพรุนชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก ตัวเต็มวัย มีขนาดเพียง ๔.๕ มิลลิเมตรเท่านั้น และมีหนวดประมาณ ๘๐ - ๙๐ เส้น ค้นพบครั้งแรกในทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน ราวปี ๑๘๘๓ แต่ไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงจังจนกระทั่ง กลางทศวรรษที่ ๙๐ จึงได้มีการค้นพบความเป็นอมตะ ของแมงกะพรุนชนิดนี้ เมื่อแมงกะพรุนชนิดนี้โตเต็มวัยและท�ำการสืบพันธุ์ จนเสร็จสิ้นแล้ว แมงกะพรุนชนิดนี้จะเปลี่ยนกลับไปอยู่ระยะ Polyp อีกครั้ง และด�ำเนินวงจรชีวิตแบบนี้ต่อไปได้แบบไม่รู้ จบ นอกจากนี้จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า ภายใต้สภาวะ บางอย่าง เช่น การขาดแคลนอาหาร การเปลี่ยนอุณหภูมิ ของสิ่งแวดล้อมแบบกะทันหัน การเข้าไปอยู่ในเขตน�้ำกร่อย เกิดการบาดเจ็บรุนแรง ก็สามารถกระตุ้นให้ตัวเต็มวัย กลับไปเป็นระยะ Polyp ได้เช่นเดียวกัน Immortal jellyfish เมื่อชีวิตอมตะไม่ได้มีแค่ในนิยาย
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 23 แหล่งข้อมูลอ้างอิง - https://www.petjellyfish.co.uk/help-advice/how-long-do-jellyfish-live/ - https://groupjellyfish.wordpress.com - http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/100.pdf - https://www.facebook.com/ScienceNaturePage/videos/ ซึ่งกระบวนการการเปลี่ยนแปลงนี้เรียกว่า Transdifferentiation คือการเปลี่ยนชนิดของเซลล์จาก ชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่ง เช่น จากเซลล์กล้ามเนื้อเปลี่ยน ไปเป็นเซลล์สืบพันธุ์ เซลล์ประสาทเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ กล้ามเนื้อ เป็นต้น จากการทดลองเลี้ยงแมงกะพรุนชนิดนี้ของ ชิน คุโบตะ จากมหาวิทยาลัยเกียวโต พบว่าในช่วงเวลา ๒ ปี ที่ท�ำการทดลองนั้น แมงกะพรุนนี้เกิดกระบวนการย้อนวัย ไปถึง ๑๑ ครั้ง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาแมงกะพรุนชนิดนี้ ให้ความเห็นตรงกันว่าการที่มันจะตายได้ในธรรมชาตินั้น คงเกิดจากการโดนกินโดยสิ่งมีชีวิตอื่น หรือไม่ก็เจ็บป่วย จากการติดเชื้อโรคเท่านั้น
24 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ระเบิดไฮโดรเจน (เทอร์โมนิวเคลียร์)...มหันตภัย (รอ) ล้างโลก!!!!! ชื่อผู้เขียน นิวตรอน นิวเคลียสอะตอน ยูเรเนียม -235 นิวเคลียสแตกออกเป็น ๒ ส่วน neutron 235U Fission Fragment Fission neutron ระเบิดนิวเคลียร์ถือว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพท�ำลายล้างสูงซึ่งโลกมนุษย์เรารู้จักระเบิด นิวเคลียร์มานานมากกว่า ๖๐ ปีแล้ว โดยเห็นได้จากเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง........ รูป : ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น (Nuclear Fission) อาวุธนิวเคลียร์มีอ�ำนาจท�ำลายล้างมาจากปฏิกิริยา นิวเคลียร์โดยในสมัยแรกๆจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งรู้จักกัน ดีในชื่อว่า ระเบิดอะตอม (atomic bomb) โดยพลังงาน นิวเคลียร์ที่ได้เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น (Nuclear Fission) เพียงอย่างเดียว ซึ่งหลักการก็คือ เป็นปฏิกิริยา นิวเคลียร์ที่เกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม หรือ พลูโตเนียม จนกลายเป็นอนุภาคที่มีมวลเบา ลงหรือที่เรียกว ่าปฏิกิริยาลูกโซ ่ และปลดปล่อยพลังงาน นิวเคลียร์ออกมานั่นเอง แต ่ในยุคต ่อมาอาวุธนิวเคลียร์ให้อ�ำนาจระเบิด เพิ่มขึ้นมหาศาลเมื่อเทียบกับระเบิดอะตอม (atomicbomb) เป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้ทั้งปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น (Nuclear Fission) และฟิวชั่น (Nuclear Fusion) ทั้งนี้ เนื่องจากปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่นเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะแรงผลักระหว่างนิวเคลียสมีอยู่สูง จึงจ�ำเป็นต้องใช้ อุณหภูมิและพลังงานที่สูงมาก ต้องใช้ความร้อนถึงร้อยล้าน องศาในการเอาชนะแรงผลักให้นิวเคลียสหลอมรวมเข้าด้วย กันและเกิดปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องโดยใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ แบบฟิชชั่นเป็นตัวเริ่มต้น เพื่อให้เกิดการปลดปล่อยพลังงาน มหาศาลออกมาก่อน ซึ่งพลังงานนี้จะไปเร่งให้เกิดปฏิกิริยา นิวเคลียร์แบบฟิวชั่น ซึ่งปลดปล่อยพลังงานที่สูงกว่าอีกทอด หนึ่ง อาวุธนิวเคลียร์แบบใหม ่นี้รู้จักกันดีในชื่อว ่า อาวุธ เทอร์โมนิวเคลียร์ (thermonuclear weapon) หรือ ระเบิดไฮโดรเจน (hydrogen bomb) นั่นเอง อาวุธนิวเคลียร์นั้นถือว ่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพ ท�ำลายล้างสูง อ�ำนาจการท�ำลายล้างของมันนั้นรุนแรง ครอบคลุมพื้นที่กว้างไกล ระเบิดแค่หนึ่งลูกสามารถฆ่าชีวิต คนได้เป็นแสนๆ ท�ำลายเมืองได้เป็นเมืองๆ โดยระเบิด ไฮโดรเจน (hydrogen bomb) ที่ในปัจจุบันได้มีการผลิต และทดสอบในหลายประเทศทั่วโลกนั้น มีอ�ำนาจท�ำลายล้าง สูงกว่า ระเบิดอะตอม (atomic bomb) ที่ถูกจุดระเบิด เหนือนครฮิโรชิมาและนางาซากิประเทศญี่ปุ่น มากกว่า พันเท่า อาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์ในสมัยแรกๆ มีขนาดใหญ่ น�้ำหนักมาก จะขอยกตัวอย ่างระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ นิวเคลียร์ที่ทรงอานุภาพและใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการ สร้างขึ้นมาบนโลกใบนี้ในปัจจุบัน คือTsarBombaเป็นชื่อ ย่อที่ใช้เรียกระเบิดไฮโดรเจน RDS-220(ระหว่างการพัฒนา เรียบเรียงโดย...อะตอมเกิร์ล มีพลังงานออกมา ปฏิกิริยาฟิสชัน
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 25 จะใช้รหัสว่า Ivan) ได้รับการพัฒนาโดย สหภาพโซเวียต โดยมีน�้ำหนัก ๒๗ ตัน ความยาว ๘ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ เมตร จะท�ำให้เกิดลูกไฟขนาดมหึมาเหมือนมีคนสร้าง ดวงอาทิตย์ขนาดจิ๋วพลังท�ำลายล้างของ Tsar Bomba คิดเป็น ๑,๔๐๐ เท่าของระเบิดนิวเคลียร์ที่ถล่มเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิรวมกัน..!!! ในสมัยต ่อมา อาวุธนิวเคลียร์มีการพัฒนาให้มี ขนาดเล็กลงเป็นหัวรบนิวเคลียร์ติดกับขีปนาวุธขีปนาวุธรุ่น ก่อน จะใช้ยิงได้หัวรบเดียว แต่ในปัจจุบันขีปนาวุธรุ่นใหม่ มักจะติดตั้งบนยานล�ำเลียงแบบยิงได้หลายหัวรบ (Multiple independent reentry vehicles: MIRVs)ซึ่งอาจบรรจุได้ ถึง ๑๒ หัวรบ ทำ� ให้สามารถใช้ขีปนาวุธลูกเดียวยิงเป้าหมาย ขนาดเล็ก หรือปล่อยหลายหัวรบ โดยยิงซ�้ำแบบต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้น หัวรบนิวเคลียร์ชนิด ระเบิดไฮโดรเจน (hydrogen bomb) หรือ ระเบิดเทอร์โม นิวเคลียร์ บนโลกนี้คาดว่ามีราวๆ หลายหมื่นลูก ซึ่ง ประสิทธิภาพการท�ำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์ในปัจจุบัน จะร้ายแรงขนาดมากกว ่าที่เคยมีการทดลองมาแล้ว ขนาดไหนไม่อาจทราบได้….ลองสมมติกันเล่นๆ ว่า ถ้าเกิด สงครามโลกครั้งที่ ๓ ขึ้น แล้วแต่ละประเทศพร้อมใจ กันใช้หัวรบเทอร์โมนิวเคลียร์.....จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก ของเรา!!!!!!!!! ปฏิกิริยาฟิวชัน นิวเคลียสไฮโตรเจน กับ 2 นิวตรอน (ตริเตียม) นิวเคลียสชนกัน และหลอมเหลว มีพลังงานออกมา นิวตรอนหลุดออก เกิดนิวเคลียสฮีเลียม Energy Deuterium Tritium Helium Neutron รูป : ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น (Nuclear Fusion) (ซ้าย) แบบจำลอง Tsar Bomba เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์อาวุธนิวเคลียร์ (Russian Nuclear Weapons Museum) (ขวา) ทดสอบการระเบิดเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๖๑ บริเวณเกาะ โนวายาเซมลยา (Novaya Zemlya) ทางตอนเหนือของขั้วโลกเหนือ ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/อาวุธนิวเคลียร์ https://th.wikipedia.org/wiki/อาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์ https://sites.google.com/site/nutanat12345/chae-khwam-lab-niwkheliyr https://th.wikipedia.org/wiki/ซาร์บอมบา http://www.baanjomyut.com/library/atom http://clipart-library.com/clipart/481751.htm นิวเคลียสไฮโตรเจน กับ 1 นิวตรอน (ติวเทอเรียม)
อาวุธเคมีถูกแบ่งออกเป็น ๔ รุ่น (Generations) ดังนี้ รุ่นที่ ๑ ประกอบด้วย สารส�ำลัก (Choking agents) สารพุพอง (Blister agents) สารโลหิต (Blood agents) รุ่นที่ ๒ ประกอบด้วย สารประสาทตระกูล G และ V (Nerve agents) รุ่นที่ ๓ ประกอบด้วย สารประสาทในรุ่นที่ ๒ ที่ใช้เป็นอาวุธระบบทวิภาค รุ่นที่ ๔ ประกอบด้วย สารประสาทโนวิช็อค ที่ใช้เป็นอาวุธระบบทวิภาค อาวุธระบบทวิภาค เป็นการใช้สารเคมี ๒ ชนิดที่มี อันตรายน้อย บรรจุแยกกัน และเมื่อโจมตีสารทั้งสองจะ ผสมกันกลายเป็นอาวุธเคมีที่มี อันตราย 26 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก สิทธิชัย ศิลปพงศ์วรากร ปี 2016 มีการโจมตีพลเรือนในซีเรียด้วยสารประสาท ซาริน (GB) ปี 2017 มีการลอบสังหารนายคิม จอง นัมที่ประเทศมาเลเซียด้วยสารประสาท VX ที่รุนแรงกว่าซาริน ปี 2018 มีการลอบสังหารอดีตสายลับรัสเซียและบุตรสาวด้วยสารประสาท Novichok จากเหตุการณ์ตามล�ำดับ ดูเหมือนว่าจะมีอาวุธเคมีชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริง เป็นเช่นนั้นหรือไม่ อาวุธเคมีเหล่านี้ พึ่งมีการพัฒนาจริงหรือไม่
การมีอยู่ของสารโนวิช็อคนั้นได้รับการเปิดเผยครั้ง แรกในปี ๒๕๓๕ จากนายเมอร์ซายานอฟ อดีตนักเคมีของ รัสเซีย และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมโครงการ FOLIANT เนื่องจาก เกรงว่าหากมีการใช้งานแล้วนอกจากจะเป็นอาวุธสังหารที่มี อานุภาพร้ายแรง ยังอาจตกค้างในสิ่งแวดล้อมและเป็นผล เสียเป็นวงกว้าง ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ท�ำให้นายเมอร์ซา ยานอฟถูกควบคุมตัวโดยรัสเซีย ก่อนจะถูกปล่อยตัวในเวลา ต่อมาด้วยเหตุผลว่าการเปิดเผยดังกล่าวไม่ได้ระบุสูตร โครงสร้างของสารเคมีและสถานที่ในการทดลอง โครงสร้างของสารในกลุ่มของโนวิช็อคเท่าที่นักเคมี จากหลายประเทศได้ท�ำการศึกษาจากตัวอย่างที่หาได้นั้นพบ ว่า น่าจะเป็นสารในกลุ่มออแกโนฟอสเฟตเช่นเดียวกับสาร ประสาทกลุ่มอื่นๆ แต่โครงสร้างของโนวิช็อคนั้นสามารถที่ จะจับกับเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสได้หลายต�ำแหน่ง และอาจท�ำให้เกิดอันตรายแบบถาวรแม้ว่าจะได้รับการรักษา ทันท่วงทีก็ตาม ซึ่งนายอังเดร หนึ่งในผู้พัฒนาโนวิช็อค ประสบอุบัติเหตุในระหว่างท�ำงานและได้รับสารดังกล่าว เข้าไป ท�ำให้หมดสติไปถึงสิบวัน และเมื่อฟื้นก็ไม่สามารถเดิน อาวุธเคมีถูกคิดค้นและพัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่สงครามโลก ครั้งที่ ๑ ซึ่ง สารประสาทตระกูล G คิดค้นในช่วงปี ๑๙๓๐ โดยเยอรมัน ในขณะที่สารประสาทตระกูล V คิดค้นในช่วง ปี ๑๙๕๐ โดยอังกฤษ และโนวิช็อคถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปี ๑๙๗๐-๑๙๙๐ โดยอดีตสหภาพโซเวียตและรับช่วงต่อโดย ประเทศรัสเซีย ภายใต้โครงการ FOLIANT จะเห็นได้ว่าอาวุธเคมีเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พึ่งพัฒนาขึ้น แต่อย่างใด เพียงแต่การใช้งานในอดีตอาจจะไม่ได้มีมากนัก รวมถึงสื่อออนไลน์ไม่ได้แพร่หลายเท่าปัจจุบัน จึงท�ำให้ชื่อ ของสารเหล่านี้ไม่เป็นที่คุ้นเคยส�ำหรับคนทั่วไป ส�ำหรับสาร ประสาทตระกูล G โดยเฉพาะซาริน (GB) นั้นคงจะเป็นที่รู้จัก มากที่สุดเนื่องจากมีการใช้หลายครั้ง สารประสาทตระกูล V โดยเฉพาะ VX เองก็เป็นที่กล่าวถึงเนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นพี่ ชายต่างมารดาของผู้น�ำเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน แต่ส�ำหรับ สารประสาทโนวิช็อคนั้นคืออะไร มีอันตรายมากหรือน้อย กว่าสารประสาททั้ง ๒ กลุ่มที่ผ่านมา ได้ และพบว่ามีอาการตับแข็ง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถ อ่านออกเสียงได้ และเสียชีวิตในอีก ๕ ปีต่อมา สารเคมีในกลุ่มโนวิช็อคมีมากกว่า ๑๐๐ ชนิด มี สถานะแตกต่างกันไปทั้งของแข็ง ของเหลว สารในกลุ่มนี้ถูก ตั้งชื่อเป็นรหัสขึ้นต้นด้วย A ซึ่งในเหตุการณ์ลอบสังหารนาย เซอร์เก อดีตสายลับรัสเซียนั้น คาดว่าจะเป็นสาร A-๒๓๔ ซึ่ง มีความรุนแรงกว่าสารประสาท VX ราว ๕ – ๘ เท่า ซึ่งความ รุนแรงระดับนี้ส่งผลต่อการพัฒนายาต้านพิษด้วยเช่นกัน เนื่องจากการค�ำนวณปริมาณของอะโทรปีนที่ต้องใช้ พบว่า อาจท�ำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงเช่น การเต้นของหัวใจ ผิดปกติ มีการหลั่งของเหลวในปอดมากจนอาจเกิดน�้ำท่วม ปอดได้ แต่อย่างไรก็ตามทางประเทศรัสเซียไม่เคยเปิดเผย สูตรโครงสร้างและชื่อทางเคมีของสารโนวิช็อคในโครงการ FOLIANT ของตน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสารที่ใช้ ลอบสังหารอดีตสายลับรัสเซียนั้นใช่โนวิช็อคของรัสเซีย จริงหรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้องค์การห้ามอาวุธเคมี (OPCW) ก�ำลังเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 27 สารประสาทโนวิช็อค (แปลว่าผู้มาใหม่ Newcomer) พัฒนาครั้งแรกในปี ๑๙๗๓ โดยอดีต สหภาพโซเวียต โดยมีวัตถุประสงค์ส�ำคัญ ๔ ประการ ในการพัฒนา คือ ๑. เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจพบโดยเครื่องตรวจสารเคมีที่ผลิตตามมาตรฐาน NATO ปี ๑๙๗๐ และ ๑๙๘๐ ๒. เพื่อเอาชนะยุทธภัณฑ์ป้องกันตนที่ผลิตตามมาตรฐาน NATO ๓. เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บรักษาและใช้งาน ๔. เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารตั้งต้นตามรายชื่อสารเคมีต้องห้ามขององค์การห้ามอาวุธเคมี แหล่งข้อมูลอ้างอิง - Vladimir P. Overall View of Chemical and Biochemical Weapons. Toxins. ๒๐๑๔, ๖, ๑๗๖๑-๑๗๘๔- http://www.bbc.com/news/world-europe-๔๓๓๗๗๖๙๘ - Stewart, Charles Edward (๒๐๐๖). Weapons of Mass Casualties and Terrorism Response Handbook. Jones & Bartlett Learning. ISBN ๙๗๘๐๗๖๓๗๒๔๒๕๒ - Fyodorov, Lev; Mirzayanov, Vil (๒๐ September ๑๙๙๒). “A Poison Policy”. Moscow News (๓๙).
28 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ในปัจจุบัน มีการใช้สารเคมีในด้านต่างๆ ทั้งด้าน อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ทางการแพทย์ และ การศึกษาและวิจัย ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชน ทั่วไปก็สามารถจัดหาและใช้สารเคมีได้ ทั้งนี้เมื่อใช้เสร็จแล้ว บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้ใช้งานควรถูกก�ำจัดอย่างถูกวิธี โดยผู้ที่มี ความเชี่ยวชาญในการก�ำจัดหรือท�ำลายกากสารเคมี บางครั้ง อาจมีผู้ใช้สารที่ไม่มีความรู้ ขาดงบประมาณหรือด้วยความ มักง่าย ไม่ด�ำเนินการให้ถูกต้องปลอดภัย ลักลอบน�ำบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจมีสารเคมีหลงเหลือ ตกค้าง ไปขายหรือทิ้งเป็นขยะ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้ ทราบได้อย่างไรว่าเป็นบรรจุภัณฑ์สารเคมี? สิ่งสังเกตง่ายที่สุดที่สามารถบอกเราได้ว่าเป็น บรรจุภัณฑ์ สารเคมีอันตราย คือ สังเกตสัญลักษณ์ เครื่องหมายสากลที่ติดบนภาชนะบรรจุสารเคมีนั่นเอง สัญลักษณ์ ฉลากและป้ายสารเคมีและวัตถุอันตราย ระบบสัญลักษณ์แสดงอันตรายที่รู้จักและนิยม ใช้มีหลายระบบ เช่น ระบบ UN และระบบ GHS ของ สหประชาชาติ ป้าย NFPA ของสหรัฐอเมริกา รวมทั้ง เครื่องหมายสีส้มแสดงรหัสความเป็นอันตราย (Orangecoloured plate) ตามระบบ ADR และ RID เป็นต้น ระบบยูเอ็น (UN Transportation) ระบบ UN (United Nations Committee of Experts on the Transport of Dangerous Goods) ใช้จ�ำแนกสารเคมีและวัตถุอันตรายเมื่อท�ำการขนส่ง ระบบจีเอชเอส (GHS) ระบบ GHS (Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals) ใช้จ�ำแนก หรือสื่อสารความเป็นอันตรายกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อให้ ทุกประเทศเข้าใจในทิศทางเดียวกัน โดยสัญลักษณ์จะติด พร้อมกับข้อมูล ความปลอดภัยที่ภาชนะและหีบห่อของ สาร โดยมีหลักเกณฑ์ในการจัดจ�ำแนกความเสี่ยงจะขึ้นอยู่ กับหลักการ ๓ ข้อ คือ ความเสี่ยงและอันตรายทางกายภาพ ความเสี่ยงและอันตรายต่อสุขอนามัยและสภาวะแวดล้อม เรียบเรียงโดย พ.ต.หญิง กัญฑิมา นิเวศวรรณ (๑) รูปที่ ๑ ตัวอย่างป้ายสัญลักษณ์ ๙ ประเภท (UN-Class) โดยติดไว้ที่ภาชนะบรรจุถังเหล็กแท็งก์และติดบนรถยนต์ หรือรถบรรทุก แบ่งออกเป็น ๙ ประเภท (UN-Class) ตามลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสี่ยงในการเกิด อันตราย สัญลักษณ์ ฉลาก และป้ายสารเคมีและวัตถุอันตราย
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 29 รูปที่ ๒ ตัวอย่างแผ่นป้าย NFPA รูปที่ ๓ ตัวอย่างแผ่นป้ายสีส้มตามระบบ ADR ที่พบได้ข้างรถบรรทุกสารเคมี อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นเพียง การแนะน�ำเบื้องต้นเพื่อให้รู้จักและตระหนักถึงอันตรายโดย สังเกตจากสัญลักษณ์ ฉลาก และป้ายสารเคมีและวัตถุ อันตรายที่ติดไว้เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีมีความเข้าใจ ที่ถูกต้องร่วมกัน สามารถหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดกับ สุขภาพหรือชีวิต รวมทั้งลดการเกิดอันตรายทั้งทางตรงและ ทางอ้อมได้ ทั้งนี้ความไวไฟ ความไวต่อปฏิกิริยาโดยจะบอก เป็นระดับ ตัวเลขตั้งแต่ ๐ (ไม่มีอันตราย เป็นสารธรรมดา) ถึง ๔ (มีอันตรายมากที่สุด) นิยมน�ำไปใช้ติดไว้ที่ฉลากข้าง บรรจุภัณฑ์สารเคมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวมถึง ถังบรรจุสารเคมีขนาดใหญ่ และอาจพบได้ข้างรถบรรทุก สารเคมีบางคันด้วย เครื่องหมายสีส้มแสดงรหัสความเป็นอันตราย (Orange-coloured plate) NFPA 704 รหัสบอกความ รุนแรงในการลุกไหม้ของ สารเคมี ซึ่งก�ำหนดและ รักษามาตรฐานโดยสมาคม ป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ (National Fire Protection Association) สหรัฐอเมริกา ป้ายเอ็นเอฟพีเอ (NFPA) โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้หน่วยกู้ภัยหรือพนักงานดับเพลิง ได้รู้ข้อมูลเบื้องต้นของสารเคมีที่จะเข้าไปท�ำการกู้ภัยหรือ ดับเพลิง เนื่องจากบ่งชี้ความเป็นอันตรายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น การติดไฟ การระเบิด เป็นต้น รวมถึงข้อมูลพิเศษ เช่น เป็นกรด ด่าง สารกัมมันตรังสี หรือห้ามใช้น�้ำดับ เป็นต้น โดยมี ๔ รหัสสีเฉพาะ ดังนี้ ความไวไฟ รหัสเฉพาะส�ำหรับ อันตรายต่อสุขภาพ อนามัย ความไวต่อ ปฏิกิริยา อันตรายต่อ สุขภาพอนามัย ระบบการจัดการ ADR นั้น เป็นข้อตกลงที่บังคับใช้ อยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปโดยความมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความ ปลอดภัยในการขนส่งสินค้าอันตรายทางถนนระหว่าง ประเทศ และจัดท�ำข้อตกลงต่างๆ ให้เป็นระเบียบเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังได้รับการยอมรับและมีการใช้อยู่ ในกลุ่มประเทศอื่น เช่น ทางแถบอเมริกาใต้รวมถึง ประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ ป้าย เครื่องหมายเพื่อสื่อสารให้ทราบ ถึง ความเป็นอันตรายของสาร (ชุดตัวเลขด้านบน) และ ประเภทของสาร (UN Number) (ชุดตัวเลขด้านล่าง) แหล่งข้อมูลอ้างอิง : https://www.si.mahidol.ac.th/project/sicsm/ news_files/13_1.pdf : http://www.chemtrack.org/ghs-intro.asp: http://webdb.dmsc.moph.go.th/: https://www.bradyid.com/{๑} http://www.gettyimages.com และส่วนผสมของสารในกระบวนการผลิตที่มีคุณสมบัติท�ำให้ เกิดอันตรายต่อสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม
30 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ป้ายสัญลักษณ์ตามลักษณะความเป็น อันตรายและข้อควรระวัง GSH GSH GSH สารไวไฟ GSH GSH GSH UN UN UN UN UN UN UN วัตถุระเบิด : ห้ามเข้าใกล้ที่เกิดเหตุไม่ดับเพลิง ขณะเกิดเพลิงไหม้เพราะอาจเกิดระเบิด ก๊าซอัดภายใต้ความดัน : อาจเกิดการ ระเบิดหากภาชนะถูกกระแทกอย่างแรง ระวังการสัมผัสของเหลว หรือก๊าซ ที่รั่วไหล อาจเกิดแผลหรือ เนื้อตายจากความเย็นได้ ของเหลวไวไฟ : อาจเกิดการ ระเบิดหากภาชนะได้รับความร้อน ก�ำจัดองค์ประกอบของการติดไฟ แหล่งก�ำเนิดไฟ ของแข็งไวไฟ : เมื่อได้รับความร้อนหรือ อากาศอาจเกิดการลุกไหม้หรือระเบิด หรือ อาจเกิดก๊าซที่เป็นพิษ ระคายเคือง หรือกัดกร่อนได้ ก�ำจัดองค์ประกอบของการติดไฟ แหล่งก�ำเนิดไฟ ห้ามใช้ น�้ำดับเพลิง ปล่อยให้ลุกไหม้หมดไป สารพิษ : หลีกเลี่ยง การสัมผัสและการสูดดม หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสู่ สิ่งแวดล้อม สารกัมมันตรังสี: หลีกเลี่ยงการสัมผัส และการสูดดม หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสู่ สิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้และงัดแงะ ห้ามใช้น�้ำหรือโฟมฉีดเข้าตัวสารโดยตรง แหล่งที่มาข้อมูล : php.diw.go.th/safety/wp-content/uploads/2016/03/
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 31 ป้ายสัญลักษณ์ตามลักษณะความเป็น อันตรายและข้อควรระวัง ระบบขนส่งอื่นๆ GSH GSH GSH GSH GSH GSH GSH GSH GSH UN UN UN UN UN UN UN ก๊าซมีพิษ : หลีกเลี่ยงการสัมผัส และสูดดม ห้ามฉีดน�้ำโดยตรงให้ฉีด เป็นฝอย เพื่อลดไอระเหย สารออกซิไดซ์: ห้ามขนส่งหรือเก็บ รวมสารอินทรีย์ป้องกันการผสมกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสและสูดดม ก๊าซไวไฟ : อาจเกิดการระเบิด หากภาชนะได้รับความร้อน ก�ำจัดองค์ประกอบของ การติดไฟ แหล่งก�ำเนิดไฟ สารเปอร์ออกไซด์อินทรีย์:ระวังความร้อนสูง การกระแทก ซึ่งอาจเกิดเพลิงไหม้และ ระเบิดได้หลีกเลี่ยงการสัมผัสและสูดดม สารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ : หลีกเลี่ยงการสัมผัสและสูดดม หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสู่ สิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ สารติดเชื้อ: หลีกเลี่ยงการสัมผัสและสูดดม หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม สารที่เป็นอันตราย ต่อสิ่งแวดล้อม : ห้าม ขนส่งร่วมกับสารอินทรีย์ ป้องกันการผสมกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัส และสูดดม สารกัดกร่อน/ระคายเคือง : หลีกเลี่ยง การสัมผัสและสูดดม สารกัดกร่อน : หลีกเลี่ยงการสัมผัสและสูดดม หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม สารหรือสิ่งของที่อันตราย เบ็ดเตล็ด : หลีกเลี่ยงการสัมผัส และสูดดม หลีกเลี่ยงการปนเปื้อน สู่สิ่งแวดล้อม chemicals_danger.pdf
32 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ทรานส์แฟต (Trans Fat) มหันตภัยไขมันอันตราย ร.ท.หญิง อัญภัทร ศรีวิเศษ ไขมันทรานส์คืออะไร โดยปกติแล้วไขมัน เป็นอาหารประเภทหนึ่งที่จ�ำเป็น ต่อร่างกาย แต่ไขมันนั้นก็มีทั้งไขมันดีและไขมันเลว เมื่อ สิบปีก่อนมีกระแสการเปลี่ยนมาใช้น�้ำมันพืชที่ไม่อิ่มตัวเพื่อ สุขภาพ เพื่อลดการอุดตันเส้นเลือดนั้นเป็นที่นิยมมาก แต่ เนื่องจากการที่ไขมันยังไม่อิ่มตัวนั้น เมื่อวางเอาไว้ในอุณหภูมิ ปกติก็จะท�ำปฏิกิริยากับอากาศท�ำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน ครั้น จะแช ่ในตู้เย็นก็เป็นไข นักวิทยาศาสตร์จึงได้ท�ำการเติม ไฮโดรเจนและวิตามินอีลงไป เพื่อปิดพันธะที่ยังว่างเหล่านี้ ท�ำให้น�้ำมันซึ่งเป็นของเหลวเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูป ของของแข็งซึ่งเราเรียกว่ากระบวนการนี้ไฮโดรจีเนชั่นดังนั้น จึงท�ำให้ไขมันทรานส์สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม ่ เหม็นหืน ไม่เป็นไข ทนความร้อนได้สูงและมีรสชาติใกล้เคียง กับไขมันจากสัตว์แต่จะมีราคาที่ถูกกว่าบรรดาผู้ประกอบ กิจการอาหารต ่าง ๆ จึงมักนิยมน�ำไขมันทรานส์มาใช้ ประกอบอาหารมากมายเพื่อประโยชน์ในการลดต้นทุนการ ผลิตลงเช่น กลุ่มอาหารฟาสต์ฟูดที่ใช้เป็นน�้ำมันส�ำหรับทอด ไก่ มันฝรั่ง โดนัท หรือการน�ำมาใช้ในการประกอบกิจการ เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ครีมเทียมและวิปปิ้งครีม ดังนั้น อุตสาหกรรมอาหารจึงนิยมใช้ผสมในอาหารและขนม
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 33 ผลร้ายจาก ไขมันทรานส์ หลังจากคนเราบริโภคไขมันทรานส์มานาน ก็ได้มี การศึกษามากมายแสดงผลเสียของมันต ่อสุขภาพ กรม ควบคุมและป้องกันโรคอเมริกันได้ประเมินว่า ในแต่ละปี ไขมันทรานส์มีส่วนท�ำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ๒๐,๐๐๐ ราย และมีการตายที่เกี่ยวเนื่องกับโรคหัวใจ ๗,๐๐๐ รายจากสถิติที่สูงแน่ชัดอย่างนี้ท�ำให้องค์การอาหาร และยาสหรัฐอเมริกาต้องออกมาประกาศว่าไขมันทรานส์ ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกต่อไป ภัตตาคารต่างๆ ที่มักจะใช้ ไขมันทรานส์ในการทอดอาหาร เมื่อมีกฎห้ามใช้ก็จ�ำเป็น ต้องหาน�้ำมันอย่างอื่นมาใช้แทน ที่สหรัฐอเมริกาสามารถ บังคับใช้กฎหมายแบบนั้นได้แต่เมืองไทยคงยาก เราต้อง ค่อยๆ ปรับตัวตามเขาไปกินในสิ่งที่ดีกว่า ในบรรดาไขมันที่เราบริโภคทั้งหลาย ไขมันทรานส์ (ทางเคมีเรียกว่ากรดไขมันทรานส์) หรือที่ภาษาอังกฤษเรียก ว่า trans fat หรือ trans fatty acid เป็นไขมันตัวร้ายที่สุด เนื่องจากมีความแตกต่างจากไขมันตัวอื่นตรงที่เมื่อกินเข้าไป แล้วจะเพิ่มคอเลสเตอรอลตัวร้าย หรือ LDL cholesterol และลดระดับคอเลสเตอรอลตัวดีคือ HDLcholesterolสอง อย่างนี้ท�ำให้เกิดการพอกพูนของตะกรันคอเลสเตอรอลที่ ผนังหลอดเลือด อาจจะเรียกได้ว่าร้ายยกก�ำลังสอง (กว่า ไขมันตัวอื่น) ท�ำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ตีบตัน ส่งผล ให้อวัยวะที่หลอดเลือดนั้นน�ำเลือดไปเลี้ยงขาดเลือดขาด ออกซิเจน เช่น หัวใจขาดเลือด (หัวใจวาย) สมองขาดเลือด (เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์) หรือไตขาดเลือด (ไตวาย) ฯลฯ ในหลายกรณีตะกรันคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด มักหลุดลอกท�ำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดอย ่าง เฉียบพลัน มีอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดอย ่าง เฉียบพลัน หรือในกรณีหลอดเลือดในสมองก็เกิดอาการทาง สมองเฉียบพลัน เช่น ปากเบี้ยว แขนอ่อนแรงเฉียบพลัน นอกจากไขมันทรานส์จะท�ำให้คอเลสเตอรอลตัวร้าย สูงขึ้นแล้ว ยังมีผลเสียอื่นคือท�ำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) เพิ่มสูงขึ้นด้วยซึ่งมีผลเสียต่อหลอดเลือดแดง ท�ำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวตีบตันได้เช่นกัน
34 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก เลือกกินอย่างไรให้ปลอดภัย สิ่งหนึ่งที่เราท�ำได้คืออ่านฉลากอาหารก่อนซื้อ ว่ามี ส่วนประกอบอะไรบ้าง มีไขมันทรานส์เท่าไหร่การอ่านฉลาก ต้องมีความเข้าใจศัพท์พอสมควร เช่น No trans fat ไม่ได้ หมายความว่าไม่มีไขมันทรานส์เลย อาจหมายความว่ามี ไขมันทรานส์ ๐.๕ กรัม เพราะเขาอนุญาตให้ติดฉลาด no trans fat ได้ถ้าจ�ำนวนไขมันทรานส์ต�่ำกว่า ๐.๕ กรัม ดังนั้นถ้าเรากินมันเข้าไปมากก็จะได้ไขมันทรานส์มาก Partially hydrogenated oil ก็หมายถึง ไขมัน ทรานส์นั่นเอง Fully หรือ completely hydrogenated fat ไม่ใช่ไขมันทรานส์แต่จะเปลี่ยนเป็นไขมันชนิดอิ่มตัวแทน Hydrogenated fatอาจจะมีไขมันทรานส์อยู่ด้วยผู้บริโภค ที่ฉลาดจึงต้องมีความรู้และอ่านฉลากให้เป็น
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 35 แหล่งที่มา http://thairats.com /เกร็ดความรู้ไขมันทรานส์ https://health.kapook.com/view123545.html หนังสือภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร อนึ่งไม่ใช่ ไขมันทรานส์อย่างเดียวที่เราต้องหลีก เลี่ยง ไขมันอิ่มตัวทั้งหลายที่เมื่อกินเข้าไปแล้วจะกลายเป็น คอเลสเตอรอลเราก็ต้องหลีกเลี่ยงไม่ควรกินไขมันอิ่มตัวมาก ไขมันอิ่มตัวภาษาอังกฤษเรียกว่าsaturated fat (เช่น นำ �้มัน ปาล์ม นำ �้มันมะพร้าว นำ �้มันหมูหนังไก่หนังเป็ดคอหมูฯลฯ) ควรเลือกกินไขมันตรงข้ามคือไขมันไม่อิ่มตัว(unsaturated fat) ได้แก่ น �้ ำมันคาโนลา น �้ ำมันมะกอก น �้ ำมันถั่วเหลือง น�้ำมันดอกค�ำฝอย ฯลฯ ถึงตอนนี้จะพูดว่าไขมันทรานส์ได้กลายเป็นศัตรู ตัวร้ายอันดับต้นๆ ของคนรักสุขภาพทั่วโลกก็ว ่าได้ ทราบอย่างนี้แล้วก็ปรับรูปแบบการทานกันใหม่ ใครที่ ชอบทานกลุ ่มอาหารดังที่ได้กล ่าวมา ก็ควรจะค่อยๆ ปรับและลดปริมาณลง ใส่ใจกับการเลือกรับประทาน กันดีกว่า เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืม ประโยคส�ำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ
36 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก สิทธิชัย ศิลปพงศ์วรากร พิษสุนัขบ้า เมื่อสัตว์เลี้ยงไม่ได้น่ารักสำ หรับทุกคน โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคที่ก�ำลังแพร่ระบาด ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส พิษสุนัขบ้า ซึ่งท�ำให้พฤติกรรมของสัตว์ที่ติดเชื้อเปลี่ยนไป และตายในที่สุด จนกลายเป็นประเด็นให้เกิดการ Set Zero หรือการก�ำจัดสัตว์จรจัดให้หมดไป ไวรัสพิษสุนัขบ้า (Rabies virus) เป็นไวรัสกลุ่มที่ ๕ ตามเกณฑ์บัลติมอร์ (Baltimore group V) ซึ่งเป็นไวรัสที่มี สารพันธุกรรมเพียงสาย RNA เท่านั้น ไวรัสพิษสุนัขบ้า มีลักษณะคล้ายลูกกระสุนมีสารพันธุกรรมเป็นเกลียวอยู่ ตรงกลาง หุ้มด้วยชั้นไลโปโปรตีน และมีชั้นนอกสุดเป็นไกล โคโปรตีน ซึ่งจะจับกับตัวจับ (Receptor) ของเซลล์และ เข้าสู่เซลล์เพื่อจ�ำลองตัวเองต่อไป ไวรัสพิษสุนัขบ้านั้นท�ำให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนมทุกชนิด โดยมักจะติดต่อโดยการถูกกัด หรือข่วนจาก สัตว์ที่ติดเชื้อ หรือถูกเลียในบริเวณที่มีแผลอยู่ เมื่อถูกสัตว์กัด ข่วน หรือเลียแผล ไวรัสจะเข้าสู่ ร่างกายและเริ่มจ�ำลองตัวเองเพื่อเพิ่มจ�ำนวนที่กล้ามเนื้อโดย รอบบริเวณดังกล่าว จากนั้นไวรัสจะเคลื่อนที่ไปตามระบบ ประสาทรอบนอกและเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางบริเวณ ไขสันหลัง จากนั้นจะเข้าสู่สมอง ยับยั้งการท�ำงานของตัวจับ นิโคติน และเริ่มแสดงอาการออกมา เช่น อาการดุร้าย การ สื่อสารติดขัดมีปัญหา สุดท้ายไวรัสจะไปที่ต่อมน�้ำลายและ อวัยวะต่างๆ ของสัตว์ที่ติดเชื้อ ซึ่งในระยะนี้สัตว์ที่ติดเชื้อจะ สามารถแพร่เชื้อสู่สัตว์อื่นได้ และสัตว์จะตายในเวลาไม่นาน เนื่องจากสมองถูกไวรัสท�ำลาย อาการของสัตว์ที่ติดเชื้อมี ๒ ลักษณะ คือ ๑. แบบดุร้าย สัตว์จะมีอาการก้าวร้าว ไล่กัดคน และสัตว์อื่น เมื่อแสดงอาการได้ราว ๒-๓ วัน จะเริ่มอ่อนแรง เดินโซเซและตาย ๒. แบบเซื่องซึม สัตว์จะอ้าปากตลอด หุบไม่ได้ ใช้ ขาหน้าตะกุยบริเวณแก้ม คอบวม เดินไปมาบ่อยๆ กินของ แปลกๆ และตายในที่สุด ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก โรคพิษสุนัขบ้า ได้คร่าชีวิตผู้คนกว่า ๙๕,๐๐๐ ในแต่ละปี โดยเฉพาะในทวีป เอเชียและแอฟริกา ซึ่งร้อยละ ๔๐ ของผู้เสียชีวิตเป็น เด็กอายุต�่ำกว่า ๑๕ ปี โดยมีสุนัขเป็นสาเหตุกว่าร้อยละ ๙๙ ของจ�ำนวนทั้งหมด ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคพิษสุนัขบ้า
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 37 ข้อมูลอ้างอิง http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs๐๙๙/en/ https://www.cdc.gov/rabies/transmission/virus.html http://www.ku.ac.th/e-magazine/april๔๘/know/rabies.html http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article ท�ำให้สัตว์หรือคนที่ติดเชื้อเสียชีวิตแน่นอน แต่โรคนี้สามารถ ป้องกันได้ด้วยวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเป็นการน�ำเชื้อไวรัสพิษ สุนัขบ้า มาท�ำการเพาะเชื้อด้วยวิธีเฉพาะที่ต่างกันตามแต่ละ บริษัทผู้ผลิต และท�ำการฆ่าเชื้อให้ตายก่อนน�ำมาฉีดเข้า ร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส ซึ่ง อาจใช้วิธีฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือฉีดเข้าในผิวหนังตามแต่ที่ บริษัทผู้ผลิตแนะน�ำ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันสามารถท�ำได้ ๒ ระยะ คือ ก่อนสัมผัส และหลังสัมผัส ๑. การฉีดวัคซีนก่อนการสัมผัส จะฉีดทั้งหมด ๓ ครั้ง ในวันที่ ๐, ๗ และ ๒๑ หรือ ๒๘ และฉีดกระตุ้นอีก ๑ ครั้ง เมื่อครบ ๑ ปี ซึ่งการฉีดก่อนการสัมผัสนั้นให้ผล การป้องกันที่ดีกว่าการฉีดหลังการสัมผัส ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ การถูกกัด สัตวแพทย์ เด็ก ควรได้รับการฉีดก่อนการสัมผัส เสมอ ๒. การฉีดวัคซีนหลังการสัมผัส จะกระท�ำเมื่อ ไปสัมผัสกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะสุนัข ในกรณี ต่อไปนี้ ๒.๑ ถูกกัดเป็นรอยช�้ำที่ผิวหนัง ไม่มีเลือดออก ๒.๒ ถูกเลีย หรือน�้ำลายถูกผิวหนังที่มีรอย ถลอกหรือแผล ๒.๓ ถูกข่วนที่ผิวหนังโดย ไม่ว่าจะมีเลือดออก หรือไม่ก็ตาม ๒.๔ ถูกกัดเป็นแผล ๒.๕ ถูกน�้ำลายหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ กระเด็นเข้าปาก ตา จมูก หรือแผลที่ผิวหนัง ในกรณีอื่นๆ ไม่จ�ำเป็นต้องฉีดวัคซีน และในการฉีด วัคซีนควรไปฉีดตามก�ำหนดที่แพทย์นัดอย่างเคร่งครัด ใน กรณีที่ลืม ให้รีบไปฉีดต่อให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ในการโดนกัด บางกรณี เช่น ที่ใบหน้า คอ หรือบริเวณอื่นแต่แผลลึก แผล ฉีกขาด อาจจะต้องมีการฉีด อิมมูโนโกลบูลิน (โปรตีนจาก ร่างกายคนหรือม้าที่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานแล้ว) ควบคู่กับวัคซีนด้วย การปฏิบัติเมื่อถูกสัตว์กัดหรือข่วน ๑. ล้างแผลด้วยน�้ำและสบู่หลายๆ ครั้ง ถ้าแผลลึก ต้องล้างถึงก้นแผลอย่างน้อย ๑๕ นาที ไม่บีบไม่เค้นแผล เพื่อรีดเลือด และไม่ทาครีมใดๆ ก่อนไปพบแพทย์ ๒. สามารถใช้น�้ ำยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน แอลกอฮอล์ ๗๐% หรือทิงเจอร์ไอโอดีน และไม่ควรปิดปาก แผลยกเว้นแผลใหญ่หรือเลือดออกมาก ๓. ไปโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยให้ไวที่สุด เพื่อฉีดวัคซีนต่างๆ ตามความเหมาะสม ๔. กักสัตว์ที่กัดไว้ดูอาการ ๑๐-๑๕ วัน โดยให้ อาหารและน�้ำตามปกติ ห้ามฆ่า เว้นแต่สัตว์นั้นดุร้ายมาก และหากสัตว์ที่กักไว้ตาย หรือหนีหายไปให้ถือว่าสัตว์นั้นเป็น โรคพิษสุนัขบ้า แต่หากสัตว์มีอาการปกติอาจหยุดการฉีด วัคซีนได้
38 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 39
40 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 41
42 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ตามปกติแล้วการทอดไก่นั้น เมื่อทอดเสร็จไก่ ก็จะกรอบได้ระยะหนึ่ง แต่ไม่นานนักก็นิ่ม เหนียวไม่น่ารับประทาน หลายคนอาจบอกว่าผู้ทอดอาจมี ทักษะไม่เพียงพอ แต่รู้หรือไม่ว่าความกรอบนี้ใช้วิทยาศาสตร์ ช่วยหาค�ำตอบได้ เมื่อวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ในแป้ง ร.ท.หญิง ลัดดาวัลย์ อรุณเลิศ ในส่วนผสมของแป้งที่หลายคนใช้ในการท�ำแป้งชุบ ไก่นั้นเป็นแป้งที่มีส่วนผสมจากแป้งสาลี และนี่คือสาเหตุที่ ท�ำให้แป้งนิ่มง่ายนั่นเอง ซึ่งตัวการก็คือ “กลูเต็น (gluten)” ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในข้าวประเภทข้าวสาลี (Wheat) ข้าวบาเลย์ (Barley) ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ กลูเต็นนั้นช่วยให้รสสัมผัสของอาหารมีความหนึบ เหมาะกับการขบเคี้ยว ประกอบด้วยโปรตีน ๒ ชนิด คือ โปรลามีน (Prolamin) และ (Glutenin) ซึ่งมักจะผสมกันจน เป็นกลูเต็นในช่วงที่ผสมแป้งกับน�้ำ และข้อเสียของกลูเต็น คือ ดูดความชื้นง่าย ท�ำให้เมื่อน�ำไปทอด ของทอดนั้นจะ กรอบได้ไม่นาน ดังนั้นการแก้ปัญหาง่ายๆ ในการท�ำของทอด ให้กรอบนานคือการลดปริมาณกลูเต็นให้มากที่สุด ซึ่งต่อไป นี้เป็นแนวทางส่วนหนึ่งพร้อมเหตุผลประกอบ
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 43 ๑. ผสมแป้งที่ไม่มีกลูเต็นลงไปในแป้งชุบทอด แน่นอนว่ากลูเต็นไม่ได้พบได้ในพืชทุกชนิด แป้งที่ใช้ประกอบ อาหารบางชนิด เช่น แป้งข้าวโพด นั้นไม่มีกลูเต็นผสมเลย แม้แต่น้อย ดังนั้นการผสมแป้งเหล่านี้ลงไปจะช่วยยืดเวลา ความกรอบได้ แหล่งข้อมูลอ้างอิง https://www.seriouseats.com/๒๐๑๖/๑๒/use-vodka-for-crispier-fried-food.html https://th.openrice.com/th/bangkok/article https://www.precisionnutrition.com/all-about-gluten ๒. ใส่แอลกอฮอล์ ๔๐ ดีกรีขึ้นไปในส่วนผสมของ แป้ง จากการทดลองของพ่อครัวบางคนก็พบว่าวิธีนี้ได้ผลจริง เนื่องจากแอลกอฮอล์มีจุดเดือดต�่ำกว่าน�้ำ ดังนั้นเมื่อทอดจะ ระเหยได้เร็วกว่าน�้ำ แถมยังพาน�้ำส่วนหนึ่งระเหยไปพร้อม กันด้วย รวมถึงยังลดการเกิดกลูเต็นในช่วงผสมแป้งกับน�้ำได้ อีกด้วย ดังนั้นวิธีนี้จึงช่วยได้ ๓. ใส่นำ �้ปูนใสในแป้งชุบทอด แคลเซียมในน�้ำปูนใส จะเข้าไปจับกับโครงสร้างของแป้งช่วยท�ำให้คงความกรอบ หลังทอดได้นานขึ้น แน่นอนว่ายังคงมีอีกหลากหลายเคล็ดลับที่ช่วย รักษาความกรอบให้ยาวนาน แต่ตัวช่วยเหล่านี้จะมีผล ต่อรสชาติมากน้อยอย่างไรคงต้องฝากให้พ่อครัวทั้งหลาย เป็นผู้หาค�ำตอบให้แทนนักวิทยาศาสตร์แล้ว
44 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก น้อยครั้งนักที่เราจะเห็นความสวยงามที่เกิดขึ้นจากห้วงอวกาศ แสงเหนือ-แสงใต้ จึงเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติที่มีคนกล่าวถึงในอันดับต้นๆ หากพูดถึงความสวยงามบนท้องฟ้าที่สามารถมองด้วยตาเปล่า ล�ำแสงสีสัน สุกสว่างที่เคลื่อนไหว และมีรูปร่างแปรเปลี่ยนไปทอดยาวผ่านเส้นขอบฟ้า ยามค�่ำคืน สร้างความตื่นตาตื่นใจและ น่าหลงใหลในเวลาเดียวกันให้กับผู้พบเห็น แต่เป็นที่น่าเสียดายปรากฏการณ์นี้มักมีปรากฏให้เห็นในบริเวณแถบขั้วโลก อย่างรัฐอลาสกาในอเมริกา แคนาดา รัสเซีย กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย อย่างนอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ กรีนแลนด์ และไอซ์แลนด์ นั้นท�ำให้ประเทศที่อยู่ต�่ำลงมาอย่างเรามีโอกาสน้อยมากที่จะเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 45 อิงน�้ำ
46 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ปรากฏการณ์ แสงเหนือ-แสงใต้ หรือปรากฏการณ์ แสงออโรร่า มีชื่อตามภาษาอังกฤษว่า “Aurora Polaris” มักจะเกิดขึ้นในแถบขั้วโลกเหนือและใต้ โดย มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันในขั้วโลกเหนือจะถูกขนานนามว่า “Aurora Borealis” หรือ “แสงเหนือ” ส่วนในขั้วโลกใต้ จะถูกเรียกว่า “Aurora Australis” หรือแสงใต้ และถูกเรียก รวมๆ กันว่า แสงออโรร่า แล้วความงดงามที่เริงระบ�ำอยู่บนริมขอบฟ้านั้น เกิดจากอะไร วันนี้เราจะมาอธิบาย การเกิดแสงออโรร่ากัน ให้เข้าใจกัน หากเราย้อนเวลากลับไปในอดีต ตอนที่ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ปรากฏการณ์ดังกล่าว ถูกจะตีความความเชื่อของวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ หรือ เรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา กลับมาสู่ปัจจุบันการค้นพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์แสงเหนือ-แสงใต้ นั้นถูกค้นพบโดยนัก วิทยาศาสตร์ชาวนอร์เวย์ คริสเตียน เบิร์กแลนด์ ( Kristian Birkeland ) ในปี ค.ศ. ๑๘๙๖ โดยเขาเสนอว่า “แสงออโรรา เกิดจากอนุภาคมีประจุไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์ถูกสนาม แม่เหล็กโลกดึงมันเข้าสู่บริเวณขั้วโลก” แม้คริสเตียนจะ ไม่ใช่คนแรกที่เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาคจากดวงอาทิตย์ แต่เพราะผลจากการทดลองเทอร์เรลลา (ลูกบอลแม่เหล็ก จ�ำลองที่ใช้แทนโลก) ท�ำให้เขาเป็นที่โดดเด่นในเรื่องนี้ ดวงอาทิตย์ ในระบบสุริยะจักวาลของเรา ดวงอาทิตย์เปรียบ เสมือนลูกไฟขนาดยักษ์ที่มีกองเพลิงพร้อมระเบิดอยู่ตลอด เวลาบ้างครั้งโหมกระหน�่ำรุนแรง แต่บางครั้งกลับสงบนิ่ง ส่องแสงอยู่ในความมืด ดวงอาทิตย์นั้นปลดปล่อยพลังงาน ออกมาอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สะท้อนส่องไป วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ภาพถ่ายแสงออโรร่าจากนอกโลก The spirits of old maids dancing in the sky illustration by Broady Blackwell ในทวีปอเมริกา ชาวเอสกิโมและชนพื้นถิ่นทางตอน เหนือของแคนนาดา ต่างเชื่อกันว่าแสงออโรร่า เป็นแสงที่เกิด จากดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่พยายามจะติดต่อพวกเขา ในขณะที่ชาวไวกิ้งเชื่อกันว่า แสงออโรร่าคือวิญญาณของสาว พรหมจารีที่มาร่ายร�ำท่ามกลางรัตติกาล และส�ำหรับชาว โรมันสมัยก่อนเชื่อว่าแสงออโรร่าเกิดจากการปรากฏตัวของ เทพีแห่งรุ่งอรุณ ซึ่งจะโบยบินผ่านท้องฟ้ายามเช้า เพื่อมาส่ง สัญญาณว่าดวงอาทิตย์ก�ำลังจะขึ้นแล้ว Kristian Birkeland (1867-1917)
มกราคม - มิถุนายน ๒๕๖๑ 47 สู่ดาวเคราะห์น้อยต่างๆ และนั้นก็ส่งผลต่อการเกิดของ แสงออโรร่า โดยในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์จะเต็มไป ด้วยไฮโดรเจนที่ปลดปล่อยโปรตอนและอิเล็กตรอนออกมา ตลอดเวลา ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า “ลมสุริยะ” ในการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ที่มีผลต่อการเกิด ปรากฏการณ์ออโรร่านั้น ได้แก่ - Sunspot หรือบริเวณจุดด�ำบนดวงอาทิตย์จุดด�ำ เหล่านี้มีปรากฏอยู่ในบริเวณพื้นผิวของดวงอาทิตย์ บริเวณ นี้จะมีความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่สูงกว่าบริเวณ อื่นๆ เหตุที่มองเห็นเป็นจุดด�ำอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงของดวง อาทิตย์นั้นเพราะระยะทางที่อยู่ไกลห่างจากโลก และบริเวณ ดังกล่าวเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิที่ต�่ำกว่าส่วนอื่นๆ ของดวง อาทิตย์แต่กระนั้นก็ยังมีอุณหภูมิสูงกว่า๑,๐๐๐ องศา เซลเซียสเลยทีเดียว ในบริเวณนี้เองเมื่อเกิดการประทุของ ดวงอาทิตย์จะท�ำให้เกิดลมสุริยะที่รุนแรง นักวิทยาศาสตร์ พบว่าปรากฏการณ์แสงออโรร่าที่เกิดขึ้นบนพื้นโลกจะมีมาก น้อยเพียงใดมักจะสัมพันธ์กับจุดด�ำ Sunspot บนดวงอาทิตย์ เสมอ - ปรากฏการณ์ โซลาร์ แฟลร์ (Solar Flare) เป็นการปะทุของดวงอาทิตย์ซึ่งเมื่อเกิดการประทุจะส่ง พลังงานจ�ำนวนมหาศาลออกมา มักจะเกิดการปะทุในบริเวณ Sunspot ว่ากันว่าพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมานี้มีค่า เทียบเท่ากับการระเบิดของระเบิดไฮโดรเจนขนาด ๑๐๐ เมกกะตันจ�ำนวน ๑ ล้านลูกรวมกัน ท�ำให้เกิดพลังงานจ�ำนวน มหาศาลถูกปลดปล่อยออกมา เกิดประจุไฟฟ้าเล็ดลอดออก มามากมายกลายเป็นลมสุริยะที่มีความรุนแรงจนถึงขั้นกลาย เป็น “พายุสุริยะ” และสามารถเดินทางมาถึงโลกเราได้ ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สิบนาที - Coronal Mass Ejection (CME) เป็น ปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยมวลออกมา อนุภาค ไฟฟ้าพลังงานงานสูงจะถูกปลดปล่อยออกมาด้วยความเร็ว ที่สูงนับพันกิโลเมตรต่อวินาที ปรากฏการณ์นี้มักจะเกิดร่วม กับการเกิดปรากฏการณ์ โซลาร์ แฟลร์ เป็นเหตุปัจจัยที่ ส�ำคัญที่จะก�ำหนดถึงความรุนแรงของพายุสุริยะว่าจะมีมาก น้อยเพียงใดซึ่งนั้นหมายถึงการเกิดผลกระทบกับโลกเรา โดยตรง ในแง่ของการสังเกตเห็นก็คือการเกิดแสงออโรร่า นั้นเอง สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นบริเวณจุดด�ำ (Sunspot) การระเบิดใหญ่ในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ สนามแม่เหล็กโลก โลก ดาวเคราะห์น้อยสีฟ้าของเรามีแกนโลกที่เป็น เหมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ปล่อยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ออกมา ปกคลุมเปลือกโลกท�ำให้อนุภาคที่มีประจุมากมาย ทั้งอิเล็กตรอนและโปรตอน ที่วิ่งวนอยู่รอบๆ สนามแม่เหล็ก โลก ในขณะที่ชั้นบรรยากาศของโลกเราก็เต็มไปด้วย ก๊าซจ�ำนวนมากไม่ว่าจะเป็นไนโตรเจน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ฮีเลียม ไอน�้ำ และธาตุอื่นๆ อีกมากมาย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์นั้นส่งผล ให้เกิดลมสุริยะ และความที่ระบบสุริยะเป็นสุญญากาศท�ำให้
48 วารสารวิทยาศาสตร์ทหารบก ลมสุริยะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกล่องลอยมาถึงโลก แต่เมื่อเข้าถึงชั้นบรรยากาศ ก็ต้องเจอกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ห่อหุ้มปกคลุมโลกเราอยู่ การจะแทรกผ่านเข้ามาได้นั้น เป็นเรื่องยาก เมื่อลมสุริยะกระทบเข้ากับแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แผ่ปกคลุมโลกเราก็จะไม่สามารถทะลุผ่านเข้ามาได้ แต่ การประทะกันกลับท�ำให้ลมสุริยะโคจรไปตามเส้นแรง แม่เหล็กไฟฟ้าโลก และเบนเข้าสู่ขั้วโลกทั้งสองแทน และ เมื่อเจอกับโมเลกุลของก๊าซบนชั้นบรรยากาศโลกจึงท�ำให้เกิด การเรืองแสงขึ้นมานั้นเอง แสงออโรร่าจะปรากฏเป็นสีและรูปร่างที่แตกต่างกัน โดยที่รูปร่างของแสงออโรร่านั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของสนาม แม่เหล็กบนผิวโลก รูปร่างที่พบเห็นบ่อย คือเป็นแสงเรืองรอง กระจายอยู่บนท้องฟ้า หรือมีลักษณะเป็นล�ำแสงชัดเจน หรือ มีหน้าตาเหมือนม่านหมอกของละอองแสง ส่วนสีของแสงออโรร่าขึ้นอยู่กับความสูงที่เกิดการ ชนกันของอนุภาคจากดวงอาทิตย์ และโมเลกุลของก๊าซใน ชั้นบรรยากาศโลก รวมถึงชนิดของก๊าซด้วย ซึ่งหลักๆ เช่น โซเดียมให้แสงสีเหลือง นีออนให้แสงสีส้ม ไฮโดรเจน ให้แสงสีฟ้า ฮีเลียมให้แสงสีม่วง ออกซิเจนให้แสงสีแดง ที่มา http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/75-aurora https://www.nasa.gov/ http://www.telegraph.co.uk/travel/comment/Northern-Lights-celestial-dancers-or-the-souls-of-fallen-warriors/ http://www.vcharkarn.com/varticle/38509 http://www.space.mict.go.th/knowledge.php?id=aurora https://antarcticarctic.wordpress.com/category/antarctica/page/4/ การเกิดของปรากฏการณ์ออโรร่า ในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ ส่วนออกซิเจนที่อยู่ต�่ำกว่า นั้นในระดับที่ ๑๐๐-๓๐๐ กม. จากพื้นโลกจะให้แสงสีเหลือง เขียว ปรากฏการณ์แสงออโรร่า จะเกิดขึ้นเหนือพื้นโลก ประมาณ ๑๐๐-๓๐๐ กิโลเมตร ปรากฏการณ์เหล่านี้จะ สามารถสังเกตเห็นได้ในประเทศที่อยู่แถบขั้วโลกเหนือ-ใต้ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริเวณที่ตั้งว่าจะพบเจอมันได้มากหรือน้อย เพียงใด อย่างเช่นในเมือง Andenes ประเทศนอรเวย์ จะ สังเกตเห็นได้ในแทบทุกคืนที่ฟ้าโล่ง เมือง Fairbanks รัฐอลาสกา จะสังเกตเห็นได้ประมาณ ๕-๑๐ ครั้งต่อเดือน ในแถบประเทศเม็กซิโกและเมดิเตอเรเนียน จะเห็นได้ ๑-๒ ครั้งใน ๑๐ ปี แต่ในขณะที่บริเวณประเทศเส้นศูนย์สูตร ก็อาจจะเห็นปรากฏการณ์เช่นว่านี้ได้หากพายุสุริยะ มีความ แรงมากพอที่จะผ่า สนามแม่เหล็กโลกและชั้นบรรยากาศโลก มาได้ โดยคาดการณ์กันว่าประเทศในบริเวณเส้นศูนย์สูตร อาจจะพบกับปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ ๑ ครั้งในรอบ ๒,๐๐๐ ปี และหากพายุสุริยะ สามารถเข้าถึงใจกลางโลกได้ ง่ายขึ้น นั้นอาจจะไม่ใช่ผลดีต่อโลกแน่นอน ดังนั้นเราควร ปล่อยให้ความงามของปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างแสง ออโรร่าอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติเสียดีกว่า แสงออโรร่า