PHASE วลีเป็นองค์ประกอบหนึ่งในประโยค ที่ไม่ได้มีความสมบูรณ์ ในตัวของมันเอง คือไม่มีทั้ง ทั้ Subject, Verb และ Object แต่มัก จะเป็นกลุ่มคำ ที่เป็นคำ นาม ที่ไว้ขยายหน้าที่ของคำ อื่น ๆ ใน ประโยค Appositive phrase นามหรือนามวลีที่มีไว้ขยายประธานของประโยค โดยสามารถวางได้ ทั้ง ทั้ หน้าประธานหรือหลังประธาน โดยมักวางติดกัน มี comma (,) คั่น คั่ เพื่อให้ทราบว่า มีหน้าที่ขยายคำ นามนั้น นั้ ๆ ซึ่งการขยายในที่นี้ อาจจะมา ในรูปแบบของการบอกชื่อ บอกสถานที่ บอกคุณลักษณะของประธานนั้น นั้ ๆ Gerund phrase เป็นกลุ่มคำ ที่เกิดจากการเติม -ing หลังคำ กริยา และทำ หน้าที่ เหมือนคำ นาม ได้แก่ เป็นประธาน กรรม หรือส่วนเสริม ถ้า gerund phrase ทำ หน้าที่เป็นกรรม จะต้องตามหลังคำ กริยาบางตัวเท่านั้น นั้ หน้าที่1.ประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3 2. กรรมของประโยค 3 .ส่วนเสริม มักปรากฏอยู่หลัง BE Participial phrase เป็นกลุ่มคำ ที่ใช้ขยายคำ นามให้มีความหมายชัดเจนขึ้น แบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท คือ present participial phrase และ past participial phrase หน้าที่ -ใช้ขยายคำ นามข้างหน้า เพื่อระบุให้ชัดเจนว่า คำ นามนั้น นั้ หมายถึงใคร หรือสิ่งใด รูป V-ing บอกให้รู้ว่า คำ นามที่อยู่ข้างหน้าทำ อาการตาม ความหมายของ V-ing ด้วยตัวเอง ความหมายเป็น active voice รัฐภูมิ บุญยืน ม.4/6 เลขที่ 6
Parallel Structure *5 กฏเหล็กของโครงสร้างคู่ขนาน (Parallelism rules)* เป็นโครงสร้างประโยคที่ประกอบไปด้วยคำ กลุ่มคำ ที่ทำ หน้าที่เดียวกัน หากเป็น Part of Speech ชนิดใดก็ต้องเป็นชนิด เดียวกัน โดยมีคำ สันธานเป็นตัวเชื่อม เช่น and, but, or เป็นต้น เพื่อให้ข้อความในประโยคมีความต่อเนื่อง กฎข้อที่ 1 : ใช้โครงสร้างคู่ขนานกับองค์ประกอบที่ เชื่อมด้วย Coordinating conjunctions คำ สันธานที่ใช้เชื่อมคำ หรือประโยคเข้าด้วยกันโดยทั้ง ทั้ สองคำ หรือ ข้อความต้องมีน้ำ หนักหรือความสำ คัญเท่ากัน มีดังนี้ For (เพราะว่า...) And (และ...) Nor (และ ไม่...) But (แต่, อย่างไรก็ตาม...) Or (หรือ...) Yet (แต่...) So (ดังนั้น นั้...) - เป็นชุดคำ (Word) ทั้ง ทั้ หมด : I am reading about dogs, cats, and rabbits. - เป็นชุดคำ กริยา (Infinitives) ทั้ง ทั้ หมด : We wanted to cook and to swim. - เป็นชุดบุพบทวลี (Prepositional phrases) ทั้ง ทั้ หมด : I couldn’t find the keys on the table, in my pocket, on the floor, or the hook. - เป็นชุดอนุประโยค (Clauses) ทั้ง ทั้ หมด : The company doesn’t care about who are you, how you got here, or why you have come. กฏข้อที่ 2 : ใช้โครงสร้างคู่ขนานกับองค์ประกอบที่เป็นชุดเดียวกัน เช่น กฎข้อที่ 3 : ใช้โครงสร้างคู่ขนานกับการเปรียบเทียบ (X is more than / better than Y) กฎข้อที่ 4 : ใช้โครงสร้างคู่ขนานกับองค์ประกอบที่เชื่อมด้วย linking verb หรือ verb to be กฎข้อที่ 5 : ใช้โครงสร้งคู่ขนานกับองค์ประกอบที่เชื่อมด้วย Correlative conjunction Correlative conjunction : คำ สำ นวนที่ต้องใช้คู่กันเสมอ มีดังนี้ either … or … (ไม่...ก็) *เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง neither … nor … (ไม่...และ) *ไม่ทั้ง ทั้ สองอย่าง both … and … (ทั้ง ทั้...และ) not only … but also … (ไม่เพียงแต่...แต่อีกด้วย) รัฐภูมิ บุญยืน ม.4/6 เลขที่ 6
Subject-verb agreement Subject-verb agreement คือการใช้ประธานและคำ กริยาให้ สอดคล้องกันตามหลักแกรมม่า ซึ่งก็คือ ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ (มีจำ นวนหนึ่งหน่วย) เราจะต้องใช้คำ กริยารูป เอกพจน์ (เช่น is, does, has, คำ กริยารูปที่เติม s/es) ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ (มีจำ นวนตั้ง ตั้ แต่สองหน่วยขึ้นไป) เราจะต้องใช้คำ กริยารูปพหูพจน์ (เช่น are, do, have, คำ กริยารูปที่ไม่ได้เติม s/es) ต้องใช้ตอนไหนบ้าง หลักๆแล้ว subject-verb agreement จะถูกใช้ใน present tense ที่ไม่มี modal verb (ตัวอย่าง modal verb ก็อย่างเช่น can, could, will, would, may, might) รัฐภูมิ บุญยืน ม.4/6 เลขที่ 6
Present Continuous Tense Present Continuous Tense หรือหลายคนอาจจะรู้จักใน ชื่อ Present Progressive Tense อย่างที่เรารู้ว่า present แปล ว่า ปัจจุบัน ส่วน continuous/progressive แปลว่า ดำ เนินอย่าง ต่อเนื่อง ดังนั้น นั้ Tense นี้จึงเป็นการบอกเล่าสิ่งที่กำ ลังเกิดขึ้นอยู่ ในปัจจุบัน โดยมีลักษณะการใช้ดังนี้ ลักษณะการใช้ Present Continuous Tense 1. ใช้เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์หรือการกระทำ ในปัจจุบันที่กำ ลังดำ เนินอยู่และยัง ไม่จบลง (จะจบลงในอนาคต) โดยอาจพบคำ บอกเวลา (Adverbs of time) ปรากฏอยู่ในประโยคด้วย เช่น now, at the moment, right now เป็นต้น 2. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำ ที่กำ ลังเป็นกระแสหรือเป็นที่นิยมอยู่ในขณะ นั้น นั้ 3. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำ ที่กำ ลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีการเตรียม และวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างแน่นอนแล้ว และมักพบคำ บอกเวลา (Adverbs of time) เช่น tonight, this evening, tomorrow, next week เป็นต้น 4. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำ ที่เกิดขึ้นบ่อยจนเกินไป ทำ ให้ซ้ำ ซากและน่า เบื่อ รูปประโยคของ Present Continuous Tense 1. ประโยคบอกเล่า โครงสร้างประโยคบอกเล่า : Subject + V. to be + Verb. เติม ing + Object + (คำ บอกเวลา) 2. ประโยคคำ ถาม โครงสร้างประโยคคำ ถาม : V. to be + Subject + Verb. เติม ing + object + (คำ บอกเวลา)? 3. ประโยคปฏิเสธ โครงสร้างประโยคปฏิเสธ : Subject + V. to be + not + Verb. เติม ing + object + (คำ บอกเวลา) รัฐภูมิ บุญยืน ม.4/6 เลขที่ 6
Past Continuous เพื่ออธิบายการกระทำ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งเกิดขึ้นใน อดีตแต่ยังคงเกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงเวลาที่พูด หรือสามารถกล่าว ได้ในอีกนัยหนึ่งว่า past continuous tense ใช้อธิบายสิ่งที่เกิด ขึ้นในอดีตแต่ในปัจจุบันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ลักษณะการใช้ Past Continuous 1.ใช้กับเหตุการณ์ที่กำ ลังดำ เนินอยู่ในอดีต ซึ่งเหตุการณ์ที่กำ ลังเกิดอยู่ ใช้ Past Continuous (Subject + was,were + V.ing) เหตุการณ์ที่เข้ามาแทรก ใช้ Past Simple (Subject + V.2) มักจะใช้กับคำ เชื่อมเหล่านี้ While ขณะที่ As ขณะที่ When เมื่อ 2. ใช้พูดถึง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขึ้ และดำ เนินไปพร้อมกันในอดีต มักจะ ใช้กับคำ เชื่อมเหล่านี้ While ขณะที่ As ขณะที่ 3. ใช้เพื่อแสดงว่ากำ ลังเกิดเหตุการณ์นั้น นั้ อยู่ในอดีต มักมีคำ กำ กับเวลา เช่น Last night เมื่อคืน Last month เดือนที่แล้ว Last year ปีที่แล้ว Last week อาทิตย์ที่แล้ว Two months ago สองเดือนที่แล้ว In 2020 ในปี 2020 In May ในเดือนมิถุนายน On May 7th, 1998 ในวันที่ 7 มิถุนายน 1998 On holiday ในวันหยุด At 10 o’clock รัฐภูมิ บุญยืน ม.4/6 เลขที่ 6
Modal Verbs Modal Verbs คือ กริยาช่วย ที่มีความพิเศษตรงนี้มีความหมาย ในตัวมันเอง (ปกติกริยาช่วยมีหน้าที่ทำ ให้ประโยคสมบูรณ์แต่ไม่มี ความหมาย) Modal Verbs ที่ต้องรู้ 1. Can/Could = สามารถ 2. Will/Would = จะ 3. Shall/Should = ควรจะ 4. May/Might = อาจจะ 5. Must = ต้อง 6. Ought to = ควรจะ Modal Verbs ต่างจาก verb ปกติอย่างไร? 1. Modal Verbs ไม่ต้องเติม s ไม่ว่าประธานจะเป็นตัวไหน Ex 1. I will visit Japan next year. 2. สามารถทำ เป็นประโยคปฏิเสธหรือประโยคคำ ถามได้เลย โดยไม่ต้องใช้กริยาช่วยตัวอื่น เช่น do, does Ex 1. Students can’t enter this room. 3. หลัง Modal Verbs ต้องตามด้วย infinitive verbs (verb รูป ธรรมดาที่ไม่เติม -ing, -ed, to, s หรือ es) Ex 1. I should arrive by lunch time. รัฐภูมิ บุญยืน ม.4/6 เลขที่ 6
Passive voice in Present Simple Present simple passive คือการใช้ประโยคที่แสดงให้เห็นว่า ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ โดยเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเรื่อง จริง หรือเกิดเป็นประจำ เสมอ โครงสร้างประโยคของ Present simple passive อันดับแรกเราจะใช้ verb to be (is, am, are) แสดงถึง present หรือกาลปัจจุบันกัน จากนั้น นั้ ให้เรานึกถึงคำ ว่า passive ถ้าเป็นส่วนกริยาที่ถูกกระทำ เราจะใช้ past participle หรือกริยาช่องที่ 3 โดยกริยาส่วนใหญ่ จะต้องเป็น transitive verb (กริยาที่ต้องการกรรมมารองรับ ไม่ อย่างนั้น นั้ อาจทำ ให้ประโยคไม่สมบูรณ์) 1. 2. ดังนั้น นั้ โครงสร้างทั้ง ทั้ หมดก็คือ S + is, am, are + v3 - บอกเล่า S + is, am, are + not + v3 - ปฏิเสธ Is, Am, Are + s + v3 ? - คำ ถาม เทคนิคเปลี่ยนจาก Active เป็น Passive ง่าย ๆ สำ หรับวิธีการเปลี่ยนจากประโยค active ให้เป็น passive นั้น นั้ สามารถ ทำ ได้ 2 แบบ เทคนิคง่าย ๆ ก็คือให้สังเกต ‘กรรม’ ของประโยคที่เราจะ เปลี่ยนว่ามีกี่ตัว 1. แบบแรกคือประโยคที่มีกรรมตัวเดียว 1.1 ย้ายกรรมในประโยค active ไปอยู่ในตำ แหน่งประธานในประโยค passive 1.2 เปลี่ยนกริยาให้สอคคล้องกับประธาน จากโครงสร้าง S + is, am, are + v3 1.3 เปลี่ยนกริยาแท้ให้เป็น v3 1.4 เติมคำ ว่า by แล้วตามด้วยประธานในประโยค active แต่ต้องเปลี่ยน ให้อยู่ในรูปแบบกรรม 1.5ถ้ามีคำ บอกเวลาก็ใส่คำ บอกเวลาลงไปในประโยคให้ครบ 2.‘ประโยคที่มีกรรมสองตัว’ 2.1 ย้ายกรรมในประโยค active ไปอยู่ในตำ แหน่งประธานในประโยค passive 2.2 เปลี่ยนกริยาให้สอคคล้องกับประธาน ตามโครงสร้าง S + is, am, are + v3 2.3 เปลี่ยนกริยาแท้ให้เป็น v3 2.4 เติมคำ ว่า by แล้วตามด้วยประธานในประโยค active อย่าลืมเปลี่ยน รูปของประธานให้อยู่ในรูปกรรม รัฐภูมิ บุญยืน ม.4/6 เลขที่ 6
Past Simple Past Simple Tense คือ ประโยคที่ใช้ในเหตุการณ์ในอดีตที่จบ ไปแล้ว หรือใช้บอกเรื่องที่เป็นกิจวัตรประจำ ในอดีต หรือเคยไปที่ไหน ในอดีตมาแล้ว หลักการใช้และโครงสร้างของ Past Simple Tense 1. ใช้กับเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตและจบสิ้น สิ้ ลงไปเรียบร้อยแล้ว สังเกต ง่าย ๆ ว่ามักจะมีการระบุช่วงเวลาไว้ด้วยว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และใช้ กริยาช่อง 2 เมื่อกริยาช่อง 2 เป็นองค์ประกอบสำ คัญ เราจึงต้องท่องคำ กริยาที่อยู่ในช่อง 2 ให้ดีว่า เติม –ed หรือ -d หรือไม่ อย่างไร เช่น รัฐภูมิ บุญยืน ม.4/6 เลขที่ 6