ก
คำนำ
คู่มือการจัดทำหลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่บูรณาการความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่อง หัตกรรมล้านนา
เครื่องเงิน เครื่องเขิน ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา (LSC 5301) การจัดการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร
วิทยาศาสตร์ท้องถิน่ แบบยั่งยืน หลกั สูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตหลักสูตรการสอนวิทยาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปี
การศกึ ษา 2564
ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือการจัดทำหลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่บูรณาการความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น
เรื่อง หัตกรรมล้านนาเครื่องเงิน เครื่องเขิน ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา
ทางดา้ นการเรียนการสอนให้มีประสทิ ธิภาพมากยิง่ ข้นึ
การจัดทำคู่มือครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยดี ผู้จัดทำขอขอบพระคุณ ผศ.ดร.สายฝน แสนใจพรม ที่ได้ให้คำแนะนำ
ชีแ้ นะแนวทางในการทำคู่มือและขอขอบพระคุณ แม่ครู ดวงกมล ใจคาํ ปัน และ แม่ ครูจนั ทร์สม เที่ยงจันตา ทีไ่ ด้ให้
ความรเู้ กี่ยวกบั ภูมปิ ญั ญาท้องถิ่นชมุ ชนวัวลาย จนเสรจ็ ส้ิน คุณคา่ และประโยชนใ์ ด ๆ ที่เกิดจากคูม่ ือฉบับนี้ ผู้จัดทำ
ขอมอบแดผ่ มู้ ีส่วนรว่ มทกุ ๆ ท่านที่ได้มสี ่วนรว่ มในการสนบั สนุนการทำรายงาน
นางสาวนภาพรรณ ยอดยงั
15 มกราคม พ.ศ.2564
ข
สารบัญ
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
ความสำคัญของภูมิปญั ญาทอ้ งถ่นิ 1
แผนผงั แสดงขั้นตอนการดำเนินงาน 2
ผลการดำเนินงานวิเคราะหภ์ ูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ ในจังหวัดเชียงใหม่ 3
ตารางแสดงการวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวชีว้ ัดทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั การบูรณาการภมู ิ
ปญั ญาท้องถิ่นเรอ่ื งหตั ถกรรมเครือ่ งเงิน เครื่องเขินลา้ นนา 17
ตวั อย่างแผนการจัดการเรียนรู้
18
แผนท่ี 1 การดุลลายโลหะ 18
แผนท่ี 2 ใครไม่เขินเครื่องเขิน 29
ภาพการทดลองสอนในช้ันเรยี นวิทยาศาสตร์ 46
สะท้อนคดิ หลังการจดั การเรียนรู้ (After Action Review : AAR) 47
-1-
ความสำคญั ของภมู ิปัญญาท้องถิน่
ภมู ปิ ญั ญาท้องถิ่น (Local Wisdom) หมายถึง พืน้ เพรากฐานของชาวบ้านหรอื ความรอบรู้ของชาวบ้านที่
เรียนรู้และสั่งสมประสบการณส์ ืบเนือ่ งตอ่ กันมา ท้ังทางตรงคือ ประสบการณด์ ้วยตนเอง หรอื ทางอ้อมซึ่งเรยี นรู้
จากผู้ใหญ่ หรอื ความรทู้ ี่สะสมสืบตอ่ กันมา ภมู ิปญั ญาท้องถิ่นถูกคิดขนึ้ เพือ่ มาใช้ในการแก้ปญั หาที่เกิดขึน้ ในการ
ดำเนนิ ชีวิต การอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนเพือ่ ความบันเทิงและสนุ ทรียภาพ เป็นเอกลกั ษณะประจำ
ชาติไทย สืบทอดประเพณีไทยและวฒั นธรรมตา่ ง ๆ บ่งบอกถึงศกั ดิ์ศรีและเอกลกั ษณ์ประจำชาติ คนไทยทุกคน
ควรภมู ใิ จในความเป็นไทย และควรดำรงไว้ซึ่งคณุ ค่าที่ควรหวงแหน
ในปจั จุบันประเทศไทยได้นำเอาความรู้และเทคโนโลยีของตา่ งชาติเขา้ มาอย่างมากมาย ทำให้ประเทศไทย
กลายเปน็ ประเทศที่มคี วามเจรญิ ทางด้านเทคโนโลยีจนคนรนุ่ ใหมอ่ าจละเลย และลดความสนใจในภูมปิ ัญญา
ท้องถิน่ ของไทย ดังนน้ั ควรมีการศกึ ษาภูมปิ ญั ญาท้องถิ่นเพือ่ ให้ผู้เรยี นนั้นทราบถึงภมู ิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนของ
ตนเองและเป็นการเรียนรู้ในสิ่งไกล้ตวั ไปหาไกลตัวโดยการปฎิสัมพนั ธ์กบั สิ่งแวดล้อม และสงั คม วัฒนธรรมส่งผล
ให้เกิดการเรยี นรู้ทีม่ ีปรสิทธิภาพสงู
หัตถกรรมเครือ่ งเงนิ และเคร่อื งเขิน ถือเป็นภูมิปัญญาล้านนาทีม่ คี ุณค่าประจำชมุ ชนววั ลาย ตำบลหายยา
จงั หวัดเชยี งใหม่ในสมัยอดีตชุมชนวัวลายถือเป็นหมู่บ้านช่างฝมี อื เน่อื งจากในสมัยราชวงค์มังรายได้มกี ารอพยพ
ชา่ งฝมี อื มาจาก เชียงตงุ มาอยู่ในพนื้ ที่ชุมชนวัวลาย จงึ ทำให้ภมู ปิ ัญญาการทำเครื่องเงนิ เครอื่ งเขินววั ลายถกู สืบ
ทอดสง่ ตอ่ กันมาจนถึงปัจจุบนั จนกลายเป็นเอกลกั ษณ์ประจำชุมชนววั ลายเน่ืองจากลวดลายทีเ่ ปน็ เอกลกั ษณ์
เฉพาะตวั และมีความประณีตงดงาม ถือเปน็ วฒั นธรรมท้องถิ่นทีค่ วรค่าแก่การอนุรกั ษ์ และส่งเสริม
แผนผงั แสดงขัน้ ตอนการดำเนินงาน -2-
1 2
การศึกษาภมู ิปญั ญาทอ้ งถิ่นในท้องถ่นิ การวิเคราะหม์ าตรฐานการเรียนรู้
ของตนเอง รวบรวมองคค์ วามรู้ และตัวชีว้ ัดจากหลักสูตร
วทิ ยาศาสตร์
3 4
การจัดทำแผนการจดั การเรียนรู้ ทดลองสอนจริงในชนั้
เรียนวิทยาศาสตร์
5
สะท้อนคิดผลการจดั การเรียนรู้
-3-
ผลการดำเนนิ งานวิเคราะห์ภูมิปญั ญาทอ้ งถิน่ ในจงั หวดั เชียงใหม่
1. เครื่องเงินววั ลาย
การทำเครือ่ งเงนิ ของชมุ ชนววั ลายปรากฎหลักฐานต้ังแต่คร้ังสมยั ราชวงคม์ ังราย โดยได้สบื ทอดอาชีพในการทำ
เครือ่ งเงนิ ให้แกล่ กู หลานจนกลายเปน็ ชุมชนทีม่ ีช่างฝมี อื การทำเครือ่ งเงนิ ที่ได้รับการยอมรบั ในปัจจบุ นั
ทม่ี าของแร่เงินในการผลิตเครื่องเงิน
1. จากเม็ดเงินบริสทุ ธ์ 2. เครือ่ งใช่โบราณที่เป็นเครื่องเงินเกา่ เช่นขันน้ำ เหรียญกษาปณ์
อปุ กรณส์ ำหรบั การดุลลายเครือ่ งเงิน
1. สิว่ และค้อน ใช้สำหรบั ตอกดลุ ลายเครอ่ื งเงิน
สิ่วคืออุปกรณท์ ีท่ ำจากเหล็กใช้สำหรบั เดินเส้นและทำลวดลายต่างๆ
ภาพส่วิ และค้อนสำหรบั ดุลลายเครอ่ื งเงิน
-4-
2. ชนั ใช้สำหรบั รองแผ่นโลหะเพือ่ ดลุ ลาย
ชนั เป็นยางไม้ชนิดหนึง่ มีสดี ำเปน็ ยางที่ได้มาจากไม้พันธ์ุสนเอเชีย ออสเตรเรีย และในอเมรกิ าใต้
นำมาเคีย่ วผสมกบั น้ำมนั เหลวเพื่อความยืดหยนุ่ สำหรบั รองรับการตอกของการดุลลายเครือ่ งเงิน สว่ นประกอบ
ของชนั ทำหรับดุลลายประกอบด้วย ชัน 1 กิโลกรมั น้ำมันพืช 1 ลิตร ผงดินเหนยี วครึง่ กิโลกรัม นำทุกอย่างมาต้มใน
กระทะ สามารถเพิ่มความนุ่มและความแข็งของชัน ได้โดนการเติมน้ำมันพืช ลงไป
ภาพชนั สำหรับใชร้ องแผ่นโลหะเพอ่ื ดลุ ลาย
ขั้นตอนการดลุ ลายโลหะ
1. การข้ึนรูปโลหะเงิน สามารถทำได้โดยการตัด การต่อ การทุบ การตัดต่อ การสาน การบุ การชกั
ลวด โดยการขึ้นรูปของบ้านวัวลายเป็นแบบดั้งเดิมที่สืบทอดมากันแต่โบราณนั้นคือการทุบ ใช้วิธีการตีจากก้อน
กลมๆ ตีให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการให้บาง โดยจะต้องเผาเงินให้อยู่ใน อุณหภูมิที่เหมาะสมเนื้อเงินจะอ่อน
พอสมควร เมื่อเนื้อเงินเย็นตัวลงก็จะต้องนําไปเผาให้ ร้อนและนําไปตีต่อ หากขึ้นรูปผิดพลาดหรือความหนาไม่
สมา่ํ เสมอ กจ็ ะตอ้ งนาํ ไปหลอม และเริม่ ตน้ ที่ใหมห่ รือเมื่อตีหรอื ขึ้นรูปแล้วเกิดแตก หรอื เนื้อเงินขาด ก็จะต้องนําไป
หลอม และเริม่ ตน้ ใหมเ่ ช่นกัน การข้ึนรูปจะไมม่ ีแมพ่ ิมพ์จะใช้ค้อนตีเพียงอย่างเดียวซึ่งช่างต้องใช้ ความชํานาญและ
ความระมัดระวังเปน็ อยา่ งมาก
2. การแกะสลักลวดลายเครื่องเงินบ้านวัวลายในสมยั ก่อนและปจั จุบันจะคล้ายกนั โดยปจั จบุ นั จะมี
บางขั้นตอนที่แตกต่างจากสมัยโบราณ คือ การสลักลวดลายใน สมัยก่อนจะใช้เหล็กจิ๋วสลักลวดลายๆเดียว เมื่อ
ต้องการลายใหมต่ ้องเปลี่ยนเหล็กตีลาย แต่ ในปัจจุบันเหล็กตีลายหนึง่ อันจะมีสองลาย ทำให้การสลักลายรวดเร็ว
ยิ่งขึ้น วิธีการในการ แกะสลักลวดลายพอสรุปได้คือ นําเครื่องเงินที่ขึ้นรูปตามต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ววางลง
บนชั้น ช่างตอก ลายจะคํานวณประมาณพื้นที่ผิวเงินว่าจะทำลายอะไรกะให้พอดีแล้วดุนลายจากข้างในให้ นูน
ออกมาตามโครงร่างรอบนอกของลายก่อน แล้วถึงใส่ชันลงไปในเครื่องเงินให้เต็มรอให้ ชันเย็นตัว แล้วคว่ำลง จึง
ตอกลายตีกลับจากด้านนอกเป็นลายละเอียดอีกทีด้วยเหล็กสิว ขนาดต่างๆ เมื่อเสร็จแล้วจึงเอาชนออกจาก
เครือ่ งเงนิ โดยการลนไฟให้ละลาย จนหลดุ ออกจากเครื่องเงินแล้วจงึ นําเครือ่ งเงนิ ไปขัดทำความสะอาด
-5-
1. เครื่องเขิน
เครือ่ งเขนิ (Lacquer Ware) คือเครื่องสานทีท่ าดว้ ยรักและชาด หรอื เครื่องใชสอยที่ทำข้นึ โดยวิธีการเฉพาะ
อย่างหนึ่ง ประกอบด้วยไม้หรอื ไม้ไผ่ ทำเปน็ รปู เครื่องใชสอยตา่ ง ๆ ตามตองการแลวใชกรรมวิธีตกแตง่ สำเร็จใหสม
บูรณสวยงาม โดยใชยางรัก สีชาด มุก ทองคำเปลว หรือเงินเปลว เป็นวัตถุดิบสำคัญในการทาเครื่องเขินเป็น
ผลงานสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ที่มีคุณค่าทำจากวัสดุธรรมชาติและใช้เครื่องมือพื้นบ้านในการผลิตด้วยทักษะฝีมือ
และความชำนาญที่ได้จากภูมิปญั ญาท้องถิ่นเกิดเป็นผลงานหัตถกรรมที่มีคุณค่าเพื่อนทำมาใช้งานให้สอดคล้องกับ
วิถีชีวิตและสภาพแวดล้อม แสดงถึงความเป็นอัตลักษณ์และศิลปวัฒนธรรมของงานหัตถกรรมในท้องถิ่นนั้น งาน
หัตถกรรมเครือ่ งเขินล้านนาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าควรต่อการอนุรักษ์รักษาไว้ซึ่งจะบอกเลา่ เรือ่ งราวความเปน็ มาตา่ ง ๆ
ในอดีตที่มคี ุณค่าตอ่ คนรุ่นหลังได้ศกึ ษาภมู ปิ ญั ญาทีเ่ ปน็ องค์ความรขู้ องบรรพบรุ ษุ
เรอ่ื งราวทางประวัติศาสตรค์ วามเปน็ มาของงานเคร่อื งเขิน
ตามหลักฐานโบราณวัตถุที่ค้นพบงานเครื่องเขินนั้นมีจุดกำเนิดมาจากจีนโดย บรรพบุรุษของชาวจีนได้ทำ
เครื่องเขินเมื่อประมาณ 7000 ปีที่แล้ว ซึ่งในปี ค.ศ. 1978 ได้มีการค้นพบเครื่องเขินโบราณ ได้แก่ ชามและกล้อง
ยาสูบเคลือบด้วยยางรักสีแดง ของพวก Hemudu ขุดพบที่ Yuyao, Zhejiang Province และได้นำมาวิเคราะห์ทาง
วิทยาศาสตรผ์ ลปรากฏว่าวสั ดุที่เคลือบผวิ บนชิน้ งานเคร่ืองเขิน คือสารเคลือบเงาที่ได้จากธรรมชาติ งานหัตถกรรม
เครื่องเขินมีความเจริญรุ่งเรืองถึงห้าศตวรรษซึ่งเริ่มต้นในยุคสงครามรัฐช่วง 475 B.C. ถึง 221 B.C. ในยุคหลัง
ราชวงศ์ฮัน่ (Han Dynasty) งานเครื่องเขินมกี ารเปลีย่ นแปลงมาก การผลิตงาน
เครื่องเขินขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และเป็นหนึ่งในอาชีพหลักทางเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นจึงมีการกำหนดใช้ระเบียบ
วิธีการผลิตงานเครื่องเขินซึ่งสอดคล้องกับบันทึกเกี่ยวกับประวัติงานเครื่องเขิน ของ “The ancient Chinese Sage
of Zhuang Zi” ได้กล่าวว่า ใช้เป็นระเบียบในการผลิตงานเครื่องเขิน เนื่องจากกระบวนการผลิตงานเครื่องเขินมี
ความซบั ซ้อนมาก ทำให้จำเป็นจะต้องมีแรงงานที่แข็งแรงและช่ัวโมงการทำงานยาวนานขึ้น จึงทำให้งานเคร่ืองเขิน
มีราคาแพงมากและมีรูปแบบผลิตภัณฑ์หลากหลายมาก เช่นงานเครื่องเรือน เครื่องมือของใช้ งานศิลปะเครื่อง
ดนตรี อุปกรณ์ในพิธีกรรมฝังศพ และอาวุธซึ่งการที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะงานเครื่องเขินมีความ
สวยงามเป็นมันเงา น้ำหนักเบาการดูแลรักษาทำความสะอาดง่าย ทนความร้อนทนต่อการผุกร่อน และมีการ
ตกแต่งผิวงานเครื่องเขินโดยการฝังวสั ดอุ ื่น หรอื การเขียนสีด้วยรักสีต่าง ๆ ได้อย่างสวยงามงานเคร่ืองเขินโดยปกติ
ท่ัวไปจะเคลือบผวิ ช้ินงานด้วยยางรักสีดำ และตกแตง่ ลวดลายด้วยยางรกั สีแดง หรอื เคลือบผิวชิ้นงานด้วยยางรักสี
-6-
แดง และตกแต่งลวดลายด้วยยางรกั สีดำซึ่งมกี ารขุดพบเครื่องเขินจำนวนประมาณ 220 ชนิ้ ในสสุ าน Zeng Houy i,
Hube i Prov ince พบวา่ เปน็ งานเครือ่ งเขินในยุคแรกอยู่ในสมยั ราชอาณาจกั รฉู่ (Chu Kingdom) ยุคสงครามรัฐ
ประเภทของเคร่อื งเขินแบ่งตามวิธีการการตกแต่งพื้นผิวของช้ินงานเครือ่ งเขินได้ 3 แบบ ดังนี้
1. การแกะสลกั เคลือบยางรัก (Carved Lacquer)เรียกวา่ “Tiao Chi”
คือ การแกะสลักชิ้นงานตามแบบที่ต้องการหลังจากนั้นเคลือบด้วยยางรักสีแดงซึ่งบางครั้งเรียกว่า การแกะสลัก
แดง (CarvedRed) หรอื “Ti-Hung”
2. การเขียนด้วยยางรักสี (Painted Lacquer) เรียกว่า “Tsai-Hwei”
เทคนิคนพี้ ัฒนาโดย Chou Chu of Yang-Chou ในสมัยปลายราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) เป็นการเขียนหรอื
ระบายด้วยยางรักสีต่าง ๆ ลงบนพื้นผิวยางรกั ที่เคลือบอยบู่ นชนิ้ งานเครือ่ งเขินหรอื การฝังประดบั ตกแต่งดว้ ยหยก
หนิ สี โมราหรอื มกุ ลงบนพืน้ ผวิ ช้ินงาน
3. การขุดลายฝังยางรัก (Filled Lacquer)
การขดุ ลายฝงั ยางรกั คือ การขุดเซาะรอ่ งบนผวิ ช้ินงานทีเ่ คลือบยางรักให้เกิดลวดลายต่าง ๆ
จากนั้นใช้ยางรักสีอุดฝังลงไปในรอ่ งลาย ทิง้ ให้แหง้ แล้วนำมาขดั จนกระท่ังเรียบเสมอเปน็ พืน้ ผิวเดียวกนั
การผลิตงานเครื่องเขินของจีนมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดในช่วงสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ( Ching
Dynasty)การขยายตัวของเครื่องเขินจากจีนสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ว่าจุดเริ่มต้นน่าจะเริ่มจากจีนตอนใต้ หรือตะวันออก
เฉียงใต้เพราะเคยเป็นราชธานีของราชวงศแ์ รก ๆ ของจนี ก่อนแมนจูจะปกครองจีน และได้แพรกระจายไปในบริเวณ
ต่าง ๆ ในแถบเอเชีย ได้แก เกาหลีญป่ี ุน พมา ไทยและ เวียดนาม เปน็ ตน
เครือ่ งเขินของล้านนา
เครื่องเขินล้านนาที่ได้รวบรวมเก็บรักษาไว้ในส่วนของเอกชนในเขตจังหวัดเชียงใหม่นั้นสามารถแบ่งกลุ่ม
เครื่องเขนิ ที่พบในเขตจงั หวัด เชียงใหมไ่ ปตามลักษณะรูปทรงและเทคนิคการประดับตกแต่งได้ 2 กลุม่ ดังน้ี
1. เครื่องเขนิ แบบพืน้ บ้าน
จะมีลักษณะเป็นงานเครื่องสานที่ทาด้วยยางรักเพียงไม่กี่ครั้ง และตกแต่งประดับประดาอย่างง่าย ๆ สำหรับเป็น
ของใช้ใน ชีวิตประจำวัน เครื่องเขินชนิดนี้ส่วนมากจะเป็นสิ่งของเครื่อง ใช้ที่เป็นเครื่องสานและลงรักสีดำหากจะมี
การตกแต่งให้สวย งามอย่างมากก็ทาสีแดงชาดอย่างเรียบ ๆ เครื่องเขินชนิดนี้ เองที่ควรจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่
ชาวล้านนาแต่ดงั้ เดิม สามารถผลิตข้นึ ใชเ้ องภายในครวั เรือนได้
2. เครือ่ งเขนิ เชยี งใหม่หรอื เครื่องเขนิ นันทาราม
เครื่องเขินชนิดนี้มีโครงสร้างเป็นโครงสานลายขัดด้วยเส้นตอกไม้ไผ่ที่มีการเหลาให้ได้ ขนาดเล็กเรียบบางคล้าย
ทางมะพร้าวสานขัดกบั ตอกเส้นบางแบนเปน็ รปู แฉกรัศมีจาก ก้นของภาชนะจนได้รูปทรงตามความต้องการ โดยไม่
ต้องมีการดามโครงให้แข็งเป็นที่ ที่เครื่องเขินชนิดนี้จะมีโครงทีแ่ น่นแข็งแรงเรียบเสมอกนั โดยตลอด เมื่อทารักสมุก
แล้ว ขัดก็จะได้รูปภาชนะที่ค่อนข้างเรียบเกลี้ยงบาง และมีความเบาการตกแต่งของเครื่องเขิน ชนิดนี้มีลักษณะเด่น
ที่นยิ มการขดู ลาย หรอื ภาษาพืน้ ถิ่นว่า “ฮายดอก”
-7-
เทคนิคการตกแตง่ ผิวภาชนะด้วยวิธีการขดู ลายนี้ ภาชนะที่จะทำลวดลายได้จะต้อง มีผิวบางรักที่แหง้ สนิทและเรียบ
การฮายดอกต้องใช้เหล็กปลายแหลมคล้ายเหล็กจาร ใบลานกรีดลงไปบนผิวยางรักของภาชนะการฮายดอกต้อง
อาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก โดยที่ไม่ให้เกิดเส้นลึกมาก จนยางรักกระเทาะออก หรือแผ่วเบาเกินไปจนทำให้
ลวดลาย มองเห็นได้ยากเมื่อฮายดอกเสร็จแล้วจึงนำยางรักที่ผสมกับ ชาดสีแดงถมลงไปในร่องที่กรีดไว้รอให้แห้ง
อีกหลายวันแล้ว จึงขัดส่วนนอกสุดออกจนมองเห็นเส้นลวดลายสีแดงฝังอยู่ในพื้นที่สีดำของยางรัก จากนั้นจะ
เคลือบด้วยยางรกั ใสหรอื รกั เงา เพื่อเป็นการปิดเคลือบลวดลายทั้งหมดให้ ติดแนน่ กบั ภาชนะ
สำหรับเครื่องเขินทีผ่ ลิตขึ้นจากแหลง่ บ้านนนั ทารามใน ปัจจุบนั น้ัน มีเทคนิคการเขียนลวดลายทีผ่ ิวภาชนะ
เป็นอย่างเดียวกันแตเ่ ป็นผลิตผล ที่เกิดขึ้นจากคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อพยพเข้ามาเป็นพลเมืองเชียงใหม่กลุ่มใหม่ ดังนั้น
จงึ อาจจะเรียกเครื่องเขนิ ชนิดน้ีว่า เครือ่ งเขนิ เชยี งใหม่รนุ่ หลังก็ได้
ประวตั ิความเป็นมาเครือ่ งเขินของล้านนา
เครื่องเขินมิใช่เป็นสิง่ ของเครือ่ งใช้ชนิดที่เพิ่งเข้ามาสูด่ ินแดนล้านนาในยคุ ฟื้นฟู เมืองเชียงใหมแ่ ต่เครื่องเขิน
นั้นถือเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่มีใช้อยู่อย่างแพร่หลายในล้านนา มาก่อนหน้านั้นนานแล้ว (เมื่อราวปี พ.ศ. 2100 ) ดัง
ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารพม่าว่า เมื่อพม่าเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ได้กวาดต้อนเอาชาวเมืองเชียงใหม่และ
ช่างผีมือไปไว้ ในเมืองพม่าหลายครั้ง ปัจจุบันชาวล้านนาเหล่านั้นยังคงมีการทำเครื่องเขินชนิดขูดขีดเป็น ลายเส้น
แล้วถมลายเส้นด้วยสีต่าง ๆ อยู่ทีเ่ มืองพุกามซึ่งพม่าเรียกเครื่องเขินชนิดนี้วา่ “โยนเถ่” ซึ่งแปลว่า เครื่องยวน หรือ
เครื่องประดิษฐ์ขึ้นโดยชาวไทยยวนหรือล้านนาเครื่อง เขินของพมา่ มีลวดลายประดับแบบหนึ่งซึ่งวา่ “ซินเม่” ซึ่งคำ
ว่าซินเมน่ ้ี หมายถึง เชยี งใหม่ น่าจะเป็นลวดลายดั้งเดิมจากเชียงใหม่ตง้ั แต่ปลายสมยั ราชวงคม์ ังราย ปี พ.ศ. 2100
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ในเรื่องเที่ยวพม่า พ.ศ. 2478 ว่าได้รับความรู้แปลกทาง
โบราณคดี เรื่องการทำของลงรักในเมืองพม่าไว้อย่างหนึ่ง จะกล่าวไว้ตรงนี้ด้วย “ฉันได้เห็นในหนังสือพงศาวดาร
พม่าฉบับหนึ่งว่าวิชาทำนอง ลงรักนั้น พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้ไปจากเมืองไทย คือว่าได้ช่างรักไทยไปเมื่อ ตี
กรุงศรีอยุธยา ได้ใน พ.ศ. 2112 ถ้าจริงดังว่าก็พึงสันนิษฐานว่าครั้งนั้นได้ไปแต่ วิธีทำรัก “น้ำเกลี้ยง” กับทำ “ลาย
รดน้ำ” จึงมีของพม่าทำเช่นนั้นแต่โบราณแต่วิธี ที่ขูดพื้นรักลงไปเป็นรูปภาพ และลวดลายต่าง ๆ นั้นพวกช่าง
ชาวเมืองพุกามเขา บอกฉันว่าพ่งึ ได้วิธีไปจากเมอื งเชียงใหม่ เมือ่ ครงั้ หลงั ”
มีหลักฐานบางอยา่ งทีช่ ีใ้ ห้เหน็ ถึงการใช้ยางรกั สำหรับเคลือบผวิ ภาชนะต่าง ๆ กอ่ นยคุ ราชวงค์ มังรายคือใน
สมยั หริภญู ชัย เช่นทีอ่ าจารย์ จอห์นชอร์ ผเู้ ช่ยี วชาญเกี่ยวกับเครื่องป้ันดินเผาไทยได้ค้นพบว่า เคร่ืองปั้นดินเผาบาง
ชิ้นในวัฒนธรรมหริภูญชัยมีการ เคลือบยางรัก ส่วนเครื่องจักสานและไม้ที่เคลือบด้วย ยางรักในยุคนั้น คงเปื่อยผุ
และสลายไปกับกาลเวลา เพราะเป็นสารอินทรีย์ ถ้าไม่เก็บรักษาอย่างดีทำให้ ยางรักแปรสภาพภายในไม่กี่สิบปี
ส่วนที่ติดอยู่ดินเผาในหลุมศพนั้นบังเอิญมีการห่อหุ้ม อย่างดี ทำให้ยางรักบางส่วนตกค้างเป็นหลักฐานให้เห็นถึง
ปัจจุบัน ที่พิพิธภัณฑ์ Tokugawa นครนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น มีการจัดแสดงของใช้ส่วนตัว ของโชกุนหลาย ๆ
อย่าง มีของใช้ชิ้นหนึ่งเป็นตลับเครื่องเขินทรงกลมที่เป็นแอ๊ปหมาก (ตลับหมาก) ของเชียงใหม่ สีดำแดงตามแบบ
ฉบับของเชียงใหม่ทุกประการ แต่คำอธิบาย บอกว่าเป็นของขวัญจากอยุธยาได้มาเมื่อปีพ.ศ.2200 เข้าใจว่าเครื่อง
เขินคงแพร่หลาย จากเชียงใหม่ลงมาถึงอยุธยาและเป็นของสง่ ออกตามเส้นทางค้าขายชายทะเลด้วย
-8-
เครื่องเขินของลา้ นนาในปัจจบุ ัน
แหล่งผลิตเครื่องเขินแหล่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีและยังคงมีการผลิต เครื่องเขินเป็นสินค้า
จำหน่ายให้แก่ผู้คนทั่วไปนั้นจะอยู่ที่บ้านเขินนันทารามในเขตเมือง เชียงใหม่ชาวบ้านนันทารามจะกล่าวกันว่าพวก
ตนนั้นเดิมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองเชียงตุง ซึ่งอยู่ในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำขืนหรือแม่น้ำเขิน ในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่าใน
ทุกวันนี้ ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกขานกลุ่มชนนี้ว่า “ชาวขืน” หรือ “เขิน” ในช่วงเวลาเกบ็ ผักใส่ซ้าเกบ็ ข้าใสเ่ มืองเพื่อฟื้นฟู
เมืองเชียงใหม่นั้นชาวเขินได้ถูกกวาดต้อนมาเป็นไพร่พลเมือง ของเมืองเชียงใหม่อยู่หลายแห่งกลุ่มชาวเขินที่ตั้ง
บ้านเรือนอยู่ในบริเวณกำแพงเมือง ชั้นนอกฟากประตูเชียงใหม่และบริเวณโดยรอบวัดนันทารามนั้นคงจะเป็นไพร่
พลเมือง ของเมืองเชียงใหม่อยู่หลายแห่งกลุ่มชาวเขินที่ตั้งบ้านเรือน อยู่ในบริเวณกำแพงเมืองชั้นนอกฟากประตู
เชียงใหม่และ บริเวณโดยรอบวัดนันทารามนั้นคงจะเป็นไพร่พลชั้นดีด้วย มีความรู้ความชำนาญในการทำสิ่งของ
เครื่องใช้ประเภท เครื่องฮักเครื่องหางจึงถูกกำหนดให้อยู่ภายในเมืองและคง มีหน้าที่ผลิตเครื่องฮักเครื่องหาง
สำหรับเจ้านายในเมอื ง เชยี งใหม่ในระยะแรกคงจะมีการผลิตสำหรับเจ้านายและ ใช้สอยเองภายในครัวเรือนต่อมา
คงได้มีการผลิตเป็นสินค้า จำหน่ายให้แก่ชาวเชียงใหม่ตลอดจนชาวเมืองอ่ืน ๆ อีกด้วยดงั น้ันสินค้าที่เป็นเคร่ือง ฮัก
เครื่องหางทีผ่ ลิตโดยชาวเขินจงึ ถูกเรียกว่า เครือ่ งเขนิ ในเวลาต่อมากลุม่ ชาวเขิน บ้านนนั ทารามนนั้ จะถูกกวาดต้อน
ให้อพยพมาอยู่ในเมืองเชยี งใหมต่ ั้งแตค่ รง้ั ใดไม่ ปรากฎแนช่ ัด
จากการตรวจสอบภาคเอกสารปรากฎว่าในช่วงเวลาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่และ ดินแดนล้านนา ในสมัยพระ
เจ้ากาวิละนั้น ได้มีการยกทัพไปตีหวั เมืองต่าง ๆ ของแคว้น เชียงตุงหลายครั้ง แต่สำหรับการตีเมืองเชียงตุงมีเพียง
ครั้งเดียวในพ.ศ.2345 ในคร้ัง นั้นไม่ได้ไพร่พลชาวเมืองเชียงตุงมาเปน็ พลเมอื งของเชียงใหมเ่ พราะเจ้าเมืองเชียงตุง
ยกครอบครวั ไพรพ่ ลเมืองหนีออกจากเมืองไปต่อมาพ.ศ.2347 เจ้าหอคำเมอื งเชียงตุง จงึ ได้สวามิภักดิ์พาชาวเมือง
และไพร่พลลงมาเป็นข้าราชการอยู่ในเมืองเชียงใหม่และใน พ.ศ.2395 ได้มีการยกทัพไปตีเมืองเชียงตุงอีกครั้งแต่
ไม่ได้เนื่องจากมีเหตุจำเป็นต้อง ถอยทัพกลับคืนมาดังนั้นจึงเชื่อว่ากลุ่มชาวเขินบ้านนันทารามนั้นคงจะเป็นกลุ่มที่
อพยพ เข้ามาอยู่ในเมืองเชียงใหม่เมื่อครั้งเจ้าเมืองเชียงตุงได้พาไพร่พลเข้ามาสวามิภักดิใน พ.ศ. 2347 โดยเหตุที่
กลมุ่ ชาวเขินเมืองเชียงตุงกลมุ่ นีเ้ ปน็ ไพร่พลเมอื งช้ันดีและมีผมี ือ ในการทำเครื่องฮกั เคร่อื งหางจึงให้ตั้งบ้านเรือนอยู่
ในเขตกำแพงเมืองช้ันนอกซึง่ ชาวเขิน เหลา่ น้นี เ่ี องที่ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑเ์ ครื่องเขินสืบทอดต่อมาจนทกุ วันนี้
ประเภทของเครอ่ื งเขินลา้ นนา
การใช้เครื่องเขินเป็นศิลปะวัฒนธรรมอย่างหนึ่ของภาคพื้นเอเชียอาคเนย์โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเขต
ภาคเหนือของประเทศไทย ชาวล้านนาที่ใช้เครื่องเขินมาช้านานแล้ว และ มีรปู แบบรูปทรงที่หลากหลาย สนองตอบ
การใช้สอย ค่านิยม และรสนิยมของสังคม รูปแบบที่แพร่หลายและมีลักษณะเด่นเฉพาะเครื่องเขินล้านนามีดังนี้
นอกจากนี้ประเภทของเครื่องเขินตามที่ได้กล่าวมาแล้วที่ถือว่าเป็นแบบมาตราฐาน ทั่ว ๆ ไปในล้านนายังมีเครื่อง
เขินรปู แบบอื่น ๆ ทีเ่ กิดขึน้ มากมายหลายประเภทโดยเฉพาะ อยา่ งยิง่ เครื่องเขินนันทาราม เช่น หมวกนักรบโบราณ
ขนั น้ำพานรอง คนโฑ ถาด กระโถน ตะกร้าหมาก กระเป๋าหมาก ถ้วยฝาปิ่นโต พานโตก ซึ่งนิยมในกลุ่มสังคมระดับ
หนึ่ง ของเมืองไทยเมื่อประมาณ 40 ถึง 80 ปีที่แล้ว อ่างล้างหน้า เหยือกน้ำ กล่องสบู่ กล่องยาสีฟัน แปรงสีฟัน ที่
-9-
ใส่ซองจดหมาย โต๊ะทำงานและ ตู้โชว์ของตามแบบแผนวัฒนธรรมตะวันตก ก็มีอยู่บ้าง ประกับคัมภีร์โบราณ ฝา
บาตร เชงิ บาตร กลอ่ งพระธรรม กม็ ีปรากฎตามวดั วาอารามบางแหง่ สนองตอบกิจกรรมของสงฆ์ และศาสนา
1. ปุง
ภาพปงุ
ต้ังแต่โบราณมาแทบทกุ ครวั เรือนของชาวล้านนาจะมีภาชนะประเภทนี้ไว้ใช้ในเรือน อย่าง
น้อย 2 ถึง 3 ใบปุงมีโครงเป็นเครื่องสานคล้ายกล่องข้าวเหนียวมีก้นสีเ่ หลี่ยมสว่ น ใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ
12 นวิ้ สงู ประมาณ 18 นิว้ คอคอดทรงกระบอกฝาปิด คล้าย ๆ ขวดโหลแก้ว ฐานของปุงทำด้วยไม้จริงเป็นสี่เหลี่ยม
จัตุรสั สงู ประมาณ2 – 3 นิว้ คาดรดั ติดกบั ปุงดว้ ยเส้นหวายถักยึดกับคอของภาชนะตัวของปงุ มีลักษณะอ้วนป่องทา
ด้วยยางรักหนาพอสมควรจึงมีลักษณะแข็งแรงรองรับการกระทบกระทั่งได้ดีการตกแต่ง ส่วนใหญ่เป็นการเขียน
ลวดลายด้วยชาดเป็นลายพันธุ์พฤกษาแบบพื้นเมืองไม่นิยมมีรูป สัตว์ลวดลายตกแต่งจะเน้นด้านข้างสี่ด้านของ
ภาชนะ เปิดเป็นลายช่องกระจก ไม่ปรากฎ ว่ามีการปิดทองคำเปลว หรืองานประดับกระจกปกติจะมีรูสำหรับร้อย
เชือกจากฐานไมโ่ ยง ผ่านหูปลอกหวายที่คอของภาชนะสำหรับหิ้วหรือหาบดั้งเดิมมีหน้าที่ใช้สอยสำหรับเก็บ เมล็ด
พันธ์ุพืชและของใชส้ ว่ นตัวมิได้ใช้รับแขกหรอื เป็นหนา้ ตาของเจ้าของบ้านไม่ปรากฏ วา่ มี ปงุ ที่ตกแตง่ ดว้ ยเทคนิคการ
ฮายดอก ส่วนใหญ่เจ้าของบ้านทำขึ้นใช้เอง หรือไหว้วาน เพื่อนบ้านคนคุ้นเคยทำให้ มิได้ทำสำหรับการซื้อขาย
ดังนั้นขีดความสามารถ ทักษะอารมณ์ และความเฉพาะตัวทางศิลปะจึงดูเหมือนว่ามีความชัดเจนมากลวดลาย
ประดับปุงอาจ กล่าวได้ว่าเป็นตัวอยา่ งงานศิลปะพื้นบ้านแท้ ๆ ของล้านนาปราศจากกรอบและแบบแผน ของสกุล
ชา่ งทีเ่ ปน็ กฎเกณฑ์บงั คบั
- 10 -
2. ขันหมาก
ภาพขนั หมาก
การกินหมากเคี้ยวหมากเป็นวฒั นธรรมของคนเอเชียโดยทัว่ ไป ภาชนะของประกอบ การกิน
หมากภาษาไทยกลางเรียกว่า เชย่ี นหมาก ชาวล้านนาเรียกว่า ขันหมาก ลกั ษณะ ของขันหมากพืน้ เมืองของชาวล้าน
ขนาดเฉลีย่ มีขนาดคอ่ นข้างใหญ่และหรูหรากวา่ ภาชนะ ที่เกี่ยวข้องกับการกินหมากในภูมิภาคอื่นขันหมากล้านนามี
โครงเป็นไม้ไผ่สานและขดเป็น ทรงกระบอกกลมหรือหักเหลี่ยมโค้งกว้างประมาณ 15 นิ้ว สูง 12 – 20 นิ้วเป็น
กล่องขนาด ใหญ่สำหรับใส่ใบพลูชั้นล่างและมีถาดเป็นฝาปิดข้างบนเพื่อรองรับตลับหมากขนาดเล็ก ใช้ใส่เครื่อง
เคี้ยวอื่น ๆ รวมทั้งมีดผ่าหมากและเต้าปูน ขันหมากส่วนใหญ่ตกแต่งด้วยการ เขียนลวดลายสีชาด และรักพิมพ์
บางครั้งมีการเติมด้วยทองคำเปลวเพิ่มความสวยงาม หรูหรามากขึ้น การติดเบี้ยที่ตีนขันหมากแสดงออกถึงความ
รำ่ รวยและมีกินมีใช้ของเจ้า ของบ้านแลว้ ยังเป็นหน้าเปน็ ตาและความภูมิใจของเจ้าของเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
การต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือนในอดีตเจ้าของเรือนจะนำเอาขันหมากใบสวยงามออกมา ต้อนรับแขกที่มาถึงบน
เรือนเป็นการแสดงถึงไมตรีและการให้เกียรติอีกทั้งเป็นการแสดง ออกถึงรสนิยมที่ดีและความมั่งมีของเจ้าของ
เรือน แต่เดิมชุดตลับเล็ก ๆ บนถาดฝา ขันหมากเป็นไม้กลึงสวยงามบางครั้งก็เป็นตลับขดด้วยตอกไม้ไผ่ทารัก
เช่นเดียวกับตวั ขนั หมากในสมยั หลงั ๆ นิยมใชต้ ลับเงินตีดุนเป็นลวดลายแทนไม้กลึงทำให้ดหู รหู ราภมู ฐิ าน มากขึ้น
การผลิตขนั หมากพืน้ เมืองแต่ละพืน้ ที่จะมีผู้ชำนาญการ หรอื ผผู้ ลติ ในเชิงธรุ ะกิจ นับตั้งแต่
การขึ้นโครงสาน การทารักทาชาดและเขียนลวดลายประดับประดา รูปแบบ ของงานจะปรากฎออกมาเป็นกลุ่ม
สกลุ ชา่ งประจำถิ่น พบอยู่กันเปน็ ละแวกกว้าง ๆ แต่รศั มีไมไ่ กลจากแหล่ง ผลติ เทา่ ใดนกั ลูกค้าหรือผู้ซื้อจะมาสั่งทำ
เปน็ ราย ๆ มิได้มกี ารผลิตแล้วนำไปเร่ขายทัว่ ๆ ไป ดงั นนั้ ความ หรหู ราวิจติ ร จะขนึ้ อย่กู บั ผสู้ ั่งทำขันหมาก ประกอบ
กับ ขดี ความสามารถและทักษะของช่างผผู้ ลติ
อย่างไรกต็ ามรปู แบบขนั หมากพืน้ เมืองนคี้ อ่ นข้างจะมีโครงสร้างและการตกแต่ง คล้าย ๆ กนั
คือมโี ครงสานด้วยตอกแบน ดามด้วยตอกเส้นหนา ขดเปน็ วงกลมเสริม ให้แขง็ แรงเป็นปล้อง ๆ ตีนขันหมากจะผาย
ออกเล็กน้อย ถาดฝาบนตัวขันหมากมีขอบ สูงป้องกันตลับกลิ้งตกจากขันหมากช่วงตัวตอนกลางจะมีลวดลาย
- 11 -
ประดับเป็นลวดลาย หลักใช้รักสีดำและชาดสีแดงตัดกันเป็นองค์ประกอบทางศิลปะลักษณะรูปทรงเช่นนี้ จะพบ
ท่วั ไปอย่างหนาแนน่ ในเขตเชียงใหม่ ลำพนู ลำปางแพร่ น่าน และประปรายใน พืน้ ที่ใกล้เคียง
ขนั หมากแบบววั ลายมีลกั ษณะตา่ งจากขันหมากพืน้ เมืองมากพอทีจ่ ะเห็นข้อแตกต่าง อยา่ ง
ชัดเจน เช่น โครงสานทำด้วยตอกเส้นกลมเล็กสานลายขัดกับตอกเส้นแบนที่จัดเป็น รัศมีจากลางของก้นขันหมาก
ออกไป เมื่อสานได้เป็นวงกลมขนาด 12 นิ้ว ก็จะหักขึ้นและ สานต่อเป็นทรงกระบอกเตี้ยๆ สูงประมาณ 6 – 8 นิ้ว
ไม่นิยมรัดขอบเป็นปล้อง ดังนั้น จึงมีรูปทรงเป็นกระบอกเกลี้ยงถมด้วยสมุกและขัดให้เรียบหลาย ๆ ครั้งก่อนที่จะ
ตกแต่ง ด้วยการฮายดอกด้านนอกของรูปทรงกระบอกภายในทาสีแดงชาดเรียบ รวมทั้งถาดปิด และก้นขันหมาก
ลวดลายขูดจะมีโครงลายที่ค่อนข้างแน่นอนแต่มองเห็นไม่ค่อยชัดเจน เพราะลวดลายมีพื้นผิวและสีสันที่ทำให้แลดู
เสมอกันทั่วทั้งภาชนะ คือเป็นสีแดงคล้ำ ๆ ตัดกับสีแดงของชาดและก้นภาชนะ ลวดลายที่นิยมกันแต่อดีตเป็น
ลักษณะดอกไม้ที่ก้าน ต่อที่เรียกว่าดอกก๋ากอก และดอกสารภี บางครั้งเป็นลักษณะเป็นก้านเกสรดอกไม้ หรือ
ดอกบัวเล็ก ๆ เต็มเป็นพื้นคลุมทั้งภาชนะการผลิตที่ทำกันอย่างพิถีพิถันเพราะเป็นงาน ผีมือที่ละเอียดอาศัยช่างผู้
ชำนาญทีท่ ำกนั เปน็ กลมุ่ มีการผลิตตลอดปีโดยทีไ่ มต่ ้องรอการสง่ั ของลกู ค้า บางทีมกี ารทำเกบ็ เอาไว้มาก ๆ เม่ือได้
จำนวนตาม ต้องการก็เดินทางไปจำหน่ายในตลาดต่างบ้านต่าง เมือง ในสมัยโบราณมีการหาบคอนเป็นคาราวาน
เพือ่ นำขันหมากเครือ่ งเขินนันทารามไปขายตามเมอื งสำคัญในล้านนาและพืน้ ที่ใกล้เคียง
ขันหมากแบบนนั ทารามเปน็ ที่นิยมของผู้อยูใ่ นเมอื งมากกวา่ ชนบทอีกทั้งยังมีราคาสงู สำหรับ
ชาวบ้านธรรมดาเม่อื เทียบกับเครอ่ื งเขินพื้นเมอื ง ดังนนั้ ขนั หมากแบบนันทาราม สว่ นใหญ่จงึ ปรากฎพบในเขตเมือง
สำคัญของล้านนาในพื้นที่ที่กว้างและไกลชุดขันหมาก นันทารามบางทีขายพร้อมกับตลับชุดที่มีลวดลายแบบ
เดียวกัน หรอื เป็นตลับเงินซึง่ ก็ ผลติ จากแหล่งเดียวกับตัวขันหมากขันหมากนนั ทารามน้ีโดยหลักการแล้วถือว่าเป็น
การผลิตงานหัถตอุตสาหกรรม ตามเทคนิคของช่างไทเขินในรฐั ฉาน แต่รูปแบบของภาชนะได้ปรบั ให้คล้อยตามกับ
หน้าที่ใช้สอยใหม่ที่นิยมกันในเขตล้านนา ทั้งคุณภาพและรูปแบบนับว่าประณีตและ วิจิตรเป็นที่ยอมรับในระดับ
สากลวา่ เป็นงานทีด่ ีมคี ุณคา่ ทางศิลปะอกี ท้ังเปน็ ตวั แทน
- 12 -
3. ขันดอกและขนั โตก
ภาพขนั ดอกและขันโตก
ขนั ดอกคือพานใสด่ อกไม้และเคร่อื งเซน่ ไหว้ของชาวล้านนาเรียกว่าขนั ดอกมีลักษณะคล้าย
จานที่มีฐานยกสูงขึ้นไป เข้าใจว่าคงได้รูปแบบหรืออิทธิพลมาจากจานเชิงของจีนซึ่ง เป็นเครื่องปั้นดินเผาแต่ว่าขัน
จะมีส่วนจานและฐานเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายอย่างชัดเจน หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่าฐานปัทม์ส่วนใหญ่ขันดอกแบบ
โบราณจะทำมาจากไม้สักกลึง สองหรือสามตอนมาสวมตอ่ กันเป็นรูปพานทาด้วยยางรักและตกแต่งด้วยการเขียน
ลวดลายสีดำสแี ดงเป็นกลีบบัวสอดไส้ขนาดท่ัว ๆ ไปของขนั ดอกสูงประมาณ 12 นิว้ และเส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ
10 นิ้ว ใช้สำหรับใส่ข้าตอกดอกไม้ธูปเทียนไปวัดหรือ ในพิธีกรรม บางทีก็ใช้ใส่เครืองเซ่นไหว้และของที่มอบให้เปน็
ทางการในพิธีสำคัญ ขันดอกไม้กลึง เป็นขันดอกประเภทหนึ่งที่ชาวล้านนาได้รับอิทธิพลและรูปแบบ จากขันดอก
ของชาวไทเขินเรียกว่า “ขนั ซี่” หรอื “ขันตีนถี”่ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะทีเ่ ด่นมาก กลา่ วคือช่วงทีเ่ ชอ่ื มระหว่างตัวพานไม้
กลึงกับฐานไม้กลึงแทน ที่จะเป็นไม้กลึงทรงบัวลูกแก้ว ก็จะเป็นซี่ไม้กลึงขนาดเล็ก ๆ เรียงชิดกันเป็นแถวรอบฐาน
ทรงกลมคล้ายขนั โตกขันซีท่ ัว่ ไป จะทาสีแดงชาดเทา่ นั้นไม่นยิ มมีลวดลายประดับเหมือนขนั ดอก แบบพื้นเมือง ขันซี่
บางชุดมีการกลึงลวดบัวที่มีสัดส่วนสวยงาม แปลกตา บางชุดก็มีความกล้างขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18
นิ้ว หรือมากกว่านั้น ใช้สำหรับเป็นขันตั้งหรือภาชนะในพิธีสำคัญทางศาสนา ซี่ไม้ที่เป็นขามีการเหลาเป็น ปล้อง ๆ
สวยงามเมอ่ื เรียงเป็นแถวจะมีลกั ษณะคล้ายลกู กรงระเบียงบ้าน
ขนั โตกเปน็ ภาชนะทีม่ โี ครงสรา้ งและวสั ดุเชน่ เดียวกบั ขันดอก แตว่ ่ามีขนาดการ ตกแต่งและ
ประโยชน์ใช้สอยที่แตกต่างกันออกไปปกติขันโตกจะเป็นไม้กลึงขนาดเส้น ผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 -20 นิ้วมีขา
เป็นไม้กลึงเรียกวา่ ลกู ติง่ (ลูกกรง) 6 หรอื 8 ขา เชอ่ื มระหว่างตวั โตกและฐาน ขนั โตกทีชาวบ้านใช้กนั ทัว่ ไปเป็นโตก
ไม้ธรรมดา หรอื ทา ยางรักสีดำสำหรบั เปน็ ภาชนะรองถ้วยใสอ่ าหาร ขนั โตกสำหรบั ชนช้ันสูงและพระสงฆ์ ส่วนมาก
นิยมทาชาดสีแดงมีขนาดใหญ่กว่าขันโตกของชาวบ้านบางครั้งมี ฝาชีครอบทำ ด้วยเครื่องสานหรือไม้จริงเรียกว่า
อูบข้าว (ตะลุ่ม) ขันโตกทาชาดสีแดง บางครงั้ ก็ใช้ใน พิธีกรรม เช่น การจดั ขนั ตั้ง (ขนั ไหว้ครู) ขนั ขวัญ (บายศรี) และ
ขนั ใส่เครื่องไทยทาน ถวายพระเปน็ ต้น
- 13 -
บ้านววั ลาย บ้านนันทารามซึง่ นยิ มทำขนั ดอกมีลวดลาย การฮายดอกเป็นกลีบบัว และ
ลวดลายแปลก ๆ แลดูละเอียดประณีตมีรสนิยมสวยทั้งรูป ทรงและลวดลายตกแต่ง ปรากฎแพร่หลายในตัวเมือง
สำคัญ ต่าง ๆ ในล้านนา ขันดอกแบบวัวลายบางชุดมีการตกแตง่ ด้าน นอกเป็นลายปิดทองรดน้ำ แบบพานแว่นฟา้
ของไทยภาคกลาง ซึ่งนา่ จะปรากฎขึน้ ในยุคหลังใช้สำหรบั ต้ังเครื่องพิธี เพราะวา่ ลายทองไมเ่ หมาะสำหรับหน้าที่ใช้
สอยของตัวภาชนะทองคำเปลวจะหลุดเมื่อมีการสัมผัสถูไถบ่อย ๆ ถึงแม้ขันดอกจะมีรูปทรงคล้ายขันโตก แต่
โดยทั่วไปแล้วจะไม่ใช้สำหรับ ใส่อาหารรับประทานจะใช้เฉพาะของแหง้ และเครื่องไหว้เท่าน้ัน
4. ขันโอ
ภาพขนั โอ
ขนั โอคือภาชนะเครือ่ งรกั ทีม่ รี ปู ทรงที่พัฒนามาจากกระบุงไม้ไผส่ านสำหรบั ใส่ของหลาย
ประเภทในพิธีกรรมและการไปทำบุญเรียกว่าขันโอ รูปทรงของขันโอเหมอื นกระบงุ ขนาดเล็กป้อม ๆ เตี้ย ๆ ทาด้วย
ยางรักเรียบ ด้านนอกสีดำด้านในสีแดง มีหูเล็ก ๆ สี่หู สำหรับร้อยเชือกหาบปากขันโอมีถาดวางปิดไว้ก้นขันโอมี
การเสริมปมุ่ สี่ป่มุ ด้วยการปั้น ยางรักใหห้ นารองรบั การถไู ถได้ดีบางทีก็ใช้หอยเบีย้ เสริมความแข็งแรงของปุ่มรองก้น
ขันโอจะนิยมผลิตเป็นคู่เสมอ เรียกว่าเป็นหาบไม้คานหาบส่วนใหญ่จะเป็นไม้คานเรียว เล็กดัดปลายทั้งสองให้งอน
ขึ้น หรือแกะสลักเป็นลวดลายสวยงาม ขันโอที่เป็นใบเดี่ยว ไม่มีคู่จะมีขนาดเล็กกว่า เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10
ถึง 12 นิ้วประดับด้วยลวดลาย การเขียนสีหรือปิดทอง ไม่มีหูร้อยเชือก เพราะใช้อุ้มเหมือนขันเงินหรือสลุงเงิน
นา่ จะ เป็นอิทธิพลจาก “ก๊อกโอ” หรอื ”ซ้าข้อง” ของชาวไทเขินจากเชียงตงุ
ขนั โอทีผ่ ลิตข้ึนในจงั หวดั เชยี งใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งละแวกบ้านวัวลาย จะมี โครงสร้างเปน็
ลายขัดตอกคล้าย ๆ ขันหมากวัวลาย คือมีทรงกลมผสมกับทรงกระบอก มิได้มีก้นและตัวแบบกระบุง รูปทรง
เหมือนขันน้ำทั่ว ๆ ไป ขันโอบ้านวัวลายจะมีขนาดใหญ่เกือบเท่ากระบุงทายางรักสี แดงทั้งนอกและใน ไม่มีหูร้อย
เชอื ก แตใ่ ชส้ าแหรกหวายรอง รับสำหรับการหาบ ขันโอววั ลายบางชุดมีการตกแต่งด้วยการ ฮายดอกด้านนอกของ
ภาชนะ แตล่ วดลายคอ่ นข้างใหญ่ตาม ขนาดภาชนะคือใหญ่กวา่ ลวดลายของขันดอกไม้และขนั หมาก
- 14 -
ขันโอบ้านวัวลายได้พัฒนาไปสู่รูปแบบของขันน้ำพาน รองและขันน้ำสาครตามความต้องการของตลาดในยุคสมัย
รชั กาลที่ 6 เพื่อส่งไปยังภาคกลางพร้อมกบั ของใช้ของที่ระลึกอื่น ๆ ในยุคนั้นขันโอววั ลาย น่าจะให้อิทธิพลต่อการตี
ขนั เงินและสลุงเงนิ แบบต่าง ๆ ของเชียงใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สลงุ เงินดอกที่นิยมผลิตเป็นคู่ ๆ แบบเดียวกับขันโอ
เครื่องเขนิ
5. หบี ผา้ ใหม่
ภาพหีบผา้ ใหม่
ในอดีตเมื่อผู้ชายชาวล้านนาจะเข้าพิธีแต่งงานและย้ายไปอยกู่ ับฝ่ายภรรยาส่งิ ที่ ต้องนำติดตวั
ไปก็คือ ดาบประจำตัวและหีบผ้าใหม่สำหรับใส่เสื้อผ้าในการย้ายบ้านเพื่อ เป็นการแสดงความมีหน้ามีตาและ
รสนิยมของวงศ์ตระกูล พ่อแม่และญาติของฝ่ายชาย จะสรรหาหีบผ้าใหม่สำหรับงานแต่งงานที่หรูหราและวิจิตร
เลอค่าตามยุคตามสมัยในอดีต หีบผ้าเครื่องเขินทรงแปดเหลี่ยมยาวสำหรับใส่ผ้าพับขนาดกว้างประมาณ 10 นิ้ว
ยาว 18 นิ้ว สูงประมาณ 15 นิ้วเป็นที่นิยมกันมากเทคนิคการสานไม้ไผ่คาดด้วยตอกยางรักสีดำ สีแดงในลักษณะ
ต่าง ๆ เปน็ แบบมาตราฐานของหบี ผา้ ใหม่ผู้มีฐานะดีจะว่าจ้างช่างให้ตก แต่งเขียนลวดลายพนั ธุพ์ ฤกษาด้วยชาดและ
แต้มทองคำเปลวอย่างสวยงามฝาด้านบนของ หีบผ้าจะอูมนูนเน้นความรู้สึกเกี่ยวกับความมั่งครั่งมีอุดมสมบูรณ์
เชิงของหีบผ้าจะบาน ผายออกคล้ายกับขันหมากพื้นเมือง ไม่ปรากฎว่ามีการตกแต่งหีบผ้าใหม่ด้วยการฮายดอก
หรือ ติดกระจกแก้วอังวะ หีบผ้าใหม่จะเป็นจุดสนใจในพิธีแต่งงาน แต่จะถูกเก็บไว้ใน ห้องนอนอย่างมิดชิดเป็น
สมบตั ิของลกู หลานตอ่ ไปหลงั จากเสร็จพิธี
วิธีการผลิตเครือ่ งเขิน
การผลิตเครือ่ งเขินตอ้ งใชว้ ัสดุอปุ กรณอ์ นั ประกอบด้วย
1. โครงภาชนะ โครงภาชนะได้จากวสั ดพุ วกไม้ไผช่ นิดหนึง่ ทีเ่ รยี กวา่ “ต้นเฮียะ” ซึ่งลำใหญ่ ยาว
ปล้องห่างมากมีเนื้ออ่อนเหนียวสามารถขดเป็นรูปภาชนะได้ง่าย ส่วนใหญ่ จะมีมากในภาคเหนือเท่านั้นนำไม้ไผม่ า
จกั เป็นตอกบาง ๆ จึงสานหรอื ขดเป็นรูปร่างตาม หุ่นภาชนะที่จะทำ วสั ดทุ ี่นยิ มใช้ทำโครงรองลงมา ได้แก่ ไม้ โลหะ
ตา่ ง ๆ พลาสตกิ ดินเผา โครงอดั จำพวกไม้อดั กระดาษอดั
- 15 -
น้ำรัก
2. น้ำรกั ที่ใชใ้ นการทาเครือ่ งเขินตอ้ งนำ มาผสมกับน้ำมันสน กวนให้เข้ากันดี กรอง ด้วยผา้ ขาวบาง
2 ชั้น ตรงกลางใสกระดาษสารอง 4 – 5 ชั้น รักที่กรองได้ต้องใส่ภาชนะ ปิดด้วยกระดาษสีน้ำตาลชุบน้ำ เพื่อไม่ให้
น้ำรักแห้งและสกปรก
3. รักสมกุ รักสมกุ เปน็ รกั ที่ผสมกบั สว่ นผสมอ่นื ๆ ใช้ทารองพืน้ หรอื ทาอุดส่วนทีเ่ ปน็ ร่องหรอื ทา ปะ
มุมเพื่อให้ผิวภาชนะเรียบ สมุกรองพื้นได้จากน้ำรักผสมกับผงอิฐ ผงดินขาว ในอัตรา ส่วน 5 : 5 : 1 โดยน้ำหนัก
สว่ นสมุกละเอียดได้จากน้ำรกั ผสมกับผงอิฐขาว ในอัตราสว่ น ทีเ่ ท่ากัน
4. น้ำยาหรดานน้ำยาหรดานเป็นน้ำยาที่ใชเ้ ขียนลายทำจากหรดานซึง่ เป็นหนิ สีเหลอื งออ่ นนำมาบด
ให้เป็นผงละเอียดผสมด้วยยางมะขวิดและน้ำฝักส้มป่อย เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วต้องนำ มากรองเอากากออก
เสียกอ่ นจงึ นำไปใช้ได้
5. ทองคำเปลวเงินเปลวชาดเป็นวัสดุที่ใช้ปิดทับหรืออุดลงไปบนผิวภาชนะเพื่อให้เกิดลวดลายและ
สีสันตาม ที่ตอ้ งการ
6. เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการทำเครือ่ งเขิน ได้แก่ มีดปลายตัด มีดปลายแหลม มีดขดุ สมกุ ยารอ่ ง มีดเซาะ
รอ่ ง เหลก็ จาร แปรงทารกั กระดาษทราย หนิ
การผลิตเครื่องเขินทส่ี านมาจากไมไ้ ผ่
นำโครงภาชนะที่เตรียมไว้ทาด้วยกากรักบาง ๆ เพื่อให้ยางรักประสานเส้นตอก ที่สานหรือขดให้แน่น
บริเวณขอบภาชนะใช้รักขันทา เป็นการยึดไม่ใด้ตอกเคลื่อนที่ ทงิ้ ไว้จนกระท้ังรักแหง้ ดีแล้ว ใช้มีดหรือสิ่วขูดเอาส่วน
ที่ขรขุ ระออกจนผวิ เรียบดี จากนั้นใช้รักสมุกชนิดหยาบ ทารองพ้ืนใหท้ ว่ั ภาชนะท้ังด้านนอกและด้านใน ปล่อย ทิ้งไว้
จนกระทั่งแห้งดีแล้ว จึงนำมาขัดหรือกลึงด้วยหินสีแดงจนเรียบลงด้วยรักสมุก อีกครั้งหนึ่ง รักสมุกที่ทาครั้งนี้ควร
เหลวกว่าครั้งแรกเล็กน้อย ครั้นแห้งดีให้ขัดด้วย กระดาษทรายน้ำละเอียด จนผิวเรียบเป็นมัน จับดูรู้สึกลื่นมือ ทา
ด้วยรักน้ำใสหรือรัก ผิวอีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยให้ผิวเรียบ และดำเป็นมันเงาดี นำไปอบให้รักแห้งสนิท ขั้น ต่อมาจึง
เป็นขึน้ ตอนการแต่งลวดลาย ซึง่ ทำได้ 2 ชนิด คือ ชนิด ลายรดนำ้ และ ชนิดลายขดุ
ลายรดน้ำใช้น้ำยาหรดานเขียนลาย จามที่ออกแบบไว้ส่วนใดที่ไม่ต้องการให้ติดสีเงิน หรือสีทองต้องใช้
น้ำยาหรดานทาถมลงไปให้ทว่ั ทิง้ ไว้จนย้ำยาแห้งพอสมควรทาด้วยน้ำรกั ใส อยา่ งดเี พียงบาง ๆ นำทองคำเปลวหรือ
เงินเปลว ปิดทบั ลงไปบนลวดลายจนเต็ม ถูทองคำเปลว ให้ตดิ แน่นดี นำไปแช่น้ำ หรอื รดน้ำ ทองเปลวหรอื เงินเปลว
ที่ปิดไว้บนสว่ นที่เขียนนำ้ ยา หรดาน จะพองตัวหลดุ ร่อนออกไปเหลือแต่สว่ นทีเ่ ปน็ ลวดลายไว้
ลายขุด ใช้เหล็กจารขุดลายให้เป็นร่องลึกลงไปในพื้นรักร่องที่ขุดนี้ ต้องไม่ลึกหรือตื้นเกินไปใช้น้ำมันมะมือ
ทาลงไปในร่องให้ทั่ว โรยผงสีที่ต้องการลงไปในร่องที่ขุดจนเต็มน้ำมันที่ทานี้จะ ช่วยใหสีติดแน่นดีขึ้นเช็ดส่วนที่ไม่
ต้องการออกเป็นอนั เสร็จ
- 16 -
การผลิตเครื่องเขินท่ที ำจากวสั ดอุ ืน่ ประเภทกล่องหรอื ของทเ่ี ป็นเหลีย่ ม
ขัดภาชนะทีท่ ำเสร็จแล้วด้วยกระดาษทรายใหม้ ีผิวเรียบพอสมควรพื้นผวิ ภาชนะ สว่ นใดมีร่อง หรอื รอยแตก
ต้องเซาะให้เป็นร่องแล้วอุดด้วยสมุกยาร่องหรือก๊กโซจนเต็ม ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งประมาณหนึ่งคืนเมื่อก๊กโซแห้งดี
แล้วขูดก๊กโซออกให้เรียบ ถ้าขูดแล้ว ร่องยังไม่เต็มต้องใช้ก๊กโซอุดใหม่จนเต็มแล้วจึงขูดออกให้เรียบ ปะมุมด้วย
กระดาษสา ทงิ้ ไว้ให้แห้ง ขั้นตอ่ มาใช้สมกุ หยาบทา รองพ้ืนชั้นแรก ทงิ้ ไว้จนแหง้ ขดั ด้วยหนิ หยาบให้เรียบ ทาอีก คร้ัง
ด้วยสมุกละเอียด กระทั่งแห้งดีจึงขัดด้วยหินละเอียดจน ผิวเรียบดีจึงใช้รักรองพื้นทา เมื่อแห้งดีนำมาขัดด้วย
กระดาษทรายน้ำเสรจ็ แล้วลงรักอีกช้ัน หน่งึ จึงนำเข้าตู้อบ อบให้รักแหง้ เม่อื อบดีแล้วนำมาขัดด้วยกระดาษทรายน้ำ
อย่างละเอียด ให้เรียบทาทับด้วยรักเงาอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย นำไปอบให้แห้งสนิท จึงนำไปเขียน ลวดลายเป็น
ขั้นตอนสุดท้ายตอ่ ไป
- 17 -
ตารางแสดงการวิเคราะห์ตวั ชี้วัด รายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่น
เร่อื ง เคร่อื งเงนิ และเครื่องเขิน
ที่ แผนการจัดการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชว้ี ดั ระดับช้นั
1 เครอ่ื งเงินววั ลาย
ว2.1 ม.1/1 อธบิ ายสมบตั ิทางกายภาพบางประการของ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1
2 ใครไมเ่ ขินเครื่องเขนิ ธาตุโลหะ อโลหะ และก่ึงโลหะ โดยใช้หลักฐาน เชิง
ประจักษ์ท่ไี ด้จากการสงั เกตและการทดสอบ และใช้ มัธยมศึกษาปีที่ 3
สารสนเทศที่ได้จากแหล่งขอ้ มูลตา่ ง ๆ รวมท้งั จดั กลุ่ม
ธาตุเปน็ โลหะ อโลหะ และ กึ่งโลหะ
ว2.1 ม.1/2 วิเคราะหผ์ ลจากการใชธ้ าตโุ ลหะ อโลหะ
กึ่งโลหะ และธาตุกมั มนั ตรงั สีที่มีตอ่ สิง่ มชี ีวิต สง่ิ แวดล้อม
เศรษฐกจิ และสงั คม จากข้อมูลท่ีรวบรวมได้
ว2.1 ม.1/3 ตระหนักถึงคณุ ค่าของการใช้ธาตโุ ลหะ
อโลหะ กง่ึ โลหะ ธาตุกัมมันตรังสีโดยเสนอแนวทาง การ
ใชธ้ าตุอย่างปลอดภัย คุ้มค่า
ว2.1 ม.3/1 ระบสุ มบตั ทิ างกายภาพและการใช้
ประโยชน์วสั ดปุ ระเภทพอลิเมอร์เซรามิก และวสั ดุผสม
โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษแ์ ละสารสนเทศ
ว2.1 ม.3/2 ตระหนักถึงคุณคา่ ของการใชว้ ัสดุประเภท
พอลเิ มอร์เซรามกิ และวัสดุผสม โดยเสนอแนะแนว
ทางการใช้วัสดอุ ย่างประหยัดและค้มุ คา่
ว.3.2 ป6/2 บรรยายและยกตัวอยา่ งการใชป้ ระโยชน์ ประถมศึกษาปที ่ี 6
ของหนิ และแรใ่ นชีวติ ประจำวันจากขอ้ มูลทีร่ วบรวมได้
- 18 -
ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้
กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
ครูผสู้ อน นางสาวนภาพรรณ ยอดยัง
รหสั วชิ า ว21103 ภาคเรยี นที่ 1 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 เวลา 22 ชัว่ โมง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 1 รายวชิ า วิทยาศาสตร์ 1 เวลา 2 ชั่วโมง
ช่ือหน่วย สารบริสุทธ์ิ
เร่ืองการดลุ ลายโลหะ
1.เป้าหมายการเรียนรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้/ ตวั ช้วี ัด/ตัวชวี้ ดั /ผลการเรยี นรู้ จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมบตั ขิ องสสารกบั
โครงสรา้ งและแรงยึดเหนีย่ วระหวา่ งอนภุ าค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปลยี่ นแปลงสถานะของสสาร การเกดิ
สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี
ตวั ช้ีวดั
ว 2.1 ม. 1/1 อธิบายสมบตั ิทางกายภาพบางประการของธาตโุ ลหะ อโลหะ และก่ึงโลหะ โดยใช้หลักฐานเชงิ
ประจกั ษ์ทไี่ ดจ้ ากการสงั เกตและการทดสอบ และใชส้ ารสนเทศทไ่ี ดจ้ ากแหลง่ ขอ้ มลู ต่าง ๆ รวมทั้งจดั กลุ่มธาตเุ ปน็
โลหะ อโลหะ และก่ึงโลหะ
ว 2.1 ม.1/2 วิเคราะห์ผลจากการใช้ธาตโุ ลหะ อโลหะ กงึ่ โลหะ และธาตุกมั มนั ตรังสี ท่ีมตี ่อสิ่งมีชีวิต
ส่งิ แวดล้อม เศรษฐกจิ และสังคม จากข้อมูลท่รี วบรวมได้
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
2.1 ดา้ นความรู้
- นกั เรยี นอธบิ ายสมบัตทิ างกายภาพบางประการของธาตุโลหะ
- นักเรียนวเิ คราะห์ประโยชน์จากการนำธาตโุ ลหะ ไปใช้ในชีวิตประจำวนั
2.2 ด้านทักษะ
- ทกั ษะการทีทักษะในการทดลองเร่อื งการทำพวงกญุ แจจากอลูมิเนียม
- การทดลองสมบัติของโลหะ
- นักเรียนมที ักษะในการสังเกตุ
2.3 ด้านคณุ ลกั ษณะ
- มีความสนใจใฝ่เรียน
- ทำงานร่วมกับผอู้ น่ื อย่างสร้างสรรค์
- 19 -
2. สาระการเรียนรู้
- ธาตุแต่ละชนิดมีสมบัติเฉพาะตัวและมีสมบัติ ทางกายภาพบางประการเหมือนกันและบางประการต่างกัน ซึ่งสามารถ
นำมาจัดกลุ่มธาตุเป็นโลหะ อโลหะและ กึ่งโลหะ ธาตุโลหะมีจุดเดือด จุดหลอมเหลวสูง มีผิวมันวาว นำความร้อน นำไฟฟ้า ดึง
เป็นเส้น หรือตีเป็นแผ่นบาง ๆ ได้ และมีความหนาแน่นทั้งสูงและต่ำ ธาตุอโลหะ มี จุดเดือด จุดหลอมเหลวตำ่ มีผิวไม่มันวาว ไม่
นำความร้อน ไม่นำไฟฟา้ เปราะแตกหักงา่ ย และมคี วามหนาแน่นต่ำ ธาตกุ ึ่งโลหะ มีสมบตั ิบางประการเหมอื นโลหะ และสมบัติ บาง
ประการเหมอื นอโลหะ
- ธาตโุ ลหะ อโลหะ และก่งึ โลหะ ทีส่ ามารถแผร่ งั สีได้ จดั เป็นธาตกุ ัมมนั ตรงั สี
- ธาตุมีทั้งประโยชน์และโทษ การใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ ธาตุกัมมันตรังสี ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม
เศรษฐกจิ และสังคม
3. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
ความสามารถในการสื่อสาร
ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแก้ปัญหา
ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
4. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ
3. มวี ินยั
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยู่อยา่ งพอเพียง
6. ม่งุ ม่ันในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจติ สาธารณะ
5. ชิน้ งานหรือภาระงาน (หลักฐาน/รอ่ งรอยแสดงความรู้)
• ผงั ความคิดเร่ืองการดุลลายโลหะ
6. สาระสำคัญ (องค์ความรู)้
ธาตุโลหะมีสมบัติพื้นฐาน คือ มีสถานะเป็นของแข็ง มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง เป็นมันวาว ทำให้มีสมบัติ
ของแมเ่ หล็กได้ ทำใหเ้ ป็นแผน่ บางหรือรปู ร่างตา่ ง ๆ ได้ และเป็นตวั นำไฟฟ้าทีด่ ี
7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (ใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบ 5E)
ขั้นนำเข้าสูบ่ ทเรยี น
1) ครชู วนนกั เรยี นพดู คยุ เก่ยี วกบั เคร่อื งประดบั เงนิ ในชมุ ชนววั ลายโดยมกี ารนำภาพการดลุ ลายโลหะลา้ นนา ให้
นกั เรยี นดเู พ่ือกระตนุ้ ความสนใจ
- 20 -
อาจมกี ารใช้คำถามเพื่อกระตุ้นนักเรียน เชน่ ใหน้ กั เรียนยกตัวอยา่ งโลหะทีน่ ักเรียนรู้จักและการใชป้ ระโยชน์จากโลหะ แนว
ทางการตอบ เช่น ทองคำ เงนิ สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชน่ การทำสายไฟ การทำเคร่ืองประดับ
2) นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคำถามและแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับคำตอบของคำถาม เพ่ือเชอ่ื มโยงไปสู่การเรียนรูเ้ รอื่ ง
ธาตุโลหะ
ครถู ามคำถามนักเรยี นเพ่ือกระตุน้ ความสนใจ เช่น
– ธาตุโลหะอยู่ในหมูใ่ ดของตารางธาตุ แนวคำตอบ หมู่ 1A 2A ธาตบุ างชนิดในหมู่ 3A–6A และกลุ่มโลหะแทรนซิ
ชัน
– ธาตุโลหะมีสมบัตใิ ดบา้ ง แนวคำตอบ เป็นมันวาวและนำไฟฟา้ ได้ดี
ขัน้ สำรวจและคน้ หา
(1) ให้นักเรียนศึกษาเรื่องธาตุโลหะจากใบความรู้เรื่องการดุลลายเครื่องเงิน หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย
อธิบายใหน้ ักเรียนเขา้ ใจว่า ธาตุโลหะ คอื ธาตทุ ีม่ ีสมบตั เิ ป็นโลหะ ซงึ่ มีสมบตั ิเฉพาะตวั
(2) แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 5–6 คน แต่ละกลุ่มสำรวจธาตุโลหะใกล้ตัว ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดย
ดำเนินการตามข้นั ตอนดังนี้
• สบื คน้ ขอ้ มลู สมบัตขิ องธาตุโลหะและการทำดลุ ลายโลหะลา้ นนา
• สำรวจวัสดุและอุปกรณ์ภายในบริเวณโรงเรยี นว่ามีธาตุโลหะชนิดใดเป็นส่วนประกอบ และทำหน้าท่ี
อะไร
(3) นักเรยี นและครูรว่ มกันตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมูลทไ่ี ด้จากการปฏิบัติกิจกรรม
(4) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ บริเวณที่สำรวจและเปิดโอกาสให้
นักเรียนทกุ คนซักถามเม่อื มีปัญหา
ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป
(1) นกั เรียนแต่ละกลุ่มสง่ ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(2) นักเรยี นและครรู ่วมกันอภปิ รายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใชแ้ นว
คำถามตอ่ ไปน้ี
- 21 -
– ธาตุโลหะมีสมบัติใด แนวคำตอบ เป็นมันวาว จุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง ทำเป็นแผ่นบางหรือรูปร่างต่าง ๆ ได้ เป็น
ตัวนำไฟฟา้ ทำให้มีสมบัตขิ องแม่เหล็กได้ และสถานะสว่ นใหญ่เปน็ ของแข็ง
– ยกตัวอยา่ งธาตโุ ลหะในวสั ดุ อุปกรณ์ทสี่ ำรวจได้และสมบัตทิ ่ีนำไปใช้ประโยชน์ แนวคำตอบ ทองแดงใชท้ ำสายไฟฟ้า โดย
ใชส้ มบตั กิ ารนำไฟฟา้ และทองและเงนิ ใช้ทำเครือ่ งประดับ โดยใชส้ มบัติการทำให้เป็นแผน่ บางหรอื รูปรา่ งต่าง ๆ รวมถึงการ
ดุลลายโลหะลา้ นนา
(3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า ธาตุโลหะมีสมบัติเป็นโลหะ คือ
เป็นมันวาว จุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง ทำเป็นแผ่นบางหรือรูปร่างต่าง ๆ ได้ เป็นตัวนำไฟฟ้า ทำให้มีสมบัติของ
แมเ่ หลก็ ได้ และสถานะสว่ นใหญเ่ ป็นของแข็ง
ขน้ั ขยายความรู้
(1) ครูขยายความรู้ให้กับนักเรียน โดยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ธาตุโลหะบางชนิดมีความหนาแน่นต่ำ เช่น
แมกนีเซียมมีความหนาแน่น 1,740 กิโลกรัม/ลูกบากศก์เมตร ส่วนธาตุโลหะบางชนิดมีความหนาแน่นสูง เช่น อิริเดียมมี
ความหนาแนน่ 22,650 กิโลกรมั /ลกู บาศก์เมตร
(2) นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการสง่ ออกสินค้าประเภทโลหะในอาเซียนและผลต่อเศรษฐกจิ ของประเทศ จาก
หนังสือ วารสารวิทยาศาสตร์ สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน และอินเทอร์เนต็ รวมทั้งนำขอ้ มูลท่ี
คน้ ควา้ ไดม้ าจัดทำเป็นรายงานหรือจดั ปา้ ยนิเทศใหเ้ พ่ือน ๆ ไดท้ ราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรกู้ นั
ขั้นประเมนิ
(1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อ
สงสยั ถา้ มี ครชู ่วยอธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ
(2) นกั เรยี นรว่ มกันประเมนิ การปฏิบตั ิกจิ กรรมกลุม่ ว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้แกไ้ ขอย่างไรบ้าง
(3) นักเรียนและครรู ว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกับประโยชน์ที่ไดร้ ับจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม และการนำความรู้ท่ีได้ไปใช้
ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยการใหต้ อบคำถาม เชน่
• อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนกิ ส์มีส่วนประกอบหลกั เป็นธาตโุ ลหะเพราะอะไร
• อปุ กรณท์ ำอาหารมักมสี ว่ นประกอบของธาตุโลหะเพราะอะไร
ครูอาจนำพวงกญุ แจดลุ ลายรูปสัตวต์ ่าง ๆ เป็นของท่รี างวลั เพื่อกระตนุ้ ใหน้ ักเรียนตอบคำถาม
ขั้นสรุป
นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับธาตโุ ลหะ โดยรว่ มกันเขียนเป็นแผนทค่ี วามคิดหรอื ผังมโนทศั น์เร่ืองโลหะ
และการใชป้ ระโยชนจ์ ากโลหะ
11. สอื่ การสอน
1. หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท)
กระทรวงศึกษาธกิ าร
2. ส่ือ power point เร่อื ง โลหะ
3. คมู่ ือครู รายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 เล่ม 1 สถาบันสง่ เสรมิ การสอน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ
4. ใบความร้เู รอ่ื ง การดุลลายโลหะ
- 22 -
12. แหล่งเรยี นรู้
1. ห้องสมุด และแหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ
2. วทิ ยาลยั ในวังสาขาวัดศรีสุพรรณ
13. กระบวนการวดั ผลประเมนิ ผล เคร่ืองมอื เกณฑ์
รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
วธิ ีการ แบบประเมนิ แผนผังความคิด ระดบั คุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
ตรวจแผนผังความคิด
สังเกตความสนใจใฝ่รู้ พอใจใน แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึง
ประสบการณ์การเรียนรู้เก่ียวกบั ประสงค์
วทิ ยาศาสตร์ และทำงานร่วมกับผู้อน่ื
อยา่ งสรา้ งสรรค์
แบบประเมนิ พฤติกรรมการทำงาน สรปุ ผลการ
คำช้แี จง : ให้ทำเคร่อื งหมาย / ลงในชอ่ งการประเมนิ และสงั เกตพฤตกิ รรมท่ีกำหนด ประเมิน
รายการสงั เกต
เลข ชื่อ - สกลุ
ที่
ีมความกระตือรือร้นใน
การแสวงหาความรู้
ัซกถามเพื่อหาเห ุตผล
และคำตอบ
สนใจศึกษาเรียน ู้ร
เ ิพ่มเติม
ีมความพยายามและ
ทำงานเสร็จตาม
กำหนด
4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 ผา่ น ไมผ่ า่ น
1
2
3
4
5
เกณฑ์การประเมนิ
องค์ประกอบท่ี 1 มีความกระตอื รอื รน้ ในการแสวงหาความรู้
4 หมายถงึ สนใจ ใฝร่ ู้ รว่ มกิจกรรมการเรียนรู้ดีมาก มีส่วนร่วมในกจิ กรรมการเรียนรู้ อย่างขมีขมนั ทกุ ข้ันตอน
3 หมายถงึ สนใจ ใฝ่รู้ รว่ มกจิ กรรมการเรียนรดู้ ี มสี ่วนรว่ มในกิจกรรมการเรยี นรู้ด้วยความตัง้ เกือบทุกข้ันตอน
2 หมายถงึ สนใจรว่ มกิจกรรมการเรยี นร้ดู พี อสมควร มีส่วนร่วมในกจิ กรรมเกอื บทกุ ข้นั ตอน
1 หมายถงึ สนใจและมสี ่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียนร้นู อ้ ย
- 23 -
องคป์ ระกอบที่ 2 ซกั ถามเพ่อื หาเหตุผลและคำตอบ
4 หมายถงึ ซักถามเพื่อหาเหตุผลและคำตอบด้วยความสนใจใช้คำถามทแ่ี สดงความสามารถในการคิดวิเคราะหห์ า
เหตุผลได้ดีมาก
3 หมายถึง ซักถามเพื่อหาเหตุผลและคำตอบด้วยความสนใจใช้คำถามที่แสดงความ สามารถในการคิด
วเิ คราะหห์ าเหตผุ ลได้ดี
2 หมายถึง ซักถามเพื่อหาเหตุผลและคำตอบด้วยความสนใจ ใช้คำถามที่แสดงความ สามารถในการคิดวิเคราะห์
หาเหตผุ ลได้พอใช้
1 หมายถึง มีการซกั ถามเพ่ือหาเหตผุ ลและคำตอบนอ้ ยมาก
องคป์ ระกอบที่ 3 สนใจหาความรู้เพิ่มเติม
4 หมายถึง ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารและหาข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาอย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง
3 หมายถึง ศกึ ษาค้นคว้าเพิม่ เติมจากเอกสารและหาข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั เรื่องทศ่ี ึกษาหลายครง้ั
2 หมายถึง ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารและหาข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาเป็น
บางครั้ง
1 หมายถึง ไมส่ นใจศึกษาหาความรเู้ พิ่มเตมิ
องค์ประกอบท่ี 4 มคี วามพยายามและทำงานเสร็จตามกำหนด
4 หมายถึง ต้งั ใจพยายามทำงานและทำงานไดเ้ สรจ็ ทันเวลาทก่ี ำหนด
3 หมายถึง ตง้ั ใจพยายามทำงานและทำงานได้เกือบเสร็จทันเวลาทกี่ ำหนด โดยเพิ่มเวลาใหเ้ ล็กนอ้ ย
2 หมายถงึ ตง้ั ใจพยายามทำงาน แต่ทำงานไม่เสร็จตามเวลาทก่ี ำหนด ต้องเพิ่มเวลาใหม้ ากกว่า 1 ครงั้
1 หมายถงึ ไม่ตงั้ ใจทำงานใหเ้ สร็จตามทีก่ ำหนด
เกณฑ์ตัดสนิ ผลการเรียน
ผู้เรียนตอ้ งมีพฤติกรรมในแต่ละองคป์ ระกอบอยา่ งนอ้ ยระดับ 2 ขนึ้ ไป จำนวน 3 ใน 4 รายการ
- 24 -
แบบประเมนิ ผังมโนทศั น์
ให้พิจารณาความสอดคลอ้ งระหวา่ งลักษณะทีส่ งั เกตไดก้ ับรายการประเมินผงั มโนทัศน์ของผ้เู รยี น
โดยใช้เกณฑ์ต่อไปน้ี
ระดบั คะแนน 4 หมายถงึ ดีมาก 3 หมายถงึ ดี
2 หมายถงึ ปานกลาง 1 หมายถึง พอใช้
ขอ้ รายการ ผลการประเมนิ
4 3 21
1 ประกอบดว้ ยเน้อื หาและสาระทเ่ี หมาะสม
2 มคี วามสวยงาม ประณตี สะอาด
3 การสะกดคำ การใช้ภาษามคี วามถกู ต้อง
4 แผนผงั ทน่ี ำเสนอมีความชดั เจน ครบถว้ น และสอดคล้องกับหวั ข้อ
5 การออกแบบงานศิลปะมีความเหมาะสม และละเอยี ด
6 การนำเสนอรูปแบบผงั มโนทัศน์มคี วามเหมาะสม
- 25 -
บนั ทกึ ความเหน็ ของผตู้ รวจหนว่ ยการเรยี นรู้
ไดท้ ำการตรวจแผนการจัดการเรียนรแู้ ลว้ มีความคดิ เห็น ดังน้ี
เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ที่
ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ เนื่องจาก...............................................
ขอ้ เสนอแนะ................................................................................................................... ......................................
ลงชอื่ ..........................................
(...............................................)
หวั หน้ากลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์/ผ้ตู รวจ
บนั ทึกความเห็นของกลมุ่ วชิ าการ
เปน็ หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี
ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ เนอ่ื งจาก...............................................
ข้อเสนอแนะ............................................................................................................ .............................................
สอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด สมรรถนะหลัก คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ และการเรยี นรู้ในศตวรรษที่
21 ที่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั มาใชใ้ นการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสม
ลงชื่อ..........................................
(.....................................................)
รองผูอ้ ำนวยการกลมุ่ บรหิ ารวิชาการ/ผู้ตรวจ
บันทกึ ความเหน็ ของของหัวหน้าสถานศกึ ษา
เปน็ หน่วยการเรียนรู้ที่
นำไปใช้ได้จริง ควรปรบั ปรุงกอ่ นนำไปใช้ เนื่องจาก..............................................................
ขอ้ เสนอแนะ................................................................................................................... ......................................
ลงช่อื ..........................................
(.................................................)
ผ้อู ำนวยการโรงเรียนวฒั โนทยั พายัพ
14. กจิ กรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
- 26 -
15. บันทกึ หลังสอน
ผลการสอน/ผลการเรียนรู้
ด้านความรู้
...................................................................................................... ........................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................. ............................
................................................................................................ ..............................................................................
ด้านคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................... ...........
...................................................................................................................... ........................................................
ปัญหา/อุปสรรค ข้อค้นพบ และแนวทางการทำวจิ ัยในช้ันเรียน
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ขอ้ เสนอแนะแนวทางแก้ไขและผลการแก้ไข
.......................................................................................................................................................................... ....
........................................................................................................................ ......................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................ ..............................
ลงชื่อ .....................................................ผสู้ อน
(นางสาวนภาพรรณ ยอดยัง)
…………./……………./……..
- 27 -
ใบความนกั รวูเท้ิ รยอื่ากศงจิ ากสกรตรารมท์รทาด่ี ง1า.ลุ 1นลอยาา่ ยงไโรลหะ
2. เครอื่ งเงินวัวลาย
การทำเคร่ืองเงนิ ของชมุ ชนวัวลายปรากฎหลักฐานต้งั แต่ครั้งสมยั ราชวงคม์ งั ราย โดยไดส้ ืบทอดอาชีพในการทำ
เครอ่ื งเงนิ ใหแ้ ก่ลูกหลานจนกลายเป็นชุมชนท่มี ชี า่ งฝมี ือการทำเครือ่ งเงินที่ได้รบั การยอมรบั ในปัจจุบัน เนือ่ งจากมี
ลักษณะเฉพาะและมีความปราณตี
ภาพการดลุ ลายโลหะ
ท่ีมาของแรเ่ งนิ ในการผลติ เครือ่ งเงิน
2. จากเมด็ เงนิ บริสทุ ธ์
3. เครือ่ งใช่โบราณทเ่ี ป็นเคร่ืองเงินเกา่ เช่นขนั นำ้ เหรียญกษาปณ์เปนตน้
อุปกรณ์สำหรบั การดุลลายเครื่องเงิน
3. สว่ิ ใชส้ ำหรับตอกดุลลายเคร่ืองเงนิ
สว่ิ คืออุปกรณท์ ี่ทำจากเหล็กใช้สำหรบั เดินเสน้ และทำลวดลายตา่ งๆ
ภาพสิ่วสำหรบั ดุลลายเครอื่ งเงนิ
- 28 -
4. ชนั
ชันเปน็ ยางไม้ชนิดหนึง่ มีสีดำเปน็ ยางทไี่ ด้มาจากไม้พันธ์ุสนเอเชยี ออสเตรเรีย และในอเมรกิ าใต้
นำมาเค่ยี มผสมกับน้ำมันเหลวเพือ่ ความยืดหยุ่นสำหรบั รองรบั การตอกของการดุลลายเครอ่ื งเงิน ส่วนประกอบของชนั ทำ
หรับดุลลายประกอบดว้ ย ชัน 1 กโิ ลกรมั น้ำมนั พืช 1 ลติ ร ผงดนิ เหนียวครึ่งกิโลกรมั นำทุกอย่างมาต้มในกระทะ สามารถ
เพิม่ ความน่มุ และความแขง็ ของชนั ไดโ้ ดนการเติมน้ำมันพืช ลงไป
ภาพชันสำหรบั ใช้รองแผ่นโลหะเพ่ือดลุ ลาย
5. คอ้ น
ภาพคอ้ นสำหรับใช้ตอกสว่ิ
ข้นั ตอนการดุลลายโลหะ
การดุลลายเงนิ
3. การข้นึ รูปโลหะเงนิ สามารถทำไดโ้ ดยการตัด การตอ่ การทุบ การตดั ต่อ การสาน การบุ การชกั
ลวด โดยการขนึ้ รูปของบ้านวัวลายเปน็ แบบด้ังเดมิ ที่สืบทอดมากันแตโ่ บราณนั้นคือการทุบ ใช้วธิ ีการตีจากกอ้ นกลมๆ ตใี ห้
เปน็ รูปรา่ งตามท่ีตอ้ งการให้บาง โดยจะตอ้ งเผาเงินให้อยู่ใน อุณหภูมิทเี่ หมาะสมเน้ือเงนิ จะอ่อนพอสมควร เม่อื เนื้อเงนิ เยน็
ตัวลงกจ็ ะต้องนาํ ไปเผาให้ รอ้ นและนาํ ไปตตี อ่ หากขึ้นรูปผิดพลาดหรอื ความหนาไม่สม่าํ เสมอ ก็จะตอ้ งนําไปหลอม และ
เริ่มต้นท่ใี หมห่ รือเมื่อตีหรอื ข้ึนรปู แล้วเกิดแตก หรือเนอื้ เงินขาด กจ็ ะต้องนําไปหลอม และเร่ิมต้นใหม่เชน่ กัน การขน้ึ รูปจะ
ไมม่ แี ม่พิมพจ์ ะใช้ค้อนตีเพยี งอยา่ งเดยี วซ่งึ ชา่ งต้องใช้ ความชาํ นาญและความระมัดระวังเป็นอย่างมาก
4. การแกะสลักลวดลายเคร่ืองเงินบ้านวัวลายในสมัยก่อนและปจั จุบนั จะ คลา้ ยกันโดยปจั จุบนั จะมี
บางขน้ั ตอนทแี่ ตกตา่ งจากสมัยโบราณ คอื การสลกั ลวดลายใน สมยั ก่อนจะใชเ้ หลก็ จิ๋วสลักลวดลายๆเดียว เม่ือตอ้ งการลาย
ใหมต่ อ้ งเปลี่ยนเหล็กตีลาย แต่ ในปจั จุบนั เหล็กตีลายหนึง่ อันจะมีสองลาย ทำใหก้ ารสลักลายรวดเรว็ ย่ิงขนึ้ วิธีการในการ
แกะสลกั ลวดลายพอสรุปได้คือ นําเคร่ืองเงนิ ที่ขนึ้ รปู ตามต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ววางลง บนชน้ั ชา่ งตอก ลายจะคาํ นวณ
ประมาณพืน้ ทผ่ี ิวเงนิ ว่าจะทำลายอะไรกะใหพ้ อดีแล้วดนุ ลายจากข้างในให้ นนู ออกมาตามโครงร่างรอบนอกของลายก่อน
แล้วถงึ ใส่ชนั ลงไปในเคร่ืองเงินใหเ้ ตม็ รอให้ ชนั เย็นตัว แล้วคว่ำลง จึงตอกลายตีกลับจากด้านนอกเปน็ ลายละเอียดอีกทีดว้ ย
เหลก็ สวิ ขนาดตา่ งๆ เม่ือเสร็จแล้วจงึ เอาชนออกจากเครื่องเงิน โดยการลนไฟให้ละลาย จนหลุดออกจากเครอื่ งเงินแล้วจงึ
นําเครื่องเงินไปขดั ทำความสะอาด
- 29 -
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 3
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564
ครผู สู้ อน นางสาวนภาพรรณ ยอดยัง ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3
เวลา 10 ชั่วโมง
รหสั วิชา ว21103 รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 เวลา 2 ชั่วโมง
หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 3 ชอื่ หน่วย วสั ดุในชวี ิตประจำวนั
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 1 เร่อื ง ใครไม่เขนิ เครอื่ งเขนิ
1.เปา้ หมายการเรยี นรู้
มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชว้ี ัด/ตัวช้วี ัด/ผลการเรยี นรู้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสมบัติของสสารกบั
โครงสร้างและแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งอนภุ าค หลกั และธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิด
สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี
ตัวชว้ี ัด
ว2.1 ม.3/1 ระบสุ มบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์วัสดุประเภทพอลเิ มอรเ์ ซรามิก และวัสดุผสมโดยใช้
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์และสารสนเทศ
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.1 ด้านความรู้
- นักเรยี นสามารถระบุสมบัติทางกายภาพบางประการของพอลิเมอรป์ ระเภทพลาสตกิ ยาง และเส้นใยได้
2.2 ดา้ นทกั ษะ
- นักเรยี นทดลองเพื่อตรวจสอบสมบัตบิ างประการของพอลเิ มอร์แตล่ ะประเภทได้
- นกั เรียนเลือกใช้พอลิเมอร์ประเภทพลาสตกิ ยาง และเสน้ ใยในชีวิตประจำวนั ได้อย่างเหมาะสม
2.3 ด้านคุณลักษณะ
- มีความสนใจใฝเ่ รียน
- ทำงานร่วมกับผูอ้ ่ืนอย่างสร้างสรรค์
2. สาระการเรียนรู้
พอลเิ มอร์ เซรามกิ และวสั ดผุ สม เป็นวัสดทุ ่ใี ชม้ ากในชวี ิตประจำวัน
- พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่เกิดจากโมเลกุลจำนวนมากรวมตัวกันทางเคมี เช่น พลาสติก ยาง เส้นใย ซึ่ง
เปน็ พอลเิ มอรท์ ่ีมสี มบตั ิแตกต่างกนั โดยพลาสติกเป็นพอลเิ มอรท์ ี่ขึน้ รปู เป็นรูปทรงตา่ ง ๆ ได้ ยางยดื หย่นุ ได้ ส่วนเส้นใยเป็น
พอลิเมอรท์ สี่ ามารถดงึ เป็นเส้นยาวได้พอลเิ มอร์จึงใช้ประโยชนไ์ ด้แตกต่างกนั
3. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น
ความสามารถในการสือ่ สาร
ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแกป้ ัญหา
- 30 -
ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
4. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ซื่อสัตยส์ ุจรติ
3. มวี นิ ัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยู่อย่างพอเพยี ง
6. มุ่งมั่นในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
7. ชน้ิ งานหรือภาระงาน (หลกั ฐาน/ร่องรอยแสดงความรู้)
แผนผงั ความคดิ เร่ืองเคร่ืองเขินล้านนา
ใบกจิ กรรมเรื่อง เรื่อง พอลิเมอรแ์ ละการใช้ประโยชน์
8. สาระสำคญั (องค์ความรู)้
พอลเิ มอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ท่ีเกิดจากโมเลกุลจำนวนมากมารวมตัวกนั ทางเคมี เชน่ พลาสติก ยาง เส้น
ใย ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ทีม่ ีสมบตั ิแตกต่างกัน โดยพลาสติกเป็นพอลิเมอร์ท่ีข้ึนรูปเป็นทรงตา่ ง ๆ ได้ ยางยืดหยุ่นได้ ส่วนเส้นใย
สามารถดึงเป็นเส้นยาวได้ พอลเิ มอร์จึงนำมาใชป้ ระโยชนไ์ ดแ้ ตกตา่ งกัน
เครื่องเขิน (Lacquer Ware) คือเครื่องสานที่ทาด้วยรักและชาด หรือ เครื่องใชสอยที่ทำขึ้นโดยวิธีการเฉพาะ
อย่างหนึ่ง ประกอบด้วยไม้หรือไม้ไผ่ ทำเป็นรูปเครื่องใชสอยต่าง ๆ ตามตองการแลวใชกรรมวิธีตกแต่งสำเร็จใหสมบูรณ
สวยงาม
9. กิจกรรมการเรยี นรู้ (ใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ บบ 5E)
ขั้นนำเขา้ สู่บทเรียน
ข้นั ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage) 15 นาที
1. นกั เรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนหนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 เร่ือง วัสดุในชวี ิตประจำวัน
ครูนำภาพเครื่องเขินนันทาราม โดยครูอาจใช้คำถามดังน้ี แนวทางการตอบคำถาม นักเรียนสามารถตอบได้ตามความ
เขา้ ใจของตนเอง
- 31 -
1.1 นกั เรยี นร้จู ักเครื่องเขนิ หรอื ไม่
1.2 นกั เรยี นคิดวา่ เครื่องเขินเหล่านท้ี ำมาจากอะไร
2. เปิดวดี ที ศั น์เร่ือง “ร้อยเร่ืองเมอื งไทย” ตอน “เครอื่ งเขนิ เชียงใหม่” เพ่ือกระตุ้นความสนใจนักเรยี น
3. ครแู นะนำว่าเคร่ืองเขนิ ที่มลี กั ษณะเงางามแขง็ แรงเน่ืองจากถูกเคลือบดว้ ยยางรกั ซ่งึ จดั เป็นพอลเิ มอร์ธรรมชาติ
4. พอลิเมอรเ์ ปน็ สารประกอบท่ีมโี มเลกลุ ขนาดใหญ่ ประกอบดว้ ยมอนอเมอร์ซึง่ เปน็ โมเลกุลเด่ยี วจำนวนมากมา
ยึดเหนี่ยวกัน โดยมอนอเมอร์ท่ีมาต่อกันอาจเป็นชนดิ เดียวกัน หรือตา่ งชนิดกันก็ได้
ข5น้ั .สอน
ข้ันท่ี 2 ขัน้ สำรวจและค้นหา 60 นาที
1. นกั เรยี นแบ่งกลุ่ม กล่มุ ละ 4 คน แลว้ รว่ มกนั ศกึ ษา เรอื่ ง ประเภทของพอลเิ มอร์ และสมบตั ิทางกายภาพ
ของพอลเิ มอร์ จากหนงั สอื เรียนรายวชิ าพนื้ ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1 หรอื แหล่งเรียนรูอ้ ื่น ๆ เชน่ อินเทอรเ์ น็ต
power point เร่อื งพอลิเมอร์
2. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั ปฏิบัตกิ จิ กรรม เร่ือง การตรวจสอบสมบัตทิ างกายภาพบางประการของพอลิ
เมอร์
3. นักเรียนแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลจากการทำกจิ กรรม เรื่อง การตรวจสอบสมบตั ิทางกายภาพบางประการ
ของพอลเิ มอร์
4. นกั เรียนร่วมกนั สรปุ และอภปิ รายผลจากการทำกิจกรรม ซ่ึงควรสรปุ ได้ ดังนี้
“พอลิเมอร์แต่ละชนดิ จะมสี มบตั ิทางกายภาพ เชน่ ความแขง็ ความยดื หย่นุ ความหนาแน่นแตกต่างกัน ข้นึ อยกู่ ับ
โครงสรา้ งของพอลเิ มอร์ชนิดน้นั ๆ และจากสมบตั ิท่แี ตกต่างกัน พอลเิ มอร์แต่ละชนิดจงึ นำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้แตกตา่ งกัน”
6. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกนั ศกึ ษา เรอื่ ง การใช้ประโยชนข์ องวสั ดุประเภทพอลเิ มอร์ โดยศึกษาข้อมูลจาก
หนงั สอื เรยี น วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1 หรือแหลง่ เรียนรู้อ่นื ๆ เช่น อนิ เทอรเ์ นต็ และใบความรู้เรื่องใครไม่เขิน
เครอื่ งเขิน
7. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกันสรุปความรู้ เรือ่ ง ประเภทของพอลิเมอร์ สมบตั ิทางกายภาพของ
พอลิเมอร์ และการใชป้ ระโยชน์ของวสั ดุประเภทพอลเิ มอร์ ลงในสมุด
ขัน้ ท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ครูต้ังคำถามให้นักเรียนรว่ มกันอภิปรายและตอบคำถามจากการศึกษา เร่ือง ประเภทของพอลิเมอรส์ มบัติ
ทางกายภาพของพอลิเมอร์ และการเลือกใชป้ ระโยชน์ของวัสดุประเภทพอลิเมอร์ในชีวิตประจำวัน เชน่
- ยกตัวอย่างพอลเิ มอรธ์ รรมชาติและพอลเิ มอรส์ ังเคราะห์มาอย่างละ 3 ชนิด
แนวทางการตอบคำถาม พอลิเมอร์ธรรมชาติ เชน่ แป้ง โปรตีน เซลลโู ลส ยางธรรมชาติ พอลิ
เมอรส์ งั เคราะห์ เช่น พลาสติกยางสังเคราะห์ โฟม
- แปง้ และโปรตนี จัดเปน็ พอลิเมอรธ์ รรมชาติท้งั คู่ แลว้ พอลเิ มอร์ทง้ั สองมคี วามแตกต่างกันหรือไม่
อย่างไร
- 32 -
แนวทางการตอบคำถาม แป้งจดั เป็นฮอมอพอลิเมอร์ เนื่องจากประกอบด้วยมอนอเมอร์เพียง
ชนดิ เดยี ว คือ กลูโคส สว่ นโปรตีนจัดเปน็ พอลิเมอร์ร่วม เนื่องจากประกอบด้วยมอนอเมอร์ท่ีเป็นกรดอะมิโนหลายชนดิ
- พอลเิ มอร์ท่ีมโี ครงสร้างแบบใดมคี วามแขง็ แรงทนทาน แตเ่ ปราะ แตกหักง่าย ไมย่ ดื หยุ่น และ
ทนความร้อนได้ดี
แนวทางการตอบคำถาม พอลเิ มอรแ์ บบรา่ งแห
- เปรยี บเทยี บความหนาแนน่ และจดุ หลอมเหลวของพอลเิ มอรแ์ บบเสน้ และพอลิเมอร์แบบกิ่ง
แนวทางการตอบคำถาม พอลเิ มอร์แบบเส้นมีความหนาแนน่ และจดุ หลอมเหลวสงู สว่ นพอลิ
เมอร์แบบกิง่ มีความหนาแนน่ และจุดหลอมเหลวตำ่
- พลาสติกประเภทใดสามารถนำมาหลอมเหลวแลว้ ข้นึ รปู กลับมาใช้ใหม่ได้
แนวทางการตอบคำถาม เทอรม์ อพลาสติก
- เมลามนี ซิลิโคน และเบกาไลต์ จดั เปน็ พลาสตกิ ประเภทใด
แนวทางการตอบคำถาม พลาสติกเทอรม์ อเซต
- เทฟลอนเปน็ พอลิเมอรป์ ระเภทใด นำมาใช้ประโยชนอ์ ยา่ งไร
แนวทางการตอบคำถาม เป็นพอลิเมอรส์ ังเคราะห์ ซึง่ เปน็ ฮอมอพอลิเมอร์ นำมาใช้เคลือบด้าน
ในภาชนะ เพ่ือป้องกนั อาหารติดภาชนะ
- ยางนิยมนำมาใช้ประโยชนอ์ ย่างไร
แนวทางการตอบคำถาม รองเทา้ ยาง ถุงมือยาง ยางรดั ของ ยางรถยนต์
- ยางรักจดั เป็นพอลเิ มอรแ์ บบใด
แนวทางการตอบคำถาม แบบเสน้ ตรง
- เส้นใยนิยมนำมาใชป้ ระโยชนอ์ ย่างไร
แนวทางการตอบคำถาม เครื่องแตง่ กาย เสอื้ กางเกง ถงุ เท้า
ขนั้ ท่ี 4 ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 30 นาที ทางเคมี
1. ครูอธบิ ายเร่อื งเคร่ืองเขนิ และการผลติ เครื่องเขนิ ล้านนาเชอ่ื มโยงสูบ่ ทเรยี นเรอื่ งพอลเิ มอร์ ชนิดจึง
2. นักเรียนทำแผนผังความคิดเรื่องเครื่องเขนิ ลา้ นนา
3. นกั เรยี นทำใบกจิ กรรมที่ 1 เรื่อง พอลิเมอรแ์ ละการใชป้ ระโยชน์
ข้ันท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate) 25 นาที
1. นักเรยี นรว่ มกันสรปุ ความร้เู กี่ยวกบั พอลเิ มอร์ โดยมแี นวการสรุป ดงั น้ี
“พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกลุ ใหญท่ ปี่ ระกอบดว้ ยมอนอเมอรจ์ ำนวนมากมารวมตวั กนั
ซงึ่ พอลเิ มอร์แตล่ ะชนดิ เช่น พลาสติก ยาง เสน้ ใย จะมีสมบตั ิแตกต่างกนั พอลิเมอร์แตล่ ะ
นำมาใชป้ ระโยชน์ไดแ้ ตกตา่ งกัน”
2. ครูตรวจสอบผลการทำแบบทดสอบก่อนเรียนหนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 วัสดใุ นชวี ิตประจำวัน
- 33 -
3. ครูประเมนิ ผล โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคำถาม พฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล พฤติกรรมการ
ทำงานกลุม่
ครตู รวจสอบผลการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม เร่อื ง การตรวจสอบสมบตั ทิ างกายภาพบางประการของ
4. พอลิเมอร์
ครตู รวจสอบผลการทำใบงานท่ีเร่อื ง พอลิเมอร์และการใช้ประโยชน์
8. นักเรยี นทำแผนผงั ความคิดเร่ืองเคร่ืองเขนิ ลา้ นนา
9.
11. ส่ือการสอน
1. สอื่ วีดีทัศน์ เรือ่ ง“ร้อยเรื่องเมืองไทย” ตอน “เครื่องเขนิ เชยี งใหม”่
https://www.youtube.com/watch?v=AMJbryDP41o
2. หนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม. 3 เลม่ 1
https://www.aksorn.com/store/2/product-details-1268#
3. Powerpoint พอลิเมอร์
4. ใบงานที่ เร่ือง พอลิเมอร์และการใช้ประโยชน์
11.5 ใบความรเู้ รอ่ื ง ใครไมเ่ ขินเครอ่ื งเขนิ
12. แหล่งเรียนรู้
12.1 ห้องสมดุ และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ
13. กระบวนการวดั ผลประเมินผล
วิธกี าร เครื่องมอื เกณฑ์
การประเมินก่อนเรยี น
ตรวจทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยการ แบบทดสอบก่อนเรยี น ประเมินตามสภาพจริง
เรยี นรทู้ ่ี 3 วัสดใุ นชีวิตประจำวัน
ดา้ นความมรู้
ตรวจแผนผังความคดิ แบบประเมินแผนผงั ความคดิ ระดบั คุณภาพ 2
ตรวจใบงานเรื่อง พอลเิ มอรแ์ ละการใช้ เฉลยใบงานเรื่องพอลิเมอร์และการ รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ประโยชน์ ใช้ประโยชน์
ด้านทักษะ
การปฏิบัตกิ าร การตรวจสอบสมบตั ิ แบบประเมนิ การปฏิบัติการ ระดับคุณภาพ 2
ทางกายภาพบางประการของพอลิ
เมอร์
ด้านคณุ ลกั ษณะ
ประเมินพฤติกรรมรายบคุ คล แบบประเมนิ พฤตกิ รรมรายบุคคล ระดบั คุณภาพ 2
- 34 -
ประเมนิ การทำงานร่วมกับผู้อ่ืนอยา่ ง แบบประเมินการทำงานร่วมกนั ระดบั คุณภาพ 2
สร้างสรรค์ ระดับคุณภาพ 2
สงั เกตความสนใจใฝ่รู้ พอใจใน แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึง
ประสบการณ์การเรียนรเู้ ก่ยี วกบั ประสงค์ ระดบั คุณภาพ 2
วิทยาศาสตร์
ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน แบบประเมนิ สมรรถนะสำคญั ของ
ประเมินสมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น 5 ผู้เรียน 5 ดา้ น
ดา้ น
แบบประเมินพฤติกรรมรายบุคคล สรปุ ผลการ
คำชแ้ี จง : ให้ทำเครื่องหมาย / ลงในช่องการประเมนิ และสังเกตพฤตกิ รรมที่กำหนด ประเมิน
รายการสังเกต
เลข ชือ่ - สกลุ ีมความกระตือรือร้นใน
ท่ี การแสวงหาความรู้
ัซกถามเพื่อหาเห ุตผล
และคำตอบ
สนใจศึกษาเรียน ู้ร
เ ิพ่มเติม
ีมความพยายามและ
ทำงานเสร็จตาม
กำหนด
4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 ผ่าน ไม่ผา่ น
1
2
3
4
5
เกณฑ์การประเมนิ
องค์ประกอบท่ี 1 มีความกระตือรอื รน้ ในการแสวงหาความรู้
4 หมายถึง สนใจ ใฝร่ ู้ รว่ มกจิ กรรมการเรียนร้ดู ีมาก มีสว่ นร่วมในกจิ กรรมการเรียนรู้ อย่างขมขี มนั ทกุ ขั้นตอน
3 หมายถึง สนใจ ใฝร่ ู้ รว่ มกจิ กรรมการเรยี นรดู้ ี มีสว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรียนรดู้ ้วยความตง้ั เกือบทุกข้นั ตอน
2 หมายถึง สนใจรว่ มกิจกรรมการเรยี นรู้ดีพอสมควร มสี ่วนรว่ มในกิจกรรมเกือบทกุ ขน้ั ตอน
1 หมายถงึ สนใจและมีส่วนร่วมในกจิ กรรมการเรียนรู้น้อย
องค์ประกอบท่ี 2 ซักถามเพื่อหาเหตผุ ลและคำตอบ
4 หมายถงึ ซักถามเพื่อหาเหตุผลและคำตอบด้วยความสนใจใช้คำถามท่ีแสดงความสามารถในการคิดวเิ คราะห์หา
เหตุผลไดด้ มี าก
- 35 -
3 หมายถึง ซักถามเพื่อหาเหตุผลและคำตอบด้วยความสนใจใช้คำถามที่แสดงความ สามารถในการคิด
วเิ คราะหห์ าเหตผุ ลได้ดี
2 หมายถึง ซักถามเพื่อหาเหตุผลและคำตอบด้วยความสนใจ ใช้คำถามที่แสดงความ สามารถในการคิดวิเคราะห์
หาเหตผุ ลได้พอใช้
1 หมายถงึ มีการซกั ถามเพ่ือหาเหตุผลและคำตอบนอ้ ยมาก
องค์ประกอบที่ 3 สนใจหาความรเู้ พมิ่ เติม
4 หมายถึง ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารและหาข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาอย่าง
ตอ่ เนื่อง
3 หมายถึง ศกึ ษาคน้ คว้าเพ่ิมเตมิ จากเอกสารและหาข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เรือ่ งท่ศี กึ ษาหลายครัง้
2 หมายถึง ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารและหาข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาเป็น
บางคร้ัง
1 หมายถึง ไม่สนใจศึกษาหาความรเู้ พิ่มเติม
องค์ประกอบท่ี 4 มคี วามพยายามและทำงานเสร็จตามกำหนด
4 หมายถงึ ตัง้ ใจพยายามทำงานและทำงานไดเ้ สร็จทันเวลาทกี่ ำหนด
3 หมายถึง ต้ังใจพยายามทำงานและทำงานไดเ้ กือบเสรจ็ ทนั เวลาทกี่ ำหนด โดยเพ่ิมเวลาใหเ้ ลก็ นอ้ ย
2 หมายถึง ตง้ั ใจพยายามทำงาน แต่ทำงานไม่เสรจ็ ตามเวลาท่กี ำหนด ต้องเพ่มิ เวลาให้มากกวา่ 1 ครัง้
1 หมายถึง ไมต่ ั้งใจทำงานใหเ้ สรจ็ ตามทกี่ ำหนด
เกณฑต์ ดั สินผลการเรียน
ผูเ้ รยี นต้องมีพฤติกรรมในแตล่ ะองคป์ ระกอบอยา่ งนอ้ ยระดับ 2 ขึน้ ไป จำนวน 3 ใน 4 รายการ
แบบประเมินการทำงานรว่ มกัน
คำช้ีแจง : ให้ผู้สอนสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างการทำงานกลมุ่ แล้วขีด ✓ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน
ลำดับที่ รายการประเมิน 3 ระดบั คะแนน 1
1 การแสดงความคดิ เหน็ 2
2 การยอมรบั ฟังความคิดเห็นของผอู้ น่ื
3 การทำงานตามหนา้ ที่ทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย
4 ความมีนำ้ ใจ
5 การตรงต่อเวลา
รวม
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลงชอ่ื ................................................... ผปู้ ระเมนิ
ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤติกรรมอย่างสมำ่ เสมอ
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยคร้งั ................/.............../................
ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครง้ั
ให้ 3 คะแนน
ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
- 36 -
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
14-15 ดมี าก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ต่ำกว่า 8 ปรับปรงุ
แบบประเมินทักษะการปฏบิ ัติการ
ประเด็นท่ี 4 ระดับคะแนน 1
ประเมิน ทำการทดลองตาม 32 ตอ้ งให้ความ
1. การ ขน้ั ตอน และใช้ ทำการทดลองตาม ตอ้ งให้ความ ชว่ ยเหลืออย่างมาก
ปฏิบัตกิ าร อุปกรณ์ได้อยา่ ง ขัน้ ตอน และใช้ ช่วยเหลอื บ้างในการ ในการทำการทดลอง
ทดลอง ถกู ต้อง อุปกรณ์ได้อย่าง ทำการทดลอง และ และการใช้อปุ กรณ์
ถูกต้อง แต่อาจต้อง การใช้อุปกรณ์
2. ความ ไดร้ ับคำแนะนำบ้าง
คลอ่ งแคล่ว
ในขณะ มีความคล่องแคล่ว มีความคล่องแคลว่ ขาดความ ทำการทดลองเสรจ็
ปฏบิ ัตกิ าร
ในขณะทำการ ในขณะทำการ คลอ่ งแคลว่ ในขณะ ไมท่ ันเวลา และทำ
3. การบนั ทกึ
สรุปและ ทดลองโดยไม่ตอ้ ง ทดลองแต่ต้องไดร้ ับ ทำการทดลองจงึ ทำ อปุ กรณ์เสยี หาย
นำเสนอผล
การทดลอง ได้รับคำชแี้ นะ และ คำแนะนำบา้ ง และ การทดลองเสร็จไม่
ทำการทดลองเสร็จ ทำการทดลองเสร็จ ทันเวลา
ทนั เวลา ทนั เวลา
บนั ทกึ และสรปุ ผล บันทกึ และสรุปผล ต้องให้คำแนะนำใน ตอ้ งให้ความ
การทดลองได้ถูกต้อง การทดลองได้ถูกต้อง การบนั ทึก สรปุ และ ชว่ ยเหลอื อยา่ งมาก
รดั กมุ นำเสนอผล แตก่ ารนำเสนอผล นำเสนอผลการ ในการบนั ทึก สรุป
การทดลองเป็น การทดลองยังไม่เปน็ ทดลอง และนำเสนอผลการ
ขนั้ ตอนชดั เจน ข้นั ตอน ทดลอง
เกณฑก์ ารตดั สนิ คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
11-12 ดีมาก
9-10 ดี
6-8 พอใช้
ต่ำกวา่ 6 ปรบั ปรุง
- 37 -
แบบประเมินผงั ความคดิ
คำชแ้ี จง : ให้ผสู้ อนประเมนิ ชนิ้ งาน/ภาระงาน แลว้ ขีด ✓ลงในชอ่ งท่ีตรงกบั ระดบั คะแนน
ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน
4 32 1
1 ความสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์
2 ความถกู ต้องของเนอื้ หา
3 ความคดิ สร้างสรรค์
4 ความตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงชอื่ ................................................... ผปู้ ระเมิน
................./................../..................
เกณฑก์ ารประเมิน
ประเด็นท่ปี ระเมนิ ระดับคะแนน
1. ความสอดคลอ้ งกับ 4 32 1
จดุ ประสงค์ ผลงานสอดคลอ้ งกับ ผลงานสอดคลอ้ งกับ ผลงานสอดคลอ้ งกบั ผลงานไมส่ อดคลอ้ งกับ
จดุ ประสงคท์ กุ ประเดน็ จดุ ประสงค์
จุดประสงคเ์ ปน็ สว่ นใหญ่ จุดประสงคบ์ างประเดน็
2. ความถกู ต้องของ เนื้อหาสาระของผลงานถกู ตอ้ ง เนือ้ หาสาระของผลงานถกู ต้อง เนือ้ หาสาระของผลงานถกู ต้อง เนื้อหาสาระของผลงานไม่
เนอ้ื หา ครบถว้ น เป็นส่วนใหญ่ บางประเด็น ถกู ตอ้ งเปน็ สว่ นใหญ่
3. ความคิดสรา้ งสรรค์ ผลงานแสดงถงึ ความคดิ ผลงานแสดงถงึ ความคดิ ผลงานมีความน่าสนใจ แต่ยงั ผลงานไม่มคี วามน่าสนใจ และ
4. ความตรงต่อเวลา สรา้ งสรรค์ แปลกใหม่ และ สร้างสรรค์ แปลกใหม่ แต่ยัง ไมม่ แี นวคดิ แปลกใหม่ ไมแ่ สดงถึงแนวคดิ แปลกใหม่
เปน็ ระบบ ไม่เปน็ ระบบ
สง่ ช้ินงานชา้ กว่าเวลาทีก่ ำหนด สง่ ช้นิ งานช้ากวา่ เวลาท่กี ำหนด
ส่งชน้ิ งานภายในเวลาท่ี สง่ ชนิ้ งานช้ากว่าเวลาทีก่ ำหนด
กำหนด 2 วนั 3 วนั ขนึ้ ไป
1 วัน
เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
14-16 ดีมาก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ต่ำกวา่ 8 ปรบั ปรุง
- 38 -
แบบประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ และการบูรณาการตามพระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ
คำชแี้ จง : ให้ผสู้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขีด ✓ลงในชอ่ งทตี่ รงกบั ระดับคะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดับคะแนน
อันพงึ ประสงค์ด้าน 321
1. รักชาติ ศาสน์ 1.1 ยืนตรงเคารพธงชาติ และร้องเพลงชาติได้
กษตั ริย์ 1.2 เข้าร่วมกจิ กรรมทสี่ ร้างความสามคั คี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรยี น
1.3 เข้าร่วมกจิ กรรมทางศาสนาทีต่ นนบั ถอื ปฏบิ ตั ิตามหลกั ศาสนา
2. ซอื่ สตั ย์ สจุ ริต 1.4 เข้ารว่ มกิจกรรมท่เี กย่ี วกบั สถาบันพระมหากษัตรยิ ต์ ามทีโ่ รงเรยี นจดั ขน้ึ
3. มีวนิ ัย รับผดิ ชอบ 2.1 ให้ข้อมลู ท่ีถกู ตอ้ งและเป็นจรงิ
4. ใฝ่เรียนรู้ 2.2 ปฏบิ ัตใิ นสง่ิ ท่ถี กู ต้อง
3.1 ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บงั คบั ของครอบครัว
5. อยู่อย่างพอเพียง
มีความตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ัติกจิ กรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวนั
6. มงุ่ ม่ันในการทำงาน 4.1 รู้จักใชเ้ วลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้
7. รกั ความเปน็ ไทย 4.2 ร้จู ักจัดสรรเวลาให้เหมาะสม
8. มีจิตสาธารณะ 4.3 เช่ือฟงั คำส่ังสอนของบิดา-มารดา โดยไมโ่ ต้แยง้
9. การบูรณาการ 4.4 ต้งั ใจเรยี น
ตามพระราชบัญญัติ 5.1 ใช้ทรพั ย์สินและส่ิงของของโรงเรยี นอย่างประหยัด
การศึกษาแห่งชาติ 5.2 ใชอ้ ปุ กรณก์ ารเรยี นอยา่ งประหยดั และรู้คุณคา่
5.3 ใชจ้ ่ายอยา่ งประหยดั และมีการเกบ็ ออมเงิน
6.1 มคี วามตงั้ ใจและพยายามในการทำงานทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย
6.2 มีความอดทนและไม่ทอ้ แท้ต่ออุปสรรคเพ่อื ใหง้ านสำเรจ็
7.1 มจี ิตสำนกึ ในการอนรุ ักษว์ ัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย
7.2 เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย
8.1 รู้จกั ช่วยพอ่ แม่ ผู้ปกครอง และครูทำงาน
8.2 ร้จู ักการดูแลรกั ษาทรพั ย์สมบตั แิ ละส่ิงแวดล้อมของหอ้ งเรยี นและโรงเรยี น
9.1 ใฝห่ าความรู้ หมนั่ ศกึ ษาเล่าเรยี นท้ังทางตรงและทางออ้ ม
9.2 มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดตี อ่ ผู้อนื่ เผอ่ื แผ่และแบ่งปัน
เกณฑก์ ารให้คะแนน ลงช่ือ ................................................... ผปู้ ระเมนิ
พฤติกรรมท่ีปฏิบัติชดั เจนและสมำ่ เสมอ ................/.............../................
พฤติกรรมที่ปฏบิ ัติชดั เจนและบอ่ ยครงั้
พฤตกิ รรมที่ปฏบิ ตั ิบางคร้งั ให้ 3 คะแนน
ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
14-15 ดมี าก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ตำ่ กว่า 8 ปรับปรงุ
- 39 -
แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน 5 ดา้ น ระดับคะแนน
321
ช่อื ................................................................................................ชน้ั ...ม…../...... เลขที่...................
สมรรถนะที่ประเมิน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
1.1 มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร
1.2 มคี วามสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใชภ้ าษาอย่างเหมาะสม
1.3 ใช้วธิ ีการสอื่ สารท่ีเหมาะสม
1.4 วเิ คราะหแ์ สดงความคิดเหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล
1.5 เขียนบนั ทึกเหตุการณป์ ระจำวันแล้วเล่าให้เพื่อนฟังได้
สรปุ ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
2.1 มคี วามสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ สังเคราะห์
2.2 มีทักษะในการคิดนอกกรอบอยา่ งสรา้ งสรรค์
2.3 สามารถคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ
2.4 มคี วามสามารถในการคิดอยา่ งมีระบบ
2.5 ตัดสนิ ใจแกป้ ญั หาเกย่ี วกบั ตนเองได้
สรปุ ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
3.1 สามารถแกป้ ญั หาและอปุ สรรคตา่ ง ๆ ท่เี ผชิญได้
3.2 ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา
3.3 เขา้ ใจความสัมพันธ์และการเปล่ยี นแปลงในสังคม
3.4 แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรูม้ าใชใ้ นการป้องกันและแก้ไขปญั หา
3.5 สามารถตัดสินใจได้เหมาะสมตามวัย
สรุปความสามารถในการแกป้ ญั หา
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
4.1 เรยี นรดู้ ว้ ยตนเองได้เหมาะสมตามวัย
4.2 สามารถทำงานกล่มุ ร่วมกบั ผู้อ่นื ได้
4.3 นำความรู้ทไ่ี ด้ไปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจำวัน
4.4 จัดการปญั หาและความขัดแย้งได้เหมาะสม
4.5 หลีกเล่ียงพฤติกรรมไมพ่ ึงประสงค์ที่สง่ ผลกระทบตอ่ ตนเอง
สรุปความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5.1 เลือกและใชเ้ ทคโนโลยีได้เหมาะสมตามวยั
5.2 มที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
5.3 สามารถนำเทคโนโลยไี ปใชพ้ ฒั นาตนเอง
5.4 ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอยา่ งสร้างสรรค์
5.5 มคี ุณธรรม จริยธรรมในการใชเ้ ทคโนโลยี
สรปุ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
เกณฑ์การให้คะแนน :
พฤตกิ รรมที่ปฏิบตั ชิ ัดเจนและสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน
พฤติกรรมทีป่ ฏิบัติชดั เจนและบอ่ ยครงั้ ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏบิ ัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
- 40 -
เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
ดมี าก
14-15
11-13 ดี
8-10
พอใช้
ต่ำกวา่ 8
ปรับปรงุ
บันทกึ ความเหน็ ของผตู้ รวจหน่วยการเรยี นรู้
ไดท้ ำการตรวจแผนการจัดการเรยี นรู้แล้ว มีความคดิ เห็น ดงั นี้
เปน็ แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี
ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ เนอื่ งจาก...............................................
ข้อเสนอแนะ................................................................................................................... ......................................
ลงชือ่ ..........................................
(นายภคนันท์ วรรณวัต)
หัวหน้ากลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์/ผู้ตรวจ
บนั ทึกความเห็นของกลมุ่ วชิ าการ
เปน็ หน่วยการเรียนร้ทู ี่
ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ เนอ่ื งจาก...............................................
ข้อเสนอแนะ................................................................................................................... ......................................
สอดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ชี้วดั สมรรถนะหลัก คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และการเรียนรู้ในศตวรรษที่
21 ที่เน้นผ้เู รียนเป็นสำคญั มาใชใ้ นการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ลงช่ือ..........................................
(นายประวทิ ย์ ปวีณเกียรติคุณ)
รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ/ผตู้ รวจ
บันทกึ ความเหน็ ของของหัวหน้าสถานศกึ ษา
เป็นหน่วยการเรยี นรทู้ ่ี
นำไปใชไ้ ดจ้ รงิ ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้ เนื่องจาก..............................................................
ขอ้ เสนอแนะ................................................................................................................... ......................................
ลงชอ่ื ..........................................
(นายสพุ ล ประสานศรี)
ผู้อำนวยการโรงเรยี นวฒั โนทยั พายัพ
- 41 -
14. กจิ กรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
15. บันทึกหลังสอน
ผลการสอน/ผลการเรยี นรู้
ด้านความรู้
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ด้านทกั ษะกระบวนการ
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................. ............................
................................................................................................ ..............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปญั หา/อุปสรรค ข้อค้นพบ และแนวทางการทำวิจัยในชั้นเรยี น
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ข้อเสนอแนะแนวทางแกไ้ ขและผลการแก้ไข
................................................................................................................................................ ..............................
.............................................................................................. ................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่ือ .....................................................ผสู้ อน
(นางสาวนภาพรรณ ยอดยัง)
…………./……………./…………
- 42 -
แบบทดสอบก่อนเรยี น
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 3 วสั ดุในชวี ติ ประจำวัน
คำชีแ้ จง : ให้นกั เรยี นเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ข้อใดจัดเป็นพอลเิ มอร์ธรรมชาติ 6. วัตถดุ บิ ใดไมใ่ ชว่ ตั ถดุ บิ หลักในการผลติ เซรามิก
1. เซลลูโลส 1. ดินขาว
2. พอลิเอทลิ ีน 2. ควอตซ์
3. เฟลด์สปาร์
3. พอลสิ ไตรนี 4. แรโ่ ดโลไมต์
7. ขอ้ ใดไม่ใช่ขอ้ เสยี ของเส้นใยธรรมชาติ
4. พอลเิ อไมด์ 1. เกดิ ราได้งา่ ย
2. ขอ้ ใดจดั เปน็ ฮอมอพอลเิ มอร์ 2. เสน้ ใยมคี ุณภาพไมด่ ี
1. โปรตนี 3. เส้นใยมคี วามเหนียวสูง
4. หดตวั เมื่อไดร้ บั ความร้อนและความชืน้
2. พอลิเอไมด์ 8. วสั ดุผสมท่ีมีโลหะเปน็ วสั ดพุ น้ื จะมีสมบตั ิตามข้อใด
3. พอลโิ พรพิลีน 1. โปรง่ ใส
4. พอลิเอสเทอร์ 2. นำไฟฟา้ ได้ดี
3. ขอ้ ใดจัดเปน็ พอลิเมอรแ์ บบเส้นท้งั หมด 3. มคี วามยืดหยุ่น
1. พอลโิ พรพิลนี เบกาไลต์ 4. มีจุดหลอมตัวสงู
2. พอลิสไตรีน พอลิไวนิลคลอไรด์ 9. คอื สัญลักษณ์ของพลาสติกประเภทใด
3. เมลามีน พอลิยเู รียฟอรม์ าลดีไฮด์
1. พอลิไวนิลคลอไรด์
4. พอลิไวนลิ คลอไรด์ พอลิยเู รียฟอร์มาลดไี ฮด์ 2. พอลิเอทลิ นี เทเรฟทาเลต
4. พลาสติกชนดิ ใดจัดเปน็ เทอร์มอพลาสตกิ 3. พอลเิ อทลิ นี ความหนาแนน่ สูง
4. พอลเิ อทิลีนความหนาแนน่ ตำ่
1. เบกาไลต์ 10. การกระทำในข้อใดคือการใช้ซำ้
1. การนำขยะอินทรียม์ าทำปยุ๋ หมกั
2. พอลยิ ูรีเทน 2. การใชผ้ า้ เช็ดหนา้ แทนกระดาษทชิ ชู
3. พอลิโพรพลิ นี 3. การนำเสอื้ ผา้ ท่ีไม่ใส่แลว้ มาทำผ้าถพู ้ืน
4. พอลเิ มลามนี ฟอร์มาลดีไฮด์ 4. การนำขวดพลาสติกมาหลอมแลว้ นำมาใช้ใหม่
5. ขอ้ ใดใช้ประโยชน์จากพลาสติกได้ถูกต้อง
1. พอลิเอไมด์ – หกู ระทะ
2. พอลเิ อสเทอร์ - ท่อนำ้
3. พอลิเอทิลนี - ยางรถยนต์
4. พอลสิ ไตรนี - กล่องบรรจอุ าหารชนิดใส
เฉลย
1. 1 2. 3 3. 2 4. 3 5. 4 6. 4 7. 3 8. 2 9. 3 10. 3
- 43 -
กจิ กรรมท1่ี
เรื่อง พอลิเมอร์และการใชป้ ระโยชน์
คำชแี้ จง : ให้นักเรียนตอบคำถามเกย่ี วกบั พอลเิ มอร์และการใช้ประโยชน์
1. ระบุวา่ พอลิเมอร์ท่กี ำหนดให้เปน็ เทอรม์ อพลาสติก หรือพลาสตกิ เทอร์มอเซต
พอลิเอทิลนี เมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ พอลโิ พรพลิ ีน พอลิสไตรีน
ฟีนอลฟอร์มาดีไฮด์ พอลยิ ูรีเทน พอลไิ วนิลคลอไรด์ ซิลโิ คน
เบกาไลต์ พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต พอลคิ ารบ์ อเนต พอลิเอสเทอร์
เทอรม์ อพลาสติก พลาสติกเทอร์มอเซต
................................................................................. .................................................................................
................................................................................. .................................................................................
................................................................................. .................................................................................
................................................................................. .................................................................................
................................................................................. .................................................................................
................................................................................. ...............................................................................
2. นำพอลิเมอรท์ ี่กำหนดให้เติมหน้าผลิตภัณฑ์ให้สมั พนั ธก์ นั
พอลิเอไมด์ เบกาไลต์ พอลไิ วนลิ คลอไรด์ พอลสิ ไตรีน ยางเอสบอี าร์
พอลโิ พรพิลีน พอลคิ าร์บอเนต
พอลเิ อทลิ ีน พอลเิ อสเทอร์ พอลบิ วิ ทาไดอนี
ทิตซิออล
1) ขวดนำ้ ดืม่
2) ท่อน้ำประปา
3) ยางรถยนต์
4) กล่องบรรจุอาหารชนดิ ใส
5) ถุงเท้า ถงุ น่อง
6) เชอื ก แห
7) ถงุ พลาสติกบรรจขุ องร้อน
8) หหู มอ้ หกู ระทะ
9) แว่นตากนั แดด
10) สายพาน
.................................... 11) เคลือบเครื่องเขิน
- 44 -
ใบกิจกรรมท่ี1 เฉลย
เร่ือง พอลิเมอรแ์ ละการใชป้ ระโยชน์
คำชีแ้ จง : ให้นกั เรียนตอบคำถามเกย่ี วกบั พอลิเมอร์และการใชป้ ระโยชน์
1. ระบุวา่ พอลเิ มอร์ทก่ี ำหนดใหเ้ ปน็ เทอร์มอพลาสตกิ หรือพลาสตกิ เทอรม์ อเซต
พอลิเอทลิ ีน เมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ พอลิโพรพลิ นี พอลสิ ไตรีน
ฟีนอลฟอร์มาดไี ฮด์ พอลยิ ูรีเทน พอลิไวนลิ คลอไรด์ ซิลิโคน
เบกาไลต์ พอลเิ อทิลนี เทเรฟทาเลต พอลิคาร์บอเนต พอลเิ อสเทอร์
เทอรม์ อพลาสติก พลาสติกเทอร์มอเซต
พ...อ..ล...ิเ.อ..ท...ิล..ีน................................................................. .เ.ม..ล...า..ม..ีน...ฟ...อ..ร..์ม..า..ล...ด..ีไ..ฮ..ด..์.............................................
พ...อ..ล...โิ .พ...ร..พ...ลิ ..นี.............................................................. .ฟ..นี...อ..ล...ฟ...อ..ร..์ม..า..ล...ด..ีไ..ฮ..ด..์................................................
พ...อ..ล...ิส..ไ..ต..ร..ีน................................................................. .พ..อ...ล..ยิ..ูร..เี..ท..น.................................................................
พ...อ..ล...ิไ.ว..น...ิล..ค...ล..อ..ไ..ร..ด..์.................................................... .ซ..ิล..โิ..ค..น........................................................................
พ...อ..ล...ิเ.อ..ท...ิล..ีน...เ.ท...เ.ร..ฟ...ท...า.เ..ล..ต............................................ .เ.บ...ก..า..ไ.ล...ต..์..................................................................
พ...อ..ล...ิค..า..ร..บ์...อ..เ.น...ต.......................................................... .พ..อ...ล..เิ.อ...ส..เ.ท...อ..ร..์.........................................................
2. นำพอลิเมอรท์ ี่กำหนดให้เตมิ หนา้ ผลิตภัณฑ์ให้สมั พันธ์กัน
พอลเิ อไมด์ เบกาไลต์ พอลไิ วนลิ คลอไรด์ พอลสิ ไตรนี ยางเอสบีอาร์
พอลิเอทิลนี พอลโิ พรพลิ นี พอลิคารบ์ อเนต
ทิตซิออล พอลเิ อสเทอร์ พอลิบวิ ทาไดอนี
พอลิเอทลิ ีน 1) ขวดน้ำด่ืม
พอลิไวนิลคลอไรด์ 2) ทอ่ นำ้ ประปา
พอลบิ ิวทาไดอีน 3) ยางรถยนต์
พอลสิ ไตรีน 4) กล่องบรรจุอาหารชนดิ ใส
พอลิเอไมด์ 5) ถงุ เทา้ ถุงนอ่ ง
พอลเิ อสเทอร์ 6) เชือก แห
พอลโิ พรพิลีน 7) ถงุ พลาสติกบรรจขุ องร้อน
เบกาไลต์ 8) หหู มอ้ หูกระทะ
พอลคิ ารบ์ อเนต 9) แว่นตากันแดด
ยางเอสบอี าร์ 10) สายพาน
ท...ติ ..ซ...อิ ..อ...ล....................... 11) เคลอื บเคร่อื งเขนิ
- 45 -
กจิ กรรม
การตรวจสอบสมบตั ิบบางประการของพอลเิ มอร์
- 46 -
ภาพการทดลองสอนในชนั้ เรียนวิทยาศาสตร์
ทดลองสอนในชน้ั เรียนเมื่อวันท่ี 22 มกราคม พ.ศ. 2565
- 47 -
สะท้อนคิดหลังการจดั การเรียนรู้ (After Action Review : AAR)
จดุ เดน่
• เนือ้ หาน่าสนใจค้นคว้าข้อมูลได้อย่างสะเอียด
• อธิบายได้อย่างชดั เจนเข้าใจง่าย
• มีวีดที ัศน์และภาพประกอบ ทน่ี ่าสนใจ
• ต้ังคำถามระหว่างการสอนไดด้ ี
จดุ ที่ควรปรับปรงุ
• การกระตนุ้ ใหน้ ักเรยี นแสดงความคิดเห็น
• ควรมกี ารสรา้ งประเด็นท้าทายหลงั จบคาบเรยี น
• ครูยังมีความตื่นเต้นอยู่เล็กนอ้ ย
ความคิดเหน็ จากเพือ่ นคู่คิด นางสาววาสนา หงส์มณี
• มีการศึกษาเเละหาข้อมูลเกีย่ วกบั ภูมิปัญญาชาวบ้านมาเปน็ อยา่ งดี
• ขยายความร้ใู หผ้ ู้เรยี นได้ดีมีการยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย
• กิจกรรมในชน้ั เรยี นน่าสนใจ
• ครผู ูส้ อนมีความตัง้ ใจเเละมงุ่ มัน่ ในการทำงาน
• ผเู้ รยี นควรมสี ว่ นรว่ มในการเรียนใหม้ ากขึ้น