The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาค้นคว้าเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง
แบบสรุปองค์ความรู้การศึกษาค้นคว้าเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง

เรื่อง พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(ฉบับที่2) พ.ศ. 2560

เรื่อง คู่มือการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศ ในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานภาครัฐ

และเรื่อง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2548

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pimchanok8338, 2022-05-02 22:36:35

3. สรุปองค์ความรู้รายสมรรถนะ

การศึกษาค้นคว้าเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง
แบบสรุปองค์ความรู้การศึกษาค้นคว้าเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง

เรื่อง พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(ฉบับที่2) พ.ศ. 2560

เรื่อง คู่มือการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างความเป็นเลิศ ในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานภาครัฐ

และเรื่อง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2548

ใบนำเสนองาน

การศึกษาคน้ ควา้ เรียนรเู้ พอ่ื พฒั นาตนเอง

แบบสรปุ องคค์ วามรูก้ ารศกึ ษาคน้ คว้าเรยี นรเู้ พอ่ื พฒั นาตนเอง

ผู้นำเสนองาน
นางพมิ พ์ พิมพช์ นกธาดา
กลมุ่ ท่ี 13 เลขท่ี 5

วทิ ยากรพี่เลยี้ ง
ผอ.นิยม แสงวงศ์

รายงานการศึกษาค้นควา้ องคค์ วามรูฉ้ บบั นเ้ี ปน็ สว่ นหนงึ่ ของหลกั สตู ร
การพฒั นาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาก่อนแตง่ ต้ังให้ดำรงตำแหนง่

รองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกดั สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา
ระหวา่ งวนั ที่ 1-15 เมษายน 2565

1

ใบนำเสนองาน

การศกึ ษาค้นคว้าเรยี นรเู้ พ่ือพัฒนาตนเอง

แบบสรปุ องคค์ วามรู้การศึกษาค้นคว้าเรยี นรเู้ พือ่ พัฒนาตนเอง

วทิ ยากรพี่เลี้ยง ผอ.นิยม แสงวงศ์ กลุ่มท่ี 13 เลขท่ี 5
ชอ่ื -นามสกลุ นางพิมพ์ พิมพช์ นกธาดา

องค์ความร้ทู ่ีไดจ้ ากการศกึ ษาคน้ ควา้ เรยี นร้เู พอ่ื พฒั นาตนเองและการนำไปประยกุ ตใ์ ช้ จากการศึกษาข้อมูล
สมรรถนะหลักที่ 1 การดำรงตนของรองผู้อำนวยการสถานศึกษาอาชีวศึกษา ยุคชีวิตวิถีอนาคต (Next Normal)
เร่ือง พระราชบญั ญัติวา่ ด้วยการกระทำผดิ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2560

เนื่องจากปัจจุบันสื่อเทคโนโลยีเข้าถึงคนไทยในทุกกลุ่มอาชีพ ทุกอาชีพ โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชนที่มี
การสำรวจและพบว่ามีการใช้งานโทรศัพท์สมาร์ตโฟน และสื่ออินเทอร์เน็ตตั้งแต่ยังเด็ก (อายุเฉลี่ย 3-4 ขวบ) และ
ผู้สูงอายุใช้งานโทรศัพท์อายุสูงสุดเฉลี่ย 63-65 ปี ทั้งน้ี ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่สูงขึ้น สวนทางกับ
ความสามารถในการวิเคราะห์และรับรู้ปัญหา แม้แต่ผู้สูงอายุที่เคยเป็นผู้มากประสบการณ์ในการทำงาน อย่างครู
อาจารย์หลายท่านที่เกษียณอายุราชการ กลับถูกหลอกลวงผ่านการโจรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือการแชร์ข้อมูล
ข่าวสารท่ีผิดพลาด คลาดเคลื่อนโดยขาดวิจารณญาณ และไม่เข้าใจถึงโทษทางกฎหมายที่อาจได้รับ ซึ่งทำให้เกิด
กฎหมายเพอื่ ควบคุมการใชง้ านสื่ออิเล็กทรอนกิ ส์ให้สอดคล้องกับปัจจบุ ัน โดยมกี ฎหมาย พรบ. วา่ ด้วยการกระทำผดิ
เกยี่ วกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2550 และมกี ารเพ่ิมเติมฉบบั ที่ 2 (พ.ศ. 2560)

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 มีประกาศลงราชกิจจานุเบกษา มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทํา
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560” (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2560) ให้บังคับใช้เมื่อพ้นกําหนด
120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (31 พฤษภาคม 2560) โดยถูกปรับปรุงให้ทันสมัย เหมาะสมกับ
เวลาและเทคโนโลยีที่เปลีย่ นไป ดังน้นั โครงสรา้ งของกฎหมายสองฉบบั จึงเหมือนกนั เป็นส่วนใหญ่ และแตกตา่ งกันอยู่
หลายประเด็น สรปุ สาระสำคัญ ดงั นี้

1. การฝากร้านใน Facebook, IG และส่ือสาธารณะ ถอื วา่ เปน็ สแปม ปรบั ไมเ่ กนิ 1 แสนบาท จำคกุ ไม่เกิน
2 ปี หรอื ทง้ั จำทัง้ ปรบั

2. การส่ง SMS โฆษณา โดยไม่รับความยินยอมจากผู้รับ หรือไม่ให้ผู้รับสามารถปฏิเสธข้อมูลนั้นได้ ถือ
เป็นสแปมมโี ทษปรบั สูงสุด 100,000 บาท

3. การส่ง Email ขายของโดยไมร่ บั ความยินยอม ถอื เปน็ สแปม มีโทษปรับสูงสุด 100,000 บาท
4. กด Like ได้ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมฯ ยกเว้นการกดไลค์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เสี่ยงเข้า
ข่ายความผดิ มาตรา 112 หรือมีความผดิ ร่วม (ขึ้นอยกู่ บั ดุลยพินจิ ของศาล)
5. กด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากข้อมูลที่แชร์มีผลกระทบต่อผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.
คอมฯ โดยเฉพาะท่กี ระทบตอ่ บุคคลที่ 3

2

6. พบข้อมูลผิดกฎหมายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ไม่ใช่สิ่งของที่เจ้าของคอมพิวเตอร์กระทำเอง
สามารถแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้หากแจ้งแล้วลบข้อมูลออก เจ้าของก็จะไม่มีความผิดตามกฎหมาย เช่น
ความเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงเฟซบุ๊ก ที่ให้แสดงความคิดเห็น หากพบว่าการแสดงความคิดเห็นผิดกฎหมาย
เม่ือแจง้ ไปท่ีหนว่ ยงานท่ีรับผิดชอบเพือ่ ลบไดท้ ันที เจา้ ของระบบเวบ็ ไซต์จะไมม่ ีความผดิ

7. สำหรบั แอดมินเพจ ทเี่ ปิดใหม้ ีการแสดงความเหน็ เม่ือพบข้อความทผ่ี ดิ พ.ร.บ.คอมฯ เมือ่ ลบออกจาก
พ้ืนท่ีทตี่ นดูแลแลว้ จะถอื เป็นผู้พน้ ผดิ

8. ไม่โพสต์สงิ่ ลามกอนาจาร ท่ีทำให้เกดิ การเผยแพร่สปู่ ระชาชนได้
9. การโพสต์เกี่ยวกบั เดก็ เยาวชน ตอ้ งปิดบงั ใบหน้า ยกเว้นเมอื่ เป็นการเชดิ ชู ชนื่ ชม อยา่ งให้เกยี รติ
10. การใหข้ ้อมูลเกี่ยวกับผู้เสยี ชีวิต ต้องไมท่ ำให้เกิดความเส่ือมเสียชือ่ เสียง หรือถูกดหู มิ่น เกลียดชัง ญาติ
สามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย ทำให้พ่อ แม่ คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ดูหมิ่นเกลียดชัง หรือได้รับ
ความอบั อาย จะตอ้ งจำคุกไมเ่ กนิ 3 ปี และปรบั ไมเ่ กิน 2 แสนบาท
11. การโพสตด์ ่าวา่ ผู้อื่น มกี ฎหมายอาญาอยแู่ ลว้ ไมม่ ขี อ้ มลู จรงิ หรือถกู ตัดตอ่ ผ้ถู กู กลา่ วหา เอาผดิ ผู้โพสต์
ได้ และมีโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรบั ไม่เกนิ 100,000 บาท
12. ไม่ทำการละเมดิ ลิขสทิ ธิผ์ ใู้ ด ไม่วา่ ขอ้ ความ เพลง รปู ภาพ หรือวิดโี อส่วนหนง่ึ สว่ นใดหรือทงั้ หมด
13. สง่ รปู ภาพแชร์ของผู้อน่ื เชน่ สวัสดี อวยพร ไมผ่ ดิ ถา้ ไม่เอาภาพไปใช้ในเชงิ พาณชิ ย์ หารายได้
14. แฮคเฟสบุ๊ค การปล่อยไวรัส หรือมัลแวร์เข้าคอมพิวเตอร์คนอื่นเพื่อขโมยข้อมูล โดยที่เจ้าของไม่
อนุญาต (ละเมดิ Privacy) มีโทษฐานผดิ พรบ.คอมพวิ เตอร์ โดย

1) เข้าถงึ ระบบคอมพวิ เตอร์ จำคุกไม่เกนิ 6 เดือน ปรบั ไมเ่ กนิ 1 หมื่นบาท
2) เข้าถึงข้อมลู คอมพิวเตอร์ จำคุกไมเ่ กิน 2 ปี ปรับไมเ่ กิน 4 หม่นื บาท
3) นำมาตรการป้องกันระบบไปเผยแพร่ จำคกุ ไมเ่ กิน 1 ปี ปรับไมเ่ กนิ 2 หมื่นบาท
4) ดกั รบั ข้อมลู คอมพวิ เตอร์ จำคกุ ไม่เกิน 2 ปี ปรบั ไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรอื ทัง้ จำทั้งปรบั !!
15. แกไ้ ข ดดั แปลงข้อมูล การเขา้ ไปขดั ขวาง ทำรา้ ยระบบ รวมท้งั เขา้ ไปดัดแปลง หรอื ทำลายข้อมูล ทำให้
ขอ้ มูลของฝา่ ยตรงขา้ มเสียหายผิด พรบ.คอมพวิ เตอร์ มโี ทษจำคกุ 5 ปี ปรับไม่เกนิ 1 แสนบาท หรอื ท้งั จำทัง้ ปรบั
16. แอบเข้าระบบของหน่วยงานภาครัฐ การเข้าถึงระบบ หรือข้อมูลด้านความมั่นคงรวมถึงการโพสต์
เนอื้ หาท่ีส่งผลตอ่ ความมน่ั คงต่อประเทศบนโลกออนไลน์ที่เขา้ ขา่ ยข้อมูลเท็จท่ีทำใหป้ ระชาชนเกดิ อาการต่ืนตระหนก
มโี ทษแบง่ ตาม พรบ. คอมพวิ เตอร์เปน็ กรณีดงั นี้
1) กรณไี มเ่ กดิ ความเสียหาย จำคกุ 1-7 ปี และปรับ 2 หมื่น – 1.4 แสนบาท
2) กรณีเกดิ ความเสยี หาย จำคุก 1-10 ปี และปรับ 2 – 2 แสนบาท
3) กรณีเปน็ เหตใุ หผ้ อู้ ื่นถงึ แกค่ วามตาย จำคกุ 5 – 20 ปี และปรับ 1 แสน – 4 แสนบาท
16. การโพสต์ ข่าวปลอม ธุรกิจลูกโซ่ ที่ต้องการจะหลอกเอาเงินจากลูกค้า โพสต์เกี่ยวกับความมั่นคง
ปลอดภัยรวมท้ังการกอ่ การร้าย โพสต์ข้อมูลลามก โดยถ้าเกิดว่าส่งผลถึงประชาชน จะต้องจำคกุ ไมเ่ กิน 5 ปี ปรับไม่
เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนถ้าส่งผลต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรีบไม่เกิน 6 แสนบาท
หรอื ทง้ั จำทัง้ ปรบั

3

17. คอมเมน้ ในข่าวปล่อม การเข้าไปคอมเมน้ แสดงความคิดเห็นในโพสตท์ ่มี ีเนื้อหาผิดกฎหมายก็จะกระทำ
พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ 2560 ถ้าไม่ยอมลบจะได้รบั โทษเดยี วกันกับมาตรา 14 เหมือนกันกับผู้โพสต์แตถ่ ้าหาก
ว่าลบออกไปแล้ว ถือว่าพ้นผิด โดยผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลการใช้งานไม่น้อยกว่า 90 วัน หรือในกรณีท่ี
ศาลสงั่ จะตอ้ งเกบ็ ขอ้ มลู ไม่เกนิ 2 ปี

18. ทั้งนี้ มาตรา 17 บังคับให้ผู้ให้บริการแพ็ตฟอร์มต่าง ๆ ต้องเก็บข้อมูล (Digital Footprint) ถึงแม้
เจ้าของจะลบข้อมูลทิ้งแล้ว แต่ผู้ให้บริการจะต้องจัดเก็บข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐาน องค์กรหรือหน่วยงานที่ออก
อินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องติดตั้งระบบเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์และพร้อมรวบรวมข้อมูลให้กับเจ้าหนี้ที่หรือศาล
หากเรยี กตรวจสอบ หากยงั ไมจ่ ัดเกบ็ ผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัทจะตอ้ งระวางโทษปรบั ไม่เกนิ 500,000 บาท

ทง้ั น้ี ในฐานะรองผูอ้ ำนวยการสถานศกึ ษา ซ่งึ เปน็ ผู้บริหาร มีบทบาทหนา้ ทใี่ นการดแู ลสถานศกึ ษา บคุ ลากร
และนักเรียน นักศึกษา จึงต้องตระหนักรู้และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ควบคู่กับการใช้งานที่ถูกกฎหมาย ไม่
ละเมดิ ข้อปฏิบัติ หรอื ละเมดิ สทิ ธิของผอู้ ื่น เพ่อื เป็นแบบอย่างท่ดี ีใหก้ บั บุคลากร และนักเรียน นักศกึ ษา ตลอดจนเป็น
ผู้ให้ความรู้ คำแนะนำปรึกษา และช่วยเหลือดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิดกฎหมายการกระทำความผิด
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2560 ซึ่งปัจจุบันพบว่าเริ่มมีการ
บังคับใช้กฎหมายอยา่ งจรงิ จังในหลากหลายกรณี ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลว่าในอนาคต หากการเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นไป
อย่างรวดเร็ว และขาดวิจารณญาณที่มากพอ จะทำให้เกิดการกระทำความผิดโดยไม่ตั้งใจหรือเจตนา จากบุคลากร
และนักเรียน นักศึกษา รวมถึงสถานศึกษาทั้งในฐานะผูก้ ระทำความผิด และในฐานะผู้ถูกละเมิด ดังนั้น ผู้บริหารจึง
ควรเรียนรู้และเข้าใจถึงแก่นของ พรบ. เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการรณรงค์ส่งเสริม และให้ความรู้ความเข้าใจท่ี
ถูกต้องในสถานศกึ ษาทจ่ี ะได้ทำงานต่อไป

4

ใบนำเสนอผังมโนทศั น์ (Mind Map

การศึกษาคน้ ควา้ เรยี นรเู้ พือ่ พฒั นาตนเอง

วทิ ยากรพี่เลยี้ ง ผอ.นิยม แสงวงศ์ กลมุ่ ท่ี 13 เลขท่ี 5
ชือ่ -นามสกุล นางพมิ พ์ พมิ พช์ นกธาดา

จำคุกไมเ่ กิน 3 ปี ปรับไมเ่ กิน 200,000 บาท

ปรบั ไม่เกิน 100,000 บาท การโพสต์ภาพผู้เสียชีวติ หากเป็นการ ปรบั ไมเ่ กิน 100,000
โพสตท์ ท่ี ำให้บดิ ามารดา คสู่ มรส หรอื บาท
จำคุกไม่เกิน 5 ปี การระงบั ชะลอ ขัดขวาง บุตรของผ้ตู ายเสียช่อื เสียง ถูกดหู ม่ิน
รบกวนระบบของผอู้ ่ืน จำคกุ ไม่เกิน 5 ปี
ปรับไม่เกิน จนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ เกลยี ดชังหรอื ได้รบั ความอับอาย
100,000 โพสตข์ ้อมูลเท็จทน่ี า่ จะเกิด
การทำลาย แก้ไข พรบ.ว่าดว้ ยการกระทำ ความเสยี หายตอ่ ความม่ันคง
บาท ไมว่ า่ ทั้งหมด ความผดิ เกย่ี วกบั ของประเทศ ความปลอดภัย
หรือบางส่วนของ
ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ผอู้ ื่น คอมพิวเตอร์ (ฉบบั ท2ี่ ) สาธารณะ
พ.ศ. 2560 การโพสต์ข้อมลู เกย่ี วกับความม่นั คง
การโพสต์ขอ้ มูลทบ่ี ิดเบอื น แห่งราชอาณาจักร–การก่อการร้าย
ปรับไมเ่ กิน หรอื ปลอมแปลงข้อมลู
100,000 บาท การกด Like ทำไดไ้ มผ่ ดิ
การโพสตภ์ าพลามกและสามารถ พ.ร.บ. คอมพ์ ยกเว้น
จำคกุ ไม่เกิน 5 ปี แชรส์ ปู่ ระชาชนคนอ่ืนได้ การกด Like ขอ้ มลู ทมี่ ีฐานความผดิ

ผู้ดูแลระบบ หรอื แอดมนิ เพจทีเ่ ปิดให้มี การกด Share ถอื เปน็ การเผยแพร่
การแสดงความคิดเห็น เมื่อพบเนื้อหา หากขอ้ มลู ทแ่ี ชร์มีผลกระทบตอ่ ผอู้ ื่น
ทผี่ ดิ กฎหมาย ถา้ ได้รบั การแจง้ เตือน อาจมคี วามผิดโดยเฉพาะบุคคลที่ 3

แลว้ ลบออกไม่ต้องรับโทษ ผู้ให้บรกิ ารเวบ็ ไซตต์ อ้ งขยายเวลา
การเกบ็ ข้อมูลจราจรทาง
จำคกุ ไม่เกิน 3 ปี การโพสต์ภาพของผอู้ น่ื ที่เกิดจาก
การสร้าง ตัดต่อ หรอื ดัดแปลงท่ี คอมพวิ เตอร์ (Log) เอาไวไ้ ม่นอ้ ย
น่าจะทำใหผ้ ้อู ืน่ น้ันเสยี ชอ่ื เสียง กว่า 90 วัน และกรณที ี่จำเป็น อาจ

สั่งให้ขยายเป็น 2 ปี

การแก้ไขเปล่ียนแปลงทำให้
ระบบทำงานไมป่ กติ ทำให้
บาดเจบ็ ทรัพยส์ นิ เสียหาย

ปรบั ไมเ่ กิน 200,000 บาท จำคุกไมเ่ กิน 10 ปี ปรบั ไมเ่ กิน 200,000 บาท

5

ใบนำเสนองาน

การศกึ ษาค้นควา้ เรยี นรเู้ พ่ือพัฒนาตนเอง

แบบสรปุ องค์ความรู้การศึกษาคน้ คว้าเรยี นรเู้ พื่อพฒั นาตนเอง

วทิ ยากรพ่ีเลย้ี ง ผอ.นิยม แสงวงศ์ กลุ่มที่ 13 เลขท่ี 5
ชอื่ -นามสกุล นางพมิ พ์ พิมพช์ นกธาดา

องค์ความรทู้ ่ไี ดจ้ ากการศกึ ษาค้นคว้าเรียนรู้เพอ่ื พฒั นาตนเองและการนำไปประยุกตใ์ ช้ สมรรถนะหลกั ที่ 2
ภาวะผ้นู ำทางวิชาการและวิชาชพี อาชวี ศกึ ษา เรอื่ ง คมู่ ือการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสรา้ งความเป็นเลศิ
ในการปฏบิ ตั ิราชการของหนว่ ยงานภาครฐั

สรปุ สาระสำคญั
การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หรือ PMQA (Public Sector Management Quality

Award) เป็นยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2546- 2550 ) กำหนดใหม้ กี ารปรับเปล่ยี นกระบวนการ
และวิธีการทำงาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานของหน่วยงานราชการให้อยู่ในระดับสูงเทียบเท่า
มาตรฐานสากล โดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยมีเกณฑ์คุณภาพการบริหารการจัดการภาครัฐ ซึ่งมี
พื้นฐานทางเทคนิคและกระบวนการเทียบเท่ากับเกณฑ์รางวัลของนานาชาติ เป็นกรอบแนวคิดในการบริหารการ
จัดการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารราชการเพื่อให้องค์กรภาครัฐมีกระบวนการทำงานและผลสูการ
ปฏบิ ัติงานท่มี ปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขน้ึ โดยมเี ปา้ หมายคอื ประโยชนส์ ุขของประชาชนและประโยชน์สูงสุด
ของประเทศชาติ

จุดเริ่มต้นของการนำแนวคิดของ “การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ” มาใช้นั้น กล่าวได้ว่า อยู่
ภายใตค้ วามรับผดิ ชอบของสํานกั งานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ (ก.พ.ร.) โดยที่ ก.พ.ร. ไดร้ ่วมมอื กบั สถาบัน
เพิ่มผลผลิตแห่งชาติในการจัดทําหลักเกณฑ์และแนวทางการยกระดับและพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครฐั
และได้นาํ แนวคดิ ดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีกไ็ ด้มีมติเหน็ ชอบการนำแนวคดิ ดังกลา่ วมาใช้เมื่อวันท่ี
28 มิถุนายน 2548 โดยมีเกณฑ์ทั้ง 7 หมวดของการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ถ้าวิเคราะห์แล้วจะ
เห็นไดว้ ่าถกู แบ่งออกเป็น 2 ส่วนทีส่ ำคัญ คอื สว่ นท่เี ป็นกระบวนการ และสว่ นที่เป็นผลลัพธน์ ัน่ เอง

โดยท่ีส่วนทีเ่ ปน็ กระบวนการ สามารถแบ่งยอ่ ยออกได้เปน็ 3 กลุม่ คือ
กลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มการนําองค์กร (ประกอบด้วยหมวด 1 การนําองค์กร หมวด 2 การวางแผน

เชิงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ และหมวด 3 การให้ความสําคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)
กล่มุ ท่สี อง ไดแ้ ก่ กล่มุ ปฏบิ ตั ิการ (ประกอบด้วยหมวด 5 การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล และหมวด 6

การจัดการกระบวนการ)
กลุ่มที่สาม ได้แก่ กลุ่มพื้นฐานของระบบ (ประกอบด้วยหมวด 4 การวัด การวิเคราะห์ และ

การจดั การความรู้)

6

สำหรับในส่วนที่เป็นผลลัพธ์นั้นได้แก่ หมวด 7 ผลลัพธ์การดําเนินการ ซึ่งก็คือ การแบ่งการตรวจประเมิน
ออกเปน็ 4 มติ ิ ตามคํารบั รองการปฏบิ ตั ิราชการน่นั เอง คือ

มิตดิ ้านประสทิ ธิผลตามแผนปฏบิ ัติราชการ
มติ ดิ ้านคุณภาพการใหบ้ รกิ าร
มติ ดิ า้ นประสทิ ธิภาพของการปฏบิ ัติราชการ
มิตดิ ้านการพัฒนาองค์กร
วัตถปุ ระสงค์ของการดาํ เนนิ การ ดงั นี้

ประโยชน์ต่อสถานศึกษา
สถานศกึ ษาทีน่ ำเกณฑ์คณุ ภาพการบริหารการจดั การภาครัฐ ซึง่ เปน็ กรอบการประเมินระดับมาตรฐานสากล

ไปเปรียบเทียบกับระบบการบริหารสถานศึกษา ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดวิธีการและเป้าหมายที่ชัดเจนในการ
จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงองค์กรให้สมบูรณ์มากขึ้นต่อไป เพราะการบริหารการจัดการท่ีเป็นเลิศจะมี
ภาพลักษณ์ที่ดี ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเปิดโอกาสให้มีการสื่อสารและ
แลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศของสถานศึกษา เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่สถานศึกษาอื่น ๆ นำไปประยุกต์ใช้ให้
ประสบผลสำเร็จเช่นเดยี วกัน โดยแนวทางการประยกุ ต์ใช้มดี ังนี้

หมวดที่ 1 การสำรวจตนเอง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ในฐานะผู้บริหาร ควรทำการตรวจประเมินว่า
การบริหารของสถานศึกษาสถานศึกษาตนเอง ดําเนินการอย่างไร ในเรื่องวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม เป้าประสงค์
ระยะสัน้ และระยะยาว และความคาดหวังในผลการดาํ เนินการ รวมถึงการใหค้ วามสาํ คญั กับผูร้ ับบริการและผูม้ ีสว่ น
ได้สว่ นเสยี ทัง้ หลาย การกระจายอาํ นาจการตดั สินใจ การสร้างนวตั กรรม และการเรยี นรใู้ นสถานศึกษา รวมท้งั ตรวจ
ประเมินว่า สถานศึกษามีการกํากับดูแลตนเองที่ดี และดําเนินการเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะและชุมชน
อยา่ งไร

หมวด 2 การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ ผู้บริหารควรการตรวจประเมินวธิ ีการกาํ หนดเป้าประสงค์
เชิงยทุ ธศาสตร์ และกลยทุ ธ์ และแผนปฏิบัตริ าชการของสถานศกึ ษา รวมทงั้ การถา่ ยทอดเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์
และกลยทุ ธ์ รวมถึงแผนปฏบิ ตั ริ าชการทีเ่ ลอื กไว้ ไปปฏบิ ัตแิ ละการวดั ผลความกา้ วหนา้

หมวด 3 การให้ความสำคญั กบั ผรู้ บั บรกิ ารและผู้มสี ่วนได้ส่วนเสีย ผู้บรหิ ารควรตรวจประเมินว่าสถานศึกษา
กําหนดความต้องการ ความคาดหวัง และความนิยมชมชอบของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร รวมถึง
สถานศึกษามีการดําเนินการอย่างไรในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การกําหนด
ปัจจัยที่สําคัญที่ทําให้ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความพึงพอใจ และนําไปสู่การกล่าวถึงในทางที่ดีหรือใน
ทางบวก

หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ ผู้บริหารควรตรวจประเมินว่าสถานศึกษาเลือก
รวบรวม วิเคราะห์ จัดการและปรบั ปรุงขอ้ มลู ารสนเทศ และจัดการความรู้อย่างไร

7

หมวด 5 การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล ผู้บริหารควรตรวจประเมินว่าระบบงานบุคคลและระบบการเรียนรู
ของบคุ ลากรและการสรา้ งแรงจูงใจ ชว่ ยให้บคุ ลากรพฒั นาตนเองและใช้ศกั ยภาพอยา่ งเต็มที่เพ่อื ให้มุ่งไปในแนวทาง
เดียวกันกับเป้าประสงค์ และแผนปฏิบัติการโดยรวมของสถานศึกษาอย่างไร รวมทั้งตรวจประเมินความใส่ใจ การ
สร้างและรักษาสภาพแวดล้อมในการทํางาน สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของบุคลากร ซึ่งจะนําไปสู่ผล
การดาํ เนินการทีเ่ ปน็ เลิศและความเจริญกา้ วหน้าของบุคลากรและสถานศึกษา

หมวด 6 การจัดการกระบวนการ ผู้บริหารต้องตรวจประเมินแง่มุมที่สําคัญทั้งหมดของการจัดการ
กระบวนการ การให้บริการ และกระบวนการอื่นที่สําคัญที่ช่วยสร้างคุณค่าแก่ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ
สถานศึกษา ตลอดจนกระบวนการสนบั สนุนที่สําคญั ตา่ งๆ

และหมวด 7 ผลลัพธ์การดำเนินการ ผู้บริหารต้องตรวจประเมินผลการดําเนินการและแนวโน้มของ
สถานศกึ ษาในมิตติ า่ งๆ ประกอบไปด้วยผลลัพธ์ 4 ส่วน คือ

1) มิติด้านประสิทธิผลตามแผนปฏิบัติราชการ โดยพิจารณาในเรื่องผลการบรรลุความสำเร็จของ
ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติงาน ตลอดจนผลด้านการบูรณาการกับสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกันในการ
ให้บรกิ าร หรอื การปฏิบตั ิงาน

2) มิติด้านคุณภาพการให้บริการ โดยพิจารณาในเรื่องผลความพึงพอใจและไม่พึงพอใจของ
ผูร้ บั บรกิ ารและผมู้ ีสว่ นไดส้ ว่ นเสีย ตลอดจนผลตัวชว้ี ดั ทส่ี ำคญั อืน่ ๆ ท่เี กีย่ วกับผู้รับบรกิ ารและผ้มู ีสว่ นได้ส่วนเสยี

3) มิติประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการ โดยพิจารณาในเรื่องผลด้านประสิทธิภาพของการ
ปฏบิ ัติราชการ ผลการปฏบิ ตั ิงานตามมาตรฐานการปฏิบัตงิ านของกระบวนการทีส่ รา้ งคุณคา่ และผลการปฏบิ ัติงาน
ตามมาตรฐานการปฏบิ ัติงานของกระบวนการสนับสนนุ และ

4) มิติด้านการพัฒนาองค์กร โดยพิจารณาในเรื่องผลด้านระบบบริหารงานบุคคล ผลด้านการ
เรียนรู้และพัฒนาของบุคลากร ผลด้านความผาสุก ความพึงพอใจและไม่พึงพอใจของบุคลากร ผลด้านการสร้าง
นวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ ผลการเปิดเผยรายงานผลการใช้งบประมาณรายรับ-รายจ่าย
ประจำปี รายการเก่ยี วกับการจัดซือ้ จดั จา้ งโดยใหผ้ ู้รบั บริการและผมู้ ีสว่ นได้ส่วนเสยี ตรวจสอบได้ ผลด้านการปฏิบัติ
ตามข้อบงั คบั และกฎหมาย ผลดา้ นการดำเนินงานอยา่ งมจี รยิ ธรรม การสรา้ งความเชื่อมนั่ แก่ผูร้ ับบริการและผูม้ สี ว่ น
ไดส้ ่วนเสียในการบริหารงาน และผลดา้ นการเปน็ องคก์ รทดี่ ี (Organizational Citizenship) ในการสนบั สนนุ ชุมชน
ทส่ี ำคญั

นอกจากนี้ยังตรวจประเมนิ ผลการดาํ เนินการของสถานศกึ ษาโดยเปรยี บเทยี บกับสถานศกึ ษาหรอื องค์กรอ่ืน
ที่มีภารกิจคล้ายคลึงกันเพื่อวางแผนการพัฒนาองค์กรให้เป็นสถานศึกษาคุณภาพสูงตามมาตรฐานของรัฐ โดย
สถานศึกษาหรือหน่วยงานระดับกรมที่ปฏิบัติงานอย่างครบถ้วนตามมาตรฐานจะได้รับการประเมินและรับรอง
มาตรฐานดัวยรางวัลเลิศรัฐสาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality
Award: PMQA)

8

ใบนำเสนอผังมโนทัศน์ (Mind Map

การศกึ ษาค้นคว้าเรียนรเู้ พ่ือพัฒนาตนเอง

วิทยากรพ่ีเล้ียง ผอ.นิยม แสงวงศ์ กลุ่มท่ี 13 เลขที่ 5
ชื่อ-นามสกุล นางพมิ พ์ พมิ พ์ชนกธาดา

ภายใต้ความรบั ผิดชอบของ หมวด 1 การนําองค์กร หมวด 2 การวางแผนเชงิ หมวด 3 การใหค้ วามสำคญั
สํานักงานคณะกรรมการ ยทุ ธศาสตร์และกลยทุ ธ์ กับผรู้ บั บริการและผ้มู สี ว่ นได้
พฒั นาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
1 กล่มุ การนาํ องค์กร สว่ นเสยี
PMQA
หมวด 5 การมุ่งเน้น
(Public Sector ทรัพยากรบคุ คล
Management Quality
กระบวนการ 2 กลุ่มปฏิบัตกิ าร หมวด 6 การจัดการ
Award) กระบวนการ

3 กลมุ่ พืน้ ฐานของระบบ หมวด 4 การวดั
การวเิ คราะห์ และ
การจัดการความรู้

ผลลพั ธ์ หมวด 7 ผลลพั ธก์ ารดำเนินการ

มิตดิ ้านประสทิ ธผิ ลตาม มติ ดิ า้ นคุณภาพการ มิติดา้ นประสทิ ธิภาพของ มติ ดิ ้านการพฒั นาองคก์ ร
แผนปฏบิ ตั ริ าชการ ให้บริการ การปฏบิ ัติราชการ

รางวลั เลศิ รฐั สาขาคุณภาพการบรหิ ารจดั การภาครฐั

(Public Sector Management Quality Award: PMQA)

9

ใบนำเสนองาน

การศึกษาคน้ ควา้ เรียนรเู้ พื่อพัฒนาตนเอง

แบบสรุปองคค์ วามรู้การศึกษาค้นคว้าเรยี นรู้เพอ่ื พัฒนาตนเอง

วิทยากรพ่เี ลีย้ ง ผอ.นิยม แสงวงศ์ กลุ่มที่ 13 เลขที่ 5
ช่อื -นามสกุล นางพิมพ์ พมิ พ์ชนกธาดา

องค์ความรทู้ ่ีได้จากการศกึ ษาคน้ คว้าเรยี นรเู้ พ่ือพฒั นาตนเองและการนำไปประยกุ ตใ์ ช้ สมรรถนะหลักท่ี 3
การบริหารและการจัดการในสถานศึกษา เรือ่ ง ระเบียบสำนกั นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526
และท่แี กไ้ ขเพ่ิมเตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2548

สรุปสาระสำคญั ทสี่ ามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบรหิ าร
1. งานสารบรรณ หมายถึง งานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสาร เริ่มตั้งแต่การจัดทำ การรับ การส่ง

การเก็บรักษา การยมื จนถงึ การทำลาย
2. นิยามศัพทท์ เี่ กี่ยวขอ้ ง
“หนังสือ” หมายความวา่ หนงั สอื ราชการ
“อิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การประยุกต์ใช้วิธีการทางอเิ ล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

หรอื วธิ ีอนื่ ใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถงึ การประยกุ ตใ์ ช้วธิ กี ารทางแสง วธิ กี าร ทางแมเ่ หล็ก หรือ
อุปกรณท์ ี่ เกี่ยวขอ้ งกับการประยุกตใ์ ชว้ ธิ ีตา่ ง ๆ เชน่ ว่าน้ัน

“ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า การรับส่งข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือ ผ่าน
ระบบสอ่ื สารดว้ ย วิธีการทางอิเลก็ ทรอนกิ ส์

3. ผรู้ กั ษาการตามกฎหมายนี้คอื ปลดั สำนกั นายกรัฐมนตรี
4. ชนิดของหนังสอื ราชการ

4.1 หนังสือภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีใช้กระดาษตราครุฑ เป็นหนังสือ
ตดิ ต่อ ระหว่างสว่ นราชการ หรอื ส่วนราชการมีถงึ หนว่ ยงานอ่ืนใดซงึ่ มใิ ช่สว่ นราชการ หรือที่มถี ึงบุคคลภายนอก

4.2 หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก เป็นหนังสือ
ตดิ ต่อ ภายในกระทรวง ทบวง กรม หรอื จงั หวัดเดยี วกัน ใชก้ ระดาษบนั ทึกข้อความ

4.3 หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับ
กรมขึ้นไป โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกอง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป
เป็นผู้รับผดิ ชอบลงชื่อยอ่ กำกับตรา หนงั สอื ประทับตราใช้กระดาษตราครฑุ

4.4 หนังสอื ส่ังการ มี 3 ชนิด ได้แก่
(1) คำสั่ง คือ บรรดาขอ้ ความทีผ่ ู้บังคบั บญั ชาส่งั การใหป้ ฏบิ ตั โิ ดยชอบด้วยกฎหมาย

10

(2) ระเบียบ คือ บรรดาขอ้ ความท่ผี ู้มีอำนาจหน้าท่ไี ด้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมาย
หรือไมก่ ็ได้ เพ่ือถอื เปน็ หลกั ปฏบิ ัติงานเปน็ การประจำ

(3) ข้อบังคับ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้โดยอาศัยอำนาจของ
กฎหมายทีบ่ ัญญตั ิใหก้ ระทำได้

4.5 หนังสือประชาสมั พนั ธ์มี 3 ชนดิ ไดแ้ ก่
(1) ประกาศ คือ บรรดาขอ้ ความท่ที างราชการประกาศหรอื ชแี้ จงใหท้ ราบ
(2) แถลงการณ์ คอื บรรดาขอ้ ความที่ทางราชการแถลงเพือ่ ทำความเขา้ ใจในกจิ การ
(3) ข่าว คอื บรรดาขอ้ ความที่ทางราชการเห็นสมควรเผยแพร่ใหท้ ราบ

4.6 หนังสือทเ่ี จา้ หนา้ ท่ีทำข้ึนหรือรับไว้เป็นหลกั ฐานในราชการ มี 4 ชนดิ ไดแ้ ก่
(1) หนังสือรับรอง คือ หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่ บุคคล นิติบุคคล หรือ

หน่วยงานเพ่ือ วัตถปุ ระสงคอ์ ย่างหนึง่ อยา่ งใดให้ปรากฏแกบ่ คุ คลโดยทัว่ ไป ไมจ่ ำเพาะเจาะจงใชก้ ระดาษตราครฑุ
(2) รายงานการประชมุ คอื การบันทกึ ความคดิ เหน็ ของผมู้ าประชุม ผ้เู ขา้ รว่ มประชุม และมติ

ของที่ประชมุ ไว้เป็นหลกั ฐาน
(3) บันทึก คือ ข้อความซึ่งผู้ใตบ้ ังคบั บัญชาเสนอต่อผู้บังคบั บัญชา หรือผู้บังคับบัญชา สั่งการ

แก่ ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือข้อความที่เจ้าหน้าท่ี หรือหน่วยงานระดับต่ำกว่าส่วนราชการระดับกรม ติดต่อกันในการ
ปฏบิ ัตริ าชการ

(4) หนังสืออื่น คือ หนังสือหรือเอกสารอื่นใดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
เพื่อเป็นหลักฐานในราชการ ซึ่งรวมถึงภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ และสื่อกลางบันทึกข้อมูล
ด้วย หรือหนังสือของบุคคลภายนอกที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ได้รับเข้าทะเบียนรับหนังสือของทางราชการ
แล้ว มีรูปแบบตามที่กระทรวง ทบวง กรม จะกำหนดขึ้นใช้ตามความเหมาะสม เว้นแต่มีแบบตามกฎหมายเฉพาะ
เรื่องใหท้ ำตามแบบ เชน่ โฉนด แผนที่ แบบ แผนผัง สัญญา หลกั ฐาน การสืบสวนและสอบสวน และคำร้อง เปน็ ต้น

10. การส่งหนังสือด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถดำเนินการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ได้ ใน
กรณีที่ติดต่อราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้ส่งตรวจสอบผลการส่งทุกครั้งและให้ผู้รับแจ้งตอบรับ
เพื่อยืนยันว่าหนังสือได้จัดส่งไปยังผู้รับเรียบรอ้ ยแล้วการส่งข้อความทางเครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรเลข วิทยุโทรเลข
โทรพิมพ์ โทรศัพท์ วิทยสุ ่อื สาร วิทยุกระจายเสียง หรอื วิทยุโทรทัศน์ เปน็ ต้น ให้ผรู้ ับปฏิบัตเิ ช่นเดียวกับได้รับหนังสือ
ในกรณีท่ีจำเป็นต้องยืนยันเป็นหนังสือให้ทำหนังสือยืนยันตามไปทันที การส่งข้อความทางเครื่องมือ/สื่อสารซึ่งไม่มี
หลกั ฐานปรากฏชดั แจ้ง เชน่ ทางโทรศพั ท์ วทิ ยุสอื่ สาร วทิ ยุกระจายเสยี ง หรอื วทิ ยุโทรทศั น์ เปน็ ตน้ ใหผ้ ู้ส่งและผู้รับ
บนั ทกึ ข้อความไวเ้ ป็นหลกั ฐาน

11. การเกบ็ รกั ษา แบง่ ออกได้ 3 ประเภทคอื
11.1 การเกบ็ ระหวา่ งปฏบิ ตั คิ อื การเก็บหนงั สอื ท่ปี ฏิบัตยิ ังไม่เสรจ็ ใหอ้ ยู่ในความรบั ผดิ ชอบของ

เจา้ ของเร่ือง โดยใหก้ ำหนดวธิ ีการเก็บใหเ้ หมาะสมตามขนั้ ตอนของการปฏบิ ัตงิ าน

11

11.2 การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแลว้ คือ การเกบ็ หนังสอื ทีป่ ฏิบตั ิเสร็จเรยี บรอ้ ยแลว้ และไมม่ ีอะไรท่ี
จะตอ้ งปฏิบัตติ ่อไปอีก ใหเ้ จา้ หนา้ ที่ของเจา้ ของเร่อื งปฏบิ ัติ

11.3 การเก็บไวเ้ พอื่ ใชใ้ นการตรวจสอบ คือ การเก็บหนังสอื ทีป่ ฏิบตั ิเสร็จเรยี บรอ้ ยแลว้ แต่จำเป็น
จะต้องใชใ้ นการตรวจสอบเป็นประจำ ไมส่ ะดวกในการสง่ ไปเกบ็ ยงั หนว่ ยเก็บของส่วนราชการ

12. การเก็บรกั ษาหนงั สอื และเอกสารทางราชการ
12.1 หนังสือท่ีเปน็ เรอื่ งธรรมดาสามัญซึ่งไมม่ ีความสำคัญและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำเก็บไว้

ไมน่ อ้ ยกวา่ 1 ปี
12.2 หนงั สอื หรอื เอกสารเก่ยี วกับการรับเงนิ การจ่ายเงิน หรอื การก่อหนี้ผูกพัน ทางการเงินท่ไี ม่

เปน็ หลกั ฐาน แหง่ การก่อ เปลีย่ นแปลง โอน สงวน หรอื ระงบั ซึง่ สทิ ธิในทางการเงิน เมือ่ สำนักงานการตรวจเงนิ
แผน่ ดิน ตรวจสอบแลว้ ไม่มีปญั หา ให้เก็บไว้ไมน่ ้อยกว่า 5 ปี

12.3 หนังสือทไี่ ดป้ ฏิบตั งิ านเสรจ็ สน้ิ แล้ว และเปน็ คสู่ ำเนาเก็บไว้ไมน่ ้อยกว่า 5 ปี
12.4 โดยปกตใิ ห้เก็บหนังสอื ราชการไวไ้ มน่ อ้ ยกวา่ 10 ปี
12.5 เกบ็ ไวต้ ลอดไป ไดแ้ ก่ 1) หนงั สือทีต่ อ้ งสงวนเปน็ ความลับ 2) หนงั สือทเี่ ปน็ หลักฐานทาง
อรรถคดี สำนวนของศาล หรือของพนักงานสอบสวน 3) หนงั สือที่มคี ณุ คา่ ทางประวตั ิศาสตรท์ กุ สาขาวิชา
13. การทำลายเอกสารทางราชการ มขี ัน้ ตอน ดงั น้ี
13.1 ภายใน 60 วนั หลงั จากวันสน้ิ ปปี ฏทิ ินให้สำรวจหนังสอื ท่คี รบกำหนด แล้วจดั ทำบญั ชหี นงั สอื
ขอทำลายเสนอหัวหน้าสว่ นราชการระดับกรม
13.2 หวั หนา้ สว่ นราชการระดบั กรม แต่งตง้ั คณะกรรมการทำลายหนังสอื ประกอบดว้ ย ประธาน
กรรมการ 1 คน กรรมการอยา่ งน้อย 2 คน
13.3 ถา้ คณะกรรมการเห็นวา่ หนังสอื ควรใหท้ ำลายใหก้ รอกเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในชอ่ ง
การพจิ ารณา แลว้ รายงานผลต่อหัวหนา้ สว่ นราชการระดับกรม
13.4 หวั หน้าสว่ นราชการระดับกรมคี วามเหน็ “ควรทำลาย” ให้สง่ บญั ชีหนงั สือขอทำลายให้กอง
จดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กรมศิลปากร เพ่อื เห็นชอบทำลาย
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าหลากหลายประเด็นมีความละเอียดอ่อนและน่าสนใจ สำหรับรองผู้อำนวยการในฐานะ
ผู้บริหารสถานศึกษา จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจและเรียนรู้กระบวนการงานสารบรรณอย่างครบถ้วน ถูกต้อง
และสามารถตรวจสอบ รับรองข้อผิดพลาด แนะนำ แก้ไขใหเ้ หมาะสม เป็นแบบอย่างทีด่ ีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อ
ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาการณ์ของระเบียบให้มีมาตรฐาน
เนื่องจากสถานศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะทางวิชาการ ดังนั้น กระบวนการและเอกสารหรือระบบสารบรรณ จึง
เปรยี บเสมอื นตน้ แบบแหลง่ เรียนรใู้ หส้ ่วนราชการ หรอื ภายนอก ผ้บู ริหารควรใส่ใจและเขา้ ใจถงึ ระเบยี บวธิ กี ารปฏบิ ตั ิ
อยา่ งถกู ตอ้ ง ยกตวั อยา่ งเช่น การทำลายหลกั ฐานทางราชการ พบว่า ปัจจบุ นั สถานศึกษาหลายแห่งมีการจัดเก็บและ
ทำลายไม่ถูกต้อง เนื่องจากขาดความตระหนักและเข้าใจในการปฏิบัติตามระเบียบราชการ ทำให้มีภาระเอกสารเกา่
เกินเก็บอยู่ทั่วทุกพื้นท่ีของสถานศึกษา ไม่สามารถหรือไม่เข้าใจกระบวนการทำลายอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตาม
ระเบียบ ซง่ึ ผู้บริหารต้องใส่ใจและรับทราบปัญหาอย่างจรงิ จัง

12

ใบนำเสนอผังมโนทัศน์ (Mind Map)

การศกึ ษาคน้ ควา้ เรยี นรเู้ พอ่ื พัฒนาตนเอง

วิทยากรพ่ีเลีย้ ง ผอ.นิยม แสงวงศ์ กลุ่มท่ี 13 เลขท่ี 5
ชอื่ -นามสกุล นางพิมพ์ พิมพ์ชนกธาดา

การจดั ทำ ประกาศ คำสัง่
การรับ แถลงการณ์ ระเบียบ
การสง่ ขา่ ว ขอ้ บังคบั
หนังสือสัง่ การ
หนังสือ
ประชาสัมพนั ธ์ หนังสือประทบั ตรา

การยืม ความหมาย ชนดิ ของหนังสอื ราชการ หนังสอื ภายใน หรอื
การเก็บรักษา บันทกึ ข้อความ

การทำลาย ระเบยี บสำนกั นายกรฐั มนตรี หนังสือภายนอก
วา่ ดว้ ยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำข้นึ หรอื

ผรู้ กั ษาการ และทแ่ี กไ้ ขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ที่ 2) รบั ไว้เป็นหลักฐานในราชการ
ปลัดสำนกั นายกรฐั มนตรี พ.ศ. 2548 หนงั สือรับรอง

รายงานการประชมุ

การทำลาย บันทกึ
หนงั สอื อนื่ เช่น โฉนดทดี่ นิ คำรอ้ ง

1. สำรวจและทำบญั ชี เร่ืองทั่วไป เกบ็ ไว้ การเก็บรกั ษา
2. เสนอหวั หน้าสว่ น มากกวา่ 1 ปี
3. แต่งต้งั กรรมการ
การเงนิ และตรวจสอบอน่ื ๆ

4. หวั หน้าเห็นชอบทำลาย/ไม่ทำลาย เกบ็ ไวต้ ลอดไป “ไมท่ ำลาย” เกบ็ ไว้ไม่นอ้ ยกวา่ 5 ปี

5. เสนอบญั ชแี กจ่ ดหมายเหตแุ ห่งชาติเห็นชอบ 1) หนังสือท่ีตอ้ งสงวนเป็นความลับ
6. ทำลาย 2) หนังสอื ท่ีเปน็ หลกั ฐานทางอรรถคดี

สำนวนของศาล หรอื ของพนกั งานสอบสวน

3) หนงั สือทม่ี คี ณุ คา่ ทางประวัติศาสตร์ทกุ สาขาวชิ า


Click to View FlipBook Version