The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารคำสอน เทคนิคเฉพาะ PNF

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Put Pon, 2022-08-08 02:19:51

PNF Techniques

เอกสารคำสอน เทคนิคเฉพาะ PNF

ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั

1. นสิ ติ มคี วามรู้ความเขา้ ใจและสามารถอธบิ าย เทคนิคการกระตุน้ การทางานและการ
ประสานสัมพนั ธ์ของระบบประสาทและกลา้ มเน้ือได้

2. นิสิตมคี วามร้คู วามเข้าใจและสามารถอธบิ าย ข้อหา้ ม ขอ้ ควรระวัง ในการใช้เทคนิคการ
กระตุ้นการทางานและการประสานสัมพนั ธ์ของระบบประสาทและกลา้ มเนื้อ

3. นิสติ สามารถประยุกตใ์ ช้ เทคนิคการกระตุ้นการทางานและการประสานสัมพนั ธข์ อง
ระบบประสาทและกล้ามเน้ือ ในกรณีศึกษาตา่ งๆได้

2|Page

บทนำ

การกระตุ้นการทางานและการประสานสัมพันธ์ชองระบบประสาทและกล้ามเนื้อ หรือ
เทคนิค PNF เป็นเทคนิคการกระตุ้นที่เป็นลาดับขั้นตอนที่ชัดเจน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพ่ิม
ประสิทธิภาพของร่างกายในการทางานหรือการทากิจกรรมต่างๆ ที่อยู่ภายใต้บริบทของแผนการ
รักษาและเป้าหมายของการรักษา ฟื้นฟูผู้ป่วย โดยเป้าหมายของการกระตุ้นการทางานของร่างกาย
ด้วยเทคนิค PNF เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการทางานต่างๆ
(functional movement) ในชีวิตประจาวัน ด้วยเทคนิคการกระตุ้น การยับยั้ง การเพิ่มความ
แข็งแรง และการผ่อนคลายในกลุ่มกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมให้การทางานของกล้ามเนื้อ
หรือการหดตัวแบบ concentric แบบ eccentric และแบบ static muscle contractions ซึ่งหาร
หดตัวของกล้ามเนื้อแบบต่างๆ นี้ มีการให้ระดับแรงต้านอย่างและขั้นตอนการกระตุ้นอย่าง
เหมาะสม โดยปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย ในบทนี้จะกล่าวถึงเทคนิค
ตา่ งๆ ของ PNF และประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคนคิ ที่เก่ยี วข้องและมปี ระโยชนก์ ับความผิดปกติหรือกรณีศึกษาท่ี
แตกตา่ งกนั ไป อยา่ งหมาะสม

3|Page

หลักพื้นฐำนของ กำรกระตุ้นกำรทำงำนและกำรประสำนสัมพันธ์ชองระบบประสำทและ
กลำ้ มเนอ้ื

หลักการพ้ืนฐานที่เกี่ยวข้องกับการฝึกผู้ป่วยด้วยเทคนิค PNF (Buck & Beckers, 2014;
Kumfu, 2021) มรี ายละเอยี ด ดังนี้

1. Resistance การให้แรงต้าน ช่วยเพ่ิมความแข็งแรง (strength) การเรียนรู้ (motor
learning) และการควบคุมการทางานของสมอง (motor control)

2. Irradiation and reinforcement การแผแ่ ละการเสริมกาลงั คอื การใชก้ ารแผเ่ พื่อให้
เกิดการกระตุ้นการตอบสนอง การตอบสนองนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อมีการหดตัวหรือยับยั้ง (ผ่อนคลาย)
ในกล้ามเน้อื synergist การตอบสนองนีจ้ ะเพิ่มขนึ้ ตาม intensity หรือเวลา

3. Vision การมอง ใช้เพ่ือแนะทิศทางท่ีถูกต้อง และอาจใช้ทดแทนการรับความรู้สึกอ่ืนที่
เสยี ไป

4. Traction or approximation การดึงยืดหรือการกด Elongation/compression
สามารถกระตุ้นผ่าน limbs and trunk เพื่อเร่งเร้าให้เกิดการเคล่ือนไหวหรือให้เกิดความม่ันคง
motion & stability

5. Stretch การดึงยืดอย่างรวดเร็ว ใช้เพื่อเร่งเร้าให้เกิดการหดตัวและลดการล้าของ
กล้ามเนอื้

6. Patterns แบบแผนการเคลอื่ นไหว เปน็ องคป์ ระกอบของการเคลื่อนไหวท่ัวไป
7. Normal timing การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีลาดับและประสานสัมพันธ์กันอย่าง
เหมาะสม โดยการฝกึ ซา้ ๆ จะทาใหเ้ กดิ การเรียนรู้ และพฒั นากลายเปน็ ทกั ษะ
8. Manual Contact การใหน้ ้าหนกั ในการจับอย่างเหมาะสม และการเลือกตาแหน่งจับท่ี
เหมาะสม จะช่วย guide ทิศทางการเคลือ่ นไหวและกระตนุ้ ใหผ้ ู้ป่วยใชก้ ารรับรทู้ างการสมั ผสั อีกทาง
หน่ึง การควบคุมทิศทางและแรงต้าน นิยมใช้การจับแบบ Lumbrical grip (การให้แรงกดจากการ
งอส่วนของ metacarpophalangeal joints ซง่ึ สามารถควบคุมการเคล่ือนไหวไดส้ ามทิศทาง โดยท่ี
ผปู้ ่วยไมม่ ีอาการปวดจากการถูกบีบ)
9. Body Mechanic ตาแหน่งของผู้รักษาต้องเหมาะแก่การ guide ให้แรงต้าน และไม่
ขดั ขวางการเคล่อื นไหวของผ้ปู ่วย
10. Commands and communications ก า ร ใ ห้ ค า ส่ั ง (Verbal command) ส้ั น
กระชับ เข้าใจง่าย ใช้ให้ถูกช่วงเวลา และเลือกน้าเสียงเพื่อการกระตุ้น (ฟังชัด ไม่เบา) หรือผ่อน
คลาย (เบาๆ ฟังแลว้ สบายๆ เป็นจังหวะเร่ือยๆ) ให้เหมาะสม

4|Page

11. Communications ใช้การสื่อสารผ่าน visual system, auditory system, และ
manual contact

12. Quick stretch มักใช้ในการเรม่ิ ตน้ การเคลื่อนไหว
13. Traction การเร่งเร้า Activate joint receptors จะกระตุ้น muscle fiber type II
และเรง่ เรา้ ใหเ้ กิดรปู แบบการงอ (Facilitate flexor patterns)
14. Approximation การเร่งเร้า Activate joint receptors จะกระตุ้น muscle fiber
type I และเร่งเร้าให้เกิดรูปแบบการเหยียดหรือการทรงท่า (Facilitate extensor patterns/
promote stability of posture)
15. Muscle contraction ชนดิ ของการหดตัวของกลา้ มเนือ้

15.1. Isotonic (dynamic): การหดตวั ของกล้ามเนือ้ ในการเคล่อื นไหวทศิ ทางตา่ งๆ
15.2. Concentric: การหดตวั ของกล้ามเน้อื กลุ่ม agonist เพ่อื ทาให้เกิดการเคลอ่ื นไหว
15.3. Eccentric: การทางานของกลา้ มเนือ้ agonist ในขณะทก่ี ลา้ มเนอื้ ยืดยาวออก
15.4. Stabilizing isotonic: การเคล่ือนไหวเพ่ือป้องกันแรงจากภายนอกมากระทา (มี

แรงตา้ นในการ เคลื่อนไหว)
15.5. Isometric (static): มีการหดตวั ของกลา้ มเนือ้ แต่ไมม่ ีการเคลือ่ นไหว
16. Patterns of Facilitation แบบแผนของการเรง่ เร้า
16.1. แบบรยางคเ์ ดยี ว Unilateral: one arm or one leg
16.2. แบบสองรยางคพ์ ร้อมกนั Bilateral: both arms, both legs, or combinations

of arms and legs
16.3. แบบสองรยางค์พร้อมกนั และสมมาตร Symmetrical: the limbs move in the

same pattern
16.4. แบบสองรยางค์พร้อมกันแต่ไม่สมมาตร Asymmetrical: the limbs move in

opposite patterns
16.5. แบบสองรยางค์พร้อมกัน สมมาตร และมีการสลับ Symmetrical reciprocal:

the limbs move in the same diagonal but opposite directions
16.6. แบบสองรยางค์พร้อมกัน ไม่สมมาตร และมีการสลับ Asymmetrical

reciprocal: the limbs move in opposite diagonals and opposite
directions

ตวั อยา่ งการเลือกใช้เทคนิค PNF ที่เหมาะในแตล่ ะวัตถุประสงค์ เช่น

5|Page

 เพ่ือเพ่มิ องศาการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกลา้ มเนื้อ ควรใช้เทคนิคการ
ผ่อนคลาย (relaxation) เช่น Contract–Relax เพ่ือเพ่มิ องศาการเคลื่อนไหว ตาม
ด้วยเทคนิคกระตุ้น อย่างเช่น Dynamic Reversals (Slow Reversals) หรือ
Combination of Isotonics เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหว
ทมี่ ากขึน้ มาจากองศาเดิมทที่ าได้ (Hindle et al., 2012)

 เพื่อลดอาการล้าของกล้ามเนื้อระหว่างการออกกาลังกายเพื่อเพิ่มความ
แข็งแรง หลังจากใช้เทคนิคเพื่อเพิ่มความแข็งแรง อย่างเช่น เทคนิค repeated
stretch reflex หรอื เทคนคิ Slow Reversals เพือ่ ลดอาการล้าจากการออกกาลัง
กายของกล้ามเนื้อเหล่านั้น การใช้เทคนิค repeated stretch reflex ซึ่งเป็นการ
กระตุ้นกล้ามเนื้อซ้าๆ จะช่วยทาให้กล้ามเนื้อสามารถทางานได้นานมากขึน้ โดยไม่
ล้า และการใช้เทคนิค Alternating contractions กับกลุ่มกล้ามเนื้อ antagonist
ก็สามารถช่วยลดการล้าจากการออกกาลังกายซ้าๆ ของกล้ามเนื้อกลุ่มนั้นได้
(Keese et al., 2013; Pereira & Gonçalves, 2012)

6|Page

เทคนิคเฉพำะของกำรกระตุ้นกำรทำงำนและกำรประสำนสัมพันธ์ชองระบบประสำท
และกล้ำมเน้ือ

1. Rhythmic Rotation (RO) (Kamruecha, 2013)
ลกั ษณะเฉพาะ
เป็นเทคนิคท่ีใช้การเคลื่อนไหวในลักษณะ rotation โดยทาการเคล่ือนไหวด้วยการทา

passive movement จากนักกายภาพบาบดั ในจุดหรอื ข้อตอ่ ทีม่ ีการจากัดการเคล่ือนไหว ท่ีอาจจะ
เกิดจากการแข็งเกรง็ ของกล้ามเน้ือและข้อต่อ การทา passive ตอ้ งทาซ้าๆ ช้าๆ เพอื่ ให้ผลการรักษา
เป็นแบบ relaxation ผู้ป่วยสามารถทาการเคลื่อนไหวเองด้วยในขณะท่ีนกั กายภาพบาบัดกาลงั ชว่ ย
การเคล่อื นไหว

ข้อบง่ ชี้
ใช้เทคนิค relaxation ในผู้ป่วยท่ีมีความตึงตัวของกล้ามเน้ือที่มากเกินไป (hypertonia)
และใช้ passive range of motion เพ่อื ผลในการเพิม่ สว่ นท่ีมกี ารจากดั ชว่ งการเคลื่อนไหว

2. เทคนคิ Rhythmic initiation (RI) (Beckers, 2014)
ลักษณะเฉพาะ
มีการเคล่ือนไหวอย่างเป็นจังหวะของรยางค์ใดรยางค์หนึ่ง หรือของทั้งร่างกาย ในช่วงการ

เคลื่อนไหวที่ต้องการ โดยเริ่มจากการทา passive motion และเพิ่มความยากด้วยการทา active
resisted movement และสุดทา้ ยผปู้ ่วยสามารถเคลอ่ื นไหวได้เอง (actively motion)

วัตถปุ ระสงค์หรอื เป้าหมาย
1) เพอ่ื ช่วยสง่ เสรมิ ใหเ้ กิดการเคลอื่ นไหวในชว่ งเริ่มตน้ ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
2) เพื่อช่วยส่งเสริมให้เกิดการทางานอย่างประสานสัมพันธ์ (coordination) และ การรับรู้

การเคลือ่ นไหว
3) เพือ่ ช่วยให้อัตราการเคลื่อนไหว (rate of motion) อยู่ในช่วงปกติ ซึง่ อาจจะเป็นท้ังการ

เพ่มิ อัตราการเคลอ่ื นไหวหรือลดอตั ราการเคล่ือนไหวในผูป้ ว่ ยแตล่ ะราย
4) เพอ่ื เรยี นรู้การเคลือ่ นไหว
5) เพื่อปรบั ความตงึ ตวั ของกลา้ มเนอื้ ให้อยใู่ นระดับปกติ เพ่ือช่วยใหผ้ ้ปู ว่ ยผ่อนคลาย
ข้อบง่ ชี้
1) ผปู้ ว่ ยที่มีความยากลาบากในการเริม่ ต้นการเคลอื่ นไหว

7|Page

2) ผู้ป่วยทม่ี ภี าวะเคลือ่ นไหวชา้ หรอื เรว็ เกินไป (หรือมกี ารเคล่อื นไหวทม่ี ากหรือน้อยเกินไป)
3) ผูป้ ่วยท่มี ีการเคล่ือนไหวไม่พร้อมเพรียงกนั หรือผดิ จังหวะ เชน่ ภาวะส่ันขณะเคลื่อนไหว

(ataxia) และภาวะแข็งเกรง็ (rigidity)
4) ประยุกตใ์ ชเ้ พ่ือควบคมุ หรือทาให้ความตึงตวั ของกล้ามเน้ือ (muscle tone) เป็นปกติ
ขัน้ ตอนและวธิ กี าร
1) เป็นการเคลอื่ นไหวส่วนของร่างกายหรือรยางค์แขนขาอยา่ งเป็นจังหวะในมุมท่ีกาหนด
2) ข้นั ตอนท่ี 1: เริ่มจากการที่นักกายภาพบาบัดทาการเคลื่อนไหวให้ (voluntary

relaxation) โดยระหว่างที่นักกายภาพบาบัดทาการ passive movement สามารถให้
ข้อมูลการเคลื่อนไหวเป้าหมายพร้อมกันไปด้วยได้ ผ่านทางวาจา และให้ผู้ป่วยมองดู
ขณะทาการเคลื่อนไหวส่วนนั้นๆ ของร่างกายได้ และผู้ป่วยต้อง relax ที่สุด โดย
ปราศจากการออกแรงช่วย (นักกายภาพบาบัดออกแรงช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหว =
100% ผู้ปว่ ย = 0%)
3) ขั้นตอนที่ 2: ให้ผู้ป่วยเริ่มออกแรงเอง โดยนักกายภาพบาบัดให้แรงช่วย (active
assisted movement) ในทิศทาง agonist pattern และเมื่อเคลื่อนไหวกลับมา
จดุ เรม่ิ ตน้ (ในทศิ ทาง antagonistic pattern) ใหน้ ักกายภาพบาบัดเป็นผู้ช่วยเหลือการ
เคลื่อนไหวกลบั มาจดุ เรมิ่ ต้น
4) ขั้นตอนที่ 3: ให้ผู้ป่วยเริ่มออกแรงเอง โดยนักกายภาพบาบัดให้แรงต้าน (resisted) ใน
ทิศทาง agonist pattern และเมื่อเคลื่อนไหวกลับมาจุดเริ่มต้น (ในทิศทาง
antagonistic pattern) ให้นักกายภาพบาบัดเป็นผู้ช่วยเหลือการเคลื่อนไหวกลับมา
จดุ เรม่ิ ตน้ เหมอื นขัน้ ตอนที่ 2
5) ขั้นตอนที่ 4: สุดท้ายผู้ป่วยต้องสามารถทาการเคลื่อนไหวได้เอง (active movement)
100% แต่ขณะเคลื่อนไหวทั้งไปและกลับ นักกายภาพบาบัดยังคงประคอง หรือ
manual contact ผู้ป่วยเสมอ เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวที่มากเกินที่อาจจะเกิดขึ้น
ขณะเคลื่อนไหวได้ (หากการเคลอื่ นไหวไม่มีปัญหา สามารถปลอ่ ยมือไดใ้ น ขน้ั ตอนน้ี คือ
ปล่อยให้ผปู้ ว่ ยเคล่อื นไหวดว้ ยตนเอง)
จุดทีต่ อ้ งจาและการประยกุ ตใ์ ช้
1) ใช้ความเร็วของการใช้เสียงหรือพูดอย่างเหมาะสม เพื่อออกคาสั่งผู้ป่วย และเป็น
ตวั กาหนดจังหวะการเคล่ือนไหว

8|Page

2) การเคลอื่ นไหวท่ีใช้ฝึกควรเป็นการเคล่ือนไหวทีเ่ ปน็ functional task มากกว่าท่ีจะเป็น
simple task เช่น การรับโทรศัพท์ การกินผล (การหยิบจากจานหรือโต๊ะอาหารเข้า
ปาก) การ lean forward เพื่อเตรียมลุกยืน (sit-to-stand) เป็นต้น เนื่องจาก
functional task จะเป็นการกระตุ้นให้เกิด motor learning และมีแรงจูงใจในการฝึก
มากกวา่ simple task

3) ในขัน้ ตอนสุดทา้ ยของการฝึกด้วยเทคนิคน้ี ควรให้ผ้ปู ่วยทาการเคลอื่ นไหวได้เอง
4) การชว่ ยผปู้ ว่ ย 100% ในชาวงของกลารเคลอ่ื นทก่ี ลบั มาจดุ เร่ิมตน้ มวี ัตถุประสงค์เพื่อให้

ผู้ป่วยได้เรยี นร้กู ารหดตัว และการผอ่ นคลายของกลา้ มเนอ้ื
5) เทคนคิ น้ี อาจนาไปประยกุ ตใ์ ช้รวมกับเทคนคิ อน่ื ๆ ได้
กรณศี กึ ษำ: การฝกึ กล้ามเน้อื แขนเพื่อฝกึ ยกสายโทรศัพท์
https://www.youtube.com/watch?v=03YaX9qXtdw&list=TLPQMDcwODIwMjIobPo
vaG-nqg&index=1

3. เทคนคิ Agonists Reversal (AR) (หรอื Combination of Isotonics) (Beckers, 2014)
ลกั ษณะเฉพาะ
เป็นการหดตวั ของกลา้ มเน้ือรว่ มกนั แบบ 1) concentric 2) eccentric และ 3) stabilizing

contraction ในกลุ่มกล้ามเนื้อ agonist หนึ่งกลุ่ม โดยปราศจากการผ่อนคลาย โดยสาหรับการ
รกั ษา เหมาะสาหรบั ผปู้ ่วยที่มีความแขง็ แรงของกล้ามเนอ้ื และการทางานประสานสัมพันธท์ ี่ดีแล้ว

วัตถุประสงค์หรอื เปา้ หมาย
1) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการควบคุมการเคล่ือนไหวได้ด้วยตนเอง (Active control of
motion)
2) เพอื่ เพม่ิ การทางานอย่างประสานสมั พนั ธ์ (Coordination)
3) เพ่อื เพมิ่ องศาการเคล่ือนไหวทผ่ี ู้ปว่ ยทาได้เอง (Active range of motion)
4) เพ่ือเพม่ิ ความแข็งแรง (Strengthen)
5) เพ่ือกระตุ้นการทางานในช่วงการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบ eccentric (Functional

training in eccentric control of movement)

ข้อบง่ ชี้
1) ผู้ป่วยท่มี คี วามสามารถในการควบคุมการทางานของกลา้ มเน้ือแบบ eccentric ลดลง

9|Page

2) ผู้ป่วยที่มีความบกพร่องของการทางานประสานสัมพันธ์ หรือไม่สามารถเคลื่อนไหวใน
ทศิ ทางทกี่ าหนดได้

3) ผู้ปว่ ยที่มีการเคล่อื นไหวได้ไมเ่ ต็มช่วงการเคลอ่ื นไหว
4) ผูป้ ่วยท่ีมกี ลา้ มเนื้ออ่อนแรง ท่ไี มส่ ามารถเคล่อื นไหวได้เต็มช่วงการเคลือ่ นไหว
ขนั้ ตอนและวิธกี าร
1) นักกายภาพบาบัด ให้แรงต้านผู้ป่วยขณะที่กาลังเคล่ือนไหวด้วยตนเองในช่วงการ

เคลื่อนไหวในทิศทางที่กาหนด โดยกล้ามเนื้อท่ีทางาน (agonist) ออกแรงหดตัวของ
กล้ามเน้อื แบบ concentric contraction 
2) ในช่วงสุดท้ายของช่วงการเคล่ือนไหว นักกายภาพบาบัดออกคาสั่งให้ผู้ป่วยพยายามอยู่
ในท่าน้ันนิ่งๆ และพยายามต้านกับแรงดึงหรือผลักของนักกายภาพบาบัดให้สามารถอยู่
นิ่งในท่านั้นได้ (stabilizing contraction)
3) เม่ือเกิด stabilizing contraction แล้ว นักกายภาพบาบัดให้ผู้ป่วยพยายามผ่อนแรง
ต้าน (ในขณะที่นักกายภาพบาบัดยังให้แรงต้านอยู่) เพื่อให้นักกายภาพบาบัดดึงผู้ป่วย
กลับมายังท่าเริ่มต้น โดยการผ่อนแรงต้านของผูป้ ่วย จะค่อยๆ ผ่อน และยังคงเหลือแรง
ต้านอยูเ่ พื่อให้กลา้ มเนอื้ ทางานแบบ eccentric contraction 
4) ขณะทาการฝึกด้วยเทคนิคนี้ จะไม่มีการผ่อนคลายหรอื พัก ผู้ป่วยต้องออกแรงเกร็ง เพ่ือ
สู้กับแรงต้านของนักกายภาพบาบัดตลอดเวลา มือของนักกายภาพบาบัดจะอยู่ท่ีเดิม
และออกแรงต้านอยู่เสมอ
*ตัวอย่างลาดับ: เร่ิมจากหมายเลข  จนถึงจุดท่ีต้องการแล้วให้ hold ไว้ คือ หมายเลข
 หลังจาก Hold แล้วเริ่มให้เคล่ือนไหวมาทิศทางตรงกันข้ามกับตอนแรก ซึ่ง
กลา้ มเนือ้ หลักจะทางานแบบ eccentric คือหมายเลย 
จดุ ทตี่ ้องจาและการประยกุ ต์ใช้

1) มี 3 รปู แบบของการหดตวั ของกลา้ มเนอ้ื ที่ต้องเกดิ ขณะทาเทคนิคนี้ คอื 1) concentric

contraction 2) stabilizing 3) eccentric contraction

2) นักกายภาพบาบัดควรเริ่มจากจุดที่ผู้ป่วยมีความแข็งแรงหรือมั่นคงมากที่สุด ซึ่งไม่

จาเปน็ ตอ้ งเริม่ จาก concentric contraction กอ่ นเสมอไป อาจจะเริ่มจาก stabilizing

or eccentric muscle contraction กไ็ ด้

3) ถ้าเริ่มที่ ช่วงสุดท้ายของการเคลื่อนไหว (end range) เช่น เริ่มที่ผู้ป่วยอยู่ในท่าเหยียด

หลังสดุ ชว่ ง นกั กายภาพบาบัดตอ้ งเริม่ จากการทา eccentric contraction

กรณีศึกษา: การน่ังทรงตัวไม่อยู่ เสี่ยงต่อการล้มมาทางด้านหน้าในขณะน่ังห้อยขาที่เตียง เน่ืองจาก
กลา้ มเน้ือหลังไมแ่ ข็งแรง

10 | P a g e

https://www.youtube.com/watch?v=BOfB7yF_aHE&list=TLPQMDcwODIwMjIobPovaG-
nqg&index=2

4. Reversal of antagonists (RA)ประกอบไปด้วยชนดิ ย่อย (Beckers, 2014) ดงั นี้
4.1 Slow Reversal (RS) (หรอื Dynamic Reversals)
ลักษณะเฉพาะ
1) เป็นเทคนิคท่ีมีการให้แรงต้าน ในขณะที่ผู้ป่วยมีการหดตัวของกล้ามเนื้อและเคลื่อนไหว
แบบ concentric motion อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักหรือผ่อนคลายกล้ามเน้ือ โดย
เริ่มการเคลื่อนไหวจาก agonistic pattern ไปยังด้านตรงข้าม หรือ antagonistic
pattern
2) กิจกรรมท่ีมักเห็นในชีวิตประจาวันที่สัมพันธ์กับเทคนิคน้ี เช่น การขว้างลูกบอล การปั่น
จกั รยาน การเดนิ เปน็ ตน้
วัตถุประสงคห์ รือเป้าหมาย
1) เพอื่ เพิ่มองศาการเคลอื่ นไหวทผี่ ู้ป่วยสามารถทาไดเ้ อง (active range of motion)
2) เพือ่ เพิม่ ความแขง็ แรงของกล้ามเน้ือ
3) เพ่ือทาให้การเคลื่อนไหวทางานประสานสัมพันธ์กันได้ดีข้ึน (coordination) มีการ
เคล่ือนไหวกลบั ท่รี าบเรยี บ
4) เพือ่ ชว่ ยลดหรือป้องกนั อาการล้า
5) เพ่อื เพิ่มความทนทานของการทางาน (endurance)
6) เพื่อลดความตงึ ตวั ของกล้ามเน้ือ (muscle tone)
ข้อบ่งช้ี
1) ผู้ท่ีมีการเคลื่อนไหวท่ลี ดลง
2) มกี ารอ่อนแรงของกลุม่ กล้ามเนื้อ agonist
3) ผูท้ ี่มีความสามารถในการเคลื่อนไหวเปลีย่ นทา่ ทางลดลง
4) ผู้ทเี่ ริม่ มภี าวะล้าจากการออกกาลงั กาย
ขน้ั ตอนและวิธีการ
1) นกั กายภาพบาบดั จัดท่าของสว่ นทจ่ี ะเคล่อื นไหวของผปู้ ว่ ยใหอ้ ยู่ใน agonistic pattern
2) หลังจากน้ัน เริ่มการเคลื่อนไหวในทิศทาง antagonistic pattern แล้วตามด้วย
agonistic pattern กลบั ไปมาต่อเนอ่ื งกนั โดยไม่มพี ักหรอื ผ่อนคลาย นักกายภาพบาบัด
ต้องออกคาส่ังให้ชัดเจน โดยบอกทุกคร้ังเมื่อสิ้นสุดช่วงการเคลื่อนไหวนั้นๆ และเริ่มมี
การเปล่ยี นทิศทางไป-กลบั
3) ขณะผู้ป่วยเคล่ือนไหว นักกายภาพบาบัดให้แรงต้านตลอดช่วงการเคล่ือนไหวท้ังใน
ทิศทาง antagonistic pattern และ agonistic pattern โดยท้ังนี้จะยอมปล่อยให้เกิด

11 | P a g e

การเคล่ือนไหวแบบ active movement และมีการหดตัวของกล้ามเน้ือแบบ
concentric contraction ด้วยการให้แรงตา้ นทเี่ หมาะสม ไมม่ ากหรอื นอ้ ยเกินไป
ข้อควรจาและการประยุกตใ์ ช้
1) Slow Reversal ไมจ่ าเป็นตอ้ งทาการเคล่ือนไหวจนสดุ ชว่ งในทุกราย นักกายภาพบาบัด
สามารถกาหนดช่วงการเคลื่อนไหวท่ีต้องการเน้นได้ เพียงแต่ต้องให้แรงต้านและมีการ
เคลื่อนไหวไปกลับ ในทิศทางของ antagonistic pattern และ agonistic pattern
2) ความเร็วท่ีใช้ในการเคล่ือนไหว ทั้งสองทิศทาง สามารถปรับเปล่ียนได้ตามความ
เหมาะสม
3) สามารถเริ่มการฝกึ ผปู้ ว่ ยในช่วงองศาการเคล่ือนไหวส้ันๆ ก่อนได้ แลว้ คอ่ ยเพ่มิ องศาการ
เคลอื่ นไหวในทศิ ทางนั้นๆ เพ่มิ ได้ โดยพิจารณาจากผู้ปว่ ยมีความสามารถที่ดขี ึน้

4.2 Stabilizing Reversals (SR)
ลกั ษณะเฉพาะ
เป็นเทคนิคท่ีมีการให้แรงต้านอย่างต่อเนื่อง ท่ีมากพอเพื่อป้องกันการเคล่ือนไหวของผู้ป่วย
ขณะออกแรงหดตัวของกล้ามเน้ือแบบ isotonic contractions สลับไปมาใน 2 ทิศทาง
(antagonistic pattern และ agonistic pattern) โดยนักกายภาพบาบัดอาจจะยอมให้ผู้ป่วย
สามารถเคลอ่ื นไหวได้เลก็ น้อย และการออกคาส่ังจะต้องต่อเน่อื ง โดยไมม่ ชี ่วงพกั
วตั ถุประสงค์หรือเปา้ หมาย
1) เพือ่ ช่วยเพิ่มความม่นั คงและการทรงท่า
2) เพ่ือเพิ่มความแข็งแรงของกลา้ มเน้ือ
3) เพือ่ เพมิ่ การทางานอยา่ งประสานสัมพนั ธ์ของกล้ามเน้อื กล่มุ agonist และ antagonist
ข้อบ่งช้ี
1) ประยุกต์ใชใ้ นผู้ป่วยทมี่ ีความม่ันคงขณะ น่งั หรอื ยืนลดลง
2) ผู้ป่วยที่มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ
3) ผู้ป่วยที่ไม่สามารถหดตัวของกล้ามเนื้อแบบ isometric ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยัง

ไมส่ ามารถตา้ นต่อแรงภายนอกได้ทัง้ 2 ทศิ ทาง (antagonistic pattern และ agonistic
pattern)
ขนั้ ตอนและวธิ กี าร
1) นักกายภาพบาบัดให้แรงต้านผู้ป่วย โดยเริ่มในท่าที่มีความม่ันคงและแข็งแรงที่สุดของ
ทิศทางท่ีจะฝึก และออกคาส่ังให้ผู้ป่วยออกแรงต้านนักกายภาพบาบัด ขณะออกแรง
ตา้ นอาจยอมให้เกิดการเคลื่อนไหวไดเ้ ล็กน้อย (น้อยมาก) ได้ นกั กายภาพบาบดั สามารถ
ใช้เทคนิค approximation หรือ traction ร่วมด้วยเพ่ือหวังผลการเพ่ิม stability ใน
ผ้ปู ว่ ยได้

12 | P a g e

2) เมื่อผู้ป่วยออกแรงต้านนักกายภาพบาบัดได้เต็มที่แล้ว ให้นักกายภาพบาบัดย้ายมือหน่ึง
ข้างไปออกแรงต้านในทิศทางตรงกันข้าม

3) หลังจากผู้ป่วยตอบสนองด้วยการเปล่ียนทิศทางของแรงต้านไปตามมือของนัก
กายภาพบาบัดท่ีย้ายไปแลว้ ให้นักกายภาพบาบัดย้ายมือข้างท่ีเหลือตามไปเพื่อให้ปแรง
ตา้ นอยา่ งเตม็ ทใ่ี นทศิ ทางใหมน่ นั้

ขอ้ ควรจาและการประยกุ ต์ใช้
1) เทคนิคนี้สามารถใช้เทคนิค slow reversal ก่อนในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ลดช่วงการ

เคล่อื นไหวลงในชว่ งแคบๆ จนถงึ จทุ ่ผี ปู้ ว่ ย stable
2) การกระตุ้นให้เกิดความมั่นคงของผู้ป่วย ควรเร่ิมในทิศทางที่มีกลุ่มกล้ามเน้ือท่ีมีความ

แขง็ แรงกวา่ เพือ่ กระตนุ้ กลุม่ กล้ามเน้ือท่ีอ่อนแรงกวา่
3) การใหแ้ รงต้านอาจจะเคล่ือนไปรอบๆ สว่ นทต่ี ้องการฝึก เพ่ือให้กลา้ มเนื้อทกุ ส่วนได้ออก

แรงต้านหรือสามารถหดตัวไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

4.3 Rhythmic Stabilization (RS) (Beckers, 2014)
ลักษณะเฉพาะ
เปน็ เทคนคิ ทีต่ อ้ งมกี ารออกแรงหดตวั ของกล้ามเน้ือแบบ isometric contraction ตา้ นตอ่
แรงของนักกายภาพบาบัด โดยต้องไมม่ ีการเคล่ือนไหวเกดิ ข้ึนเลย และทิศทางการเคลื่อนไหวมี
ลักษณะเป็น PNF pattern คือ อาจมหี ารงอรว่ มกบั การบิดหมุนหรือการกางรว่ มกนั
วตั ถุประสงค์หรือเปา้ หมาย
1) เพื่อเพ่ิม active และ passive range of motion
2) เพ่ือเพิ่มความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื
3) เพื่อเพิ่มความม่ันคงในการทรงท่าของร่างกาย
4) เพื่อลดปวด
ขอ้ บ่งชี้
1) ใชใ้ นผู้ปว่ ยทีม่ ีการจากัดขององศาการเคล่ือนไหว
2) ผู้ป่วยท่ีมอี าการปวด โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในรายที่มีอาการปวดขณะมีการเคล่ือนไหว
3) ผปู้ ว่ ยทีม่ ีข้อตอ่ ไม่มั่นคง
4) ผูท้ มี่ ีความสามารถในการทรงท่าลดลง
ข้อห้าม-ข้อควรระวัง
1) เทคนิค rhythmic stabilization ไม่ควรใช้ในกลุ่มผ้ปู ่วย cerebellar disorder

เน่อื งจากเปน็ เทคนิคท่ยี ากเกินไปและอาจจะกระตุ้นใหเ้ กิดอาการ ataxia เพ่ิมมากขึ้นได้
2) ผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่สามารถทาตามคาสง่ั ของเทคนคิ น้ีได้ เน่อื งจากมภี าวะสงู อายุ

ภาษา และความผิดปกติของสมอง

13 | P a g e

ขัน้ ตอนและวิธกี าร
1) นักกายภาพบาบัดให้แรงต้านผู้ป่วยแบบ isometric contraction ของกลุ่มกล้ามเนื้อ

agonist ผูป้ ่วยเกร็งต้านเพ่ือคงทา่ ใหอ้ ยนู่ ิ่งโดยไมม่ กี ารเคล่ือนไหวเลย
2) การเพิ่มหรือลดแรงต้านของนักกายภาพบาบัด ข้ึนอยู่กับแรงของผู้ป่วยท่ีมี ซึ่งต้องพอดี

กบั แรงตา้ นของผู้ป่วย
3) เมื่อผู้ป่วยออกแรงต้านต่อแรงของนักกายภาพบาบัดได้เต็มท่ีในทิศทางน้ันแล้ว ให้นัก

กายภาพบาบัดเปลี่ยนทิศทางมาเป็นให้แรงต้านใน antagonistic motion โดยท่ีนัก
กายภาพบาบัดต้องให้แรงต้านเท่าเดิมและต่อเน่ืองเสมอ รวมถึงผู้ป่วยเองต้องเกร็งต้าน
แรงของนักกายภาพบาบัดตลอดเวลาด้วย โดยไมม่ ีการพักหรือการผอ่ นคลายกลา้ มเน้ือ
4) สามารถเปลีย่ นทศิ ทางการต้านแรงไปกลับไดต้ ามจานวนคร้ังท่ตี ้องการ
ข้อควรจาและการประยุกตใ์ ช้
1) ใชค้ าสงั่ ท่ีมีลกั ษณะให้อาสาสมคั รอยู่น่ิง เน่ืองจากเทคนิคนไ้ี ม่อนุญาตให้มกี ารเคลอื่ นไหว
เกดิ ขนึ้
2) เทคนิคนีส้ ามารถทาในกลุ่มกล้ามเนื้อท่หี า่ งจากจุดที่มอี าการปวดได้
3) หลงั จากการประยุกต์ใชเ้ ทคนคิ น้ี สามารถฝึกต่อด้วยเทคนิคทีช่ ่วยเพม่ิ ความแข็งแรงได้

ตารางที่ 2.1 ข้อแตกต่างระหวา่ งเทคนคิ stabilizing reversals และ rhythmic stabilization

(Beckers, 2014)

Stabilizing reversals Rhythmic stabilization

การทางานของกล้ามเน้ือเป็นแบบ Isotonic การทางานของกล้ามเนื้อเป็น Isometric

muscle action muscle co-contraction โดยไมใ่ หม้ ีการ

เคลื่อนไหวเกดิ ขึ้น

การเคลื่อนไหวเกดิ จากการตั้งใจทาของผู้ปว่ ย ไมม่ ีการเคล่ือนไหว เกร็งต้านแรงนัก

เพื่อต้านต่อแรงของนักกายภาพบาบัด กายภาพบาบัดไดโ้ ดยไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ

ตวั อยา่ งการออกคาสงั่ : พยายามทรงท่าให้อยู่ ตัวอย่างการออกคาสง่ั : อยู่นิ่งๆ อยา่ พยายาม

ด้วยการตา้ นแรงกบั ฉัน ขยับ

Muscle activity: เรียงลาดับการทางานจาก Muscle activity: กลุ่มกลา้ มเนื้อ agonistic

กลา้ มเน้อื agonist แลว้ ไปกล้ามเน้ือ และ antagonistic ทางานรว่ มกนั ขณะออก

antagonist และกลับมากลา้ มเนือ้ agonist แรงตา้ นสกู้ บั นกั กายภาพบาบัด (อาจมีการ

และกลับไปกล้ามเนื้อ antagonist ทางานแบบ co-contraction)

14 | P a g e

4.4 Alternating isometric (AI) (Kamruecha, 2013)
เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่ใช้หลักการ วิธีการเหมือนกับ เทคนิค rhythmic stabilization
เพียงแต่เทคนิค Alternating isometric จะทิศทางการให้แรงต้านของนักกายภาพบาบัดที่ให้ผู้ปว่ ย
ขณะทาการเคล่ือนไหวจะอยู่ในระนาบเดียว เช่น ให้แรงต้านในท่า งอ-เหยียด แต่นักกายภาพบาบดั
จะไม่ให้ย้ายไปให้แรงต้านในทิศทาง abduction/adduction หรือ internal and external
rotation ร่วมด้วย ซึ่งต่างจาก Rhythmic stabilization ท่ีนักกายภาพบาบัดให้แรงต้านในทุก
ระนาบ ผู้ป่วยจึงไม่สามารถแยกได้หรือไม่รู้ว่าจะเป็นอันไหน เลยทาให้ยากขึ้น ดังน้ันการใช้เทคนิค
AI จึงนิยมนามาใช้ในทางการกีฬาที่มีลักษณะการทางานหรือการยืดเหยียดของกล้ามเน้ือในแนว
anatomical plane ได้

5. Repeated Stretch (หรือ Repeated Contractions) (Beckers, 2014)
5.1 Repeated Stretch from Beginning of Range (หรอื Repeated Initial

Stretch)
ลกั ษณะเฉพาะ
ใช้เทคนิค stretch reflex (quick stretch) เพ่ือกระตุ้นให้ เกิด muscle recruitment คือ

การทาให้เส้นใยกล้ามเน้ือรวมกันกันเพื่อหดตัวได้ดีข้ึน จากกลุ่มกล้ามเนื้อที่ถูกยืดเหยียดออกมาก
ท่ีสุด โดยการทาเทคนิคน้ี ต้องเป็นเฉพาะกล้ามเนื้อเท่านั้น ท่ีอยู่ภายใต้ความตึงตัว ระวังอย่ายืด
โครงสรา้ งขอ้ ตอ่

วัตถุประสงคห์ รือเป้าหมาย
1) กระต้นุ การเริม่ ตน้ การเคลือ่ นไหว
2) เพื่อเพ่ิม active range of motion
3) เพื่อเพิ่มความแขง็ แรง
4) ปอ้ งกนั หรือลดอาการล้า
5) เพื่อ guide การเคลื่อนไหวในทิศทางทกี่ าหนดหรอื ต้องการฝึก
ข้อบ่งชี้
1) ผปู้ ว่ ยทมี่ ีภาวะอ่อนแรงของกล้ามเน้ือ
2) ไม่สามารถเร่มิ การเคล่ือนไหวได้ จากสาเหตุการออ่ นแรงหรอื ภาวะแขง็ เกร็งของ
กลา้ มเนือ้
3) ผ้ปู ่วยท่ีมอี าการลา้ ง่าย
4) ผ้ทู ม่ี ีการรบั รู้การเคลื่อนไหวทต่ี ามทก่ี าหนดลดลง
ข้อห้าม-ข้อควรระวัง
1) ผทู้ ่ีมีข้อต่อหลวม (Joint instability)
2) มอี าการปวด โดยเฉพาะปวดข้อรุนแรง

15 | P a g e

3) ปญั หาเก่ียวกบั กระดูก เช่น กระดกู หัก หรือกระดูกพรนุ
4) ผูท้ ี่มปี ัญหากล้ามเน้ือหรือเอน็ กลา้ มเนื้อเสื่อมสภาพ
ขน้ั ตอนและวธิ ีการ
1) จัดท่าเร่ิมต้นอยู่ใน antagonistic pattern คือเหยียดกลุ่มกล้ามเนื้อมัดที่ต้องการฝึกให้

อยู่ในท่าเหยียดสุด ทาให้ความตึงตัวของกล้ามเนื้อตึงมากท่ีสุด (Lengthened muscle
tension) ซง่ึ จะเปน็ การทาใหเ้ กดิ stretch stimulus
2) Lengthened muscle tension และทา quick stretch หรือ tap ซ่ึงจะทาให้เกิด
stretch reflex
3) นักกายภาพบาบัดเหยียดกล้ามเน้ือส่วนท่ีต้องการเคลื่อนไหวให้สุดช่วงจนเกิดการตึงตัว
( อ ยู่ ใ น antagonistic pattern) แ ล้ ว ท า Quick stretch ใ น ท่ า เ ห ยี ย ด อ อ ก ใ น
ขณะเดียวกันออกคาสั่งให้ผู้ป่วยหดตัวหรืองอร่างกายส่วนน้ันเข้ามาทา agonistic
pattern ทาซ้าอีกรอบหรือหลายรอบ และทา quick stretch ก่อนเร่ิมเคล่ือนไหวทุก
รอบ
4) หากสงั เกตว่าผปู้ ว่ ยสามารถเคลื่อนไหวไดด้ ีขึน้ นกั กายภาพบาบัดสามารถใหแ้ รงตน้ ขณะ
ทาการเคล่อื นไหวได้
ขอ้ ควรจาและการประยุกตใ์ ช้
1) เทคนิคนี้สามารถทาซ้าได้โดยไม่ต้องหยุด ต้ังแต่ต้นช่วงการเคลื่อนไหว หรือช่วงที่มีการ
อ่อนแรง
2) การให้แรงต้าน อาจมีการประยุกต์ใช้เพ่ือให้เกิดการเคลื่อนไหวเพียงบางส่วนหรือบางท่ี
เท่านั้น (ตามหลัก timing for emphasis) ตัวอย่างเช่น นักกายภาพบาบัดอาจป้องกัน
ไม่ให้การเคล่ือนไหวของสะโพกเกิดข้ึนขณะท่ีกาลังให้แรงต้านต่อการเคลื่อนไหวของข้อ
เท้าในท่ากาลงั งอและการเบนออกด้านนอก (eversion)
3) สามารถผสมผสานการใช้ stretch reflex รว่ มกับการออกแรงของผ้ปู ว่ ยเอง
4) เมื่อเห็นการหดตัวของกล้ามเน้ือเกดิ ข้ึน นักกายภาพบาบัดจึงเพม่ิ ความก้าวหนา้ ดว้ ยการ
ให้แรงตา้ น

5.2 Repeated Stretch Through Range (ช่ือเดิม Repeated Contractions)
ลกั ษณะเฉพาะ
ใช้เทคนคิ stretch reflex (quick stretch) ซา้ ๆ เพ่ือกระตนุ้ ให้ เกดิ muscle
recruitment คือการทาใหเ้ สน้ ใยกลา้ มเน้ือรวมกันกนั เพ่ือหดตัวได้ดขี น้ึ จากกลุ่มกลา้ มเนื้อที่กาลัง
หดตัวแบบ concentric contraction

16 | P a g e

รปู ที่ 1 ลักษณะองศาการเคล่ือนไหวเมอ่ื มีการทา quick stretch เปน็ ระยะ ขณะมีการ
เคลอื่ นไหว (Beckers, 2014)

วัตถปุ ระสงค์หรอื เป้าหมาย
1) เพ่ือเพิ่ม active range of motion
2) เพื่อเพิ่มความแข็งแรง
3) ปอ้ งกันหรอื ลดอาการล้า
4) เพ่ือชีน้ าการเคลื่อนไหวในทศิ ทางที่กาหนดได้
5) เพื่อทาให้ความตงึ ตวั ของกล้ามเนือ้ กลบั สูป่ กติ
ขอ้ บ่งช้ี
1) ผปู้ ่วยที่มีภาวะอ่อนแรงของกล้ามเน้ือ
2) ผปู้ ่วยทีม่ อี าการลา้ งา่ ย
4) ผทู้ ่ีมกี ารรับรู้การเคลื่อนไหวท่ีตามท่กี าหนดลดลง
ข้อหา้ ม-ข้อควรระวัง
1) ผทู้ ม่ี ีข้อต่อหลวม (Joint instability)
2) มีอาการปวด โดยเฉพาะปวดขอ้ รนุ แรง
3) ปัญหาเก่ยี วกบั กระดูก เชน่ กระดกู หัก หรือกระดูกพรนุ
4) ผทู้ ่ีมีปญั หากลา้ มเนื้อหรือเอ็นกลา้ มเนื้อเส่ือมสภาพ
ขน้ั ตอนและวธิ กี าร
1) นักกายภาพบาบัด ให้แรงต้านขณะผู้ป่วยทาการเคล่ือนไหวเป็นช่วงๆ และในจุดเร่ิมต้น

ของการเคลื่อนไหวสามารถใช้ quick stretch ร่วมด้วยได้

17 | P a g e

2) นักกายภาพบาบัด quick stretch เป็นระยะๆ ขณะผู้ป่วยทาการเคลื่อนไหวตาม
agonist pattern จนถึงช่วงสุดท้ายขององศาการเคล่ือนไหว ให้ทา isometric
contraction ของ agonistic pattern

3) หากกล้ามเน้ือมีเกรด poor หรือ trace นักกายภาพบาบัดควร ทา quick stretch มี
ความแรงและถ่ีมากกว่าผปู้ ่วยท่มี เี กรดกลา้ มเนอ้ื fair

4) ในกรณีกล้ามเน้ืออ่อนแรงบางช่วงชองการเคลื่อนไหว วิธีการให้ทาตามวิธีดา้ นบนที่กล่าว
มา แต่เม่ือเคลื่อนไหวไปเร่ือยๆ จนถึงจุดท่ีอ่อนแรงให้ทา isometric contraction
บริเวณน้ีของ agonist pattern ตามด้วยทา quick stretch แล้วเคล่ือนไหวใน
agonistic pattern ต่อไป

6. Contract–Relax (Beckers, 2014)
6.1 Contract–Relax: Direct Treatment
ลักษณะเฉพาะ
เป็นเทคนิคท่ี ให้แรงต้านแบบ isotonic contraction ในกล้ามเน้ือด้าน antagonist ท่ีทา

ให้กล้ามเนื้อฝ่ัง agonist มีการจากัดการเคล่ือนไหวของกล้ามเน้ือมัดนั้น ตามด้วยการผ่อนคลาย
กล้ามเน้ือ และเคลือ่ นไหวต่อไปเพอ่ื เพม่ิ องศาการเคลือ่ นไหวในกลา้ มเนื้อ agonist

วตั ถุประสงคห์ รือเปา้ หมายการรกั ษา
1) เพ่ือเพ่ิม passive range of motion
ข้อบ่งช้ี
1) ผู้ป่วยทม่ี ี range of motion ลดลง
ขน้ั ตอนและวธิ ีการ
1) นักกายภาพบาบัดและผู้ป่วยทาการเคล่ือนไหวข้อต่อหรือส่วนท่ีต้องการรักษาไปจนถึง

จุด end range ทาการเคลื่อนไหวแบบ active motion หรืออาจจะมีการให้แรงต้าน
เล็กน้อยได้ขณะทาการเคลื่อนไหวแบบ active motion แล้วทา passive movement
ในทิศทาง agonistic pattern ต่อไปอีกตามช่วงการเคลื่อนไหวที่สามารถเพ่ิมได้มากท่ี
สดุ แต่ไมม่ อี าการปวด (passive range of motion)
2) นักกายภาพบาบัดให้ผู้ป่วยออกแรงหดตัวของกล้ามเน้ือฝั่ง antagonist (กลุ่มท่ีเกิด
ปัญหาทาให้ข้อติด) ให้มากท่ีสุดเท่าที่จะทาได้ (ระยะเวลาออกแรงหดตัวของกล้ามเน้ือ
ประมาณ 5-8 วินาที) ซ่ึงเม่ือมีการหดตัวสูงสุดของกล้ามเน้ือฝ่ัง antagonist ในขณะท่ี
อยู่ช่วง lengthened position ที่มากที่สุด จะกระตุ้นการเปล่ียนแปลงโครงสร้างการ
ทางานของ the actin–myosin complex
3) เมื่อผู้ป่วยออกแรงหดตัวของกล้ามเนื้อได้ตามเวลาที่กาหนด หลักจากน้ัน นัก
กายภาพบาบดั ให้ผู้ปว่ ยผ่อนคลาย

18 | P a g e

4) นักกายภาพบาบัด ทา passive movement ในทิศทาง agonistic pattern ต่อไปอีก
ตามชว่ งการเคลอ่ื นไหวทส่ี ามารถเพิม่ ได้ (หรือเมอ่ื ขอ้ ตอ่ หรอื กล้ามเน้อื ลดการติดตึงแล้ว)
จนไปถึงจดุ ที่ติดตึงท่ีสุดแต่ไม่มีอาการปวดอีกคร้งั (อาจจะเป็นจดุ ใหม่หลงั จากทส่ี ามารถ
ยืดข้อต่อได้เพิม่ จากการทาครั้งแรก) ชว่ งน้ีอาจจะใหผ้ ้ปู ว่ ย active movement ไปเองก็
ได้หรือนักกายภาพบาบัดให้แรงต้านเล็กน้อยขณะทาการเคลื่อนไหวในทิศทาง
agonistic pattern ของผปู้ ว่ ยก็ได้

5) ทาการหดตัวแบบแรงที่สุด และผ่อนคลายอีกคร้ัง ตามวิธีการข้อ 2) และข้อ 3) โดยทา
เปน็ รอบๆ ไปจนกวา่ ช่วงการเคลอื่ นไหวนนั้ อยู่ในชว่ งปกติ

6.2 Contract–Relax: Indirect Treatment
ลกั ษณะเฉพาะ
เปน็ เทคนคิ ที่ใช้การหดตวั ของกล้ามเนือ้ ฝง่ั agonist (แทนการหดตัวของกล้ามเน้ือฝั่ง
antagonist ตามวิธี direct treatment)
ข้อบ่งช้ี
เทคนิค Indirect treatment น้ี ใชไ้ ด้ในกรณีทีผ่ ู้ปว่ ยมีการอ่อนแรงหรือปวดมากเกินไปใน
กลา้ มเนือ้ ฝ่ัง antagonist จงึ ต้องใช้การหดตวั ของ agonist แทน
ข้อควรจาและการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคนิค Contract-relax
1) เทคนิคนี้ (ทั้ง Direct และ Indirect method) ใช้ในกรณีท่ีตอ้ งการเพิ่ม passive

range of motion
2) ขณะทาการฝึกผูป้ ว่ ยสามารถเคลอ่ื นไหวด้วย active motion ได้ ถา้ มีกาลังของ

กลา้ มเนือ้ เพียงพอ
3) เม่อื กล้ามเน้อื ฝง่ั agonist มอี าการปวดมากเกินไป หรอื กล้ามเนอื้ อ่อนแรงมากเกนิ ไป

ใหป้ ระยุกต์ใช้ Indirect method

7. Hold-Relax (Beckers, 2014)
ลักษณะเฉพาะ
เป็นการใหแ้ รงต้านทีใ่ ห้ผปู้ ว่ ยออกแรงแบบ isometric contraction ของกลา้ มเน้ือ

antagonist (กลา้ มเนอ้ื ท่ีมีการหดสั้น) แล้วตามดว้ ยการผอ่ นคลายกลา้ มเน้ือ
วัตถุประสงคห์ รือเป้าหมายการรักษา
1) เพ่ือเพิ่ม passive range of motion
2) เพ่ือลดปวด
ข้อบ่งชี้
1) ผู้ท่ีมี passive range of motion ลดลง

19 | P a g e

2) ผู้ทีม่ ีอาการปวด
3) ผู้ป่วยทม่ี กี ารหดตัวของกล้ามเนอื้ แบบ isotonic contraction แข็งแรงมากเกนิ การ

ควบคมุ การเคลื่อนไหวจากนกั กายภาพบาบัด
ขอ้ ห้าม-ข้อควรระวงั
1) หา้ มใชใ้ นผูป้ ว่ ยทถี่ ูกห้ามใหม้ ีการเกรง็ กลา้ มเนื้อแบบ isometric contraction
ขน้ั ตอนและวธิ กี าร
1) เพ่ือเพม่ิ องศาการเคลือ่ นไหว

- นกั กายภาพบาบัดหรอื ผ้ปู ว่ ยทาการเคล่ือนไหวข้อต่อหรอื ส่วนทีต่ ้องการรกั ษาไปทจ่ี ดุ
end range (passive end range) หรือ pain-free range of motion ดว้ ยวิธีการ
เคลื่อนไหวเองหรือทาให้กไ็ ด้ และอาจจะใหแ้ รงต้านเล็กน้อยขณะเคล่ือนไหวไปก็ได้
โดยไม่ทาให้มอี าการปวดขณะใหแ้ รงต้าน

- ในช่วงสุดท้ายของการเคลื่อนไหว นักกายภาพบาบดั ให้ผู้ป่วยหดตวั ของกล้ามเน้ือ
แบบ isometric contraction ของกล้ามเน้ือท่มี ภี าวะติดตึง (กล่มุ antagonist)
โดยเนน้ ไปท่กี าร rotation และทาการเกรง็ กล้ามเน้ือค้างไว้ 5-8 วนิ าที

- เพม่ิ แรงต้านได้ โดยค่อยๆ เพ่ิมอยา่ งชา้ ๆ
- ห้ามใหม้ ีการเคลอื่ นไหว ทงั้ ผู้ป่วยและนักกายภาพบาบัด
- หลังจากมีการเกรง็ หรือหดตวั ของกล้ามเนื้อในเวลาทมี่ ากพอแลว้ ใหผ้ ปู้ ว่ ยค่อยๆ

ผอ่ นคลายกลา้ มเน้ือ
- หลังจากนัน้ เคลอ่ื นไหวไปในทิศทางเดิม (antagonistic pattern) ต่อไปจนไปถึงจุดที่

มีการติดตงึ หรือจดุ ที่มีการจากดั องศาการเคลือ่ นไหวใหม่ (new limit of range)
และหากยงั คงเหลือช่วงการเคลื่อนไหวที่ยงั ไมเ่ ต็มชว่ งการเคลือ่ นไหวปกติ (normal
ROM) นกั กายภาพบาบัดสามารถฝกึ ผ้ปู ว่ ยอีกรอบได้เร่อื ยๆ จนกว่าจะถงึ จุดท่ีมีองศา
การเคลือ่ นไหวปกติ
2) การลดปวด
- นักกายภาพบาบดั เลยี่ งการใช้กล้ามเนอ้ื หลักทอ่ี าจจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวด
มากข้นึ โดยปรบั มาใชก้ ล้ามเนอ้ื ช่วยหรอื กลา้ มเน้ือเสรมิ การทางาน (synergistic
muscles) ซึ่งเรยี กเทคนคิ นีว้ ่า Hold-relax: indirect treatment โดยให้แรงตา้ น
ไปยัง กลุม่ กลา้ มเนื้อ synergistic muscles ของกลา้ มเน้ือหลักนั้นๆ เชน่
brachialis muscle ชว่ ย biceps brachii muscle ในการงอข้อศอก เป็นตน้
- ในกรณีที่การใช้เทคนิค Hold-relax: indirect treatment โดยให้แรงตา้ นไปยัง
กลมุ่ กล้ามเนื้อ synergistic muscles แตผ่ ้ปู ว่ ยยงั มีอาการปวดอยู่ ใหป้ รบั ไปให้แรง
ตา้ นที่ กล่มุ กล้ามเนื้อ antagonist ของกลา้ มเน้ือ synergistic muscles แทน

20 | P a g e

ข้อควรจาและการประยุกต์ใช้
1) การเพ่มิ passive range of motion ควรเลอื ดใช้แบบ direct method แต่ถ้าหาก
ผู้ป่วยมีอาการปวดหรือตอ้ งการลดปวด อาจจะพจิ ารณาใช้แบบ indirect method
2) การใช้ synergistic muscles เพอื่ ลดปวดได้
3) ในช่วง relaxation สามารถใช้ breathing control เขา้ มาประยุกตใ์ ช้ร่วมได้

ตารางที่ 2.2 ข้อแตกต่างระหวา่ ง Contract–Relax และ Hold–Relax (Beckers, 2014)

Contract–Relax Hold–Relax

มีเป้าหมายเพื่อเพมิ่ active หรอื passive มีเป้าหมายในการเพม่ิ passive ROM ช่วยลด

ROM และใช้การ stretching กับ relaxation, อาการปวด และชว่ ยลดภาวะ spasticity

ชว่ ยลดการบาดเจ็บจากการเลน่ กฬี า

ใช้ในผูป้ ่วยท่ีไมม่ ีอาการปวดร่วมด้วย เหมาะสาหรบั ผปู้ ว่ ยทมี่ ีอาการปวดร่วมดว้ ย

ขณะเคลือ่ นไหว

ชนิดของการหดตัวของกลา้ มเนอ้ื เปน็ แบบ การหดตวั ของกลา้ มเนื้อ เปน็ แบบ Isometric

Isotonic และ intention to move ทีเ่ รว็ และ no intention to move แบบชา้ ๆ

การใชค้ าส่ังของนักกายภาพบาบัด แบบ การใชค้ าสัง่ ของนักกายภาพบาบัด ช้าๆ เบาๆ

strong เช่น ผลกั หรือดงึ เช่น อยูน่ ิง่ ๆหรือค้างไว้

ผ่อนคลายกลา้ มเน้ือไดเ้ ร็วและไม่มีข้อจากดั จาก การผ่อนคลายช้ากว่า และนักกายภาพบาบัด

อาการปวด สามารถผ่อนแรงตา้ นไปพร้อมๆกบั การผ่อน

คลายของผปู้ ว่ ย

สามารถเคลื่อนไหวได้เองในองศาการ สามารถเคล่ือนไหวได้เองไปสู่ช่วงการ

เคลอื่ นไหวเพม่ิ ขึ้นได้ เคลอ่ื นไหวใหมท่ ่ปี ราศจากอาการปวด นัก

กายภาพบาบัดสามารถช่วยให้เข้าสูช่ ่วงการ

เคลือ่ นไหวใหมไ่ ด้หากผปู้ ว่ ยมีอาการปวด

องศาการเคล่ือนไหวทเ่ี พิม่ ข้นึ มีความแข็งแรง สามารถเพ่ิมความแข็งแรงได้หากอาการปวดอยู่

ของกล้ามเน้ือเพิ่มขึ้นด้วย ในระดับทส่ี ามารถทนได้

8. Hold relax active movement
มีลักษณะเฉพาะและวิธีการคล้ายกับ Hold-relax แต่หลังจากช่วงที่นักกายภาพบาบัดให้

ผู้ป่วยหดตัวของกล้ามเนื้อแบบ isometric contraction ของกล้ามเนื้อที่มีภาวะติดตึง (กลุ่ม
antagonist) เพ่ือต้านแรงของนักกายภาพบาบัดแล้ว จะให้ผู้ป่วยทาการเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทาง
agonistic pattern ด้วยตนเองหรอื แบบ active movement (Kamruecha, 2013)

21 | P a g e

9. Replication (Beckers, 2014; Kumfu, 2021)
ลักษณะเฉพาะ
เปน็ เทคนคิ ที่ใชเ้ พื่อกระตุน้ การทางานของ motor learning ของการเคลื่อนไหวทีเ่ ปน็ งาน

(functional activities) โดยการกระตุน้ ให้ผปู้ ่วยเรยี นรู้การเคลือ่ นไหวในกิจกรรมน้ันต้ังแต่ต้นจน
ส้นิ สุดกจิ กรรมหรอื เรยี กว่าผลลัพธข์ องกิจกรรม (outcome of activity) เชน่ กจิ กรรมทเี่ กี่ยวขอ้ ง
กบั กิจวตั รประจาวัน การใสห่ รอื ถอดเส้อื การรับประทานอาหาร เปน็ ต้น

วตั ถุประสงค์หรอื เป้าหมาย
1) เพอ่ื สอนผู้ป่วยใหม้ กี ารเคล่ือนไหวในกิจกรรมนน้ั ๆ ตัง้ แต่เริม่ ต้นจนส้นิ สุดกิจกรรมนน้ั
2) นักกายภาพบาบัดต้องสามารถประเมินได้ว่าทักษะหรือความสามารถอะไรที่ผู้ป่วยต้อง

ได้รับการฝึกการหดตัวของกล้ามเนื้อกลุ่ม agonist เมื่อกลุ่มกล้ามเน้ือฝั่ง antagonist
เกิดการหดส้นั หรือตดิ ตึง (shortened muscle)
ขน้ั ตอนและวิธกี าร
1) ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่พร้อมสาหรบั ทากิจกรรมน้ันๆ หรอื อยู่ในท่าสุดท้ายของกิจกรรมนั้นๆ
ซง่ึ จะทาใหก้ ลุ่มกล้ามเนอื้ agonist หดสน้ั ท่สี ุด
2) ผู้ป่วยค้างอยู่ในท่าน้ัน แล้วนักกายภาพบาบัดให้แรงต้านในทุกทิศทางหรือทุกท่าที่
เกี่ยวขอ้ งกบั กจิ กรรมนน้ั
3) ให้ผู้ป่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นักกายภาพบาบัด ทาการ passive movement ผู้ป่วย
(ระยะส้ันๆ) ไปในด้านตรงข้างของกิจกรรมน้ันๆ แล้วให้ผู้ป่วยพยายามเคลื่อนไหว
กลบั ไปที่จุดสนิ้ สุดของกิจกรรมน้ันตามเดมิ
4) สาหรับการทาซ้าแต่ละครั้งของการเคล่ือนไหวให้เริ่มห่างออกไปเรื่อยๆ จนถึงจุดเริ่มต้น
ของการเคลื่อนไหว (จุดท่ี agonist ถูกยืดมากท่ีสุด) เพ่ือท้าทายผู้ป่วยทาการเคลอ่ื นไหว
ทีก่ วา้ งขนึ้ ไดเ้ รื่อยๆ
5) ในตอนท้าย ผู้ป่วยควรทากิจกรรมหรือการเคล่ือนไหว ได้เองคนเดียว โดยนัก
กายภาพบาบัดไมต่ ้องกระตนุ้ หรอื ช่วยเหลอื การเคล่ือนไหว

22 | P a g e

การประยกุ ต์ใช้ PNF กบั ระดับของการควบคมุ การเคลือ่ นไหว (Stage of Motor
Control) (Ratanapinunchai, 2013)

การใช้ PNF มาประยุกต์ใช้ในทางกายภาพบาบัดนั้น สามารถนาไปใช้ได้อย่างหลากหลาย
ประเภทของผู้ป่วยหรือความผิดปกติ ซึ่งสาหรับระดับของการควบคุมการเคล่ือนไหว ได้แก่
mobility, stability, Controlled mobility, และ skill สามารถประยุกต์ใชเ้ ทคนิคต่างๆ ของ PNF
ดังน้ี

1. Mobility
หมายถงึ ระดบั การควบคุมท่ีพจิ ารณาวา่ ผู้ป่วยมชี ่วงการเคล่ือนไหว (ROM) มากนอ้ ยเท่าใด

สาหรับการเคลื่อนไหวที่ต้องการทา โดยนักกายภาพบาบัด ตรวจด้วยการทา passive movement
และประเมินว่าผู้ป่วยสามารถเริ่มต้น (ability to initiate active movement) การเคลื่อนไหวได้
หรือไม่ ถ้าผู้ป่วยมีความแข็งแรงของกล้ามเน้ือเกรด trace+ ก็จะสามารถเร่ิมต้นการเคลื่อนไหวได้
แล้ว ดังน้ัน ระดับนี้จะมีความง่ายและจาเป็นมากท่ีสุด ถ้าผู้ป่วยมี limit ROM เคล่ือนไหวไม่ได้เลย
ไมว่ ่าจากสาเหตุใด เชน่ ข้อติดแขง็ หรือจาก pain หรอื มี contracture ของกล้ามเนือ้ หรอื / และมี
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเกรด zero ก็แสดงว่าผู้ป่วยยังไม่มีความสามารถในระดับนี้ การฝึกเพื่อ
ทาใหผ้ ้ปู ่วยมีระดบั ความสามารถในขั้น mobility นิยมใช้ Techniques ตอ่ ไปน้ี

1) Hold relax (HR): agonistic muscle หรือ antagonistic muscle เกดิ isometric
contraction แลว้ relax จากน้ัน นักกายภาพบาบัดทา passive movement เพื่อเพิม่
ROM เหมาะกบั การเพิ่ม ROM ในผู้ปว่ ยทม่ี ี joint pain

2) Hold relax active movement (HRAM): agonistic muscle เกดิ isometric
contraction > relaxation > concentric movement (active)

3) Repeated contraction (RC): ให้ผู้ป่วยทา isometric ซ้าๆ หลายคร้ัง
4) Rhythmic initiation (RI): เริ่มด้วยการทา passive movement เมื่อผู้ป่วยเริ่มผ่อน

คลายหรือจังหวะการเคลื่อนไหวเหมาะสม และผู้ป่วยเข้าใจถึงลักษณะการเคล่ือนไหว
เร่ิมให้ผู้ป่วยทาด้วย คือ active assisted exercise จากน้ัน นักกายภาพบาบัด ค่อยๆ
ลดแรงช่วยลงให้เป็น active movement เช่น การฝึก supine to side lying ซ่ึงควร
เรม่ิ ฝกึ จากทา่ side lying
5) Rhythmic rotation (RR): นักกายภาพบาบัด ทา passive rotation เชน่ passive
lower trunk rotation, shoulder internal & external rotation (with elbow
extension), hip internal & external rotation (with knee extension)
6) Associated movement (Timing for Emphasis) เทคนิคนเ้ี หมาะกับผปู้ ่วยอมั พาต
การฝกึ จะจดั ทา่ บรหิ ารใหส้ อดคลอ้ งกับลักษณะของการเคล่ือนไหว เม่อื เกดิ spasticity
โดยใช้การเคลอื่ นไหวของส่วน proximal มากระตนุ้ การเคลือ่ นไหวของส่วน distal joint

23 | P a g e

เชน่ spastic flexor synergy movement ของขา ในผปู้ ว่ ยอัมพาตครงึ่ ซกี จะมีลักษณะ
คือ hip, knee flexion ร่วมกับ dorsiflexion ในภาวะทีผ่ ู้ป่วยสามารถทา hip flexion
ได้แล้ว แตย่ ังทา ankle dorsiflexion ไมไ่ ด้ นกั กายภาพบาบดั อาจกระตนุ้ ใหเ้ กดิ การหด
ตวั ของ dorsiflexor โดยการใหผ้ ปู้ ่วยทา hip & knee flexion ร่วมด้วยขณะพยายามทา
ankle dorsiflexion

2. Stability
หมายถึง ระดับการควบคุมท่ีพิจารณาว่าผู้ป่วยมีความม่ันคงของส่วนของร่างกายน้ัน หรือ

ความม่ันคงของการทรงท่า การมีความม่ันคงของข้อต่อ หรือลาตัวได้ แสดงว่ากล้ามเนื้อต้องเกิด
isometric contractionใน inner range ได้ ซ่ึงเรียกว่ามี muscle stability และการมีความม่ันคง
ในการทรงท่าแสดงว่าผู้ป่วยต้องมี co-contraction ของกล้ามเนื้อท่ีเป็น agonist และ antagonist
ของข้อต่อหรือของลาตัวได้ ซึ่งเรียกว่ามี postural stability ดังน้ัน ผู้ป่วยจะถูกจัดว่ามีระดับ
ความสามารถในการควบคุมการเคล่ือนไหวในขั้น stability ได้แสดงว่า ผู้ป่วยต้องมี ROM และเริ่ม
ส่ังให้มีการหดตัวของกล้ามเน้ือได้เองบ้างแล้ว หรือผ่านข้ัน mobility แล้วการจะเรียกว่าผ่านข้ัน
stability ได้ผู้ป่วยต้องทา isometric contraction ของกล้ามเนื้อที่ต้องการได้ดี การฝึกเพื่อให้
ผปู้ ว่ ยมรี ะดบั ความสามารถในขั้น stability นยิ มใช้ Techniques ตอ่ ไปน้ี

1) Shortened held resisted contraction (SHRC): เป็นเทคนิคทีจ่ ัดให้ข้อต่อ หรือสว่ น
ของรา่ งกายอยใู่ น inner range แล้วให้ผปู้ ่วยฝกึ ทา isometric contraction

2) Alternating isometric (AI): agonist ทา isometric contraction สลับกับ
antagonist

3) Rhythmic stabilization (RS): agonist และ antagonist ทางานแบบ isometric
contraction พรอ้ มๆ กัน หรอื เกิด co-contraction

3. Controlled mobility
หมายถึง ระดับความสามารถในการเคลื่อนไหว เช่น การถ่ายน้าหนักจากส่วนหน่ึงของ

ร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่ง สามารถหมุน (rotation) ส่วนของร่างกายในขณะ upright คือ สามารถ
เปลี่ยนท่าเร่ิมต้นจากท่าหน่ึงไปสู่อีกท่าหน่ึงได้ ซึ่งอาจมีการเปล่ียนแปลงขนาดของฐานรองรับ
ร่วมกับการถ่ายน้าหนัก และการเคลื่อนไหวอาจมี rotation ร่วมด้วย สรุป controlled mobility
แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ weight shifting, rotation, และ static-dynamic ดังนั้น ผู้ป่วยที่มี
ความสามารถในระดับน้ีต้องมีความสามารถระดับ mobility และ stability มาก่อน ผู้ป่วยต้อง
ควบคุมการหดตัวของกล้ามเน้ือได้ดี ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือควรมากกว่าหรือเท่ากับ grade 3
คือ ต้องเริ่มรับน้าหนักได้ และทา concentric หรือ eccentric contraction ได้ดีพอสมควร การ
ฝึกเพ่อื ทาให้ผูป้ ว่ ยมรี ะดับความสามารถในข้นั controlled mobility นยิ มใช้ Techniques ต่อไปนี้

24 | P a g e

1) Slow reversal hold (RSH): หมายถงึ agonist มี concentric contraction หรอื
isotonic contraction ตามดว้ ย isometric contraction สลับกบั antagonist มี
concentric contraction หรือ isotonic contraction ตามดว้ ย isometric
contraction

2) Slow reversal (SR): คล้ายกับ SRH เพยี งแต่ไม่มีการทา isometric contraction เลย
สรปุ เปน็ isotonic contraction ของ agonist สลับกับ antagonist

3) Agonistic reversal (AR): เปน็ การเกดิ agonist concentric สลบั กับ eccentric
contraction

4. Skill
หมายถึง ระดับความสามารถในการควบคุมการเคล่ือนไหวเพ่ือให้เกิด functional

movement หรือการทา ADL โดยลักษณะการเคลื่อนไหวต้องมีการประสานสัมพันธ์ จังหวะ และ
เวลาทใ่ี ช้เหมาะสม

ข้อสังเกต ผู้ป่วยที่มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมาก จะมีระดับการควบคุมการเคล่ือนไหว
อยู่ในระดับ mobility หรือstability เท่านั้น ดังน้ัน เทคนิคท่ีอาจนามาใช้ ได้แก่ HR, HRAM, RC,
RI, RR, SHRC, AI, RS เทคนคิ ทไี่ ม่เหมาะสมกบั กล้ามเนื้อท่ีออ่ นแรงมาก ได้แก่ SR, SRH, AR

25 | P a g e

การยืดกล้ามเนื้อแบบกระต้นุ การรบั รู้ของระบบประสาทและกลา้ มเน้ือ (PNF
STRETCHING) (Kumfu, 2021; Sharman et al., 2006)

การยืดกล้ามเน้ือผ่านการกระตุ้นการทางานและการประสานสัมพันธ์ของระบบประสาท
และกล้ามเนื้อ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Facilitative stretching หรือ Active stretching
technique หรือ dynamic stretching โดยเทคนิคนี้เป็นการ บูรณาการระหว่างการทางานของ
กล้ามเน้ือกับการยืดกล้ามเน้ือแบบคงค้าง ซ่ึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นหรือยับยั้งการทางานของ
กล้ามเนื้อ (muscle activation) และเพ่ือเพ่ิมความยาวของกล้ามเน้ือ โดยมีหลักการคือ เม่ือใย
กล้ามเน้ือถูกยับยั้งผ่านกลไก autogenic หรือ reciprocal inhibition ทาให้แรงต้านจากการยืด
contractile muscle ลดลง กล้ามเน้ือก็จะถูกยืดออกได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม inhibition
technique ได้ถูกออกแบบมาเพ่ือผ่อนคลายเฉพาะ contractile structures ของกล้ามเน้ือเท่านั้น
แต่ไม่ไดผ้ ่อนคลาย connective tissue ทีอ่ ยใู่ นกลา้ มเนื้อหรอื รอบๆ กล้ามเนือ้ ท่หี ดสน้ั นน้ั

PNF stretching เ ป็ น เ ท ค นิ ค ท่ี เ ห ม า ะ ส า ห รั บ ผู้ ที่ มี normal innervations แ ล ะ มี
ความสามารถในการสั่งการให้กล้ามเน้ือหดตัวได้ จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยอัมพาต (paralysis) หรือ
ผู้ป่วยที่มีการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ (spasticity) ที่เป็นผลมาจากโรคทางระบบ neuromuscular
หรอื จากการได้รับบาดเจ็บ นอกเหนือจากนี้เทคนิคน้ีถูกออกแบบมาเพื่อยืด contractile muscle ที่
ไม่ใช่ non-contractile connective tissues จึงได้ผลดีสาหรับกล้ามเน้ือแข็งเกร็งแบบ spasm ที่
จากดั การเคลือ่ นไหว แตอ่ าจจะไดผ้ ลน้อยในรายทม่ี ี fibrotic contractures

เทคนคิ PNF stretching ส่วนใหญ่พฒั นามาจากเทคนคิ PNF ด้ังเดิมของ Knott และ Voss
ซ่ึงเป็นเทคนิคที่มีการนามาใช้ในทางคลินิกเป็นระยะเวลาหลายปี อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพหรือ
หลักการกระตนุ้ ทาง neurophysiology กย็ ังไม่เปน็ ที่แน่ชัด แต่การวิจัยทีผ่ ่านมาพบวา่ เทคนิค PNF
stretching นั้น สามารถเพิ่มความยืดหยุ่นและเพิ่มมุมการเคลื่อนไหวได้ ในเทคนิค PNF ด้ังเดิมนั้น
เป็นการทางานของกล้ามเนื้อร่วมกบั การเคลื่อนไหวในแนวเฉยี ง (diagonal plane) ในปจั จบุ นั มกี าร
นามาประยุกต์ใช้ให้สามารถทาการยืดกล้ามเน้ือในแนว anatomical plane ได้ โดยชนิดของ PNF
stretching ได้แก่ 1. Hold-relax (HR) or contract relax (CR) 2. Agonist contraction (AC)
และ 3. Hold-relax with agonist contraction (HR-AC) โดยแต่แต่ละเทคนิคมีวิธียืดกล้ามเนื้อ
รายละเอียดดังนี้

1. เทคนิค Hold-relax (HR) or contract-relax (CR)
เทคนิค HR เร่ิมต้นจัดท่าให้ส่วนที่จะถูกยืดอยู่ในท่าท่ียืดยาวออกอย่างสบายๆ

(comfortable lengthening position) เป็นการ passive มายังจุดที่มีการติดหรือจุดท่ีมีอาการตึง
ซึ่งเป็นจุดท่ีไม่มีอาการปวด จากน้ันทา isometric contraction ของกล้ามเน้ือ antagonist ค้างไว้

26 | P a g e

10 วนิ าที จากน้ันให้ผู้ป่วยผ่อนคลายทันที ผู้รักษาทาการ passive ออกมายังมุมการเคล่ือนไหวใหม่
เท่าทจ่ี ะสามารถยืดออกมาไดเ้ พือ่ เพ่ิมมุมการเคล่ือนไหว

เทคนิค CR คล้ายคลึงกับเทคนิค HR แต่แตกต่างกันตรงที่เร่ิมจากการทา isotonic
contraction มายังจุดท่ีมีการติดหรือจุดที่มีอาการตึง จากนั้นทา isometric contraction ของ
กล้ามเน้ือ antagonist ค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นให้ผู้ป่วยผ่อนคลายทันที ผู้รักษาทาการ passive
ออกมายงั มมุ การเคลื่อนไหวใหม่เท่าท่จี ะสามารถยืดออกมาได้เพ่ือเพ่มิ มมุ การเคลอื่ นไหว

ความแตกต่างของเทคนิค CR คือการทา isotonic contraction มายังจุดที่มีการติดใน
ขณะท่ี HR เป็นการทา passive movement มายังจุดท่ีมีการติดซ่ึงเหมาะสาหรับใช้ในผู้ท่ีมีอาการ
ปวดรว่ มด้วย ข้อมูลจากผู้เชยี่ วชาญและนักกีฬาท่ีนาเทคนิคนี้ไปใช้พบว่าได้ผลดีกวา่ การทา manual
passive stretching ซ่ึงอนุมานได้ว่าการยืดคงค้างไว้ ร่วมกับการทา pre-stretch contraction
ตามดว้ ย relaxation เปน็ ผลมาจากกลไก autogenic inhibition

หลักการของเทคนิคนี้ คือการทาให้กล้ามเนื้อออกแรงเกร็งให้เต็มที่สักระยะ เม่ือหยุดเกร็ง
กล้ามเน้ือมัดน้ีจะคลายตัว ทาให้เราออกแรงยืดได้มากขึ้น โดยอาศัยหลักการของการกระตุ้นผ่าน
golgi tendon organ และลดการทางานของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังพบว่าการทาให้กล้ามเนื้อหด
ตัวและคลายตัวก่อนท่ีจะดงึ ยืดแบบ passive stretching จะได้ผลดีกวา่ การทา passive stretching
แต่เพียงอยา่ งเดียว

ข้อควรระวัง ในการใช้เทคนิค HR หรือ CR ไม่จาเป็นต้องทา maximal isometric
contraction ของกล้ามเนื้อท่ีตึงก่อนการยืด เพราะการทา maximal isometric contraction
หลายๆครง้ั อาจทาใหเ้ กดิ acute arterial blood pressure สว่ นใหญเ่ กิดขึน้ หลังจากทาไปแล้ว 3-4
คร้ัง เพื่อลดผลของการเกิด valsava maneuver ควรแนะนาให้ผู้ป่วยหายใจเข้า-ออก ปกติในขณะ
ที่ทา submaximal isometric contraction 10 วินาที ซึง่ ขอ้ ดีของการทา submaximal isometric
contraction จะทาให้ผู้รักษาสามารถควบคุมการทา isometric ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยท่ีมี
ความแข็งแรงของกลา้ มเนอื้ มากๆ

2. เทคนคิ Agonist contraction (AC)
เทคนิค Agonist contraction (AC) หรือเรียกว่าเทคนิค dynamic range of motion

(DROM) นิยามศัพท์ในที่นี้ agonist หมายถึง กล้ามเน้ือฝั่งตรงข้ามของฝั่งท่ีมีการติดหรือ tightness
และ antagonist หมายถึง กล้ามเนื้อกลุ่มที่มีการติดหรือ tightness (range limit muscle) หรือ
กล้ามเนื้อที่หดสั้น นั่นคือ antagonist ป้องกันการทาการเคล่ือนไหวอย่างสุดช่วงของ prime
mover (agonist)

โดยเทคนิค AC ทาได้โดยกระตุ้นให้ผู้ถูกยืดใช้กล้ามเน้ือ agonist ทางานและคงค้างไว้ท่ี
end-range ประมาณ 5-10 วินาที โดยใหม้ ีการหดตวั ไปเร่อื ยๆ ซ่ึงจะช่วยเพ่ิม muscle length และ
มุมการเคล่ือนไหวได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อของ antagonist จะคลายตัวในขณะท่ีกล้ามเนื้อ agonist

27 | P a g e

หดตัว โดยการทา concentric contraction นั้นผู้ป่วยจะเป็นผู้เคล่ือนไหวเองอย่างช้าๆและไม่เป็น
จังหวะกระแทก (ballistic) โดยส่วนใหญจ่ ะไม่มกี ารเพ่ิมแรงต้านในขณะท่ีทาเทคนิคน้ี

หลักการของเทคนิค AC ใช้หลักการของ reciprocal inhibition เมื่อกล้ามเนื้อ agonist
มีการหดตัว กล้ามเนื้อ antagonist (range limit muscle) ก็จะถูกยับย้ังและผ่อนคลายทาให้
สามารถยดื ยาวออกไดง้ ่ายขึ้น จากการศึกษาวิจยั ทผ่ี า่ นมาพบวา่ เทคนคิ AC เหมาะสาหรบั muscle
guarding ท่ีทาให้กล้ามเน้ือยืดยาวออกได้ยากและมีการจากัดมุมการเคลื่อนไหวของข้อ นอกจากน้ี
ยังเหมาะกับผู้ป่วยท่ีอ่อนแรง ไม่มีอาการปวดขณะเคลื่อนไหว เหมาะสาหรับเริ่มต้นการเคลื่อนไหว
ใหมๆ่ และได้ผลนอ้ ยในการลด chronic contracture และผปู้ ่วยท่มี คี วามยืดหยุ่นใกลเ้ คยี งกับปกติ

ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการทา full range และการทา ballistic movement ควรให้มีการ
พกั หลงั จากการทาแตล่ ะครั้งเพื่อหลีกเลีย่ งการเกิดตะครวิ โดยเฉพาะเม่ือกล้ามเน้ือฝัง่ agonist หดตวั
ในมมุ แคบๆ (shortened range)
3. เทคนคิ Hold Relax with Agonist Contraction (HR AC)

เป็นเทคนิคท่ีผสมระหว่างเทคนิค HR และ เทคนิค AC หรือเรียกอีกอย่างว่าเทคนิค Slow
reversal hold relax technique ทาได้โดยให้ผู้ป่วยทา concentric contraction ของกล้ามเน้ือ
agonist เคล่ือนไหวเองอย่างช้าๆ และไม่เป็นจังหวะกระแทก (ballistic) จากนั้นทา isometric
contraction ของกล้ามเนื้อ antagonist ค้างไว้ 10 วินาที จากน้ันให้ผู้ป่วยผ่อนคลายทันที แล้ว
ผู้ปว่ ยทา concentric contraction ของกล้ามเน้อื agonist ตอ่ ไป

28 | P a g e

การเลือกใช้เทคนิค PNF ตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการรักษา (Beckers,

2014)

ตารางท่ี 3 สรปุ เทคนิค PNF ทเ่ี ก่ียวข้องกับเปา้ หมายการรักษาต่างๆ

เปา้ หมายการรักษา เทคนคิ

1. เพอื่ ฝึกการเริม่ ต้นการเคลื่อนไหว – Rhythmic Initiation

(Initiate motion) – Repeated Stretch from beginning of range

2. เ พื่ อ เ รี ย น รู้ ก า ร เ ค ล่ื อ น ไ ห ว – Rhythmic Initiation

(Learn a motion) – Combination of Isotonics

– Repeated Stretch from beginning of range

– Repeated Stretch through range

– Replication

3. เพ่อื ฝึกการเปล่ียนแปลง – Rhythmic Initiation
ความเร็วของการเคล่อื นไหว – Dynamic Reversals
(Change rate of motion) – Repeated Stretch from beginning of range
– Repeated Stretch through range

4.เพือ่ เพ่มิ ความแข็งแรง – Combination of Isotonics
(Increase strength) – Dynamic Reversals
– Rhythmic Stabilization
– Stabilizing Reversals
– Repeated Stretch from beginning of range
– Repeated Stretch through range

5. เพื่อเพ่ิมความมั่นคงในการทรง – Combination of Isotonics

ทา่ ทางหรือเคล่อื นไหว (Increase – Stabilizing Reversals

stability) – Rhythmic Stabilization

6. เพือ่ เพิ่ม การควบยการการ – Combination of Isotonics

ทางานของกล้ามเนอ้ื อยา่ งประสาน – Rhythmic Initiation

สมั พันธ์ (Increase coordination – Dynamic Reversals

and control) – Stabilizing Reversals

– Rhythmic Stabilization

– Repeated Stretch from beginning of range

– Replication

7. เพื่อเพ่ิมความทนทาน – Dynamic Reversals

(Increase endurance) – Stabilizing Reversals
– Rhythmic Stabilization

29 | P a g e

– Repeated Stretch from beginning of range

– Repeated Stretch through range

8. เพื่อเพ่ิมองศาการเคลอื่ นไหว – Dynamic Reversals

(Increase range of motion) – Stabilizing Reversals

– Rhythmic Stabilization

– Repeated Stretch from beginning of range

– Contract–Relax

– Hold–Relax

9. เพื่อช่วยในการผ่อนคลาย – Rhythmic Initiation

(Relaxation) – Rhythmic Stabilization

– Hold–Relax

10. เพอื่ ลดปวด (Decrease pain) – Rhythmic Stabilization (or Stabilizing

Reversals)

– Hold–Relax

30 | P a g e

ตวั อย่างกรณศี กึ ษา

ปฏิบตั ิการ สาหรบั การฝกึ ปฏิบตั เิ ทคนคิ ตา่ งๆ ของ PNF เพอื่ นามาใช้ในการฝึกผปู้ ว่ ยประเภทต่างๆ

1. Mat activity และเทคนคิ จาเพาะท่ีเก่ยี วขอ้ ง ไดแ้ ก่

Mat activity Techniques

Rolling: Supine to prone Hold relax active movement (HRAM)

Lower trunk: rotation in supine position Rhythmic initiation (RI)

Lower trunk: pelvic elevation, supine Agonistic reversals (AR)

(bridging)

Sitting: sitting balance 1. Alternating isometrics (Al)

2. Rhythmic stabilization (RS)

3. Slow reversal holds (SRH)

Lower trunk: Lower trunk rocking (ใ ช้ Alternating isometrics (AI)
push up boards)

Walking Resisted progression (RP)

31 | P a g e

Rolling: supine toward prone
Technique: Hold relax active movement (HRAM)
วธิ กี าร

1. ทา่ เรมิ่ ตัน ใหผ้ ู้ปว่ ยนอนตะแดง (เป็นท่าทง่ี ่ายท่สี ุดในการไปส่ทู า่ นอนคว่า)
2. นกั กายภาพบาบดั วางมือหนึง่ ที่ดา้ นหน้าของ head of humerus และมอื อกี ข้างวางหนา้ ต่อ

ASIS (ด้านบน) ของผูป้ ่วย
3. นกั กายภาพบาบัดทา quick stretch ทตี่ าแหน่งการวางมือในข้อ 2
4. นกั กายภาพบาบดั บอกใหผ้ ู้ปว่ ยตะแคงตวั ไปนอนคว่า พร้อมกบั ให้แรงตา้ นแบบ isometric

contraction ค้างไวป้ ระมาณ 10-15 วินาที หลังจากน้นั บอกใหผ้ ูป้ ่วยผ่อนคลาย
5. นักกายภาพบาบัด passive ผู้ป่วยไปในทิศทางก่ึงนอนหงายเล็กน้อย (เพ่ิมมุมของการนอน

หงาย) แล้วทา quick stretch หลงั จากน้ันบอกใหผ้ ูป้ ว่ ยพลกิ ตะแคงตวั ไปนอนควา่
6. จากขอ้ 5 ถา้ ผูป้ ว่ ยสามารถไปสู่ท่านอนคว่าได้เอง ให้เรม่ิ ทาเทคนิคน้ีใหมใ่ นท่าที่ 5 แล้วทาซ้า

ตามขั้นตอนในข้อ 3-5 แล้วเพ่ิมมุมของการนอนหงายข้ึนเร่ือยๆ จนกระท่ังเริ่มต้นท่ีท่านอน
หงาย
7. จากข้อ 5 ถา้ ผู้ป่วยไม่สามารถทาได้ ใหก้ ลับไปเร่มิ ตน้ ท่ีตาแหนง่ เดมิ

รูปที่ 2.2 การฝกึ พลิกตวั จากทา่ นอนหงายไปนอนคว่า ด้วยเทคนคิ HRAM

[ดดั แปลงจาก (Medical, 2022)]

(A) ใหแ้ รงต้านแบบ isometric ของกล้ามเน้อื trunk flexor
(B) passive ผู้ป่วยออกไปกง่ึ หงายมากขึ้น ให้แรงตา้ นแบบ isometric อีกครง้ั
(C) ให้ผู้ปว่ ย พลิกไปในทา่ นอนควา่ ใหไ้ ด้มากทส่ี ุด

32 | P a g e

2. Lower trunk: rotation in supine
Technique: Rhythmic Rotation (RO) และ Rhythmic initiation (RI)

วธิ กี าร
1. ท่าเริ่มต้น ให้ผู้ป่วยนอนหงายชันเข่า (crook lying) นักกายภาพบาบัดนั่งอยู่ด้านปลาย
เทา้ ของผปู้ ่วย วางมอื ท่ีบรเิ วณเขา่ ท้ังสองขา้ งของผปู้ ่วย

รปู ที่ 2.3 ทา่ เรมิ่ ต้น เทคนิค RO และ RI
3. นักกายภาพบาบัดบอกให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย หลังจากน้ัน passive ขาทั้งสองข้างของผู้ป่วย

ไปด้านซ้ายและขวาสลับกันไปมา โดยค่อยๆ เพ่ิมมุมทีละน้อย จนกระทั่งขาไปชิดเบาะทัง้
สองข้าง ทาจนร้สู กึ ว่า hypertone ลดลง (Passive)

รปู ที่ 2.4 การ passive lower trunk mucle
4. นักกายภาพบาบัดบอกให้ผู้ป่วยช่วยเคล่ือนไหวขาท้ังสองข้างไปด้านซ้ายและขวาสลับกัน

ไปมา (passive assist) โดยค่อยๆ เพ่ิมช่วงการเคล่ือนไหวทีละน้อย เมื่อเพ่ิมช่วงการ
เคล่ือนไหวจนถึงเบาะ แล้วให้ นักกายภาพบาบัดทา quick stretch ก่อนการเคลื่อนไหว
ทุกคร้ัง

33 | P a g e

5. หากผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้เต็มช่วงด้วยรูปแบบ passive assist ตามวิธีและทิศ
ทางการเคลื่อนไหวและข้ันตอนต่าง ๆ เหมือนข้อ 4 แล้ว ให้เปลี่ยนเป็นแบบให้ผู้ป่วยทา
เอง (Active)

6. หากผู้ป่วยสามารถเคล่ือนไหวได้เต็มช่วงด้วยรูปแบบผู้ป่วยทาเอง (Active) ตามทิศ
ทางการเคลอื่ นไหวและขั้นตอนต่างๆ เหมือนขอ้ 5 แลว้ ให้เปล่ียนการเคล่ือนไหวเปน็ แบบ
ใหแ้ รงตา้ นการเคลอ่ื นไหว (Resist) โดยนกั กายภาพบาบดั

34 | P a g e

3. Lower trunk: pelvic elevation, supine (bridging)
Technique: Agonistic reversals (AR)
วิธีการ

1. ทา่ เร่มิ ตนั ให้ผูป้ ว่ ยนอนหงายชนั เขา่ (crook lying)
2. นักกายภาพบาบัดนั่งอยู่ด้านข้างของผู้ป่วย วางมือที่บริเวณ ASIS (pelvis) ท้ังสองข้างของ

ผูป้ ่วย
3. นักกายภาพบาบัดบอกใหผ้ ู้ป่วยลงนา้ หนกั ท่ีเท้าทั้งสองข้าง แลว้ ยกสะโพกลอยจากพนื้ (ยกกัน)

ก่อนการเคลื่อนไหวให้ นกั กายภาพบาบัดทา quick stretch ในทศิ ทางกดลง แล้วใหแ้ รงต้าน
ตลอดช่วงการเคลอ่ื นไหว
4. นักกายภาพบาบัดบอกให้ผู้ป่วยยกสะโพกต้านกับแรงด้านของ นักกายภาพบาบัดไว้ แล้วให้
ผปู้ ว่ ยคอ่ ยๆ ลดแรงต้านลงเร่ือย ๆ จนสะโพกกลบั มาอยทู่ ี่เบาะ เหมอื นท่าเริ่มตน้ (eccentric
contraction ของ hip extensor)
5. ทาซา้ ตามขน้ั ตอนในข้อ 3-4

รปู ท่ี 2.5 ท่าการทา bridging และการวางมือเพ่ือให้แรงต้าน

35 | P a g e

4. Sitting: sitting balance
4.1 Techniques: alternating isometrics (AI)
 ใหแ้ รงตา้ นในทศิ ทางหนา้ -หลงั
วิธกี าร
1. ท่าเร่ิมตน้ ให้ผปู้ ่วยน่ัง อาจน่งั เหยยี ดขา (long sitting) หรอื นั่งขดั สมาธิ (cross sitting)
2. นักกายภาพบาบัดนั่งอยู่ด้านหลังของผู้ป่วย มือทั้งสองข้างวางท่ีบริเวณไหปลาร้า
(clavicle)
3. นักกายภาพบาบดั บอกให้ผปู้ ว่ ยเอนตวั ไปด้านหน้า กอ่ นการเคลอื่ นไหว มือท้งั สองข้างของ
นักกายภาพบาบัดทา quick stretch ในทิศทางไปด้านหลัง แล้วให้แรงต้านการ
เคลื่อนไหวแบบ isometric contraction
4. นักกายภาพบาบัดบอกให้ผู้ป่วยเอนตัวไปด้านหลัง แล้วให้แรงต้านการเคลื่อนไหวแบบ
isometric contraction
5. ทาตามข้ันตอนในข้อ 3 และ 4 สลบั ไปมา

รูปที่ 2.6 ทิศทางการใหแ้ รงตา้ นผปู้ ่วย ด้วยเทคนคิ AI

[ดัดแปลงจาก (Areeudomwong & Buttagat, 2018)]

36 | P a g e

 ใหแ้ รงต้านในทิศทางซา้ ย-ขวา
วธิ ีการ
1. ทาเร่ิมตน้ ใหผ้ ปู้ ว่ ยนัง่ อาจน่งั เหยียดขา (long sitting) หรือนั่งขดั สมาธิ

(cross sitting)
2. นักกายภาพบาบัดน่ังอยู่ต้านหลังของผู้ป่วย มือทั้งสองข้างวางท่ีบริเวณด้านข้างของต้นแขน

ทั้งสองขา้ ง
3. นักกายภาพบาบัดบอกให้ผู้ป่วยเอนตัวไปด้านขวา ก่อนการเคลื่อนไหว มือทั้งสองข้าง ของ

นักกายภาพบาบัดทา quick stretch ในทิศทางไปข้างซ้าย แล้วให้แรงต้านการเคล่ือนไหว
แบบ isometric contraction
4. นักกายภาพบาบัดบอกให้ผู้ป่วยเอนตัวไปด้านซ้าย แล้วให้แรงต้านการเคลื่อนไหวแบบ
isometric contraction
5. ทาตามขน้ั ตอนในข้อ 3 และ4 สลบั ไปมา

37 | P a g e

4.2 Techniques: Rhythmic stabilization (RS)
วธิ ีการ

1. ทาเรมิ่ ตนั ใหผ้ ู้ป่วยน่งั อาจนง่ั เหยียดขา (long iting) นงั่ ขดั สมาธิ (cross siting)
หรอื นง่ั หอ้ ยขาขา้ งเตยี ง (high sitting)

2. นักกายภาพบาบัดน่งั อยูด่ า้ นหลังของผ้ปู ว่ ย มือขวาวางทบี่ ริเวณไหปลาร้า
(cavicle) ข้างขวามือซ้ายวางบรเิ วณสะบกั (scapula) ข้างซา้ ยของผู้ป่วย

3. นกั กายภาพบาบัด บอกให้ผูป้ ่วยบิดหรือหมุนตัวไปด้านขวา ก่อนการเคลือ่ นไหว
มอื ขวาของ นักกายภาพบาบัดทา quick stretch ในทศิ ทางไปดา้ นหลงั แลว้ ให้
แรงด้านการเคลอ่ื นไหวแบบ isometric contraction

4. นักกายภาพบาบัดเปลยี่ นมือขวาวางที่บริเวณสะบักขา้ งขวา มือซ้ายวางบริเวณไห
ปลาร้าข้างซา้ ยของผปู้ ว่ ย แล้วบอกใหผ้ ้ปู ่วยบดิ หรอื หมุนตัวไปดา้ นซ้าย แลว้ ใหแ้ รง
ด้านการเคล่ือนไหวแบบ isometric contraction

5. ทาตามขน้ั ตอนในข้อ 3 และ4 สลับไปมา

รปู ท่ี 2.7 ทิศทางการให้แรงต้านผ้ปู ่วย ด้วยเทคนิค RS

[ดัดแปลงจาก (Areeudomwong & Buttagat, 2018)]

38 | P a g e

4.3 Techniques: Slow reversal hold (SRH)
วิธีการ
ทา่ เริม่ ตนั และทิศทางการการเคลื่อนไหวของผปู้ ว่ ยเหมือนเทคนิค rhythmic stabilization

ตา่ งกันตรงที่ นักกายภาพบาบัด ให้แรงต้านการเคล่อื นไหวแบบ isotonic contraction และทา
quick stretch ทกุ ครั้งก่อนการเคล่อื นไหวไปอีกทิศทางหนึ่ง อีกทั้งยังต้องทา isometric
contraction ในชว่ งการเคลอ่ื นไหวสุดท้ายอกี ด้วย (Hold)

39 | P a g e

5. Lower trunk: Lower trunk rocking (ใช้ push up boards)
Techniques: Alternating isometrics (AI)
วิธกี าร
1. ทาเริ่มตัน ให้ผูป้ ่วยนง่ั เหยยี ดขา (long sitting)
2. นักกายภาพบาบัดน่ังอย่ดู า้ นปลายเทา้ ของผู้ปว่ ย มือท้ังสองขา้ งจับทีส่ ันเทา้ ท้งั สองข้าง
ของผ้ปู ่วย
3. นกั กายภาพบาบัดบอกใหผ้ ู้ป่วยกดมือท้งั สองข้างที่ push up blocks ให้ยกสะโพกลอย
จากพนื้ มือ นักกายภาพบาบัดยกสนั เท้าทง้ั สองข้างของผู้ป่วยลอยจากพ้นื เช่นกัน โดยให้
สะโพกและสนั เท้าทั้งสองข้างอยูใ่ นระดบั เดยี วกนั
4. นักกายภาพบาบดั บอกใหผ้ ้ปู ว่ ยดึงสะโพกไปดา้ นหลัง ก่อนการเคลือ่ นไหวให้ นัก
กายภาพบาบัดทา quick stretch ในทิศทางดึงขาทั้งสองข้างมาด้านหน้า แล้วให้แรง
ดา้ นการเคล่ือนไหวแบบ isometric contraction
5. นักกายภาพบาบัด บอกให้ผปู้ ว่ ยดนั สะโพกไปด้านหน้า กอ่ นการเคลอ่ื นไหวให้ นัก
กายภาพบาบัดทา quick stretch ในทศิ ทางดันขาทัง้ สองข้างไปด้านหลัง แล้วใหแ้ รง
ด้านการเคล่ือนไหวแบบ isometric contraction
6. ทาซ้าตามขัน้ ตอนในข้อ 4-5

รปู ที่ 2.8 ท่าทางการฝกึ Lower trunk rocking ดว้ ยเทคนคิ AI

[ดดั แปลงจาก(Kamruecha, 2013)]

40 | P a g e

6. Sitting: rising to kneeling
Technique: Agonistic reversals (AR)
วิธกี าร

1. ทา่ เรมิ่ ต้น ใหผ้ ู้ป่วยนง่ั ทบั สันเท้าทั้งสองข้าง (siting on heels)
2. นกั กายภาพบาบัดนงั่ อยู่ต้านหลังของผู้ป่วย วางมือทบ่ี รเิ วณ ASIS (pelvis) ท้ังสองข้างของ

ผู้ปว่ ย
3. นักกายภาพบาบัดบอกให้ผู้ปว่ ยคกุ เข่าขน้ึ ก่อนการเคล่อื นไหวให้ นักกายภาพบาบัดทา

quick stretch ในทิศทางกดเฉยี งลงมาดา้ นหลัง แลว้ ใหแ้ รงตา้ นตลอดชว่ งการเคลอ่ื นไหว
4. นักกายภาพบาบัดบอกให้ผู้ป่วยยกสะโพกต้านกบั แรงต้านของ นักกายภาพบาบัดไว้ แล้ว

ใหผ้ ปู้ ่วยคอ่ ยๆ ลดแรงตา้ นลงเรื่อยๆ จนสะโพกกลบั มาอยทู่ ี่สนั เทา้ ท้งั สองข้าง เหมือนท่า
เร่ิมตนั
5. ทาซา้ ตามขนั้ ตอนในข้อ 4-5

รูปที่ 2.9 การฝึก rising to kneeling ด้วยเทคนิค AR
A นักกายภาพบาบัด Quick stretch แล้วให้ผู้ป่วยพยายามเยียดสะโพกขึ้น (ให้แรง
ตา้ นตลอดชว่ ง)
B ให้ผู้ป่วยค่อยๆ งอเข่าและสะโพกลงนง่ั ท่าเดิม (ให้แรงตา้ นตลอดช่วง)

41 | P a g e

7. Walking training
Technique: Resisted progression (RP)

วธิ ีการ
1) ผปู้ ว่ ยหากยนื ยังไมม่ ั่นคงสามารถฝกึ ใน parallel bar ได้
2) ก่อนเริ่มก้าวขา ให้นักกายภาพบาบัดทา quick stretch ในทิศทางตรงข้ามกับการก้าว
ขา แล้วให้ผู้ป่วยก้าวขาข้างนั้นมา โดยนักกายภาพบาบัดบาบัดให้แรงต้านตลอดการเคล่ือนไหวก้าว
ขา
3) สลับข้าง โดยทา quick stretch ก่อนก้าวทุกครั้ง และให้แรงต้านท่ีเหมาะสม โดยยอม
ใหส้ ามารถกา้ วขาได้

รปู ท่ี 2.10 การฝกึ เดินดว้ ยเทคนิค RP

42 | P a g e

เอกสารอา้ งอิง

Areeudomwong, P., & Buttagat, V. (2018). Proprioceptive neuromuscular facilitation
training improves pain-related and balance outcomes in working-age patients
with chronic low back pain: a randomized controlled trial. Braz J Phys Ther.

Beckers, D. (2014). Techniques. In S. Adler, S. (Ed.), PNF in Practice (4th ed., pp. 33-
51). Springer.

Buck, M., & Beckers, D. (2014). Basic Procedures for Facilitation. In S. S. Adler (Ed.), PNF
in Practice (4th ed., pp. 15-30). Springer

Hindle, K. B., Whitcomb, T. J., Briggs, W. O., & Hong, J. (2012). Proprioceptive
Neuromuscular Facilitation (PNF): Its Mechanisms and Effects on Range of
Motion and Muscular Function. J Hum Kinet, 31, 105-113.
https://doi.org/10.2478/v10078-012-0011-y

Kamruecha, W. (2013). Proprioceptive neuromuscular facilitation (PNF) [Handout for
lecture]. Department of Physical Therapy, Faculty of Associated medical
Sciences, Khon Kaen University.

Keese, F., Farinatti, P., Massaferri, R., Matos-Santos, L., Silva, N., & Monteiro, W. (2013).
Acute effect of proprioceptive neuromuscular facilitation stretching on the
number of repetitions performed during a multiple set resistance exercise
protocol. J Strength Cond Res, 27(11), 3028-3032.
https://doi.org/10.1519/JSC.0b013e31828a2c6c

Kumfu, S. (2021). Proprioceptive neuromuscular facilitation [Handout for lecture].
Department of Physical Therapy, School of Allied Health Sciences, University
of Phayao.

Medical, E. (2022, 13 March 2022). Mat Activities. Retrieved 7 August 2022 from
https://www.europeanmedical.info/flexion-abduction/mat-activities.html

Pereira, M. P., & Gonçalves, M. (2012). Proprioceptive Neuromuscular Facilitation
Improves Balance and Knee Extensors Strength of Older Fallers. ISRN
Rehabilitation, 2012, 402612. https://doi.org/10.5402/2012/402612

Ratanapinunchai, J. (2013). Strengthening technique for very weak muscle [Manual
laboratory]. Department of Physical Therapy, Faculty of Associated Medical
Sciences, Chiang Mai University.

Sharman, M. J., Cresswell, A. G., & Riek, S. (2006). Proprioceptive neuromuscular
facilitation stretching : mechanisms and clinical implications. Sports Med,
36(11), 929-939. https://doi.org/10.2165/00007256-200636110-00002

43 | P a g e


Click to View FlipBook Version