วิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค บันได 6ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นางสาวภัทรา ดำคง ตำแหน่ง ครู โรงเรียนเทศบาลห้วยยอดวิทยา เทศบาลตำบลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ผู้วิจัย ภัทรา ดำคง สถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลห้วยยอดวิทยา บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัด การเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 กับ เกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เพื่อศึกษาความมุ่งมั่นในการท างานหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาลห้วยยอดวิทยา 28 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Samping) เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนโดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น) แบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความ 3) แบบทดสอบการอ่านจับใจความ และ 4) แบบวัดความมุ่งมั่นในการ ทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ผลการวิจัย พบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม 5W 1H สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 77.86 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 มีความมุ่งมั่นในการทำงานหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า นักเรียน ชื่นชมผลงานด้วยความภาคภูมิใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ นักเรียนทุ่มเททำงาน พยายาม แก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานให้แล้วเสร็จ และนักเรียนเอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมายตามลำดับ
สารบัญ เรื่อง หน้า บันทึกข้อความ บทคัดย่อ บทที่ 1 บทนำ……………………………………………………………………………………………………………………….……….. 1 ความเป็นมาและความสำคัญ.......................................................................................................................... 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย..……………………………………………………………………………………………...………………. 2 สมมติฐานการวิจัย............................………………………………..…………………………….………….…..………………… 2 ขอบเขตการวิจัย.......……………………………………………………………………………………………………...…..…………. 2 นิยามศัพท์เฉพาะ………………………………………………………………………………………….……………….………………. 3 กรอบแนวคิดการวิจัย……………………………………………………………………………………………………..……………… 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ.............................................................................................................................3 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.……………………………………………………………………………….…………. 4 เทคนิคกาบันได 6 ขั้น.................................................................................................................................….4 การอ่านจับใจความ.....…………………………………………………………………………………………………………………… 9 ความมุ่งมั่นในการท างาน..……………………………………………………………………………………………..…….......... 12 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...................................................................................................................................... 13 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย........................................................................................................................... .14 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………………………………..…..………….. 14 เครื่องมือวิจัย............................................................................................................................................. ..14 การเก็บรวบรวมข้อมูล................................................................................................................................ 17 การวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................................................... 17 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................................... 18 บทที่ 5 สรุปผล และข้อเสนอแนะ.………………..……………………………………………………………….……………… 20 สรุปผลการวิจัย........................................................................................................................................... 20 ข้อเสนอแนะ............................................................................................................................................... 20 บรรณานุกรม............................................................................................................................................... 21 ภาคผนวก................................................................................................................................................... 23 ภาคผนวก ก ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น………………………………........................ 24 ภาคผนวก ข ตัวอย่างสื่อนวัตกรรม/แบบฝึกทักษะ............................................................................ ………31 ภาคผนวก ค แบบทดสอบอ่านจับใจความ และแบบวัดความมุ่งมั่นในการทำงาน................................ …..38 ภาคผนวก ง คะแนนหลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70.......................................................................... 46
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 กำหนดการจัดการศึกษาต้องยึดหลัก ว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มีความความรู้และทักษะด้านภาษา ครูซึ่งเป็นผู้สอนนั้นต้องเป็นผู้ออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ เลือกจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ ให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัด ได้ฝึกปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็นและทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545, หน้า 3) การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนโตและจนกระทั่งถึงวัยชรา การอ่านทำให้ รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทั่วโลก การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง พัฒนาการศึกษา พัฒนา อาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ กากรที่จะพัฒนาประเทศให้ เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่างๆ ก็ได้มา จากการอ่านนั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับสรุปบทบรรยายของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า "การอ่านหนังสือทำให้ได้เนื้อหาสาระความรู้มากกว่าหา ความรู้ด้วยวิธีอื่นๆ โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ สามารถฝึกคิดและสร้างจินตนาการได้เองขณะอ่าน ส่งเสริมให้มีสมองดี และมีสมาธิ เพราะขณะที่อ่านจิตต้องมุ่งมั่นอยู่กับข้อความนั้นๆ และทุกครั้งที่อ่าน ต้องมีการตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่าน ควรแปลงหัวเรื่องเป็นคำถามให้ติดเป็นนิสัย โดยการตั้งคำถาม แบบเปิดว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร การอ่านจับใจความนับเป็นหัวใจของการอ่าน การจับใจความอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ ผู้อ่านรู้และเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่อ่านได้ ผู้อ่านจึงสามารถนำความรู้ไปพัฒนาตนเอง ดังที่ ศิริวรรณ เสนา (2541, หน้า 40) กล่าวว่า ความเข้าใจในการอ่านถือเป็นหัวใจสำคัญของการอ่าน เพราะว่าถ้า ผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจในสิงที่อ่านและไม่สามารถจับใจความสำคัญของสิ่งที่อ่านได้ ผู้อ่านก็ไม่สามารถ จะนำ สาระความรู้และข้อเสนอไปใช้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองได้ การอ่านนั้นถือเป็นการอ่านที่ไม่ สมบูรณ์ ดังนั้น จึงกล่าวสรุปได้ว่า การอ่านมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตและการอ่านจับใจความที่มีประสิทธิภาพจะช่วย ให้ผู้อ่านรับรู้สาระเรื่องราวของเรื่องที่อ่านด้วยความเข้าใจและสามารถนำสาระความรู้จากเรื่องที่อ่าน
มาพัฒนาปรับปรุงตนเองให้เข้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ทำ ให้มีคุณภาพชีวิต ที่ดีและอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชา ท21102 ภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ท1.1 ม.1/2 จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน พบว่า การอ่านจับใจความของนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งปัญหาที่สำคัญในการอ่านของผู้เรียน คือ อ่านแล้วจับใจความไม่ได้ ไม่สามารถจำแนกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น และสรุปประเด็นสำคัญกับ ใจความรองได้ อีกทั้งยังขาดการฝึกฝนทักษะการอ่านจับใจความซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการสอน อ่านทำ ให้การอ่านไม่มีประสิทธิภาพ จากปัญหาและความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยได้ศึกษาเทคนิค บันได 6 ขั้น ประกอบได้ ขั้นที่ ๑ : อ่านเรื่องให้จบแล้วตั้งคำถาม ขั้นที่ ๒ : หาคำสำคัญ ขั้นที่ ๓ : ตัดส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๔ : เติมคำเชื่อม หาส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๕ : สังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง ขั้นที่ ๖ : หาใจความสำคัญได้ทุกบทอ่าน แล้วนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและช่วยให้ผู้เรียนมี ความเข้าใจในเรื่องที่อ่านมากขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อศึกษาความมุ่งมั่นในการทำงานหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 สมมติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 มีทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70
ขอบเขตการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ห้วยยอดวิทยา จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 30 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน เทศบาลห้วยยอดวิทยา จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Samping) เนื้อหา สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ท1.1 ม.1/2 จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน ตัวแปร ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 6 ขั้น ตัวแปรตาม ได้แก่ - ทักษะการอ่านจับใจความ - ความมุ่งมั่นในการทำงาน นิยามศัพท์เฉพาะ การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการ ขั้นที่ ๑ : อ่านเรื่องให้จบแล้วตั้งคำถาม ขั้นที่ ๒ : หาคำสำคัญ ขั้นที่ ๓ : ตัดส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๔ : เติมคำเชื่อม หาส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๕ : สังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง ขั้นที่ ๖ : หาใจความสำคัญได้ทุกบทอ่าน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและช่วยให้ผู้เรียน มีความเข้าใจในเรื่องที่อ่านมากขึ้น การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านแล้วเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถจับประเด็นสำคัญของ เรื่อง ตอบคำถามจากเรื่อง แปลความหมายของเรื่องที่อ่านและเข้าใจจุดหมายพร้อมทั้งสรุป สาระสำคัญที่อ่านได้อย่างครอบคลุม
ความมุ่งมั่นในการทำงาน หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ และรับผิดชอบใน การทำ หน้าที่การงานด้วยความเพียรพยายาม อดทน เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น - ทักษะการอ่านจับใจความ - ความมุ่งมั่นในการทำงาน 7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 7.1 ได้แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น สำหรับนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป 7.2 ได้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สำหรับนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 7.3 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีทักษะการอ่านจับใจความสูงขึ้น
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ขั้นที่ ๑ : อ่านเรื่องให้จบแล้วตั้งคำถาม ขั้นที่ ๒ : หาคำสำคัญ ขั้นที่ ๓ : ตัดส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๔ : เติมคำเชื่อม หาส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๕ : สังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง ขั้นที่ ๖ : หาใจความสำคัญได้ทุกบทอ่าน รายละเอียดดังนี้ 1. บันไดขั้นที่ 1 คือการอ่านเรื่องให้จบแล้วตั้งคำถาม ด้วยเทคนิค 5W1H (1)What อะไร (2) Where ที่ไหน (3) When เมื่อไหร่ (4) Who ใคร (5) Why ทำไม (6) How อย่างไร 2. บันไดขั้นที่ 2 หาคำสำคัญ ( key words ) จากบทที่อ่าน เป็นคำ กลุ่มคำ หรือประโยคเขียนเหมือนกันมี ความหมายเหมือนกันปรากฏซ้ำ ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ หรือ เป็นคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่เขียนต่างกันแต่มี ความหมายเหมือนกันปรากฏซ้ำ ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ 3.บันไดขั้นที่ 3 (ตัดส่วนขยายใจความสำคัญทิ้ง) ซึ่งลักษณะการขยายความมีหลายลักษณะ ดังนี้ ธรรมชาติของการเขียนนั้น การนำเสนอความคิดหรือความรู้ในงานเขียน ผู้เขียนไม่ได้เสนอแต่ใจความ สำคัญออกมาอย่างตรงไปตรงมา กล่าวคือ ผู้เขียนไม่ได้กล่าวตรงๆ ว่า เรื่องที่เขียนนั้นมีใจความสำคัญ อย่างไร แต่จะถูกห้อมล้อมด้วยบริบท ในโครงสร้างของการเขียนคือ การขยายความ อาจแสดงอยู่ในลักษณะ การให้คำจำกัดความ การอธิบายให้รายละเอียด การให้เหตุผล การยกตัวอย่าง หรือการเปรียบเทียบก็ ได้ดังนั้นหน้าที่ของผู้อ่านคือ การแยกใจความสำคัญออกจากข้อความที่เป็นส่วนขยายใจความสำคัญออกมาให้ ได้
4.บันไดขั้นที่4 (เติมคำเชื่อมหาส่วนขยายใจความสำคัญ) หากต้องการจับใจความสำคัญเราอาจ จำเป็นต้องเติมตำเชื่อมส่วนขยายใจความสำคัญ ครูอธิบายต่อไปว่า คำเชื่อมที่นิยมเติมในข้อความย่อหน้า ได้แก่ คำว่า กล่าวคือ เช่น จึง เพราะ เป็นต้น 5.บันไดขั้นที่5 (สังเกตคำหรือกลุ่มคำแสดงความขัดแย้งหรือตรงข้ามกันที่ปรากฏในย่อหน้า) คำหรือกลุ่มคำเป็นเครื่องเชื่อมความ คำหรือกลุ่มคำที่เป็นเครื่องเชื่อมในย่อหน้านั้นมีหลายลักษณะ แต่มีคำหรือ กลุ่มคำลักษณะหนึ่งที่ช่วยให้จับใจความสำคัญได้ง่ายขึ้น คือ คำหรือกลุ่มคำแสดงความขัดแข้งหรือตรงข้ามกัน เช่น แต่ ทว่า แต่หาก แต่ว่า แต่ทว่า อย่างไรก็ดี ในทางตรงข้าม ในทางกลับกัน ถึงแม้ ....แต่ เป็นต้น เพราะใจความสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อในย่อหน้านั้นอาจอยู่หลังคำหรือกลุ่มคำกล่าว 6.บันไดขั้นที่ 6 หาใจความสำคัญได้ทุกบทอ่าน ผู้เรียนสามารถสามารถจับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ทุก รูปแบบ สามารถนำเทคนิคการจัดการเรียนรู้บันได 6 ขั้น มาฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญได้ 1.1 ประเภทของคำถาม ทิศนา แขมมณี (2545, หน้า 25) กล่าวไว้ว่า การใช้คำถามเป็นเทคนิคที่ถือได้ว่า ครูสามารถ นำไปใช้ได้มากที่สุด สะดวกที่สุด ประหยัดเวลาที่สุด และหากใช้ได้ดีก็จะเกิดประโยชน์คุ้มค่าที่สุด การใช้คำถามที่ดีเพียง 1 คำถาม อาจช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมหาศาล ประเด็นที่เป็น ปัญหาก็คือ ครูผู้สอนจะตั้งคำถามให้ดีได้อย่างไร คำถามแบบใดที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดได้ ครูจำเป็นต้องมีเกณฑ์หรือหลักการเป้าหมายที่ใช้ในการตั้งคำถาม เทคนิคการตั้งคำถาม 5W 1H ตาม แนวคิดของ Bloom จำแนกประเภทคำถาม ได้ดังนี้ 1. คำถามระดับต่ำและระดับสูง 1.1 คำถามระดับต่างเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบระดับความจำของข้อมูลหรือเรียกได้ว่า เป็นคำถามที่ต้องการวัดความจำ นำมาใช้ในการทบทวนความรู้พื้นฐานหรือมโนทัศน์ 1.2 คำถามระดับสูงเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบในระดับแปลผล นำไปใช้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าหรือเรียกได้ว่าเป็นคำถามที่ต้องการวัดความคิด ช่วยพัฒนาผู้เรียนด้าน ทักษะความคิดและการให้เหตุผล 2. คำถามเกี่ยวกับผลกระบวนการและความคิดเห็น 2.1 คำถามเกี่ยวกับผลเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบในรูปแบบของการสรุปผลขั้นสุดท้าย 2.2 คำถามเกี่ยวกับกระบวนการเป็นคำถามที่ต้องการให้ผู้เรียนอธิบายถึงวิธีการ ดำเนินการหรือขั้นตอนที่นำไปสู่ผลขั้นสุดท้าย 2.3 คำถามเกี่ยวกับความคิดเห็นเป็นคำถามที่ต้องการให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจ หรือประเมินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
3. คำถามแบบปิดและเปิด 3.1 คำถามแบบปิดเป็นคำถามที่มีคำตอบเดียวมักใช้กับข้อมูลที่เป็นความจำ 3.2 คำถามแบบเปิดเป็นคำถามที่ให้คำตอบได้หลายอย่างใช้เพื่อเป็นการสร้างข้อมูล เพื่อให้เกิดการตอบสนองเฉพาะตัวและนำไปสู่การอภิปรายและการถามในขั้นต่อไป สุวิทย์ มูลคำ (2547, หน้า 74) ได้กล่าวถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้คำถามไว้ว่า เป็น กระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียน โดยผู้สอนจะป้อนคำถามในลักษณะต่างๆ ที่ เป็นคำถามที่ดี สามารถพัฒนาความคิดของผู้เรียน ถามเพื่อให้ผู้เรียนใช้ความคิดเชิงเหตุผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือการประเมินค่า เพื่อจะตอบคำถามเหล่านั้น ศาสตราจารย์ Curtuis แห่งมาหาวิทยาลัย มิชิแกนสหรัฐอเมริกา ได้จำแนกคำถามออกเป็น 12 แบบ ซึ่งเป็นลักษณะคำถามที่ใช้เพื่อความมุ่งหมาย ต่างกัน พอสรุปได้ดังนี้ 1. ถามเพื่อเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้ตอบคำเปรียบเทียบความเหมือนกับความต่างซึ่งจะต้องคิด อย่างรอบคอบเสียก่อนจึงจะตอบได้ เช่น สภาพภูมิประเทศของขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เหมือนหรือ แตกต่างกันอย่างไร 2. ถามเพื่อการตัดสินใจ ผู้ตอบจะต้องจำแนกและตัดสินใจให้แน่นอน เช่น คนไทยที่ประดิษฐ์ ฝนเทียมคือ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ใช่หรือไม่ 3. ถามเพื่อการนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เป็นการถามเพื่อการแก้ไขสถานการณ์ ต่างๆ โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์ที่มีอยู่แล้ว เช่น เมื่อเราหลงป่าเราจะหาทางออกจากป่าได้ อย่างไรจึงจะปลอดภัยที่สุด 4. ถามเพื่อการจำแนก เพื่อต้องการให้ผู้ตอบคิดจำแนกหรือจัดหมวดหมู่หรือจัดพวกใหม่ โดย อาศัยการเปรียบเทียบในด้านความแตกต่าง ความเหมือน ความสัมพันธ์และการจัดกลุ่มใหม่ เช่น ส้มตำ ประกอบด้วยสารอาหารหมู่ใดบ้าง 5. ถามความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผล เป็นคำถามที่ผู้ตอบสังเกตปรากฏการณ์ว่า เกิดขึ้นได้ อย่างไร ผลที่เกิดขึ้นอย่างไร เช่น ฝนตกกับลูกเห็บ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร 6. ถามเพื่อให้ทราบความมุ่งหมาย เป็นการถามที่ให้ผู้ตอบบอกความมุ่งหมายของเนื้อเรื่อง เช่น หนังสือเรื่องพระมหาชนก เนื้อเรื่องทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายสำคัญอะไรบ้าง 7. ถามเพื่อให้เกิดความคิดวิจารณ์ เป็นการถามเพื่อให้ผู้ตอบคิดในเรื่องความสมบูรณ์ ความ ถูกต้อง ซึ่งก่อนจะตอบนั้นผู้ตอบต้องใคร่ครวญเสียก่อน เช่น เรื่องการจัดงานกีฬาสีที่ผ่านมามีอะไรที่ เป็นบทเรียนที่ต้องคำนึงถึง อะไรบ้างที่คิดว่าดี และอะไรที่ยังบกพร่องอยู่ควรแก้ไข
8. ถามเพื่อให้แสดงความคิดเห็น เพื่อให้ผู้ตอบเกิดการสรุปผล ตัดสินใจ โดยอาศัยข้อมูล ความจริง หลักการเป็นเกณฑ์ เช่น ผืนป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศชาติกลายเป็นสภาพป่าที่ ทรุดโทรมในปัจจุบันคงเหลือผืนป่าไม้รวมทั้งป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์อีกเพียงไม่ถึงร้อยละ 20 ของ ผืนดินทั้งหมด ท่านคิดว่า อีก 10 ปีข้างหน้าประเทศของเราจะมีสภาพเป็นอย่างไร 9. ถามเพื่อเกิดการอภิปราย เป็นการถามเพื่อให้ได้มีการถกเถียง การพินิจพิจารณา การตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ท่านคิดว่าควรสอนเพศศึกษาในโรงเรียนหรือไม่เพราะเหตุใด 10. ถามเพื่อให้ก าหนดนิยามหรือคำอธิบาย เป็นคำถามเพื่อให้สรุปความคิดรวบยอด หรือ ความหมาย คำนิยาม คำอธิบายในแต่ละคำหรือวลี เพื่อให้เรื่องราวนั้นกระจ่างขึ้น เช่น โปรดอธิบายคำ ว่า “จัดระเบียบสังคม” โดยย่อ 11. ถามเพื่อให้สังเกต คำถามชนิดนี้ต้องการให้หาค าตอบโดยวิธีการสังเกต เช่น ในปีนี้ เพื่อนๆ ของเราเดินทางมาโรงเรียนโดยวิธีใดมากที่สุด 12. ถามเพื่อยั่วยุดให้เกิดคำถามใหม่ๆ อีก ระหว่างที่ผู้เรียนกำลังคิด กำลังอ่านหรือกำลัง ปฏิบัติงานอยู่ ผู้สอนอาจถามถึงงานที่เขากำลังคิด กำลังทำ ว่าพบปัญหาอะไรหรือไม่ เช่น ขณะที่ ผู้เรียนกำลังทดลองเรื่องการทำปุ๋ยชีวภาพ มีข้อสงสัยอะไรหรือไม่ 1.2 เทคนิคการใช้คำถามในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ภพ เลาหไพบูลย์ (2542, หน้า 207-208) กล่าวถึงเทคนิคการใช้คำถามดังนี้ 1. เตรียมคำถามไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้ไปสู่ประเด็นที่ต้องการ 2. คำนึงถึงลักษณะของคำถามที่ดี และถามให้เป็นภาษาพูดง่ายๆ 3. ใช้คำถามหลายประเภททั้งคำถามแบบแคบและแบบกว้าง 4. ถามผู้เรียนให้ทั่วถึงทั้งชั้น เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและตอบคำถาม 5. ไม่ควรให้ผู้เรียนตอบพร้อมกันทั้งชั้น เพราะจะทำให้ผู้เรียนบางคนไม่สนใจคำถาม และครู ประเมินไม่ได้ว่าใครเกิดการเรียนรู้แล้วหรือไม่ 6. ให้ผู้เรียนตอบคำถามด้วยความสมัครใจ การเรียกให้ผู้เรียนตอบคำถามโดยที่ยังไม่พร้อม จะทำ ให้ขาดความมั่นใจในการตอบ 7. ไม่เรียกชื่อผู้เรียนก่อนถาม เพราะคนอื่นจะไม่สนใจคำถามและไม่สนใจคิดหาคำตอบ 8. เมื่อถามคำถามแล้ว ครูควรเว้นระยะเวลาเพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิด 9. ไม่ควรทวนคำถามหรือตอบคำถาม เพราะจะทำให้ผู้เรียนไม่สนใจฟัง
10. ถามคำถามจากง่ายไปหายาก ซึ่งจะเป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนอยากตอบ 11. เมื่อได้คำตอบที่ยังไม่ชัดเจนหรือไม่สมบูรณ์ ครูควรถามให้ผู้เรียนขยายคำตอบให้ชัดเจน ลึกซึ้งขึ้น 12. ควรใช้กิริยาท่าทาง และน้ำเสียงเป็นส่วนประกอบในการถาม ซึ่งจะช่วยให้บรรยากาศของ การใช้คำถามดียิ่งขึ้น 13. เมื่อถามคำถามแล้ว ครูไม่ควรชี้แนวทางหรือคำตอบให้ผู้เรียนทันทีหรือครูตอบคำถามเอง เพราะจะทำให้ผู้เรียนไม่คิด 14. เมื่อผู้เรียนตอบถูก ควรกล่าวคำชมเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เรียนอยากตอบคำถามต่อไป แต่ เมื่อผู้เรียนตอบผิดไม่ควรตำหนิ กรมวิชาการ (2546, หน้า 80) กล่าวถึงเทคนิคการใช้คำถาม ดังนี้ 1. ควรตั้งคำถามก่อนแล้วจึงเรียกชื่อผู้เรียนที่จะซักถาม (กรณีถามรายบุคคล) และตั้งคำถาม ด้วยความยิ้มแย้มเป็นกันเอง ไม่เครียด 2. วางแผนในการตั้งคำถามไว้ก่อน 3. ตั้งคำถามหลากหลาย ครอบคลุมวัตถุประสงค์ เนื้อหา ถามคำถามระดับต่ำถึงระดับสูง 4. ถามคำถามทีละข้อ อย่าถามทีละหลายคำถามพร้อมกัน 5. ถามคำถามจากง่ายไปหายาก ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจในการตอบคำถามที่ยากขึ้น 6. พยายามถามผู้เรียนให้ทั่วทุกคน อย่าถามเฉพาะเจาะจงคนใดคนหนึ่ง 7. ถ้าผู้เรียนตอบคำถามไม่สมบูรณ์ ครูผู้สอนควรให้ข้อมูลเพิ่มเติมและให้แรงจูงใจหรือขวัญ กำลังใจ 8. ถามคำถามซ้ำ กรณีที่ผู้เรียนไม่เข้าใจคำถามหรือฟังไม่ทัน 9. กรณีผู้เรียนไม่เข้าใจค าถามซึ่งเป็นคำที่ยาก ควรเปลี่ยนคำถามที่ง่ายๆ 10. กรณีผู้เรียนตอบไม่ได้ ครูควรชี้แนะ อธิบายข้อมูลเพิ่มเติม และไม่ควรรีบแนะนำคำตอบ จนเกินไป สุวิทย์ มูลคำและอรทัย มูลคำ (2547, หน้า 85) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถาม มีดังนี้ 1. ขั้นวางแผนการใช้คำถาม ผู้สอนควรวางแผนไว้ล่วงหน้า จะใช้คำถามวัตถุประสงค์ใด รูปแบบหรือประการใดที่จะสอดคล้องกับเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ของบทเรียน 2. ขั้นเตรียมคำถาม ผู้สอนควรจะเตรียมคำถามที่จะใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการ สร้างคำถามอย่างมีหลักเกณฑ์
3. ขั้นการใช้คำถาม ผู้สอนสามารถใช้คำถามในทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และอาจจะสร้างคำถามใหม่ที่นอกเหนือจากคำถามที่เตรียมไว้ก็ได้ ทั้งนี้ต้องเหมาะสมกับเนื้อหาและ สถานการณ์นั้นๆ 4. ขั้นสรุปและประเมินผล การสรุปบทเรียนผู้สอนอาจจะใช้คำถามเพื่อการสรุปบทเรียนก็ได้ การประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการประเมินตามสภาพจริง จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น
2. การอ่านจับใจความ 2.1 ความหมาย สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2545) กล่าวไว้ว่า การอ่านจับใจความไว้ว่าเป็นความชำนาญหรือ เชี่ยวชาญในการอ่านที่ผู้อ่านสามารถจับใจความเรื่องที่อ่านได้ถูกต้องจะต้องฝึกฝนทำความคุ้นเคยกับ สัญลักษณ์ที่ผู้เขียนกำหนดขึ้น ผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจความหมายแล้วใช้ความคิดเห็นของตนช่วย ตัดสินใจในการเลือกใจความสำคัญ กรมวิชาการ (2546) ให้ความหมายการอ่านจับใจความสำคัญไว้ว่า เป็นการอ่านที่มุ่งค้นสาระ ของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสำคัญและส่วนขยายความสำคัญของเรื่อง ใจความสำคัญของเรื่องคือข้อความที่มีเนื้อหาสาระคลุมข้อความอื่นๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องนั้นทั้งหมด นองนิตย์ เนยจอหอ (2547) กล่าวไว้ว่า การอ่านจับใจความเป็นการทำความเข้าใจหรืออ่าน ข้อความจากเรื่อง สามารถจับใจความสำคัญ แปลความหมายให้ตรงกับที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารของ เรื่องนั้น ณัฐสุภางค์ ยิ่งสง่า (2550) กล่าวว่า การอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง ความรู้ ความ เข้าใจในการอ่านเนื้อเรื่องจนสามารถจับใจความ สาระสำคัญของเรื่องจากการแปลความ ตีความ ขยายความ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ รวมทั้งเขียนสื่อความจากเรื่องที่อ่านได้ สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความ หมายถึง การอ่านแล้วเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถจับประเด็น สำคัญของเรื่อง ตอบคำถามจากเรื่อง แปลความหมายของเรื่องที่อ่านและเข้าใจจุดหมายพร้อมทั้งสรุป สาระสำคัญที่อ่านได้อย่างครอบคลุม 2.2 ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ ทิศนา แขมมณี (2547, หน้า 60) ได้กล่าวถึงทฤษฎีทางจิตวิทยาการศึกษาที่นำมาใช้ใน การสอนอ่านจับใจความ ดังนี้ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Thorndike ซึ่งเน้นทางด้านสติปัญญา โดยกล่าวว่า ผู้ที่มีสติปัญญาดี จะสามารถรับรู้ และอ่านจับใจความได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตรงกันข้ามกับผู้มีสติปัญญาไม่ดีจะใช้เวลาใน การอ่านเพิ่มขึ้น ดังนั้น การให้ผู้เรียนได้รับการฝึกฝนบ่อยๆ ก็เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะใน การอ่านจับใจความได้ดีขึ้น 2. ทฤษฎีการให้สิ่งเร้าและการตอบสนอง เน้นการกระทำซ้ำๆ จนตอบสนองโดยอัตโนมัติ ดังนั้นการจัดหาเรื่องที่ตรงกับความสนใจก็จะเป็นสิ่งเร้าที่ช่วยให้เกิดความต้องการที่จะอ่าน ผลที่ได้คือ การตอบสนองที่ดี 3. ทฤษฎี Gestalt เน้นความส าคัญของการจัดเตรียม คือ กฎของการรับรู้ที่ประยุกต์เข้ามาสู่ การสอนอ่าน ซึ่งแยกเป็นกฎ 3 ข้อ คือ
3.1กฎของความคล้ายกันเป็นการจัดสิ่งที่คล้ายกันเอาไว้ด้วยกัน เช่น คำที่คล้ายกัน โครงสร้างของประโยค เนื้อเรื่อง รวมทั้งสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน หากจัดไว้เป็นหมวดหมู่ก็จะช่วย ให้เกิดการรับรู้ได้เร็วขึ้น 3.2 กฎของความชอบเป็นหลักสำคัญของการสอนอ่านจับใจความ หากผู้เรียนได้อ่านใน สิ่งที่ตนชอบก็จะช่วยให้กิจกรรมการเรียนการสอนมีความหมายต่อตัวผู้เรียน 3.3 กฎการต่อเนื่องเป็นการพิจารณาโครงสร้างการสอนอ่านให้มีลักษณะต่อเนื่องกัน ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาการอ่านเป็นไปโดยไม่ได้หยุดชะงักอ่านก็จะมีกระบวนการรับสารและใช้สมอง พิสูจน์ว่าเหมือนหรือต่างจากประสบการณ์เดิมของตนอย่างไร และมีการเก็บไว้แล้วนำมาใช้จริงเมื่อ ต้องการ จากทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความดังกล่าว ครูผู้สอนควรนำมา ประยุกต์ใช้โดยการให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนบ่อยๆ เน้นการกระทำซ้ำๆ จัดหาเรื่องที่ตรงกับความสนใจของ ผู้เรียน และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีความหมายต่อตัวผู้เรียน เพื่อให้เกิดทักษะการอ่านจับ ใจความเพิ่มมากขึ้น และทำให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 2.3 การสอนอ่านจับใจความ กรมวิชาการ (2546) เสนอแนวทางการอ่านจับใจความให้บรรลุจุดประสงค์ มีดังนี้ 1. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน หรือ เพื่อบอกเจตนาของผู้เขียน เพราะเป็นแนวทางให้กำหนดการอ่านได้อย่างเหมาะสม และจับใจความหรือ คำตอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 2. สำรวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าวๆ เช่น ชื่อเรื่อง คำนำ สารบัญ คำชี้แจงการใช้ หนังสือ ภาคผนวก ฯลฯ เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องหรือ หนังสือที่อ่านได้อย่างกว้างขวาง 3. ทำความเข้าใจลักษณะของหนังสือว่าประเภทใด เช่น สารคดี ตำรา บทความ ซึ่งจะช่วยให้ มีแนวทางในการอ่านจับใจความได้ง่าย 4. ใช้ความสามารถทางภาษาในด้านการแปลความหมายของคำประโยค และข้อความต่างๆ อย่างถูกต้อง รวดเร็ว 5. ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาประกอบ จะทำให้เข้าใจและจับใจความ ที่อ่านได้ง่ายและรวดเร็ว
สรุปได้ว่า การสอนอ่านจับใจความเป็นการมุ่งเน้นสาระของเรื่องที่อ่าน เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน ให้กับผู้เรียนอย่างมีขั้นตอน เพื่อให้อ่านเรื่องแล้วบอกสาระของเรื่องได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และสรุปใจความสำคัญของเรื่องได้ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ครูต้องฝึกฝนให้แก่ผู้เรียน เพื่อ การแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง และเพิ่มประสบการณ์ในการอ่านจะทำให้การอ่านจับใจความประสบ ความสำเร็จ สามารถนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี 2.4 การประเมินผลความสามารถในการอ่านจับใจความ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2545) ได้เสนอแนวทางการประเมินการอ่านจับใจความโดยใช้ เกณฑ์พิจารณาเนื้อเรื่องที่อ่านจับใจความไว้ 2 วิธี คือ 1. การใช้เครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบ ผู้อ่านจะต้องตอบคำถามได้ร้อยละ 70 ขึ้นไป การยึดเกณฑ์นี้ นักการศึกษามีความเห็นว่าผู้อ่านได้พลาดเนื้อหาบางตอนไปร้อยละ 30 แล้วหายึดเกณฑ์ ประเมินที่ต่ำกว่านี้ จะทำให้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเหตุการณ์สำคัญของเรื่อง 2. การใช้แบบประเมินค่า โดยใช้ระดับตัวอักษรแล้วตีค่าออกมาเป็นคะแนน เช่น เมื่อผู้อ่าน ประเมินการอ่านจับใจความของตนแล้ว รวมคะแนนทั้งหมดในแต่ละช่อง สมมติให้แบบประเมินค่า ทั้งหมดมี 20 ข้อ มีระดับตัวเลือก 4 ระดับตัวอักษะ 4 ระดับ คือ มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด มี ค่าคะแนนเป็น 4 3 2 1 ตามล าดับ ถ้าเครื่องหมายในช่อง “มาก” ทุกช่องจะได้คะแนนเต็ม 80 คะแนน ระดับคะแนนที่ได้มีขอบเขต ดังนี้ คะแนน 72 – 80 เท่ากับ 4 หมายถึง ดี คะแนน 52 – 71 เท่ากับ 3 หมายถึง ค่อนข้างดี คะแนน 32 – 51 เท่ากับ 2 หมายถึง พอใช้ คะแนน 0 – 31 เท่ากับ 1 หมายถึง ปรับปรุง ผู้อ่านที่ประเมินการอ่านจับใจความของตนเองแล้ว หากรวมคะแนนแล้วอยู่ในระดับ 4 และ 3 แสดงว่ามีความสามารถในการอ่านจับใจความที่น่าพอใจ แต่ถ้าผลที่ได้อยู่ในระดับ 2 หรือ 1 ผู้อ่านควร ปรับปรุงเพื่อพัฒนาคุณภาพการอ่านจับใจความให้ดีขึ้น กรมวิชาการ (2546) ได้เสนอแนวทางการทดสอบทางภาษาด้านทักษะการอ่านจับใจความ ดังนี้ 1. การอ่านจับใจความ เป็นการทดสอบการรับรู้ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ วารสาร ประกาศ โฆษณา จดหมาย ฯลฯ กิจกรรมในการทดสอบทักษะการอ่าน จำแนกได้ดังนี้
1.1 กิจกรรมที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เข้าสอบได้อ่านข้อความที่มีความยาวตามความ เหมาะสมที่เป็นงานเขียนประเภทต่างๆ เช่น บทความจากหนังสือพิมพ์และวารสาร รายละเอียด สนับสนุน หรือเป็นรายละเอียดที่แย้งกัน เพื่อให้ข้อมูลตรงกันข้าม ตลอดทั้งเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง รายละเอียดด้วยกัน 1.2 ความสามารถอ่านจับในความ สามารถระบุแก่นเรื่อง หัวเรื่องและใจความสำคัญ ของเรื่องที่อ่านได้ 1.3 ความสามารถวิเคราะห์และประเมินความสัมพันธ์ของเนื้อความ และสุนทรียศาสตร์ การใช้ภาษา สามารถใช้ความรู้ด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ ความเข้าใจสิ่งที่อ่านและความรู้เกี่ยวกับรูปแบบ ลีลาภาษาที่ใช้ในบทอ่านที่เป็นตัวกระตุ้น วิเคราะห์ ประเมินและสรุปได้ว่า สารที่อ่านนั้นเป็นสาร ประเภทใด ลีลาภาษาที่ใช้เป็นทางการหรือไม่ทางการ เจตนาทัศนคติของผู้เขียนที่แฝงอยู่สามารถความ น่าเชื่อถือของสมมติฐานที่ผู้เขียนตั้งไว้ ความเป็นไปได้ของข้อสรุป ตลอดจนสามารถประเมิน ประสิทธิภาพของการอ่านนั้นได้ว่า มีความชัดเจนเข้าสู่ประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อมและใช้ภาษาได้อย่าง กระชับ และการก าหนดความสามารถตามเกณฑ์อาจใช้มาตราส่วนประมาณค่าเป็นระดับ ดังนี้ 1 หมายถึง ไม่มีความสามารถ 2 หมายถึง มีความสามารถน้อย 3 หมายถึง มีความสามารถพอประมาณ 4 หมายถึง มีความสามารถมาก 5 หมายถึง มีความสามารถยอดเยี่ยม สรุปได้ว่า การวัดความสามารถการอ่านจับใจความของผู้เรียนท าได้หลายวิธี เช่น วัดและ ประเมินผลโดยการทดสอบ วัดผลอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ใช้เครื่องมือวัดผลควร สอดคล้องกับจุดหมายในการประเมินนั้น
3. มุ่งมั่นในการทำงาน มุ่งมั่นในการทำงาน หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงออกถึงความตั้งใจ และรับผิดชอบใน การทำ หน้าที่การงานด้วยความเพียรพยายาม อดทน เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย ผู้ที่มุ่งมั่นในการทำงาน คือ ผู้ที่มีลักษณะซึ่งแสดงออกถึงความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมายด้วยความเพียรพยายาม ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ให้สำเร็จ ลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดด้วยความรับผิดชอบ และมีความภาคภูมิใจในผลงาน ตัวชี้วัดและพฤติกรรมบ่งชี้ ตัวชี้วัด พฤติกรรมบ่งชี้ 1.ตั้งใจและรับผิดชอบใน การปฏิบัติหน้าที่การงาน 1.1 เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 1.2 ตั้งใจและรับผิดชอบในการทำงานให้แล้วเสร็จ 1.3 ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานด้วยตนเอง 2. ทำงานด้วยความเพียร พยายาม และอดทนเพื่อให้ งานสำเร็จตามเป้าหมาย 2.1 ทุ่มเททำงาน อดทน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน 2.2 พยายามแก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานให้แล้วเสร็จ 2.3 ชื่นชมผลงานด้วยความภาคภูมิใจ เกณฑ์การให้คะแนน (ใช้ข้อมูลจากการสังเกตตามสภาพจริงของครูผู้สอน) พฤติกรรมบ่งชี้ ไม่ผ่าน (0) ผ่าน (1) ดี (2) ดีเยี่ยม (3) ข้อ 1 - 2 ไม่ตั้งใจปฏิบัติ หน้าที่การงาน ตั้งใจและรับผิดชอบ ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ ได้รับมอบหมายให้ สำเร็จ ตั้งใจและรับผิดชอบ ใน การปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายให้ สำเร็จ มีการปรับปรุง และพัฒนาการทำ งาน ให้ดีขึ้น ตั้งใจและรับผิด ชอบในการปฏิบัติ หน้าที่ที่ได้รับมอบ หมายให้ สำเร็จ ปรับปรุงและ พัฒนาการทำงาน ให้ดีขึ้นภายใน เวลาที่ กำหนด
4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้ เทคนิคการตั้งค าถาม 5W 1H ดังนี้ ดวงพร เฟื่องฟู (2560) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W 1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W 1H โดยมีคะแนน เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 81.25 กมลพร ทองนุชและจุไรรัตน์ ลักษณะศิริ (2561) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบความสามารถใน การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W 1H และการสอนปกติ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H หลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้การสอนปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W 1H หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05 นิมิตร สิทธิศุภเศรษฐ์ (2561) ได้ศึกษาการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้ เทคนิค 5W 1H กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการอ่านจับใจความหลังการใช้แบบฝึกโดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70.00 รุ่งทิพย์ ปราโมทย์พันธุ์และเสกสรรค์ แดงสุวรรณ (2561) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะ การอ่านจับใจความส าคัญโดยใช้เทคนิค 5W 1H ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความส าคัญโดยใช้เทคนิค 5W 1H ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 74.2/90.2 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนด 70/70 และ 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ผู้วิจัยดำเนินการ ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล รายละเอียดดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาลห้วยยอดวิทยา จำนวน ทั้งหมด 28 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน เทศบาลห้วยยอดวิทยา จำนวน ทั้งหมด 28 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Samping) เครื่องมือวิจัย เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ แบบทดสอบการอ่านจับใจความ และแบบวัดความมุ่งมั่นใน การทำงาน รายละเอียด ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ผู้วิจัยดำเนิน การสร้างและหา คุณภาพ ดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสาร ต าราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ และวิธีสอน โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น
1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้าง ความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ท1.1 ม.1/2 จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน ขั้นที่ ๑ : อ่านเรื่องให้จบแล้วตั้งคำถาม ขั้นที่ ๒ : หาคำสำคัญ ขั้นที่ ๓ : ตัดส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๔ : เติมคำเชื่อม หาส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๕ : สังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง ขั้นที่ ๖ : หาใจความสำคัญได้ทุกบทอ่าน แล้วนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและช่วยให้ผู้เรียนมี ความเข้าใจในเรื่องที่อ่านมากขึ้น 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความเหมาะสม โดยใช้เกณฑ์ ดังนี้ 5 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด 4 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมาก 3 คะแนน หมายถึง เหมาะสมปานกลาง 2 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อย 1 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด โดยเกณฑ์การยอมรับความเหมาะสม ต้องมีค่าตั้งแต่ 3.51 ขึ้นไป โดยกำหนดค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.51-5.00 หมายถึง ความเหมาะสมมากที่สุด 3.51-4.50 หมายถึง ความเหมาะสมมาก 2.51-3.50 หมายถึง ความเหมาะสมปานกลาง 1.51-2.50 หมายถึง ความเหมาะสมน้อย 1.00-1.50 หมายถึง ความเหมาะสมน้อยที่สุด 1.5 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับสมบูรณ์ สำหรับเก็บข้อมูลต่อไป 2. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ท1.1 ม.1/2 จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน
2.2 ศึกษาหลักการ แนวคิดเกี่ยวกับหลักการสร้างแบบฝึกทักษะ 2.3 สร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความให้สอดคล้องกับมาตรฐาน การเรียนรู้และตัวชี้วัด 2.4นำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความไปให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องและความเหมาะสมของเนื้อหาในแต่ละกิจกรรมระยะเวลาการวัดและ ประเมินผล พร้อมทั้งนำมาปรับปรุงแก้ไข 2.5 นำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ และจัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล 3. แบบทดสอบการอ่านจับใจความ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ดำเนิน การสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 3.1 ศึกษาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ท1.1 ม.1/2 จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน 3.2 ศึกษาเอกสาร ตาราและงานวิจัยที่เกี่ยวกับหลักการสร้างแบบทดสอบ 3.3 สร้างแบบทดสอบการอ่านจับใจความ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3.4 นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดย พิจารณาหาค่าความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์หรือเนื้อหา โดยใช้วิธีการหาค่า IOC พบว่ามีค่าอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 3.5 นำ แบบทดสอบไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 28 คน ที่เคย เรียนเนื้อหานี้มาแล้ว นำมาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีการ KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก 3.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และจัดพิมพ์ฉบับสมบูรณ์ 4. แบบวัดความมุ่งมั่นในการทำงาน มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 4.1 ศึกษาเอกสาร ต าราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและตัวบ่งชี้ความมุ่งมั่น ในการทำงาน 4.2 กำหนดโครงสร้าง พฤติกรรมและตัวบ่งชี้ความมุ่งมั่นในการทำงานที่ต้องการวัด ดังนี้ 1) เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 2) ตั้งใจและรับผิดชอบในการทำงานให้แล้วเสร็จ 3) ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานด้วยตนเอง 4) ทุ่มเททำงาน พยายามแก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานให้แล้วเสร็จ
5) ชื่นชมผลงานด้วยความภาคภูมิใจ 4.3 สร้างแบบวัดความมุ่งมั่นในการทำงาน เกณฑ์การให้คะแนน และการแปลผลคะแนน 4.4 นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความเที่ยงตรงรายข้อ 4.5 นำไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้วนำมาวิเคราะห์ ค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีการหาสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 4.6 ปรับปรุงแก้ไข จัดพิมพ์แบบวัดความมุ่งมั่นในการทำงานฉบับสมบูรณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น โดยมีขั้นตอนการตั้งคำถาม ดังนี้ 1) และมีการทำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความในระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1ท าแบบทดสอบการอ่านจับใจความ และแบบวัดความมุ่งมั่น ในการทำงาน หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย และร้อยละ 2. การศึกษาความมุ่งมั่นในการทำงานความหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แปลผลค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.50 – 5.00 หมายถึง มีความมุ่งมั่นในการทำงาน อยู่ในระดับมากที่สุด 3.50 – 4.49 หมายถึง มีความมุ่งมั่นในการทำงาน อยู่ในระดับมาก 2.50 – 3.49 หมายถึง มีความมุ่งมั่นในการทำงาน อยู่ในระดับปานกลาง 1.50 – 2.49 หมายถึง มีความมุ่งมั่นในการทำงาน อยู่ในระดับน้อย 1.00 – 1.49 หมายถึง มีความมุ่งมั่นในการทำงาน อยู่ในระดับน้อยที่สุด
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ ดังนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อศึกษาความมุ่งมั่นในการทำงานหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้นกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 พบผลดังตารางที่ 1 ตารางที่1แสดงผลการเปรียบเทียบทักษะทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทค นิคบันได 6 ขั้นกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 28คน ทั้งก่อนใช้แบบฝึกและ หลังใช้แบบฝึก เลขที่ รายชื่อนักเรียน คะแนนเต็ม (30) คะแนนก่อน ใช้แบบฝึก T1 คะแนนเต็ม(30) คะแนนหลังใช้ แบบฝึก T2 ผลรวมของผลต่าง ของคะแนนก่อน เรียนและหลังเรียน £D 1 เด็กชายประจักร บริพันธ์ 11 25 14 2 เด็กชาย พีรพัฒน์ เขาทอง 9 23 14 3 เด็กชาย ธนกฤต พลอินทร์ 8 20 12 4 เด็กชาย ภูปกรณ์ สังข์แก้ว 10 22 12 5 เด็กชาย ปริญญา นาคแท้ 8 21 13 6 เด็กชาย ศักดิ์นรินทร์ พุทธา 12 27 10 7 เด็กชาย นวพรรษ บุญชูช่วย 7 22 15 8 เด็กชาย สิทธิพล วิเชียรชม 12 25 12 9 เด็กชาย พีสิษฐ์ เดโชศาสตร์ 10 23 13 10 เด็กชาย ลลาศักดิ์ ขุนทอง 11 20 11 11 เด็กชาย เมธาสิทธิ์ คีรีเดช 9 22 13 12 เด็กชาย ติณห์ภัทร ทะบัน 10 21 11 13 เด็กชาย ภัทรกร โพธิ์ถาวร 9 27 18
14 เด็กชาย ชัชนาท อบอุ่น 13 22 9 15 เด็กชาย นวปฎล สุขเอม 7 23 16 16 เด็กชาย ขจรศักดิ์ สายทองแท้ 9 25 16 17 เด็กหญิงณัฐวดี รอดสวัสดิ์ 12 26 14 18 เด็กหญิงธีรกานต์ แซ่คู 9 21 12 19 เด็กหญิงอาภา กาญจนสุวรรณ์ 11 25 1๔ 20 เด็กหญิงกัญญาณัฐ ปานสังข์ 11 23 12 ๒๑ เด็กหญิงภัทรวดี คีรีเดช ๗ ๒๑ ๑๔ ๒๒ เด็กหญิงจินดาพร จันทร์แก้ว ๗ ๒๒ ๑๕ ๒๓ เด็กหญิงนัชชนันท์ สมาธิ ๙ ๒๔ ๑๕ ๒๔ เด็กหญิงนิชาภัทร สังข์โชติ ๑๑ ๒๖ ๑๕ ๒๕ เด็กหญิงเจนจิรา ดำแก้ว ๑๒ ๒๕ ๑๓ ๒๖ เด็กหญิงศุภาพิชญ์ แก้วพรม ๖ ๒๖ ๒๐ ๒๗ เด็กหญิงกนกณัฐ พลเยี่ยม ๘ ๒๗ ๑๙ ๒๘ เด็กหญิงสุภัชชา จงจิตร 8 20 12 รวมทั้งหมด ๒๖๖ ๖๕๔ ๓๘๔ เฉลี่ย( X ) 9.50 23.36 13.71 ค่าร้อยละ 31.67 77.86 45.71 จากตารางที่ 1 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 มีทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดกิจกรรมการเรียน โดย ใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยมีคะแนนเฉลี่ย 23.36 คิดเป็น ร้อยละ 77.86 การศึกษาความมุ่งมั่นในการทำงานหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1ผลการศึกษาความมุ่งมั่นในการทำงานหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 พบผลดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 แสดงผลการศึกษาความมุ่งมั่นในการทำงานหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 28 คน ความมุ่งมั่นในการทำงาน × S.D ระดับ 1.เอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4.49 0.66 มาก 2. ตั้งใจและรับผิดชอบในการทำงานให้แล้วเสร็จ 4.43 0.56 มาก 3. ปรับปรุงและพัฒนาการทำงานด้วยตนเอง 4.34 0.73 มาก 4.ทุ่มเททำงาน พยายามแก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานให้แล้ว เสร็จ 4.63 0.55 มากที่สุด 5.ชื่นชมผลงานด้วยความภาคภูมิใจ 4.66 0.48 มากที่สุด เฉลี่ยรวม 4.51 0.43 มากที่สุด 1 มีความมุ่งมั่นในการทำงานหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค บันได 6 ขั้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.51 และ S.D. = 0.43) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า นักเรียนชื่นชมผลงานด้วยความภาคภูมิใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (X = 4.66 และ S.D. = 0.48) รองลงมา คือ นักเรียนทุ่มเททำงาน พยายามแก้ปัญหาและอุปสรรคใน การทำงานให้แล้วเสร็จ (X = 4.63 และ S.D. = 0.55)และนักเรียนเอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมาย (X = 4.49 และ S.D. = 0.66) ตามลำดับ
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้นกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ผู้วิจัยสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะในการวิจัย ดังนี้ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อศึกษาความมุ่งมั่นในการทำงานหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน เทศบาลห้วยยอดวิทยา จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Samping) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ แบบทดสอบการอ่านจับใจความ และแบบวัด ความมุ่งมั่น ในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีทักษะการอ่านจับใจความหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 77.86 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความมุ่งมั่นในการทำงานหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า นักเรียน ชื่นชมผลงานด้วยความภาคภูมิใจ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ นักเรียนทุ่มเททำงาน พยายาม แก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานให้แล้วเสร็จและนักเรียนเอาใจใส่ต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้ รับ มอบหมายตามลำดับ
ข้อเสนอแนะในการวิจัย ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ครูผู้สอนควรเลือกเนื้อเรื่องที่มีความยากง่ายเหมาะสมกับวัยและความสนใจของผู้เรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจและต้องการที่จะอ่านเนื้อเรื่อง ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยต่อไป 1. ควรพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิควิธีสอนอื่นๆ 2.น าวิธีสอนโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น ไปใช้ในการพัฒนาทักษะการอ่านในระดับที่ สูงขึ้น เช่น อ่านตีความ อ่านคิดวิเคราะห์ เป็นต้น
บรรณานุกรม กมลพร ทองนุชและจุไรรัตน์ ลักษณะศิริ. (2561). การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่าน กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ โรงพิมพชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กรมวิชาการ. (2546). การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. ณัฐสุภางค์ ยิ่งสง่า. (2550). การเปรียบเทียบการอ่านจับใจความภาษาไทยและการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดกิจกรรมตามหลักการเรียนรู้โดยใช้ สมองเป็นฐานและการจัดกิจกรรมตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยสารคาม. ทิศนา แขมมณี. (2545). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิศนา แขมมณี. (2547). องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิศนา แขมมณี. (2548). รูปแบบการเรียนการสอนทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์. นองนิตย์ เนยจอหอ. (2547). การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยที่ใช้ผลสัมฤทธิ์ของ กลุ่ม (STAD) เรื่องการอ่านจับใจความชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยสารคาม.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น
แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ท ๒๑๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ (โดยใช้เทคนิคบันได ๖ ขั้น) เวลา ๑ ชั่วโมง ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนเทศบาลห้วยยอดวิทยา ผู้สอน นางสาวภัทรา ดำคง ………………………………………………………………………………………………........................………………………….………… ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเห็นเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๑/๒ จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ อธิบายหลักการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได ๖ ขั้นได้(K) ๒.๒ วิเคราะห์ใจความสำคัญและพลความจากเรื่องที่อ่านได้ (P) ๒.๓ ระบุตำแหน่งใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ (P) ๒.๔ ระบุคำสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ (P) ๒.๕ อ่านจับใจความสำคัญเรื่องที่อ่านได้ (P) ๒.๖ นิสัยรักการอ่าน และ มีมารยาทในการอ่าน (A) ๓. สาระสำคัญ/ ความคิดรวบยอด การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะสำคัญ ที่ผู้อ่านจำเป็นต้องมีเพื่อใช้สำหรับรับสารผ่านการอ่านได้อย่าง รวดเร็ว ถูกต้องและตรงประเด็น ไม่เพียงแต่เข้าใจความหมายของคำ หรือข้อความ หากจะต้องมีความเข้าใจ หลักการอ่านจับใจความสำคัญ หมั่นฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ และมีมารยาทในการอ่าน ๔. สาระการเรียนรู้ ๔.๑ หลักการอ่านจับใจความสำคัญ ๔.๒ การพิจารณาตำแหน่งใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน ๔.๓ การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได ๖ ขั้น ๕. ทักษะ/กระบวนการ ๑. ทักษะการสังเกต ๒. ทักษะการการคิด ๓. ทักษะการสำรวจ ๔. ทักษะการสรุปความ
๖. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ๑. มีความสามารถในการคิด ๒. มีความสามารถในการสื่อสาร ๓. มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ๗. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ๑. มีวินัย ๒. ใฝ่เรียนรู้ ๓. มุ่งมั่นในการทำงาน ๔. มีจิตรักความเป็นไทย ๘. ชิ้นงาน/ ภาระงาน ใบงานเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ๙. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning : การเรียนรู้แบบใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) การเรียนรู้แบบตั้งคำถาม (Questioning-based Learning) การเรียนรู้แบบระดมสมอง (Brainstorming) ขั้นนำ ๑. ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ ๒. ครูสนทนาซักถามนักเรียนเกี่ยวกับการอ่านหนังสือโดยทั่วไปของนักเรียน ๓. ครูเปิดเพลง หนุ่มบาว สาวปานให้นักเรียนช่วยกันฟังแล้วตอบคำถามี่ครูเตรียมไว้เพื่อประเมินทักษะการจับใจความ สำคัญ ขั้นสอน ๑.ครูให้นักเรียนนั่งเป็นกลุ่ม ๒.ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับการอ่านจับใจความว่ามีวิธีการอ่านอย่างไรบ้าง โดยครูสุ่มถามให้นักเรียนตอบ ๓.ครูอธิบายหลักการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได ๖ ขั้น โดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Power Point) ให้นักเรียนฟังถึงหลักการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันได ๖ ขั้น มีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ ๑ : อ่านเรื่องให้จบแล้วตั้งคำถาม ขั้นที่ ๒ : หาคำสำคัญ ขั้นที่ ๓ : ตัดส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๔ : เติมคำเชื่อม หาส่วนขยายใจความสำคัญ ขั้นที่ ๕ : สังเกตคำเชื่อมแสดงความขัดแย้ง ขั้นที่ ๖ : หาใจความสำคัญได้ทุกบทอ่าน
(ที่มา : การอบรมหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะการอ่านขั้นสูง เล่ม ๑ หน้า ๔๕ : เสกสันต์ ผลวัฒนะ) ๔. ครูอธิบาย บันไดขั้นที่ ๑ คือการอ่านเรื่องให้จบแล้วตั้งคำถาม ด้วยเทคนิค ๕W๑H (๑ )What อะไร (๒) Where ที่ไหน (๓) When เมื่อไหร่ (๔) Who ใคร (๕) Why ทำไม (๖) How อย่างไร ๕. ครูให้นักเรียนอ่านเรื่อง “ค้างคาว” จากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Power Point) แล้วตอบคำถามโดยใช้เทคนิค ๕W๑H ดังนี้ (เทคนิคบันไดขั้นที่ ๑) เรื่อง “ค้างคาว” ค้างคาว เป็นสัตว์ที่ออกหากินในป่าเวลากลางคืน มันสามารถบินผาดโผนฉวัดเฉวียนไปมาโดย ไม่ต้องพึ่งสายตา มันอาศัยเสียงสะท้อนกลับของตัวมันเอง โดยค้างคาวจะส่งคลื่นสัญญาณพิเศษ ซึ่งสั้น และรวดเร็ว เมื่อสัญญาณไปกระทบสิ่งกีดขวางด้านหน้าจะสะท้อนกลับเข้ามาทำให้รู้ว่ามีอะไรอยู่ ด้านหน้า มันจะบินหลบเลี่ยงได้ แม้แต่สายโทรศัพท์ที่ระโยงระยางเป็นเส้นเล็ก ๆ คลื่นเสียงก็จะไป กระทบแล้วสะท้อนกลับเข้าหูของมันได้ ไม่มีสัตว์ชนิดไหนที่จะสามารถรับคลื่นสะท้อนกลับไปได้ใน ระยะใกล้ แต่ค้างคาวทำได้และบินวนกลับได้ทันท่วงที ( ที่มา : เอกรินทร์ สี่มหาศาล )
๑. Who (ใคร) : แนวคำตอบ ค้างคาว ๒. Why (ทำไม) : แนวคำตอบ หิวอาหาร ๓. What (ทำอะไร) : แนวคำตอบ ออกหากิน ๔. Where (ที่ไหน) : แนวคำตอบ ในป่า ๕. When (เมื่อไร) : แนวคำตอบ ตอนกลางคืน ๖. How (อย่างไร) : แนวคำตอบ โดยไม่ใช้สายตา แต่อาศัยเสียงสะท้อนกลับของตัวมันเอง ๖.ครูอธิบายเทคนิคบันไดขั้นที่ ๒ หาคำสำคัญ ( key words ) จากบทที่อ่าน ๗. ครูอธิบายว่า “คำสำคัญ” ( key words ) นั้นเป็นได้หลายกรณี ดังนี้ ๘. เป็นคำ กลุ่มคำ หรือประโยคเขียนเหมือนกันมีความหมายเหมือนกันปรากฏซ้ำ ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ๙. เป็นคำ กลุ่มคำ หรือประโยคที่เขียนต่างกันแต่มีความหมายเหมือนกันปรากฏซ้ำ ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ ๑๐. ครูแจกบทอ่านให้นักเรียนอ่านกลุ่มละ ๑ เรื่อง (เป็นเรื่องเดียวกัน) ดังนี้ ๑๑. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มอ่านข้อความที่ครูกำหนดเพื่อหาคำสำคัญที่ปรากฏ ๑๒. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันหาคำสำคัญที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในบทอ่านโดยเขียนคำตอบลงในกระดาษ ๑๓. ครูให้ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มบอกคำตอบของกลุ่มตัวเองให้เพื่อน ๆ กลุ่มอื่นฟัง จนครบทุกกลุ่ม หลังจากนั้น ครูเฉลย (คำสำคัญคือ คำว่า พริก กับ วิตามินซี) ๑๔. ครูอธิบายเทคนิคบันไดขั้นที่ ๓ (ตัดส่วนขยายใจความสำคัญทิ้ง) ซึ่งลักษณะการขยายความมีหลายลักษณะ ดังนี้ ๑. การให้คำจำกัดความ เป็นการอธิบายความหมายของคำ หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดในเนื้อหาเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกัน ๒. การอธิบายให้รายละเอียด นิยมใช้คำเชื่อม “คือ” , “กล่าวคือ” เพื่อแสดงให้ทราบว่าข้อความที่อยู่หลัง คำเชื่อมดังกล่าวเป็นการอธิบายให้รายละเอียด ๓. การให้เหตุผล มักจะปรากฏการใช้คำเชื่อมแสดงเหตุผล “จึง” และ “เพราะ”ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างเหตุ + “จึง” + ผล และ ผล + “เพราะ” + เหตุ ส่วนที่เป็นใจความสำคัญคือส่วนที่แสดงผล ๔. การยกตัวอย่าง นิยมใช้คำเชื่อม “เช่น” , “ได้แก่” เพื่อแสดงให้ทราบว่าข้อความที่อยู่ข้างหลังเป็นการ ยกตัวอย่าง พริก เป็นพีชที่อุดมด้วยวิตามินซี ซึ่งจำเป็นต่อการบำรุงผิวพรรณ เอ็นและกระดูก พริกขี้หนูหรือ พริกชี้ฟ้าดิบหั่น ๑ ถ้วยตวง (ประมาณ ๑๐ ช้อนโต๊ะ) ให้วิตามินซีเท่ากับปริมาณที่ร่างกายควรได้รับใน แต่ละวัน ถ้าเป็นพริกแดงจะมีวิตามินซีมากกว่านี้ถึง ๒ เท่า
๕. การเปรียบเทียบ จะมีลักษณะโครงสร้างคือ ตัวตั้ง + คำเชื่อมแสดงการเปรียบเทียบ + ตัวเปรียบ ส่วนที่เป็น ใจความสำคัญคือ ส่วนที่แสดงตัวตั้ง ๑๕. ครูแจกบทอ่านให้นักเรียนอ่านกลุ่มละ ๑ เรื่อง (เป็นเรื่องเดียวกัน) ดังนี้ ๑๖. ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า จากบทอ่านที่กำหนดให้เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่ามี ๑ คำ คือคำว่า “แอปเปิ้ล” จากนั้นจึงให้นักเรียนช่วยกันพิจารณาตัดส่วนขยายใจความสำคัญ ๑๗. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มพูดส่วนที่นักเรียนช่วยกันพิจารณาตัดส่วนขยายจากบทอ่านที่ครูกำหนดทีละ ๑ กลุ่มจน ครบ ๑๘. ครูเฉลยบทอ่านที่ตัดส่วนขยายออกไปจากใจความสำคัญประกอบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Power Point) ให้นักเรียนดู ดังนี้ ๑๙. ครูซักถามนักเรียนโดยการสุ่มนักเรียนแต่ละกลุ่มว่า เมื่อตัดส่วนขยายใจความสำคัญออกแล้วบทอ่านนี้กล่าวถึงเรื่อง ใดเป็นสำคัญ (แนวคำตอบ วิธีการกินแอปเปิ้ล) ๒๐. ครูอธิบายการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันไดขั้นที่๔ (เติมคำเชื่อมหาส่วนขยายใจความสำคัญ) หากต้องการจับใจความสำคัญเราอาจจำเป็นต้องเติมตำเชื่อมส่วนขยายใจความสำคัญ ครูอธิบายต่อไปว่า คำเชื่อมที่นิยมเติมในข้อความย่อหน้า ได้แก่คำว่า กล่าวคือ เช่น จึง เพราะ เป็นต้น แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน การกินแอปเปิ้ล ควรกินทั้งเปลือกเพราะสาระสำคัญคือ “โพลีฟีนอล” มักจะอยู่ตามเปลือกหรือเนื้อที่ติดอยู่กับเปลือก หากกินแต่เปลือกจะไม่ได้สาระสำคัญ คือ “เพคติน” ที่อยู่ในเนื้อแอปเปิ้ล ซึ่งเป็นใยอาหาร เปรียบเสมือนฟองน้ำที่ช่วยซับไขมันและน้ำตาล ดังนั้นควรกินทั้งเปลือกและเนื้อ แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน การกินแอปเปิ้ล ควรกินทั้งเปลือกเพราะสาระสำคัญคือ “โพลีฟีนอล” มักจะอยู่ตามเปลือกหรือเนื้อที่ติดอยู่กับเปลือก หากกินแต่เปลือกจะไม่ได้สาระสำคัญ คือ “เพคติน” ที่อยู่ในเนื้อแอปเปิ้ล ซึ่งเป็นใยอาหาร เปรียบเสมือนฟองน้ำที่ช่วยซับไขมันและน้ำตาล ดังนั้นควรกินทั้งเปลือกและเนื้อ
๒๑. ครูอธิบายการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันไดขั้นที่๕ (สังเกตคำหรือกลุ่มคำแสดงความขัดแย้ง หรือตรงข้ามกันที่ปรากฏในย่อหน้า) ประกอบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Power Point) ให้นักเรียนดู ดังนี้ ๒๒. ครูอธิบายวว่า จากบทอ่านนี้เมื่อตัดส่วนขยายใจความสำคัญแล้วจะสังเกตได้ว่า ในย่อหน้านี้มีคำสันธาน อะไรเป็นตัวเชื่อมข้อความในบทอ่านแสดงความขัดแย้ง ๒๓. นักเรียนตอบคำถามครู (แนวคำตอบ: แต่) ๒๔. ครูถามนักเรียนต่อไปว่าแล้วใจความสำคัญที่ผู้เขียนบทอ่านต้องการนำเสนอคือข้อความว่าอะไร (แนวคำตอบ นักประวัติประวัติศาสตร์ต่างลงความเห็นว่ากำแพงเมืองจีนนั้นไม่สามารถป้องกันข้าศึกได้) ๒๕. ครูอธิบายการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคบันไดขั้นที่ ๖ (หากย่อหน้านั้นไม่ปรากฏใจความสำคัญ ต้องพิจารณาเนื้อความคือ) ๑. โดยพิจารณาเนื้อความย่อหน้าอื่นๆในบริบท ๒. นำใจความสำคัญที่กระจายอยู่มาเรียบเรียงใหม่เป็นสำนวนภาษาของตนเอง ๒๖. ครูให้นักเรียนอ่านบทอ่านจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Power Point) ดังนี้ ๒๗. ครูซักถามนักเรียนโดยการสุ่มนักเรียนแต่ละกลุ่มว่าข้อความในบทอ่านกล่าวถึงเรื่องอะไร (แนวคำตอบ : เรื่องเกี่ยวกับการใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชมาย้อมผ้าของคนไทย) กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นมาป้องกันข้าศึก แต่นักประวัติศาสตร์ต่างลงความเห็นว่ากำแพง เมืองจีนนั้นไม่สามารถป้องกันข้าศึกได้ พืชที่คนไทยนำรากมาใช้ย้อมผ้า เช่น ขมิ้น ข่า และยอป่า พืชที่คนไทยนำลำต้นมาใช้ย้อมผ้า ได้แก่ มะพูด หากใช้เฉพาะส่วนเปลือกนั้นมีหลายชนิด เช่น กราย ฉำฉา กระหูด โกงกาง ปอแดง และ ประดู่ ส่วนพืชที่เรานำแก่นของเนื้อไม้มาใช้ย้อมผ้า คือ ขนุน ขี้เหล็ก และ พืชที่เรานำผลของมันมาใช้ ในการย้อมผ้า คือ กระจาย หว้า มะเกลือ และตะโก เมล็ดจากผลก็สามารถนำมาใช้ย้อมผ้าได้ด้วย เช่น คำแสด พืชที่เรานำดอกมาใช้ในการย้อมผ้า คือ อัญชัน และคำฝอย พืชที่ใบให้สีในการย้อมผ้า ได้แก่ หูกวาง และคราม ซึ่งครามนั้นนอกจากจะใช้ใบจากต้นครามย้อมผ้าแล้ว เรายังสามารถใช้กิ่งของมัน ในการย้อมผ้าได้ด้วย
ขั้นสรุป ๑. นักเรียนร่วมกันสรุปหลักการอ่านจับใจความ ลงใบงานของตนเอง ๒. ครูให้นักเรียนหาข่าวหรือบทความสั้น ๆ อ่านแล้วสรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านลงสมุด เป็นการบ้าน ๓. ครูให้นักเรียนทำนักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนแบบปรนัย จำนวน ๑๐ ข้อ เวลา ๑๐ นาที ๑๐. สื่อการเรียนรู้ ๑ หนังสือแบบเรียนภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ๒. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Power Point) เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ๓. ใบงานบทอ่านต่าง ๆ ๔. แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญจากสื่อต่าง ๆ จำนวน ๑๐ ข้อ ๑๑. แหล่งการเรียนรู้ ๑. แหล่งเรียนรู้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ๒. ห้องสมุดโรงเรียน ๑๒. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์การผ่าน ๑. อธิบายหลักการอ่านจับ ใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค บันได ๖ ขั้นได้(K) - ครูตรวจใบงาน - ตรวจสมุดบันทึกของ นักเรียน - ใบงาน - แบบทดสอบ -นักเรียนอธิบายหลัก การอ่านจับใจความสำคัญโดย ใช้เทคนิคบันได ๖ ขั้นได้ร้อย ละ ๖๐ ๒. ระบุตำแหน่งใจความ พลความ และคำสำคัญจาก เรื่องที่อ่านได้ (P) - ครูตรวจใบงาน - ใบงาน -- แบบทดสอบ - นักเรียนบอกตำแหน่ง ใจความ พลความ และคำ สำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ร้อย ละ ๖๐ ๓. อ่านจับใจความสำคัญ จากเรื่องที่อ่านได้ (P) - ครูตรวจใบงาน - ใบงาน - แบบทดสอบ - นักเรียนอ่านจับใจความ สำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ ร้อยละ ๖๐ ๔. มีนิสัยรักการอ่าน และมีมารยาทในการอ่าน (A) - ครูตรวจผลงานนักเรียน - แบบตรวจชิ้นงาน - นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน และมีมารยาทในการอ่าน ร้อยละ ๖๐ ๕. การทำงานร่วมกับกลุ่ม (A) -แบบประเมิน -แบบประเมิน ผ่านตั้งแต่ 2 รายการ ถือว่า ผ่าน ผ่าน 1 รายการ ถือว่า ไม่ผ่าน
บันทึกผลหลังการสอน ผลที่เกิดกับผู้เรียน นักเรียนจำนวน 28 คน เข้าเรียน จำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 100 1. ด้านความรู้ จากการตรวจใบงานการอ่านจับใจความด้วยเทคนิคการถามแบบบันได 6 ขั้น พบว่า นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การอ่านจับใจความสำคัญ ผ่านเกณฑ์ระดับดี จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 78.57 ระดับพอใช้ จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 10.71 และระดับปรับปรุง จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 10.71 2. ด้านทักษะ/กระบวนการ จากการประเมินกระบวนการคิดวิเคราะห์ และการแสดงความคิดเห็น พบว่านักเรียนมีทักษะ การคิดวิเคราะห์และสามารถแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน ผ่านเกณฑ์ระดับดี จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ78.57 ระดับพอใช้ จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ13.33 และระดับปรับปรุง จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 13.33 3. การประเมินด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จากการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนในด้านความมุ่งมั่นในการทำงานที่ ได้รับมอบหมาย ทำงานด้วยความตั้งใจและเสร็จตามเวลาที่กำหนด ผ่านเกณฑ์ระดับ 3 ขึ้นไป จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 89.28 และระดับพอใช้ จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 10.71 4. ปัญหา/อุปสรรค 1. จับใจความไม่ครบทุกประเด็น 2. ลำดับความไม่ต่อเนื่องกัน 3. เขียนวกไปวนมา 5. แนวทางการแก้ปัญหา 1. ฝึกอ่านตีความคำศัพท์ในเนื้อเรื่องที่อ่าน 2. ฝึกจับใจความทีละย่อหน้า 3. ฝึกการนำใจความแต่ละย่อหน้ามาเรียบเรียงโดยใช้ภาษาที่ถูกต้องและเหมาะสม ลงชื่อ………………………..…………………..ครูผู้สอน
แบบประเมินตามสภาพจริง ลำดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1 ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา 2 กระบวนการคิดวิเคราะห์ 3 การแสดงความคิดเห็น 4 ความมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงาน 5 ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย รวม ลงชื่อ.............................................ผู้ประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติยังมีข้อบกพร่องในจุดที่ไม่สำคัญ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติยังมีข้อบกพร่องเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติไม่ได้เลย ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 17-20 13-16 9-12 5-8 4 หมายถึง ดีมาก 3 หมายถึง ดี 2 หมายถึง พอใช้ 1 หมายถึง ปรับปรุง
ภาคผนวก ข ตัวอย่างสื่อนวัตกรรม/แบบฝึกทักษะ
ใบงาน รายวิชา ภาษาไทย (ท ๒๑๑๐๑) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากสื่อต่าง ๆ ผู้สอน : ครูภัทรา ดำคง .............................................................................................................................................................................. คำสั่ง : ให้นักเรียนอ่านบทอ่านที่กำหนดให้แล้วตอบคำถามด้วยเทคนิค5W1H ๑. Who (ใคร) : ………………………………………………………………………………………………………………. ๒. Why (ทำไม) : …………………………………………………………………………………………………………….. ๓. What (ทำอะไร) : ……………………………………………………………………………………………………….. ๔. Where (ที่ไหน) : ………………………………………………………………………………………………………… ๕. When (เมื่อไร) : …………………………………………………………………………………………………………. ๖. How (อย่างไร) : …………………………………………………………………………………………………………. เรื่อง “ค้างคาว” ค้างคาว เป็นสัตว์ที่ออกหากินในป่าเวลากลางคืน มันสามารถบินผาดโผนฉวัดเฉวียนไปมาโดย ไม่ต้องพึ่งสายตา มันอาศัยเสียงสะท้อนกลับของตัวมันเอง โดยค้างคาวจะส่งคลื่นสัญญาณพิเศษ ซึ่งสั้น และรวดเร็ว เมื่อสัญญาณไปกระทบสิ่งกีดขวางด้านหน้าจะสะท้อนกลับเข้ามาทำให้รู้ว่ามีอะไรอยู่ ด้านหน้า มันจะบินหลบเลี่ยงได้ แม้แต่สายโทรศัพท์ที่ระโยงระยางเป็นเส้นเล็ก ๆ คลื่นเสียงก็จะไป กระทบแล้วสะท้อนกลับเข้าหูของมันได้ ไม่มีสัตว์ชนิดไหนที่จะสามารถรับคลื่นสะท้อนกลับไปได้ใน ระยะใกล้ แต่ค้างคาวทำได้และบินวนกลับได้ทันท่วงที ( ที่มา : เอกรินทร์ สี่มหาศาล )
ใบงาน รายวิชา ภาษาไทย (ท ๒๑๑๐๑) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากสื่อต่าง ๆ ผู้สอน : ครูภัทรา ดำคง .............................................................................................................................................................................. คำสั่ง : ให้นักเรียนอ่านบทอ่านที่กำหนดให้แล้วหาคำสำคัญที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในบทอ่านโดยเขียนคำตอบ ลงในกระดาษ คำตอบ .................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. พริก เป็นพีชที่อุดมด้วยวิตามินซี ซึ่งจำเป็นต่อการบำรุงผิวพรรณ เอ็นและกระดูก พริกขี้หนูหรือ พริกชี้ฟ้าดิบหั่น ๑ ถ้วยตวง (ประมาณ ๑๐ ช้อนโต๊ะ) ให้วิตามินซีเท่ากับปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ ละวัน ถ้าเป็นพริกแดงจะมีวิตามินซีมากกว่านี้ถึง ๒ เท่า
ใบงาน รายวิชา ภาษาไทย (ท ๒๑๑๐๑) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากสื่อต่าง ๆ ผู้สอน : ครูภัทรา ดำคง .............................................................................................................................................................................. คำสั่ง : ให้นักเรียนอ่านบทอ่านที่กำหนดให้แล้วพิจารณาตัดส่วนขยายใจความสำคัญ ในบทอ่านโดยเขียนคำตอบ ลงในกระดาษ คำตอบ .................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน การกินแอปเปิ้ล ควรกินทั้งเปลือกเพราะสาระสำคัญคือ “โพลีฟีนอล” มักจะอยู่ตามเปลือกหรือเนื้อที่ติดอยู่กับเปลือก หากกินแต่เปลือกจะไม่ได้สาระสำคัญ คือ “เพคติน” ที่อยู่ในเนื้อแอปเปิ้ล ซึ่งเป็นใยอาหาร เปรียบเสมือนฟองน้ำที่ช่วยซับไขมันและน้ำตาล ดังนั้นควรกินทั้งเปลือกและเนื้อ
ใบงาน รายวิชา ภาษาไทย (ท ๒๑๑๐๑) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากสื่อต่าง ๆ ผู้สอน : ครูภัทรา ดำคง ....................................................................................................................................................................... คำสั่ง : ให้นักเรียนอ่านบทอ่านที่กำหนดให้เมื่อตัดส่วนขยายใจความสำคัญแล้วจะสังเกตได้ว่า ในย่อหน้านี้มี คำสันธานอะไรเป็นตัวเชื่อมข้อความในบทอ่านแสดงความขัดแย้ง ในบทอ่านโดยเขียนคำตอบ ลงในกระดาษ คำตอบ .................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นมาป้องกันข้าศึก แต่นักประวัติศาสตร์ต่างลงความเห็นว่ากำแพง เมืองจีนนั้นไม่สามารถป้องกันข้าศึกได้
พืชที่คนไทยนำรากมาใช้ย้อมผ้า เช่น ขมิ้น ข่า และยอป่า พืชที่คนไทยนำลำต้นมาใช้ย้อมผ้า ได้แก่ มะพูด หากใช้เฉพาะส่วนเปลือกนั้นมีหลายชนิด เช่น กราย ฉำฉา กระหูด โกงกาง ปอแดง และ ประดู่ ส่วนพืชที่เรานำแก่นของเนื้อไม้มาใช้ย้อมผ้า คือ ขนุน ขี้เหล็ก พืชที่เรานำผลของมันมาใช้ในการ ย้อมผ้า คือ กระจาย หว้า มะเกลือ และตะโก เมล็ดจากผลก็สามารถนำมาใช้ย้อมผ้าได้ด้วย เช่น คำแสด พืชที่เรานำดอกมาใช้ในการย้อมผ้า คือ อัญชัน และคำฝอย พืชที่ใบให้สีในการย้อมผ้า ได้แก่ หูกวาง และคราม ซึ่งครามนั้นนอกจากจะใช้ใบจากต้นครามย้อมผ้าแล้ว เรายังสามารถใช้กิ่งของมัน ในการย้อมผ้าได้ด้วย ใบงาน รายวิชา ภาษาไทย (ท ๒๑๑๐๑) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญจากสื่อต่าง ๆ ผู้สอน : ครูภัทรา ดำคง .............................................................................................................................................................................. คำสั่ง : ให้นักเรียนอ่านบทอ่านที่กำหนดให้กล่าวถึงเรื่องอะไรโดยเขียนคำตอบลงในกระดาษ คำตอบ .................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................................
ภาคผนวก ค เครื่องมือการวัดและประเมินผล แบบทดสอบอ่านจับใจความ แบบสังเกตพฤติกรรมความมุ่งมั่นในการทำงาน
แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 คำชี้แจง แบบทดสอบนี้เป็นแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก มีทั้งหมด 20 ข้อ ใช้เวลา 20 นาทีโดยให้นักเรียน เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว แล้วทำเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในกระดาษคำตอบ ............................................................................................................................................................................ . 1. ข้อใดคือสาระสำคัญของการอ่านจับใจความ ก. อ่านเพื่อความรู้ ข. อ่านเพื่อความบันเทิง ค. อ่านเพื่อหาสาระสำคัญของเรื่อง ง. อ่านเพื่อค้นหาแนวทางในการดำเนินชีวิต 2. ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ ก. เมื่ออ่านแล้วสามารถสรุปหรือย่อเรื่องที่อ่านได้ ข. เมื่ออ่านแล้วสามารถจำคำประพันธ์ชนิดต่างๆ ได้ ค. เมื่ออ่านแล้วสามารถคาดการณ์และหาความจริง แสดงข้อคิดเห็นได้ ง. เมื่ออ่านแล้วสามารถบอกรายละเอียดของเรื่องราวที่อ่านได้อย่างชัดเจน 3. ประโยคใจความสำคัญ หมายถึงอะไร ก. ประโยคตอนต้นของเรื่อง ข. ประโยคตอนท้ายของเรื่อง ค. ประโยคบอกที่มาของเรื่อง ง. ประโยคที่สรุปเรื่องนั้นไว้ทั้งหมด 4. หลักการหาใจความสำคัญข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง ก. ตัดส่วนขยายออกไปให้หมด ข. ใช้ความรู้สึกส่วนตัวพิจารณา ค. พิจารณาจากชื่อเรื่องเป็นอันดับแรก ง. ตั้งคำถาม ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร 5. บุคคลในข้อใดไม่มีพื้นฐานในการอ่านจับใจความ ก. น้อยไม่ชอบวรรณคดีไทยเมื่ออ่านเรื่องพระอภัยมณีจึงไม่ค่อยเข้าใจ ข. ด าได้ฉายาว่าหนอนหนังสือเพราะชอบอ่านหนังสือเกือบทุกประเภท ค. แดงอ่านเรื่องลูกชาวนาได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจเพราะเคยช่วยปู่ท านา ง. ก่อนอ่านหนังสือทุกครั้งเก่งจะต้องศึกษาส่วนประกอบต่างๆ ภายในหนังสือ
อ่ำนข้อควำมต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 6-7 ดอกไม้ไทยเป็นดอกไม้ที่สวยงาม คงทนและมีกลิ่นหอมละมุนรื่นจมูก ช่วยให้อารมณ์ผ่อน คลายได้ดีเยี่ยม ด้วยเหตุนี้ทางสตรีไทยจึงได้ใช้ดอกไม้สดมาประดิดประดอยเป็นงานดอกไม้รูปแบบ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาลัยดอกไม้สด จัดแจกัน จัดพาน เป็นต้น 6. ข้อใดคือใจความสำคัญของข้อความข้างต้น ก. ดอกไม้สามารถนำมาจัดได้หลายรูปแบบ ข. ความงามอยู่ได้นาน กลิ่นหอมคือคุณสมบัติดอกไม้ไทย ค. ดอกไม้ไทยสวยงาม ทน และหอม เหมาะสำหรับช่างสตรีไทย ง. ดอกไม้ไทย มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับนำมาจัดให้เป็นรูปสวยงาม 7. ข้อใดคือความหมายของคำว่า “ประดิดประดอย” ก. ทำงานอย่างตั้งใจ ข. ประดิษฐ์อย่างช้าๆ ค. สร้างขึ้นใหม่ให้สวยงาม ง. ทำงานมีฝีมืออย่างละเอียดลออ อ่านข้อควำมต่อไปนี้แล้วตอบคำถามมข้อ 8 คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ตัว ยังอยากได้อะไรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความรัก และมักจะไม่ได้ดั่งใจนึก ความทุกข์ก็ยิ่งมากขึ้นตามวัยที่ มากขึ้นด้วย 8. ใจความสำคัญของข้อความนี้คืออะไร ก. ความทุกข์ของมนุษย์เกิดจากความต้องการในทรัพย์สินเงินทอง ข. ความอยากได้ทรัพย์สมบัติ ความรัก ชื่อเสียงเพิ่มตามอายุ ค. คนเราเมื่ออายุมากขึ้น ความต้องการจะเพิ่มมากขึ้น ง. ถ้ามนุษย์อยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด ก็จะยิ่งมีความทุกข์ อ่ำนข้อควำมต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 9-10 คนตาบอดสีจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีใบขับขี่ยานพาหนะในครอบครอง เนื่องจากอาการบอดสี ของตาเป็นอุปสรรคสำหรับการบอกสัญญาณไฟจราจรบนท้องถนน 9. ข้อความใดเป็นใจความสำคัญ ก. คนตาบอดสีขับรถ ข. คนตาบอดสีกับใบขับขี่ ค. คนตาบอดสีจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีใบขับขี่ ง. อาการบอดสีของตาเป็นอุปสรรค