ปฐมฤกษ์สงครามโลกครั้งที่ 2 โดย นายจิรวัฒน์ ชาวไทย เลขที่ 3 นายนิธิกร จิติมา เลขที่ 10 นายอ าพล ปัญญาสิริโรจน์ เลขที่ 20 นายธีรเมธ ขาวฟอง เลขที่ 22 นายสิริชัย อดุลยฤทธิกุล เลขที่ 23 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 / 5 รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการน าเสนอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดสุทธิวราราม
ปฐมฤกษ์สงครามโลกครั้งที่ 2 โดย นายจิรวัฒน์ ชาวไทย เลขที่ 3 นายนิธิกร จิติมา เลขที่ 10 นายอ าพล ปัญญาสิริโรจน์ เลขที่ 20 นายธีรเมธ ขาวฟอง เลขที่ 22 นายสิริชัย อดุลยฤทธิกุล เลขที่ 23 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 / 5 เสนอ นายจิรายุ ชูอิน รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการน าเสนอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดสุทธิวราราม
ก บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง ปฐมฤกษ์สงครามโลกครั้งที่ 2 สมาชิก นายจิรวัฒน์ ชาวไทย เลขที่ 3 นายนิธิกร จิติมา เลขที่ 10 นายอ าพล ปัญญาสิริโรจน์ เลขที่ 20 นายธีรเมธ ขาวฟอง เลขที่ 22 นายสิริชัย อดุลยฤทธิกุล เลขที่ 23 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 / 5 ครูที่ปรึกษา นายจิรายุ ชูอิน ปีการศึกษา 2565 รายงานเรื่อง ปฐมฤกษ์สงครามโลกครั้งที่ 2 มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาค้นคว้าและน าเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติ ความเป็นมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 และเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาค้นคว้า จากการศึกษาพบว่า จุดก าเนิดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดจากการที่เยอรมันได้ท าการบุกโจมตี โปแลนด์ ประเทศที่เป็นแกนน าของทั้งสองฝ่ายได้แก่ฝ่ายอักษะและฝ่ายสัมพันธมิตร จุดจบของสงครามโลกครั้ง ที่ 2 เกิดจากการอเมริกาไปทิ้งระเบิดนิวเคลียที่ญี่ปุ่นท าให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม ส่งผลให้ฝ่ายอักษะ พ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านต่างๆหลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 2 และเครื่องแบบที่ ทหารใช้ในการท าสงครามในสงครามครั้งที่ 2 ลายมือชื่อครูที่ปรึกษา ……………………………….. ลายมือชื่อนักเรียน 1. …………………………… 2. ……………………………. 3. …………………………… 4. ……………………………. 5. ……………………………
ข กิตติกรรมประกาศ รายงาน เรื่อง“ปฐมฤกษ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2” ฉบับนี้ สามาถส าเร็จได้ด้วยความเมตตา จากครูจิรายุ ชูอิน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ครูผู้สอนรายวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการน าเสนอ ที่ให้ความกรุณาเป็นครูที่ปรึกษา ประสิทธิ์ประสาทความรู้และทักษะ ความรู้ทักษะด้านการเขียนรายงานอีกทั้งได้สละเวลาให้ค าแนะน า ข้อเสนอแนะ ตรวจและแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ซึ่งทางคณะผู้จักท ารู้สึกทราบซึ้งในพระคุณ จึงกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณบิดา มารดา พี่น้อง ตลอดจนเพื่อนนักเรียนทุกคน ที่คอยเป็นแรงผลักดันและแรงใจ ในการจัดท ารายงานวิชาการฉบับนี้จนส าเร็จลุล่วงได้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของ รายงานเรื่อง“ปฐมฤกษ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2” ฉบับนี้ ทางคณะ ผู้จัดท าขอมอบให้แก ่คณะครูที ่มีส ่วนในการวางรากฐานทางการศึกษา และประสิทธิ์ประสานวิชา ความรู้แก่คณะผู้จัดท าตลอดมา คณะผู้จัดท า 14 กุมภาพันธ์ 2566
ค ค าน า รายงาน เรื่อง “ปฐมฤกษ์สงครามโลกครั้งที่ 2” ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชา I30202 IS2 การสื่อสารและการน าเสนอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จัดท าขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน าเสนอผลที่ได้ จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบพัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้ อันเป็นพื้นฐานส าคัญต่อการศึกษาใน ระดับที่สูงขึ้นต่อไป รายงาน เรื่อง “ปฐมฤกษ์สงครามโลกครั้งที่ 2” ฉบับนี้ มีความมุ่งหวังน าเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับ ประวัติ ความเป็นมา และผลกระทบที่เกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทางคณะผู้จัดท าได้เรียบเรียงขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ คณะผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่ง รายงานเรื่องนี้จะเอื้อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าแก่ผู้ที่สนใจได้เป็น อย่างดี ขอขอบคุณครูที่ปรึกษาและท่านผู้รู้ที่กรุณาให้ค าแนะน าจนเขียนรายงานได้ส าเร็จและสมาชิกผู้จัดท าที่ให้ ความร่วมมือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จนงานส าเร็จลุล่วง และสามารถผ่านอุปสรรคได้ด้วยดี คณะผู้จัดท า 14 กุมภาพันธ์ 2566
ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ …………………………………………………………………………………………………………….. ก กิตติกรรมประกาศ ……………………………………………………………………………………………….. ข ค าน า ………………………………………………………………………………………………………………….. ค สารบัญ .....………………………………………………………………………………………………………...... ง สารบัญภาพ ………………………………………………………………………………………………………... จ บทน า …………………………………………………………………………………………………………………. 1 เนื้อเรื่อง ……………………………………………………………………………………………………………... 2 1. ประวัติของสงครามโลกครั้งที่ 2 ………………………………………………… 2 1.1 สาเหตุที่ไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ………………………………... 6 1.2 เหตุการณ์ส าคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2 ………………………. 6 2. ประเทศที่เป็นแกนน าสงคราม ………………………………………………….. 41 2.1 ฝ่ายอักษะประเทศแกนน า …………………………………………. 41 2.2 ฝ่ายสัมพันธมิตรแกนน าหลัก ……………………………………... 41 3. เครื่องแบบของทหารในสงครามโลก ………………………………………….. 42 3.1 ฝ่ายอักษะ ……………………………………………………………….. 42 3.2 ฝ่ายสัมพันธ์มิตร ……………………………………………………….. 42 4. ผลกระทบ ……………………………………………………………………………... 45 4.1 ด้านเศรษฐกิจ ………………………………………....................... 45 4.2 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ .................................... 45 4.3 ด้านการแพทย์…………………………………………………………. 45 บทสรุป ……………………………………………………………………………………………………………..... 46 บรรณานุกรม …………………………………………………………………………………………………….... 50 ภาคผนวก …………………………………………………………………………………………………………... 51 ประวัติผู้เขียน …………………………………………………………………………………………………….... 66
จ สารบัญภาพ ภาพ หน้า ภาพที่ 1 เครื่องแบบทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ………………………………………... 42 ภาพที่ 2 เครื่องแบบทหารอิตาลีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ……………………………………………. 42 ภาพที่ 3 เครื่องแบบทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 …………………………………………….. 43 ภาพที่ 4 เครื่องแบบทหารอังกฤษสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ……………………………………….. 43 ภาพที่ 5 เครื่องแบบทหารโซเวียดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ………………………………………….. 43 ภาพที่ 6 เครื่องแบบทหารฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 …………………………………………. 44 ภาพที่ 7 เครื่องแบบทหารสหรัฐอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 2 …………………………………. 44 ภาพที่ 8 เครื่องแบบทหารสหรัฐประชาชนจีนในสงครามโลกครั้งที่ 2 …………………………. 44
บทน า ในวันที่ 1 กันยายน 1939 กองทัพเยอรมันที ่น าโดย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้ท าการบุกโจมตีประเทศ โปแลนด์ เป็นผลมาจากที ่ฮิตเลอร์ต้องการที ่จะขยายอาณาเขตของประเทศเยอรมณี โดยอ้างว ่าเยอรมัน จ าเป็นต้องมีที่อยู่อาศัย จึงละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ด้วยการฟื้นฟูกองทัพอ านาจของเยอรมัน ทั้งทัพบก และ กองทัพเรือ รวมทั้งเริ่มสร้างป้อมค่ายและสถานที่ทางการทหารในบริเวณแม่น ้าไรน์ซึ่งเป็นเขตปลอดทหารและ กองก าลังต่างๆ ตลอดจนลาออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสันนิบาติชาติ ประเทศแกนน าของทั้งสองฝ ่ายได้แก ่ฝ ่ายอักษะได้แก ่ ประเทศเยอรมัน ประเทศอิตาลี และ ประเทศญี่ปุ่น ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียตฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐ ประชาชนจีน เครื่องแบบทหารต่างๆ ที่ประเทศที่เข้าร่วมสงครามใช้นั้นมีมากมาย และเป็นเอกลักษณ์ของแต ่ละ ประเทศ เช่น ชุดผู้บังคับบัญชาทางฝั่งเยอรมัน จะเป็นสีด าที่เป็นเอกลักษณ์อย่างมาก ผลกระทบที ่เกิดขึ้นกับทั้งประเทศที ่แพ้ และประเทศที ่ชนะสงคราม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านการแพทย์ และผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่สงครามได้จบลง
2 1. ประวัติของสงครามโลกครั้งที่ 2 ชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์ในวันที่ 1 กันยายน 1939 อังกฤษและ ฝรั่งเศสซึ่งสนับสนุนโปแลนด์จึงประกาศสงครามต่อเยอรมนีเมื่อวันที่ 3 กันยายน 1939 อีกหนึ่งเดือนต่อมา เยอรมนีก็บุกเดนมาร์กและนอร์เวย์ และสามารถยึดครองประเทศดังกล ่าวรวมทั้งเบลเยียมได้ภายในเวลา 6 สัปดาห์สหภาพโซเวียตซึ่งเป็นพันธมิตกับเยอรมนีในระยะแรกของสงครามจึงประกาศสงครามกับฟินแลนด์ และประเทศแถบบอลติกสงครามในยุโรปขยายตัวและนานาประเทศก็ถูกดึงเข้าร ่วมในสงคราม ต ่อมา ใน 1941 ญี่ปุ่นซึ่งสนับสนุนเยอรมนีได้เข้าโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล หมู่เกาะฮาวาย การโจมตี ดังกล่าวท าให้สงครามขยายตัวไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลกและเป็นการเริ่มต้นของสงครามทางด้านแปซิฟิกและ ตะวันออกไกล ทั้งท าให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามกับประเทศสัมพันธมิตร โดย.(วิรัช เครือทอง, 2545) เมืองฮิโรชิมา และ เมืองนางาซากิ ถูกถล่มด้วยระเบิดปรมะณูเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม 2488 ในยุคสงคราม ชาติมหาอ านาจต ่างแข ่งกันพัฒนาอาวุธ ไม ่ว ่าจะเป็น เยอรมนี ญี ่ปุ ่น และ สหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุที่ยุโรปเป็นสมรภูมิรบท าให้นักวิทยาศาสตร์ชาติยุโรปอพยพไปร ่วมพัฒนาอาวุธกับ นักวิทยาศาตร์อเมริกาภายใต้ความตกลงระหว่างชาติพันธมิตร เมื่อนักฟิสิกส์เยอรมันแห่ง Kaiser Wilhelm Institute ในนครเบอร์ลิน สามารถแยกอะตอมยูเรเนียมได้ส าเร็จ ในปี 2481 บรรดานักวิทยาศาตร์ต่างๆรู้ดีว่าถ้าส าเร็จจะมีผลร้ายแรงเพียงใดและเกรงกลัวว่าฮิตเลอร์ จะกลายเป็นจ้าวโลก หากเยอรมนีสร้างปรมาณูส าเร็จก ่อนชาติอื ่น นักวิทยาศาตร์ฝ ่ายชาติพันธมิตร จึงผลักดันให้ผู้น าอเมริกาสนใจในด้านการวิจัยและพัฒนาอาวุธปรมาณู การผลักดันนั้นไม่ประสบผลส าเร็จ แต่ มี จดหมายลงวันที ่ 2 สิงหาคม 2482 ที ่ศาสตราจารย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เขียนถึงประธานาธิปดี แฟรงกลิน รูสเวลต์ โครงการประมาณูที่มีชื่อว่า Manhattan Project จึงถือก าเนิดขึ้น Manhattan Project เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่มากเพราะใช้พนักงานประมาณ 200,000 กว่า และมีโรงงานรวม 37 แห่ง ใช้งบประมาณ ทั้งสิ้น 26,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีนายพลจัตวาเลสลี ่ โกรฟส์ เป็นผู้อ านวยการ ในเวลาต ่อมาอยู ่ที ่เมือง ลอสอลามอส โดยมีโรเบิร์ต ออปเปนไฮเมอร์ เป็นหัวหน้าทีม สหรัฐอเมริกาประสบความส าเร็จในการผลิต อาวุธปรมาณูเพราะมีนักวิทยาศาตร์เก่งๆหลายคนท างานร่วมกันอยู่ด้วย การก่อเกิดของสงครมโลกครั้งที่สอง มีส่วนขับให้นักวิทยาศาตร์จ านวนมากออกไปจากยุโรป และอพยพไปยังสหรัฐอเมริกา จริงๆเยอรมณีพัฒนา อาวุธปรมาณูได้ดีไม่แพ้สหรัฐอเมริกาเลย เพราะ มีนักฟิสิกส์ชั้นน าอย่าง คาร์ล ฟรีดดริช ฟอน ไวน์แซก-เกอร์ และ เวอร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก แต ่เป็นเพราะบ้านเมืองไม ่สงบสุข เนื ่องจากเกิดการปลุกระดมทางการเมือง ตลอดเวลานั่นเองญี่ปุ่นมีศักยภาพการวิจัยที่ยากจะเทียบกับเยอรมณีกับสหรัฐอเมริกา ห้องทดลองไม่สมบูรณ์ ขาดแคลนแร่ยูเรเนียม ไม่มีอุปกรณ์ ท าให้การวิจัยของของญี่ปุ่นไม่ก้าวหน้าแม้จะมี นักวิทยาศาตร์เก่งๆอย่าง ศาตราจารย์โยชิโอะ นิชินา แต ่การที ่ญี ่ปุ ่นไม ่สามารถหาแหล ่งยูเรเนียมได้ท าให้ญี ่ปุ ่นถูกมัดมือชก ทาง กองทัพญี่ปุ่นขอให้ศาตราจารย์นิชิผลิตระเบิดปรมาณูภายใน 6 เดือน เพื่อสู้กับสหรัฐอเมริกา โดยหวังว่า ในช่วง 6 เดือนนั้น กองทัพญี ่ปุ ่นจะสามารถยันกองทัพฝ ่ายสัมพันธมิตรไว้ได้ แต ่เมื ่อไม ่มีแร ่ยูเรเนียม ญี ่ปุ่น ก็ท าอะไรไม่ได้
3 เยอรมณีไม่มีปัญหาการขาดแคลนแร่ยูเรเนียม เพราะยึดเช็คโกสโลวาเกีย ซึ่งเป็นแหล่งแร่ยูเรเนียมส าคัญไว้ได้ แหล่งส าคัญอื่นๆอยู่ในคานาดาและคองโก ที่เป็นอาณานิคมของเบลเยี่ยม รัฐบาลรูลเวลต์ได้ค าแนะน าจาก ไอน์สไตน์ คือ ต้องสะสมแร ่ยูเรเนียมให้เยอะและสุดท้ายสหรัฐอเมริกาก็เป็นชาติแรกที ่ผลิตอาวุธปรมาณู ได้ส าเร็จ นักวิทยาศาสตร์มีการเคลื่อนไหวขอให้รัฐบาลอเมริกันระงับการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น ข้อเสนอ แนวหนึ่งคือ ให้น าระเบิดปรมาณูไปทิ้งในสถานที่ที่ห่างไกลจากผู้คน เพื่อให้นานาชาติได้เห็นถึงความร้ายแรง ของมัน โดยหวังว่าญี่ปุ่นจะยอมแพ้ การเคลื่อนไหวครั้งส าคัญคื่อ การยื่นข้อเสนอของนักวิทยาศาตร์คนส าคัญ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกรวม 7 คน ซึ่งน าโดยศาตราจารย์เจมส์ แฟรงก์ ต่อรัฐมนตรีว่ารการกระทรวงสงคราม ในเดือนมิถุนายน 2488 บันทึกนี้รู้จักกันในเวลาต่อมาคือ Franck Report แต่การรณรงค์ของนักวิทยาศาตร์ เหล่านี้ไร้ผลในหมู่ผู้น าอเมริกาหลายคนไม่ต้องการให้สหรัฐอเมริกาใช้ระเบิดปรมาณูเพื่อท าลายล้างญี่ปุ่น แต่ใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ ซึ่งสถาบันจักรพรรดิเฮนรี่ สติมสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามก็ เห็นด้วย แต่เนื่องจากเป็นเสียงโดดเดี่ยวในคณะรัฐมนตรี ประกอบกับมีปัญหาสุขภาพ จึงไม่สามารถมีบทบาท ในชี้น าได้ภายหลังจากที่ศูนย์วิจัย ณ เมืองลอสอลามอสประสบความส าเร็จในการท าลองระเบิดปรมาณูใน ทะเลทรายในมลรัฐนิวเม็กซิโก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2488 ประธานาธิบดีทรูแมนล าพองในอ านาจ จน นายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลแห่งอังกฤษสังเกตเห็น เมื่อประชุมร่วมกับสตาลิน ณ เมืองปอตสดัมในช่วงเวลา เดียวกันนั้นเมื่อญี่ปุ่นไม่ยอมจ านนตามค าประกาศแห่งเมืองปอตสดัม ประธารนาธิบดีทรูแมนลงนามในค าสั่ง เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2488 ให้ทื้งระเบิดปรมาณูเมืองฮิโรชิมาโดยเร็ว และแล้วเครื่องบินชื่อ Enola Gay ภายใต้การบังคับการของพันเอกพอล ทิบเบตส์ ก็หย ่อน Little Boy หรือ Thin Man (ชื ่อเล ่นของระเบิด ปรมาณู) ลงสู่เมืองฮิโรชิมาในเช้าวันที่ 6 สิงหาคม 2488นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จ านวนไม่น้อยมีความเห็นว่า การทิ้งระเบิดปรมาณูนี้มีความไม ่จ าเป็น เพราะเวลานั้น ญี ่ปุ ่นบอบช ้าจากสงครมเป็นอันมาก ฝูงบินจาก กองทัพอากาศที่ 20 ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลเคอร์ติส เลอเมย์ ทิ้งระเบิดเมืองส าคัญๆของญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2488 จนเมื่อถึงคราวเลือกเมืองทิ้งระเบิดประมาณู เกือบไม่มีเมืองส าคัญให้เลือกทิ้ง จนใน ชั้นแรกเกียวโตอยู ่ในข ่ายเมืองเป้าหมาย แต ่ด้วยการขัดข้านของศาสตราจารย์เอ็ดวิน ไรส์เชาเออร์ และ นายเฮนรี่ สติมสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม เกียวโตจึงรอดพ้นจากการทิ้งระเบิดปรมาณูนักการฑูต ญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนพยายามหาทางสงบศึก จักรพรรดิญี่ปุ่นถึงกับส่งตัวแทนไปมอสโคว์ เพื่อให้สหภาพ โซเวียตเป็นคนกลางในการเจรจาสงบศึก แต่ความคืบหน้าเหล่านี้เป็นไปได้ช้า ในหมู่ผู้น าญี่ปุ่นเอง ฝ่ายทหาร ยอมตายมากกว่าการที่จะยอมแพ้ ฝูงบินกามิกาเซท าลายชีวิตทหารอเมริกันจ านวนมาก และนี่เองอเมริกาจึงใช้ ข้ออ้างเพื่อจะทิ้งระเบิด เพื่อรักษาชีวิตทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ไม่เพียงแต่สัญญาณการยอมจ านนของฝ่ายญี่ปุ่น ไม่ชัดเจนเท่านั้น หากทหารญี่ปุ่นยังสู้ชนิดหลังชนฝาอีกด้วยประชาชนชาวอเมริกันไม่เคยรู้ถึงมหันตภัยของ ระเบิดเลย จนกระทั่ง จอห์น เฮอร์เซย์ รายงานเรื่องราวของผู้รอดตายจากระเบิดเมืองฮิโรชิมา จ านวน 6 ราย ในนิตยสาร The New Yorker ฉบับเดือนสิงหาคม 2489 นักวิทยาศาตร์ที่ร่วมผลิตระเบิดปรมาณูในโครงการ แมนฮัตตันหลายต่อหลายคนเศร้าสลดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนกฃายเป็นนักรณรงค์เพื ่อสันติภาพใน ภายหลัง แต ่เราไม ่เคยได้ยินเสียงเปล ่งแสดงความเสียใจจากปากนายพลโกรฟส์ ผู้อ านวยการโครงการ
4 แมนฮัตตันและประธานาธิบดีทรูแมน ผู้ซึ ่งให้สัมภาษณ์ในปีค.ศ. 2508 ว ่า “I’d do it again”. โดย (สังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, 2538) ช่วงทศวรรษที่ 2480 สังคมไทยเป็นส่วนหนึ่งของความวุ่นวายระดับโลก มหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลท าให้ไทยมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงภายในด้วย เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวของประเทศให้ ทันสมัย การรองรับต่อความผันผวน ทางด้านเศรษฐกิจ เรื่อยมาจนถึงการเป็นแหล่งฐานที่มั่นให้แก่กองก าลัง ทหารญี่ปุ่น ในบริเวณลุ่มแม่น ้าโขง ทั้งนี้ผลกระทบจากปรากฏการณ์ข้างต้นกลับท าให้ผู้คนในสังคม หลายพื้นที่ มีชีวิตที ่ไม ่เคยอาจจะจินตนาการได้เลย ความยากล าบากทั้งผลจากภาวะสงครามและผลกระทบจาก ความผิดพลาดในการแก้ไขปัญหาด้านปากท้อง อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบ่งชี้ว่าอีกหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ บริเวณภาคเหนือนั้นกลับสวน กระแสดังกล่าว แม้จะไม่ได้หมายถึงทั้งหมดของอาณาบริเวณนั้นก็ตาม ผู้คน ท้องถิ่นได้ ใช้ประโยชนจากการเข้ามาของทหารญี่ปุ่น โดยอาศัยการสร้างความสัมพันธ์และ เครือข่าย เพื่อ รักษาเงื่อนไขทางด้านการค้าและชีวิตของตนเอง การศึกษาที่เน้นแสดงให้เห็นปฏิบัติการของผู้คนในสังคมใน ฐานะตัวละครหลัก ของการเปลี ่ยนแปลงครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นโดยนัยว่า กลุ ่มคนตัวเล็กตัวน้อยเอง ก็มี จิตส านึกทางด้านการเมือง และส านึกของการคิดแบบมีเหตุ มีผลในทางเศรษฐกิจ หรือที ่มักซ์ เวเบอร์ (Max Weber) เรียกว่า ส านึกแบบทุนนิยมอย่างแรงกล้าเช ่นเดียวกัน กล่าวคือ สภาวะนี้เองกลายเป็นแรง กระตุ้นให้เกิดการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของคนท้องถิ่นกับคนกลุ่มต่าง ๆ ในรูปแบบที่หลากหลายและ สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการปรับตัวเพื่อ การแก้ไขปัญหาการด าเนินชีวิตเพื่อการมีชีวิตรอดภายใต้ สภาวะสงครามเท่านั้น หากแต่การแสวงหาช่องทางแห่งโอกาสในด้านการค้าขายของคนหลายกลุ ่มภายใต้ ความยากล าบากจากสภาวะสงครามยังเป็นพื้นฐานส าคัญของการยกระดับสถานะ ทางเศรษฐกิจในระยะเวลา ต่อมาได้อย่างเป็นรูปธรรม การท าความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในท้องถิ่นกับทหารญี่ปุ่นนอกจาก จะ แสดงให้เห็นสภาพสังคมเมืองเชียงใหม่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในอีกมุมมองหนึ่ง แล้ว ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน ท้องถิ่นเมืองเชียงใหม่กับทหารญี่ปุ่นยังสะท้อนจิตส านึก ทางการเมืองกับความคิดแบบทุนนิยมของผู้คนท้องถิ่น ที่เกิดขึ้นจากการกระท าของผู้คน โดยตรง ด้วยเหตุนี้ในแง่หนึ่งผู้คนในสังคมเหล่านี้จึงมีมุมมองและทัศนคติที่ดี ต่อทหาร ญี่ปุ่นมากกว่าหากเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ไม่ได้สานสัมพันธ์ ตลอดจน ปริมณฑลอื่น อนึ่ง การส ารวจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ชี้ชัดว่าจะเป็น ลักษณะที่เกิดขึ้นร่วมกันของทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไทย เพียงแต่บทความนี้ก าลังกล่าวถึง ความเป็นไปได้และความสลับซับซ้อนทางการกระท าตลอดจนพฤติกรรม ของผู้คน ท้องถิ่นที่ย่อมมีส านึกทางการเมืองให้มีความชัดเจนมากยิ่ง อีกทั้งยังเป็นตัวละครส าคัญ ของการ เปลี่ยนแปลงซึ่งไม่ได้เกิดจากบทบาทของกลุ่มชนชั้นน าในสังคมแต่เพียง ฝ่ายเดียว (ศตนันท์ ปัญญาอินทร์, 2564) ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย และจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดในแมนจูกัวในปี ค.ศ.1932 ความสัมพันธ์ระหว ่าง โซเวียและญี่ปุ่นนั้นเสื่อมโทรมลงหลังจากที่ญี่ปุ่นลงนามกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ของเยอรมนีในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1936 ในสนธิสัญญาต่อต้านองค์การคอมมิวนิสต์สากล (Anti-Comintern Pact) ญี่ปุ่นหันมาให้ความสนใจ ทางทหารไปยังภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนที่มีพรมแดนติดกับสหภาพโซเวียตตะวันออกไกลและข้อ
5 พิพาทเกี่ยวกับแนวเขตแดนซึ่งน าไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับสหภาพโซเวียต เมื่อยุทธการฮาลฮิน กอล (Battle of Khalkhin Gol) ซึ่งเป็นการสู้รบอย่างดุเดือดจากข้อพิพาทชายแดนโซเวียต-ญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้ญี่ปุ่น พ่ายแพ้ ในเวลาเดียวกันเยอรมนีได้เริ่มบุกฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ (เบลเยียม-เนเธอร์แลนด์-ลักเซมเบิร์ก) และขยายอ านาจในยุโรปสหภาพโซเวียตซึ่งไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสอง แนวรบ จึงได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาความเป็นกลางของโซเวียต - ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 13 เมษายน 1941 กอง ก าลังพิเศษทางอากาศกองทัพเรือจักรวรรดิญี ่ปุ ่น (Imperial Japanese Navy Air Service - IJNAS) โจมตี เพิร์ลฮาร์เบอร์ รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามเกลี้ยกล่อมให้สหภาพโซเวียตร่วมมือกันต่อสู้กับญี่ปุ่นสหรัฐฯ หารือกับ เอกอัครราชทูตสหภาพโซเวียตในกรุงวอชิงตัน โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ของเขาว่า ญี่ปุ่นมุ่งมั่นใน การโจมตีรัสเซียและประเทศอื่น ๆ ที่ต่อสู้กับเยอรมนีเมื่อใดก็ตามที่ฮิตเลอร์เรียกร้องคณะอนุกรรมการวางแผน ร่วม แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสงครามของอังกฤษ ว่าได้รับรายงานจากแหล ่งข่าวที่ไม่เป็นทางการว่า "ญี่ปุ่นก าลังเสริมก าลังทหารในภาคเหนือของจีนทางด้านแมนจูเรีย" แม้ว่ารายงานทั้งหมดเหล่านี้ดูเหมือนจะ เป็นข้อมูลที่ไม่เพียงพอ แต่มันสะท้อนถึงเจตนาของรายงานที่อาจเป็นไปได้ว่า พันธมิตรจะส่งต่อข้อมูลไปยัง สหภาพโซเวียตโดยหวังไว้สูงว่า มันจะชักน าให้โซเวียตท าสงครามกับญี่ปุ่น โซเวียตยังคงปฏิเสธ ในการท า สงครามกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่เข้าใจในการที่จะหลีกเลี่ยงการท าสงครามสองแนวรบคือในเอเชียและยุโรป ดังนั้น JPS จึงได้จัดท าแผนส าหรับท าสงครามกับญี่ปุ่นในชื่อ "การเล็งเห็นความส าคัญในการท าสงครามต่อต้านญี่ปุ่น" (Appreciation of the War against Japan) ประกอบด้วย 5 หัวข้อซึ่งแต่ล่ะหัวข้อสามารถท าลายสมรรถนะ ของญี่ปุ่นในการท าสงคราม ซึ่ง 3 ใน 5 หัวข้อดังกล่าวนั้นต้องพึ่งการเข้าร่วมจากสหภาพโซเวียตเป็นอย่างมาก จึงสรุปว่าเพื่อที่จะเอาชนะญี่ปุ่น จึงมีความส าคัญอย่างยิ่งที่จะต้องให้สหภาพโซเวียตเข้าสู่สงครามหลังจากที่ เยอรมนีพ่ายแพ้ในการรบที่โซเวียตกราดเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 1943 โซเวียดแสดงสัญญาณของความเต็มใจที่ จะเข้าร่วมในสงครามกับญี่ปุ่นโดยตกลงด้วยวาจาในการประชุมที่กรุงเตหะรานว่า หลังจากที่เยอรมนีพ่ายแพ้ สงครามในแนวรบด้านตะวันตกจากนั้นโซเวียตจะเข้าร่วมเพื่อเอาชนะญี่ปุ่นปี ค.ศ.1945 มีการจัดประชุมครั้งที่ สองของสามชาติใหญ่ คือ สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ สหภาพโซเวียต ในการประชุมครั้งนี้ ค าปฏิญาณ ที่สตาลินให้ไว้ที่เตหะรานได้รับการยืนยัน สตาลินตกลงว่าสหภาพโซเวียตจะเข้าสู่สงครามกับญี่ปุ่นสามเดือน หลังจากการยอมแพ้ของเยอรมนีการประชุมเมื่อ 26 กรกฎาคม วินสตัน เชอร์ชิลล์ แฮร์รี เอส ทรูแมน และ เจียง ไคเช็ก ออกแถลงการณ์ ปฏิญญาพอตส์ดัม (Potsdam Declaration) ซึ่งระบุเงื่อนไขการยอมแพ้ของ ญี่ปุ่นในเอเชีย แต่สตาลินไม่ได้ร่วมลงนามในปฏิญญา แม้เข้าร่วมการประชุม เนื่องจากสหภาพโซเวียตยังคงมี สนธิสัญญาเป็นกลางกับญี่ปุ่นสหภาพโซเวียตได้ประกาศสงครามกับรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1945 ข ่าวนี้ได้สร้างความตระหนกต ่อญี ่ปุ ่นเป็นอันมาก หลังจากที ่สหภาพโซเวียตประกาศสงคราม ในวันรุ ่งขึ้น กองทัพโซเวียตก็เริ่มการบุกโจมตีพร้อมกัน ที่จูเรียและคาบสมุทรเกาหลี ในขณะเดียวกันโซเวียตก็ได้ยกพลขึ้น บกที่เกาะซาคาลิน และหมู่เกาะคูริล รวมถึงดินแดนทางเหนือของญี่ปุ่น เเละประสบความส าเร็จในการควบคุม ทั่วทั้งเกาะในคืนวันที่ 14 สิงหาคม 1945 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งค าตอบขอยอมจ านน เจมส์ ฟรานซิส เบิร์นส์
6 (James -Francis Byrnes) รมว. ต ่างประเทศ สหรัฐฯ ได้พิจารณาแล้วและถือว ่าญี่ปุ ่นยอมรับเงื่อนไขของ ปฏิญญา-พอตส์ดัมต่อมาในตอนเที่ยงของวันที่ 15 สิงหาคม เสียงของจักรพรรดิฮิโรฮิโตะได้ออกรายการวิทยุ แห่งชาติเป็นครั้งแรก เพื่อประกาศการยอมแพ้ของญี่ปุ่น และน าไปสู่การลงนามในตราสารแห่งการยอมจ านน เมื่อ 2 ก.ย. 1945 ที่อ่าวโตเกียว บนเรือรบ มิสซูรี และนี่คือบทสรุปของสงครามในมหาสมุทรแปซิฟิกและการ ยุติสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ (เผด็จ ข าเลิศ, 2020) การเปลี่ยนแปลงส าคัญของญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง ปัจจุบัน โดยแบ่งการเปลี่ยนแปลง ของญี่ปุ่นออกเป็น 4 ช่วงเวลา ด้แก่ ช่วงแรก ตั้งแต่สิ้นสุดสงคราม ค.ศ. 1945 ถึง ค.ศ. 1952 ช่วงที่ 2 ระหว่าง ทศวรรษ 1950 - 1970 ช่วงที่ 3 ระหว่างทศวรรษ 1980 - 1990 และช่วงที่ 4 ระหว่างทศวรรษ 2000 - 2010 จะเห็นได้ว่าลักษณะสังคมของญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากสังคม ชาตินิยมสุดโต่ง ยกย่องทหาร บูชาจักรพรรดิ มาเป็นสังคมประชาธิปไตย เน้นเป้าหมายทางเศรษฐกิจ และการ เป็นสังคมเมืองสมัยใหม่ ปัจจุบัน สังคมญี่ปุ่นที่เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนั้นมีปัญหาในสังคมที่ ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่น ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้และหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง โดย (ศิริพร ดาบเพชร, 2560) 1.1 สาเหตุที่ไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 1.1.1 ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาติชาติ 1.1.2 การเติบโตของลัทธินิยมทหาร 1.1.3 ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง 1.1.4 การแข่งขันทางเศรษฐกิจ 1.1.5 ความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาสันติภาพแวร์ซายส์ 1.2 เหตุการณ์ส าคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2 1.2.1 เหตุการณ์ในปีค.ศ.1939 1.2.1.1 การบุกครองโปแลนด์ เป็นการบุกครองโปแลนด์ร่วมโดยเยอรมนี สหภาพโซเวียตและสโลวาเกียซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของสงครามโลกครั้งที ่สองในทวีปยุโรป การบุกครองของเยอรมนีเริ ่มขึ้นเมื ่อวันที ่ 1 กันยายน 1939 หนึ่ง สัปดาห์ให้หลังการลงนามสนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพ ขณะที่การบุกครองของโซเวียตเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 1939 หลังความตกลงโมโลตอฟ-โตโก ซึ่งยุติความเป็นปรปักษ์ระหว่างสหภาพโซเวียตและญี่ปุ่น ในภาคตะวันออกเมื่อวันที่ 16 กันยายน การทัพดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมด้วยเยอรมนีและสหภาพ โซเวียตแบ่งแยกและผนวกโปแลนด์ทั้งประเทศตามเงื่อนไขของสนธิสัญญาเขตแดนเยอรมนี–โซเวียต ก าลัง เยอรมนีบุกครองโปแลนด์จากทิศเหนือ ใต้ และตะวันตกในเช้าหลังเกิดกรณีกลิวิซ ขณะที่เวร์มัคท์รุกคืบ ก าลัง โปแลนด์ถอนจากฐานปฏิบัติการส่วนหน้าติดกับพรมแดนโปแลนด์–เยอรมนีไปแนวป้องกันที่จัดตั้งดีกว่าทาง ตะวันออก หลังโปแลนด์แพ้ยุทธการที่บึซราเมื่อกลางเดือนกันยายน ท าให้เยอรมนีได้เปรียบแน่นอน จากนั้น ก าลังโปแลนด์ถอนตัวไปทางตะวันออกเฉียงใต้ที่ซึ่งพวกเขาเตรียมการป้องกันระยะยาวที่หัวสะพานโรมาเนีย
7 และคอยการสนับสนุนและการช่วยเหลือที่คาดจากฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ทั้งสองประเทศมีสนธิสัญญา กับโปแลนด์และประกาศสงครามกับเยอรมนีเมื่อวันที่ 3 กันยายน แต่สุดท้ายแล้วทั้งสองช่วยเหลือโปแลนด์แต่ เพียงเล็กน้อย การบุกครองโปแลนด์ตะวันออกของกองทัพแดงโซเวียตเมื่อวันที่ 17 กันยายนตามพิธีสารลับใน สนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพ ท าให้แผนการตั้งรับของโปแลนด์ต้องเลิกไป เมื่อเผชิญกับแนวรบที่สอง รัฐบาลโปแลนด์สรุปว ่าการป้องกันหัวสะพานโรมาเนียเป็นไปไม ่ได้อีกต ่อไปและสั ่งอพยพก าลังพลฉุกเฉิน ทั้งหมดไปยังประเทศโรมาเนียที่เป็นกลาง วันที่ 6 ตุลาคม หลังโปแลนด์ปราชัยที่ยุทธการที่ค็อก (Kock) ก าลัง เยอรมนีและโซเวียตก็ควบคุมโปแลนด์อย ่างสมบูรณ์ ความส าเร็จของการบุกครองนี้เป็นจุดสิ้นสุดของ สาธารณรัฐโปแลนด์ที่สอง แม้โปแลนด์จะไม่เคยยอมจ านนอย่างเป็นทางการก็ตาม วันที่ 8 ตุลาคม หลังสมัยการบริหารทหารทหารช่วงต้น เยอรมนีได้ผนวกโปแลนด์ตะวันตก และอดีตนครเสรีดันซิกโดยตรง และก าหนดให้ดินแดนส ่วนที ่เหลืออยู ่ภายใต้การบริหารของเขตปกครอง สามัญ (General Government) สหภาพโซเวียตรวมพื้นที่ที่เพิ่งได้มาเข้ากับสาธารณรัฐองค์ประกอบเบลารุส และยูเครนของตน และเริ่มการรณรงค์ปลูกฝังความเป็นโซเวียตทันที หลังการบุกครองดังกล่าว องค์การขัดขืน ใต้ดินหลายกลุ่มได้ตั้งรัฐใต้ดินโปแลนด์ขึ้นในดินแดนของอดีตรัฐโปแลนด์ ในเวลาเดียวกับที่ทหารลี้ภัยจ านวน มากซึ่งสามารถหลบหนีออกนอกประเทศได้ก็เข้าร่วมกับกองทัพโปแลนด์ในทิศตะวันตก ซึ่งเป็นกองทัพที่ภักดี ต่อรัฐบาลพลัดถิ่นโปแลนด์ 1.2.1.2 สงครามลวง เป็นช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 1939 หลังจากการประกาศ สงครามของอังกฤษและฝรั ่งเศสไม ่นานหลังจากการรุกรานโปแลนด์ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940 ก่อน ยุทธการฝรั่งเศส เป็นช่วงซึ่งปราศจากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในยุโรปภาคพื้นทวีป อังกฤษและฝรั่งเศส ไม ่ได้มีปฏิบัติการทางทหาร ทั้ง ๆ ที ่ผูกมัดตามเงื ่อนไขของพันธมิตรทางการทหารอังกฤษ-โปแลนด์และ พันธมิตรทางการทหารฝรั่งเศส-โปแลนด์ซึ่งผูกมัดทั้งสองประเทศให้ช่วยเหลือโปแลนด์ ขณะที่กองทัพเยอรมัน ส ่วนใหญ ่ยังท าการรบอยู่ในโปแลนด์ เยอรมนีก็ส ่งกองทัพไปขัดฝรั ่งเศสตามแนวชายแดนด้านตะวันตกซึ่ง เรียกว่าแนวซีกฟรีด ส่วนแนวเมกินนอต กองทัพสัมพันธมิตรได้ตั้งเผชิญหน้า แต่ก็มีเพียงการรบประปราย กองทัพอากาศของอังกฤษได้โปรยใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อเหนือน่านฟ้าเยอรมนี และกองทัพแคนาดาชุดแรกก็ มาเสริมก าลังแก่อังกฤษบนเกาะบริเตน แนวรบด้านตะวันตกนั้นสงบเป็นเวลากว่าเจ็ดเดือน แต่ว่าเยอรมนีก็ สามารถครอบครองดินแดนจ านวนมากของยุโรปไปเสียแล้ว กองทัพสัมพันธมิตรรีบเสริมก าลังทันที โดยการซื้อ อาวุธจากสหรัฐอเมริกา และวัตถุดิบเพื่อป้อนเข้าสู ่โรงงานอุตสาหกรรม สหรัฐอเมริกาได้ให้สิทธิพิเศษแก่ อังกฤษและฝรั่งเศสที่จะได้ซื้อสินค้าในราคาถูกลง และต่อมาก็ได้ให้เช่า-ยืม แต่ว่ายังมีบริษัทเอกชนบางแห่งของ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษยังคงสนับสนุนฝ่ายเยอรมนีอยู่ โดยปราศจากการอนุมัติและการลงโทษ ซึ่งโรงงาน บางแห่งในอังกฤษยังคงผลิตเครื่องยนต์ให้แก่เครื่องบินรบเยอรมนีและบริษัทเอกชนในสหรัฐอเมริกาก็ได้ขาย
8 วัตถุดิบทางอุตสหากรรมแก ่เยอรมนีฝ ่ายเยอรมนีนั้นพยายามที ่จะขัดขวางการค้าขายระหว ่างมหาสมุทร แอตแลนติกของฝ่ายสัมพันธมิตร และก่อให้เกิดยุทธนาวีมหาสมุทรแอตแลนติก 1.2.1.3 สงครามฤดูหนาว เป็นสงครามระหว ่างสหภาพโซเวียตกับประเทศฟินแลนด์เกิดในช ่วงต้น ๆ ของ สงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อฟินแลนด์ปฏิเสธไม่ยอมยกดินแดนบางส่วนและไม่ยอมให้โซเวียตสร้างฐานทัพเรือ ในดินแดนของตน การโจมตีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) เมื่อทหารในกองทัพแดง ราวหนึ ่งล้านคนบุกเข้าจู ่โจมตามแนวรบหลายจุดบริเวณพรมแดนระหว ่างสหภาพโซเวียตกับฟินแลนด์ กองทัพฟินแลนด์บัญชาการโดยจอมพลมานเนอร์ไฮม์ สามารถต ่อต้านการโจมตีได้อย ่างมีประสิทธิภาพ แม้ว ่าจะมีก าลังพลน้อยกว ่าฝ ่ายโซเวียตมาก เพราะสภาพอากาศรวมไปถึงภูมิศาสตร์ที่ค ่อนข้างได้เปรียบ เนื่องจากจะได้เป็นฝ่ายรับในบ้านตัวเอง หนึ่งในนั้นคือวีรกรรมของ ซิโม แฮวแฮ ที่สามารถสังหาร ทหารโซเวียตได้ถึงมากกว่า 500 คน อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ทหารรัสเซียเข้าไปในฟินแลนด์ ได้ส าเร็จ หลังใช้ปืนใหญ ่ระดมโจมตีแนวป้องกันตามคอคอดคาเรเลียซึ่งอยู ่ทางทิศใต้ของฟินแลนด์รวมทั้ง การโจมตีทางอากาศตามเมืองส าคัญต ่างๆ สงครามสิ้นสุดลงในวันที ่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) เมื่อมีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพมอสโก โดยฟินแลนด์ยอมยกดินแดนบางส่วนให้โซเวียตและยอมให้ โซเวียตก ่อสร้างฐานทัพเรือบนคาบสมุทรฮังโก การรุกรานฟินแลนด์ในครั้งนี้ท าให้สหภาพโซเวียต ถูกขับออกจากองการสันนิบาชาติเพราะละเมิดสนธิสัญญาที่จะไม่รุกรานฟินแลนด์ 1.2.1.4 ยุทธนาวีมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นการทัพทางทหารที่ยาวนานที่สุดอย่างต่อเนื่องในสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ด าเนินการ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1939 จนกระทั่งความปราชัยของฝ่ายเยอรมนีเมื่อปี ค.ศ. 1945 ส่วนหลักการทางยุทธศาสตร์คือ การปิดล้อมเยอรมนีของกองทัพเรือฝ่ายสัมพันธมิตร ได้ประกาศเอาไว้ในวันหลังจากได้ประกาศสงครามและ เยอรมนีได้ท าการปิดล้อมโต้ตอบในเวลาต ่อมา มันได้อยู ่ที ่สูงสุด ตั้งแต ่กลางปี ค.ศ. 1940 ตลอดจนถึง ค.ศ. 1943 ยุทธนาวีมหาสมุทรแอตแลนติก นั้นได้มีเรือ-อูและเรือรบอื่น ๆ ของครีคส์มารีเนอ (กองทัพเรือ) และเครื ่องบินรบของลุฟท์วัฟเฟอ (กองทัพอากาศ) เข้าปะทะกับกองทัพเรือแคนาดา กองทัพเรืออังกฤษ กองทัพเรือสหรัฐ และเรือขนส ่งเชิงพาณิชทย์ของฝ ่ายสัมพันธมิตร ขบวนเรือสินค้า ส ่วนใหญ ่มาจาก อเมริกาเหนือและจุดหมายปลายทางที่ก าลังจะไปก็คือสหราชอาณาจักรและสหภาพโซเวียต จึงได้รับการคุ้มกัน จากส่วนใหญ่ของกองทัพเรือบริติชและแคนาดาและกองทัพอากาศ กองก าลังเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือจาก เรือและเครื ่องบินรบของสหรัฐ เมื ่อวันที ่ 13 กันยายน ค.ศ. 1941 เยอรมันได้ร ่วมมือกับเรือด าน ้า ของกองทัพเรืออิตาลี (รีเจีย มารินา) ภายหลังจากพันธมิตรอักษะอย ่างอิตาลีได้เข้าร ่วมสงคราม วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ในขณะที่ประเทศเกาะ สหราชอาณาจักรจ าเป็นต้องพึ ่งพาสินค้าน าเข้าเป็น อย่างมาก บริติซนั้นต้องการสินค้าน าเข้ามากกว่าล้านตันต่อสัปดาห์เพื่อให้สามารถอยู่รอดและต่อสู้ต่อไปได้
9 ในจุดที่ส าคัญ, ยุทธการแห่งแอตแลนติกเป็นสงครามระวางน ้าหนักเรือ (tonnage war): การต่อสู้ของฝ ่าย สัมพันธมิตรเพื่อขนส่งสินค้าเข้าสู่บริเตนและฝ่ายอักษะพยายามขัดขวางเส้นทางการขนส่งทางเรือที่จะท าให้ ฝ่ายบริติชสามารถที่จะต่อสู้ต่อไปได้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1942 เป็นต้นมา ฝ่ายอักษะก็ได้พยายามขัดขวางการสะสม เสบียง ของฝ่ายสัมพันธมิตรและเตรียมอุปกรณ์ต่างๆในหมู่เกาะบริเตนเพื่อเตรียมความพร้อมส าหรับการบุก ครองทวีปยุโรป การก าจัดภัยคุกคามของเรืออูเป็นสิ่งที่จ าเป็นส าหรับการผลักดันกลับแก่ฝ่ายอักษะ ผลลัพธ์ ของการสู้รบคือชัยชนะทางยุทธศาสตร์ส าหรับฝ่ายสัมพันธมิตร—การปิดกั้นของเยอรมันได้ล้มเหลว—สูญเสีย ไปอย่างมาก เรือเชิงพาณิชย์ 3,500 ล า และเรือรบ 175 ล าได้ถูกจมลงในมหาสมุทรแอตแลนติก จากการ สูญเสียของเรืออู 783 ล า และเรือผิวน ้าเยอรมัน 47 ล า รวมทั้งเรือรบประจัญบาน 4 ล า เรือลาดตระเวน 9 ล า เรือเรดาร์ 7 ล า และเรือพิฆาต 27 ล า จากเรืออู 519 ล า ถูกจมลงโดกองก าลังบริติซ, แคนาดา และฝ่าย สัมพันธมิตรอื่น ๆ ในขณะที่ 175 ล า ถูกท าลายโดยกองก าลังอเมริกัน 15 ล า ถูกท าลายโดยโซเวียต และ 73 ล า ถูกเจาะท้องเรือโดยลูกเรือของพวกเขาเองก่อนสงครามจะสิ้นสุดลงด้วยสาเหตุหลายประการ ยุทธการแห่งแอตแลนติกได้ถูกเรียกว่า เป็นยุทธนาวี"ที่ยืดเยื้อยาวนาน ใหญ่ที่สุด และซับซ้อน มากที่สุด"ในประวัติศาสตร์การทัพได้เริ่มต้นอย่างรวดเร็วภายหลังจากสงครามในทวีปยุโรปเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่ ถูกเรียกว่า "สงครามลวง" และในอีกหกปีต่อมา จนกระทั่งเยอรมันยอมจ านนในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945 มีเรือที ่เกี ่ยวข้องหลายพันล าในการสู้รบคุ้มครองขบวนเรือสินค้า 100 ครั้ง และบางทีมีเรือเพียงล าเดียว ที่ได้เผชิญหน้ากว่า 1,000 ครั้ง ในเขตสงครามที่ครอบคลุมหลายล้านตารางไมล์ของมหาสมุทร สถานการณ์ได้ เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีความได้เปรียบ ในขณะที่ประเทศที่ได้ยอมจ านนต่างได้เข้าร่วม และแม้แต่กระทั่งได้มีการเปลี่ยนฝ่ายในสงคราม และในขณะที่อาวุธ กลยุทธ์ มารตรการตอบโต้ และอุปกรณ์ ใหม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นทั้งสองฝ่าย ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ค่อยได้เปรียบที่เหนือกว่าในการเอาชนะเรือตรวจบนผิวน ้า ของเยอรมันในช่วงปลายปี ค.ศ. 1945 และเอาชนะเรืออู ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1943 แม้ว่าความสูญเสียมาจาก เรืออูยังคงมีอย่างต่อเนื่องต่อไปจนกระทั่งสงครามยุติลง 1.2.2 เหตุการณ์ในปีค.ศ.1940 1.2.2.1 ปฏิบัติการเวเซอร์อือบุง เป็นรหัสนามจากเยอรมนีในการโจมตีเดนมาร์กและนอร์เวย์ในช ่วงสงครามโลกครั้งที ่สอง และเป็นเปิดปฏิบัติการของการทัพนอร์เวย์ชื่อรหัสนามนั้นมาจากภาษาเยอรมันส าหรับปฏิบัติการเวเซอร์-เอ็ก เซอร์ไซส์, เวเซอร์เป็นชื่อของแม่น ้าเยอรมัน ในช่วงเช้าวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1940 (Wesertag; "Weser Day") เยอรมนีได้บุกเข้ายึดครองเดนมาร์กและนอร์เวย์ซึ่งเป็นยุทธวิธีในการป้องกันในการวางแผน และเปิดประชุม หารือว่า ฝรั่งเศสและอังกฤษได้เข้ายึดนอร์เวย์ ภายหลังการบุกครอง นักการทูตเยอรมันได้แจ้งต่อรัฐบาล เดนมาร์กและนอร์เวย์ว่า ทางกองทัพแวร์มัคท์ได้เข้าเพื่อปกป้องความเป็นกลางของประเทศเพื่อต่อต้านฝรั่งเศส และอังกฤษ ความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางภูมิศาสตร์ สถานที่ และสภาพอากาศระหว่างทั้งสองประเทศ
10 ท าให้การปฏิบัติการทางทหารที ่เกิดขึ้นจริงนั้นไม ่เหมือนกัน เวลาในการยกพลขึ้นเพื ่อบุกเข้ายึดครอง Weserzeit ("Weser Time") ถูกก าหนดเป็นเวลา 05:15 นาฬิกา 1.2.2.2 ยุทธการที่ฝรั่งเศส คือการบุกโดยกองทัพเยอรมันเพื่อยึดครองภาคเหนือของประเทศฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศ แผ่นดินต ่าในช ่วงสงครามโลกครั้งที ่สอง ฝรั่งเศสได้ประกาศสงครามต ่อเยอรมนีในวันที่ 3 กันยายน 1939 หลังจากที่เยอรมนียกทัพบุกครองโปแลนด์ซึ่งเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสและอังกฤษ ในช่วงต้นเดือนกันยายน 1939 ทางกองทัพฝรั่งเศสบุกเข้าซาร์ลันท์ของเยอรมันอย่างมีขอบเขต แต่ในกลางเดือนตุลาคมของปีนั้นทาง กองทัพฝรั่งเศสกลับถอนก าลังมากลับประจ าต าแหน่งเดิมหลังแนวมาฌีโน ตลอดหกสัปดาห์หลังตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 1940 เป็นต้นไป กองทหารเยอรมันเอาชนะกองทหารสัมพันธมิตรโดยปฏิบัติการยานยนต์ และเข้า พิชิตฝรั่งเศส เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์เป็นจุดสิ้นสุดของแนวรบด้านตะวันตกจนกระทั่งการยกพล ขึ้นบกที่นอร์ม็องดีในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 อิตาลีได้เข้าร่วมกับเยอรมนีและประกาศสงครามต่อฝรั่งเศสใน วันที่ 10 มิถุนายน 1940 10 พฤษภาคม เยอรมนีเริ่มปฏิบัติการ "เหตุเหลือง" (Fall Gelb) กองยานเกราะเยอรมันได้ ท าบุกโจมตีเข้าผ่านทางอาร์แดนและตามแนวแม่น ้าซอมอย่างกระทันหันด้วยความเร็วที่ทางฝ่ายสัมพันธิมิตร คาดไม่ถึง กองพลยานเกราะเยอรมันข้ามแม่น ้าเมิซได้ในวันที่ 15 พฤษภาคมและบุกต่อไปทางตะวันตกโดย ทันที ฝ่ายเยอรมันได้ตัดขาดเส้นทางการเดินทัพของฝ่ายสัมพันธมิตรในพื้นที่ และสามารถล้อมกองทหารฝ่าย สัมพันธมิตรที่ก าลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปช่วยเบลเยียมและจะเข้าโจมตีเยอรมันกับกองทัพที่คาดว่าจะเป็นกองทัพ หลักของเยอรมัน ด้วยปฏิบัติการยานเกราะอันมีประสิทธิภาพของเยอรมันท าให้กองทหารบริติช, ฝรั่งเศส และ เบลเยียมถูกผลักดันไปจนมุมอยู่ที่หาดเดิงแกร์ก รัฐบาลบริติชได้ท าการอพยพกองทัพต่างแดนบริติช (BEF) ตลอดจนกองพลฝรั่งเศสออกจากหาดเดิงแกร์กในปฏิบัติการไดนาโมจนเสร็จสิ้นวันที่ 4 มิถุนายน 1940 เยอรมนีเริ่มปฏิบัติการ "เหตุแดง" (Fall Rot) ในวันที่ 5 มิถุนายน กองพลบริติชและฝรั่งเศส 60 หน่วยที่เหลืออยู่พยายามต่อต้านการุรกรานอย่างสุดก าลังแต่ก็ไม่เป็นผลมากนัก เนื่องจากฝ่ายเยอรมันมี การสนับสนุนทางอากาศและมียานเกราะที่เหนือกว่ามาก กองยานเกราะเยอรมันยกทัพโอบล้อมแนวมาฌีโน จากภาคเหนือและมุ่งเข้าสู่ภาคกลางของฝรั่งเศส และเข้ายึดกรุงปารีสที่ไร้ทหารป้องกันในวันที่ 14 มิถุนายน ผู้คนในรัฐบาลฝรั่งเศสต่างหลบหนีออกไปอังกฤษก่อนหน้านั้นแล้ว ผู้น าทหารเยอรมันเข้าเจรจาข้อตกลงหยุดยิง กับรัฐบาลฝรั่งเศสในวันที่ 18 มิถุนายน ในวันที ่ 22 มิถุนายน ทั้งสองฝ ่ายได้ลงนามในตราสารสงบศึกที ่ป ่ากงเปียญ รัฐบาลวิชี ฝรั่งเศส ที่เป็นกลางน าโดย จอมพลฟีลิป เปแต็ง ออกประกาศล้มล้างสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ยอมให้เยอรมนี เข้ายึดครองภาคเหนือและชายฝั่งตลอดจนแผ่นดินหลังฝั ่งทะเลของฝรั่งเศส การบุกของอิตาลีส่งผลให้ทาง ฝรั่งเศสเสียพื้นที่บนแถบเทือกเขาและหลังจากที่ฝรั่งเศสได้ลงนามตราสารสงบศึก ทางอิตาลีก็ได้ครอบครอง พื้นที่ในโซนยึดครองทางตะวันออกเฉียงใต้รัฐบาลวิชีฝรั่งเศส มีเขตอ านาจเพียงดินแดนนอกยึดครองแถบ
11 ภาคใต้ซึ่งเรียกว่า "โซนเสรี" (Zone libre) ในเดือนพฤศจิกายน 1942 ทหารเยอรมันและอิตาลีเข้ายึดพื้นที่โซน เสรีภายใต้ชื่อปฏิบัติการอันโทน (Unternehmen Anton) แม้ฝรั่งเศสจะพ่ายแพ้ศึกครั้งนี้ แต่นายพลชาลส์ เดอ โกล แห่งกองทัพฝรั่งเศสได้ลี้ภัยไปอยู่กรุงลอนดอน เขาได้จัดตั้งแนวร่วมเสรีฝรั่งเศส (France Libre) เพื่อ ต ่อต้านนาซีเยอรมนีและรัฐบาลวิชีฝรั ่งเศส ฝรั ่งเศสอยู ่ภายใต้การยึดครองของฝ ่ายอักษะจนกระทั ่งถูก ปลดปล่อยหลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกในปี 1944 1.2.2.3 ยุทธการที่บริเตน คือการรบทางอากาศที่กองทัพอากาศเยอรมันหรือลุฟท์วัฟเฟอ (Luftwaffe) เปิดการโจมตี ทางอากาศเพื่อชิงความได้เปรียบกับกองทัพอากาศสหราชอาณาจักร ก่อนที่จะด าเนินการบุกทางทะเลและการ ทิ้งทหารพลร่มจากอากาศในปฏิบัติการสิงโตทะเล (Unternehmen Seelöwe) ที่ทางเยอรมันได้วางแผนไว้ ก่อนหน้า ต้นเหตุของการรบครั้งนี้มาจากความคิดของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์และนายทหารในกองทัพบกเยอรมันที่ เชื่อว่าการบุกหมู่เกาะบริเตนข้ามทะเลจะไม่สามารถท าได้โดยง่ายถ้ากองทัพอากาศหลวงไม่ถูกท าลายเสียก่อน เป้าหมายหลักของลุฟวาฟเฟิลในการเปิดศึกทางอากาศคือเพื่อบั่นทอนหรือท าลายกองก าลังทางอากาศของ อังกฤษจนอ ่อนแอกว ่าที ่จะยับยั้งการบุกได้ ส ่วนเป้าหมายรองก็คือท าลายโรงงานผลิตเครื ่องบินและ สาธารณูปโภคต่างๆ รวมทั้งทิ้งระเบิดใส่พื้นที่ที่มีความส าคัญทางการเมือง เพื่อข่มขู่ชาวบริเตนให้ยอมแพ้หรือ ยอมสงบศึกด้วย กระนั้น แม้เยอรมนีจะมีเครื่องบินรบที่ดีกว่าและนักบินที่มีประสบการณ์มากกว่า (สืบเนื่อง จากการบุกครองโปแลนด์ก ่อนหน้านี้) แต ่ความเด็ดขาดของกองทัพอากาศหลวงและจ านวนเครื ่องบินที่ มากกว ่า ท าให้ฝ ่ายเยอรมันประสบกับความล้มเหลวในการท าลาย หรือแม้แต ่จะบั ่นทอนก าลังของ กองทัพอากาศหลวงของอังกฤษ (หรือแม้แต่จะท าลายขวัญก าลังใจของชาวบริเตน)และพ่ายแพ้ไปในที่สุดซึ่ง ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ของเยอรมันถือเป็นหนึ่งในความพ่ายแพ่ครั้งส าคัญของเยอรมันที่จะน าไปสู่ชัยชนะเหนือฝ่าย อักษะของฝ่ายสัมพันธมิตรในที่สุดเพราะเวลาต่อมานาซีเยอรมันได้หันเหไปโจมตีสหภาพโซเวียตแทนท าให้ อังกฤษสามารถตั้งตัวได้และได้พันธมิตรใหม่เข้าร่วมต่อสู้กับนาซีเยอรมันคือ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ยุทธเวหาบริเตนถือเป็นการรบครั้งแรกที่สู้กันทางอากาศตลอดทั้งศึก รวมถึงเป็นศึกที่มีปฏิบัติ การณ์ทิ้งระเบิดที่ยาวนานและสูญเสียมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นศึกที่มีการทิ้งระเบิดทาง ยุทธศาสตร์(ที่มีจุดประสงค์เพื่อท าลายเศรษฐกิจ หรือการผลิตของศัตรู ไม่ใช่การท าลายข้าศึกโดยตรง) ที่ถูก คิดค้นขึ้นตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ยังไม่ได้ถูกน ามาใช้จริง 1.2.2.4 การทัพแอฟริกาเหนือ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ถึง 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1943 ในทะเลทราย แถบแอฟริกาเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ทะเลทรายของประเทศลิเบีย อียิปต์(การรบในทะเลทรายตะวันตก หรือที่ รู้จักกันในชื่อ"สงครามทะเลทราย") และในประเทศแอลจีเรีย โมร็อกโก (ปฏิบัติการคบเพลิง) และตูนิเซีย(การ ทัพตูนิเซีย) เป็นการรบระหว่างฝ่ายอักษะ น าโดยนาซีเยอรมนีและจักรวรรดิอิตาลีกับฝ่ายสัมพันธมิตร น า
12 โดยสหราชอาณาจักรและประเทศในเครือจักรภพ ในช่วงแรก จนกระทั่งสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตร ตั้งแต่ค.ศ. 1941 และร่วมรบในแอฟริกาเหนืออย่างเต็มตัวตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1942 1.2.2.5 การบุกครองอินโดจีนฝรั่งเศส เป็นการเผชิญหน้าทางทหารในช่วงระยะสั้นระหว่างจักรวรรดิญี่ปุ่นและรัฐฝรั่งเศสในทางตอน เหนือของอินโดจีนฝรั่งเศส การต่อสู้ได้ด าเนินตั้งแต่วันที่ 22 ถึง 26 กันยายน ค.ศ. 1940 พร้อมกับยุทธการที่ กวางสีตอนใต้ในสงครามจีน-ญี่ปุ่น เป้าหมายหลักของญี่ปุ่นคือการขัดขวางต่อสาธารณรัฐจีนจากการน าเข้าอาวุธและเชื้อเพลิง ผ ่านทางอินโดจีนฝรั ่งเศสที ่ไปตามเส้นทางรถไฟสายคุนหมิง-ไฮฟอง จากท ่าเรือไฮฟองของอินโดจีน ผ่านทางเมืองหลวงของฮานอยถึงเมืองคุนหมิงในยูนนานของจีน[2] แม้ว่าจะมีการตกลงกันระหว่างรัฐบาลฝรั่งเศสและญี่ปุ่นก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของการ สู้รบ ผู้มีอ านาจไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์บนพื้นดินได้เป็นเวลาหลายวันก่อนที่ทหารจะหยุดยิง ตามข้อตกลง ก ่อนหน้านี้, ญี ่ปุ ่นได้รับอนุญาตให้ครองเมืองตังเกี๋ยในทางตอนเหนือของอินโดจีนและปิดกั้นจีนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 1.2.2.6 สงครามอิตาลี-กรีซ เกิดขึ้นเมื่ออิตาลีน าโดยมุสโสลินีต้องการขยายดินแดนและอ านาจแบบเดียวกับฮิตเลอร์ โดย เริ่มจากเข้ายึดอัลบาเนีย หลังจากนั้นก็จะบุกยึดกรีซด้วยก าลังพลที่มีจ านวนมากกว่า ประมาณ 2 ต่อ 1 และ ยุทโธปกรณ์ที่ดีกว่า และก็ประกาศตนอยู่ตรงข้ามฝ่ายอักษะซึ่งในช่วงเวลานั้นมีเพียงอังกฤษกับกรีซเท่านั้น ที่ยังสู้อยู่ กรีซสามารถต้านทานการรุกของอิตาลีด้านพรมแดนอัลบาเนีย-กรีซได้ในการรุกครั้งแรกของอิตาลี ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1913 – พฤศจิกายน ค.ศ. 1940 และกลับกลายเป็นว่ากรีซเป็นฝ่ายตีโต้ตอบ ระหว ่างวันที ่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940 – มีนาคม ค.ศ. 1941 ท าให้อิตาลีต้องถอยเข้าไปจากพรมแดน อัลบาเนีย-กรีซ ถึง 60 กิโลเมตร กรีซยึดดินแดนเกือบ 1 ใน 3 ของอัลบาเนียไว้ได้ กองทัพอิตาลี จ านวน 27 กองพลไม่สามารถผลักดันกองทัพกรีซจ านวน 16 กองพลในอัลบาเนียซึ่งมียุทโธปกรณ์ที่ด้อยกว่า ระหว่างการรุกครั้งที่ 2 ของอิตาลีช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1941 ถึง 23 เมษายน ค.ศ. 1941 สร้างความอับอาย ให้กับมุสโสลินีเป็นอย่างมาก 1.2.3 เหตุการณ์ในปีค.ศ.1941 1.2.3.1 การทัพแอฟริกาตะวันออก การทัพแอฟริกาตะวันออกเป็นการสู้รบในแอฟริกาตะวันออกในสงครามโลกครั้งที่สองโดย ฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนใหญ่มาจากจักรวรรดิอังกฤษ เข้าต่อกรกับกองก าลังฝ่ายอักษะ ซึ่งส่วนมาจากอิตาลีของ อาณานิคมอิตาลีแอฟริกาตะวันออก (Africa Orientale Italiana or AOI), ในช ่วงระหว ่างเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 และเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1941 กองก าลังของกองบัญชาการตะวันออกกลางบริติช รวมทั้งหน่วย ทหารจากสหราชอาณาจักรและอาณานิคมแอฟริกาตะวันออกของบริติช, บริติชโซมาลิแลนด์, บริติชแอฟริกา
13 ตะวันตก จักรวรรดิอินเดีย โรดีเชียเหนือ ไนแอซาแลนด์ปาเลสไตน์ในอาณัติแอฟริกาใต้โรดีเชียใต้ และซูดาน ได้เข้าร่วมในการทัพเช่นกัน กองก าลังทหารนอกแบบของเอธิโอเปียและฝรั่งเศสเสรีและกองก าลัง Publique ของเบลเยียมได้เข้าร่วมด้วยเช่นกัน แอฟริกาตะวันออกอิตาลีได้รับการป้องกันโดยกองก าลังอิตาลีของกองบัญชาการ กองทัพอิต าลีแอฟ ริก าตะ วันออก (Comando Forze Armate dell'Africa Orientale Italiana) ซึ่ง หน ่วยทหารจาก Regio Esercito (กองทัพบกอิตาลี) Regia Aeronautica(กองทัพอากาศอิตาลี) และ Regia Marina (กองทัพเรืออิตาลี) มีราวประมาณ 200,000 นาย Regio Corpo Truppe Coloniali จาก อะบิสซิเนีย (เอธิโอเปีย) ที่อิตาลียึดครอง อิตาลีเอริเทรีย และอิตาลีโซมาลิแลนด์ น าโดยนายทหารอิตาลีและ ทหารอิตาลีที่ไม่ใช่ชั้นสัญญาบัตร 70,000 นายได้เข้าประจ าการและกองก าลังเสริม กองร้อยยานยนต์เยอรมัน (Compagnia Autocarrata Tedesca) ได้เข้าสู้รบภายใต้กองบัญชาการอิตาลี สงครามได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อวันที่ 31 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ด้วยการตีโฉบฉวยทางอากาศของ อิตาลีบนฐานทัพของฝูงบินที่ 1 ของกองทัพอากาศอังกฤษโรดีเชียใต้ (237 (Rhodesia) Squadron RAF) ที่ Wajir ในรัฐอารักขาแอฟริกาตะวันออกและด าเนินต่อไปจนกระทั่งกองก าลังอิตาลีได้ถูกผลักดันกลับจากเคนยา และซูดาน ตลอดถึงโซมาเลีย เอริเทีย และเอธิโอเปียในค.ศ. 1940 และช่วงต้นปี ค.ศ 1941 กองก าลังอิตาลีที่ เหลืออยู่ในอิตาลีแอฟริกาตะวันออกได้ยอมจ านนหลังจากยุทธการที่กอนดาร์ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1941 ยกเว้นกลุ่มกองก าลังเล็กๆที่ได้ต่อสู้รบเยี่ยงกองโจรในเอธิโอเปียต่อกรกับหน่วยทหารบริติชจนกระทั่งได้สงบศึก ที ่คาซีเบีย (3 กันยายน ค.ศ. 1943) ได้จบสงครามระหว ่างอิตาลีและฝ ่ายสัมพันธมิตร การทัพแอฟริกา ตะวันออกเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ครั้งแรกของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ได้ถูกบดบังด้วยความพ่ายแพ้ของบริติช ในยุทธการที่กรีซและยุทธการเกาะครีต 1.2.3.2 การบุกครองยูโกสลาเวีย เริ ่มขึ ่นเมื ่อเยอรมนีร ่วมกับฝ ่ายอักษะเปิดฉากโจมตีราชอาณาจักรยูโกสลาเวียในวันที ่ 6 เมษายน 1941 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังเกิดรัฐประหารยูโกสลาเวียเมื่อหลายวันก่อนหน้า ยูโกสลาเวียด ารงความเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้เกือบ 2 ปี แต่เมื่อเดือนมีนาคม ปี 1941 เจ้าชาย Paul ถูกบีบบังคับให้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับฝ่ายอักษะ ท าให้เกิดการโค่นล้มอ านาจ ของพระองค์เพื่อปฏิเสธการเป็นพันธมิตรกับอักษะในเบลเกรด และ องค์มกุฏราชกุมารได้ถูกยกขึ้นมาเป็น สมเด็จพระเจ้าปีเตอร์ที ่ 2 ปกครองยูโกสลาเวียแทน ฝ ่ายอักษะจึงเข้าโจมตียูโกสลาเวียและแยกดินแดน ยูโกสลาเวียเป็นส่วน ๆ แบ่งสรรกันในหมู่ฝ่ายอักษะ (อิตาลี เยอรมนี บัลแกเรีย ฮังการี โรมาเนีย แอลเบเนีย) แต ่ที ่ส าคัญคือยกกลุ ่มอูสตาเชให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลปกครองรัฐเอกราชโครเอเชีย (Independent State of Croatia)
14 1.2.3.3 ยุทธการที่เกาะครีต เริ่มต้นในเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 เมื่อกองทัพนาซีเยอรมนีส ่งกองก าลังพลร่ม (เยอรมัน: Fallschirmjäger, อังกฤษ: parachute rangers) เข้ารุกรานเกาะครีตภายใต้ชื่อรหัส "ปฏิบัติการ เมอร์คิวรี" (เยอรมัน: Unternehmen Merkur, อังกฤษ: Operation Mercury) ฝ่ายตั้งรับที่อยู่บนเกาะครีต ประกอบด้วยกองทัพกรีซ กองก าลังของฝ่ายสัมพันธมิตร และพลเรือนชาวเกาะครีต หลังการสู้รบด าเนินไปได้หนึ ่งวัน ฝ ่ายเยอรมนีต้องพบกับความสูญเสียอย ่างหนักและ ยังไม ่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ใดๆ ในการรบครั้งนี้ ในวันถัดมา ด้วยปัญหาการสูญเสียการติดต ่อและ ความล้มเหลวในการควบคุมสถานการณ์ของฝ่ายสัมพันธมิตร สนามบินในเมืองมาเล็ม (Maleme) จึงเสียให้แก่ ฝ่ายเยอรมนี ท าให้เยอรมนีได้รับก าลังเสริมและครองความเหนือกว่าฝ่ายที่ตั้งรับได้ การสู้รบได้ด าเนินต่อไปอีก เกือบ 10 วันจึงยุติลง ยุทธการที่เกาะครีตได้สร้างประวัติการณ์ขึ้นใหม่ 3 ประการ คือ เป็นการรบครั้งแรกที่ใช้พล ร่มเป็นก าลังรบหลัก เป็นการปฏิบัติการครั้งส าคัญครั้งแรกของฝ่ายสัมพันธมิตรในการใช้สายลับถอดรหัสลับ เครื่องอีนิกมาของนาซีเยอรมนี และเป็นครั้งแรกที่การรุกของฝ่ายเยอรมนีที่ได้ประสบกับการต่อต้านอย่างหนัก จากประชาชนพลเรือน ด้วยความเสียหายอย ่างหนักที ่กองก าลังพลร ่มได้รับ ท าให้ฮิตเลอร์ได้สั ่งยุติ การปฏิบัติการขนาดใหญ่ส าหรับกองก าลังพลร่ม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสัมพันธมิตรรู้สึกประทับใจในศักยภาพของ กองก าลังพลร่ม จึงได้ริเริ่มการจัดตั้งกองพลพลร่มของตัวเองขึ้นเช่นกัน 1.2.3.4 ปฏิบัติการบาร์บารอสซา เป็นรหัสนามส าหรับการบุกครองสหภาพโซเวียตของฝ่ายอักษะ ซึ่งเริ่มต้นขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ ที ่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ในช ่วงสงครามโลกครั้งที ่สอง ปฏิบัติการดังกล ่าวได้น าไปสู ่การกระท าเพื่อ เป้าหมายทางด้านอุดมการณ์ของนาซีเยอรมนีในการพิชิตดินแดนสหภาพโซเวียตทางด้านตะวันตก เพื่อที่จะสร้างพื้นที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับชาวเยอรมัน เกเนอราลพลานอ็อสท์ของเยอรมันนั้นมีเป้าหมายที่จะใช้ ประชากรที่พิชิตมาได้บางส่วนมาเป็นแรงงานเกณฑ์ส าหรับความพยายามท าสงครามของฝ่ายอักษะ ในขณะที่ ได้เข้ายึดแหล ่งบ่อน ้ามันส ารองบนเทือกเขาคอเคซัส รวมทั้งทรัพยากรทางเกษตรกรรมของดินแดนต่าง ๆ ของโซเวียต เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา รวมถึงท้ายที ่สุดแล้ว ได้ท าการกวาดล้าง การถูกท าให้เป็นทาส การถูกท าให้เป็นเยอรมัน และการเนรเทศต่อชาวสลาฟจ านวนมากมายไปยังไซบีเรีย และเพื่อสร้างเลเบินส์ เราม์(พื้นที่อยู่อาศัย) ส าหรับเยอรมนี ในช ่วงสองปีที ่น าไปสู ่การบุกครอง เยอรมนีและสหภาพโซเวียตได้ลงนามในสนธิสัญญา ทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื ่อเป้าหมายทางย ุทธศาสตร์ อย ่างไรก็ตาม กองบัญชาการใหญ่ แห่งแวร์มัคท์(OKW) ได้เริ่มวางแผนการบุกครองสหภาพโซเวียตในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1940 (ภายใต้รหัส นามว่า ปฏิบัติการอ็อทโท) ซึ่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้มอบอ านาจ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1940 ในช่วงระหว่าง ปฏิบัติการดังกล่าว จ านวนก าลังพลประมาณสามล้านนายของฝ่ายอักษะ ซึ่งเป็นกองก าลังรุกรานที่ใหญ่ที่สุด
15 ในประวัติศาตร์สงคราม การบุกครองดินแดนสหภาพโซเวียตทางด้านตะวันตกตามแนวรบระยะทาง ประมาณ 2,900 กิโลเมตร (1,800 ไมล์) ด้วยยานยนต์ 600,000 คัน และจ านวนม้ากว่า 600,000 ตัว ส าหรับ ปฏิบัติการที่ไม่ใช่การสู้รบ การบุกครองดังกล่าวได้ขยายตัวอย่างมากในสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งในทางด้าน ภูมิศาสตร์และในการก่อตัวของแนวร่วมฝ่ายสัมพันธมิตร รวมทั้งสหภาพโซเวียต ปฏิบัติการนี้ได้เปิดฉากแนวรบด้านตะวันออก ซึ ่งมีกองก าลังมากมายที ่เข้าร ่วมมากกว่า ในเขตสงครามอื่นๆในประวัติศาสตร์ พื้นที่ดังกล่าวได้มีการพบเห็นถึงการสู้รบขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ดูโหดร้าย และน่าสะพรึงกลัวที่สุด และมีการบาดเจ็บล้มตายสูงสุด ซึ่งทั้งหมดนี้มีอิทธิพลต่อสงครามโลกครั้งที่สองและ ประวัติศาสตร์ในภายหลังของทศวรรษที่ 20 ในที่สุด กองทัพเยอรมันได้จับกุมกองก าลังทหารของกองทัพแดง โซเวียตได้ราวประมาณห้าล้านนาย ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยกลับมามีชีวิตอีกเลย พวกนาซีได้จงใจให้อดอาหาร หรือไม่ก็สังหารต่อเชลยศึกจ านวน 3.3 ล้านนายและพลเรือนอีกจ านวนมาก ด้วย"แผนความหิว" ซึ่งถูกใช้งาน เพื่อ แก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนอาหารของเยอรมันและก าจัดประชากรชาวสลาฟด้วยทุกขภิกภัย มีการยิง เป้าและปฏิบัติการรมแก๊สจ านวนมากโดยพวกนาซี หรือผู้ให้ความร่วมมือด้วยความเต็มใจ ได้ท าการสังหาร ชาวโซเวียตเชื้อสายยิวจ านวนกว่าล้านคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฮอโลคอสต์ ด้วยความล้มเหลวของปฏิบัติการบาร์บาร็อสซา ท าให้โชคชะตาของไรช์ที ่สามต้องกลับ ตาลปัตร ในทางปฏิบัติ กองทัพเยอรมันได้รับชัยชนะครั้งส าคัญและเข้ายึดครองพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ส าคัญที่สุด บางแห่งชองสหภาพโซเวียต (ส่วนใหญ่อยู่ในยูเครน) และได้รับความเสียหาย เช่นเดียวกับการบาดเจ็บล้มตาย อย ่างต ่อเนื ่อง แม้จะประสบความส าเร็จในช ่วงแรก แต ่ฝ ่ายร ุกของเยอรมันต้องหย ุดชะงักลงใน ยุทธการที ่มอสโก เมื ่อปลายปี ค.ศ. 1941 และตามมาด้วยการโจมตีตอบโต้กลับในฤดูหนาวของโซเวียต ได้ผลักดันให้กองทหารเยอรมันกลับไป เยอรมันได้คาดหวังอย ่างมั ่นอกมั ่นใจว ่า การต ่อต้านของโซเวียต จะพังทลายลงอย ่างรวดเร็วเช ่นเดียวกับในโปแลนด์แต ่กองทัพแดงได้ซึมซับการโจมตีที ่รุนแรงที ่สุด ของกองทัพแวร์มัคท์และจมปลักอยู่ในสงครามพร่าก าลัง ซึ่งเยอรมันไม่ได้เตรียมการมาก ่อนเลย กองทัพ ที ่ดูลิดรอนของแวร์มัคท์ไม ่สามารถโจมตีตามแนวรบด้านตะวันออกทั้งหมดได้อีกต ่อไป และตามมาด้วย ปฏิบัติการเพื่อการรุกเข้ายึดกลับคืนและรุกเข้าไปลึก ๆ ในดินแดนโซเวียต เช่น กรณีสีน ้าเงิน ในปี ค.ศ. 1942 และปฏิบัติการซิทาเดลในปี ค.ศ. 1943 จนในที ่สุดก็ต้องล้มเหลวซึ ่งส ่งผลท าให้แวร์มัคท์ต้องล ่าถอยและ พังทลายลง 1.2.3.5 การทัพตะวันออกกลาง เป็นเขตสงครามหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง มีอักษะประเทศในทวีปยุโรป และคู่สงคราม ร่วมฟินแลนด์ฝ่ายหนึ่ง กับสหภาพโซเวียต โปแลนด์และชาติสัมพันธมิตรจ านวนหนึ่งอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคู่สงคราม เขตสงครามนี้กินอาณาบริเวณยุโรปตะวันออก บางส ่วนของยุโรปเหนือและยุโรปใต้สู้รบกันระหว ่าง วันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ถึง 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 เขตสงครามดังกล่าวมีเรียกหลายชื่อแตกต่างกันไป ตามประเทศ ชื ่อที ่โดดเด ่น เช ่น "มหาสงครามของผู้รักชาติในอดีตสหภาพโซเวียต; แนวรบด้าน
16 ตะวันออก (เยอรมัน: die Ostfront) การทัพตะวันออก (เยอรมัน: der Ostfeldzug) หรือ การทัพ รัสเซีย (เยอรมัน: der Rußlandfeldzug) ในเยอรมนี การยุทธ์บนแนวรบด้านตะวันออกประกอบกันเป็นการเผชิญหน้าทางทหารครั้งใหญ่ที ่สุด ในประวัติศาสตร์ มีลักษณะของความรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน การท าลายไม่เลือกหน้า การเนรเทศขนาน ใหญ่ ตลอดจนการสูญเสียชีวิตมหาศาลอันเนื่องมาจากการสู้รบ ความอดอยาก การทอดทิ้ง โรคระบาด และ การสังหารหมู ่ แนวรบด้านตะวันออก อันเป็นแหล ่งค ่ายมรณะ การเดินขบวนแห ่งความตาย (death march) เกตโต และโพกรมแทบทั้งหมด ถือเป็นศูนย์กลางของฮอโลคอสต์จากตัวเลขประเมินผู้เสียชีวิต ในสงครามโลกครั้งที่สอง 70 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตราว 30 ล้านคนในแนวรบด้านตะวันออก ซึ่งเป็นพลเรือน เสียมาก แนวรบด้านตะวันออกมีส่วนส าคัญในการก าหนดผลของสงครามโลกครั้งที่สอง และถือเป็นสาเหตุ ส าคัญประการหนึ่งอันน าไปสู่ความปราชัยของเยอรมนีสงครามนี้ลงเอยด้วยการล่มสลายของนาซีเยอรมนีการ แบ่งประเทศเยอรมนีนานเกือบครึ่งศตวรรษ และการก้าวขึ้นเป็นรัฐอภิมหาอ านาจทางทหารและอุตสาหกรรม ของสหภาพโซเวียต 1.2.3.6 ยุทธการที่เคียฟ (1941) เป็นยุทธการที่เป็นการปิดล้อมทหารโซเวียตขนาดใหญ่โดยเยอรมันในแถบรอบเมืองเคียฟ ในช ่วงสงครามโลกครั้งที ่สอง ซึ ่งการล้อมนี้ถือว ่ายาวที ่สุดในประวัติศาสตร์การรบ (จากจ านวนทหาร) ปฏิบัติการเริ่มต้นตั้งแต่ 7 สิงหาคม ถึง 26 กันยายน ค.ศ. 1941 เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการบาร์บารอสซา ในช่วงที่ฝ่ายอักษะบุกสหภาพโซเวียต ในประวัติศาสตร์การทหารของโซเวียต มันถูกเรียกว่า ปฏิบัติการป้องกัน เชิงกลย ุทธ์เคียฟ และวันเวลาในการรบค ่อนข้างจะแตกต ่าง คือ ตั้งแต ่วันที ่ 7 กรกฎาคม ถึง 26 กันยายน ค.ศ. 1941 เกือบทั้งหมดของกองพลตะวันตกเฉียงใต้ของ กองทัพแดง ถูกล้อม อย่างไรก็ตามการล้อม เคียฟก็ไม ่สมบูรณ์และทหารโซเวียตบางส ่วนหลบหนีไปได้หลังจากที ่เยอรมันท าการรุกโอบล้อมในทาง ตะวันออก รวมไปถึงฐานทัพใหญ่ของจอมพลเซมิออน บูดิออนนืย,จอมพลเซมิออน ตีโมเชนโค และ ผู้ตรวจการ ทางการเมืองนีกีตา ครุชชอฟ ผู้บังคับบัญชาแห่งกองพลตะวันตกเฉียงใต้มิคาอิล เคอโพโนสซึ่งติดกับดักหลัง แนวเยอรมันและถูกสังหารในระหว่างการต่อสู้ ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของกองทัพแดงในครั้งนี้โดยมีทหารถูกล้อมถึง 452,700 คน, ปืนใหญ่ และปืนครก 2,642 กระบอก และรถถัง 64 คัน และมีทหารเพียง 15,000 คนที่สามารถหลุดรอดจากวงล้อม ในวันที่ 2 ตุลาคม กองพลตะวันตกเฉียงใต้สูญเสียรวมทั้งหมด 700,544 คน รวมถึงทหารที่เสียชีวิตถูกจับหรือ สูญหาย 616,304 คน ในช่วงการรบ
17 1.2.3.7 การล้อมเลนินกราด เป็นการปิดล้อมทางทหารที่ยืดเยื้อมาจากทางใต้โดยกลุ่มกองทัพเหนือของนาซีเยอรมนีต่อ เมืองเลนินกราดของสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) บนแนวรบด้านตะวันออกใน สงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพฟินแลนด์ได้เข้ารุกรานจากทางเหนือ ได้ร่วมมือกับเยอรมันจนกระทั่งฟินแลนด์ ยึดดินแดนที่สูญเสียไปในสงครามฤดูหนาวที่ผ่านมา แต่ได้ปฏิเสธที่จะเข้าใกล้เมืองอื่นเพิ่มเติม ยังได้ร่วมมือกับ เยอรมัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1942 ในเดือนสิงหาคม กองพลน ้าเงินของสเปนได้ถูกย้ายไปยังปีกด้านตะวันออกเฉียง ใต้ของวงล้อมเลนินกราด ทางใต้ของเนวาใกล้กับเมืองพุชกิน Kolpino และการเข้าแทรกแซงหลักอยู ่ใน Krasny Bor ในพื้นที่แม่น ้า Izhora การล้อมเริ ่มต้นขึ้นเมื ่อวันที ่ 8 กันยายน ค.ศ. 1941 เมื ่อแวร์มัคท์ได้ตัดขาดถนน เส้นทางสุดท้ายที่จะเข้าไปในเมือง แม้ว ่ากองทัพโซเวียตจะสามารถเปิดเส้นทางที ่มีขนาดแคบซึ ่งสามารถ เข้าไปในเมืองได้ในวันที ่ 18 มกราคม ค.ศ. 1943 กองทัพแดงก็ยังไม ่อาจที ่จะคลายวงล้อมได้จนถึง วันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1944 เป็นเวลาเพียง 872 วันนับจากจุดเริ่มต้น การปิดล้อมครั้งนี้กลายเป็นการปิดล้อม ที่ยาวนานที่สุดและการท าลายล้างมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และอาจเป็นไปได้ว่าเป็นการล้อมที่มี การสูญเสียมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจ านวนมากมายซึ่งได้ประสบพบเจอ มาตลอดช ่วงเวลานั้น ในศตวรรษที ่ 21 นักประวัติศาสตร์บางคน ได้บรรจุเหตุการณ์ครั้งนี้ว ่าเป็นการ ฆ ่าล้างเผ ่าพันธ์เนื ่องจากมีการท าให้เกิดความอดยากหิวโหยอย ่างเป็นระบบและมีการท าลายล้าง ประชากรพลเรือนของเมืองโดยเจตนา 1.2.3.8 ยุทธการที่มอสโก เป็นการทัพทางทหารที ่ประกอบไปด้วยสองช ่วงเวลาของการสู้รบที ่มีนัยส าคัญ ทางย ุทธศาสตร์จากระยะทาง 600 กิโลเมตร (370 ไมล์) เขตภาคของแนวรบด้านตะวันออกใน สงครามโลกครั้งที่สอง เกิดขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม ค.ศ. 1941 และเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 ความพยายาม ในการป้องกันของโซเวียตท าให้การโจมตีของฮิตเลอร์ต ่อกรุงมอสโก เมืองหลวงและเมืองขนาดใหญ ่ที ่สุด ของสหภาพโซเวียต ไม่ประสบความส าเร็จ มอสโกเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักทางทหารและการเมืองส าหรับ กองก าลังฝ่ายอักษะในการบุกครองสหภาพโซเวียตของพวกเขา การรุกทางยุทธศาสตร์ของเยอรมัน รหัสนามว่า ปฏิบัติการไต้ฝุ่น เรียกร้องส าหรับการรุกแบบ ก้ามปูสองด้าน ด้านหนึ่งไปทางเหนือของมอสโกเข้าปะทะกับแนวรบคาลีนินโดยกองทัพยานเกราะที่ 3 และ 4 พร้อมกับตัดเส้นทางรถไฟจากมอสโก-เลนินกราด และอีกด้านหนึ่งไปทางใต้ของแคว้นมอสโกเข้าปะทะกับ แนวรบตะวันตก ทางใต้ของตูลา โดยกองทัพยานเกราะที่ 2 ในขณะที่กองทัพยานเกราะที่ 4 ได้เข้ารุกโดยตรงสู่ มอสโกจากตะวันตก ในช ่วงแรก กองก าลังโซเวียตได้ด าเนินการป้องกันทางยุทธศาสตร์ของแคว้นมอสโกโดย สร้างแนวป้องกันทางลึกสามแนว จัดตั้งกองก าลังส ารองขึ้นมาใหม ่ และน ากองก าลังมาจาก มณฑล
18 ทหารไซบีเรียและตะวันออกไกล เมื่อการรุกของเยอรมันได้หยุดชะงักลง การรุกตอบโต้กลับทางยุทธศาสตร์ ของโซเวียตและปฏิบัติการของการรุกขนาดเล็กได้บีบบังคับให้กองทัพเยอรมันได้กลับเข้าสู ่ต าแหน ่งรอบ เมืองโอริออล เวียซมาและวีเต็บสค์และเกือบที่จะล้อมกองทัพเยอรมันทั้งสามไว้ได้ มันเป็นความล้มเหลว ครั้งใหญ่ส าหรับเยอรมัน และจุดสิ้นสุดของความเชื่อของพวกเขาในชัยชนะของเยอรมันเหนือสหภาพโซเวียต อย่างรวดเร็ว อันเป็นผลลัพธ์มาจากการรุกที่ล้มเหลว จอมพล วัลเทอร์ ฟ็อน เบราคิทช์ถูกสั่งปลดออกจาก ต าแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพบกเยอรมัน โดยฮิตเลอร์ได้เข้ามาแทนที่ในต าแหน่งของเขา 1.2.3.9 การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ เป็นการจู่โจมของกองก าลังพิเศษทางอากาศแห่งกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นต่อฐานทัพเรือ สหรัฐที่ท ่าเพิร์ล ดินแดนฮาวาย ในเช้าวันที ่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 การโจมตีครั้งนี้ได้เป็นที ่รู้จักกัน คือ ยุทธการเพิร์ลฮาร์เบอร์น าไปสู่การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองของสหรัฐอเมริกา ผู้น าทางทหารญี่ปุ่น ได้เรียกการโจมตีครั้งนี้ว่า ปฏิบัติการฮาวายและปฏิบัติการเอไอ และปฏิบัติการแซดในช่วงระหว่างการวางแผน การโจมตีครั้งนี้ได้เจตาเป็นการปฏิบัติป้องกันเพื ่อไม ่ให้กองเรือแปซิฟิกของสหรัฐ เข้าแทรกแซงการปฏิบัติทางทหารซึ ่งจักรวรรดิญี ่ปุ ่นก าลังวางแผนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อ ดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์และสหรัฐ มีการโจมตีของญี่ปุ่นพร้อมกันที่ฟิลิปปินส์ซึ่ง สหรัฐถือครองอยู่ และต่อมาด้วยจักรวรรดิบริติชในมาลายา สิงคโปร์และฮ่องกง จากในแง ่ผู้ป้องกัน การโจมตีเริ ่มเมื ่อ 7.48 น. ตามเวลาฮาวาย (18:18 GMT) ฐานทัพ ได้ถูกโจมตีโดยเครื่องบินญี่ปุ่น 353 ล า (รวมทั้งเครื่องบินขับไล่, เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบระดับและด าดิ่ง และ ทิ้งระเบิดตอร์ปิโด) แบ ่งเป็นสองระลอก บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื ่องบิน 6 ล า โดยกองบินผสมเริ ่มโจมตี เครื ่องบินที ่น ามาจอดทิ้งไว้กลางรันเวย์ตามค าสั ่งของนายพลชอร์ตก ่อน จึงค ่อยโจมตีเป้าหมายหลักนั่น เรือรบแห่งกองทัพเรือสหรัฐทั้งแปดล าเสียหาย โดยสี่ล าจม ทั้งหมดถูกซ่อมแซมขึ้นใหม่ (ยกเว้นUSS Arizona เนื ่องจากโดนระบิดที ่ทิ้งตกลงไปในคลังอาวุธ ท าให้เกิดการระเบิดอย ่างรุนแรง) เรือรบหกล าจากแปดล า ได้กลับเข้าประจ าการและออกสู้รบในสงคราม ฝ่ายญี่ปุ่นยังจมหรือสร้างความเสียหายแก่เรือลาดตระเวน 3 ล า เรือพิฆาต 3 ล า เรือฝึกต ่อสู้อากาศยานหนึ ่งล า และเรือวางทุ ่นระเบิดหนึ ่งล า เครื ่องบินสหรัฐ 188 ล า ถูกท าลาย ฝ่ายอเมริกันเสียชีวิต 2,403 นาย บาดเจ็บ 1,178 นาย สถานที่ตั้งฐานทัพส าคัญอย่างโรงไฟฟ้า อู ่ต ่อเรือแห้งและน ้า โรงซ ่อมบ ารุง เชื้อเพลิงและเก็บตอร์ปิโด ตลอดจนสะพานเทียบเรือด าน ้าและ อาคารกองบัญชาการ (ซึ ่งเป็นที ่ตั้งของฝ ่ายข ่าวกรอง) ไม ่ถูกโจมตี ฝ ่ายญี ่ปุ ่นสูญเสียเล็กน้อย คือ เครื ่องบิน 29 ล าและเรือด าน ้า 5 ล า และทหารเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ 65 นาย กะลาสีชาวญี ่ปุ่น ถูกจับได้หนึ่งคน คือ คะซุโอะ ซะกะมะกิ การโจมตีครั้งนี้ได้สร้างความตกตะลึงอย ่างมากแก ่อเมริกันชนและน าให้สหรัฐเข้าสู่ สงครามโลกครั้งที ่สองโดยตรงทั้งในเขตสงครามแปซิฟิกและยุโรป วันรุ ่งขึ้น คือ วันที ่ 8 ธันวาคม สหรัฐ ได้ประกาศสงครามต่อญี่ปุ่น และหลายวันต่อมา, เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม เยอรมนีและอิตาลีได้ประกาศสงคราม
19 ต ่อสหรัฐ สหรัฐได้ตอบโต้ด้วยการประกาศสงครามต ่อเยอรมนีและอิตาลี การสนับสนุนลัทธิไม ่แทรกแซง ภายในประเทศ ซึ่งเคยมีมากมายนับตั้งแต่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1940 จนหมดสิ้น มีบรรทัดฐานประวัติศาสตร์จ านวนมากของการปฏิบัติทางทหารของญี่ปุ่นซึ่งไม่ประกาศ ทว่า การขาดค าเตือนอย ่างเป็นทางการใด ๆ โดยเฉพาะระหว ่างการเจรจายังด าเนินอยู ่ ท าให้ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ประกาศว่าวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 เป็น "วันซึ่งจะอยู่ในความอดสู" เพราะการโจมตี เกิดขึ้นโดยไม่มีการประกาศสงครามและไม่มีค าเตือนชัดเจน การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์จึงได้ถูกตัดสินในภายหลัง ที่การพิจารณาคดีโตเกียวด้วยข้อหาอาชญากรรมสงคราม 1.2.4 เหตุการณ์ในปีค.ศ.1942 1.2.4.1 ยุทธนาวีที่มิดเวย์ เป็นยุทธนาวีที ่ส าคัญที ่สุดในแนวรบด้านมหาสมุทรแปซิฟิกในช ่วง ระหว ่างวันที ่ 4 - 7 มิถุนายน พ.ศ. 2485 ประมาณหนึ่งเดือนหลังยุทธนาวีทะเลคอรัล และประมาณหกเดือนหลังจากญี่ปุ่นโจมตี เพิร์ลฮาร์เบอร์กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด จากการต่อต้านการโจมตีของกองทัพเรือ จักรวรรดิญี ่ป ุ ่นที่มิดเวย์อะทอลล์และเป็นการคาดโทษ ความเสียหายที ่ไม ่อาจแก้ไขได้ของ กองเรือรบญี ่ปุ ่น จอห์น คีแกนได้เรียกมันว ่า"ที ่สุดของความประหลาดใจและเด็ดเดี ่ยวอย ่างคาดไม ่ถึง ในประวัติศาสตร์ของการท าสงครามกองทัพเรือ" ยุทธนาวีนี้เคยเป็นการพ ่ายแพ้ที ่เลวร้ายที ่สุดของ กองทัพเรือญี่ปุ่นในระยะ 350 หลา ภายหลังยุทธนาวีทั้งสอง กองเรือสหรัฐอเมริกาในมหาสมุทรแปซิฟิกเสียหายอย ่างหนัก กองทัพญี่ปุ่นจึงคิดเข้าโจมตีมิดเวย์อะทอลล์เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ในแนวป้องกันทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกของ ญี่ปุ่น และเป็นฐานในปฏิบัติการส าหรับแผนขั้นต่อไป รวมไปถึงการท าลายเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกา ที่ยังคงเหลืออยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เนื่องจากสหรัฐอเมริกาสามารถถอดรหัสลับของกองทัพเรือญี่ปุ่นได้ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม สหรัฐอเมริกาจึงสามารถเตรียมการป้องกันและจัดวางก าลังพล จนสามารถท าลาย กองทัพเรือของญี ่ปุ ่นได้ ยุทธนาวีมิดเวย์ถือเป็นจุดเปลี ่ยนที ่ส าคัญที ่ท าให้สหรัฐอเมริกากลับมาชิงความ ได้เปรียบในยุทธบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเริ่มเป็นฝ่ายรุกโจมตีกองทัพเรือญี่ปุ่นจนจบสงคราม 1.2.4.2 ยุทธการที่สตาลินกราด เป็นยุทธการใหญ ่ของสงครามโลกครั้งที ่สอง ซึ ่งนาซีเยอรมนีและพันธมิตรฝ ่ายหนึ่ง สู้รบกับสหภาพโซเวียตอีกฝ ่ายหนึ ่ง เพื ่อแย ่งชิงการควบคุมนครสตาลินกราด (ปัจจุบันคือวอลโกกราด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหพันธรัฐรัสเซีย) ยุทธการนั้นด าเนินทางระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1942 ถึง 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 ยุทธการสตาลินกราดเป็นยุทธการใหญ ่ที ่สุดบนแนวรบด้านตะวันออก และ ได้รับความสนใจเพราะความป่าเถื่อนและไม่สนใจต่อความสูญเสียทั้งทางทหารและพลเรือน นอกจากนี้ ยังเป็น หนึ่งในยุทธการนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์การสงคราม โดยมีการประเมินความสูญเสียทั้งสองฝ่ายรวมกัน ขั้นสูงไว้เกือบสองล้านนาย ความสูญเสียอย ่างหนักที ่กองทัพเยอรมนีประสบนับเป็นจ ุดพลิกผัน
20 ของสงคราม หลังยุทธการสตาลินกราด ก าลังเยอรมันไม ่อาจฟื้นคืนยอดอย่างเมื่อก่อนได้อีก และไม่บรรลุ ชัยชนะทางยุทธศาสตร์ในทางตะวันออกอีกเลย เยอรมนีรุกเพื่อยึดสตาลินกราดเริ่มตั้งแต่ปลายฤดูร้อน ค.ศ. 1942 และได้รับการสนับสนุน จากการทิ้งระเบิดโดยกองทัพอากาศอย่างเข้มข้น ซึ่งท าให้พื้นที่ขนาดใหญ่ของนครกลายเป็นซากปรักหักพัง ท้ายที่สุด การรุกของเยอรมนีกลายมาติดหล่มการสู้รบอาคารต่ออาคาร และแม้จะควบคุมพื้นที่ของนครได้กว่า 90% ในบางครั้ง กองทัพเยอรมันกลับไม่สามารถขับไล่ผู้ป้องกันฝ่ายโซเวียตกลุ่มสุดท้ายที่ยึดฝั่งตะวันตกของ แม่น ้าวอลกาอย่างเหนียวแน่น วันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 กองทัพแดงเปิดฉากปฏิบัติการยูเรนัส การโจมตีสองง่าม หรือเรียกว่าคีมหนีบโดยมีเป้าหมายต่อก าลังพลโรมาเนียและฮังการีที่อ่อนแอ ซึ่งก าลังป้องกันปีกของกองทัพที่ 6 หลังจากมีการสู้รบอย่างหนัก ความส าเร็จของการโจมตีเหล่านี้ส่งผลให้ปีกที่ยึดไว้อย่างหลวม ๆ พังลง และ กองทัพที่ 6 ถูกตัดขาดและล้อมในสตาลินกราด เมื่อฤดูหนาวของรัสเซียมาถึง กองทัพที่ 6 ก็อ่อนก าลังลงอย่าง รวดเร็วจากความหนาว เนื่องจากขาดเสบียงอาหาร การโจมตีอย่างต่อเนื่องของโซเวียต ความก ากวมของการ บังคับบัญชา ประกอบกับความเชื่อแน่แน่วใน "พลังแห่งการตั้งเจตนา" (power of the will) ของอดอล์ฟ ฮิต เลอร์ และค่านิยม "การยืนหยัด" (standing fast) ยิ่งเสริมฐานะยากล าบากของนาซีเยอรมนีขึ้นไปอีก ท้ายที่สุด ความล้มเหลวของก าลังเยอรมนีนอกวงล้อมในการเปิดวงล้อม ร่วมกับความล้มเหลวในการส่งก าลังบ ารุงทาง อากาศ ท าให้เกิดการพังทลายขั้นสุดท้าย เมื่อถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 การต้านทานของฝ่ายอักษะ ในสตาลินกราดยุติลงและส่วนที่เหลือของกองทัพที่ 6 ได้ยอมจ านนหรือไม่ก็ถูกท าลายไปก่อนหน้านั้นแล้ว 1.2.4.3 ยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่สอง เป็นยุทธการในสงครามโลกครั้งที่สองใกล้กับที ่หยุดรถไฟอัลอะละมัยน์ (El Alamein) ใน อียิปต์ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรคว้าชัย ยุทธการนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการทัพทะเลทรายตะวันตก ยุทธการที่อัลอะละ มัยน์ครั้งที่หนึ่งป้องกันฝ่ายอักษะมิให้รุกคืบเข้าไปในอียิปต์มากขึ้น ชัยของบริเตนพลิกกระแสในการทัพแอฟริกาเหนือและยุติภัยคุกคามของฝ่ายอักษะต่ออียิปต์ คลองสุเอซและทุ่งน ้ามันตะวันออกกลางและเปอร์เซียทางแอฟริกาเหนือ ยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่สอง ช่วยฟื้นขวัญก าลังใจของฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นความส าเร็จส าคัญของฝ่ายสัมพันธมิตรครั้งแรกนับแต่ปฏิบัติการ ครูเซเดอร์ในปลายปี 1941 ยุทธการดังกล่าวสอดคล้องกับการบุกครองแอฟริกาเหนือของฝรั ่งเศสของฝ ่าย สัมพันธมิตรในปฏิบัติการคบเพลิงซึ ่งเริ ่มในวันที่ 8 พฤศจิกายน ตลอดจนยุทธการที ่สตาลินกราดและการ ทัพกัวดัลคะแนล 1.2.4.4 ปฏิบัติการคบเพลิง เดิมเคยเรียกว่า ปฏิบัติการจิมแนสต์ (อังกฤษ: Operation Gymnast) เป็นปฏิบัติการทาง ทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยกองก าลังผสมอังกฤษ-อเมริกัน เพื่อรุกรานอาณานิคมแอฟริกา เหนือของฝรั่งเศสเขตวีชีปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทัพแอฟริกาเหนือ
21 เนื่องจากสหภาพโซเวียตได้กดดันให้รัฐบาลอเมริกาและอังกฤษเปิดแนวรบที่สองในทวีปยุโรป เพื่อกดดันกองทัพเยอรมันต่อกองทัพโซเวียตในแนวรบตะวันออก ผู้บัญชาการทหารของสหรัฐอเมริกาจึงเห็น พ้องกันว่าจะเริ่มปฏิบัติการ "ค้อนยักษ์" (Sledgehammer) เพื่อยกพลขึ้นบกในยุโรปที่ถูกยึดครองโดยกองทัพ นาซีให้เร็วที่สุด แต่ปฏิบัติการนี้ถูกผู้บัญชาการทหารของอังกฤษคัดค้านว่าจะท าให้พันธมิตรตะวันตกต้องเจอ กับความสูญเสียอย่างหนัก การโจมตีอาณานิคมแอฟริกาเหนือของฝรั ่งเศสเขตวีชีจึงถูกเสนอมาแทนโดยมี เป้าหมายเพื่อก าจัดกองก าลังฝ่ายอักษะในแอฟริกาเหนือและท าให้ฝ่ายสัมพันธมิตรครองการควบคุมทะเลเมดิ เตอร์เรเนียนได้มากขึ้นเพื่อเตรียมการบุกยุโรปใต้ต่อไปในปีค.ศ. 1943 1.2.4.5 การทัพกัวดัลคะแนล หรือที ่รู้จักกันในอีกชื ่อก็คือ ย ุทธการที ่กัวดัลคะแนลและมีชื ่อรหัสว ่าปฏิบัติการ วอชทาวเวอร์ (อังกฤษ: Operation Watchtower) เดิมใช้เฉพาะกับปฏิบัติการชิงเกาะทูลากิ (Tulagi) โดยกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นการทัพที่ต่อสู้ระหว่างวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1942 ถึง 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 บนและรอบเกาะกัวดัลคะแนลในเขตสงครามแปซิฟิกในสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นการรุกส าคัญครั้งแรก ของกองทัพสัมพันธมิตรต่อจักรวรรดิญี่ปุ่น วันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1942 กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งประกอบด้วยนาวิกโยธินสหรัฐเป็น หลัก ขึ้นบกบนเกาะกัวดัลคะแนล ทูลากิและฟลอริดาในหมู่เกาะโซโลมอนตอนใต้ โดยมีวัตถุประสงค์มิให้ฝ่าย ญี ่ปุ ่นใช้เพื ่อคุกคามเส้นทางการส ่งก าลังและคมนาคมระหว ่างสหรัฐ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ฝ ่าย สัมพันธมิตรยังตั้งใจใช้กัวดัลคะแนลและทูลากิเป็นฐานสนับสนุนการทัพเพื่อยึดหรือท าลายฐานญี่ปุ่นหลักที่รา บาอูล (Rabaul) บนเกาะนิวบริเตนต่อไป ฝ่ายสัมพันธมิตรมีจ านวนเหนือกว่าฝ่ายป้องกันญี่ปุ่นมาก ซึ่งยึดครอง หมู่เกาะนี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942 และยึดทูลากิและฟลอริดา ตลอดจนสนามบิน (ต่อมาได้ชื่อว่า เฮนเดอร์สันฟีลด์) ซึ่งก าลังก่อสร้างบนกัวดัลคะแนล ทัพเรือสหรัฐที่ทรงพลังสนับสนุนการขึ้นบก ฝ่ายญี่ปุ่นประหลาดใจกับการบุกของฝ่ายสัมพันธมิตร ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน พยายามยึดเฮนเดอร์สันฟีลด์คืน มียุทธการทางบกใหญ่สามครั้ง ยุทธการทางเรือขนาดใหญ่เจ็ดครั้ง (การปฏิบัติ ผิวน ้ายามกลางคืนห้าครั้งและการยุทธ์ของเรือบรรทุกเครื่องบินสองครั้ง) และการยุทธ์ทางอากาศต่อเนื่องแทบ ทุกวันในยุทธนาวีที่กัวดัลคะแนลที่เด็ดขาดในต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายของญี่ปุ่น ในการระดมยิงเฮนเดอร์สันฟีลด์จากทางทะเลและทางบกพร้อมด้วยก าลังพลมากพอยึดคืนแต่ปราชัย ในเดือน ธันวาคม ญี่ปุ่นทิ้งความพยายามยึดกัวดัลคะแนลคืนและอพยพก าลังที ่เหลืออยู่ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 เมื่อเผชิญกับการรุกโดยกองทัพน้อยที่ 14 ของกองทัพบกสหรัฐ การทัพกัวดัลคะแนลเป็นชัยชนะการรบผสมเหล ่า (combined arms) ทางยุทธศาสตร์ ครั้งส าคัญของกองทัพฝ ่ายสัมพันธมิตรต ่อญี ่ปุ ่นในเขตสงครามแปซิฟิก ญี ่ปุ ่นถึงจุดสูงสุดในการพิชิตใน มหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว ชัยชนะที ่มิลเนเบย์ (Milne Bay) บูนา-โกนา (Buna-Gona) และกัวดัลคะแนลเป็น สัญลักษณ์การเปลี่ยนของฝ่ายสัมพันธมิตรจากปฏิบัติการตั้งรับเป็นการริเริ่มทางยุทธศาสตร์ในเขตสงครามนั้น
22 น าไปสู่ปฏิบัติการรุก เช่น การทัพหมู่เกาะโซโลมอน นิวกินีและมหาสมุทรแปซิฟิกกลาง ซึ่งผลให้ในบั้นปลาย ญี่ปุ่นยอมจ านนและสงครามโลกครั้งที่สองยุติ 1.2.5 เหตุการณ์ในปีค.ศ.1943 1.2.5.1 การทัพตูนิเซีย เป็นหนึ ่งในการสู้รบที ่เกิดขึ้นในตูนีเซียในช ่วงการทัพแอฟริกาเหนือในสงครามโลก ครั้งที่สอง ระหว่างกองทัพฝ่ายอักษะและกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร ฝ่ายสัมพันธมิตรประกอบไปด้วยกองทัพ จักรวรรดิบริติช รวมทั้งกองก าลังกรีก กับอเมริกาและกองทัพน้อยฝรั่งเศส การสู้รบได้เปิดฉากด้วยความส าเร็จ ช่วงแรกโดยกองทัพเยอรมันและอิตาลี แต่เส้นทางการขนส่งเสบียงได้ถูกยับยั้งอย่างแน่นหนามากจนน าไปสู่ ความพ่ายแพ้อย ่างย ่อยยับของฝ ่ายอักษะ ทหารชาวเยอรมันและอิตาลีทั้งหมด 250,000 นาย ได้ตกเป็น เชลยศึก รวมทั้งส่วนใหญ่ของกองทัพน้อยแอฟริกา 1.2.5.2 ยุทธการที่เคิสก์ เกิดขึ้นเมื ่อก าลังเยอรมนีและโซเวียตเผชิญหน้ากันในแนวรบด้านตะวันออกระหว ่าง สงครามโลกครั้งที ่สอง บริเวณย ่านชานนครคูสค์ (Kursk) ห ่างจากกรุงมอสโกไปทางใต้ 450 กิโลเมตร ใน สหภาพโซเวียต ช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ค.ศ. 1943 ยุทธการที่คูสค์เป็นทั้งชุดของการสงครามยาน เกราะที ่ใหญ ่ที ่สุด รวมถึงยุทธการที ่โปรโฮรอฟกา และการสงครามทางอากาศวันเดียวราคาแพงที ่สุดใน ประวัติศาสตร์ ยุทธการนี้นับเป็นการรุกทางยุทธศาสตร์ครั้งสุดท้ายของเยอรมนีที่สามารถด าเนินการได้ในทาง ตะวันออก ชัยชนะเด็ดขาดของโซเวียตที่เป็นผลให้กองทัพแดงมีการริเริ่มทางยุทธศาสตร์ในช่วงที่เหลือของ สงคราม ฝ่ายเยอรมนีหวังจะย่นแนวรบของตนโดยก าจัดส ่วนที ่ยื ่นออกมาที่คูสค์ ซึ่งเป็นผลมาจาก ความพ่ายแพ้ในยุทธการที่สตาลินกราด คีมตามที่คิดไว้ล่วงหน้าเจาะผ่านปีกด้านเหนือและใต้เพื่อบรรลุการ ล้อมก าลังกองทัพแดงใหญ่ อย่างไรก็ดี ฝ่ายโซเวียตมีข่าวกรองเจตนาของกองทัพเยอรมัน ด้วยเหตุนี้ ประกอบ กับความล่าช้าของเยอรมนีที่ต้องรออาวุธใหม่ ส่วนใหญ่คือ รถถังทีเกอร์และแพนเธอร์ ท าให้กองทัพแดงมีเวลา สร้างแนวป้องกันเป็นชุดและเก็บก าลังหนุนขนาดใหญ่เพื่อการตีโต้ตอบทางยุทธศาสตร์ โดยได้รับแจ้งล ่วงหน้าหลายเดือนว ่าการโจมตีจะเกิดแก ่คอของส ่วนที ่ยื ่นออกมาที ่คูสค์ ฝ่ายโซเวียตวางแผนที่จะชะลอ หันเห ตลอดจนท าให้หัวหอกแพนเซอร์อันทรงพลังของเยอรมนีอ่อนก าลังและ ค่อย ๆ ยอมจ านน โดยบีบให้พวกเขาโจมตีผ ่านเครือข ่ายเขตทุ ่นระเบิด เขตยิงปืนใหญ ่มองเห็นล ่วงหน้า (pre-sighted artillery fire zone) และที่มั่นแข็งแรงต่อสู้รถถังที่อ าพรางไว้ ประกอบด้วยแนวป้องกันมีพื้นที่ ว่างแปดแนว ลึก 250 กิโลเมตร ซึ่งลึกกว่า 10 เท่าของแนวมากีโน และมีปืนใหญ่ต่อสู้รถถังกว่าอัตรา 1:1 ของ ยานพาหนะที่จะเข้าตี ซึ่งเชื่อมต่อถึงกันอย่างกว้างขวาง จนถึงปัจจุบันยังเป็นงานการป้องกันที่กว้างขวางที่สุดที่ เคยก่อสร้างมา และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มีความลึกเกินกว่าสามเท่าของความลึกที่จ าเป็นต่อการชะลอขอบเขต ไกลที่สุดของการโจมตีฝ่ายเยอรมัน
23 เมื่อกองทัพเยอรมันหมดก าลังไปกับการป้องกัน ฝ่ายโซเวียตก็สนองด้วยการตีโต้ตอบ ซึ่งท า ให้กองทัพแดงยึดโอเรลและเบลโกรอดคืนได้เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม และฮาร์คอฟเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม และ ผลักดันฝ่ายเยอรมันกลับไปข้ามแนวรบอันกว้างใหญ่ แม้กองทัพแดงจะเคยประสบความส าเร็จในฤดูหนาว แต่ชัยชนะครั้งนี้นับเป็นการรุกทาง ยุทธศาสตร์ในฤดูร้อนของโซเวียตที่ประสบความส าเร็จเป็นครั้งแรกในสงคราม ปฏิบัติการยุทธศาสตร์อันเป็น ต้นแบบนี้ได้บรรจุในหลักสูตรวิทยาลัยการทัพ ยุทธการคูสค์เป็นยุทธการครั้งแรกซึ ่งการรุกบลิทซครีก ประสบความล้มเหลวก่อนที่จะสามารถเจาะผ่านการป้องกันของข้าศึกและเข้าไปในความลึกเชิงยุทธศาสตร์ (strategic depth) แม้ว่ากองทัพเยอรมันจะถูกผลักดันแต่จอมพลเอริค ฟอน มันสไตน์ตั้งใจจะตั้งรับโซเวียตใน แนวรบตะวันออกให้ได้แต่ทว่ากลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด เนื่องจากฮิตเลอร์ได้สั่งให้ถอนก าลังยานเกราะแพน เซอร์ไปยังอิตาลี เพราะได้ข่าวว่ากองทัพสัมพันธมิตรได้บุกยึดเกาะซิซิลีแล้ว อิตาลีภายใต้การน าของเบนิโต มุสโสลินีก าลังตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นฮิตเลอร์ต้องช่วยเหลือด่วน. ฟอน มันสไตน์ได้พยายามคัดค้านแต่กลับไร้ ผล เมื่อไร้ยานเกราะแพนเซอร์ กองทัพแดงกลับสามารถรุกได้อย่างรวดเร็วจนกองทัพเยอรมันต้องออกจาก ดินแดนรัสเซีย. ฟอน มันสไตน์ได้โทษฮิตเลอร์ว่าการวางแผนรบของฮิตเลอร์นั้นไร้สาระ 1.2.5.3 ยุทธการที่สโมเลนสก์ (1943) เป็นปฏิบัติการรุกทางยุทธศาสตร์ของโซเวียตที่ถูกด าเนินโดยกองทัพแดงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ การทัพฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร ่วง ปีค.ศ. 1943 การเปิดฉากการรบที่พร้อมไปกับการรุกแม ่น ้านีเปอร์ตอนล่าง (13 สิงหาคม-22 กันยายน) การร ุกได้กินเป็นเวลานานถึงสองเดือนและภายใต้การบัญชาโดย นายพล อันเดรย์ เยเรเมนโก ซึ่งได้บัญชาการแนวรบคาลินิน และ วาซีลี โซโคลอฟสกีซึ่งได้บัญชาการแนวรบ ตะวันตก เป้าหมายคือการกวาดล้างกองก าลังเยอรมันไปจากภูมิภาคสโมเลนสก์และ Bryansk สโมเลนสก์นั้น อยู่ภายใต้การยึดครองของเยอรมันนับตั้งแต่ยุทธการที่สโมเลนสก์ครั้งที่หนึ่งในปี ค.ศ. 1941 แม้ว่าการป้องกันของเยอรมันที่น่าประทับใจ กองทัพแดงสามารถที่จะบุกทะลวงได้หลายครั้ง ปลดปล่อยเมืองส าคัญหลายเมือง รวมทั้งสโมเลนสก์และ Roslavl ด้วยผลลัพธ์ของปฏิบัติการครั้งนี้ กองทัพ แดงสามารถที่จะเริ่มวางแผนส าหรับการปลดปล่อยเบลารุส อย่างไรก็ตาม การรุกทั้งหมดเป็นความอ่อนด้อย และเชื่องช้าเมื่อเผชิญหน้าการต้านทานอย่างหนักของเยอรมัน และปฏิบัติการครั้งนี้ได้ประสบความส าเร็ขใน สามขั้นตอนคือ 7-20 สิงหาคม 21 สิงหาคม-6 กันยายน และ 7 กันยายน-2 ตุลาคม แม้ว่าการมีบทบาทการทหารที่ส าคัญในสิทธิของตน ปฏิบัติการสโมเลนสก์ยังมีความส าคัญ ส าหรับผลกระทบต่อยุทธการที่แม่น ้านีเปอร์ มีจ านวนทหารประมาณหลายนายของ 55 กองพลเยอรมันได้รับ มอบหมายให้ท าการตอบโต้ปฏิบัติการสโมเลนสก์-กองพลนี้จะมีส่วนส าคัญเพื่อขัดขวางไม่ให้ทหารโซเวียตจาก การก้าวข้ามแม่น ้านีเปอร์ในทางตอนใต้ ในหลักสูตรของปฏิบัติการ กองทัพแดงยังแตกหักขับไล่กองทัพเยอรมัน
24 ออกไปจากสะพานแผ ่นดินสโมเลนสก์ ในประวัติศาสตร์เป็นทางยุทธวิธีที่ส าคัญที่สุดส าหรับการโจมตีทาง ตะวันตกต่อกรุงมอสโก 1.2.5.4 การทัพหมู่เกาะโซโลมอน เป็นการทัพหลักของสงครามมหาสมุทรแปซิฟิกในสงครามโลกครั้งที่สอง การทัพเริ่มต้นขึ้น เมื ่อญี ่ปุ ่นยกพลขึ้นบกและยึดครองดินแดนหลายแห ่งในหมู ่เกาะโซโลมอนบริเตนและเกาะบัวเกนวิลล์ (Bougainville) ในดินแดนแห่งนิวกินีระหว่าง 6 เดือนแรกของปี ค.ศ. 1942 ญี่ปุ่นได้ยึดพื้นที่หลายส่วนและ เริ่มสร้างท่าเรือและสนามบินหลายแห่งเพื่อใช้ป้องกันแนวด้านข้างของการบุกโจมตีในนิวกินี การสร้างแนว ปลอดภัยส าหรับฐานทัพหลักของญี่ปุ่นอยู่ที่ราบวล (Rabaul) ในนิวบริเตน (New Britain) และเป็นฐานทัพที่ จัดเตรียมเพื่อหยุดเส้นทางล าเลียงเสบียงระหว่างมหาอ านาจได้แก่สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ เพื่อปกป้องการสื่อสารและเส้นทางล าเลียงเสบียงในแปซิฟิกใต้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้สนับสนุน การรุกตอบโต้ในนิวกินีและโดดเดี่ยวฐานทัพญี่ปุ่นในราบวล และ ได้โต้กลับญี่ปุ่นในหมู่เกาะโซโลมอนด้วยการ ยกพลขึ้นบกที่กัวดาลคาแนล, (ดูการทัพกัวดาลคาแนล) และเกาะเล็กๆที ่อยู ่ใกล้เคียงในวันที ่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1942 การยกพลขึ้นบกนี้เป็นการเริ่มต้นการต่อสู้แบบผสมผสานระหว่างสองปรปักษ์ เริ่มต้นด้วยยกพลขึ้น บกที่กัวดาลคาแนล ตามติดด้วยยุทธการหลายครั้งในตอนกลางและตอนเหนือของหมู่เกาะโซโลมอน และ รอบๆเกาะนิวกินีและเกาะบัวเกนวิลล์ ในการทัพนี้เป็นการต่อสู้ทั้งบนแผ่นดิน ในทะเล และกลางอากาศ สัมพันธมิตรยัดเยียดความ เสียหายที่ไม่สามารถทดแทนได้ในด้านสินทรัพย์ทางทหารให้กับญี่ปุ่น สัมพันธมิตรยึดบางส่วนของหมู่เกาะ โซโลมอนกลับคืนมาได้ (แม้ว่าจะมีการต่อต้านในเวลาต่อมาจนกระทั่งสงครามสิ้นสุด) และสามารถแบ ่งแยก และโดดเดี่ยวญี่ปุ่นบางต ่าแหน่งซึ่งได้ตัดผ่าน การทัพหมู่เกาะโซโลมอนได้มาบรรจบกับการนิวกินี 1.2.5.5 การบุกครองเกาะซิซิลี หรือในชื่อรหัสว่า ปฏิบัติการฮัสกี(อังกฤษ: Operation Husky) เป็นหนึ่งในปฏิบัติการหลัก ในสงครามโลกครั้งที ่สองของฝ ่ายสัมพันธมิตร เพื่อยึดครองเกาะซิซิลีจากฝ่ายอักษะ การรุกครั้งนี้เป็นการ ปฏิบัติการระดับใหญ่โดยใช้ยานล าเลียงพลสะเทินน ้าสะเทินบกและพลร่มจ านวนมาก และการรบภาคพื้นดิน เป็นเวลานานถึง 6 สัปดาห์ การรบครั้งนี้ยังนับได้ว่าเป็นเปิดฉากของการทัพอิตาลีอีกด้วย ปฏิบัติการฮัสกี้เริ่มต้นขึ้นในคืนระหว่างวันที่ 9 และวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 และยุติลง ในวันที่ 17 สิงหาคม ปีเดียวกัน โดยฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถบรรลุเป้าหมายในเชิงยุทธศาสตร์จากการขับไล่ กองก าลังทางบก ทางน ้า และทางอากาศของฝ่ายอักษะออกไปจากเกาะซิชิลีได้ส าเร็จ ยังผลให้ฝ่ายสัมพันธมิตร สามารถควบคุมน่านน ้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมุสโสลินีต้องถูกขับไล่ให้พ้นจากต าแหน่งนายกรัฐมนตรี อิตาลี ความส าเร็จดังกล่าวได้ปูทางสู่การรุกคืบในอิตาลีแผ่นดินใหญ่ในขั้นต่อไป
25 1.2.5.6 การรุกรานอิตาลีของฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นการปฏิบัติการยกพลขึ้นบกเพื่อรุกเข้าสู่อิตาลีบนแผ ่นดินใหญ่โดยฝ่ายสัมพันธมิตรใน สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1943 ภายใต้การบัญชาการของนายพลแฮโรลด์ อเล็กซาน เดอร์แห ่งหมู ่กองทัพที่ 15 (ร ่วมด้วยนายพลมาร์ค เวย์น คลาร์ก แห ่งกองทัพที ่ 5 ของสหรัฐอเมริกา และ นายพลเบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรีแห ่งกองทัพที ่ 8 ของบริเตน) แผนการรุกดังกล ่าวได้เริ ่มขึ้นหลังจาก ฝ่ายพันธมิตรประสบความส าเร็จในการยึดเกาะซิซิลีจากฝ่ายอิตาลีระหว่างการทัพอิตาลีก าลังหลักที่ใช้ในการ รุกครั้งนี้ได้ยกพลขึ้นบกที ่ชายฝั ่งอิตาลีด้านตะวันตกที ่เมืองซาแลร์โนภายใต้ชื ่อ "ปฏิบัติการหิมะถล ่ม" ("Operation Avalanche") ขณะเดียวกันยึงมีปฏิบัติการสนับสนุนอีก 2 ชุดด าเนินไปพร้อมกันที่เมืองคาลาบรี อา (ในชื่อ "ปฏิบัติการเบย์ทาวน์") และเมืองตารันโต (ในชื่อ "ปฏิบัติการสแลปสติ๊ก") 1.2.6 เหตุการณ์ในปีค.ศ.1944 1.2.6.1 ปฏิบัติการครอสโบว์ เป็นชุดการทดลองระเบิดนิวเคลียร์โดยสหรัฐอเมริกา การทดลองทุกครั้งในชุดการทดลองนี้ จัด ณ บิกีนีอะทอลล์ในช่วงกลางปี 1956 ครอสโรดส์เป็นการทดลองหลังจาก ทรินิตีซึ่งทดลองช่วงเดือน กรกฎาคม 1945 และเป็นการระเบิดครั้งแรกตั้งแต่การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที ่ฮิโระชิมะนะงะซะกิโดยมี จุดมุ่งหมายการทดลองเพื่อทดสอบความเสียหายจากระเบิดนิวเคลียร์ที่มีผลต่อเรือรบ ชุดการทดลอง ครอสโรดส์ประกอบไปด้วยระเบิดสองลูก โดยทั้งคู่มีแรงระเบิด 23 กิโลตัน ทีเอ็นทีเท ่ากัน ลูกแรกทดลองวันที ่ 1 กรกฎาคม 1946 สมญานามว ่า เอเบิล ซึ่งจุดระเบิดเหนือพื้นดิน 160 เมตร อีกลูกหนึ่งทดลองวันที่ 25 กรกฎาคม 1946 มีสมญานามว่า เบเกอร์ซึ่งจุดระเบิดใต้ผิวน ้าลงไป 27 เมตร แต่ยังมีระเบิดอีกลูกสมญานามว่า ชาร์ลีที่วางแผนระเบิดในปี 1947 แต่ถูกยกเลิกเสียก่อน จึงเลื่อนการ ทดลอง ชาร์ลีไปทดลองในปฏิบัติการวิกแวมซึ่งเป็นการระเบิดใต้ท้องทะเลลึกบริเวณชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย การ ระเบิดของ เอเบิล และ เบเกอร์ เป็นการระเบิดครั้งที ่สี ่และครั้งที ่ห้าในประวัติศาสตร์การระเบิดของ สหรัฐอเมริกา (หลังจาก ทรินิตีและ ระเบิดที่ฮิโระชิมะและนะงะซะกิ) และเป็นการทดลองครั้งแรกที่จัดขึ้น บริเวณเหมู่เกาะมาร์แชลล์ซึ่งการทดลองอีกหลาย ๆ ครั้งต่อมาก็จัดที่บริเวณนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะบิกีนีแต่เดิมยินยอมที่จะย้ายออกจากเกาะ โดยคนส่วนมากย้ายไปอยู่ ที่รองเกริคอะทอลล์ (Rongerik Atoll) และต่อมาในทศวรรษ 1950 มีการทดลองระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์อีก หลายครั้งที ่จัดขึ้นบริเวณเกาะบิกีนี ท าให้เกิดการปนเปื้อนในน ้าทะเลและในอากาศอย่างมากซึ่งจะส่งผล กระทบต่อการด ารงชีวิตของชาวเกาะ เช่นการท าฟาร์ม และการหาปลา แม้ในปัจจุบันเกาะบิกีนีก็ยังใช้ในการ อยู่อาศัยไม่ได้ แม้จะมีการยืนยันว่าผู้เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการครอสโรดส์จะได้รับการป้องกันจากรังสีเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีการศึกษาที่ว่าอายุขัยเฉลี่ยของผู้เข้าร่วมปฏิบัติการลดลงสามเดือนจากคนทั่วไป ผลจากการระเบิด ของ เบเกอร์ท าให้เรือเป้าทุกล าปนเปื้อนสารก ามันตรังสี และท าให้เกิดการฟุ้งกระจายของสารก ามันตรังสีเป็น
26 วงกว้าง จนท าให้นักเคมีนามว่าเกลนน์ ซีบอร์ก ซึ่งเคยด ารงต าแหน่งประธานของคณะกรรมาธิการพลังงาน นิวเคลียร์ได้กล่าวถึง เบเกอร์ว่าเป็น "จุดเริ่มต้นของภัยพิบัตินิวเคลียร์ของโลก" 1.2.6.2 ยุทธการตอกลิ่ม ยังเป็นที่รู้จักกันคือ การรุกตอบโต้กลับที่อาร์แดน เป็นการทัพรุกรานของเยอรมันที่ส าคัญบน แนวรบด้านตะวันตกในช่วงสงครามโลกครั้งที ่สอง และเกิดขึ้นตั้งแต ่วันที ่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1944 ถึง 25 มกราคม ค.ศ. 1945 มันเป็นการเริ่มปฏิบัติการผ่านทางบริเวณอาร์แดนที่เป็นป่าทึบของวาโลเนียในทางด้าน ตะวันออกของเบลเยียม ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส และลักเซมเบิร์ก ในช่วงสุดท้ายของสงครามใน ยุโรป การรุกครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหยุดยั้งฝ่ายสัมพันธมิตรในการใช้ท่าเรือที่แอนต์เวิร์ปในเบลเยียมและเพื่อ แบ ่งแยกแนวรบของฝ ่ายสัมพันธมิตร ที ่จะท าให้เยอรมันสามารถท าการปิดล้อมและท าลายกองทัพฝ ่าย สัมพันธมิตรทั้งสี ่กองทัพและบีบบังคับให้ฝ ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกเพื ่อการเจรจาตกลงในการลงนาม สนธิสัญญาสันติภาพในความพอใจของฝ่ายอักษะ เยอรมันได้บรรลุในการจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัวโดยสิ้นเชิงในช่วงเช้าของวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1944 เนื ่องจากการรวมตัวกันของความมั ่นใจที ่มากเกินไปของฝ ่ายสัมพันธมิตร ความหมกมุ ่นในการวาง แผนการรุกของฝ่ายสัมพันธมิตร และการลาดตะเวนทางอากาศที่แย่ เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย กองทัพ อเมริกันได้รับความรุนแรงจากการโจมตีครั้งนี้และก ่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายสูงสุดต ่อพวกเขาจาก ปฏิบัติการใด ๆ ในช่วงสงคราม การสู้รบครั้งนี้ยังท าให้กองทัพของเยอรมนีได้หมดลงอย่างรุนแรงและพวกเขา ส่วนมากไม่สามารถที่จะมาทดแทนได้ บุคลากรทางทหารของเยอรมัน และต่อมาเครื่องบินของลุฟท์วัฟเฟอ (ในช่วงสุดท้ายของการสู้รบ) ก็ได้รับความสูญเสียอย่างหนักเช่นเดียวกัน เยอรมันได้เข้าโจมตีส่วนที่ได้รับการ ปกป้องที่อ่อนแอของแนวรบฝ่ายสัมพันธมิตร โดยใช้ประโยชน์จากสภาพอากาศที่มืดครึ้มอย่างหนักซึ่งท าให้ กองทัพอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรที่เหนือกว่าจนไม่สามารถบินออกไปได้ การต่อต้านอย่างรุนแรงบนไหล่ ทางด้านเหนือของการรุก รอบบริเวณสันเขาเอลเซนบอร์น และในทางตอนใต้ รอบบริเวณบัสตอญ ปิดกั้นการ เข้าถึงถนนสายส าคัญของเยอรมันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกซึ่งพวกเขาคาดหวังว่าจะประสบ ความส าเร็จ ขบวนยานเกราะและทหารราบที่ควรจะรุกไปตามเส้นทางขนานแต่กลับพบว่าตัวพวกเขาเองอยู่ บนถนนเส้นทางเดียวกัน สิ่งนี้และภูมิประเทศที่เป็นที่ชื่นชอบของฝ่ายป้องกัน ท าให้เยอรมันรุกคืบช้ากว่าที่ ก าหนดและท าให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถที่จะเสริมก าลังแก่กองทหารที่เบาบางที่ประจ าการอยู่ ทางตะวันตก ที่ไกลที่สุดที่ฝ่ายรุกได้เดินทางไปถึงหมู่บ้าน Foy-Nôtre-Dame ทางตะวันออกเฉียงใต้ของดิแนนท์ ซึ่งได้ถูก หยุดยั้งโดยกองพลยานเกราะสหรัฐที่สอง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1944 สภาพอากาศที่ได้ถูกท าให้ดีขึ้น ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม ได้เป็นใจให้กับการโจมตีทางอากาศต่อกองทัพเยอรมันและสายส่งบ ารุงก าลังซึ่งได้ปิด ผนึกถึงความล้มเหลวของการรุก ในวันที่ 26 ธันวาคม ผู้น าส่วนหนึ่งของกองทัพสหรัฐที่สามของแพตตันได้ เดินทางมาถึงบัสตอญจากทางใต้ เป็นอันยุติของการปิดล้อม แม้ว่าการรุกจะถูกท าลายอย่างมีประสิทธิภาพใน วันที่ 27 ธันวาคม แต่เมื่อหน่วยทหารของกองพลยานเกราะที่สองที่ติดกับได้พยายามจะที่ตีฝ่าออกไปถึงสอง
27 ครั้งและประสบความส าเร็จได้เพียงบางส่วน การสู้รบยังคงด าเนินต่อไปอีกหนึ่งเดือนก่อนที่แนวหน้าจะได้รับ การฟื้นฟูอย ่างมีประสิทธิภาพก ่อนที ่จะเข้าโจมตี ภายหลังจากความพ ่ายแพ้ หน ่วยทหารเยอรมันที ่มี ประสบการณ์จ านวนมากได้หมดลงไปอย่างมากทั้งคนและอุปกรณ์ ในขณะที่ผู้รอดชีวิตได้ล่าถอยกลับไปยังแนว ป้องกันซีคฟรีท การโจมตีช่วงแรกของเยอรมันที่เกี่ยวข้องกับจ านวน 410,000 นาย มากกว่า 1,400 คันของ รถถัง รถถังพิฆาตและปืนจู ่โจ ่ม ชิ้นปืนใหญ ่ 2,600 ชิ้น ปืนต ่อต้านรถถัง 1,600 กระบอก และเครื ่องบิน มากกว่า 1,000 ล า รวมทั้งยานรบหุ้มเกราะอื่น ๆ จ านวนมาก สิ่งเหล่านี้ได้รับการเสริมก าลังในสองสัปดาห์ ต่อมา ท าให้กองก าลังทั้งหมดของฝ่ายการรุกถึงราวประมาณ 450,000 นาย และรถถังและปืนจู่โจม 1,500 คัน ระหว่าง 63,222 กับ 98,000 นายของทหารเหล่านี้ล้วนเสียชีวิต สูญหาย ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือถูกจับกุม ส าหรับอเมริกัน จากจ านวนทหารสูงสุด 610,000 นาย 89,000 นาย ได้กลายเป็นผู้บาดเจ็บ ซึ่ง มีจ านวนบางส่วน 19,000 นายล้วนถูกสังหาร "ตอกลิ่ม" เป็นการต่อสู้รบแบบเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดและนองเลือด ที่สุดโดยสหรัฐในสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นการทัพที่อันตรายมากที่สุดเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์ อเมริกา 1.2.6.3 ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด เป็นรหัสนามส าหรับยุทธการที่นอร์ม็องดีปฏิบัติการของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ได้เปิดฉากการบุก ครองที่ประสบความส าเร็จในดินแดนยุโรปตะวันตกที่อยู่ภายใต้การยึดครองของเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้ง ที ่สอง ปฏิบัติการครั้งนี้ได้เปิดฉากขึ้นเมื ่อวันที ่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 ด้วยการยกพลขึ้นบกที ่นอร์ม็อง ดี(ปฏิบัติการเนปจูน, ยังเป็นที่รู้จักกันทั่วไปคือ ดี-เดย์) การโจมตีทางอากาศโดยเหล่าพลร่มที่มาพร้อมกับ เครื่องบินบรรทุกจ านวน 1,200 ล าที่ล่วงหน้าออกไปก่อนที่จะมีการโจมตีด้วยการยกพลสะเทิ้นน ้าสะเทิ้นบก ด้วยเรือจ านวน 5,000 ล า จ านวนทหารเกือบ 160,000 นายได้ข้ามช่องแคบอังกฤษเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน และ ทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรมีจ านวนมากกว่าสองล้านนายในฝรั่งเศสในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม การตัดสินใจที่จะรับรองว่าจะบุกครองข้ามช่องแคบในปี ค.ศ. 1944 ได้ถูกจัดขึ้นที่การประชุม ไทรเดนท์ในกรุงวอชิงตันในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943 นายพล ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้บัญชาการแห่งกองบัญชาการทหารสูงสุดของกองก าลังพันธมิตรรบนอกประเทศ (Supreme Headquarters Allied Expeditionary Force-SHAEF) และนายพล เบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรีได้รับการแต ่งตั้งให้เป็นผู้ บัญชาการแห่งกองทัพที่ 21 ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งหมดของกองก าลังทางภาคพื้นดินที่เกี่ยวข้องที่จะบุกครอง ชายฝั่งของนอร์ม็องดีบนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสได้ถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของการบุกครอง ด้วย ฝ่ายอเมริกันได้ก าหนดพื้นที่คือส่วนหนึ่งของรหัสนามว่า ยูทาห์และโอมาฮ่า ส่วนฝ่ายอังกฤษที่ซอร์ด และ โกลด์และฝ่ายแคนาดาที่จูโน เพื่อให้เป็นไปตามสภาพที่ได้คาดหวังไว้ในหัวหาดนอร์ม็องดี เทคโนโลยีพิเศษได้ ถูกพัฒนาขึ้น รวมทั้งท่าเรือเทียมสองแห่งที่ถูกเรียกว่า มัลเบอร์รี่ ฮาร์เบอร์และขบวนของรถถังที่ศึกษาเป็น พิเศษที่มีชื่อว่า Hobart's Funnies ในช่วงเดือนที่น าไปสู่การบุกครอง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ด าเนินการล่อลวง
28 ทางทหารอย่างเป็นรูปธรรม ปฏิบัติการบอดีการ์ด การให้ข้อมูลข่าวสารที่ผิดทั้งอิเล็กทรอนิกส์และภาพ ด้วย เหตุนี้ท าให้เยอรมันเกิดเข้าใจผิดครั้งใหญ่เกี ่ยวกับวันที ่และสถานที ่ของการยกพลขึ้นบกหลักของฝ ่าย สัมพันธมิตร ฟือเรอร์อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้มอบหมายให้จอมพล แอร์วีน ร็อมเมิล ในความรับผิดชอบของการ พัฒนาป้อมปราการตลอดแนวทั้งหมดของก าแพงแห่งแอตแลนติกที่ฮิตเลอร์ได้ป่าวประกาศเอาไว้ในความ คาดหมายของการบุกครอง ฝ่ายสัมพันธมิตรไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้เลยส าหรับวันแรก แต่พวกเขาได้ปักหลักทาง ภาคพื้นดินที ่พวกเขาได้ค ่อยๆขยายมากขึ้น เมื่อพวกเขาสามารถเข้ายึดครองท่าเรือแชร์บัวก์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน และเมืองก็อง เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม การโจมตีตอบโต้กลับที่ล้มเหลวโดยกองทัพเยอรมัน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม จ านวนทหารที่เหลือ 50,000 นายของกองทัพที่เจ็ดถูกดักล้อมอยู่ในวงล้อมฟาเลส์ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้เปิดฉากการบุกครองที่สองจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจากทางตอนใต้ของฝรั่งเศส(รหัสนามว่า ปฏิบัติการดรา กูน) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม และการปลดปล่อยกรุงปารีสที่ตามมา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม กองทัพเยอรมันได้ล่า ถอยไปยังตะวันออกข้ามแม่น ้าแซน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 1944 อันเป็นการยุติของปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด 1.2.6.4 การทัพหมู่เกาะมาเรียนาและหมู่เกาะปาเลา ยังเป็นที่รู้จักกันคือ ปฏิบัติการโฟเรเจอร์เป็นการรุกที่เปิดฉากโดยกองทัพสหรัฐต่อกองทัพ จักรวรรดิญี่ปุ่นในหมู่เกาะมาเรียนาและปาเลาในมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงเวลาระหว่างเดือน มิถุนายน – พฤศจิกายน ค.ศ. 1944 ในช ่วงสงครามแปซิฟิก การุกของสหรัฐภายใต้ค าสั ่งโดยรวมของเชสเตอร์ นิมิซท ภายหลังจากการทัพเกาะกิลเบิร์ตและมาร์แชลล์และมีเป้าหมายเพื ่อปราศจากฐานทัพญี ่ปุ่นในมหาสมุทร แปซิฟิกตอนกลาง สนับสนุนการรุกของฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อยึดครองฟิลิปปินส์กลับคืนมา และจัดตั้งเป็นฐาน ทัพส าหรับการทัพทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์กับญี่ปุ่น การรุกได้เริ ่มต้นขึ้น เหล ่านาวิกโยธินสหรัฐและกองทัพบกสหรัฐ ด้วยการสนับสนุนจาก กองทัพเรือสหรัฐ ได้ท าการยกพลขึ้นบกที่เกาะไซปันในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 ในการตอบสนอง กองเรือ ผสมของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ท าการโจมตีกองเรือสหรัฐที่ให้การสนับสนุนการยกพลขึ้นบก ในผลลัพธ์ ครั้งนี้ท าให้เรือบรรทุกเครื ่องบินในยุทธการที ่ทะเลฟิลิปปินส์(ซึ ่งเรียกกันว ่า “Great Marianas Turkey Shoot”) เมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายน กองทัพเรือญี่ปุ่นได้พบความปราชัยอย่างย่อยยับพร้อมกับความสูญเสีย อย่างหนักและไม่สามารถทดแทนมาได้ส าหรับเรือบรรทุกเครื่องบินและฐานทัพอากาศยานบนบก สหรัฐได้ท าการยกพลขึ้นบกบนเกาะกวมและทีเนียนในเดือนกรกฏาคม ค.ศ. 1944 ภายหลัง การต่อสู้อย่างหนัก เกาะไซปันถูกยึดครองในเดือนกรกฏาคมตามมาด้วยเกาะกวมและทีเนียนในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 สหรัฐได้สร้างสนามบินขึ้นที่ไซปันและทีเนียนซึ่งเป็นที่ประจ าการของเครื่องบินรุ่นบี-29เอส ซึ่งมี เป้าหมายเพื่อปฏิบัติภารกิจการทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์เหนือญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ สองสิ้นสุดลง รวมทั้งการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ
29 ในเวลาเดียวกัน ในค าสั่งเพื่อรักษาปีกส าหรับกองทัพสหรัฐที่ได้เตรียมรับมือกับการโจมตีของ กองทัพญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 เหล่านาวิกโยธินและกองทัพบกสหรัฐได้ท าการยกพล ขึ้นบกบนเกาะปาเลลิวและอาเงาร์ในหมู่เกาะปาเลา ภายหลังจากการต่อสู้อย่างหนักและเข้มข้นในเกาะปา เลลิว เกาะนี้ได้ถูกยึดครองโดยกองทัพสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1944 ภายหลังจากการยกพลขึ้นบกในหมู ่เกาะมาเรียนาและปาเลา ฝ ่ายสัมพันธมิตรได้ประสบ ความส าเร็จอย่างมากในการทัพต่อต้านญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดกองทัพสหรัฐยกพลขึ้นบกที่ฟิลิปปินส์ ในเดือน ตุลาคม ค.ศ. 1944 และหมู่เกาะโวลคาโนและรีวกีวได้เริ่มต้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 1.2.6.5 ปฏิบัติการบากราติออน เป็นชื ่อรหัสของปฏิบัติการรุกทางยุทธศาสตร์เบลารุส ค.ศ. 1944 ของโซเวียต ระหว ่าง สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งกวาดล้องก าลังเยอรมนีออกจากสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตเบลารุสและโปแลนด์ ตะวันออก ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายนถึง 19 สิงหาคม ค.ศ. 1944 ปฏิบัติการดังกล่าวตั้งตามชื่อของเจ้าชายจอร์เจียสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ปิออตร์ บากรา ติออน (Pyotr Bagration) ซึ่งเป็นพลเอกแห่งกองทัพจักรวรรดิรัสเซียผู้ทรงได้รับบาดแผลฉกรรจ์ในยุทธการโบ โรดีโน กองทัพดซเวียตซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการบากราติออนโดยตรงมีแนวรบบอลติกที่ 1 ภายใต้การบังคับ บัญชาของพลเอกอีวาน บากราเมียน, แนวรบเบียโลรัสเซียที่ 1 ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกคอนสตันติน โรคอสซอฟสกี ผู้ได้รับการเลื่อนยศเป็นจอมพลเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1944, แนวรบเบียโลรัสเซียที่ 2 ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอก (Colonel-General) จี. เอฟ. ซาฮารอฟ และแนวรบเบียโลรัสเซียที่ 3 ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอก (Colonel-General) อีวาน เชเนียฮอฟสกี ปฏิบัติการดังกล่าวลงเอยด้วย การที่กองทัพกลุ่มกลางของเยอรมนีเกือบถูกท าลายลงอย่างสิ้นเชิงและกองทัพที่เป็นส่วนของกองทัพกลุ่มกลาง ได้แก่ กองทัพที่ 4, กองทัพแพนเซอร์ที่ 3 และกองทัพที่ 9 มัน "เป็นความพ่ายแพ้อย่างหายนะที่สุดของกองทัพ เยอรมันทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง" เมื่อสิ้นสุดปฏิบัติการ สหภาพโซเวียตตะวันตกส่วนมากได้รับการ พิชิตคืนและกองทัพแดงได้ฐานที่มั่นคงในโรมาเนียและโปแลนด์ เป้าหมายของปฏิบัติการนี้ซับซ้อนกว่ามาก กองทัพแดงปรับใช้มโนทัศน์การปฏิบัติการเชิงลึก โซเวียต ยุทธการเชิงลึกโซเวียตและมาสกีรอฟกา (การลวงทางทหาร) นวัตกรรมของโซเวียตเหล่านี้เป็นไปได้ ส่วนหนึ่งเพราะการจัดหารถบรรทุกกว่า 220,000 คันจากสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ทหารราบโซเวียตมียานยนต์ มี การเสนอแนะว่า เป้าหมายหลักของการรุกครั้งนี้ คือ หัวสะพานบนแม่น ้าวิสตูล่าทางตอนกลางของโปแลนด์ และปฏิบัติการบากราติออนนั้นเพื ่อสร้างวิกฤตการณ์ในเบลารุสเซียเพื ่อหันกองหนุนเคลื ่อนที ่เร็วไปยัง ส่วนกลางโดยเป็นส่วนหนึ่งของมาสกีรอฟกา ให้ออกมาจากพื้นที่ลูบลิน-เบรสท์, ลวอฟ-ซันโดเมียร์ซที่ซึ่งโซ เวียตตั้งใจจะด าเนินการการรุกลวอฟ-ซานโดเมียร์ซ และการรุกลุบลิน-เบรสท์ 1.2.6.6 การรุกลวอฟ-ซานโดมิเรซ
30 เป็นแผนการหลักของกองทัพแดงเพื ่อบีบให้กองทัพเยอรมันถอยออกจาก ยูเครน และ โปแลนด์ตะวันออก การรบด าเนินไปในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 1944 กองทัพแดงประสบความส าเร็จภายใน หนึ่งเดือนของการโจมตี 1.2.6.7 การก่อการก าเริบวอร์ซอ เป็นปฏิบัติการครั้งส าคัญในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1944 โดยฝ่าย ต่อต้านใต้ดินโปลิช ภายใต้การน าโดยกองทัพบ้านเกิด(โปแลนด์: Armia Krajowa) เพื่อปลดปล่อยกรุงวอร์ซอ จากการยึดครองของเยอรมัน การก ่อการก าเริบครั้งนี้ได้ประจวบกับการล ่าถอยของกองทัพเยอรมันจาก โปแลนด์ก่อนที่การรุกของโซเวียตจะมาถึง ในขณะที่ได้เข้าใกล้ชานเมืองทางตะวันออกของเมือง กองทัพแดงได้ หยุดปฏิบัติการรบเพียงชั่วคราว ท าให้เยอรมันสามารถรวบรวมกองก าลังใหม่และปราบปรามฝ่ายต่อต้าน โปแลนด์และท าลายล้างเมืองเพื่อล้างแค้น การก่อการก าเริบครั้งนี้ได้ต่อสู้รบเป็นเวลา 36 วันด้วยการสนับสนุน จากภายนอกเล็กน้อย มันเป็นความพยายามทางทหารที่ใหญ่ที่สุดที่ด าเนินเพียงล าพังโดยขบวนการต่อต้านของ ยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การก่อการก าเริบครั้งนี้ได้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ปี 1944 เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ เทมเพสท์ที่ก่อการทั่วทั้งประเทศ เปิดฉากพร้อมเดียวกับช่วงการรุกลูบลิน-เบรสต์ของโซเวียต เป้าหมายหลัก ของโปลคือขับไล่เยอรมันออกไปจากวอร์ซอ ในขณะที่ได้ช่วยให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเอาชนะเยอรมนีได้ส าเร็จ ส่วน ที่เพิ่มเติม, เป้าหมายทางการเมืองของรัฐใต้ดินโปแลนด์คือการปลดปล่อยเมืองหลวงของโปแลนด์และยืนยัน อ านาจอธิปไตยของโปแลนด์ก่อนที่คณะกรรมาธิการแห่งชาติเพื่อการปลดปล่อยโปแลนด์ที่ได้รับการสนับสนุน จากโซเวียตจะเข้ามาควบคุม ด้วยสาเหตุอื่นๆถัดมา รวมถึงภัยคุกกคามของมวลชนชาวเยอรมันได้ไล่ต้อนชาว โปลที่ร่างกายแข็งแรงส าหรับ"การอพยพ" ที่ถูกเรียกโดยวิทยุมอสโกของราชการโปแลนด์ส าหรับการก่อการ ก าเริบและความต้องการทางอารมณ์ของโปลแลนด์เพื่อความยุติธรรมและการล้างแค้นต่อศัตรูหลังห้าปีที ่ถูก เยอรมันยึดครอง ในช่วงแรก, โปลได้จัดตั้งการควบคุมบนพื้นที่ส่วนใหญ่ในส่วงกลางของวอร์ซอ แต่โซเวียตได้ เพิกเฉยต่อความพยายามของโปลในการติดต่อทางวิทยุกับพวกเขาและไม่รุกคืบเกินขอบเขตของเมือง การต่อสู้ รบกันบนถนนอย่างดุเดือดระหว่างเยอรมันและโปแลนด์ยังคงด าเนินต่อไป เมื่อวันที่ 14 กันยายน ฝั่งตะวันออก ของแม่น ้าวิสตูลาตรงข้ามกับต าแหน่งฝ่ายต่อต้านโปลที่ยึดครองโดยทหารโปแลนด์ที่ต่อสู้ภายใต้การบังคับ บัญชาของโซเวียต 1,200 นายได้ก้าวข้ามแม่น ้า แต่พวกเขาไม่ได้รับการเสริมก าลังโดยกองทัพแดง ด้วยเหตุนี้ และขาดการสนับสนุนทางอากาศจากฐานทัพโซเวียตที่ใช้เวลาบินภายใน 5 นาที น าไปสู่การกล่าวหาว่าโจเซฟ สตาลินได้สั่งให้กองก าลังของเขาหยุดอย่างมีชั้นเชิงเพื่อให้ปฏิบัติการล้มเหลวและท าให้ฝ่ายโปแลนด์ถูกบดขยี้ Arthur Koestler ได้เรียกท่าทีของโซเวียตว่า "หนึ่งในความอัปยศครั้งใหญ่ของสงครามครั้งนี้ซึ่งจะจัดอันดับให้ นักประวัติศาสตร์ในอนาคตในระดับศีลธรรมเดียวกับลิดยิตแซ"
31 วินสตัน เชอร์ชิลได้ขอร้องกับโจเซฟ สตาลินและแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ได้ช ่วยเหลือแก่ โปแลนด์ พันธมิตรของบริเตนแต่ไร้ประโยชน์แต่อย่างใด จากนั้น, ด้วยปราศจากการเคลียร์ทางอากาศของโซ เวียต เชอร์ชิลได้ส่งสัมภาระที่ความสูงระดับต ่ากว่า 200 ฟุตโดยกองทัพอากาศหลวง กองทัพอากาศแอฟริกาใต้ และกองทัพอากาศโปแลนด์ ภายใต้การบัญชาการของอังกฤษ ในปฏิบัติการได้เป็นที่รู้จักกันคือ การขนส่งทาง อากาศวอร์ซอ ต่อมา,หลังได้รับการเคลียร์ทางอากาศของโซเวียต กองทัพอากาศสหรัฐได้ส่งสัมภาระจ านวน มากในความสูงระดับหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ Frantic แม้ว่าจะไม่ทราบจ านวนผู้เสียชีวิตที ่แน่นอน แต่ก็ได้มีการคาดการณ์ว่ามีสมาชิกของกลุ่ม ต ่อต้านโปลประมาณ 16,000 คนถูกฆ ่าตายและบาดเจ็บประมาณ 6,000 คน ในส ่วนที ่เพิ ่มเติม, จ านวน พลเมืองระหว่าง 150,000 และ 200,000 คนล้วนเสียชีวิต ส่วนใหญ่เกิดจากการประหารชีวิตหมู่ ชาวยิวที่ถูก หลบซ่อนโดยชาวโปลได้ถูกเปิดเผยโดยการค้นทั่วบ้านต่อบ้านของเยอรมันและการขับไล่มวลชนในละแวกที่ ใกล้เคียงทั้งหมด เยอรมันสูญเสียทหารไปทั้งหมดกว่า 17,000 นายที่ถูกฆ่าตายและสูญหาย ในช่วงระหว่างการ สู้รบในเมือง อาคารของกรุงวอร์ซอได้ถูกท าลายประมาณ 25% หลังการยอมจ านวนของกองก าลังโปแลนด์ ทหารเยอรมันได้ท าลายเพิ ่มอีกเป็น 35% ของเมืองโดยบล็อกต ่อบล็อกอย ่างเป็นระบบ เมื ่อรวมกับความ เสียหายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในการบุกครองโปแลนด์ ปี ค.ศ. 1939 และการก่อการก าเริบวอร์ซอเกตโต ปี ค.ศ. 1943 เมือง 85% ได้ถูกท าลายโดยเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 ช่วงเวลาของเหตุการณ์ในแนวรบด้านตะวันออก ได้บีบบังคับเยอรมันต้องละทิ้งเมือง 1.2.6.8 ยุทธนาวีที่อ่าวเลเต หรือในอดีตรู้จักกันในชื่อ ยุทธนาวีทะเลฟิลิปปินครั้งที ่สอง เป็นยุทธนาวีครั้งใหญ ่ที่สุดใน สงครามโลกครั้งที่สองและในบางกรณีถือเป็นยุทธนาวีใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีทหารเรือที่เกี่ยวข้อง มากกว่า 200,000 นาย สมรภูมิอยู่ในทะเลบริเวณใกล้กับเกาะเลย์เต ซามาร์ และลูซอนของประเทศฟิลิปปินส์ใน วันที่ 23-26 ตุลาคม ค.ศ. 1944 ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียกับ จักรวรรดิญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม กองก าลังสหรัฐอเมริกาได้เข้าบุกจู่โจมเกาะเลย์เตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกล ยุทธ์ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะโดดเดี่ยวญี่ปุ่นออกจากบรรดาประเทศที่ญี่ปุ่นท าการยึดครองในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้และยึดครองแหล่งน ้ามันซึ่งเป็นสิ่งส าคัญยิ่งในกองทัพและอุตสาหกรรม กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น (IJN) ได้ ระดมเรือรบที่เหลือทั้งหมดในบริเวณนั้นเข้าต่อสู้เพื่อยับยั้งการบุกของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ถูกขับให้ล่าถอยโดย กองเรือที่ 3 และกองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐ กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นประสบความล้มเหลวและสูญเสีย อย่างใหญ่หลวงจนไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกในภายหลัง เรือรบขนาดใหญ่ที่เหลือรอดก็ปราศจากน ้ามันเชื้อเพลิง ต้องจอดทิ้งอยู่ในฐานทัพจนสงครามมหาสมุทรแปซิฟิกสงบลง
32 นี่เป็นยุทธการแรกที่อากาศญี่ปุ่นใช้วิธีโจมตีแบบคามิกาเซะ และเป็นยุทธนาวีระหว่างเรือประจัญบาน ครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์กองทัพเรือญี ่ปุ ่นประสบความสูญเสียอย ่างหนักและไม ่แล ่นเรือในก าลังที่ เทียบเคียงได้นับตั้งแต่นั้นมา เนื่องจากขาดเชื้อเพลิงในฐานทัพในช่วงที่เหลือของสงคราม 1.2.6.9 การรุกเบลเกรด เป็นปฏิบัติการทางทหารในซึ่งเบลเกรดได้รับการปลดปล่อยจากกองทัพเวร์มัคท์ของเยอรมัน ด้วยความพยายามร ่วมมือกันของกองทัพแดงแห ่งโซเวียต พลพรรคยูโกสลาเวีย และกองทัพประชาชน บัลแกเรีย กองก าลังโซเวียตและหน่วยทหารอาสาท้องถิ่นได้เริ่มแบ่งแยกกันแต่ได้ปฏิบัติการร่วมกันอย่างมี อิสระเมื่อได้ท าลายการควบคุมของเยอรมันในกรุงเบลเกรดและท้ายที่สุดก็ถูกบังคับให้ล่าถอย การวางแผนสู้รบ คือการประสานงานกันอย่างราบรื่นในหมู่ผู้น าบัญชาการและปฏิบัติการนั้นส่วนใหญ่ได้ถูกมอบสิทธิ์ผ่านความ ร่วมมือกันทางยุทธวิธีระหว่างยอซีป ตีโตและโจเซฟ สตาลิน เมื่อเริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 การ เตรียมการสู้รบเหล่านี้ได้อนุญาตให้กองก าลังบัลแกเรียได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการทั่วดินแดนยูโกสลาเวีย, ซึ่งจะ เพิ่มความส าเร็จทางยุทธศาสตร์,ในขณะที่ความขัดแย้งทางการทูตได้ทวีคูณมากขึ้น วัตถุประสงค์หลักของการรุกเบลเกรดคือการมุ่งหมายไปที่ดินแดนเซอร์เบียภายใต้การยึด ครองของเยอรมัน การเข้ายึดกรุงเบลเกรดเป็นยุทธศาสตร์การโอบล้อมในคาบสมุทรบอลข่านและตัดเส้นสาย การสื่อสารของเยอรมันระหว่างกรีซและฮังการี หัวหอกของการรุกได้ถูกปฏิบัติการโดยแนวรบยูเครนที่ 3 ของ โซเวียตในการประสานงานกับกองทัพกลุ ่มที ่ 1 ของยูโกสลาฟและกองทัพเหล ่าที ่สิบสี ่ ในเวลาเดียวกัน ปฏิบัติการในทางใต้ได้รวมไปถึงกองทัพที่สองของบัลแกเรีย และกองทัพเหล่าที่ 13 ของยูโกสลาฟ และการบุก โจมตีของแนวรบยูเครนที ่ 2 ทางตอนเหนือของชายแดนยูโกสลาเวียและบัลแกเรียเพื ่อเพิ ่มแรงกดดันต่อ กองบัญชาการเยอรมัน มีการต่อสู้ที่ทวีความรุนแรงระหว่างกองก าลังบัลแกเรียและฝ่ายต่อต้านพลพรรคของรัฐ ปกครองของเยอรมันในมาซิโดเนียซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงปฏิบัติการสู้รบทางตอนใต้ของการทัพนี้ 1.2.6.10 การปลดปล่อยกรุงปารีส เป็นปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1944 จนกระทั ่งกองทหารรักษาการณ์ของเยอรมันได้ยอมจ านนที ่เมืองหลวงของฝรั ่งเศส เมื่อวันที ่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1944 กรุงปารีสได้ถูกปกครองโดยนาซีเยอรมนีตั้งแต่ได้เซ็นลงนามในการสงบศึกที่กงเปียญครั้ง ที่สอง เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ภายหลังจากนั้นกองทัพเวร์มัคท์ได้เข้ายึดครองทางตอนเหนือและ ตะวันตกของฝรั่งเศส การปลดปล่อยได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกองก าลังฝรั่งเศสแห่งกิจการภายใน—โครงสร้างทางทหาร ของขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส—ได้ท าการก่อการก าเริบเข้าปะทะกับกองทหารรักษาการณ์ของเยอรมันตาม
33 เส้นทางการเคลื่อนทัพของกองทัพสหรัฐที่สาม ภายใต้การน าของจอร์จ แพตตัน เมื่อคืนวันที่ 24 สิงหาคม ส่วน หนึ่งของกองพลยานเกราะฝรั่งเศสที่ 2 ของนายพล Philippe Leclerc ได้เคลื่อนพลไปยังกรุงปารีส และมาถึง ออแตลเดอวีลไม่นานหลังเที่ยงคืน เช้าวันต่อมา วันที่ 25 สิงหาคม กองก าลังจ านวนมากของกองพลยานเกราะ ที่ 2 และกองพลทหารราบที่ 4 แห่งสหรัฐได้เคลื่อนทัพเข้าสู่เมือง ดรีทริซ ฟอน โคลทิซ ผู้บัญชาการของกอง ทหารรักษาการณ์เยอรมันและฝ ่ายอ านาจปกครองทหารในกรุงปารีส ได้ยอมจ านนต ่อฝรั ่งเศสที ่โรงแรม Meurice กองบัญาชาการใหญ่ของฝรั่งเศสได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ในขณะที่นายพล ชาร์ล เดอ โกล ได้เดินทาง มาถึงเพื่อเข้าควบคุมเมืองในฐานะผู้น าแห่งรัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส 1.2.6.11 ปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน เป็นปฏิบัติการทางทหารที่ไม่ประสบความส าเร็จในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นการสู้รบใน ประเทศเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 25 กันยายน ค.ศ. 1944 มันเป็นความคิดของจอมพลมอนต์โกเมอรี และการสนับสนุนอย ่างมากมายของวินสตัน เชอร์ชิลและแฟรงกลิน รูสเวสต์ ปฏิบัติการการโดดร ่มซึ่งถูก ด าเนินโดยกองทัพขนส่งทางอากาศฝ่ายสัมพันธมิตรที่หนึ่ง(First Allied Airborne Army) กับปฏิบัติการทาง บกโดยกองทัพน้อยที ่ 30 ของกองทัพบกบริติชที ่สอง เป้าหมายคือการสร้างส่วนที ่ยื ่นออกมาในระยะทาง ประมาณ 64 ไมล์ (103 กิโลเมตร) ในการเข้าสู่ดินแดนเยอรมัน โดยมีหัวสะพานในการข้ามแม่น ้าไรน์ การสร้าง เพื่อเป็นเส้นทางการบุกครองของฝ่ายสัมพันธมิตรในการเข้าสู่เยอรมนีทางตอนเหนือ สิ่งนี้จะบรรลุผลได้โดย การเข้ายึดสะพานทั้งเก้าแห่งด้วยกองก าลังทหารโดดร่มพร้อมกับกองก าลังทางบกที่เข้ามาสมทบอย่างรวดเร็ว ในการข้ามสะพาน ปฏิบัติการนี้ได้ประสบความส าเร็จในการปลดปล่อยเมืองไอนด์โฮเวน และไนเมเคินของ เนเธอร์แลนด์พร้อมกับหลายเมืองเล็ก ๆ ได้สร้างส ่วนที ่ยื ่นออกมาในระยะทางได้แค ่เพียง 60 ไมล์ (97 กิโลเมตร) ในการเข้าสู่ดินแดนเยอรมัน ที่ตั้งฐานยิงจรวดวี-2 ที่จ ากัด มันกลับล้มเหลว อย่างไรก็ตาม เพื่อเข้า ยึดหัวสะพานข้ามแม่น ้าไรน์ โดยการรุกคืบได้หยุดชะงักลงที่แม่น ้า ปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน ประกอบไปด้วยสองปฏิบัติการขนาดย่อย คือ มาร์เก็ต : การจู่โจมของพลทหารโดดร่มเพื่อเข้ายึดครองสะพานที่ส าคัญ การ์เดน : การโจมตีทางบกที่เคลื่อนที่เร็วในการข้ามสะพานที่ยึดมาได้ เพื่อเป็นการสร้างส่วน ที่ยื่นออกมา การโจมตีครั้งนี้เป็นปฏิบัติการการโดดร่มที่ใหญ่ที่สุดจนถึงจุดนั้นในสงครามโลกครั้งที่สอง เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายพลไอเซนฮาว คือการโอบล้อม หัวใจหลักของเขตอุตสาหกรรมของเยอรมัน พื้นที่รูห์ในรูปขบวนแบบก้ามปู ทางเหนือสุดของปากก้ามปูจะ อ้อมไปทางเหนือสุดของแนวซีคฟรีท ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าสู่เยอรมนีได้โดยง่ายขึ้น โดยผ่านทางพื้นที่ราบ ทางตอนเหนือ ซึ่งจะท าให้สามารถท าสงครามได้เร็วขึ้น เป้าหมายหลักของปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดนคือการ สร้างปีกทางเหนือสุดที่พร้อมเคลื่อนที่ในการเข้าลึกสู่เยอรมนี กองก าลังฝ่ายสัมพันธมิตรจะมุ่งไปทางเหนือจาก
34 เบลเยียม ระยะทาง 60 ไมล์ (97 กิโลเมตร) ผ่านเนเธอร์แลนด์ ข้ามแม่น ้าไรน์ และรวบรวมก าลังกันในทางตอน เหนือของเมืองอาร์เนมที่ชายแดนเนเธอร์แลนด์/เยอรมนี เพื่อเตรียมพร้อมที่จะปิดปากทางของวงล้อม ปฏิบัติการครั้งนี้จะต้องใช้กองก าลังทหารโดดร ่มจ านวนมากมาย โดยมีเป้าหมายทาง ยุทธศาสตร์คือเพื่อปกป้องสะพานและเพื่อให้หน่วยกองก าลังยานเกราะทางภาคพื้นดินได้รุกคืบไปอย่างรวดเร็ว เพื่อรวมตัวกันในทางตอนเหนือของเมืองอาร์เนม ปฏิบัติการดังกล่าวจ าเป็นจะต้องเข้ายึดสะพานโดยทหารโดด ร่มในการข้ามแม่น ้าเมิซ แขนสองข้างของแม่น ้าไรน์(แม่น ้าวาลล์และแม่น ้าโลเออร์) พร้อมกับข้ามล าคลองและ แควน ้าเล็ก ๆ หลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม กองก าลังทหารโดดร่มขนาดใหญ่ กองก าลังทาง ภาคพื้นดินขนาดเบาโดยมีเพียงกองทัพน้อยหน่วยเดียวที่เคลื่อนทีไปทางเหนือของไอนด์โฮเวน กองทัพน้อยที่ 30 กองทัพน้อยที่ 30 ได้น ายานพาหนะจ านวน 5,000 คัน ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทอดสะพานข้ามแม่น ้าและ ทหารช่างจ านวน 9,000 นาย ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้ายึดสะพานหลายแห่ง ระหว่างเมืองไอนด์โฮเวน และไนเมเคิน ในช่วง เริ่มต้นของปฏิบัติการ การรุกคืบของกองก าลังทางภาคพื้นดินของกองทัพน้อยที่ 30 ภายใต้การน าโดยพลโท Brian Horrock นั้นล่าช้า เนื่องจากความล้มเหลวครั้งแรกของหน่วยทหารโดดร่มในการปกป้องสะพานที่ Son en Breugel และไนเมเคิน กองทัพเยอรมันได้ท าลายสะพานข้ามคลอง Wilhelmina ที่ Son ก่อนที่จะถูกเข้า ยึดครองโดยกองพลส่งทางอากาศที่ 101 ของสหรัฐ และสะพานเบลีย์ที่ถูกท าขึ้นได้เพียงแค่บางส่วนซึ่งถูกสร้าง ขึ้นบนคลองโดยทหารช่างบริติช การรุกคืบของกองทัพน้อยที่ 30 นั้นล่าช้าไป 12 ชม. อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้ ท าเวลา เดินทางมาถึงไนเมเคินตามเวลาที่ก าหนด กองพลขนส่งทางอากาศที่ 82 ของสหรัฐ นั้นล้มเหลวในการ เข้ายึดสะพานทางหลวงหลักในการข้ามแม่น ้าวาลล์ที่ไนเมเคิน ก่อนวันที่ 20 กันยายน ท าให้การรุกคืบล่าช้าไป 36 ชม. กองทัพน้อยที่ 30 ต้องเข้าไปยึดสะพานด้วยตัวพวกเขาเองก่อน แทนที่จะเร่งรีบข้ามสะพานที่ยึดมา เพื่อไปยังอาร์เนม ที่ซึ่งพลทหารโดดร่มบริติชยังคงยึดครองทางตอนเหนือสุดของสะพาน ที ่จุดทางตอนเหนือของปฏิบัติการการโดดร ่ม กองพลขนส ่งทางอากาศที ่ 1 ของบริติชได้ เผชิญหน้ากับการต่อต้านอย่างรุนแรง ด้วยความล่าช้าในการเข้ายึดสะพานที่ไนเมเคินและการสร้างสะพานเบ ลีย์ที่ Son ท าให้กองทัพเยอรมันมีเวลา (กองพลยานเกราะที่ 9 แห่งเอ็สเอ็ส "โฮเอินชเตาเฟิน" และกองพลยาน เกราะที่ 10 แห่งเอ็สเอ็ส "ฟรุนทซ์แบร์ค" ซึ่งอยู่ในพื้นที่อาร์เนม ในช่วงเริ่มต้นของการโดดร่ม) เพื่อจัดระเบียบ ในการโจมตีตอบโต้กลับของพวกเขา กองก าลังขนาดเล็กของบริติชสามารถเข้ายึดทางเหนือสุดของสะพานถนน อาร์เนม การไม่ยอมใช้สะพานที่ไม่เสียหายต่อกองทัพเยอรมัน ภายหลังจากกองก าลังทางภาคพื้นดินล้มเหลวใน ช่วยเหลือทหารโดดร่มตามเวลา พวกเขาถูกบุกในวันที่ 21 กันยายน ในเวลาเดียวกัน เมื่อรถถังของกองทัพน้อย ที่ 30 ได้เคลื่อนที่ผ่านสะพานไนเมเคิน ซึ่งช้าไป 36 ชม. ภายหลังจากยึดครองได้จากเยอรมัน ทหารกระโดดร่ม ของบริติชที่สะพานอาร์เนมก็ได้ยอมจ านน ซึ่งไม่สามารถยึดครองได้อีกต่อไป ส่วนที่เหลือของกองพลขนส่งทาง อากาศที่ 1 ของบริติชที่ติดอยู่ในวงล้อมขนาดเล็ก ๆ ทางตะวันตกของสะพานอาร์เนม ซึ่งได้ถูกอพยพ เมื่อวันที่ 25 กันยายน ภายหลังจากประสบความสูญเสียอย่างหนัก
35 ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ล้มเหลวในการข้ามแม่น ้าไรน์ แม่น ้ายังคงเป็นอุปสรรคต่อการรุกเข้าสู่ เยอรมนี จนกระทั่งการรุกที่ Remagen, Oppenheim, และ Rees และ Wesel ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ความล้มเหลวของมาร์เก็ตการ์เดน ในการตั้งหลักบนแม่น ้าไรน์ เป็นการดับความหวังของฝ่ายสัมพันธมิตรที่จะ ยุติสงครามภายในช่วงวันคริสต์มาส ค.ศ. 1944 1.2.6.12 การรุกบูดาเปสต์ เป็นการรบโดยทั่วไปของกองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียต เพื่อกวาดล้างกองทัพนาซีเยอรมนี และพันธมิตรฝ่ายอักษะให้ออกไปจากฮังการีการรุกเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1944 จนกระทั่ง กรุงบูดาเปสต์แตกในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ค.ศ. 1945 กองทัพเยอรมันซึ่งได้รับค าสั่งจากฮิตเลอร์ให้เข้ายึดครอง ฮังการี (ตามแผนปฏิบัติการพันแซร์เฟาสท์และปฏิบัติการมาร์กาเรต) เพื่อหลีกเลี่ยงการละทิ้งที่มั่นจากค่ายของ ฝ่ายอักษะ และปกป้องปีกใต้ของแนวรบฝ่ายเยอรมนี จนต้องปราชัยให้แก่กองทัพโซเวียตในที่สุด 1.2.7 เหตุการณ์ในปีค.ศ.1945 1.2.7.1 การรุกวิสตูล่า-โอเดอร์ เป็นการรุกที่ประสบความส าเร็จของกองทัพแดงใน แนวรบด้านตะวันออก และสงครามโลก ครั้งที่สองในยุโรปในเดือนมกราคมปี 1945 โดยที่กองทัพแดงสามารถปลดปล่อยกรากุฟ, กรุงวอร์ซอ และ พอซ นาน กองทัพแดงได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับหัวสะพานส าคัญหลายแห่งโดยมีจอมพล เกออร์กี จูคอฟ และ จอมพล อีวาน โคเนฟ เป็นผู้บัญชาการ ตรงกันข้ามกับ กลุ่มกองทัพเยอรมันเอที่น าโดยพลเอก โจเซฟ ฮาร์ เบ (ในไม่ช้าก็ถูกแทนที่ด้วยพลเอกแฟร์ดีนันท์ เชอร์เนอร์) ซึ่งมีจ านวนมากกว่า 5: 1 ภายในไม่กี่วัน ผู้บัญชาการ เยอรมันได้สั่งอพยพค่ายกักกัน และส่งผู้ต้องขังไปทางตะวันตก โดยที่ชาวเยอรมันเริ่มหนีเช่นกัน ในเวลาน้อย กว่าสองสัปดาห์ กองทัพแดงรุกได้ถึง 300 ไมล์ (483 กม.) จากวิสตูลาไปยังโอเดอร์ เพียง 43 ไมล์ (69 กม.) จะ ถึงกรุงเบอร์ลินที่ไม่ได้รับการป้องกัน แต่จูคอฟสั่งให้หยุดการโจมตีเนื ่องจากการต ่อต้านโดยเยอรมันอย ่าง ต่อเนื่องในทางด้านเหนือ (พอเมอเรเนีย) และการรุกหน้าสู่กรุงเบอร์ลินจะต้องล่าช้าออกไปจนถึงเดือนเมษายน 1.2.7.2 ยุทธการที่อิโวจิมา เป็นยุทธการส าคัญซึ ่งกองทัพสหรัฐอเมริกาขึ้นบกและยึดเกาะอิโวะจิมะจากกองทัพบก จักรวรรดิญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองได้ในที่สุด การบุกครองของอเมริกา ชื่อรหัส ปฏิบัติการดีแทช เมนต์(อังกฤษ: Operation Detachment) มีเป้าหมายยึดทั้งเกาะ ซึ่งรวมสนามบินที่ญี่ปุ่นยึดสามแห่ง (รวม สนามใต้และสนามกลาง) เพื่อเป็นพื้นที่พักพลส าหรับเข้าตีหมู่เกาะหลักของญี่ปุ่น ยุทธการนานห้าสัปดาห์นี้มี การสู้รบที่ดุเดือดและนองเลือดที่สุดในสงครามแปซิฟิกของสงครามโลกครั้งที่สอง
36 หลังเกิดการสูญเสียอย่างหนักในยุทธการ คุณค่าทางยุทธศาสตร์ของเกาะกลายเป็นข้อพิพาท เกาะนี้ไร้ประโยชน์ส าหรับกองทัพบกสหรัฐที่จะใช้เป็นพื้นที่พักพลและไร้ประโยชน์ส าหรับกองทัพเรือสหรัฐที่ จะใช้เป็นฐานทัพเรือ ทว่า ผึ้งทะเล (seabee) กองทัพเรือสร้างลานบินขึ้นใหม่ ซึ่งใช้เป็นลานลงจอดฉุกเฉิน ส าหรับบี-29 ของกองทัพอากาศสหรัฐ ที่ตั้งของกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นบนเกาะมีป้อมค่ายหนาแน่น โดยมีเครือข่ายบังเกอร์ ที่มั่น ปืนใหญ่ซ่อน และอุโมงค์ใต้ดิน 18 กิโลเมตร ทหารอเมริกันภาคพื้นได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่กองทัพเรือ อย่างกว้างขวางและความเป็นเจ้าอากาศเบ็ดเสร็จเหนืออิโวะจิมะตั้งแต่เริ่มยุทธการโดยนักบินของกองทัพเรือ สหรัฐและเหล่านาวิกโยธิน อิโวะจิมะยังเป็นยุทธการเดียวส าหรับเหล ่านาวิกโยธินสหรัฐที ่ก าลังพลสูญเสียของฝ่าย อเมริกันสูงกว่าญี ่ปุ่น แม้การเสียชีวิตจากการสู้รบของฝ ่ายญี ่ปุ่นคิดเป็นสามเท่าของจ านวนผู้เสียชีวิตฝ ่าย อเมริกัน จากทหารญี่ปุ่น 22,000 นายบนอิโวะจิมะ มีถูกจับเป็นเชลยเพียง 216 นาย ซึ่งบางส่วนถูกจับเพราะ ถูกท าให้หมดสติไม่ก็ถูกท าให้พิการ ที่เหลือส่วนใหญ่ตายในการรบ แม้มีประเมินว่า มากถึง 3,000 นายยังคง ต่อต้านในระบบถ ้าต่าง ๆ อีกหลายวันให้หลัง จนสุดท้ายจ านนต่อการบาดเจ็บหรือยอมจ านนอีกหลายสัปดาห์ ต่อมา แม้การสู้รบนองเลือดและก าลังพลสูญเสียอย่างรุนแรงทั้งสองฝ่าย แต่การพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น รับประกันตั้งแต่ต้น ความเหนือกว่าท่วมท้นของอเมริกันทั้งด้านอาวุธและจ านวน ตลอดจนการควบคุมอ านาจ ทางอากาศเบ็ดเสร็จ กอปรกับการที่ญี่ปุ่นไม่สามารถถอยหรือได้รับก าลังเพิ่มเติม ท าให้ไม่มีกรณีแวดล้อมที่ เป็นไปได้ซึ่งฝ่ายอเมริกันจะแพ้ยุทธการ ยุทธการนี้ถูกจารึกโดยภาพถ ่ายการปักธงสหรัฐบนยอดภูเขาสุริบะยะชิสูง 166 เมตรโดย นาวิกโยธินสหรัฐห้านายและเหล่าพยาบาลสนามกองทัพเรือสหรัฐหนึ่งนายของโจ โรเซนทัล ภาพถ่ายบันทึก การปักธงที ่สองบนภูเขานั้น ซึ ่งทั้งสองเกิดในวันที ่ห้าของยุทธการ 35 วัน ภาพถ ่ายของโรเซนทัลพลัน กลายเป็นสัญรูปถาวรของยุทธการนั้น สงครามในแปซิฟิก และเหล่านาวิกโยธิน และได้รับการท าซ ้าอย ่าง กว้างขวาง 1.2.7.3 ยุทธการที่โอกินาวา เป็นการสู้รบบนหมู่เกาะรีวกีวของโอกินาวะและเป็นสงครามสะเทินน ้าสะเทินบกขนาดใหญ่ ที่สุดในสงครามมหาสมุทรแปซิฟิก การรบกินเวลาถึง 82 วันจากต้นเดือนเมษายนถึงกลางเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1945 หลังด าเนินการต ่อสู้แบบกบกระโดดไปทีละเกาะ (campaign of island hopping) อันยาวนาน สัมพันธมิตรก็ได้เข้ามาใกล้ประเทศญี่ปุ่น สัมพันธมิตรวางแผนที่จะใช้โอกินาวะซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่ห่างจาก แผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น 550 กิโลเมตรเป็นฐานบินส าหรับปฏิบัติการตามแผนการบุกแผ่นดินใหญ่ญี่ปุ่น (ชื่อรหัส ปฏิบัติการดาวน์ฟอล) 4 กองพลของกองทัพที่ 10 สหรัฐคือ กองพลที่ 7, 27, 77 และ 96 และนาวิกโยธิน 2
37 กองพล คือ กองพลที่ 1 และ 6 ต่อสู้บนเกาะขณะที่นาวิกโยธินกองพลที่ 2 เป็นกองหนุนลอยล าแต่ไม่ได้ยกพล ขึ้นฝั่ง การบุกได้รับการสนันสนุนจากกองทัพเรือ ก าลังรบสะเทินน ้าสะเทินบก และกองทัพอากาศยุทธวิธี ย ุทธการนี้ในภาษาอังกฤษอาจเรียกว ่า "Typhoon of Steel (ไต้ฝ ุ ่นเหล็ก)" และใน ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า tetsu no ame (เท็ตสึ โนะ อาเมะ) ("ฝนเหล็ก") หรือ ("ลมเหล็กกรรโชก") เป็นชื่อเล่นที่มา จากความโหดร้ายในการรบ, กระสุนปืนที่ปลิวว่อนไปทั่วสนามรบ, ความรุนแรงของการโจมตีแบบคามิกาเซะ จากฝ่ายญี่ปุ่น และจ านวนเรือและยานพาหนะของฝ่ายสัมพันธมิตรที่จู่โจมสู่เกาะ เป็นการรบที่มีจ านวนคนตาย หรือได้รับบาดเจ็บสูงที่สุดสมรภูมิหนึ่งในสงครามมหาสมุทรแปซิฟิกของสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นสูญเสีย ทหารมากกว่า 100,000 นายและฝ่ายสัมพันธมิตรมีทหารเจ็บหรือตายมากกว่า 50,000 นาย ในเวลาเดียวกัน นั้นมีประชาชนเสียชีวิต บาดเจ็บ ฆ ่าตัวตายเพราะกลัวว ่าจะโดนข ่มขืน จากข ่าวออกข ่าวลวง ในสงคราม จิตวิทยาของทหารญี่ปุ่น มากกว่า 100,000 คน (12,000 ตายในการรบ) ประมาณกันว่าหนึ่งในสี่ของประชากร เสียชีวิตเนื่องจากการบุกรุกครั้งนี้การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมะและนางาซากิและสหภาพโซเวียตเข้าร่วมใน สงครามท าให้ญี่ปุ่นยอมจ านนหนึ่งสัปดาห์หลังสิ้นสุดการสู้รบที่โอกินาวะ 1.2.7.4 การยอมจ านนของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 เป็นการปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนหน้านั้น เมื่อ ปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1945 กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นไม่สามารถด าเนินปฏิบัติการและการบุกครอง ญี่ปุ่นของฝ่ายสัมพันธมิตรใกล้เข้ามา ผู้น าญี่ปุ่น (สภาสั่งการสงครามสูงสุด หรือ "บิ๊กซิกส์", Big Six) แม้จะแถลง ต ่อสาธารณะแสดงเจตนาว ่าจะต ่อสู้ต ่อไปจนจบ แต ่ร้องขออย ่างลับ ๆ ให้สหภาพโซเวียตซึ ่งเป็นกลางใน ขณะนั้น เป็นผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพบนเงื่อนไขที่ญี่ปุ่นได้ประโยชน์ ขณะเดียวกัน สหภาพโซเวียตเตรียมโจมตี ญี่ปุ่น ตามค ามั่นต่อสหรัฐและสหราชอาณาจักรที่ให้ไว้ในการประชุมเตหะรานและยอลตา วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูที่นครฮิโรชิมะ เย็นวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตประกาศสงครามต่อญี่ปุ่น อันเป็นไปตามความตกลงยอลตา แต่ละเมิดสนธิสัญญาความ เป็นกลางโซเวียต–ญี่ปุ่น และไม่นานหลังเที่ยงคืนวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตบุกครองรัฐหุ่น เชิดแมนจูกัวของจักรวรรดิญี่ปุ่น วันเดียวกัน สหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สองที่นางาซากิความตระหนกจาก เหตุการณ์ต่าง ๆ ท าให้สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะทรงเข้าแทรกแซงและบัญชาให้ผู้น าบิ๊กซิกส์ยอมรับ เงื ่อนไขยุติสงครามที ่ฝ ่ายสัมพันธมิตรตั้งไว้ในแถลงการณ์พอตสดัม หลังการเจรจาหลังฉากหลายวันและ รัฐประหารที่ล้มเหลว สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะจึงพระราชทานพระราชด ารัสทางวิทยุที่บันทึกไว้แพร่ สัญญาณทั่วจักรวรรดิเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ในพระราชด ารัสดังกล่าว อันเรียกว่า เกียวกุอง โฮโซ พระองค์ทรง ประกาศว่าญี่ปุ่นยอมจ านนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร วันที่ 28 สิงหาคม การยึดครองญี่ปุ่นโดยผู้บัญชาการสูงสุดแทนฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มขึ้น พิธี ยอมจ านนจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน บนเรือรบยูเอสเอส มิสซูรี(BB-63) ของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งข้าราชการ จากรัฐบาลญี่ปุ่นลงนามตราสารยอมจ านนของญี่ปุ่น และยุติความเป็นศัตรูกันในสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งพล
38 เรือนและทหารฝ ่ายสัมพันธมิตรล้วนเฉลิมฉลองวันแห ่งชัยชนะเหนือญี ่ปุ ่น อย่างไรก็ดี ทหารและก าลังพล บางส่วนที่ถูกโดดเดี่ยวของจักรวรรดิญี่ปุ่นทั้งในทวีปเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิกปฏิเสธที่จะยอมจ านนเป็นเวลา หลายเดือนและหลายปีหลังจากนั้น บางคนปฏิเสธกระทั ่งคริสต์ทศวรรษ 1970 บทบาทของการทิ้งระเบิด ปรมาณูในการยอมจ านนของญี ่ปุ ่น และจริยธรรมของการโจมตีทั้งสองยังเป็นที ่ถกเถียง สถานะสงคราม ระหว่างญี่ปุ่นและฝ่ายสัมพันธมิตรยุติลงอย่างเป็นทางการเมื่อสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1952 และอีกสี่ปีให้หลัง ก่อนที่ญี่ปุ่นและสหภาพโซเวียตจะลงนามแถลงการณ์ร่วมโซเวียต– ญี่ปุ่น ค.ศ. 1956 ซึ่งยุติสถานะสงครามระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ 1.2.7.5 ยุทธการที่เบอร์ลิน ยุทธการที่เบอร์ลิน หรือที่สหภาพโซเวียตตั้งชื่อว่า ปฏิบัติการรุกทางยุทธศาสตร์เบอร์ลิน เป็น การรุกใหญ่ในช่วงปลายเขตสงครามยุโรปในสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มจากวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1945 กองทัพแดงเจาะแนวรบเยอรมันหลังการรุกวิสตูลา–โอ เดอร์และรุกมาทางทิศตะวันตกไกลถึง 40 กิโลเมตรต่อวันผ่านปรัสเซียตะวันออก โลว์เออร์ไซลีเชีย พอเมอรา เนียตะวันออกและอัปเปอร์ไซลีเซีย และหยุดชั่วคราวตรงเส้น 60 กิโลเมตรทางตะวันออกของกรุงเบอร์ลินตาม แม่น ้าโอเดอร์ เมื่อการรุกเริ่มขึ้นอีกครั้ง สองแนวรบ (กลุ่มกองทัพ) ของโซเวียตเข้าตีกรุงเบอร์ลินจากทาง ตะวันออกและใต้ ขณะที่แนวรบที่สามบุกก าลังเยอรมันซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของเบอร์ลิน ยุทธการในเบอร์ลินกิน เวลาระหว่างวันที่ 20 เมษายนถึงเช้าวันที่ 2 พฤษภาคม มีการเตรียมตั้งรับที่ชานกรุงเบอร์ลินครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มีนาคม เมื่อผู้บัญชาการกองทัพ กลุ่มวิสตูลาซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่ พลเอก กอททาร์ด ไฮน์รีซี คาดเดาได้ถูกต้องว่าโซเวียตจะผลักดันข้ามแม่น ้าวิ สตูลาเป็นหลัก ก ่อนการยุทธ์หลักในกรุงเบอร์ลินจะเริ ่มขึ้น ฝ ่ายโซเวียตจัดการล้อมนครอันเป็นผลจาก ความส าเร็จในยุทธการที่ราบสูงซีโลว์และที่ฮัลเบอ วันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1945 แนวรบเบลารุสเซียที่ 1 น า โดย จอมพล เกออร์กี จูคอฟ เริ ่มระดมยิงใจกลางนคร ขณะที ่แนวรบยูเครนที ่ 1 ของจอมพล อีวาน โคเนฟ ผลักดันจากทางใต้ผ่านแนวสุดท้ายของกองทัพกลุ่มกลาง การตั้งรับของเยอรมนีส่วนใหญ่มีเฮลมุท ไวด์ ลิงเป็นผู้น า และประกอบด้วยกองพลเวร์มัคท์และวัฟเฟน-เอสเอสที ่อ ่อนก าลังและมียุทโธปกรณ์จ ากัด ซึ่งวัฟเฟน-เอสเอสมีอาสาสมัครต่างด้าวเอสเอสจ านวนมาก ตลอดจนสมาชิกโฟล์คสชทูร์มและยุวชนฮิตเลอร์ที่ ได้รับการฝึกฝนอย่างจ ากัด ภายในไม่กี่วัน ฝ่ายโซเวียตรุกผ่านนครและถึงใจกลางนครซึ่งมีการต่อสู้แบบประชิด ก่อนยุทธการสิ้นสุด ฟือแรร์อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และผู้ติดตามจ านวนหนึ่งก่ออัตวินิบาตกรรม ผู้ ป้องกันนครยอมจ านนในวันที่ 2 พฤษภาคม ทว่า การสู้รบยังด าเนินต่อไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้ของนครจนสงครามโลกครั้งที ่สองในทวีปยุโรปยุติลงในวันที ่ 8 พฤษภาคม (หรือ 9 พฤษภาคมในสหภาพโซเวียต) เพราะหน ่วยเยอรมนีต ่อสู้และหนีไปทางตะวันตกเพื ่อยอม จ านนต ่อฝ ่าย สัมพันธมิตรตะวันตก แทนที่จะยอมจ านนต่อโซเวียต 1.2.7.6 การรุกปราก
39 เป็นปฏิบัติการส าคัญครั้งสุดท้ายของโซเวียตในสงครามโลกครั้งที ่สองในทวีปยุโรป การ รุกรานและสู้รบจากกรุงปราก เป็นการสู้รบในแนวรบด้านตะวันออก ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม – 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 การสู้รบครั้งนี้ท าให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นที่น่าจดจ าในขณะที่ได้สิ้นสุดลงในช่วงหลังจากจักรวรรดิ ไรซ์ที่สามได้ยอมจ านน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 การสู้รบครั้งนี้ได้มีเหตุการณ์ที่เหลือเชื่อในการสู้รบ ด้วยการก่อการก าเริบกรุงปราก กรุงปรากได้รับการปลดปล่อยในที่สุดโดยกองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียตในช่วงการรุกปราก กองก าลังทหารเยอรมันทั้งหมดของกองทัพกลุ่มกลาง (Heeresgruppe Mitte) และจ านวนมากของกองทัพ กลุ่มออสมาร์ค (Ostmark แต่เดิมมีชื่อว่า กองทัพกลุ่มใต้)ถูกฆ่าตายหรือถูกจับเป็นเชลยหรือไม่ก็หลบหนีไป ยอมจ านนกับฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกในช่วงที่ยอมจ านนแล้ว การยอมจ านนของกองทัพกลุ่มกลางนั้นเป็น เวลาเพียงเก้าวันในภายหลังจากเบอร์ลินถูกยึดครองและสามวันหลังวันแห่งชัยชนะยุโรป 1.2.7.7 ยุทธการที่บูดาเปสต์ เป็นการสู้รบตลอด 50 วันของกองทัพโซเวียต ณ กรุงบูดาเปสต์เมืองหลวงของฮังการี ช่วง สงครามโลกครั้งที่สองจะสิ้นสุดลง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการรุกบูดาเปสต์ยุทธการเริ่มขึ้นเมื่อกรุงบูดาเปสต์ซึ่ง ถูกปกป้องโดยกองทัพฮังการีและเยอรมนี ถูกโจมตีครั้งแรกโดยกองทัพโซเวียตและกองทัพโรมาเนียในวันที่ 26 ธันวาคม 1944 ในช ่วงการรบที ่บูดาเปสต์พลเรือน 38,000 คนเสียชีวิตขณะอพยพหรือถูกทหารฆ ่า กรุง บูดาเปสต์ยอมจ านนอย ่างไม ่มีเงื ่อนไขในวันที ่ 13 กุมภาพันธ์ 1945 โดยเป็นการรบที ่ได้รับชัยชนะในเชิง ยุทธศาสตร์ของฝ่ายสัมพันธมิตร ในการรุกหน้าสู่กรุงเบอร์ลิน 1.2.7.8 การยอมจ านนของเยอรมนี (วันชัยในทวีปยุโรป) เป็นวันที่ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับการยอมจ านนอย่างไม่มีเงื่อนไขของนาซีเยอรมนีในวันที่ 30 เมษายน หลังจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายที่หลุมหลบภัยในกรุงเบอร์ลิน ต าแหน่งประธานาธิบดีเยอรมนีตก เป็นของ คาร์ล เดอนิทซ์ เขาได้ลงนามในสนธิสัญญายอมจ านนในวันที่ 7 พฤษภาคม ในเมือง แรมส์ฝรั่งเศส นอกจากนั้นวิลเฮล์ม ไคเทล ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเวร์มัคได้ลงนามในสนธิสัญญา ยอมจ านนต่อสหภาพโซเวียตในวันที่ 8 พฤษภาคม ในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี 1.2.7.9 การบุกครองแมนจูเรียของสหภาพโซเวียต ยังเป็นที่รู้จักในฐานะปฏิบัติการรุกยุทธศาสตร์แมนจูเรีย เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 1945 กองทัพแดงแห ่งสหภาพโซเวียตได้รุกรานรัฐหุ ่นเชิดของจักรวรรดิญี ่ปุ ่นคือรัฐแมนจูกัว มันเป็นการทัพ ครั้งสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองและใหญ่ที่สุดของสงครามโซเวียต–ญี่ปุ่นในปี 1945 ที่ได้กลับมาสู้รบกัน อีกครั้งระหว่างสหภาพโซเวียตและจักรวรรดิญี่ปุ่น หลังจากสงบศึกกันเป็นเวลาเกือบหกปี ผลประโยชน์ที่ได้รับ ของโซเวียตคือ แมนจูกัว, เหม่งเจียง (มองโกลเลีย), ดินแดนเกาหลีทางตอนเหนือ การที่โซเวียตเข้าสู่สงคราม และความพ่ายแพ้ของกองทัพคันโตแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น เป็นปัจจัยส าคัญในการตัดสินใจของรัฐบาลญี่ปุ่นที่
40 จะยอมจ านนอย่างไม่มีเงื่อนไขตามที่มันท าให้เห็นได้ชัดล้าหลังจะไม่ได้มีความตั้งใจที่จะท าหน้าที่เป็นบุคคลที่ สามในการเจรจาสิ้นสุดสงครามในข้อตกลงเงื่อนไข ตั้งแต่ปี 1983 การด าเนินการที่ได้รับบางครั้งเรียกว่า ปฏิบัติการพายุสิงหาคม (ส่วนใหญ่ใน ประเทศสหรัฐอเมริกา) หลังจากนักประวัติศาสตร์แห ่งกองทัพสหรัฐ David Glantz ได้ใช้ชื ่อนี้ส าหรับ เขียนบันทึกไว้ในกระดาษ 1.2.7.10 การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโระชิมะและนะงะซากิ เป็นการโจมตีจักรวรรดิญี่ปุ่นด้วยอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายสงครามโลก ครั้งที่สอง โดยค าสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แฮร์รี เอส. ทรูแมน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม และวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 หลังจากการโจมตีทิ้งระเบิดเพลิงตามเมืองต่าง ๆ 67 เมืองของญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วงเป็น เวลาติดต่อกันถึง 6 เดือน สหรัฐอเมริกาจึงได้ทิ้ง "ระเบิดปรมาณู" หรือที่เรียกในปัจจุบันว่าระเบิดนิวเคลียร์ ที่มีชื่อเล่นเรียกว่า "เด็กน้อย" หรือ "ลิตเติลบอย" ใสในเมืองฮิโรชิมะในวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ตาม ด้วย "ชายอ้วน" หรือ "แฟตแมน" ลูกที่สองใส่เมืองนางาซากิโดยให้จุดระเบิดที่ระดับสูงเหนือเมืองเล็กน้อย นับเป็นระเบิดนิวเคลียร์เพียง 2 ลูกเท่านั้นที่น ามาใช้ในประวัติศาสตร์การท าสงคราม การระเบิดท าให้มีผู้เสียชีวิตที่ฮิโรชิมะ 140,000 คนและที่นางาซากิ80,000 คนโดยนับถึง ปลายปี พ.ศ. 2488 จ านวนคนที่เสียชีวิตทันทีในวันที่ระเบิดลงมีจ านวนประมาณครึ่งหนึ่งของจ านวนที่กล่าวนี้ และในระยะต่อมาก็ยังมีผู้เสียชีวิตด้วยการบาดเจ็บหรือจากการรับกัมมันตรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจาก การระเบิดอีกนับหมื่นคน ผู้เสียชีวิตเกือบทั้งหมดในทั้ง 2 เมืองเป็นพลเรือน หลังการทิ้งระเบิดลูกที ่สองเป็นเวลา 6 วัน ญี ่ปุ ่นประกาศตกลงยอมแพ้สงครามต ่อฝ ่าย พันธมิตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 และลงนามในตราสารประกาศยอมแพ้สงครามมหาสมุทรแปซิฟิกที่ นับเป็นก า รย ุติสงค ร ามโลกค รั้งที ่ส อง อย ่ างเป็นท างก า รใน วันที่ 2 กันย ายน พ .ศ . 2488 (นาซีเยอรมนีลงนามตราสารประกาศยอมแพ้และยุติสงครามโลกครั้งที ่สองที ่ยาวนานในทวีปยุโรป อย ่างเป็นทางการเมื ่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2488) การทิ้งระเบิดทั้งสองลูกดังกล ่าวมีส ่วนท าให้ ประเทศญี่ปุ่นต้องยอมรับหลักการ 3 ข้อว่าด้วยการห้ามมีอาวุธนิวเคลียร์ สรุป ชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อเยอรมนีบุกโปแลนด์ในวันที่ 1 กันยายน 1939 อังกฤษและ ฝรั่งเศสซึ่งสนับสนุนโปแลนด์จึงประกาศสงครามต่อเยอรมนีเมื่อวันที่ 3 กันยายน 1939 อีกหนึ่งเดือนต ่อมา เยอรมนีก็บุกเดนมาร์กและนอร์เวย์ และสามารถยึดครองประเทศดังกล่าวรวมทั้งเบลเยียมได้ภายในเวลา 6 สัปดาห์สหภาพโซเวียตซึ่งเป็นพันธมิตกับเยอรมนีในระยะแรกของสงครามจึงประกาศสงครามกับฟินแลนด์และ ประเทศแถบบอลติกสงครามในยุโรปขยายตัวและนานาประเทศก็ถูกดึงเข้าร ่วมในสงคราม ต ่อมาใน 1941 ญี่ปุ่นซึ่งสนับสนุนเยอรมนีได้เข้าโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล หมู่เกาะฮาวาย การโจมตี
41 ดังกล่าวท าให้สงครามขยายตัวไปยังส่วนอื่น ๆ ของโลกและเป็นการเริ่มต้นของสงครามทางด้านแปซิฟิกและ ตะวันออกไกล ทั้งท าให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามกับประเทศสัมพันธมิตร เหตุการณ์ส าคัญในสงครามโลกครั้งที่ 2 แบ่งเป็น ปี 1939 การบุกครองโปแลนด์สงครามลวง สงครามฤดูหนาว ยุทธนาวีมหาสมุทรแอตแลนติก ปี 1940 ปฏิบัติการแวเซอริบุง ยุทธการที่ฝรั่งเศส ยุทธการที่บริเตน การทัพแอฟริกาเหนือ การบุกครองอินโดจีนฝรั่งเศส สงครามอิตาลี-กรีซ ปี 1941 การทัพแอฟริกาตะวันออกการบุกครองยูโกสลาเวีย ยุทธการที่เกาะครีต ปฏิบัติการบาร์บารอสซา สงครามต่อเนื่อง การทัพตะวันออกกลาง ยุทธการที่เคียฟ (1941) การล้อมเลนินกราด ยุทธการที่- มอสโก การล้อมซาเวสโตปอล การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ปี 1942 ยุทธนาวีที่มิดเวย์ยุทธการที่สตาลินกราด ยุทธการที่เอล อาลาเมนครั้งที่สอง การทัพกัวดานาแนล ปี 1943 การทัพตูนิเซีย ยุทธการที่เคิสก์ยุทธการที่สโมเลนสก์การทัพหมู่เกาะโซโลมอน การบุกครอง เกาะซิซิลีการรุกโลเออร์ดไนเปอร์การรุกคาบสมุทรอิตาลีการทัพหมู่เกาะกิลเบิร์ตและหมู่เกาะมาร์แชลล์ ปี 1944 ยุทธการที่มอนเตคัสสิโน ปฏิบัติการก้อนกรวด ปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด การทัพหมู่เกาะมาเรียนาและหมู่เกาะปาเลา ปฏิบัติการบากราติออน การรุกลวอฟ-ซานโดมิเรซ การลุกฮือในกรุงวอร์ซอ การรุก แจซซี-คิชิเนฟ การรุกเบลเกรด การปลดปล่อยกรุงปารีส แนวโกธิค ปฏิบัติการมาร์เก็ตการ์เดน ปฏิบัติการค รอสโบว์ปฏิบัติการพอยต์แบลงก์สงครามแลปแลนด์การรุกบูดาเปสต์ยุทธนาวีที่อ่าวเลเต ยุทธการตอกลิ่ม ปี 1945 การรุกวิสตูล่า-โอเดอร์ยุทธการที่อิโวจิมา ยุทธการที่โอกินาวา ยุทธการที่เบอร์ลิน การรุก ปราก ยุทธการที่บูดาเปสต์การยอมจ านนของเยอรมนี (วันชัยในทวีปยุโรป) ยุทธการที่มะนิลา การทิ้งระเบิด นิวเคลียร์ถล่มฮิโระชิมะและนางาซากิการยอมจ านนของญี่ปุ่น 2. ประเทศที่เป็นแกนน าสงคราม 2.1 ฝ่ายอักษะประเทศแกนน าหลัก คือ อิตาลีนาซีเยอรมนีญี่ปุ่น 2.1.1 ประเทศอื่นที่สนับสนุน คือ โรมาเนีย ฮังการี บัลแกเรีย และลิเบีย 2.1.2 ประเทศอื่นที่ให้ความร่วมมือ คือ โครเอเชีย ฟินแลนด์ ไทย และอินเดีย 2.2 ฝ่ายสัมพันธมิตรแกนน าหลัก คือ สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียตฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐ ประชาชนจีน 2.2.1 ประเทศอื่นที่สนับสนุน คือ ออสเตรเลีย แคนาดา สเปน โปรตุเกส และฟิลิปปินส์
42 สรุป ฝ่ายอักษะประเทศแกนน าหลัก คือ อิตาลีนาซีเยอรมนีญี่ปุ่น ฝ่ายสัมพันธมิตรแกนน าหลัก คือ สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียตฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐ ประชาชนจีน 3. เครื่องแบบของทหารในสงครามโลก 3.1 ฝ่ายอักษะ ภาพที่ 1 ภาพเครื่องแบบทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพที่ 2 ภาพเครื่องแบบทหารอิตาลีในสงครามโลกครั้งที่ 2
43 ภาพที่ 3 ภาพเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 3.2 ฝ่ายสัมพันธ์มิตร ภาพที่ 4 ภาพเครื่องแบบทหารอังกฤษสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพที่ 5 ภาพเครื่องแบบทหารโซเวียดในสงครามโลกครั้งที่ 2