The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 4 ตัวกลางการเชื่อมต่อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 6232040012 1103703130846, 2021-02-05 05:14:37

หน่วยที่ 4

หน่วยที่ 4 ตัวกลางการเชื่อมต่อ

หนวยที่ 4
ตวั กลางการเช่ือมตอ

4.1 สายทองแดง

สื่อกลางประเภทสายทองแดง เปนส่ือกลางประเภททางกายภาพที่ใชในการเชื่อมโยงระหวาง
ผูรับและผูสงขอมลู โดยอาศยั สญั ญาณเปนสอ่ื กลางในระบบสอื่ สารขอมลู แบงออกเปน

4.1.1 สายโคแอกเชยี ล (Coaxial)

สายโคแอกเชียล ประกอบดวย แกนตัวนำที่เปนลวดทองแดงตรงกลาง 1 เสน และมีฉนวน
พลาสตกิ หนาหมุ ลวดตัวนำ และถัดจากฉนวนจะมีตาขายที่ถักจากลวดตัวนำหุมฉนวนอีกช้ันหน่ึง เพอ่ื
ปองกันการรบกวนจากคลื่นสนามแมเหล็กไฟฟา และสัญญาณรบกวนอื่นและหุมรอบตาขายอีก
ชน้ั ดวยพลาสติก

รูปท่ี 4.1 ลักษณะโครงสรางสาย Coaxial

สายโคแอกเชียล เปนสายที่มีความทนทานทำใหสามารถติดตั้งแบบฝงสายได และมีฉนวน
ปองกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ทำใหสามารถรับสงขอมูลในชวงแถบความถ่กี วางไดดี การรบั สง
ขอมูลมีความเร็วสูง แตสายที่มีขนาดยาวจะมีการทอนสัญญาณเกิดขั้น ทำใหอัตราความเร็วใน
การรับสงขอมูลลดลง ดังนั้นเพื่อปองกันการลดทอนของสัญญาณ จึงตองใชอปุ กรณขยายใหมีขนาด
คงที่ นยิ มนำไปใชในการรบั สงสัญญาณในระบบเคเบิ้ลทีวี

1.) ชนิดของสายโคแอกเชียล โดยทั่วไปนยิ มแบงชนิดของสายโคแอกเชียลตามขนาดของเสน
ผานศนู ยกลางของลวดตวั นำตรงกลางไดแก สายโคแอกเชียลแบบหนา และสายโคแอกเชียลแบบบาง
ดงั นี้

1.1) สายโคแอกเชียลแบบหนา เปนสายที่มีขนาดเสนผานศูนยกลางของลวดตัวนำ
ประมาณ 0.5 นิ้ว และมีคาอิมพีแดนซ 50 โอหม โดยเรียกวา Thicknet หรือ RG-11 สามารถรับสง
สัญญาณไดไกลประมาณ 500 เมตร ปกติแลวสายแบบ Thicknet เปนสายนำสัญญาณแบบ
Broadband ที่ใชสำหรบั การรบั สงสัญญาณขอมลู แบบแอนะลอ็ ก และถกู นำมาใชเปนสายสอื่ สารหลัก

ของเครอื ขาย แตเนื่องดวยสายมีขนาดเสนผานศูนยกลางทใ่ี หญ ทำใหการติดตั้งเดินสายทำไดยากกวา
สายนำสัญญาณแบบอื่น สายโคแอกเชียลแบบหนาถูกนำมาใชกับเครือขายคอมพิวเตอรแบบ
Ethernet 10 Base-5 เชื่อมตอแบบเจาะสัมผัสแกนกลางลวดตัวนำกับเครื่องคอมพิวเตอรผาน
อุปกรณรบั สญั ญาณ

รูปที่ 4.2 ลกั ษณะโครงสรางสาย Coaxial แบบหนา

1.2) สายโคแอกเชียลแบบบาง เปนสายที่มีเสนผานศูนยกลางของลวดตัวนำประมาณ
0.25 น้วิ และมีคาอมิ พีแดนซ 50 โอหม โดยเรยี กวา Thicknet มีมาตรฐาน RG-58 ซึ่งเปนสายท่ีใชใน
ระบบเครือขายคอมพิวเตอร และมาตรฐาน RG-59 ที่มีคาอิมพีแดนซ 75 โอหม เปนสายที่ใชสำหรับ
การใหบริการทีวหี รือเคเบ้ลิ ทวี ี และเน่ืองจากโครงสรางสายโคแอกเชยี ลแบบนีม้ ขี นาดไมใหญ ทำใหไม
สามารถรับสงสัญญาณไดไกลมากเหมือนกับสายโคแอกเชียลแบบหนา โดยมีระยะทางการรับสง
สัญญาณไดไมเกิน 200 เมตร ปกติแลวเปนสายนำสัญญาณแบบ Baseband ที่ใชสำหรับการรับสง
ขอมูลดิจิตอล เชน ระบบเครือขายคอมพิวเตอรแบบ Ethernet 10 Base-2 เปนระบบเครือขาย
คอมพิวเตอรที่ใชสายโคแอกเชียลแบบบาง ที่มีความเร็วการรับสงสัญญาณขอมูลแบบ Baseband
ท่ี 10 Mbps และระยะทางรบั สงประมาณ 200 เมตร

รปู ท่ี 4.3 ลักษณะโครงสรางสาย Coaxial แบบบาง

2.) การเชื่อมตอสายโคแอกเชียล
สายโคแอกเชียลจะมีหัวตอที่เรียกวา BNC (British Naval Connector) ที่สามารถแบง

ออกไดเปน 3 แบบ ไดแก
2.1) หัวตอ BNC Connector ที่ใชสำหรับเช่ือมตออุปกรณตนทางและปลายทางผานสาย

โคแอกเชยี ล
2.2) หัวตอ BNC T Connector ที่ใชสำหรับเชื่อมตออุปกรณ BNC Connector หรือ

หัวตอแบบ BNC Terminator
2.3) หัวตอ BNC Terminator ที่ใชสำหรับเชื่อมตอปลายทางเพื่อปองกันการสะทอนกลับ

ของสัญญาณ

รปู ที่ 4.4 หวั ตอแบบ BNC

รูปที่ 4.4.1 หัวตอแบบ BNC T- Connector

รูปท่ี 4.4.2 หัวตอแบบ BNC Barrel Connector

รปู ท่ี 4.4.3 หวั ตอแบบ BNC Terminator
เปนการเชื่อมตอระบบเครือขายคอมพิวเตอรดวยสายโคแอกเชียลแบบบางกับการดแลนโดยใชหัวตอ
แบบ BNC-T Connector

การเชื่อมตอสายโคแอกเชียลเขากับการดแลนที่รองรับหัวตอแบบ BNC ในเครอ่ื งคอมพิวเตอร
แตละครั้ง จะตองทำการตัดสายและเขาหัวตอ BNC แบบตัว T ดังนั้น การเชื่อมตอระบบเครือขาย
คอมพิวเตอรดวยสายโคแอกเชียลจึงไมไดรับความนิยมในการนำมาใชงานกับระบบเครือขายที่มี
การเปลย่ี นจำนวนเครอ่ื งคอมพวิ เตอรในการเช่อื มตอบอยคร้งั

4.2 สายคตู ีเกลยี ว

สายคูตีเกลียว (Twisted Pair) เปนสายนำสัญญาณที่ไดรับความนิยมในการใชงานในระบบ
เครือขายคอมพิวเตอรมากที่สุดในปจจุบัน เนื่องจากการติดตั้งงายและมีราคาไมแพง รวมถึงมี
การพัฒนาใหสายคูตเี กลียวสามารถรองรบั การสงสญั ญาณขอมูลในอัตราทค่ี อนขางสูงได

1.) ลักษณะสายคูตีเกลยี วมีลกั ษณะเปนลวดทองแดง 2 เสนแตละเสนมฉี นวนหุมและพันเขา
ดวยกนั เปนเกลียวคูเพื่อลดสัญญาณรบกวนจากคลื่นสนามแมเหล็กไฟฟาและสัญญาณรบกวนแบบ
ครอสทอลก (Crosstalk) ระหวางลวดตวั นำ

รปู ที่ 4.5 ลักษณะสายคูตีเกลียว (Twisted Pair)
2.) ชนิดของสายคูตีเกลียวสามารถแบงออกไดเปน 2 ชนิดไดแก สายคูตีเกลียวแบบไมหุม
ฉนวนและสายคูตีเกลียวแบบหุมฉนวน

2.1) สายคูตเี กลยี วแบบไมหุมฉนวนหรือสาย UTP (Unshielded Twisted Pair) สายชนิด
นี้เปนสายทป่ี ระกอบดวยลวดทองแดงหุมฉนวนพันเปนคจู ำนวน 4 คู และหมุ ดวยฉนวนพลาสติกแบบ
บางอกี ชั้นหนึง่ เพอื่ ความสะดวกในการตดั โคงงอเวลาเดนิ สาย

รปู ที่ 4.6 ลักษณะสายคูตเี กลียวแบบไมหุมฉนวน (Unshielded Twisted Pair)
โครงสรางของสายคูตีเกลียวแบบ UTP ถูกควบคุมและพัฒนาขึ้นตามมาตรฐานสายสัญญาณ
ของสมาคมอุตสาหกรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส หรือ EIA (Electronic Industries Association) โดยทั้งสอง
สมาคมได ร วมมือก ันก ำหน ดมา ตรฐ านข องสายนำสัญญ า ณสำห รับสายคู ตีเกลียว ขึ้น และใช ช่ือ
มาตรฐานวา ElA/TIA 566 สำหรับใชเปนมาตรฐานในการผลิตสายคูตีเกลียวที่แบงออกเปนหลาย
ประเภท และเรยี กแตละประเภทวา Category ดังน้ี

1.) Category 1 ใชในระบบโทรศัพทอยางเดยี ว สามารถรองรบั แบนดวธิ เพียง 1 เมกกะบิต
(mega-bit per second: Mbps) สายชนดิ น้ีไมสามารถใชในการรับสงขอมลู แบบดิจติ อลได

2.) Category 2 เปนสายที่รองรับแบนดวิธไดถึง 4 เมกกะเฮิรตซ (mega-Hertz: MHz)
สามารถสอื่ สารขอมลู ทั้งแบบแอนะล็อกดจิ ิตอลสำหรบั เครือขายความเรว็ ตำ่ เชน ระบบโทรศัพทแบบ
ISDN 2 และเครือขายโทเคน็ รงิ (Token Ring) ทม่ี อี ัตราการรับสงขอมลู 4 Mbps

3.) Category 3 เปนสายสำหรับส่ือสารขอมูลที่สามารถส่ือสารขอมูลในความเร็ว ระดับ
10 Mbps และเครอื ขายโทเคน็ ริง ทมี่ ีอัตราความเร็วการรับสงขอมลู 16 Mbps

4.) Category 4 เปนสายแบบ 4 คทู ่รี องรบั การสอ่ื สารขอมลู ไดถึง 20 Mbps
5.) Category 5 เปนสายที่รองรับเครือขายความเร็วสูง สามารถสื่อสารขอมูลไดถึง
100 Mbps สำหรับการใช 2 คูสาย และส่ือสารขอมูลไดถึง 1000 Mbps เมือ่ ใชจำนวน 4 คูสาย เชน
Ethernet 100 Base-T3
6.) Category 5 E เหมือนกับ Category 5 แตดีกวารับรองการสื่อสารขอมูลแบบ Full
duplex และเหมาะสำหรับเครือขายที่มีแรงสูง 1000 Mbps ที่ใชจำนวน 4 คูสาย เชน กิกะบิต
อเี ธอรเนต็ (Gigabit Ethernet)
7.) Category 6 รองรับแบนดวิธไดถึง 250 MHz สำหรับเครือขายความเร็วสูงระดับ
Gigabit ขึ้นไป
8.) Category 7 รองรับแบนดวิธไดถึง 600 MHz และกำลังอยูในระหวางการวิจัย
และพัฒนา
2.) สายคูตีเกลียวแบบหุมฉนวนหรือสาย STP (Shielded Twisted Pair) เปนสายที่มีลักษณะ
คลายกบั สาย UTP แตมีแผนอะลมู เี นียมฟอยลบางๆ หอหมุ คูสายหรอื มีใยโลหะท่ีถกั เปนตาขายหอหุม
คูสายและแผนฟอยลอีกชั้นหนึง่ เพอ่ื ปองกนั สญั ญาณรบกวนคลืน่ แมเหลก็ ไฟฟา

รูปที่ 4.7 ลักษณะสายคตู เี กลียวแบบหมุ ฉนวน (Shielded Twisted Pair)

โดยทั่วไปสายนำสัญญาณชนิด STP นี้ใชมาตรฐาน Category 5 ที่มีการพันตีเกลียวกันถี่กวา
แบบ UTP และสามารถใชสื่อสารขอมูลไดถึง 100 Mbps สายชนิดนี้สวนใหญแลวมักใชในระบบ
เครือขาย LAN แบบ Token Ring ที่สามารถรับสงขอมลู ไดเร็วถึง 150 bps สาย STP ไมสะดวกที่จะ
นำมามัดรวมกันเปนกลุมสายแหมือนกับสาย UTP โดยสวนมักจะถูกนำไปใชสำหรับการเดินสายนำ
สญั ญาณผานสภาพแวดลอมทีม่ ีสญั ญาณรบกวนมาก ๆ เทานนั้ เพราะราคาทสี่ ูงกวาแบบ UTP

3.) การเชื่อมตอสายคูตีเกลียวเพื่อทำการสื่อสารขอมูลผานระบบเครือขาย จะใชอุปกรณ
เชือ่ มตอที่เรียกวาหวั ตอ RJ-45 เชอื่ มตอเขากบั การดแลน (LAN Card) หรือสวิตช ฮบั

รปู ท่ี 4.8 การเช่ือมตอสายคูตีเกลยี ว
สายคูตีเกลียวไดถูกกำหนดรหัสสีตามมาตรฐาน ElA/TIA-568A และ ElA/TIA-568B โดย
แตละคจู ะจับคเู ปนสหี ลกั ๆ
ตารางที่ 4.1 มาตรฐานการเขาหวั ตอ RJ-45

การเขาหัวตอ RJ-45 ตามมาตรฐานทงั้ สองจะมีวิธีการประยุกตใชงานท่แี ตกตางกนั เชน เม่อื
ตองการเชอ่ื มตอระหวางฮบั หรือสวติ ชกับเครอ่ื งคอมพวิ เตอรปลายสายทงั้ สองควรเขาหัวตอแบบ
ElA/TIA-568B เรียกวาสาย Straight-Through

รูปที่ 4.9 การเขาหวั RJ-45 แบบ ElA/TIA-568B สำหรับเช่ือมตอคอมพิวเตอรกบั ฮบั
สำหรับการเชื่อมตอระหวางฮบั กับฮับหรือเครื่องคอมพวิ เตอรกับเครอ่ื งคอมพวิ เตอร ปลายสาย
ขางหนึ่งควรเปนแบบ ElA/TIA-568A และปลายอีกขางควรเปนแบบ ElA/TIA-568B เรียกวาสาย
Crossover

รูปท่ี 4.10 การเขาหวั RJ-45 สำหรับเช่ือมตอคอมพิวเตอรกับคอมพิวเตอร
การเขาหัวสาย RJ-45 เปนการทำสายสัญญาณเพื่อใชเชือ่ มตออุปกรณเครือขายคอมพิวเตอร
ตามรูปแบบและการนำไปใชงานตามที่กลาวมาแลว โดยจะตองจัดเตรียมอุปกรณเครื่องมือท่ี
ประกอบดวย สาย UTP, หัว RJ-45, คีมยำ้ หัว RJ-45 และเครื่องทดสอบสาย และมีวิธีการเขาหัวสาย
เพื่อทำสายแลน ดังน้ี

รูปท่ี 4.11 เครอ่ื งมอื และอุปกรณเขาหัวสาย RJ-45
1.) ปลอกเปลือกของสาย UTP ออก โดยปลอกหางจากปลายสายประมาณ 4-5 ซม. (เพอื่ ความ
สะดวกในการจดั เรยี งสาย) โดยใชคีมยำ้ หัว RJ-45 รนุ ที่สวมทป่ี ลอกเปลือกนอกของสาย RJ-45 บบี คีม
แลวหมนุ รอบสาย ถาคมี ย้ำหวั RJ-45 ไมมใี นสวนน้ใี หใชคดั เตอรหรือกรรไกรแทนตามความถนัด และ
ระวัง อยาใหบาดสายแลนภายในขาด

รูปที่ 4.12 การปลอกเปลอื กของสาย UTP

2.) จากน้ันดึงปลอกสายออกแลวจบั คสู ายแยกออกจากกันจะพบสายแลนพนั เกลยี ว 4 คู

รปู ท่ี 4.13 คสู ายภายในของสาย UTP หลงั จากปลอกเปลอื กนอกออกแลว
3.) จากนั้นจดั เรียงสายใหม ในกรณีตองการทำสาย Straight-Through เพื่อใชเชื่อมตอเครื่อง
คอมพิวเตอรกับ Switch ใหเรียงสีทั้งสองเปนขาวสม สม ขาวเขียว ฟา ขาวฟา เขียว ขาวน้ำตาล
น้ำตาล และในกรณีตองการทำสาย Crossover เพื่อใชเชื่อมตอเครื่องคอมพิวเตอรกับเครื่อง
คอมพิวเตอร ใหเรียงสี ดานหน่งึ เปนขาวเขียว สม ขาวสม ฟา ขาวฟา เขียว ขาวน้ำตาล น้ำตาล และ
อกี ดานหน่ึงเปนขาวสม เขยี ว ขาวเขยี ว ฟา สม ขาวน้ำตาล น้ำตาล

รปู ที่ 4.14 การจัดเรยี งสขี องสายตามลกั ษณะการใชงาน
4.) จัดเรยี งสาย โดยรีดสายใหตรงและเรยี งใหชดิ กนั ทส่ี ุด และใชนว้ิ หัวแมมอื กดโคนสายใหแนน
และใชคีมตัดปลายใหมีความยาวจากปลอกสายประมาณ 1-1.5 ซม. แลวตรวจสอบการจัดเรียงสีของ
สาย ใหถูกตองอีกคร้งั

รปู ที่ 4.15 การตดั ปลายสายดวยคมี

5.) จากนั้นสอดสายแลนเขาหัว RJ-45 โดยพยายามดันสายใหเขาไปจนสุดหัว RJ-45 และให
ปลอกสายเขาไปอยูในหัว RJ-45 ดวย

รปู ที่ 4.16 การใสสายเขาหัว RJ-45
6.) จากนัน้ ยำ้ หัวสายดวยคมี โดยพยายามบบี ใหแนนที่สุด หรอื ถาไมแนใจใหบีบซ้ำอกี ครง้ั

รูปท่ี 4.17 การย้ำหัว RJ-45 ดวยคมี
7.) หลังจากที่ย้ำเขาหัว RJ-45 เสร็จแลว ใหนำมาทดสอบกับอุปกรณทดสอบสายแลน โดยให
สังเกตสัญญาณไฟทีต่ องติดครบท้ัง 4 ดวงเรียงกนั ไปตามลักษณะของสาย ถาดวงไฟของคูสายใดไมติด
แสดงวาสายดานนัน้ มีปญหา ตองลองใชคีมยำ้ หัวสายใหมหรืออาจจะตองตดั หวั สายทง้ิ แลวทำใหม

รูปท่ี 4.18 การทดสอบสายแลนทีเ่ ขาหวั สายแลว ทแ่ี สดงดวยสัญญาณไปทั้งสองขาง

4.2 สายใยแกวนำแสง

สายใยแกวนำแสง (Fiber Optic) เปนสายนำสัญญาณประเภทโลหะที่ใชสำหรับการรับสง
ขอมูลดวยสัญญาณแสง โดยอาศัยการสะทอนของแสงจากดัชนีการหักระหวางแทงแกวนำแสงกับวัสดุ
หุมแสงที่มีความหนาแนนแตกตางกัน สายใยแกวนำแสงไมมีผลตอคลืน่ แมเหล็กไฟฟา ทำใหสามารถ
รับสงขอมูลได ในระยะทางไกล และมีอัตราการรับสงขอมูลหรือแบนดวิธ (Bandwidth) ที่สูงกวา
สายโคแอกเชียล ทำใหสายใยแกวนำแสงถูกนำมาใชเปนงานสายสื่อสารหลกั แตราคาแพงและแตกหัก
งาย ตองใชความระมดั ระวังในการตดิ ตงั้ สงู สวนประกอบของสายใยแกวนำแสง

รูปที่ 4.19 ลักษณะสายใยแกวนำแสง (Fiber Optic)

จากรปู ที่ 4.19 สวนประกอบสายใยแกวนำแสง มีดังนี้
1.) แกนแทงแกว (Core) เปนสายใยแกวนำแสงที่มีแทงแกวเปนสวนแกนกลางทำหนาที่นำ
แสงท่ีผานเขาไปในแกนจะถกู ขังดวยสวนหอหุม และเคล่ือนที่ไปตามแกนของเสนใยแกวนำแสงดวย
กระบวนการหักเหและการสะทอนกลับหมดภายใน
2.) สวนหอหุม (Cladding) เปนสวนที่หอหุมแกนแทงแกว ทำหนาที่ใหลำแสงสะทอนภายใน
แกนโดยใชกฎการสะทอยกลับหมดตามหลกั ของมมมุ วิกฤต (Critical Angie)
3.) สวนปองกัน (Coating) เปนสวนการปองกันที่ประกอบไปดวยชั้นของพลาสติกหลายช้ัน
ทำหนาทปี่ องกันแสงจากภายนอก และปองกนั แรงดงึ หรอื แรงกระทบจากภายนอก
4.) สวนเพิ่มความแข็งแรง (Strengthening Fiber) เปนสวนชวยเพิ่มความแข็งแรงใหกับ
สายใยแกวนำแสงทำหนาทป่ี องกันสายขาดจากแรงดึง
5.) สวนหุมภายนอก (Cable Jacket) เปนสวนที่หอหุมภายนอกสุดของสายทำหนาที่ปองกนั
โคงงอของสาย

4.2.1 ชนดิ ของสายใยแกวนำแสง

สายใยแกวนำแสงสามารถแบงออกเปน 2 ชนิด ตามเทคนิคที่ใชในการสงลำแสงผาน ไดแก

สายใยแกวนำแสงแบบมัลตโิ หมด และสายใยแกวนำแสงแบบซิงเกลิ โหมด ดงั น้ี
1.) สายใยแกวนำแสงแบบมัลตโิ หมด MM (Multi-Mode) การสงสญั ญาณแสงท่ีสญั ญาณแสง

หลายลำแสงจะถูกสงจากแหลงกำเนิดแสงดวยมุมหักเหที่มุมตางกันภายในแกนกาลางของสายและ
อาศัยการสะทอนแสงท่ีเกิดขึ้นภายในสายไปยังปลายสาย จึงเรียกลักษณะการสงแบบนี้วามลั ติโหมด

และสามารถแบงออกเปน 2 ลักษณะ
1.1) แบบ Step-Index ที่สวนหอหุมมีขนาดเสนผานศูนยกลางระหวาง 125 ถึง 400

ไมโครเมตร และสำหรับสวนแกนกลางมีขนาดเสนผานศูนยกลางระหวาง 50 m ถึง 200 m โดยมี

ความหนาแนนท่ีเทากนั ตลอดทั้งสาย ดังนั้นลำแสงที่มีมุมตกกระทบที่ตางกัน จะมีมุมหักเหที่ตางกัน
ดวยสวนที่หอหุมแกนกลางจะทำหนาที่ในการสะทอยลำแสง ทำใหแสงเคลื่อนที่ไปยังแกนเรื่อย ๆ

จนกระทงั่ ถึงปลาย
1.2) แบบ Graded-Index ที่สวนหอหุมมีขนาดเสนผานศูนยกลางระหวาง 125 m ถึง

140 m สวนกลางกายมีขนาเสนผานศูนยกลางระหวาง 50 m ถึง 100 m และมีความหนาแนนข้ึน
เรื่อย ๆ จนกระทั่งมีคาสูงสุดที่สวนหอหุม ดังนั้นเมื่อมีการสงลำแสงเขาไปแสงจะคอย ๆ หักเหตาม

ความหนาแนนของสายใยแกวนำแสง จนกระทง่ั หักเหกลบั หมดท่ีสวนหอหุมนั้น และลักษณะของการ
หักเหของลำแสงจะมีลกั ษณะเปนเสนโคง

2.) สายใยแกวนำแสงซิงเกิลโหมด SM (Single Mode) การสงลำแสงของสายชนดิ นี้จะคลาย
กับสายแบบ step-Index แตลำแสงทีอ่ อกจากแหลงกำเนิดนั้นจะสงออกไปเกือบทีจ่ ะเปนเสนตรง จึง
ทำใหลำแสงเดินทางออกไปเปนแนวนอนของเสนตรงโดยไมอาศัยหลักการหักเหและการสะทอนของ
ลำแสงเหมือนกับสายใยแกวนำแสงประเภทอ่นื

รูปท่ี 4.20 การเดนิ ทางของสัญญาณแสงผานสายใยแกวนำแสงแบบตาง ๆ

4.2.2 การเชื่อมตอสายใยแกวนำแสง

การเชื่อมตอของสายใยแกวนำแสงกับอุปกรณเครือขายหรืออุปกรณอื่น ๆ จะใชหัวตอที่ปลาย
สายใยแกวนำแสงและลักษณะของหวั ตอสายใยแกวนำแสงที่นยิ มใชงานมีอยู 3 แบบ ดังน้ี

1.) หัวตอแบบ SC (Subscriber Channel) เปนหัวตอที่ออกแบบโดยบริษัท AT&T เพื่อใช
เช่อื มตอสายใยแกวนำแสงทงั้ แบบซิงเกิลโหมดและแบบมัลติโหมดเขากับอปุ กรณเครือขาย LAN

ภายในอาคารสำนกั งานหรือเชื่อมตออุปกรณส่อื สารในระบบเคเบ้ลิ ทีวีหัวตอสายใยแกวนำแสง
แบบ SC ดังรปู ที่ 4.21

รปู ที่ 4.21 ลกั ษณะหวั ตอสายใยแกวนำแสงแบบ SC
2.) หัวตอแบบ ST (Straight-Tip) เปนหัวตอที่ใชสำหรับสายใยแกวนำแสงแบบซิงเกิลโหมด
และแบบมัลติโหมดมากที่สดุ หัวตอแบบนี้มอี ตั ราการสูญเสียกำลังแสงไมเกนิ 0.5 เดซิเบล (dB) นิยม
ใชงานในระบบเครอื ขาย LAN เพอ่ื เช่ือมตอสายกบั อุปกรณฮบั และสวิตช ดังรปู ที่ 4.22

รูปที่ 4.22 ลักษณะหัวตอสายใยแกวนำแสงแบบ ST
3.) หัวตอแบบ FC เปนหัวตอทไี่ ดรบั การออกแบบโดยบริษัท NTT ของประเทศญี่ปุนและเปน
หัวตอที่ไดรับความนิยมใชงานทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป หัวตอ FC ถูกนำไปใชในงาน
สำหรบั การเชื่อมตอกับอุปกรณสื่อสารในระบบเครือขายโทรศัพท โดยอาศัยการขันเกลยี วเพื่อยดื ติด
กับหัวปรบั ทำใหการเช่อื มตอหนาแนนขนึ้ ดงั รูปที่ 4.23

รูปท่ี 4.23 ลักษณะหัวตอสายใยแกวนำแสงแบบ FC
4.3 การสื่อสารไรสาย

การสื่อสารไรสาย หมายถึง การถายโอนขอมูลระหวางจุดสองจุดหรือมากกวา โดยไมได
เช่อื มตอกนั ดวยตัวนำ แตใชคล่ืนแมเหลก็ ไฟฟา ใชแสง เสยี ง สนามแมเหล็กหรอื สนามไฟฟา ทำใหเกิด
การสอ่ื สารระยะไกลในที่ท่ีไมสามารถใชสายได

การสื่อสารแบบไรสายเปนการสื่อสารท่ีมีผูนิยมใชมากข้ึน เน่ืองจากมีคลองตัวสูงและสะดวกใน
การใชงาน นิยมใชงานในพื้นที่ที่การติดตั้งสายนำสัญญาณทำไดยากหรือมีคาใชจายในการติดตั้งสูง
เกินไป

สื่อกลางไรสาย (Wireless Media) เปนการเชื่อมตอที่ไมตองใชสายสัญญาณเปนสื่อกลาง
แตจะใชอากาศเปนสื่อกลางโดยอาศยั คล่ืนแมเหล็กไฟฟาเปนสื่อกลางในการนำสัญญาณ และสามารถ
สงขอมูลไดทุกทิศทาง ซึ่งมีหลายชนดิ สามารถแบงตามชวงเวลาถี่แตกตางกัน ตัวอยางสื่อกลางไรสาย
มดี งั นี้

4.3.1 คลน่ื วทิ ยุ

คลื่นวิทยุเปนคลื่นแมเหลก็ ไฟฟาชนิดหนึ่งที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟาในอากาศ
ทำใหเกิดคลื่นแมเหล็กไฟฟากระจายออกไปรอบ ๆ สายอากาศในทุกทิศทาง ดังนั้นการรับสัญญาณ
คลื่นแมเหลก็ ไฟฟาของเสาอากาศจึงไมจำเปนตองต้ังทิศทางใหชี้ตรงกับทิศทางของเสาสงสัญญาณ
หรือทิศทางการแพรกระจายคลื่น โดยปกติแลวการแพรกระจายคลื่นวิทยุตะมีวิธีการแพรกระจาย
ได 3 รปู แบบ ดังน้ี

1.) การแพรกระจายตามพื้นดิน โดยคลื่นวิทยุจะถูกสงใหคลื่นที่ไปตามแนวความโคงของโลก
หรอื ตามผวิ ดนิ ระยะทางการเดนิ ทางของสญั ญาณขน้ึ กบั กำลงั สงของเครอ่ื งสง

รูปที่ 4.24 หลกั การคลื่นวิทยแุ บบแพรกระจายตามพ้ืนดนิ (Ground Propagation)
2.) การแพรกระจายตามทองฟา โดยที่คลื่นวิทยุจะถกู สงขึ้นไปบนทองฟาในชั้นบรรยากาศ
ชั้นไอโอโนสเฟยร (Ionosphere) ซึ่งเปนชัน้ บรรยากาศที่มีอิออนอยูมาก ทำใหคลื่นวิทยุเมื่อเดินทาง
มาถึงชั้นบรรยากาศนี้จะถูกสะทอนมายังพื้นโลกอีกครั้งดวยระยะทางที่ไกลกวาการแพรสัญญาณ
ตามพื้นดนิ

รูปที่ 4.25 หลกั การคล่นื วิทยุแบบแพรกระจายตามทองฟา (Sky Propagation)
3.) การแพรกระจายระดับสายตา โดยใชคลื่นวิทยุในแนวเสนตรงระหวางตัวสงและตัวรับ ซง่ึ
จะใชเสาอากาศท่มี ีความสงู เพียงพอในการรับสง เพอ่ื หลกี เลย่ี งแนวความโคงของโลก

รปู ท่ี 4.25 หลกั การคล่นื วิทยุแบบแพรกระจายระดับสายตา (Line-Sight Propagation)

4.3.2 ไมโครเวฟ

ไมโครเวฟ (Microwave) เปนคลืน่ วทิ ยุชนิดหนึ่งการรับสงสัญญาณไมโครเวฟที่มีลักษณะเปน
แนวเสนตรงหรืออยูในระดับสายตา โดยเสาอากาศที่ทำหนาท่ีในการรับสงสัญญาณนน้ั ตองอยูในแนว
เสนตรงเดียวกัน ไมโครเวฟเกิดข้ึนจากความตองการนำคลื่นวิทยุความถีส่ งู มาใชในการติดตอสื่อสาร
ไมใหรบกวนการสื่อสารของคล่ืนวิทยุทีใ่ ชในระบบคลื่นวิทยุ AM คลื่นวิทยุ FM หรือระบบโทรทัศน
และเปนความถี่ของคลน่ื ในชวงน้ีมคี าทีส่ ้ันมากในระดบั ไมโครเมตร ดงั รปู ที่ 4.27

รปู ท่ี 4.27 การสงสัญญาณขอมลู ดวยระบบ Microwave
การรับสงสัญญาณไมโครเวฟเหมาะสำหรบั การสื่อสารระยะใกลในบริเวณที่ไมสามารถเดิน
สายสญั ญาณได แตตองไมมีสง่ิ กดี ขวางระดับสูงมาบดบงั การเดนิ ทางของคลื่น
การพัฒนาการการสื่อสารไมโครเวฟ ทำใหมีระยะทางการรับสงสัญญาณไดไกลขึ้นเพื่อให
ครอบคลุมการสื่อสาร โดยจะอาศัยสถานีทวนสัญญาณที่ลอยอยูบนอวกาศตามแนววงโคจรคางฟา
และเคลื่อนท่ีตามการหมุนของโลกและเรยี กวาระบบการสื่อสารผานดาวเทยี ม ดังรปู ท่ี 4.28

รปู ท่ี 4.28 ระบบการส่ือสารผานดาวเทยี ม

ระบบการสื่อสารผานดาวเทียมมีลักษณะการสื่อสารที่ใชคลื่นแมเหล็กไฟฟาในความถี่ยาน
ไมโครเวฟในการรับสงสัญญาณ โดยเริ่มจากการสงสัญญาณจากสถานีภาคพื้นดินตนทางผานช้ัน
บรรยากาศไปยังดาวเทยี มในอวกาศ แลวสงสัญญาณผานชั้นบรรยากาศกลับไปยงั สถานีภาคพื้นดิน
ปลายทาง

4.3.3 อนิ ฟราเรด

อินฟราเรด (Infrared) เปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถ่ีชวงเดียวกับไมโครเวฟ มีความยาว
คลืน่ อยูระหวางแสงสแี ดงกับคลื่นวิทยสุ ่ือสารทุกชนิด แตไมเบีย่ งเบนในสนามแมเหล็กไฟฟาท่ีแตกตาง
กันความถี่ของสัญญาณอินฟราเรดเปนความถ่ีของแสงที่ต่ำกวาแสงสีแดงที่ตาคนเรามองไมสามารถ
มองเห็นไดและเนื่องจากสัญญาณอินฟราเรดมีความยาวคลื่นสั้นทำใหการรับสงสัญญาณตองทำใน
แนวเสนตรงและมีระยะรับสงสัญญาณไดประมาณ 30 ถึง 80 ฟุต เชน อุปกรณรีโมทคอนโทรลที่ใช
อนิ ฟราเรดในการส่อื สาร

รูปท่ี 4.29 ลกั ษณะการสอื่ สารดวยอนิ ฟราเรด

4.3.4 บลู ทธู

บูลทูธ (Bluetooth) เปนเทคโนโลยีที่ใชในการติดตอเชื่อมโยงระหวางอุปกรณที่ใชคลื่นวิทยุ
ความถ่ีสูงประมาณ 2.4 GHz โดยท่ไี มตองเช่ือมตอเปนเสนตรงเหมอื นอินฟราเรด การส่อื สารบลู ทูธถูก
พัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงคเพื่อเชื่อมตอระหวางอุปกรณสื่อสาร ถูกนำไปใชติดตอสื่อสารในระบบ
โทรศพั ทมือถือและอปุ กรณส่อื สารตาง ๆ ในระยะทางไมไกลสำหรบั การรบั สงขอมลู ขนาดไมใหญและ
จำนวนไมมาก และมกี ารสญู เสยี พลังงานนอย ทำใหใชงานสำหรบั การตดิ ตอส่อื สารไดนาน

รูปที่ 4.30 ลกั ษณะการเชือ่ มตออปุ กรณดวยบลู ทธู

4.3.5 เซลลูลาร

เซลลูลาร (Cellular) เปนระบบที่ไดรับการพัฒนามาจากระบบโทรศัพทเคลื่อนที่ โดยสง
สัญญาณแบบแอนะล็อกความถี่สูงดวยหลักการแบงปนชองสัญญาณทางความถี่ทำใหมีชองสัญญาณ
สำหรบั การตกิ ตอส่อื สารเปนจำนวนมากได

ระบบการสื่อสารโทรศัพทเคลื่อนที่แบบเซลลูลารจะทำการแปลงสัญญาณเสียงใหเปนคล่ืน
ความถีเ่ พื่อสงอออกไปยังผูรับแตในปจจุบันระบบโทรศัพทเซลลูลารแบบดิจิตอลไดรับความนิยมใน
การใชงานมากกวา เน่อื งจากระบบทใ่ี ชสญั ญาณแอนะล็อกมีความไวตอสญั ญาณรบกวน

รปู ท่ี 4.31 ระบบการสอ่ื สารโทรศพั ทเคล่อื นท่ีแบบเซลลลู าร


Click to View FlipBook Version