The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book สามัคคีเภทคำฉันท์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by std.nk37574, 2022-06-26 03:52:25

E-Book สามัคคีเภทคำฉันท์

E-Book สามัคคีเภทคำฉันท์

สามัคคีเภทคำฉันท์

โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม

สามัคคีเภทคำฉันท์

ผู้จัดทำ

นายกิตติพัฒน์ พรกิตติกร เลขที่ ๒
นายคุณากร ระนา เลขที่ ๓
นายไชยภัทร ทาโทน เลขที่ ๕
นายวฤทธิ์ สาลี เลขที่ ๑๑
นายเสกสรร เจริญกิจมงคล เลขที่ ๑๓

ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๖.๒

เสนอ

นางณัฐยา อาจมังกร

รายงานนี้เป็ นส่วนหนึ่ งของวิชาภาษาไทย ๓๓๑๐๑
ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑
ปี การศึกษา ๒๕๖๕
โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม



คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) เล่มนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อเป็ นส่วนหนึ่ ง
ของรายวิชาภาษาไทย (๓๓๑๐๑) ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๖ โดยกลุ่มของพวกเรา
ได้จัดทำเกี่ยวกับวรรณคดีไทยเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อ
ศึกษาความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง ทั้งประวัติความเป็ นมาของเนื้อเรื่อง
ประวัติของผู้แต่ง จุดประสงค์ในการแต่ง นอกจากนี้ยังมีการวิเคาระห์คุณค่า
วรรณคดีด้านต่าง ๆ เพื่อศึกษาลักษณะและฉันทลักษณ์ของบทประพันธ์ต่าง ๆ
กลวิธีในการแต่ง ความสละสลวยของภาษา ซึ่งก่อให้เกิดคุณค่าด้านวรรณศิลป์
ให้พิจารณา และมีข้อคิดคติเตือนใจให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

คณะผู้จัดทำหวังไว้เป็ นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จะเป็ น
ประโยชน์กับผู้อ่าน นักเรียน นักศึกษา และรวมถึงผู้ที่มีความสนใจที่จะศึกษา
วรรณคดีเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์ หากมีข้อผิดพลาดประการใดที่มีในหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ คณะผู้จัดทำขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

คณะผู้จัดทำ

สารบัญ

หน้ า
คำนำ.......................................................................................................................ก
ประวัติผู้แต่ง........................................................................................................๑
จุดประสงค์ในการแต่ง....................................................................................๒
ความเป็ นมาของเรื่อง........................................................................................๒
ลักษณะคำประพันธ์.........................................................................................๓
ข้อบังคับของคำประพันธ์ประเภทฉันท์.....................................................๕
เรื่องย่อก่อนบทเรียน.......................................................................................๗
ถอดคำประพันธ์.................................................................................................๘
อธิบายคำศั พท์ยาก........................................................................................๓๓
คุณค่าวรรณคดี.................................................................................................๓๖
บรรณานุกรม...................................................................................................๓๘

ประวัติผู้แต่ง ๑

นามผู้แต่ง : นายชิต บุรทัต

นามสกุลเดิม : ชวางกูร

เป็ นบุตรของ : นายชูกับนางปริก

วันเกิด : ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๕
เรียนชั้นประถมศึกษา : โรงเรียนวัดราชบพิธ
เรียนชั้นมัธยมศึกษา : โรงเรียนวัดสุทัศน์

บรรพชาเป็ นสามเณร : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
สมเด็จพระสังฆราชเจ้าผู้อุปั ชฌาย์ ( ๒ พรรษา )

เริ่มทำงานในกรมตำรวจ แล้วลาออกไปเป็ นครูที่วัดจันทร์ จ.สุพรรณบุรี
บรรพชาเป็ นสามเณรครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๕๓) : ณ วัดเทพศิรินทราวาส โดยมีผู้
เป็ นอุปั ชฌาย์ คือ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) ซึ่งต่อมาคือสมเด็จ
พระพุทธโฆษาจารย์ แล้วย้ายไปจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีโอกาสได้
เป็ นศิษย์และเลขานุการของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ในช่วงนี้ ชิต บุรทัต เริ่มส่งกวีนิพนธ์ไปลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประตูใหม่ จนได้
รับรางวัลและชื่อเสียง อีกทั้งยังได้รับนิมนต์ตรวจกวีนิพนธ์ของผู้อื่นด้วย เมื่อท่าน
อายุครบอุปสมบท สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรง
ให้อุปสมบท ต่อมาได้ลาสิกขา

ทำงานกับหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ : หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย หนังสือพิมพ์ศรีกรุง
หนังสือพิมพ์ไทยหนุ่ม ฯลฯ

ผลงานจำนวนมาก : สามัคคีเภทคำฉันท์ ลิลิตสุภาพธนุคคหะบัณฑิต
ฉันท์ราชสดุดีและอนุสาวรียกถา นิราศแมวคราว เพชรทนต์ ฯลฯ

นามปากกาหลากหลาย : เอกชน แมวคราว เจ้าเงาะ ฯลฯ

ผลงานเป็ นที่พอพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ได้รับพระราชทานนามสกุล : บุรทัต

ถึงแก่กรรมด้วยโรค : ด้วยโรคลำไส้พิการ
ถึงแก่กรรมเมื่อ : ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๔ รวมอายุได้ ๔๙ ปี

จุดประสงค์ในการแต่ง ๒

มุ่งแสดงให้เห็นโทษของการแตกแยก ความสำคัญของความสามัคคี
การรวมเป็ นหมู่คณะ เป็ นน้ำหนึ่ งใจเดียวกัน สามัคคีเภทคำฉันท์จึงถือว่า
เป็ นวรรณคดีที่มีเนื้อหาเป็ นคติสอนใจ ให้รักษาบ้านเมืองให้เป็ นปึ กแผ่น
และนอกจากนี้ยังเพื่อแสดงความสามารถในเชิงกวี ให้เป็ นที่ปรากฏ และ

เป็ นพิทยาภรณ์ประดับบ้านเมือง

ความเป็ นมาของเรื่อง

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เกิดวิกฤตการณ์
ทั้งภายในและนอกประเทศ เช่น เกิดสงครามโลก

ครั้งที่ ๑, เกิดกบฏ ร.ศ. ๑๓๐ ประกอบกับการที่
คนไทยได้รับการศึกษามากขึ้น จึงทำให้แนวคิด
เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองหลากหลาย และทำให้มี
ผลกระทบต่อความมั่นคงภายในบ้าน ช่วงนั้นจึงมี
ความนิยมในการแต่งวรรณคดีปลุกใจ ให้รักชาติ
นายชิต บุรทัต จึงได้แต่งเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ซึ่งมาจากหนังสือธรรมจักษุ
เรียบเรียงโดย สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวง
วชิรญาณวงศ์ โดยนำมาจากมหาปรินิพพานสูตร

อรรถกถา สุมังคลวิลาสินี ทีฆนิกาย มหาวรรค

ลักษณะคำประพันธ์ ๓

แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทคำฉันท์ ๑๘ ชนิด และกาพย์ ๒ ชนิด

๑. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ : ลีลาการอ่านสง่างาม เคร่งขรึม อำนาจดุจเสือผยอง
ใช้แต่งสำหรับบทไหว้ครู บทสดุดี ยอพระเกียรติ

๒. วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ : ฉันท์ที่มีลีลาไพเราะ งดงาม เยือกเย็นดุจเม็ดฝน
ใช้สำหรับบรรยายหรือพรรณนาชื่นชมสิ่ งที่สวยงาม

๓. อุปชาติฉันท์ ๑๑ : นิยมแต่งสำหรับบทเจรจาหรือบรรยายความเรียบๆ

๔. อีทิสังฉันท์ ๒๑ : จังหวะกระแทกกระทั้น เกรี้ยวกราด โกรธแค้น และ
อารมณ์รุนแรง เช่น รักมาก โกรธมาก ตื่นเต้น คึกคะนอง หรือพรรณนาความ

สับสน

๕. อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ : มีลีลาสวยงามดุจสายฟ้ าพระอินทร์ มีลีลาอ่อนหวาน
ใช้บรรยายความหรือพรรณนาเพื่อโน้มน้าวใจให้อ่อนโยน เมตตาสงสาร เอ็นดู

ให้อารมณ์เหงาและเศร้า

๖. วิชชุมมาลาฉันท์ ๘ : หมายถึง ระเบียบแห่งสายฟ้ า ใช้ในการบรรยายความ

๗. อินทรวงศ์ฉันท์ ๑๒ : มีลีลาตอนท้ายไม่ราบเรียบคล้ายกลบทสะบัดสะบิ้ง
ใช้ในการบรรยายความหรือพรรณนาความ

๘. วังสัฏฐฉันท์ ๑๒ : มีสำเนียงอันไพเราะเหมือนเสียงปี่

๙. มาลินีฉันท์ ๑๕ : ใช้ในการแต่งกลบทหรือบรรยายความที่เคร่งขรึมเป็ นสง่า

๑๐. ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ : มีลีลางามสง่าดุจงูเลื้อย นิยมใช้แต่งบทที่ดำเนิน
เรื่องอย่างรวดเร็วและคึกคัก


๑๑. มาณวกฉันท์ ๘ : มีลีลาผาดโผน สนุกสนาน ร่าเริง และตื่นเต้นดุจชายหนุ่ม

๑๒. อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ : มีความไพเราะใช้ในการบรรยายบทเรียบๆ

๑๓. สัทธราฉันท์ ๒๑ : หมายถึง ฉันท์ยังความเลื่อมใสให้เกิดแก่ผู้ฟั ง ใช้สำหรับ
แต่งคำนมัสการ อธิษฐาน ยอพระเกียรติ หรืออัญเชิญเทวดา ใช้แต่งบทสั้นๆ

๑๔. สาลินีฉันท์ ๑๑ : มีคำครุมาก ใช้บรรยายบทที่เป็ นเนื้อหาสาระเรียบๆ

๑๕. อุปั ฏฐิตาฉันท์ ๑๑ : ใช้บรรยายบทเรียบๆ แต่ไม่ใคร่มีคนนิยมแต่งมากนัก

๑๖. โตฏกฉันท์ ๑๒ : มีลีลาสะบัดสะบิ้งเหมือนประตักแทงโค ใช้แต่งกับบทที่
แสดงความโกรธเคือง ร้อนรน หรือสนุกสนาน คึกคะนอง ตื่นเต้น และเร้าใจ

๑๗. กมลฉันท์ ๑๒ : หมายถึง ฉันที่มีความไพเราะเหมือนดังดอกบัว ใช้กับบทที่
มีความตื่นเต้นเล็กน้ อยและใช้บรรยายเรื่อง

๑๘. จิตรปทาฉันท์ ๘ : เหมาะสำหรับบทที่น่ากลัว เอะอะ เกรี้ยวกราด ตื่นเต้น
ตกใจและกลัว

๑๙. สุรางคนางค์ฉันท์ ๒๘ : มีลักษณะการแต่งคล้ายกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ แต่
ต่างกันที่มีข้อบังคับ ครุ ลหุ เพิ่มขึ้นมา ทำให้เกิดความไพเราะมากยิ่งขึ้น เหมาะ
สำหรับข้อความที่คึกคักสนุกสนาน โลดโผน ตื่นเต้น

๒๐. กาพย์ฉบัง ๑๖ : : มีลีลาสง่างาม ใช้สำหรับบรรยายความงามหรือดำเนิน
เรื่องอย่างรวดเร็ว

ข้อบังคับของคำประพันธ์ประเภทฉันท์ ๕

ข้อบังคับของคำประพันธ์ประเภทฉันท์ มี ๓ ประการ คือ

๑. พยางค์ แบ่งเป็ น ๒ ประเภท คือ พยางค์ที่มีเสียงหนักและพยางค์ที่มีเสียงเบา
พยางค์ที่มีเสียงหนัก คือ ครุ ( ั )
- สระเสียงยาว (ทีฆสระ)
- สระเกินทั้ง ๔ คือ สระ อำ ใอ ไอ เอา
- พยางค์ที่มีตัวสะกด
- มีตัวสะกด ม ย ว เป็ นตัวสะกดแฝง
พยางค์ที่มีเสียงเบา คือ ลหุ ( ุ )
- สระเสียงสั้น (รัสสระ)
- ไม่มีตัวสะกด เช่น พระ จะ มิ ดุ แกะ ฯลฯ
- มีพยัญชนะตัวโดด เช่น ณ ธ ก็ ฤ ฦ บ ฯลฯ

๒. คณะ
สำหรับ "ฉันท์" คำว่าคณะ มีความหมายแคบ คือหมายถึง ลักษณะที่วางคำเสียง
หนัก เสียงเบา ที่เรียกว่า ครุ ลหุ และแบ่งออกเป็ น ๘ คณะ คณะหนึ่ งมีคำอยู่
๓ คำ เรียง ครุ ลหุ ไว้ต่างๆ กัน

ย มาจาก ยชมาน แปลว่า พราหมณ์บูชายัญ ( ั ั ั )

ร มาจาก รวิ แปลว่า พระอาทิตย์ ( ุ ุ ุ)

ต มาจาก โตย แปลว่า น้ำ ( ั ุ ุ)

ภ มาจาก ภูมิ แปลว่า ดิน ( ุ ั ั)

ช มาจาก ชลน แปลว่า ไฟ ( ุ ั ุ)

ส มาจาก โสม แปลว่า พระจันทร์ ( ั ุ ั)

ม มาจาก มารุต แปลว่า ลม ( ุ ุ ั)

น มาจาก นภ แปลว่า ฟ้ า ( ั ั ุ)

๓. สัมผัสนอก คำที่บังคับให้คล้องจองกัน ระหว่างวรรคหนึ่ งกับอีกวรรคหนึ่ ง
ซึ่งมีตำแหน่งที่ต่างๆ กัน ตามชนิดของคำประพันธ์

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ ๖

อินทรวิเชียรฉันท์ มีความหมายว่า "ฉันท์ที่มีลีลาดุจสายฟ้ าของพระอินทร์"
นิยมแต่งกันมากที่สุด มีลักษณะและจำนวนคำคล้ายกับกาพย์ยานี 11
แต่ต่างกันเพียงที่ว่าอินทรวิเชียรฉันท์ มีข้อบังคับ ครุและลหุ
หนึ่ งบทมี 2 บาท บาทละ 11 พยางค์ แบ่งเป็ น 2 วรรค
วรรคแรก 5 พยางค์ วรรคหลัง 6 พยางค์ ส่งสัมผัสแบบกาพย์
ลักษณะครุ-ลหุ เหมือนกันทุกบาท คือ
ครุ-ครุ-ลหุ-ครุ-ครุ ลหุ-ลหุ-ครุ-ลหุ-ครุ-ครุ

ุ ุุ ุ
ััุัั ุุัุ ัั
ัั ัั
ั ัั

วิชชุมมาลาฉันท์ ๘

วิชชุมมาลาฉันท์ มีความหมายว่า "ระเบียบแห่งสายฟ้ า"
ประกอบด้วยครุล้วน จึงใช้บรรยายความอย่างธรรมดา
หนึ่ งบทมี 4 บาท บาทละ 8 พยางค์ แบ่งเป็ น 2 วรรค

วรรคละ 4 พยางค์ ส่งสัมผัสแบบกลอน
ลักษณะครุ-ลหุ เหมือนกันทุกบาท คือ

ครุ-ครุ-ครุ-ครุ ครุ-ครุ-ครุ-ครุ

ัััั ัััั
ัััั ัััั
ัััั ัััั
ัััั ัััั



เรื่องย่อก่อนบทเรียน

พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็ นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ
ต้องการที่จะครอบครองแควันวัชซีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี
แต่เหล่ากษัตริย์ลิจฉวี รวมถึงชาวเมืองแควันวัชชีตั้งมั่น
ในอปริหานิยธรรม ซึ่งมุ่งให้เกิดความสามัคคีเป็ นหลัก
ดังนั้นการที่จะเอาชนะเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี โดยวิธีการใช้
กำลังเพียงอย่างเดียวจึงเป็ นเรื่องยาก วัสสการพราหมณ์
ซึ่งเป็ นปุโรหิตของพระเจ้าอชาตศัตรู จึงคิดเล่ห์กลอุบาย

ตีแควันวัชชี โดยวัสสการพราหมณ์จะอาสาไปเป็ นไส้ศึก
ทำหน้ าที่ยุยงทำให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีนั้ นแตกสามัคคีกัน
เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูได้เสด็จออกว่าราชการ วัสสการพราหมณ์จึงแกล้งทูลทัดทาน
การไปตีแคว้นวัชชี พระเจ้าอชาตศัตรูแสร้งพิโรธ มีรับสั่งให้เฆี่ยนและไล่ออกเมือง
เมื่อวัสสการพราหมณ์ได้เข้าไปอยู่ในแคว้นวัชชี ได้ทำหน้าที่พิจารณาคดีต่าง ๆ
และถวายพระอักษรพระกุมารของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี จนเป็ นที่ไว้วางใจ จากนั้นจึง
เริ่มดำเนิ นการตามแผนการด้วยการสร้างความเข้าใจผิดกันขึ้นในหมู่พระกุมาร



ถอดคำประพันธ์

(วัสสการพราหมณ์เริ่มทำอุบายทำลายสามัคคี)

ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒

ทิชงค์ชาติฉลาดยล คะเนกลคะนึ งการ
กษัตริย์ลิจฉวีวาร
ระวังเหือดระแวงหาย
เหมาะแก่การณ์จะเสกสรร ปวัตน์ วัญจโนบาย
มล้างเหตุพิเฉทสาย สมัครสนธิ์สโมสร

ถอดคำประพันธ์

พราหมณ์ผู้ฉลาดคาดคะเนว่ากษัตริย์ลิจฉวีวางใจคลายความ
หวาดระแวง เป็ นโอกาสเหมาะที่จะเริ่มดำเนิ นการตามกลอุบาย
ทำลายความสามัคคี

ณ วันหนึ่ งลุถึงกา ลศึ กษาพิชากร
กุมารลิจฉวีวร เสด็ จพร้อมประชุ มกัน
สถานราชเรียนพลัน
ตระบัดวัสสการมา สนิ ทหนึ่ งพระองค์ไป
ธ แกล้งเชิญกุมารฉัน

ถอดคำประพันธ์

วันหนึ่ งเมื่อถึงโอกาสที่จะสอนวิชา กุมารลิจฉวีก็เสด็จมาโดยพร้อม

เพรียงกัน ทันใดวัสสการพราหมณ์มาถึง ก็แกล้งเชิญพระกุมารพระองค์
ที่สนิ ทสนมไป

ลุห้องหับรโหฐาน ก็ถามการณ์ ณ ทันใด
มิลี้ลับอะไรใน กถาเช่น ธ ปุจฉา
มนุษย์ผู้กระทํานา
จะถูกผิดกระไรอยู่ ประเทียบไถมิใช่หรือ
และคู่โคก็จูงมา

ถอดคำประพันธ์

เข้าในห้องส่วนตัว แล้วก็ทูลถามเรื่องที่ไม่ใช่ความลับแต่ประการใด
ดังเช่นถามว่า ชาวนาจูงโคมาคู่หนึ่ งเพื่อเทียมไถใช่หรือไม่



กุมารลิจฉวีขัตติย์ ก็รับอรรถอออือ
ประดุจคำพระอาจารย์
กสิ กเขากระทําคือ นิ วัตในมิช้านาน
ก็เท่านั้ น ธ เชิญให้ สมัยเลิกลุเวลา

ประสิทธิ์ศิ ลป์ ประศาสน์ สาร

ถอดคำประพันธ์

พระกุมารลิจฉวีก็รับสั่ งเห็นด้วยว่าชาวนาก็คงจะกระทำดังคำของ
พระอาจารย์ ถามเพียงเท่านั้ น พราหมณ์ก็เชิญให้เสด็จกลับออกไป
ครั้นถึงเวลาเลิกเรียน

อุรสลิจฉวีสรร พชวนกันเสด็จมา
และต่างซักกุมารรา ชองค์นั้ นจะเอาความ
ณ ข้างใน ธ ไต่ถาม
พระอาจารย์สิ เรียกไป วจีสั ตย์กะส่ำเรา
อะไรเธอเสนอตาม

ถอดคำประพันธ์

เหล่าโอรสลิจฉวีก็พากันมาซักไซ้พระกุมารว่าพระอาจารย์
เรียกเข้าไปข้างใน ได้ไต่ถามอะไรบ้าง ขอให้บอกมาตามความจริง

กุมารนั้ นสนองสา รวากย์วาทตามเลา
เฉลยพจน์ กะครู เสา
วภาพโดยคดีมา
กุมารอื่นก็สงสั ย มิเชื่อในพระวาจา

สหายราช ธ พรรณนา และต่างองค์ก็พาที

ถอดคำประพันธ์

พระกุมารพระองค์นั้ นก็เล่าเรื่องราวที่พระอาจารย์เรียกไปถาม
แต่เหล่ากุมารสงสัยไม่เชื่อคำพูดของพระสหาย ต่างองค์ก็วิจารณ์

๑๐

ไฉนเลยพระครู เรา จะพูดเปล่าประโยชน์ มี
เลอะเหลวนั กละล้วนนี รผลเห็น บ เป็ นไป
ธ พูดแท้ก็ทำไม
เถอะถึงถ้าจะจริงแม้ จะถามนอก บ ยากเย็น
แนะชวนเข้า ณ ข้างใน

ถอดคำประพันธ์

วิจารณ์ว่าพระอาจารย์จะพูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระเช่นนี้ เป็ นไป
ไม่ได้ และหากว่าจะพูดจริงเหตุใดจะต้องเรียกเข้าไปถามข้างในห้อง
ถามข้างนอกห้องก็ได้

ชะรอยว่าทิชาจารย์ ธ คิดอ่านกะท่านเป็ น
รหัสเหตุประเภทเห็น ละแน่ ชัดถนั ดความ
มิกล้าอาจจะบอกตาม
และท่านมามุสาวาท ไถลแสร้งแถลงสาร
พจีจริงพยายาม

ถอดคำประพันธ์

สงสัยว่าท่านอาจารย์กับพระกุมารต้องมีความลับอย่างแน่ นอน
แล้วมาพูดโกหก ไม่กล้าบอกความจริง แกล้งพูดไปต่างๆ นานา

กุมารราชมิตรผอง ก็สอดคล้องและแคลงดาล
พิโรธกาจวิวาทการณ์ อุบัติขึ้นเพราะขุ่นเคือง
ประดามีนิ รันตร์เนื อง
พิพิธพันธไมตรี มลายปลาตพินาศปลง ฯ
กะองค์นั้ นก็พลันเปลือง

ถอดคำประพันธ์

กุมารลิจฉวีทั้งหลายเห็นสอดคล้องกันก็เกิดความโกรธเคือง
การทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น เพราะความขุ่นเคืองใจ ความสัมพันธ์อันดี
ที่เคยมีมาตลอดก็ถูกทำลายย่อยยับลง

มาณวกฉันท์ ๘ ๑๑

ล่วงลุประมาณ กาลอนุกรม
หนึ่ ง ณ นิ ยม ท่านทวิชงค์
เมื่อจะประสิ ทธิ์ วิทยะยง
เอกกุมาร
เชิญวรองค์

ถอดคำประพันธ์

เวลาผ่านไปตามลำดับ เมื่อถึงคราวที่จะสอนวิชาก็จะเชิญ
พระกุมารพระองค์หนึ่ ง

เธอจรตาม พราหมณไป
โดยเฉพาะใน ห้องรหุฐาน
จึ่งพฤฒิถาม ความพิสดาร
ขอ ธ ประทาน โทษะและไข

ถอดคำประพันธ์

พระกุมารก็ตามพราหมณ์เข้าไปในห้องเฉพาะ พราหมณ์จึงถาม
เนื้ อความแปลก ๆ ว่า ขออภัยช่วยตอบด้วย

อย่าติและหลู่ ครู จะเฉลย
เธอน่ ะเสวย ภัตกะอะไร
ในทินนี่ ดี ฤ ไฉน
พอหฤทัย ยิ่งละกระมัง

ถอดคำประพันธ์

อย่าหาว่าตำหนิ หรือลบหลู่ ครู ขอถามว่าวันนี้ พระกุมารเสวย

พระกระยาหารอะไร รสชาติดีหรือไม่ พอพระทัยมากหรือไม่

๑๒

ราช ธ ก็เล่า เค้า ณ ประโยค
ตนบริโภค แล้วขณะหลัง
วาทประเทือง เรื่องสิ ประทัง
อาคมยัง สิ กขสภา

ถอดคำประพันธ์

พระกุมารก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับพระกระยาหารที่เสวย หลังจากนั้ นก็
สนทนาเรื่องทั่วไป แล้วก็เสด็จกลับออกมายังห้องเรียน

เสร็จอนุศาสน์ ราชอุรส
ลิจฉวิหมด ต่าง ธ ก็มา
ถามนยมาน ท่านพฤฒิอา
จารยปรา รภกระไร

ถอดคำประพันธ์

เมื่อเสร็จสิ้ นการสอนราชกุมารลิจฉวีทั้งหมดก็มาถามเรื่องราวที่ มี
มาว่าท่านอาจารย์ได้พูดเรื่องอะไรบ้าง

เธอก็แถลง แจ้งระบุมวล
จริงหฤทัย
ความเฉพาะล้วน เมื่อตริไฉน
ต่าง บ มิเชื่อ เหตุ บ มิสม
จึ่งผลใน

ถอดคำประพันธ์

พระกุมารก็ตอบตามความจริง แต่เหล่ากุมารต่างไม่เชื่อในคำพูด

เพราะคิดแล้วไม่สมเหตุสมผล

๑๓

ขุ่นมนเคือง เรื่องนฤสาร
เช่นกะกุมาร ก่อนก็ระดม
เลิกสละแยก แตกคณะกลม
เกลียว บ นิ ยม คบดุจเดิม

ถอดคำประพันธ์

ต่างขุ่นเคืองใจด้วยเรื่องไร้สาระเช่นกับพระกุมารพระองค์ก่อน

และเกิดความแตกแยกไม่คบกันอย่างกลมเกลียวเหมือนเดิม

อุเปนทรวิเชียร ฉันท์ ๑๑

ทิชงค์เจาะจงเจตน์ กลห์เหตุยุยงเสริม
กระหน่ำและซ้ำเติม นฤพัทธก่อการณ์
ทินวารนานนาน
ละครั้งระหว่างครา ธ ก็เชิญเสด็จไป
เหมาะท่าทิชาจารย์

ถอดคำประพันธ์

พราหมณ์เจตนาหาเหตุยุแหย่ซ้ำเติมอยู่เสมอ แต่ละครั้ง แต่ละวัน
นานนานครั้ง เห็นโอกาสเหมาะก็จะเชิญพระกุมารเสด็จไป

บ ห่อนจะมีสา รฤหาประโยชน์ ไร
กระนั้ นเสมอนั ย เสาะแสดง ธ แสร้งถาม
น่ ะแน่ ะข้าสดับตาม
และบ้างก็พูดว่า พจแจ้งกระจายมา
ยุบลระบิลความ

ถอดคำประพันธ์

โดยไม่มีสารประโยชน์ อันใด แล้วก็แกล้งทูลถาม บางครั้งก็พูดว่า
นี่ แน่ ะข้าได้ยินข่าวเล่าลือกันทั่วไป

ละเมิดติเตียนท่าน ๑๔
รพัดทลิทภา
ก็เพราะท่านสิ แสนสา
จะแน่ มิแน่ เหลือ วและสุ ดจะขัดสน
ณ ที่ บ มีคน พิเคราะห์เชื่อเพราะยากยล
ธ ก็ควรขยายความ

ถอดคำประพันธ์

เขานิ นทาพระกุมารว่าพระองค์แสนจะยากจนและขัดสน จะเป็ น
เช่นนั้ นแน่ หรือ พิเคราะห์แล้วไม่น่ าเชื่อ ณ ที่นี้ ไม่มีผู้ใด ขอให้ทรงเล่า

มาเถิด

และบ้างก็กล่าวว่า น่ ะแน่ ะข้าจะขอถาม
เพราะทราบคดีตาม วจลือระบือมา
ก็เพราะท่านสิ แสนสา
ติฉิ นเยาะหมิ่นท่าน ยพิลึกประหลาดเป็ น
รพันพิกลกา

ถอดคำประพันธ์

บางครั้งก็พูดว่าข้าขอทูลถามพระกุมาร เพราะได้ยินเขาเล่าลือกัน
ทั่วไปเยาะเย้ยดูหมิ่นท่าน ว่าท่านนี้ มีร่างกายผิดประหลาดต่าง ๆ นานา

จะเป็ นจริงหรือไม่

จะจริงมิจริงเหลือ มนเชื่อเพราะไป่ เห็น
ผิข้อ บ ลำเค็ญ ธ ก็ควรขยายความ
วนเค้าคดีตาม
กุมารองค์เสา นยสุ ดจะสงสั ย
กระทู้พระครู ถาม

ถอดคำประพันธ์

ใจไม่อยากเชื่อเลยเพราะไม่เห็น ถ้าหากมีสิ่ งใดที่ลำบากยากแค้น
ก็ตรัสมาเถิด พระกุมารได้ทรงฟั งเรื่องที่พระอาจารย์ถามก็ตรัสถามกลับว่า

สงสั ยเหลือเกิน

๑๕

ก็คำมิควรการณ์ คุรุ ท่านจะถามไย
ธ ซักเสาะสืบใคร ระบุแจ้งกะอาจารย์
พระกุมารโน้ นขาน
ทวิชแถลงว่า เฉพาะอยู่กะกันสอง
ยุบลกะตูกาล

ถอดคำประพันธ์

เรื่องไม่สมควรเช่นนี้ ท่านอาจารย์จะถามทำไม แล้วก็ซักไซ้ว่าใคร

เป็ นผู้มาบอกกับอาจารย์ พราหมณ์ก็ตอบว่าพระกุมารพระองค์โน้ นตรัส
บอกเมื่ออยู่กันเพียงสองต่อสอง

กุมารพระองค์นั้ น ธ มิทันจะไตร่ตรอง
ก็เชื่อ ณ คำของ พฤฒิครู และวู่วาม
เหมาะเจาะจงพยายาม
พิโรธกุมารองค์ บ มิดีประเดตน
ยุครู เพราะเอาความ

ถอดคำประพันธ์

กุมารพระองค์นั้ นไม่ทันได้ไตร่ตรอง ก็ทรงเชื่อในคำพูดของ
อาจารย์ ด้วยความวู่วามก็กริ้วพระกุมารที่ยุพระอาจารย์ใส่ความตน

ก็พ้อและต่อพิษ ทุรทิฐิมานจน
ลุโทสะสื บสน ธิพิพาทเสมอมา
ทิชครู มิเรียกหา
และฝ่ ายกุมารผู้ ชกุมารทิชงค์เชิญ
ก็แหนงประดารา

ถอดคำประพันธ์

จึงตัดพ้อต่อว่ากันขึ้น เกิดความโกรธเคืองทะเลาะวิวาทกันอยู่
เสมอ ฝ่ ายพระกุมารที่พราหมณ์ไม่เคยเรียกเข้าไปหาก็ไม่พอพระทัย
พระกุมารที่พราหมณ์เชิญไปพบ

๑๖

พระราชบุตรลิจ ฉวิมิตรจิตเมิน
ณ กันและกันเหิน คณะห่างก็ต่างถือ
พลล้นเถลิงลือ
ทะนงชนกตน มนฮึก บ นึ กขาม ฯ
ก็หาญกระเหิ มฮื อ

ถอดคำประพันธ์

พระกุมารลิจฉวีหมางใจและเหินห่างกัน ต่างองค์ทะนงตนว่า
พระบิดาของตนมีอำนาจล้นเหลือ จึงมีใจกำเริบไม่เกรงกลัวกัน

(กษัตริย์ลิจฉวีแตกสามัคคี วัสสการพราหมณ์ลอบส่งข่าวทูลพระเจ้าอชาตศั ตรู )

สัทธราฉันท์ ๒๑

ลำดับนั้ นวัสสการพราหมณ์ ธ ก็ยุศิ ษยตาม
แต่งอุบายงาม ฉงนงำ
ริณวิรุ ธก็สำ
ปวงโอรสลิจฉวีดำ ธ เสกสรร
คัญประดุจคำ

ถอดคำประพันธ์

ในขณะนั้ นวัสสการพราหมณ์ก็คอยยุลูกศิ ษย์ แต่งกลอุบายให้เกิด
ความแคลงใจ พระโอรสกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายไตร่ตรองในอาการน่ า
สงสัยก็เข้าใจว่าเป็ นจริงดังถ้อยคำที่อาจารย์ปั้ นเรื่องขึ้น

ไป่ เหลือเลยสักพระองค์อัน มิละปิ ยสหฉันท์
ขาดสมัครพันธ์ ก็อาดูร
พระชนกอดิศูร
ต่างองค์นำความมิงามทูล ปวัตติ์ความ
แห่ง ธ โดยมูล

ถอดคำประพันธ์

ไม่มีเหลือสักพระองค์เดียวที่จะมีความรักใคร่กลมเกลียว ต่างขาด
ความสัมพันธ์ เกิดความเดือดร้อนใจ แต่ละองค์นำเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นไป

ทูลพระบิดาของตน

แตกร้าวกร้าวร้ายก็ป้ ายปาม ลุวรบิดรลาม ๑๗
ณ เหตุผล
ทีละน้ อยตาม นฤวิเคราะหเสาะสน
ฟั่ นเฝื อเชื่อนั ยดนั ยตน เพราะหมายใด

สื บจะหมองมล

ถอดคำประพันธ์

ความแตกแยกก็ค่อย ๆ ลุกลามไปสู่พระบิดา เพราะความหลงเชื่อ
โอรสของตนปราศจากการใคร่ครวญเกิดความผิดพ้องหมองใจกันขึ้น

แท้ทั้งท่านวัสสการใน กษณะตริเหมาะไฉน

เสริมเสมอไป สะดวกดาย

หลายอย่างต่างกล ธ ขวนขวาย พจนยุปริยาย

วัญจโนบาย บ เว้นครา

ถอดคำประพันธ์

ฝ่ ายวัสสการพราหมณ์ครั้นเห็นโอกาสเหมาะสมก็คอยยุแหย่อย่าง

ง่ายดาย ทำกลอุบายต่าง ๆ พูดยุยงตามกลอุบายตลอดเวลา

ครั้นล่วงสามปี ประมาณมา สหกรณประดา
ชทั้งหลาย
ลิจฉวีรา มิตรภิทนะกระจาย
สามัคคีธรรมทำลาย ก็เป็ นไป

สรรพเสื่ อมหายน์

ถอดคำประพันธ์

เวลาผ่านไปประมาณ ๓ ปี ความร่วมมือกันระหว่างกษัตริย์ลิจฉวี
ทั้งหลายและความสามัคคีถูกทำลายลงสูญสิ้นความเป็ นมิตรแตกแยก
ความเสื่ อม ความหายนะก็บังเกิดขึ้น

ต่างองค์ทรงแคลงระแวงใน พระหฤทยวิสั ย
ผู้พิโรธใจ ระวังกัน ฯ

ถอดคำประพันธ์

กษัตริย์ต่างระแวงแคลงใจ มีความขุ่นเคืองใจซึ่งกันและกัน

สาลินี ฉันท์ ๑๑ ๑๘

พราหมณ์ครู รู้สังเกต ตระหนั กเหตุถนั ดครัน
พจักสู่ พินาศสม
ราชาวัชชีสรร จะสั มฤทธิ์มนารมณ์
ยินดีบัดนี้ กิจ และอุตสาหแห่งตน

เริ่มมาด้วยปรากรม

ถอดคำประพันธ์

พราหมณ์ผู้เป็ นครู สังเกตเห็นดังนั้ น ก็รู้ว่าเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีกำลัง
จะประสบความพินาศ จึงยินดีมากที่ภารกิจประสบผลสำเร็จสมดังใจ
หลังจากเริ่มต้นด้วยความบากบั่นและความอดทนของตน

ให้ลองตีกลองนั ด ประชุ มขัตติย์มณฑล
เชิ ญซึ่ งส่ำสากล กษั ตริย์สู่ สภาคาร

วัชชีภูมีผอง สดับกลองกระหึมขาน
ทุกไท้ไปเอาภาร ณ กิจเพื่อเสด็จไป

ถอดคำประพันธ์

จึงให้ลองตีกลองนั ดประชุมกษัตริย์กวี เชิญทุกพระองค์เสด็จให้
มายังที่ประชุม ฝ่ ายกษัตริย์วัชชีทั้งหลายทรงสดับเสียงกลองดังกึกก้อง
ทุกพระองค์ไม่ทรงเป็ นธุ ระในการเสด็จไป

ต่างทรงรับสั่ งว่า จะเรียกหาประชุ มไย
เราใช่เป็ นใหญ่ใจ ก็ขลาดกลัว บ กล้าหาญ
และกล้าใครมิเปรียบปาน
ท่านใดที่เป็ นใหญ่ ประชุ มชอบก็เชิ ญเขา

พอใจใคร่ในการ

ถอดคำประพันธ์

ต่างองค์ต่างรับสั่ งว่าจะเรียกประชุมด้วยเหตุใด เราไม่ได้เป็ นใหญ่

ใจก็ขลาด ไม่กล้าหาญ ผู้ใดเป็ นใหญ่ มีความกล้าหาญไม่มีผู้ใดเปรียบได้

พอใจจะเสด็ จไปร่วมประชุ มก็เชิ ญเขา

๑๙

ปรึกษาหารือกัน ไฉนนั้ นทําเนา
บ แลเห็นประโยชน์ เลย
จักเรียกชุ มนุ มเรา และทุกองค์ ธ เพิกเฉย
รับสั่ งผลักไสส่ง สมัครเข้าสมาคม ฯ

ไป่ ได้ไปดั่งเคย

ถอดคำประพันธ์

จะปรึกษาหารือกันประการใดก็ช่างเถิด จะเรียกเราไปประชุม
มองไม่เห็นประโยชน์ เลย รับสั่ งผลักทิ้ง และทุกพระองค์ก็ทรงเพิกเฉย
ไม่เสด็ จไปเข้าร่วมการประชุ มเหมือนเคย

อุปั ฏฐิตาฉันท์ ๑๑

เห็นเชิงพิเคราะห์ช่อง ชนะคล่องประสบสม
พราหมณ์เวทอุดม ธ ก็ลอบแถลงการณ์
คมดลประเทศฐาน
ให้วัลลภชน อภิเผ้ามคธไกร
กราบทูลนฤบาล

ถอดคำประพันธ์

เมื่อพิจารณาเห็นช่องทางที่จะได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย พราหมณ์

ผู้รอบรู้พระเวทก็ลอบส่งข่าว ให้คนสนิ ทเดินทางกลับไปยังบ้านเมือง
กราบทูลกษัตริย์แห่งแคว้นมคธอันยิ่งใหญ่

แจ้งลักษณสา สนว่ากษัตริย์ใน
วัชชีบุรไก วลหล้าตลอดกัน
คณะแผกและแยกพรรค์
บัดนี้ สิก็แตก ทเสมือนเสมอมา

ไป่ เป็ นสหฉัน

ถอดคำประพันธ์

ในสาสน์ แจ้งว่ากษัตริย์วัชชีทุกพระองค์ขณะนี้ เกิดความแตกแยก

แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่สามัคคีกันเหมือนแต่เดิม

๒๐

โอกาสเหมาะสมัย ขณะไหนประหนึ่ งครา
นี้ หากผิจะหา ก็ บ ได้สะดวกดี
พยุห์ยาตรเสด็จกรี
ขอเชิญวรบาท ริยยุทธโดยไว ฯ
ธาทัพพลพี

ถอดคำประพันธ์

จะหาโอกาสอันเหมาะสมครั้งใดเหมือนดังครั้งนี้ คงจะไม่มีอีกแล้ว
ขอทูลเชิญพระองค์ยกกองทัพอันยิ่งใหญ่มาทำสงครามโดยเร็วเถิด

(พระเจ้าอชาตศั ตรู ยกทัพมาตีแคว้นวัชชี)

วิชชุมมาลาฉันท์ ๘

ข่าวเศิ กเอิกอึง ทราบถึงบัดดล
ชาวเวสาลี
ในหมู่ผู้คน ชนบทบูรี
แทบทุกถิ่นหมด หวาดกลัวทั่วไป
อกสั่ นขวัญหนี

ถอดคำประพันธ์

ข่าวศึ กแพร่ไปจนรู้ถึงชาวเมืองเวสาลี แทบทุกคนในเมืองต่าง
ตกใจและหวาดกลัวกันไปทั่ว

ตื่นตาหน้ าเผือด หมดเลือดสั่ นกาย
หลบลี้หนี ตาย วุ่นหวั่นพรั่นใจ
ซุ กครอกซอกครัว
ซ่อนตัวแตกภัย
เข้าดงพงไพร ทิ้งย่านบ้านตน

ถอดคำประพันธ์

หน้ าตาตื่น หน้ าซีดไม่มีสีเลือด ตัวสั่ น พากันหนี ตายวุ่นวาย
พากันอพยพครอบครัวหนี ภัย ทิ้งบ้านเรือนไปซุ่มซ่อนตัวเสียในป่ า

๒๑

เหลือจักห้ามปราม ชาวคามล่าลาด
พันหัวหน้ าราษฎร์ ขุนด่านดำบล
หารือแก่กัน คิดผันผ่อนปรน
จักไม่ให้พล มาคธข้ามมา

ถอดคำประพันธ์

ไม่สามารถห้ามปรามชาวบ้านได้ หัวหน้ าราษฎรและนายด่าน
ตำบลต่าง ๆ ปรึกษากันคิดจะยับยั้งไม่ให้กองทัพมคธข้ามมาได้

จึ่งให้ตีกลอง ป่ าวร้องทันที
แจ้งข่าวไพรี รุ กเบียนบีฑา
เพื่อหมู่ภูมี วัชชีอาณา
ชุ มนุ มบัญชา ป้ องกันฉันใด

ถอดคำประพันธ์

จึงตีกลองป่ าวร้องแจ้งข่าวข้าศึ กเข้ารุ กราน เพื่อให้เหล่ากษัตริย์

แห่งวัชชีเสด็จมาประชุมหาหนทางป้ องกันประการใด

ราชาลิจฉวี ไป่ มีสักองค์
อันนึ กจำนง เพื่อจักเสด็จไป
ต่างองค์ดำรัส
ใครเป็ นใหญ่ใคร เรียกนั ดทำไม
กล้าหาญเห็นดี

ถอดคำประพันธ์

ไม่มีกษัตริย์ลิจฉวีแม้แต่พระองค์เดียวคิดจะเสด็จไป แต่ละ
พระองค์ทรงดำรัสว่าจะเรียกประชุมด้วยเหตุใดผู้ใดเป็ นใหญ่ ผู้ใด
กล้าหาญ

๒๒

เชิญเทอญท่านต้อง ขัดข้องข้อไหน
ปรึกษาปราศรัย ตามเรื่องตามที
ส่ วนเราเล่าใช่ เป็ นใหญ่ยังมี
ใจอย่างผู้ภี รุ กปราศอาจหาญ

ถอดคำประพันธ์

เห็นดีประการใดก็เชิญเถิด จะปรึกษาหารืออย่างไรก็ตามแต่ใจ
ตัวของเรานั้ นไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ จิตใจก็ขี้ขลาด ไม่องอาจกล้าหาญ

ต่างทรงสำแดง ความแขงอำนาจ
สามัคคีขาด แก่งแย่งโดยมาน
ภูมิศลิจฉวี วัชชีรัฐบาล
บ่ ชุมนุมสมาน แม้แต่สั กองค์ฯ

ถอดคำประพันธ์

แต่ละพระองค์ต่างแสดงอาการเพิกเฉย ปราศจากความสามัคคี
ปรองดองในจิตใจ กษัตริย์ลิจฉวีแห่งวัชชีไม่เสด็จมาประชุมกันแม้แต่
พระองค์เดียว

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

ปิ่ นเขตมคธขัต ติยรัชธํารง
ยั้งทัพประทับตรง นคเรศวิสาลี
พิเคราะห์เหตุ ณ ธานี
ภูธร ธ สังเกต ขณะเศิ กประชิดแดน
แห่งราชวัชชี

ถอดคำประพันธ์

จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมคธหยุดทัพตรงหน้ าเมืองเวสาลี
พระองค์ทรงสังเกตวิเคราะห์เหตุการณ์ทางเมืองวัชชีในขณะที่ข้าศึ ก

มาประชิดเมือง

๒๓

เฉยดู บ รู้สึก และมินึ กจะเกรงแกลน
รณทัพระงับภัย
ฤๅคิดจะตอบแทน บ มิทําประการใด
นิ่ งเงียบสงบงํา บุรว่างและร้างคน

ปรากฏประหนึ่ งใน

ถอดคำประพันธ์

ดูนิ่ งเฉยไม่รู้สึกเกรงกลัว หรือคิดจะทำสิ่ งใดโต้ตอบระงับ
เหตุร้าย กลับอยู่อย่างสงบเงียบไม่ทำการสิ่ งใด มองดูราวกับเป็ น

เมืองร้างปราศจากผู้คน

แน่ โดยมิพักสง สยคงกระทบกล
ท่านวัสสการจน ลุกระนี้ ถนั ดตา
คิยพรรคพระราชา
ภินท์พัทธสามัค รจะพ้องอนั ตถ์ภัย
ชาวลิจฉวีวา

ถอดคำประพันธ์

แน่ นอนไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจะถูกกลอุบายของวัสสการพราหมณ์
จนเป็ นเช่นนี้ ความสามัคคีผูกพันแห่งกษัตริย์ลิจฉวีถูกทำลายลงและจะ

ประสบกับภัยพิบัติ

ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป
หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้ นหนอ
กลแหย่ยุดีพอ
ครู วัสสการแส่ จะมิร้าวมิรานกัน
ปั่ นป่ วน บ เหลือหลอ

ถอดคำประพันธ์

ลูกข่างที่เด็กขว้างเล่นได้สนุกฉันใด วัสสการพราหมณ์ก็

สามารถยุแหย่ให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีแตกความสามัคคีได้ตามใจ
ชอบและคิดที่จะสนุกฉันนั้ น

๒๔

ครั้นทรงพระปรารภ ธุ ระจบ ธ จึ่งบัญ
พทแกล้วทหารหาญ
ชานายนิ กายสรร ฬุ คะเนกะเกณฑ์การ
เร่งทําอุฬุ มป์ เว จรเข้านครบร

เพื่อข้ามนทีธาร

ถอดคำประพันธ์

ครั้นทรงคิดได้ดังนั้ นจึงมีพระราชบัญชาแก่เหล่าทหารหาญ
ให้รีบสร้างแพไม้ไผ่เพื่อข้ามแม่น้ำจะเข้าเมืองของฝ่ ายศั ตรู

เขารับพระบัณฑูร อดิศูรบดีศร
ภาโรปกรณ์ตอน ทิวรุ่งสฤษฏ์พลัน
พยุหาธิทัพขันธ์
จอมนาถพระยาตรา พลข้าม ณ คงคา
โดยแพและพ่วงปั น

ถอดคำประพันธ์

พวกทหารรับราชโองการแล้วก็ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับ ในตอนเช้า
งานนั้ นก็เสร็จทันที จอมกษัตริย์เคลื่อนกองทัพอันมีกำลังพลมากมายลง
ในแพที่ติดกัน นำกำลังข้ามแม่น้ำจน

จนหมดพหลเนื่ อง พิศเนื องขนั ดคลา
ขึ้นฝั่ งลุเวสา ลิบุเรศสะดวกดายฯ

ถอดคำประพันธ์

กองทัพหมดสิ้น มองดูแน่ น ขึ้นฝั่ งเมืองเวสาลีอย่างสะดวกสบาย

๒๕

จิตรปทาฉันท์ ๘

นาครธา นิ วิสาลี
เห็นริปุมี พลมากมาย
ข้ามติรชล ก็ลุพ้นหมาย
มุ่งจะทลาย พระนครตน

ถอดคำประพันธ์

ฝ่ ายเมืองเวสาลีมองเห็นข้าศึ กจำนวนมากข้ามแม่น้ำมา เพื่อจะ

ทำลายล้างบ้านเมืองของตน

ต่างก็ตระหนก มนอกเต้น
ตื่น บ มิเว้น ตะละผู้คน
ทั่วบุรคา มจลาจล
อลเวงไป
เสี ยงอลวน

ถอดคำประพันธ์

ต่างก็ตกใจกันถ้วนหน้ า ในเมืองเกิดจลาจลวุ่นวายไปทั่วเมือง

สรรพสกล มุขมนตรี
ตรอมมนภี รุ กเภทภัย
บางคณะอา ทรปราศรัย
ยังมิกระไร ขณะนี้ หนอ

ถอดคำประพันธ์

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต่างหวาดกลัวภัย บางพวกก็พูดว่าขณะนี้ ยังไม่

เป็ นไรหรอก

ควรบริบาล พระทวารมั่น
ต้านประทะกัน อริก่อนพอ
ขัตติยรา ชสภารอ
ดําริจะขอ วรโองการ

ถอดคำประพันธ์

ควรจะป้ องกันประตูเมืองเอาไว้ให้มั่นคง ต้านทานข้าศึ กเอาไว้ก่อน
รอให้ ที่ ประชุ มเหล่ากษั ตริย์มีความเห็ นว่าจะทรงทำประการใด

๒๖

ทรงตริไฉน ก็จะได้ทํา
โดยนยดํา รัสภูบาล
เสวกผอง ก็เคาะกลองขาน
อาณัติปาน ดุจกลองพัง

ถอดคำประพันธ์

ก็จะได้ดำเนิ นการตามพระบัญชาของพระองค์ เหล่าข้าราชการ
ทั้งหลายก็ตีกลองสั ญญาณขึ้นราวกับกลองจะพัง

ศั พทอุโฆษ ประลุโสตท้าว
ลิจฉวิด้าว ขณะทรงฟั ง
ต่าง ธ ก็เฉย และละเลยดัง
ไท้มิอินั ง ธุ ระกับใคร

ถอดคำประพันธ์

เสียงดังกึกก้องไปถึงพระกรรณกษัตริย์ลิจฉวี ต่างองค์ทรงเพิกเฉย
ราวกับไม่เอาใจใส่ ในเรื่องราวของผู้ใด

ต่างก็ บ คลา ณ สภาคาร
แม้พระทวาร บุรทั่วไป
รอบทิศด้าน และทวารใด
เห็นนรไหน สิจะปิ ดมี ฯ

ถอดคำประพันธ์

ต่างองค์ไม่เสด็จไปที่ประชุม แม้แต่ประตูเมืองรอบทิศทุกบาน

ก็ไม่มีผู้ใดปิ ด

สัททุลวิกกีฬิ ตฉันท์ ๑๙ ๒๗

จอมทัพมาคธราษฎร์ ธ ยาตรพยุหกรี

ธาสู่ วิสาลี นคร

โดยทางอันพระทวารเปิ ดนรนิ กร

ฤๅรอจะต่อรอน อะไร

ถอดคำประพันธ์

จอมทัพแห่งแคว้นมคธกรีธาทัพเข้าเมืองเวสาลีทางประตูเมืองที่

เปิ ดอยู่โดยไม่มีผู้คนหรือทหารต่อสู้ประการใด

เบื้องนั้ นท่านคุรุ วัสสการทิชก็ไป

นํ าทัพชเนนทร์ไท มคธ

เข้าปราบลิจฉวิขัตติย์รัฐชนบท

สู่ เงื้อมพระหั ตถ์หมด และโดย

ถอดคำประพันธ์

ขณะนั้ นวัสสการพราหมณ์ก็ไปนำทัพของกษัตริย์แห่งมคธเข้ามา

ปราบกษัตริย์ลิจฉวี อาณาจักรทั้งหมดก็ตกอยู่ในพระหัตถ์

ไป่ พักต้องจะกะเกณฑ์นิ กายพหลโรย

แรงเปลืองระดมโปรย ประยุทธ์

ราบคาบเสร็จ ธ เสด็จลุราชคฤหอุต

ดมเขตบุเรศดุจ ณ เดิม

ถอดคำประพันธ์

โดยที่กองทัพไม่ต้องเปลืองแรงในการต่อสู้ ปราบราบคาบ

แล้วเสด็จยังราชคฤห์เมืองยิ่งใหญ่ดังเดิม

เรื่องต้นยุกติก็แต่จะต่อพจนเติม ประสงค์
ภาษิตลิขิตเสริม ตริดู ฯ

ปรุ งโสตเป็ นคติสุนทราภรณจง
จับข้อประโยชน์ ตรง

ถอดคำประพันธ์

เนื้ อเรื่องแต่เดิมจบลงเพียงนี้ แต่ประสงค์จะแต่งสุภาษิต

เพิ่มเติมให้ได้รับฟั งเพื่อเป็ นคติอันทรงคุณค่านำไปคิดไตร่ตรอง

อินทรวิเชียร์ฉัน ๑๑ ๒๘

อันภูบดีรา ชอชาตศั ตรู
ได้ลิจฉวีภู วประเทศสะดวกดี
วรราชวัชชี
แลสรรพบรรดา ฑอนั ตถ์พินาศหนา
ถึงซึ่ งพิบัติบี

ถอดคำประพันธ์

พระเจ้าอชาตศั ตรู ได้แผ่นดินวัชชีอย่างสะดวก และกษัตริย์ลิจฉวี
ทั้งหลายก็ถึงซึ่ง ความพินาศล่มจม

เหี้ยมนั้ นเพราะผันแผก คณะแตกและต่างมา
ถือทิฐิมานสา หสโทษพิโรธจอง
ทนสิน บ ปรองดอง
แยกพรรคสมรรคภิน ตริมลักประจักษ์เจือ
ขาดญาณพิจารณ์ตรอง

ถอดคำประพันธ์

เหตุเพราะความแตกแยกกัน ต่างก็มีความยึดมั่นในความคิด
ของตน ผูกโกรธซึ่งกันและกัน แยกพรรค ไม่มีความปรองดองกัน
ขาดปั ญญาที่จะพิจารณาไตร่ตรอง

เชื่ออรรถยุบลเอา รสเล่าก็ง่ายเหลือ
เหตุหาก ธ มากเมือ คติโมหเป็ นมูล

จึ่งดาลประการหา ยนภาวอาดูร
เสี ยแดนไผทสู ญ ยศศั กดิเสื่ อมนาม

ถอดคำประพันธ์

เชื่อถ้อยความของบรรดาพระโอรสอย่างง่ายดาย เป็ นเช่นนั้ น

เพราะกษัตริย์แต่ละพระองค์ทรงมากไปด้วยความหลง จึงทำให้ถึง
ซึ่งความฉิบหาย มีภาวะความเป็ นอยู่อันทุกข์ระทม เสียทั้งแผ่นดิน
เกียรติยศ และชื่อเสียงที่เคยมีอยู่

๒๙

ควรชมนิ ยมจัด คุรุ วัสสการพราหมณ์
เป็ นเอกอุบายงาม กลงำกระทํามา
พิเคราะห์คิดพินิ จปรา
พุทธาทิบัณฑิต ธุ สมัครภาพผล
รภสรรเสริญสา

ถอดคำประพันธ์

วัสสการพราหมณ์น่ าชื่นชมในความเป็ นเลิศในการกระทํากลอุบาย
ผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็ นต้น ได้ใคร่ครวญพิจารณากล่าวสรรเสริญ
ว่าชอบแล้ว ในเรื่องผลแห่งความพร้อมเพรียงกัน

ว่าอาจจะอวยผา สุ กภาวมาดล
ดีสู่ ณ หมู่ตน บ นิ ราศนิ รันดร
คยพรรคสโมสร
หมู่ใดผิสามัค คุณไร้ไฉนดล
ไปปราศนิ ราศรอน

ถอดคำประพันธ์

ความสามัคคีอาจอำนวยให้ถึงซึ่งสภาพแห่งความผาสุก ณ หมู่
ของตนไม่เสื่ อมคลายตลอดไป หากหมู่ใดมีความสามัคคีร่วมชุมนุมกัน
ไม่ห่างเหินกัน สิ่ งที่ไร้ประโยชน์ จะมาสู่ได้อย่างไร

พร้อมเพรียงประเสริฐครัน เพราะฉะนั้ นแหละบุคคล
ผู้หวังเจริญตน ธุ ระเกี่ยวกะหมู่เขา
มุขเป็ นประธานเอา
พึงหมายสมัครเป็ น
ธู รทั่ว ณ ตัวเรา บ มิเห็น ม ฝ่ ายเดียว

ถอดคำประพันธ์

ความพร้อมเพรียงนั้ นประเสริฐยิ่งนั ก เพราะฉะนั้ นบุคคลที่จะได้
รับความเจริญแห่งตนและมีกิจธุ ระอันเป็ นส่วนรวม ก็ตั้งใจเป็ นหัวหน้ า

เอาเป็ นธุ ระด้วยตัวของเราเอง โดยไม่เห็นประโยชน์ ตนแต่ฝ่ ายเดียว

๓๐

ควรยกประโยชน์ ยื่น นรอื่นก็แลเหลียว
ดูบ้างและกลมเกลียว มิตรภาพผดุงครอง
ทมผ่อนผจงจอง
ยั้งทิฐิมานหย่อน มนเมื่อจะทําใด
อารีมิมีหมอง

ถอดคำประพันธ์

ควรยกประโยชน์ ให้บุคคลอื่นบ้าง นึ กถึงผู้อื่นบ้าง ต้องกลมเกลียว
มีความเป็ นมิตรกันไว้ ต้องลดทิฐิมานะ รู้จักข่มใจ ทำสิ่ งใดก็เอื้อเฟื้ อกัน

ไม่มีความบาดหมางใจ

ลาภผลสกลบรร ลุก็ปั นก็แบ่งไป
สุจริตนิ ยมธรรม์
ตามน้ อยและมากใจ สุ ประพฤติสงวนพรรค์
พึงมรรยาทยึด อุปเฉทไมตรี

รื้อริษยาอัน

ถอดคำประพันธ์

ผลประโยชน์ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็แบ่งปั นกันไป มากบ้างน้ อยบ้าง
อย่างสุจริตและเป็ นธรรม ควรยึดมั่นในมารยาทและความประพฤติที่ดี

รักษาหมู่คณะโดยไม่มีความริษยากันอันจะตัดรอนไมตรี

ดั่งนั้ น ณ หมู่ใด ผิ บ ไร้สมัครมี
รวิวาทระแวงกัน
พร้อมเพรียงนิ พัทธ์นี สยคงประสบพลัน
หวังเทอญมิต้องสง หิตะกอบทวีการ

ซึ่ งสุ ขเกษมสั นต์

ถอดคำประพันธ์

ดังนั้ นถ้าหมู่คณะใดไม่ขาดซึ่งความสามัคคี มีความพร้อมเพรียงกัน

อยู่เสมอ ไม่มีการวิวาทและระแวงกัน ก็หวังได้โดยไม่ต้องสงสัยว่าคงจะ
พบซึ่งความสุข ความสงบ และ ประกอบด้วยประโยชน์ มากมาย

ใครเล่าจะสามารถ ๓๑
หักล้าง บ แหลกลาญ
มนอาจระรานหาญ
ป่ วยกล่าวอะไรฝูง ก็เพราะพร้อมเพราะเพรียงกัน
ฤาสรรพสั ตว์อัน นรสู งประเสริฐครัน
เฉพาะมีชิวีครอง

ถอดคำประพันธ์

ใครเล่าจะมีใจกล้าคิดทำสงครามด้วย หวังจะทำลายล้างก็ไม่
ได้ ทั้งนี้ เพราะความพร้อมเพรียงกันนั่ นเอง กล่าวไปไยกับมนุษย์
ผู้ประเสริฐหรือสรรพสั ตว์ที่ มีชี วิต

แม้มากผิกิ่งไม้ ผิวใครจะใคร่ลอง
มัดกำกระนั้ นปอง พลหักก็เต็มทน
สละลี้ ณ หมู่ตน
เหล่าไหนผิไมตรี บ มิพร้อมมิเพรียงกัน
กิจใดจะขวายขวน

ถอดคำประพันธ์

แม้แต่กิ่งไม้หากใครจะใคร่ลองเอามามัดเป็ นกำ ตั้งใจใช้กำลัง

หักก็ยากเต็มทน หากหมู่คณะใดไม่มีความสามัคคีในหมู่คณะของตน
กิจการอันใดที่จะต้องขวนขวายทำก็ไม่พร้อมเพรียงกัน

อย่าปรารถนาหวัง สุ ขทั้งเจริญอัน
มวลมาอุบัติบรร ลุไฉน บ ได้มี
พภยันตรายกลี
ปวงทุกข์พิบัติสรร ติประสงค์ก็คงสม
แม้ปราศนิ ยมปรี

ถอดคำประพันธ์

อย่าได้หวังเลยความสุขความเจริญจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ความทุกข์
พิบัติอันตรายและความชั่วร้ายทั้งปวง ถึงแม้จะไม่ต้องการที่จะต้องได้รับ

เป็ นแน่ แท้

๓๒

ควรชนประชุ มเช่ น คณะเป็ นสมาคม
สามัคคิปรารม ภนิ พัทธรำพึง
ผิวมีก็คำนึ ง
ไป่ มีก็ให้มี จะประสบสุขาลัย ฯ
เนื่ องเพื่อภิยโยจึง

ถอดคำประพันธ์

ผู้ที่อยู่รวมกันเป็ นหมู่คณะหรือสมาคม ควรคำนึ งถึงความสามัคคี
อยู่เป็ นนิ จ ถ้ายังไม่มีก็ควรจะมีขึ้น ถ้ามีอยู่แล้วก็ควรทำให้เจริญรุ่งเรือง
ยิ่งขึ้นไปจึงจะถึงซึ่ งความสุ ขความสบาย

๓๓

อธิบายคำศั พท์ยาก

ศั พท์ ความหมาย

กถา ถ้อยคำ

กลห์เหตุ เหตุแห่งการทะเลาะ

กสิก ชาวนา
ไกวล ทั่วไป

ขัตติย์ กษัตริย์
คดี เรื่อง

คม ไป

ชเนนทร์ ผู้เป็ นใหญ่ในชน (ชน+อินทร)

ทม การข่มใจ

ทลิทภาว ยากจน
ทั่วบุรคาม ทั่วบ้านทั่วเมือง
ทิช ผู้เกิดสองครั้ง คือ พราหมณ์

ทิน วัน

นครบร เมืองของข้าศึ ก

นย, นัย ความหมาย, เค้าความ

นยนาม ใจความ

นรนิ กร ฝูงชน
นฤพัทธ, นิพัทธ์ เนืองๆ, เนื่ องกัน

นฤสาร ไม่มีสาระ

นิวัต กลับ

นี รผล ไม่เป็ นผล

ประเด มอบให้หมด
ประศาสน์ การสั่ งสอน

๓๔

อธิบายคำศั พท์ยาก

ศั พท์ ความหมาย

ปรากรม ความเพียร
ปรุ งโสต ในที่นี้หมายถึง แต่งให้ไพเราะน่าฟั ง
ปลาต หายไป
ปวัตน์ ความเป็ นไป "ปวัตติ์" ก็ใช้
พฤฒิ ผู้เฒ่า
พิเฉท ตัดขาด, ทำลาย
พิชากร วิชาความรู้
พุทธาทิบัณฑิต ผู้รู้ มีพระพุทธเจ้าเป็ นอาทิ
ภัต ข้าว
ภาโรปกรณ์ ในที่นี้หมายถึง ทำสิ่งที่ได้รับมอบหมาย
ภินท์พัทธสามัคคิย การแตกสามัคคี
ภิยโย ยิ่งๆ ขึ้น
ภัีรุ ก ขลาด, กลัว
ภูมิศ กษัตริย์
มน ใจ
มนารมณ์ สมดังที่ตั้งใจ
มาน ความถือตัว
ยุกติ ยุติ, จบสิ้น
รหุฐาน ที่ลับ, ที่สงัด
ลักษณสาสน ในที่นี้หมาายถึง จดหมาย
เลา เค้า
วัญจโนบาย อุบายหลอกลวง
วัลลภชน คนสนิ ท

๓๕

อธิบายคำศั พท์ยาก

ศั พท์ ความหมาย

วิรุ ธ ผิดปกติ
สมรรคภินทน การแตกสามัคคี
สมัครภาพ ความสามัคคี
สหกรณ หมู่เหล่า
ส่ำ หมู่, พวก
สิกขสภา ห้องเรียน
สุขาลัย สถานที่ที่มีความสุข
เสาวน ฟั ง
เสาวภาพ สุภาพ
หายน์, หายน ความเสื่ อม
หิตะ ประโยชน์
เหี้ยมนั้ น เหตุนั้ น

อนั ตถ์ ไม่เป็ นประโยชน์
อนุกรม ตามลำดับ
อภิเผ้า ผู้เป็ นใหญ่
อาคม มา มาถึง
อุปเฉทไมตรี ตัดไมตรี
อุรส โอรส ลุกชาย
อุฬุ มป์ เวฬุ แพไม้ไผ่
เอาธูร เอาเป็ นธุระ
เอาภาร รับภาระ หรือรับผิดชอบ

๓๖

วิเคราะห์คุณค่าของสามัคคีเภทคำฉันท์

ด้านเนื้ อหา

๑) ให้ความเพลิดเพลินจากเนื้อเรื่อง
๒) ข้อคิดจากเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์ เช่น ความสามัคคีปรองดองเป็ นสิ่งสำคัญ

ของการอยู่ร่วมกันเป็ นหมู่คณะ, คนในสังคมร่วมกันแก้ปั ญหาต่าง ๆ จะอยู่รอดได้,
ไม่ควรหลงเชื่ออะไรง่าย ๆ คิดไตร่ตรองเหตุผลให้ดีก่อน, รู้จักการลดทิฐิของตนลง
และช่วยเหลือผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม, การวางแผนและวิเคราะห์ปั ญหาเป็ น
สิ่งสำคัญที่ทำให้สามารถแก้ปั ญหาได้, ควรใช้ปั ญญามากกว่ากำลังในการแก้ปั ญหา

ด้านสังคม

๑) การเมืองการปกครอง กษัตริย์แคว้นวัชชีทั้งหลายยึดมั่นในหลักอปริหานิยธรรม
ซึ่งเน้นความสามัคคีเป็ นหลัก ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ดังนี้
๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ (อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้
(ตามหลักการเดิม) ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม (หลักการ) ตามที่วางไว้เดิม
๔. ท่านเหล่าใดเป็ นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของ
ท่านว่าเป็ นสิ่งอันควรรับฟั ง
๕. บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือ ฉุดคร่าขืนใจ
๖. เคารพสักการบูชาปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอดถึงอนุสาวรีย์ของวัชชีทั้งหลาย
ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทำแก่เจดีย์ เหล่านั้น
เสื่ อมทรามไป
๗. ให้ความอารัขา คุ้มครอง ป้ องกัน แก่พระอรหันต์ทั้งหลายในแคว้นวัชชี

๒) การศึกษา ราชกุมารได้ร่ำเรียนวิชาจากผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่าง ๆ อย่างในเนื้อ
เรื่องก็มีวัสสการพราหมณ์เป็ นผู้ที่ได้สอนวิชาราชกุมารโดยมีภารกิจลับทำให้กษัตริย์

แห่งแคว้นวัชชีแตกสามัคคีกัน
๓) การขยายอาณาเขต พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็ นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธต้องการที่

จะครอบครองแควันวัชซีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี

ด้านการนำไปใช้

๑. วิเคราะห์อุปสรรคและปั ญหาอย่างถี่ถ้วนก่อนลงมือปฏิบัติ
๒. พิจารณาไตร่ตรองเหตุผลและหาความจริงก่อนเชื่อสิ่งใด ไม่ด่วนสรุปความ
๓. เลือกบุคคลให้เหมาะสมกับงานที่รับมอบหมายทำให้งานสำเร็จได้ด้วยดี
๔. ไม่ถือความคิดของตนเป็ นใหญ่ ไม่ทะนงตนว่าดีกว่าผู้อื่น อ่อนน้อมถ่อมตน

ด้านวรรณศิ ลป์ ๓๗

๑. แต่งเป็ นคำประพันธ์ประเภทฉันท์ โดยมีการใช้ฉันท์ทั้งหมด ๑๘ ชนิด
โดยลีลาของฉันท์แต่ละชนิดที่นำมาแต่งนั้นล้วนแต่เหมาะสมกับเนื้อเรื่องเป็ นอย่างยิ่ง
ส่วนฉันท์อื่น ๆ ที่นำมาใช้สลับกันไปแต่ละฉันท์นั้น ล้วนไพเราะและเหมาะสมทั้งสิ้น

๒. การเล่นสัมผัส ทั้งสัมผัสพยัญชนะ สัมผัสสระ และเล่นเสียงวรรณยุกต์
ที่มีปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้ฉันท์มีความไพเราะงดงาม ฟั งแล้วรื่นหู เช่น

พระราชบุตรลิจ ฉวิมิตรจิตเมิน
ณ กันและกันเหิน คณะห่างก็ต่างถือ
พลล้นเถลิงลือ
ทะนงชนกตน มนฮึก บ นึ กขาม ฯ
ก็หาญกระเหิ มฮื อ

สัมผัสพยัญชนะ ( มิตร-เมิน, ทะ(นง)-ช(นก), ล้น-เถลิง-ลือ, หาญ-เหิม-ฮือ )
สัมผัสสระ มิตร-จิต, ห่าง-ต่าง, ฮึก-นึก

แม้มากผิกิ่งไม้ ผิวใครจะใคร่ลอง
มัดกำกระนั้ นปอง พลหักก็เต็มทน

เล่นเสียงวรรณยุกต์ ( ใคร-ใคร่ )

๓. การพรรณนาที่สมจริง โดยใช้ถ้อยคำที่เรียบง่าย ฟั งแล้วเข้าใจได้ทันที
ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ เช่น

ต่างก็ตระหนก มนอกเต้น
ตื่น บ มิเว้น ตะละผู้คน
ทั่วบุรคา มจลาจล
อลเวงไป
เสี ยงอลวน

๔. การเปรียบเทียบ มีบางตอนที่เปรียบเทียบคมคาย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่อง
ได้ดียิ่งขึ้น เช่น

ลูกข่างประดาทา รกกาลขว้างไป

หมุนเล่นสนุกไฉน ดุจกันฉะนั้ นหนอ

( การปลุกปั่ นยุยง )

แม้มากผิกิ่งไม้ ผิวใครจะใคร่ลอง

มัดกำกระนั้ นปอง พลหักก็เต็มทน

( ความสามัคคี )

๓๘

บรรณานุกรม

กัลยาณี ถนอมแก้ว. (๒๕๕๖). ศึ กษาวรรณคดี สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์ ].

เข้าถึงได้จาก : https://www.gotoknow.org/posts/332031.
(วันที่ค้นข้อมูล : ๔ มิถุนายน ๒๕๖๕)

จรรยวรรณ ศรีฉายา. (บรรณาธิการ). (๒๕๖๔). หนั งสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน
ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ๖. กรุ งเทพฯ: บริษัท คุรุ มีเดีย
จำกัด.

ณัฐชยา เพ็ชรรัตน์ . (๒๕๖๑). หน่ วยที่ ๕ สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์ ].
เข้าถึงได้จาก : https://sites.google.com/a/watpa.ac.th/krunatchaya/
bi-khwam-ru-reuxng-samakhkhi-pheth-kha-chanth.
(วันที่ค้นข้อมูล : ๔ มิถุนายน ๒๕๖๕)

นิ รนาม. (๒๕๕๖). วิเคราะห์เรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์ ].

เข้าถึงได้จาก : samakkeepeatchant.blogspot.com/2013/.
(วันที่ค้นข้อมูล : ๔ มิถุนายน ๒๕๖๕)

โบว์. (๒๕๖๒). 10 เรื่องน่ ารู้จากสามัคคีเภทคำฉันท์ – เกร็ดความรู้จาก

วรรณคดี. [ออนไลน์ ]. เข้าถึงได้จาก : https://campus.campus-star.com
/variety/113938.html. (วันที่ค้นข้อมูล : ๘ มิถุนายน ๒๕๖๕)

พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์. (ม.ป.ป.). สามัคคีเภทคำฉันท์. [ออนไลน์ ].

เข้าถึงได้จาก : http://www.digitalschool.club/digitalschool/thai2_4_1
/thai9_5/paper/all.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล : ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕)

มหัทธโน. (๒๕๖๓). วัสสการพราหมณ์บ่างช่างยุกับโทษของการแตกสามัคคี
เหตุใดพระพุทธองค์จึงทรงให้ธรรม จนวัสสการพราหมณ์ได้อุบาย.
[ออนไลน์ ]. เข้าถึงได้จาก : https://www.trueplookpanya.com/blog/
content/86930/-dhart-. (วันที่ค้นข้อมูล : ๔ มิถุนายน ๒๕๖๕)

สุภาวดี สาตะวัฑฒก์และคณะ. (๒๕๖๔). สามัคคีเภทคำฉันท์.
https://pubhtml5.com/zomb/avgf


Click to View FlipBook Version