The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นักจิตวิทยาต่างๆในทฤษฎีการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 20

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นุชนาฏ ทาเคลือบ, 2023-07-29 20:39:10

ทฤษฎีการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 20

นักจิตวิทยาต่างๆในทฤษฎีการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 20

ทฤษฎีการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๐ โดย นายพีระศักดิ์ จันทร์วิจิตร และคณะ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการ จัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖


ทฤษฎีการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๐ โดย 1. นายพีระศักดิ์ จันทร์วิจิตร เลขที่ ๕ 2. นายวินัย อินสุวรรณ์ เลขที่ 6 3. นางสาวกิ่งแก้ว นนท์ศิริ เลขที่ 8 ๔. นางสาวจันทร์จิรา บุตรโท เลขที่ 9 ๕. นางสาวชัญญานุช สมทรัพย์เลขที่ 13 ๖. นางสาวดาริกา พรมนนท์ เลขที่ 15 ๗. นางสาวนัฐริญา กะมะณีย์ เลขที่17 ๘. นางสาวนุชนาฏ ทาเคลือบ เลขที่ 18 ๙. นางสาวภัทรา ศรีหาบัณฑิต เลขที่ 22 ๑๐.นางสาววงศ์มณี โมฬาศรี เลขที่ 24 ๑๑.นางสาววราภรณ์ ยาประกัน เลขที่ 26 ๑๒. นางสาววารินทร์ สุดขุนทด เลขที่ ๒๗ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการ จัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖


ก คำนำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชา ๑๐๒๕๒๐๙ การจัดการเรียนรู้และการ จัดการชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค้นคว้าหาความรู้รวบรวมข้อมูล เรื่อง ทฤษฎีการเรียนรู้ใน ศตวรรษที ่ ๒๐ โดยศึกษาผ ่านแหล ่งความรู้ต ่าง ๆ อาทิเช ่น ตำรา หนังสือ วารสาร ห้องสมุด มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยรายงานฉบับนี้มีเนื้อหา เกี่ยวกับทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ และการประยุกต์สู่การเรียนการสอน นักคิดและนักจิตวิทยาต่าง ๆ ในศตวรรษที่ ๒๐ ในการจัดทำรายงานนี้ ได้ทำการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหนังสือ ตำรา ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งผู้จัดทำหวังว่าจะ เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจตามสมควร คณะผู้จัดทำ


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ....................................................................................................................................................ก สารบัญ....................................................................................................... ..........................................ข ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 และการประยุกต์สู่การสอน..............................1 -ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism)……………………………………………..……1 - ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์........................................................................................1 - ทฤษฎีการวางเงื่อนไข..........................................................................................................3 -ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม (Cognitivism)……………………….……………………………….…9 - ทฤษฎีเกสตัลท์................................................................................................................ ..10 -ทฤษฎีสนาม.......................................................................................................................12 -ทฤษฎีเครื่องหมาย.............................................................................................................13 - ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา........................................................................................14 -ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism)…………………………………………….…………18 -ทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์……………………………………………..…………………………………19 -ทฤษฎีการเรียนรู้ของรอเจอร์ส...........................................................................................20 - แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของโคมส์.................................................................................20 - แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของโนลส์.................................................................................21 -แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของแฟร์....................................................................................21 -แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของอิลลิช.................................................................................22 - แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของนีล.....................................................................................22 -ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มผสมผสาน (Eclecticism)…………………………………………………...….22 บรรณานุกรม………………………………………………………….………………………………………………..……….24


1 ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ในช่วงศริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ในช่วงศริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ และการประยุกต์สู่การสอน ในช ่วงศริสต์ศตวรรษที ่ ๒๐ นี้ มีนักคิดและจิตวิทยาเกิดขึ้นจำนวนมากและแนวคิดเริ่มมี หลากหลายขึ้น ทฤษฎีการเรียนรู้ในยุคนี้เริ่มมีลักษณะของความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น มีการทดลอง ตามกระบวนการวิทยาศาสตร์มากขึ้นเป็นลำดับทฤษฎีการเรียนรู้ในยุคนี้ สามารถจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้ ๒.๑ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ๒.๒ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม หรือกลุ่มความรู้ความเข้าใจ (Cognitivism) ๒.๓ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) ๒.๔ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มผสมผสาน (Eclecticism) ๒.๑ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) นักคิดในกลุ่มนี้มองธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะที่เป็นกลาง คือ ไม่ดีไม่เลว (neutralpassive) การกระทำต่างๆ ของมนุษย์เกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอกพฤติกรรมของมนุษย์ เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (stimulus-response) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า และการตบสนอง กลุ่มพฤติกรรมนิยมให้ความสนใจกับ “พฤติกรรม” มาก เพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ เห็นได้ชัด สามารถวัดได้และทดสอบได้ ทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มนี้ ประกอบด้วยแนวคิดสำคัญ ๆ ๓ แนวด้วยกัน คือ ๒.๑.๑ ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Thorndike’s Connectionism) นักทฤษฎีคน สำคัญ คือ ธอร์นไดค์ (ค.ศ. ๑๘๑๓ - ๑๙๔๙) ๒.๑.๒ ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theory) ๑) แบบอัตโนมัติ (Classical Conditioning) ของพาฟลอฟ (Pavlov ค.ศ. ๑๘๔๙- ๑๙๓๖) และวัตสัน (Watson ค.ศ. ๑๘๗๘ - ๑๙๕๘) ๒) แบบต่อเนื่อง (Contiguous Conditioning) ของกัทธรี (Guthrieค.ศ. ๑๘๘๖ - ๑๙๕๙ ) ๓) แบบวางเงื ่อนไข (Operant Conditioning) ของสกินเนอร์ (Skinner ค.ศ. ๑๙๐๔ - ๑๙๙๐) ๒.๑.๓ ทฤษฎีการเรียนรู้ของฮัลล์ (Hull's Systematic Behavior Theory) ๒.๑.๑ ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์(Thorndike's Classical Connectionism) ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ธอร์นไดค์ (ค.ศ. ๑๘๑๔ - ๑๙๔๙ ) เชื ่อว ่าการเรียนรู้เกิดจากการเชื ่อมโยง ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ซึ่งมีหลายรูปแบบ บุคคลจะมีการลองผิดลองถูก (trialand error)


2 ปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบรูปแบบการตอบสนองที่สามารถให้ผลที่พึงพอใจมากที่สุด เมื่อเกิด การเรียนรู้แล้ว บุคคลจะใช้รูปแบบการตอบสนองที่เหมาะสมเพียงรูปแบบเดียว และจะพยายามใช้ รูปแบบนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งเร้าในการเรียนรู้ต่อไปเรื่อย ๆ กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์สรุปได้ดังนี้ (Hergenbahn and Olson, ๑๙๙๓ : ๕๖ ๑) กฎแห่งความพร้อม (Lav of Readiness) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีถ้าผู้เรียนมี ความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ๒) กฎแห ่งการฝึกหัด (Law of Exercise) การฝึกหัดหรือกระทำบ ่อย ๆ ด้วย ความเข้าใจจะทำให้การเรียนรู้นั้นคงทนถาวรถ้าไม่ได้กระทำซ้ำบ่อย ๆ การเรียนรู้นั้นจะไม่คงทนถาวร และในที่สุดอาจลืมได้ ๓) กฎแห่งการใช้ (Law of Use and Disuse) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยง ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ความมั่นคงของการเรียนรู้จะเกิดขึ้น หากได้มีการนำไปใช้บ่อย ๆ หากไม่มีการนำไปใช้อาจมีการลืมเกิดขึ้นได้ ๔) กฎแห ่งผลที ่พึงพอใจ (Law of Efiect) เมื ่อบุคคลได้รับผลที ่พึงพอใจย ่อม อยากจะเรียนรู้ต่อไป แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจ จะไม่อยากเรียนรู้ ดังนั้นการได้รับผลที่พึงพอใจ จึง เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑) การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนแบบลองผิดลองถูกบ้าง(เมื่อพิจารณาแล้วว่า ไม่ถึงกับเสียเวลามากเกินไป และไม่เป็นอันตราย) จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในวิธีการแก้ปัญหา จดจำการเรียนรู้ใด้ดี และเกิดความภาคภูมิใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ๒) การสำรวจความพร้อมหรือการสร้างความพร้อมของผู้เรียนเป็นสิ่งจำเป็นที่ ต้องกระทำก่อนการสอนบทเรียน เช่น การสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเรียน การ เชื่อมโยงความรู้เดิมมาสู่ความรู้ใหม่ การสำรวจความรู้ใหม่ การสำรวจความรู้พื้นฐาน เพื่อดูว่าผู้เรียนมี ความพร้อมที่จะเรียนบทเรียนต่อไปหรือไม่ ๓) หากต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะในเรื่องใดจะต้องช่วยให้เขาเกิดความเข้าใจใน เรื่องนั้นอย่างแท้จริง แล้วให้ฝึกฝนโดยกระทำสิ่งนั้นบ่อย ๆ แต่ควรระวังอย่าให้ถึงกับช้ำซาก จะทำให้ ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายนั้นไปใช้บ่อย ๆ ๔) เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้วควรให้ผู้เรียนฝึกนำการเรียนรู้ ๕) การให้ผู้เรียนได้รับผลที ่ตนพึงพอใจ จะช ่วยให้การเรียนการสอนประสบ ผลสำเร็จ การศึกษาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเร้าหรือรางวัลที่ผู้เรียนพึงพอใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้


3 ๒.๑.๒ ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theory) ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบอัตโนมัติ (Classical Conditioning) ของพาฟลอฟ (Pavlov) พาฟลอฟ (Pavlov) ได้ทำการทดลองให้สุนัขน้ำลายไหลด้วยเสียง กระดิ ่ง โดย ธรรมชาติแล้วสุนัขจะไม่มีน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่ฟาฟลอฟได้นำเอา ผงเนื้อบดมาเป็นสิ่ง เร้าคู่กับเสียงกระดิ่ง ผงเนื้อบดถือว่าเป็นสิ่งเร้าตามธรรมชาติ (uncondi tioned stimulus) ทำให้ สุนัขน้ำลายไหลได้ เขาใช้สิ่งเร้าทั้งสองคู่กันหลาย ๆ ครั้ง แล้วตัด สิ่งเร้าตามธรรมชาติออกเหลือแต่ เสียงกระดิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข ปรากฏว่าสุนัข น้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งอย่างเดียว สรุปได้ว่า การเรียนรู้ของสุนัขเกิดจากการรู้จัก เชื่อมโยงระหว่างเสียงกระดิ่ง ผงเนื้อบด และพฤติกรรม น้ำลายไหล พาฟลอฟจึงสรุปว่าการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการตอบสนองต่อ สิ่งเร้าที่วาง เงื่อนไข (Conditioned stimulus) การทดลองของพาฟลอฟ สรุปเป็นกฎการเรียนรู้ได้ดังนี้ (Hergen hahn, ๑๙๙๓ : ๑๖๐ - ๑๙๖) ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑) พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์เกิดจากการวางเงื่อนไขที่ตอบสนองต่อ ความต้องการทางธรรมชาติ (สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้รับผงเนื้อ) ๒) พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์สามารถเกิดขึ้นได้จาก สิ่งเร้าที่เชื่อมโยง กับสิ่งเร้าตามธรรมชาติ (สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง) ๓) พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์ที่เกิดจากสิ่งเร้าที่เชื่อม โยงกับสิ่งเร้าตาม ธรรมชาติจะลดลงเรื่อย ๆ และหยุดลงในที่สุดหากไม่ได้รับการตอบสนองตาม ธรรมชาติ (เมื่อสั่น กระดิ่งโดยไม่ให้ผงเนื้อติด ๆ กันหลายครั้งสุนัขจะหยุดน้ำลายไหล) ๔) พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์ต ่อสิ ่งเร้าที ่เชื ่อมโยงกับสิ ่ง เร้าตาม ธรรมชาติจะลดลงและหยุดไปเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามธรรมชาติ และจะกลับ ปรากฏขึ้นได้อีก โดยไม่ต้องใช้สิ่งเร้าตามธรรมชาติ (เมื่อผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง สั่นกระดิ่ง ใหม่ โดยไม่ให้ผงเนื้อ เช่นเดิม สุนัขจะน้ำลายไหลอีก) ๕) มนุษย์มีแนวโน้มที่จะรับรู้สิ่งเร้าที่มีลักษณะคล้าย ๆ กัน และจะตอบสนอง เหมือน ๆ กัน (เมื่อสุนัขเรียนรู้โดยมีเสียงกระดิ่งเป็นเงื่อนไขแล้ว ถ้าใช้เสียงนก หวีดหรือระฆังที่คล้าย เสียงกระดิ่งแทนเสียงกระดิ่ง สุนัขก็จะมีน้ำลายไหลได้) ๖) บุคคลมีแนวโน้มที ่จะจำแนกลักษณะของสิ ่งเร้าให้แตกต ่าง กันและเลือก ตอบสนองได้ถูกต้อง (เมื่อใช้ เสียงกระดิ่ง เสียงนิ่ง เสียงประทัด หรือเสียงอื่น เป็นสิ่งเร้า แต่ให้อาหาร สุนัขพร้อมกับเสียงกระดิ่งเท่านั้น สุนัขจะน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียง กระดิ่ง ส่วนเสียงอื่น ๆ จะไม่ทำ ให้สุนัขน้ำลายไหล)


4 ๗) กฎแห่งการลดภาวะ (Law of Extinction) พาฟลอฟกล่าว ว่า ความเข้มของ การตอบสนองจะลดลงเรื่อย ๆ หากบุคคลได้รับแต่สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขอย่างเดียว หรือความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขกับสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไขห่างกันออกไปมากขึ้น ๘) กฎแห ่งการฟื้นคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ (Law of Spon- taneous Recovery) กล่าวคือ การตอบสนองที่เกิดจากการวางเงื่อนไขที่ลดลง สามารถเกิดขึ้นได้อีก โดยไม่ต้อง ใช้สิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไขมาเข้าคู่ ๙) กฎแห่งการถ่ายโยงการเรียนรู้สู่สถานการณ์อื่น ๆ (Law of Generalization) กล่าวคือ เมื่อเกิดการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไขแล้ว หากมีสิ่งเร้าคล้าย ๆ กับสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขมา กระตุ้น อาจทำให้เกิดการตอบสนองที่เหมือนกันได้ ๑๐) กฎแห่งการจำแนกความแตกต่าง (Law of Discrimination) กล่าวคือหาก มีการใช้สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขหลายแบบ แต่มีการใช้สิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไขเข้าคู่กับสิ่งเร้าที่วางเงื ่อนไข อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ก็สามารถช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้โดย สามารถแยกความแตกต่างและเลือก ตอบสนองเฉพาะสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขเท่านั้นได้ ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑) การนำความต้องการทางธรรมชาติของผู้เรียนมาใช้เป็นสิ่งเร้า สามารถช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กชอบเล่นตุ๊กตาสัตว์ ครูควรสอนให้เด็กอ่านและเขียนชื่อ สัตว์ต่าง ๆ โดยให้ตุ๊กตาสัตว์เป็นรางวัล ๒) การจะสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องใด อาจใช้วิธีเสนอสิ่งที่จะสอนไป พร้อม ๆ กับสิ่งเร้าที่ผู้เรียนชอบตามธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ครูรู้ว่าเด็กชอบฟัง นิทาน ครูจึงให้เด็ก เขียนคำศัพท์ที่ใช้ในนิทานนั้นไปพร้อม ๆ กับการเล่านิทาน ๓) การนำเรื่องที่เคยสอนไปแล้วมาสอนใหม่สามารถช่วยให้เด็ก เกิดการเรียนรู้ ตามที่ต้องการได้ ๔) การจัดกิจกรรมการเรียนให้ต่อเนื่องและมีลักษณะคล้ายคลึงกัน สามารถช่วย ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น เพราะมีการถ่ายโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ ๕) การเสนอสิ่งเร้าให้ชัดเจนในการสอน จะสามารถช่วยให้ผู้ เรียนเกิดกา เรียนรู้และตอบสนองได้ชัดเจนขึ้น ๖) หากต้องการให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมใด ควรมีการใช้สิ่งเร้าหลายแบบ แต่ต้อง มีสิ่งเร้าที่มีการตอบสนองโดยไม่มีเงื่อนไขควบคู่อยู่ด้วย เช่น ถ้าครูต้องการที่จะให้ผู้เรียนเข้าห้องเรียน ตรงเวลา และครูรู้ว่าผู้เรียนต้องการรู้คะแนนสอบของตน ครูนั่นอาจที่จะตั้งเงื่อนไขว่าจะมีการบอก คะแนนสอบก่อนเรียน หรือจะมีการสอบย่อยเรื่องที่เราเรียนไปแล้วในตอนต้นชั่วโมงทุกครั้ง ผู้เรียนจะ ตอบสนองโดยเข้าเรียนตรงเวลา แต ่เงื ่อนไขนี้ครูต้องทำอย ่างสม ่ำเสมอ และมีเหตุผล ถ้าทำไม่


5 สม่ำเสมอ อาจเกิดการลดภาวะได้ คือพฤติกรรม การเข้าเรียนตรงเวลาอาจลดลง อย่างไรก็ตาม ตาม กฎแห่งการฟื้นคืนสภาพ พฤติกรรมการ เข้าเรียนตรงเวลาที่ลดลง สามารถเกิดขึ้นอีกได้ นอกจากนั้น ตามกฎแห่งการถ่ายโยงการเรียนรู้ พฤติกรรมตอบสนองคือการเข้าเรียนตรงเวลา สามารถถ่ายโยงไปสู่ สถานการณ์อื่นได้ เช่น ผู้เรียนอาจเข้าเรียนในวิชาอื่นที่ครูผู้นี้สอนด้วยก็ได้ ทฤษฎีการวางเงื่อนไขของวัตสัน ( Watson) วัตสัน (Wason ) ได้ทำการทคลองโดยให้เด็กคนหนึ่งเล่นกับหนูขาวและขณะที่เด็ก กำลังจะจับหนูขาว ก็ทำเสียงดังจนเด็กตกใจร้องให้ หลังจากนั้นเด็กจะกลัวและร้องให้เมื่อเห็นหนูขาว ต่อมาทคลอง ให้นำหนูขาวมาให้เด็กดู โดยแม่จะกอดเด็กไว้จากนั้นเด็กก็จะค่อย ๆ หายกลัวหนูขาว จากการทดลองดังกล่าว วัตสันสรุปเป็นกฎการเรียนรู้ได้ดังนี้ ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑) พฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมให้เกิดขึ้นได้ โดยการควบคุมสิ่งเร้าที่วาง เงื่อนไขให้สัมพันธ์กับสิ่งเร้าตามธรรมชาติ และการเรียนรู้จะคงทนถาวรหากมีการให้สิ่งเร้าที่สัมพันธ์ กันนั้นควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอ ๒) เมื่อสามารถทำให้เกิดพฤติกรรมใด ๆ ได้ก็สามารถลดพฤติกรรมนั้นให้หายไป ได้ ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑ ) ในการสร้างพฤติกรรมอย ่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้นในผู้เรียนควรพิจารณา สิ่งจูงใจหรือสิ่งเร้าที่เหมาะสมกับภูมิหลังและความต้องการของผู้เรียนมาใช้เป็นสิ่งเร้าควบคู่ไปกับสิ่ง เร้าที่วางเงื่อนไข เช่น ถ้าต้องการให้เด็กตอบคำถามของครู ครูควรตั้งคำถามให้เด็กตอบโดยแสดง ท่าทางที่ให้ความอบอุ่นใจและให้กำลังใจแก่เด็ก จะทำให้เด็กเกิดความมั่นใจในการตอบคำถาม และ ถ้าครูใช้วิธีการนี้ซ้ำ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เด็กจะเกิดการเรียนรู้และมีความคงทนในการแสดงพฤติกรรม ๒) การลบพฤติกรรมที่ไม่พึ่งปรารถนา สามารถทำได้โดยหาสิ่งเร้าตามธรรมชาติ ที่ไม่ได้วางเงื่อนไขมาช่วย เช่น หากผู้เรียนไม่ชอบทำการบ้านคณิตศาสตร์ครูอาจใช้ความเป็นมิตร เป็น กันเอง ให้ความดูแล เอาใจใส่และให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดสิ่งเร้าเหล่านี้ตามธรรมชาติเหล ่านี้ สามารถช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบต่อเนื่อง ( Contiguous Condition-ing) ของกัทธรี กัทธรี (Guthrie ค.ศ. ๑๘๘๖ - ๑๙๕๙) ได้ทำการทดลองโดยปล่อยแมวที่หิวจัดเข้า ไปในกล่องปัญหา มีเสาเล็ก ๆ ตรงกลาง มีกระจกที่ประตูทางออก มีปลาแซลมอนวางไว้นอกกล่อง เสาในกล่องเป็นกลไกเปิดประตู แมวบางตัวใช้แบบแผนการกระทำหลายแบบเพื่อจะออกจากกล ่อง เมวบางตัวใช้วิธีเดียว กัทธรีอธิบายว่า แมวใช้การกระทำครั้งสุดท้ายที่ประสบผลสำเร็จเป็นแบบแผน ยึดไว้สำหรับการแก้ปัญหาครั้งต่อไป และการเรียนรู้เมื่อเกิดขึ้นแล้วแม้เพียงครั้งเดียว ก็นับว่าได้เรียนรู้


6 แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำอีก กฎการเรียนรู้ของกัทธรี สรุปได้ดังนี้ (Hergenhahn and OIson, ๑๙๙๓ : ๒๐๒ - ๒๒๒) ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑) กฎแห่งความต่อเนื่อง (Law of Contiguity)เมื่อมีกลุ่มสิ่งเร้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มากระตุ้นจะก่อให้เกิดกาเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น และเมื่อกลุ่มสิ่งเร้าเดิมกลับมา ปรากฎอีกอาการเคลื่อนไหวอย่างเก่าก็จะเกิดขึ้นอีก พฤติกรรมที่กระทำซ้ำนั้นไม่ใช่เกิดจากการเชื่อง โยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง แต่เกิดจากการที่กลุ่มสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมแบบเก ่านั้น กลับมาอีก ๒) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้แม้เพียงครั้งเดียว ( One trial leaming) เมื่อมีสภาวะสิ่ง เร้ามากระตุ้น อินทรีย์จะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองออกมา ถ้าเกิดการเรียนรู้ขึ้นแล้วแม้เพียงครั้งเดียว ก็นับว่าได้เรียนรู้แล้ว ไม่จำเป็นต้อทำซ้ำอีก หรือไม่จำเป็นต้องฝึกซ้ำอีก ๓) กฎของการกระทำครั้งสุดท้าย (Law of Recency) หากการเรียนรู้เกิดขึ้น อย่างสมบูรณ์แล้ว ในสภาพการณ์ใดสภาพการณ์หนึ่ง เมื่อมีสภาพการใหม่เกิดขึ้นอีก บุตคลจะกระทำ เหมือนที่เคยได้กระทำในครั้งสุดท้ายที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้นั้นไม่ว่าจะผิดหรือถูกก็ตาม ๔) หลักการจูงใจ (Motivation) การเรียนรู้เกิดจากการจูงใจมากกว ่าการ เสริมแรง ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑) ขณะสอนครูควรสังเกตการกระทำหรือการเคลื่อนไหวของนักเรียนว่ากำลัง เกี่ยวพันกับสิ่งเร้าใด ถ้าครูให้สิ่งเร้าที่เกี่ยวพันกับการเคลื่อนไหวนั้นน้อยกว่าก็จะไม่สามารถเปลี่ยนการ กระทำของเด็กได้ เช่น ถ้าเด็กกำลังเอะอะวุ่นวายไร้ระเบียบ ครูจะพูดหรือสอนขณะนั้นก็ไม่มีผล ต้อง คอยให้เขาสงบเสียก่อน ๒) ในการสอน ควรวิเคราะห์งานออกเป็นส ่วนย ่อย ๆ และสอนหน ่วยย ่อย เหล่านั้นให้เด็กสามารถตอบสนองอย่างถูกต้องจริง ๆ หรือได้รับการเรียนรู้ที่ถูกต้องในทุก ๆ หน่วย เช่น การสอนให้นักเรียนกรองสาร ต้องวิเคราะห์ว่าการกรองสารจะต้องมีทักษะบ่อย ๆ อะไรบ้าง แต่ ละทักษะต่อเนื่องกันอย่างไร และสอนหรือฝึกจนนักเรียนทำได้ถูกต้อง ๓) ในการจบบทเรียน ไม่ควรปล่อยให้นักเรียนจบการเรียนโดยได้รับคำตอบผิด ๆหรือแสดงอาการตอบสนองผิด ๆ เพราะเขาจะเก็บการกระทำครั้งสุดท้ายไว้ในความทรงจำ ใช้เป็น แบบแผนในการทำจนเป็นนิสัยประมวลทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นสากลและการประยุกต์สู่การสอน ๔) การสร้างแรงจูงใจให้เกิดกับผู้เรียน เป็นสิ ่งสำคัญช ่วยให้ผู้เรียนประสบ ความสำเร็จในการเรียนรู้ ในการสอนจึงควรมีการจูงใจผู้เรียน


7 ทฤษฎีการว่างเงื่อนไขแบบโอเปอร์แรนด์ (Operant Condition-ing) ของสกิน เนอร์ (Skinner) สกินเนอร์ (Skinner) ได้ทำการทดลอง ซึ ่งสามารถสรุปเป็นกฎการเรียนรู้ได้ดังนี้ (Hergenhahn and Olson, ๑๙๙๓ : ๘๐ - ๑๑๙ ) ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑ ) การกระทำใด ๆ ถ้าได้รับการเสริมแรง จะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก ส่วนการ กระทำที่ไม่มีการเสริมแรง แนวโน้มที่ความถี่ของการกระทำนั้นจะลดลงและหายไปในที่สุด (จากการ ทดลองโดยนำหนูที่หิวจัดใส่กล่อง ภายในมีคานบังคับให้อาหารตกลงไปในกล่องได้ ตอนแรกหนูจะวิ่ง ชนโน่นชนนี่ เมื่อชนคานจะมีอาหารตกมาให้กิน ทำหลาย ๆ ครั้ง พบว่าหนูจะกดคานทำให้อาหารตก ลงไปได้เร็วขึ้น) ๒) การเสริมแรงที ่แปรเปลี ่ยนทำให้การตอบสนองคงทนกว ่าการเสริมแรงที่ ตายตัว (จากการทดลองโดยเปรียบเทียบหนูที่หิวจัด ๒ ตัว ตัวหนึ่งกดกานจะได้อาหารทุกครั้ง อีกตัว หนึ่งเมื่อกดคาน บางทีก็ได้อาหาร บางทีก็ไม่ได้อาหาร แล้วหยุดให้อาหารตัวแรกจะเลิกกดคานทันที ตัวที่ ๒ จะยังกดต่อไปอีกนานกว่าตัวแรก) ๓) การลงโทษทำให้เรียนรู้ได้เร็วและลืมเร็ว (จากการทคลองโดยนำหนูที่หิวจัดใส่ กรงแล้วช็อกด้วยไฟฟ้า หนูจะวิ่งพล่านจนออกมาได้ เมื่อจับหนูใส่เข้าไปใหม่มันจะวิ่งพล่านอีก จำไม่ได้ ว่าทางไทนคือทางออก) ๔) การให้แรงเสริมหรือให้รางวัลเมื่ออินทรีย์กระทำพฤติกรรมที่ต้องการ สามารถ ช่วยปรับหรือปลูกฝังนิสัยที่ต้องการได้ (จากการทคลองโดยสอนให้หนูเล่นบาสเกตบอล เริ่มจากการให้ อาหารเมื่อหนูจับลูกบาสเกตบอล จากนั้นเมื่อมันโยนจึงให้อาหารต่อมา เมื่อโยนสูงขึ้นจึงให้อาหาร ใน ที่สุดต้องโยนเข้าห่วงจึงให้อาหาร การทดลองนี้เป็นการกำหนดให้หนูแสดงพฤติกรรมตามที่ต้องการ ก่อนจึงให้แรงเสริม วิธีนี้สามารถตัดนิสัยหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้) ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑) ในการสอน การให้การเสริมแรงหลังการตอบสนองที่เหมาะสมของเด็กจะช่วย เพิ่มอัตราการตอบสนองที่เหมาะสมนั้น ๒) การเว้นระยะการเสริมแรงอย ่างไม ่เป็นระบบ หรือเปลี ่ยนรูปแบบการ เสริมแรงจะช่วยให้การตอบสนองของผู้เรียนคงทนถาวร เช่น ถ้าครูชมว่า "ดี" ทุกครั้งนักเรียนดอบถูก อย่างสม่ำเสมอ นักเรียนจะเห็นความสำคัญของแรงเสริมน้อยลง ครูควรเปลี่ยนเป็นแรงเสริมแบบอื่น บ้าง เช่น ยิ้ม พยักหน้า หรือบางครั้งอาจไม่ให้แรงเสริม ๓) การลงโทษที่รุนแรงเกินไป มีผลเสียมาก ผู้เรียนอาจไม่ได้เรียนหรือจำสิ ่งที่ เรียนได้เลย ควรใช้วิธีการงดการเสริมแรงเมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เช่น เมื่อนักเรียนใช้ ถ้อยคำไม่สุภาพ แม้ได้บอกและตักเตือนแล้วก็ยังใช้อีก ครูควรงดการตอบสนองต่อพฤติกรรมนั้น เมื่อ ไม่มีใครตอบสนอง ผู้เรียนจะหยุดพฤติกรรมนั้นไปในที่สุด


8 ๔) หากต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือปลูกฝังนิสัยให้แก่ผู้เรียนการแยกแยะ ขั้นตอนของปฏิกิริยาตอบสนองออกเป็นลำดับขั้น โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับความสามารถของ ผู้เรียน เช่น หากต้องการปลูกฝังนิสัยในการรักษาความสะอาดห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือ สิ่งสำคัญ ประการแรกคือ ต้องนำพฤติกรรมที่ต้องการมาจำแนกเป็นพฤติกรรมย่อยให้ชัดเจน เช่น การเก็บ การ กวาด การเช็ดถู การล้าง การจัดเรียง เป็นดันต่อไปจึงพิจารณาแรงเสริมที่จะให้แก่ผู้เรียน เช่น คะแนน คำชมเชย การให้เกียรติ การให้โอกาสแสดงตัว เป็นต้น เมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่พึ่งประสงค์ ก็ให้ การเสริมแรงที่เหมาะสมในทันที ๒.๑.๓ ทฤษฎีการเรียนรู้ของฮัลล์ (Hull's Systematic Behavior Theory) ฮัลล์ (Hull) ได้ทำการทคลอง โดยฝึกหนูให้กดถาน โดยแบ่งหนูเป็นกลุ่ม ๆ แต่ละ กลุ่มอดอาหาร ๒๔ ชั่วโมง และแต่ละกลุ่มมีแบบแผนในการเสริมแรงแบบตายตัวต่างกัน บางกลุ่มกด คาน ๕ ครั้ง จึงได้อาหาร ไปจนถึงกลุ ่มที ่กด ๙๐ ครั้ง จึงได้อาหารและอีกพวกหนึ ่งทดลองแบบ เดียวกัน แต่อดอาหารเพียง ๓ ชั่วโมง ผลปรากฎว่ายิ่งอดอาหารมาก คือมีแรงขับมาก จะมีผลให้เกิด การเปลี ่ยนแปลงความเข้มของนิสัย กล ่าวคือ จะทำให้การเชื ่อมโยงระหว ่างอวัยวะรับสัมผัส (receptor) กับอวัยวะแสดงออก (effector)เข้มแข็งขึ้น ดังนั้นเมื่อหนูหิวมาก จึงมีพฤติกรรมกดคาน เร็วขึ้น ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑ ) กฎแห ่งสมรรถภาพในการตอบสนอง (Law of Reactive In - hibition) กล่าวคือ ถ้าร่างกายเมื่อยล้า การเรียนรู้จะลดลง ๒) กฎแห่งการลำดับกลุ่มนิสัย (Law of Habit Hierachy) เมื่อมีประมวลทฤษฎี การเรียนรู้ที่เป็นสากลและการประยุกต์สู่การสอนสิ่งเร้ามากระตุ้น แต่ละคนจะมีการตอบสนองต่าง ๆ กัน ในระยะแรกการแสดงออกมีลักษณะง ่าย ๆ ต ่อเมื ่อเรียนรู้มากขึ้นก็สามารถเลือกแสดงการ ตอบสนองในระดับที่สูงขึ้น หรือถูกต้องตามมาตรฐานของสังคม ๓) กฎแห่งการใกล้จะบรรลุเป้าหมาย (Goal Gradient Hypothesis)เมื่อผู้เรียน ยิ่งใกล้บรรลุเป้าหมายเท่าใดจะมีสมรรถภาพในการตอบสนองมากขึ้นเท่านั้น การเสริมแรงที่ให้ในเวลา ใกล้เป้าหมายจะช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด


9 ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑) ในการจัดการเรียนการสอน ควรคำนึงถึงความพร้อม ความสามารถและเวลา ที่ผู้เรียนจะเรียนได้ดีที่สุด ๒) ผู้เรียนมีระดับของการแสดงออกไม่เท่ากัน ในการจัดการเรียนการสอน ควร ให้ทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อผู้เรียนจะได้สามารถตอบสนองตามระดับความสามารถของตน ๓) การให้การเสริมแรงในช่วงที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากที่สุด จะช ่วยทำให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ๒.๒ ทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มพุทธินิยม (Cognitivism) กลุ่มพุทธินิยม หรือกลุ่มความรู้ความเข้าใจ หรือกลุ่มที่เน้นกระบวนการทางปัญญาหรือ ความคิด นักคิดกลุ่มนี้ เริ่มขยายขอบเขตของความคิดที่เน้นทางด้านพฤติกรรมออกไปสู่กระบวนการ ทางความคิด ซึ่งเป็นกระบวนการภายในของสมอง นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่อง ของพฤติกรรมที่เกิดจากกระบวนการดอบสนองต่อสิ่งเร้าเพียงเท่านั้น การเรียนรู้ของมนุษย์มีความซับ ช้อนยิ ่งไปกว ่านั้น การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที ่เกิดจากการสะสมข้อมูล การสร้าง ความหมาย และความสัมพันธ์ของข้อมูลและการดึงข้อมูลออกมาใช้ในการกระทำและการแก้ปัญหา ต่าง ๆ การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสติปัญญาของมนุษย์ในการที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ ตนเอง ทฤษฎีในกลุ่มนี้ที่สำคัญ มี ๕ ทฤษฎีคือ ๒.๒.๑ ทฤษฎีเกสตัลท์ (Gestalt Theory) นักจิตวิทยาคนสำคัญของทฤษฎีนี้ คือ แมกซ์ เวอร์ไทม์เมอร์ (Max Wertheimer) วุด์ฟแกงค์ โกห์เลอร์ (Wolfgang Kohler) เคิร์ท กอฟพีกา (Kurt Koffka) และ เคิร์ท เลวิน (Kurt Lewin) ๒.๒.๒ ทฤษฎีสนาม (Ficld Theory) นักจิตวิทยาคนสำกัญคือ เกิร์ท เลวินซึ่งได้แยกตัว จากกลุ่มทฤษฎีเกสตัลท์ ในระยะหลัง ๒.๒.๓ ทฤษฎีเครื่องหมาย (Sign Theory) ของทอลแมน (Tolman) ๒.๒.๔ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ( Intellectual Developmen Theory) นักจิตวิทยาคนสำคัญคือ เพียเจต์ (Piagei) และบรุนเนอร์ (Bruner) ๒.๒.๕ ทฤษฎีการเรียนรู้อย ่างมีความหมาย (A Theory of Meaningful Verbal Learning) ของออซูเบล (Ausubel)


10 ๒.๒.๑ ทฤษฎีเกสตัลท์ (Gestalt Theory) เกสตัลท์ เป็นคำศัพท์ในภาษาเยอรมันมีความหมายว ่า "แบบแผน หรือรูปร ่าง" (form or pattem) ซึ ่งในความหมายของทฤษฎี หมายถึง "ส ่วนรวม" (Wholeness) แนวความคิด หลักของทฤษฎีนี้ก็คือ ส่วนรวมมิใช่เป็นเพียงผลรวมของส่วนย่อย ส่วนรวมเป็นสิ่งที่มากกว่าผลรวม ของส่วนย่อย (the whole is more than the sum of the pars) กฎการเรียนรู้ของทฤษฎีนี้สรุปได้ ดังนี้ (Bigge, ๑๙๘๙ : ๑๙๐ - ๒๐๒) ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑) การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดซึ่งเป็นกระบวนการภายในตัวของ มนุษย์ ๒) บุคคลจะเรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้ดีกว่าส่วนย่อย ๓) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ ๒ ลักษณะคือ ๓.๑) การรับรู้ (perception) การรับรู้เป็นกระบวนการที่บุคคลใช้ประสาท สัมผัสรับสิ่งเร้าแล้วถ่ายโยงเข้าสู่สมองเพื่อผ่านเข้าสู่กระบวนการคิด สมอง หรือจิตจะใช้ประสบการณ์ เดิมตีความหมายของสิ่งเร้าและแสดงปฏิกิริยาตอบสนองออกไปตามที่สมอง/จิต ตีความหมาย ๓.๒) การหยั ่งเห็น (insight) เป็นการคั้นพบหรือการเกิดความเข้าใจใน ช่องทางแก้ปัญหาอย่างฉับพลันทันที อันเนื่องมาจากผลการพิจารณาปัญหาโดยส่วนรวม และการใช้ กระบวนการทางความคิดและสติปัญญาของบุคคลนั้น ๔) กฎการจัดระเบียบการรับรู้ (perception) ของทฤษฎีเกสตัลท์มีดังนี้ ๔.๑) กฎการรับรู้ส่วนรวมและส่วนย่อย (Law of Pragnanz) ประสบการณ์ เดิมมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของบุคคล การรับรู้ของบุคคลต่อสิ่งเร้าเดียวกันอาจแตกต่างกันได้เพราะการ ใช้ประสบการณ์เดิมมารับรู้ส่วนรวมและส่วนย่อยต่างกัน ๔.๒) กฎแห ่งความคล้ายคลึง (Law of Similarity) สิ ่งเร้าใดที ่มีลักษณะ เหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน บุคคลมักรับรู้เป็นพวกเดียวกัน ๔.๓) กฎแห่งความใกล้เคียง (Law of Proximity) สิ่งเร้าที่มีความใกล้เคียง กันบุคคลมักรับรู้เป็นพวกเดียวกัน ๔.๔) กฎแห่งความสมบูรณ์ (Law of Closure) แม้สิ่งเร้าที่บุคคลรับรู้จะยัง ไม่สมบูรณ์ แต่บุคคลสามารถรับรู้ในลักษณะสมบูรณ์ได้ถ้าบุคคลมีประสบการณ์เดิมในสิ่งเร้านั้น ๔.๕) กฎแห่งความต่อเนื่อง สิ่งเร้าที่มีความต่อเนื่องกัน หรือมีทิศทางไปใน แนวเดียวกัน บุคคลมักรับรู้เป็นพวกเดียวกัน หรือเรื่องเดียวกัน หรือเป็นเหตุเป็นผลกัน ๔.๖) บุคคลมักมีความคงที่ในความหมายของสิ่งที่รับรู้ตามความเป็นจริง กล่าวคือ เมื่อบุคคลรับรู้สิ่งเร้าในภาพรวมแล้วจะมีความคงที่ในการรับรู้สิ่งนั้นในลักษณะเป็นภาพรวม ดังกล่าว ถึงแม้ว่าสิ่งเร้านั้นจะได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อรับรู้ในแง่มุมอื่น เช่นเมื่อเห็นปากขวดกลมเรา มักจะเห็นว่ามันกลมเสมอ ถึงแม้ว่าในการมองบางมุม ภาพที่เห็นจะเป็นรูปวงรีก็ตาม


11 ๔.๗) การรับรู้ของบุคคลอาจผิดพลาด บิดเบือน ไปจากความเป็นจริงได้ เนื่องมาจากลักษณะของการจัดกลุ่มสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการลวงตา เช่น เส้นตรงในภาพ ก. ดูสั้นกว่า เส้นตรงในภาพ ข. ทั้ง ๆ ที่ยาวเท่ากัน ๕) การเรียนรู้แบบหยั่งเห็น (Insight) โคห์เลอร์ (Kohler) ได้สังเกตการเรียนรู้ ของลิงในการทดลอง ลิงพยายามหาวิธีที่จะเอากล้วยซึ่งแขวนอยู่สูงเกินกว่าที่จะเอื้อมถึง ในที่สุดลิง เกิดความคิดที่จะเอาไม้ไปสอยกล้วยที่แขวนเอามากินได้ สรุปได้ว่าลิงมีการเรียนรู้แบบหยั่งเห็น การ หยั ่งเห็นเป็นการค้นพบหรือการเกิดความเข้าใจในช ่องทางแก้ปัญหาอย ่างฉับพลับทันที อัน เนื่องมาจากผลการพิจารณาปัญหาโดยส่วนรวมและการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญา ของบุคคลนั้นในการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับปัญหาหรือสถานการณ์ที่เผชิญ ดังนั้นปัจจัยสำคัญ ของการเรียนรู้แบบหยั่งเห็นก็คือประสบการณ์หากมีประสบการณ์สะสมไว้มาก การเรียนรู้แบบหยั่ง เห็นก็จะเกิดขึ้นได้มากเช่นกัน ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑) กระบวนการคิดเป็นกระบวนการสำคัญในการเรียนรู้ การส ่งเสริม กระบวนการคิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ๒) การสอนโดยการเสนอภาพรวมให้ผู้เรียนเห็นและเข้าใจก ่อนการเสนอ ส่วนย่อยจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ๓) การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีประสบการณ์มาก ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายจะ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถคิดแก้ปัญหาและคิดริเริ่มได้มากขึ้น ๔) การจัดประสบการณ์ใหม่ ให้มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีและง่ายขึ้น ๕) การจัดระเบียบสิ่งเร้าที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีคือการจัดกลุ่มสิ่ง เร้าที่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน ๖) ในการสอน ครูไม ่จำเป็นต้องเสียเวลาเสนอเนื้อหาทั้งหมดที ่สมบูรณ์ ครู สามารถเสนอเนื้อหาแต่เพียงบางส่วนได้ หากผู้เรียนสามารถใช้ประสบการณ์เดิมมาเติมให้สมบูรณ์ ๗) การเสนอบทเรียนหรือเนื้อหาควรจัดให้มีความต่อเนื่องกันจะช่วยให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ได้ดี และรวดเร็ว ๘) การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายช่วยให้นักเรียนเกิดการ เรียนรู้แบบหยั่งเห็นได้มากขึ้น


12 ๒.๒.๒ ทฤษฎีสนาม (Field Theory) เคิร์ท เลวิน (Kurt Lewin) เป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีนี้ คำว่า “field” มา จากแนวคิดเรื ่อง “field of force” ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑) พฤติกรรมของคนมีพลังและทิศทาง สิ ่งใดที ่อยู ่ในความสนใจ และความ ต้องการของตนจะมีพลังเป็น + สิ่งที่นอกเหนือจากความสนใจ จะมีพลังงานเป็น - ในขณะใดขณะหนึ่ง คนทุกคนจะมี “โลก” หรือ “อวกาศชีวิต” (life space) ของตน ซึ่งจะประกอบไปด้วย สิ่งแวดล้อม ทางกายภาพ (physical environment) อันได้แก่ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ และ สิ ่งแวดล้อมทางจิตวิทยา (psychological environment) ซึ ่ง ได้แก ่ แรงขับ (drive) แรงจูงใจ (motivation) เป้าหมายหรือจุดหมายปลายทาง (goal) รวมทั้งความสนใจ (interest) ๒) การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีแรงจูงใจหรือแรงขับที่จะกระทำให้ไปสู่จุดหมาย ปลายทางที่ตนต้องการ ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑) การช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ จำเป็นต้องอาศัยการทำ ความเข้าใจ “โลก” ของผู้เรียนว่า ผู้เรียนมีจุดมุ่งหมายและความต้องการอะไร อะไรเป็นพลัง + และอะไรเป็นพลัง - ของ เขา และพยายามจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะช่วยให้ผู้เรียนนั่นไปสู่จุดหมาย ๒) การจัดการเรียนรู้ให้เข้าไปอยู่ใน “โลก” ของผู้เรียน โดยการ จัดสิ่งแวดล้อม ทั้งทางกายภาพและจิตวิทยาให้ดึงดูดความสนใจและสนองความต้องการของผู้เรียน เป็นสิ่งจำเป็นใน การจัดการเรียนการสอน ๓) การสร้างแรงจูงใจ และ/หรือแรงขับที ่จะนำให้ผู้เรียนไปสู ่ ทิศทางหรือ จุดหมายที่ต้องการ เป็นสิ่งที่จำเป็นในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ทฤษฎีสนาม ของ Kurt Lewin (Field Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้ของทฤษฎีสนาม สามารถสรุปได้ดังนี้ ๑. พฤติกรรมของคนมีพลังและทิศทาง สิ่งใดที่อยู่ในความสนใจและความต้องการ ของตน จะมีพลังเป็น + สิ่งที่นอกเหนือจากความสนใจจะมีพลังงานเป็น – ในขณะใดขณะหนึ่งทุกคน จะมีโลก หรือ อวกาศชีวิต (life space) ของตน ซึ ่งจะประกอบไปด้วยสิ ่งแวดล้อมทางกายภาพ (physical environment) อันได้แก่ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ และสิ่งแวดล้อมทาง จิตวิทยา Kurt Lewin เสนอ แนวคิดทฤษฎีสนามว่า หมายถึง ความสามารถที่จะวิเคราะห์แรง ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสภาวะการที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลง เป็นความพยายามที่จะให้กลุ่มเกิดการเปลี่ยน โดยแรงต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อกันและกันจากแนวความคิดของLewin เชื่อว่า พฤติกรรมเป็นผลของแรง


13 2 ประเภท ซึ่งมีบทบาทตรงข้างกัน คือ แรงต้าน และ แรงเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การนำทฤษฎี สนามไปประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมมากขึ้น การจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ใช้ ๓ กลวิธี ดังนี้ ๑. เพิ่มขนาดของแรงเสริม ๒. ลดขนาดของแรงต้าน ๓. เพิ่มขนาดของแรงเสริม ขณะเดียวกันก็ลดขนาดของแรงต้าน Lewin ได้ เสนอแนวทางเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงโดยมีขั้นตอนดังนี้ ๑. ละลายพฤติกรรมเดิม ๒. การวิเคราะห์ปัญหา ๓. การตั้งเป้าหมาย ๔. การมีพฤติกรรมใหม่ ๕. การทำให้พฤติกรรมใหม่นั้นคงอยู่ ๒.๒.๓ ทฤษฎีเครื่องหมาย ( Sign Theory) ทอลแมน (Tolman) กล่าวว่า “การเรียนรู้เกิดจากการใช้เครื่องหมายเป็นตัวชี้ทางให้ แสดงพฤติกรรมไปสู่จุดหมายปลายทาง” ทฤษฎีของทอลแมนสรุปได้ดังนี้ ก.ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑.ในการเรียนรู้ต่างๆ ผู้เรียนมีการคาดหมายรางวัล (reward expectancy) หาก รางวัลที่คาดว่าจะได้รับไม่ตรงตามความพอใจและความต้องการ ผู้เรียนจะพยายามแสวงหารางวัล หรือสิ่งที่ต้องการต่อไป ๒.ขณะที่ผู้เรียนพยายามจะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการ ผู้เรียนจะเกิด การเรียนรู้เครื่องหมาย สัญลักษณ์ สถานที่ ( place learning) และสิ่งอื่นๆที่เป็นเครื่องชี้ทางตามไป ด้วย ๓.ผู้เรียนมีความสามารถที่จะปรับการเรียนรู้ของตนไปตามสถานสถานการณ์ที่ เปลี่ยนไป จะไม่กระทำซ้ำๆ ในทางที่ไม่สามารถสนองความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของตน ๔.การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น บางครั้งจะไม่แสดงออกในทันที อาจจะแฝงอยู่ในตัวผู้เรียนไปก่อนจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมหรือจำเป็นจึงจะแสดงออก (latent learning) ข.หลักการจัดการศึกษา/ การสอน ๑.การสร้างแรงขับ และ/หรือแรงจูงใจให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน จะกระตุ้นให้ผู้เรียน พยายามไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการ


14 ๒.ในการสอนให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ ่งหมายใดๆ นั้นครูควรให้ เครื ่องหมาย สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นๆ ที่เป็นเครื่องชี้ทางควบคู่ ๓.การปรับเปลี ่ยนสถานการณ์การเรียนรู้ สามารถช ่วยให้ผู้เรียนปรับเปลี ่ยน พฤติกรรมของตนได้ ๔.การเรียนรู้บางอย ่างอาจยังไม ่สามารถแสดงออกได้ทันที การใช้วิธีทดสอบ หลายๆ อย่างวิธีทดสอบบ่อยๆ หรือติดตามผลระยะยาว จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการวัดและประเมินผล การเรียนรู้ในลักษณะนี้ ๒.๒.๔ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ( Intellectual Development Theory ) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ เพียเจต์ (Piaget) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอน หรือกระบวนการอย่างไร ทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และสิ ่งแวดล้อม เขาอธิบายว ่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ ่งจะมี พัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็ก ให้ข้ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ ่งไปสู ่อีกขั้นหนึ ่ง เพราะจะทำให้เกิดผลเสียแก ่เด็ก แต ่การจัด ประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่เด็กกำลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้ เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย ่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติและ พัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีพัฒนาการเร็วขึ้น เพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็ก สามารถอธิบายได้โดยลำดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงที่ แสดงให้ปรากฏโดยปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับ สิ่งแวดล้อม ก.ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ มีสาระสรุปได้ดังนี้ ๑) พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น ดังนี้ ๑.๑) ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) ขั้นนี้ เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๒ ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การ ไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญา ด้วยการกระทำ เด็กสามารถแก้ปัญหาได้ แม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด เด็กจะต้องมีโอกาส ที่จะปะทะกับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการด้านสติปัญญาและ ความคิดในขั้นนี้ มีความคิดความเข้าใจของเด็กจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น สามารถประสานงาน ระหว่างกล้ามเนื้อมือ และสายตา เด็กในวัยนี้มักจะทำอะไรซ้ำบ่อยๆ เป็นการเลียนแบบ พยายาม แก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูก เมื ่อสิ้นสุดระยะนี้เด็กจะมีการแสดงออกของพฤติกรรมอย ่างมี จุดมุ่งหมายและสามารถแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการแต่กิจกรรมการ คิดของเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ยังคงอยู่เฉพาะสิ่งที่สามารถสัมผัสได้เท่านั้น


15 ๑.๒ ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ ๒-๗ ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น คือ ๑.๒.๑) ขั้นก ่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เป็นขั้น พัฒนาการของเด็กอายุ ๒-๔ ปี เป็นช ่วงที ่เด็กเริ ่มมีเหตุผลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ ระหว่างเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์ หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เหตุผลของเด็ก วัยนี้ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่ เพราะเด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือถือความคิดตนเองเป็นใหญ่ และมองไม่เห็นเหตุผลของผู้อื่น ความคิดและเหตุผลของเด็กวัยนี้ จึงไม่ค่อยถูกต้องตามความเป็นจริง นัก นอกจากนี้ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ยังคงอยู่ในระดับเบื้องต้น เช่น เข้าใจว่าเด็กหญิง ๒ คน ชื่อ เหมือนกัน จะมีทุกอย่างเหมือนกันหมด แสดงว่าความคิดรวบยอดของเด็กวัยนี้ยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่ พัฒนาการทางภาษาของเด็กเจริญรวดเร็วมาก ๑.๒.๑) ขั้นการคิดแบบญาณหยั ่งรู้ นึกออกเองโดยไม ่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ ๔-๗ ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอด เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจความหมายของจำนวน เลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คิด เตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน รู้จักนำความรู้ในสิ่งหนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอื่นและสามารถนำเหตุผลทั่ว ๆ ไปมาสรุปแก้ปัญหา โดยไม่วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเสียก่อนการคิดหาเหตุผลของเด็กยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตน รับรู้ หรือสัมผัสจากภายนอก ๑.๓) ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่ม จากอายุ ๗-๑๑ ปี พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และ ตั้งเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยนี้สามารถที่จะเข้าใจเหตุผล รู้จักการ แก้ปัญหาสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมได้ สามารถที่จะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความคงตัวของสิ่งต่างๆ โดยที่เด็ก เข้าใจว่าของแข็งหรือของเหลวจำนวนหนึ่งแม้ว่าจะเปลี่ยนรูปร่างไปก็ยังมีน้ำหนัก หรือปริมาตรเท่า เดิม สามารถที ่จะเข้าใจความสัมพันธ์ของส ่วนย ่อย ส ่วนรวม ลักษณะเด ่นของเด็กวัยนี้คือ ความสามารถในการคิดย้อนกลับ นอกจากนั้นความสามารถในการจำของเด็กในช่วงนี้มีประสิทธิภาพ ขึ้น สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้อย่างสมบูรณ์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจความคิดของ ผู้อื่นได้ดี ๑.๔) ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) นี้จะเริ่มจาก อายุ ๑๑-๑๕ ปี ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กใน วัยนี้จะเริ ่มคิดแบบผู้ใหญ ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง เด็กจะสามารถที ่จะคิดหาเหตุผล นอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถที่จะคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะตั้งสมมุติฐานและ ทฤษฎี และเห็นว่าความเป็นจริงที่เห็นด้วยการรับรู้ที่สำคัญเท่ากับความคิดกับสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ เด็กวัยนี้มีความคิดนอกเหนือไปกว่าสิ่งปัจจุบัน สนใจที่จะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างและมี ความพอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมพัฒนาการทางการรู้คิดของ


16 เด็กในช่วงอายุ ๖ ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็นประสบการณ์ สำคัญที่เด็กควรได้รับการ ส่งเสริม มี ๖ ขั้น ได้แก่ ๑. ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของ สิ่งของที่มองเห็น ๒. ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้าม เป็น ๒ ด้าน เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่ ๓. ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ ตรงกลางระหว่างปลายสุดสองปลาย เช่น ปานกลาง น้อย ๔. ขั้นความเปลี ่ยนแปลงต ่อเนื ่อง (Variation) เด็กสามารถเข้าใจเกี ่ยวกับการ เปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้ ๕. ขั้นรู้ผลของการกระทำ (Function) ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการ เปลี่ยนแปลง ๖. ขั้นการทดแทนอย ่างลงตัว (Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทำให้ ของสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียมกัน ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์ บรุนเนอร์ (Bruner) เป็นนักจิตวิทยาที่สนใจและศึกษาเรื่องของพัฒนา การทางสติปัญญา ต่อเนื่องจากเพียเจต์ บรุนเนอร์เชื่อว่ามนุษย์เลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจ และการเรียนรู้เกิดจาก กระบวนการค้นพบด้วยตัวเอง (discovery learning) แนวคิดที ่ สำคัญ ๆ ของบรุนเนอร์ มีดังนี้ (Bruner, ๑๙๖๓ : ๑ - ๕๔ ) ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑) การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้อง กับพัฒนาการ ทางสติปัญญาของเด็ก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ๒) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับ ความพร้อมของ ผู้เรียน และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การ เรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ ๓) การคิดแบบหยั่งรู้ (intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่าง อิสระที่สามารถ ช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้ ๔) แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบ ผลสำเร็จในการ เรียนรู้ ๕) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งได้เป็น ๓ ขั้น ใหญ่ ๆ คือ ๕.๑) ขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive Stage) คือ ขั้นของการ เรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการ เรียนรู้ได้ดี การ เรียนรู้เกิดจากการกระทำ


17 ๕.๒) ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็น ขั้นที ่เด็กสามารถ สร้างมโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้ ๕.๓) ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็นขั้น การเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้ สาย ๖) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิด รวบยอด หรือ สามารถจัดประเภทของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ๗) การเรียนรู้ที ่ได้ผลดีที ่สุดคือการให้ผู้เรียนค้นพบการเรียนรู้ด้วย ตนเอง (discovery learning) ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑) กระบวนการค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการ เรียนรู้ที ่ดีมี ความหมายสำหรับผู้เรียน ๒) การวิเคราะห์และจัดโครงสร้างเนื้อหาสาระการเรียนรู้ไป เหมาะสมเป็น สิ่งจำเป็นที่ต้องทำก่อนการสอน ๓) การจัดหลักสูตรแบบเกลียว (Spiral Curriculum)ช่วยให้สามารถสอนเนื้อหา หรือความคิดรวบยอดเดียวกันแก่ผู้เรียนทุกวัยได้ โดยต้องจัด เนื้อหาความคิดรวบยอดและวิธีสอนให้ เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการของผู้เรียน ๔) ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระ ให้มากเพื่อช ่วย ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน ๕) การสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เป็นสิ ่งจำเป็น ในการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียน ๖) การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการทาง สติปัญญาของ ผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ๗) การสอนความคิดรวบยอดให้แก่ผู้เรียนเป็นสิ่งจำเป็น ๘) การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย (A Theory of Meaningful Verbal Learning) ของเดวิด เยซูเบล (David Ausabel) ออซูเบล เชื่อว่าการเรียนรู้จะมีความหมายแก่ผู้เรียน หากการเรียนรู้นั้นสามารถ เชื่อมโยงกับ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่รู้มาก่อน (Ausabel, ๑๙๖๓ : ๗๗ - ๙๗) การนำเสนอความคิดรวบยอดหรือกรอบมโนทัศน์ หรือกรอบความคิด (Ad- vance Organizer) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแก่ผู้เรียนก่อนการสอนเนื้อหาสาระนั้น ๆ จะช่วยให้ ผู้เรียนรู้ได้เรียน เนื้อหาสาระนั้นอย่างมีความหมาย


18 ๒.๓ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) และหลักการศึกษา/การสอน ทฤษฎีมนุษยนิยม (Humanism) ได้รับการพัฒนามาจากทฤษฎีกลุ่มที ่เน้นการพัฒนาตาม ธรรมชาติ แต ่จะมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากยิ ่งขึ้น และเป็นกระบวนการมากยิ ่งขึ้น โดยคำว่า Humanism ตรงกับความหมายในภาษาไทยว่า การเห็นอกเห็นใจ ดังนั้น บทบาทหลักของครูในการ จัดการศึกษาตามทฤษฎีนี้คือต้องมีการดูแลและอำนวยการความสะดวกแก่นักเรียน และมองนักเรียน เป็นจุดศูนย์กลางการเรียนรู้ นักคิดกลุ่มมนุษยนิยม ให้ความสำคัญของความเป็นมนุษย์ และมองมนุษย์ว่ามีคุณค่า มี ความดีงาม มีความสามารถ มีความต้องการ และมีแรงจูงใจภายในที่จะพัฒนาศักยภาพของตน หาก บุคคลได้รับอิสรภาพและเสรีภาพ มนุษย์จะพยายามพัฒนาตนเองไปสู ่ความเป็นมนุษย์ที ่สมบูรณ์ นักจิตวิทยาคนสำคัญในกลุ่มนี้คือ มาสโลว์ (Maslow) รอเจอร์ส (Rogers) โคมส์ (Combs) โนลส์ (Knowles) แฟร์ (Faire) อิลลิช (Illich) และนีล (Neil) แนวคิดของทฤษฎีมนุษยนิยม ทฤษฎีและแนวทางการศึกษานี้มีรากฐานมาจากจิตวิทยาความเห็นอกเห็นใจ โดยมี แนวคิดหลักที่มุ่งเน้นไปที่ความคิดที่ว่าเด็กเป็นแกนหลักที่ดี และการศึกษาควรเน้นที่วิธีการที่มีเหตุผล ในการสอนเด็ก “ทั้งหมด” ทฤษฎีนี้ระบุว่านักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ และควรตอบสนองทุก ความต้องการเพื ่อให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดี อีกทั้งแนวทางทฤษฎีนี้เกี ่ยวข้องกับทักษะทางสังคม ความรู้สึก สติปัญญา ทักษะทางศิลปะ ทักษะการปฏิบัติ และอื่น ๆ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ความนับถือตนเอง เป้าหมาย และความเป็นอิสระอย่างเต็มที่เป็นองค์ประกอบการเรียนรู้ที่สำคัญใน ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมนุยนิยม แนวคิดเรื่องการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางเป็นตัวอย่างในการดำเนินการของ ทฤษฎีการเรียนรู้มนุษยนิยม ทั้งยังเป็นประโยชน์สำหรับนักการศึกษาทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่จะ เรียนรู้เกี่ยวกับการศึกษาที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางและแนวทางแบบมนุษยนิยมอื่นๆ เพื่อใช้ใน ห้องเรียน ซึ ่งวิธีการเหล ่านี้มีความสำคัญในการช ่วยให้นักเรียนเรียนรู้และประสบความสำเร็จใน การศึกษาอย่างแท้จริง หลักการของทฤษฎีการเรียนรู้แบบมนุษยนิยม มีหลักการสำคัญหลายประการที ่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการเรียนรู้แบบมนุษยนิยม ซึ่ง นำไปสู่การตระหนักรู้ในตนเอง ๑. ทางเลือกของนักเรียน การเลือกเป็นศูนย์กลางของทฤษฎีการเรียนรู้มนุษย นิยม และจิตวิทยาความเห็นอกเห็นใจ การเรียนรู้แบบมนุษยนิยมมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นนักเรียน ควรได้รับการสนับสนุนให้ควบคุมการศึกษาของตนเอง ครูที่ใช้การเรียนรู้แบบมนุษยนิยม จะทำให้


19 นักเรียนเกิดแรงจูงใจและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของพวกเขา และนั่นก็มักจะเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนเลือก เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาต้องการเรียนรู้จริงๆ ๒. ส่งเสริมการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนมีแรงจูงใจในการ เรียนรู้ด้วยตนเอง ประสิทธิผลของแนวทางจิตวิทยานี้ขึ้นอยู่กับผู้เรียนที่รู้สึกมีส่วนร่วมและมีแรงจูงใจ ในตนเอง ดังนั้นพวกเขาต้องการเรียนรู้ การเรียนรู้แบบมนุษยนิยมจึงต้องอาศัยครูที่สอนและดึงความ สนใจนักเรียน กระตุ้นให้พวกเขาค้นหาสิ่งที่พวกเขาหลงใหลเพื่อให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นกับการเรียนรู้ ๓. เน้นการประเมินตนเอง สำหรับครูผู้สอนแบบมนุษยนิยมส ่วนใหญ ่ มองว่า เกรดไม่ใช่เรื่องสำคัญเสมอไป การประเมินตนเองเป็นวิธีที่มีความหมายที่สุดในการประเมินว่าการ เรียนรู้ดำเนินไปอย่างไรการให้คะแนนนักเรียนก็จะกระตุ้นให้นักเรียนทำงานเพื่อคะแนน แทนที่จะทำ สิ่งต่าง ๆ ตามความพึงพอใจและความตื่นเต้นในการเรียนรู้ของตนเอง การเรียนแบบท่องจำเพื่อสอบ ไม่ได้นำไปสู่การเรียนรู้ที่มีความหมายในทฤษฎีนี้ ดังนั้น ครูแบบมนุษยนิยมจะช่วยนักเรียนทำการ ประเมินตนเองเพื่อให้พวกเขาเห็นว่าตนเองรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับความก้าวหน้าของพวกเขา ๔. ความรู้สึกและความรู้มีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ และไม่ควรแยก จากกันครูแบบมนุษยนิยม เชื่อว่าความรู้และความรู้สึกเป็นของคู่กันในกระบวนการเรียนรู้ การเรียนรู้ ทางปัญญาและการเรียนรู้ด้วยอารมณ์มีความสำคัญต ่อการเรียนรู้แบบมนุษยนิยม บทเรียนและ กิจกรรมควรเน้นที่นักเรียนทั้งหมดรวมถึงสติปัญญาและความรู้สึกของพวกเขา ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง ๕. สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เนื่องจากการเรียนรู้แบบมนุษยนิยม มุ่งเน้นไปที่นักเรียนทั้งหมด การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย จะทำให้นักเรียนมีสมาธิกับการเรียนรู้ และตอบสนองความต้องการของนักเรียนได้มากขึ้น ๒.๓.๑) ทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์ (Maslow, ๑๙๖๒) ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ๑) มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติเป็นลำดับขั้น คือ ขั้นความ ต้องการทางร ่างกาย (physical need) ขั้นความต้องการความมั ่นคงปลอดภัย (safety need) ขั้น ความต้องการความรัก (love need) ขั้นความต้องการยอมรับและการยกย่องจากสังคม (esteem need) และขั้นความต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ (self-actualization) หากความ ต้องการขั้นพื้นฐานได้รับการตอบสนองอย่างพอเพียงสำหรับตนในแต่ละขั้น มนุษย์จะสามารถพัฒนา ตนไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น ๒) มนุษย์มีความต้องการที่จะรู้จักตนเองและพัฒนาตนเอง ประสบการณ์ที่รียก ว่า "peak experience" เป็นประสบการณ์ของบุคคลที่อยู่ในภาวะดื่มด่ำจากการรู้จักตนเองตรงตาม สภาพความเป็นจริง มีลักษณะน่าตื่นเต้น เป็นความรู้สึกปีติ เป็นช่วงเวลาที่บุคคลเข้าใจเรื่องใดเรื ่อง หนึ่งอย่างถ่องแท้ เป็นสภาพที่สมบูรณ์ มีลักษณะผสมผสานกลมกลืน เป็นช่วงเวลาแห่งการรู้จักตนเอง อย่างแท้จริง บุคคลที่มีประสบการณ์เช่นนี้บ่อย ๆ จะสามารถพัฒนาตนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์


20 ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ๑) การเข้าใจถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ สามารถช่วยให้เข้าใจพฤติกรรม ของบุคคลได้ เนื่องจากพฤติกรรมเป็นการแสดงออกของความต้องการของบุคคล ๒) การที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการ พื้นฐานที่เขาต้องการเสียก่อน ๓) ในกระบวนการเรียนการสอน หากครูสามารถหาได้ว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความ ต้องการอยู่ในระดับใดขั้นใด ครูสามารถใช้ความต้องการพื้นฐานของผู้เรียนนั้นเป็นแรงจูงใจ ช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ ๔) การช ่วยให้ผู้เรียนได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตนอย ่าง พอเพียง การให้อิสรภาพและเสรีภาพแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้ การจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้จะ ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ในการรู้จักตนเองตรงตามสภาพความเป็นจริง 2.3.2) ทฤษฎีการเรียนรู้ของรอเจอร์ส (Rogers,1969) ก. ทฤษฎีการเรียนรู้ ได้ให้ความเห็นว่า มนุษย์จะสามารถพัฒนาตนเองได้ดีหากอยู่ในสภาพการณ์ที่ ผ่อนคลายและเป็นอิสระ การจัดบรรยากาศในการเรียนที่ผ่อนคลายเอื้อต่อการเรียนรู้(supportive atmosphere) และเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (student-centered teaching) โดยครูใช้วิธีการ สอนแบบชี้แนะ (non-directive) ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน(facilitator) และการเรียนรู้จะเน้นกระบวนการ (process learning) เป็นสำคัญ ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน 1.) การจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้อบอุ่น ปลอดภัย ไม่น่าหวาดกลัว น่า ไว้วางใจ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี 2.) ผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพและแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเองอยู่แล้ว ครูจึงควร สอนแบบชี้แนะ(non-directive) โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้นำทางในการเรียนรู้ของตน (self- directive) และคอยช่วยเหลือผู้เรียนให้เรียนอย่างสะดวกจนบรรลุผล 3.) ในการจัดการเรียนการสอนควรเน้นการเรียนรู้กระบวนการ process learning) เป็นสำคัญ เนื่องจากกระบวนการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญที่บุคคลใช้ในการดำรงชีวิต และแสวงหาความรู้ต่อไป 2.3.3 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของ โคมส์ (Combs) ก. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ ความรู้สึกของผู้เรียนมีความสำคัญต่อการเรียนรู้มาก เพราะความรู้สึกและเจตคติ ของผู้เรียนมีอิทธิพลต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน


21 ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน การคำนึงถึงความรู้สึกของผู้เรียน การสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี 2.3.4 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของ โนลส์ (Knowles) ก. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ 1) ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้มากหากมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง 2) การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นกระบวนการภายใน อยู่ในความควบคุมของผู้เรียน แต่ละคน ผู้เรียนจะนำประสบการณ์ ความรู้ ทักษะและค่านิยมต่าง ๆ เข้ามาสู่การเรียนรู้ของตน 3) มนุษย์จะเรียนรู้ได้ดีหากมีอิสระที่จะเรียนในสิ่งที่ตนต้องการและด้วยวิธีการที่ ตนพอใจ 4) มนุษย์ทุกคนมีลักษณะเฉพาะตน ความเป็นเอกัตบุคคลเป็นสิ ่งที ่มีคุณค่า มนุษย์ควรได้รับการส่งเสริมในการพัฒนาความเป็นเอกัตบุคคลของตน 5) มนุษย์เป็นผู้มีความสามารถและเสรีภาพที่จะตัดสินใจ และเลือกกระทำสิ่ง ต่าง ๆ ตามที่ตนพอใจและรับผิดชอบในผลของการกระทำ ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน 1) การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน รับผิดชอบร่วมกันในกระบวนการเรียนรู้ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี 2) ในกระบวนการเรียนรู้ ควรเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ผู้เรียนนำประสบการณ์ ความรู้ ทักษะ เจตคติและค่านิยมต่าง ๆ ของตน เข้ามาใช้ในการทำความเข้าใจสิ่งใหม่ ประสบการณ์ ใหม่ 3) ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ เลือกสิ่งที่เรียนและวิธีเรียนด้วยตนเอง 4) ในกระบวนการเรียนการสอน ครูควรเข้าใจและส่งเสริมความแตกต่างระหว่าง บุคคล ควรเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาคุณสมบัติเฉพาะตน ไม่ควรปิดกั้นเพียงเพราะเขา ไม่เหมือนคนอื่น 5) ในกระบวนการเรียนรู้ ควรเปิดโอกาสและส ่งเสริมให้ผู้เรียน ตัดสินใจด้วย ตนเอง ลงมือกระทำ และยอมรับผลของการตัดสินใจหรือการกระทำนั้น 2.3.5 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของแฟร์ (Faire) ก. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ เปาโต แฟร์ (Faire) เชื่อในทฤษฎีของผู้ถูกกดขี่ (pedagogy of the oppressed)


22 เขากล่าวว่า ผู้เรียนต้องถูกปลดปล่อยจากการกคขี่ของครูที่สอนแบบเก่า ผู้เรียนมีศักยภาพและมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน ระบบการจัดการศึกษา ควรเป็นระบบที่ให้อิสรภาพและเสรีภาพในการเรียนรู้ แก่ผู้เรียน 2.3.6 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของอิลลิช (Illich) ก. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ อิวาน อิลลิช ได้เสนอความคิดเกี่ยวกับการล้มเลิกระบบโรงเรียน (deschooling) ไว้ว่า สังคมแห่งการเรียนรู้เป็นสังคมที่ต้องล้มเลิกระบบโรงเรียน การศึกษาควรเป็นการศึกษาตลอด ชีวิตแบบเป็นไปตามธรรมชาติ โดยให้โอกาสในการศึกษาเล่าเรียนแก่บุคคลอย่างเต็มที่ ข. หลักการจัดการศึกษา/การสอน การจัดการศึกษาไม่จำเป็นต้องจัดทำในลักษณะของระบบโรงเรียน ควรจัดใน ลักษณะที่เป็นการศึกษาต่อเนื่องไปตลอดชีวิตไปตามธรรมชาติ 2.3.7 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของนีล (Neil) ก.แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ นีล (Neil) กล่าวว่า มนุษย์เป็นผู้มีศักดิ์ศรี มีความคิดโดยธรรมชาติหากมนุษย์อยู่ ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น บริบูรณ์ไปด้วยความรัก มีอิสรภาพและเสรีภาพมนุษย์จะพัฒนาไปในทางที่ ดีทั้งต่อตนเองและสังคม ข.หลักการจัดการศึกษา/ การสอน การให้เสรีภาพอย่างสมบูรณ์แก่ผู้เรียนในการเรียนเรียนเรียนเมื่อพร้อมที่จะเรียน จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาไปตามธรรมชาติ 2.4 ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มผสมผสาน (Eclecticism) กานเย (Robert Gagne) เป็นนักปรัชญาและจิตวิทยาการศึกษาชาวอเมริกา (1916-2002) ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการสอน คือ ทฤษฎีเงื่อนไขการเรียนรู้ (Condition of Learning) โดยทฤษฎีการเรียนรู้ของกานเยจัดอยู่ในกลุ่มผสมผสาน (Gagne’s eclecticism) ซึ่ง เชื่อว่าความรู้มีหลายประเภท บางประเภทสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องใช้ความคิดที่ลึกซึ้ง บางประเภทมีความซับซ้อนจำเป็นต้องใช้ความสามารถในขั้นสูง กระบวนการเรียนรู้และจดจำของ มนุษย์ มนุษย์มีกระบวนการจัดกระทำข้อมูลในสมอง ซึ ่งมนุษย์จะอาศัยข้อมูลที ่สะสมไว้มา พิจารณาเลือกจัดกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และในขณะที่กระบวนการจัดกระทำข้อมูลภายในสมองกำลัง เกิดขึ้น เหตุการณ์ภายนอกร่างกายมนุษย์มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมหรือการยับยั้งการ เรียนรู้ที่เกิดขึ้น


23 ภายในได้ ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอน กานเยจึงได้เสนอแนะว่า ควรมีการจัดสภาพการเรียน การสอนให้เหมาะสมกับการเรียนรู้แต่ละประเภท ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน และส่งเสริม กระบวนการเรียนรู้ภายในสมอง โดยการจัดสภาพภายนอกให้เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ภายในของ ผู้เรียน การเรียนรู้กลุ่มผสมผสานของกานเย กานเยได้นำเอาแนวความคิดมาใช้ในการเรียน การสอนโดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หลักการสอน ได้แก่ เร่งเร้าความสนใจ บอกวัตถุประสงค ทบทวนความรู้เดิมนำเสนอเนื้อหาใหม่ ชี้แนะ แนวทางการเรียนรู้ จะมีความสอดคล้องกับการผสมผสานระหว่างพฤติกรรมนิยมกับพุทธินิยม โดย ผสมผสานทฤษฎีการเรียนรู้ของกลุ่มพฤติกรรมนิยม และพุทธินิยมเข้าด้วยกันจะทำให้ผู้เรียนมีการ เรียนรู้สัญญาณเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างอัตโนมัติการเรียนรู้สิ่งเร้า การตอบสนอง การเรียนรู้ การเชื่อมโยงแบบต่อเนื่อง การเชื่อมโยงทางภาษา การเรียนรู้ความแตกต่าง ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดการ เรียนรู้ที่ผสมผสานกัน


24 บรรณานุกรม ทิศนา แขมมณี. (2551). : . (พิมพ์ครั้งที่8). ส านักพิมพ์แห่งจุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธิดาวรรณ อาทิตย์ตั้ง. (2561). . สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566. จาก http://lifestyemyself.blogspot.com/p/1_22.html. บ้านจอมยุทธ. (2543). . สืบค้น 27 กรกฎาคม 2566. จาก https://www.baanjomyut.com/library_2/intellectual_development_theory/01.html อรรถชัย ศรีวรภัทร. (2564). . สืบค้น 27 กรกฎาคม 2566. จาก https://www.jahnnoom.com/humanism-theory. สโมสรสร้างสรรค์ทางเลือกใหม่. (2012). . สืบค้น 28 กรกฏาคม 2566. จาก http://www.neric-club.com/.


Click to View FlipBook Version