The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย(1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sirapatsorn150948, 2022-01-29 07:32:48

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย(1)

พระราชกรณียกิจ
ของพระมหากษัตริย์ไทย

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่๒ มีพระนามเดิมว่าพระ
นเรศ หรือ“พระองค์ดำ”เป็ นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิ
กษัตรี(พระราชธิดาของพระมหาจักรพรรดิกับสมเด็จพระสุริโยทัยวีรสตรีของไทย)
เสด็จ
พระราชสมภพเมื่อ พ.ศ.๒๐๙๘ ที่พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก มีพระเชษฐภคินีคือ
พระสุพรรณกัลยา มีพระอนุชาคือสมเด็จพระเอกาทศรถ (องค์ขาว) เมื่อครั้งพระ
ชนมายุ
ได้ ๘ พรรษา ได้เสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองหงสาวดีของพม่า เมื่อพระชนม์ได้ ๑๕
พรรษา สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงได้ขอตัวสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกลับกรุง
ศรีอยุธยา
และแต่งตั้งให้เป็ นพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลกเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคมพ.ศ.
๒๑๓๓ ครองราชสมบัต์ ๑๕ ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘
พระองค์
ได้เป็ นกำลังสำคัญในการป้ องกันบ้านเมืองและประกาศอิสรภาพจากพม่าเมื่อ พ.ศ.
๒๑๒๗ (กรุงศรีอยุธยาตกเป็ นเมืองขึ้นของพม่า ในระหว่าง พ.ศ.๒๑๑๒-๒๑๒๗ เป็ นเวลา
๑๕ ปี )

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

ด้านการบริหารบ้านเมือง

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงขึ้นครองราชย์ ทรงสถาปนาสมเด็จพระเอกาทศรถ
พระอนุชาให้ทรงดำรงตำแหน่งพระอุปราชแต่มีพระอิสริยยศเสมือนพระมหากษัตริย์อีก
พระองค์หนึ่ ง

ด้านการทำศึกสงคราม

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีบทบาท
เด่นในด้านการทำสงครามจนตลอดรัชกาล

ศึกทัพพระมหาอุปราชาตีครั้งที่ ๑
พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงโปรดเกล้าฯให้
พระมหาอุปราชายกทัพมาโจมตีอยุธยาทาง
ด่านเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนเรศวร-
มหาราชทรงยกทัพหลวงไปถึงสุพรรณบุรี
และใช้กลศึกโจมตีทัพหน้ าพม่าถอยร่นไป

พ.ศ. ๒๑๓๕ สงครามยุทธหัตถี พระเจ้าหงสาวดีทรงให้พระมหาอุปราชารบแก้ตัวอีก
ครั้ง ทัพพระมหาอุปราชายกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ สมทบกับพระเจ้าเชียงใหม่
พระเจ้าแปรกับอุปราชตองอูยกมาทางด่านแม่ละเมา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้
กลยุทธ์เร่งโจมตีทัพหลวงโดยให้กำลังจำนวนหนึ่งไปซุ่มรังควานกองเสบียงข้าศึก ทัพ
หน้ าไปตั้งรับศึกที่บ้านหนองสาหร่าย สุพรรณบุรี สมเด็จพระนเรศรรมหาราชกับสมเด็จ
พระเอกาทศรถจะทรงยกทัพหลวงไปสมทบ แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเนื่องจากช้าง
พระที่นั่งวิ่งฝากองทัพข้าศึกเข้าไปถึงทัพหลวงของพม่าจึงต้องตัดสินด้วยการกระทำ
ยุทธหัตถี พระมหาอุปราชาเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำทิวงคต หลังจากนั้น พม่ามิได้ยกทัพใหญ่
มารุกรานอยุธยาอีกกว่า ๑๐๐ ปี

ไทยตีเขมร สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีพระราชประสงค์ยึดเขมรเป็นประเทศราช
โปรดเกล้าฯให้ยกทัพใหญ่เข้าตีทั้งทางเมืองและทางบก จนยึดพระตะบองและละแวกได้
ในพ.ศ.๒๑๓๗

ไทยตีเมืองหงสาวดีหลังจากไทยได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้ ซึ่งมีเมืองเมาะตะมะเป็น
ศูนย์กลางสำคัญ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพหลวงไปตี
หงสาวดีราชธานีของพม่า โดยใช้เมาะตะมะเป็นฐานรวบรวมเสบียงและกำลังพล
สามารถยกไปล้อมหงสาวดี แต่พอดีมีข่าวว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ และพระเจ้าตองอู
ยกทัพมาช่วยหงสาวดี จึงรับสั่งให้เดินทัพกลับ

ไทยตีเมืองหงสาวดีครั้งที่๒ ไทยใช้เมาะลำเลิงเป็นฐานเตรียมเสบียง เรือ และกำลังพล
เพื่อไปยึดหงสาวดีโดยที่ยะไข่กับตองอูรับจะช่วยกระหนาบตีหงสาวดี แต่ตองอูและยะไข่
เข้าโจมตีหงสาวดีเสียก่อนและรวบรวมอพยพผู้คนไปที่ตองอู สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
จึงให้ยกทัพตามไปตีตองอูแต่ไม่สำเร็จ ประกอบกับฝนตกหนัก เสบียงอาหารร่อยหรอลง
จึงให้เลิกทัพกลับ

ไทยตีอังวะ เนื่องจากพม่าเกิดการแย่งชิงบัลลังก์อย่างรุนแรง พระเจ้าอังวะสามารถ
รวบรวมอำนาจ ตั้งตนเป็นกษัตริย์ ขยายอาณาเขตไปตีไทใหญ่ซึ่งบางส่วนเป็นของไทย
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงขัดเคืองจึงดำรัสให้ยกทัพไปรบกับอังวะ แต่ไม่ทันบรรลุ
จุดหมายปลายทางก็ประชวรสวรรคต

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 – 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411)
เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี มีพระนามเดิมว่า"เจ้าฟ้ ามงกุฎ"
เสด็จพระราชสมภพ ณ พระราชวังเดิม เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ปีชวด ตรง
กับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหา-
ราชเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 43 และเป็นลำดับที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า-
นภาลัยกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราช-
สมบัติในวันพุธ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน ยังเป็น
โทศก พ.ศ. ๒๓๙๔ รวมดำรงสิริราชสมบัติ ๑๖ ปี ๖
เดือน และมีพระราชโอรสธิดารวมทั้งสิ้น ๘๔ พระองค์
เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
ปีมะโรง เวลาทุ่มเศษ ตรงกับวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.
๒๔๑๑ สิริพระชนมพรรษา ๖๔ พรรษา วัดประจำ
รัชกาลคือวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

ในขณะที่รัชกาลที่๓ ขึ้นครองราช พระองค์ก็ทรงผนวชตลอดรัชสมัย ทรงใช้เวลาเพื่อศึกษาวิทยา
การทางด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านภาษา เช่น ภาษาละตินภาษาอังกฤษ และเสด็จธุดงค์ไปในหัว
เมืองต่างๆ ได้ทรงรู้สภาพแท้จริงของบ้านเมือง

เมื่ อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็ นช่วงเวลาที่จักรวรรดินิยมตะวันตก
กำลังแผ่ขยายอำนาจคุกคามประเทศไทย พระองค์ทรงเริ่ม
ปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกทั้งด้านการปกครอง
เศรษฐกิจ สังคม และประเพณีวัฒนธรรม สมัยนี้ไทยใช้นโยบาย
ด้านการทูตมากกว่าการทำสงครามเพื่อปกป้ องดินแดนจากการ
คุกคามแทรกแซงของอังกฤษและฝรั่งเศส เริ่มจากการทำสนธิสัญญา
เบาว์ริงกับอังกฤษใน พ.ศ.๒๓๙๘ ถึงแม้ว่าไทยจะเสียเปรียบก็ตาม

นอกจากนี้ไทยยังใช้นโยบายถ่วงดุลอำนาจ
โดยทำสัญญากับชาติอื่นๆเพื่อต้านพลังกดดันของ
อังกฤษ ขณะเดียวกันรัชกาลที่๔ ทรงใช้วิธีการ
ต่างๆเพื่อเสถียรภาพของบ้านเมือง เช่น สร้างความ
สัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชน ทั้ง
ในกรุงและหัวเมือง รวบรวมประวัติศาสตร์ชาติ
ออกพระราชกำหนดที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน
ปรับปรุงคณะสงฆ์ ปรับปรุงภาพลักษณ์ของบ้าน
เมือง ส่งเสริมการค้ากับชาติตะวันตก แต่ลดบทบาท
การค้ากับจีน

สนธิสัญญาเบาว์ริง

หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษแลประเทศ หรือบนปกสมุดไทย ใช้ชื่อว่า
หนังสือสัญญาเซอยอนโบวริง หรือที่มักเรียกกันทั่วไปว่า สนธิสัญญาเบาว์ริง เป็นสนธิสัญญา
ที่ราชอาณาจักรสยามทำกับสหราชอาณาจักร ลงนามเมื่อ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๘ โดยเซอร์จอห์น
เบาว์ริง ราชทูตที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย เข้ามาทำสนธิสัญญา ซึ่ง
มีสาระสำคัญในการเปิ ดการค้าเสรีกับต่างประเทศในสยาม มีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้า
ระหว่างประเทศโดยการสร้างระบบการนำเข้าและส่งออกใหม่ เพิ่มเติมจากสนธิสัญญาเบอร์นี สนธิ
สัญญาฉบับก่อนหน้ าซึ่งได้รับการลงนาม ระหว่างสยามและสหราชอาณาจักรใน พ.ศ. ๒๓๖๙

สนธิสัญญาดังกล่าวอนุญาตให้ชาวต่าง ชาติเข้ามาทำการค้า เสรีในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากใน
อดีตการค้าของชาวตะวันตก ได้รับการจัดเก็บภาษีอย่างหนัก สนธิสัญญาดังกล่าวยังอนุญาตให้จัด
ตั้งกงสุลอังกฤษ ในกรุงเทพมหานครและรับประกันสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ตลอดจนอนุญาตให้
ชาวอังกฤษสามารถถือครองที่ดินในสยามได้

สนธิสัญญาเบาว์ริงนี้มีเนื้อหาคล้ายกับสนธิสัญญา นานกิงซึ่งจีนลงนามร่วมกับอังกฤษภายหลัง
สงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง ใน พ.ศ. ๒๓๘๕ และก่อนหน้ าสนธิสัญญาเบาว์ริงเพียงหนึ่งปี (พ.ศ. ๒๓๙๗)
สหรัฐอเมริกาก็บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ด้วยการลงนามในสนธิสัญญาคะนะงะวะโดยใช้สนธิ
สัญญา นานกิงเป็นต้นแบบสนธิสัญญาเบาว์ริงถูกเรียกว่าเป็น "สนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม" หรือ
"สนธิสัญญาที่เสียเปรียบ" เนื่องจากสยามไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะเจรจาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ความเกรงกลัวในแสงยานุภาพ ทางทหารของอังกฤษในสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง ซึ่งได้ทำให้รู้สึก
ท้อถอยที่จะป้ องกันมิให้มีการค้ากับชาติตะวันตก โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ระบุว่า ความต้องการสำคัญ
ของอังกฤษก็คือการเข้ามาค้าฝิ่นได้อย่างเสรีในสยามและไม่ต้องเสียภาษี และอังกฤษพร้อมทำ
สงคราม กับสยามอยู่แล้วหากการเจรจาไม่ประสบผล

เมื่อทราบว่าพระมหากษัตริย์ไทย พระองค์ใหม่ทรงแสดงความต้องการจะทำสนธิสัญญาด้วย
รัฐบาลอังกฤษก็ได้ส่งจอห์น เบาว์ริงเข้ามาทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ใน พ.ศ. ๒๓๙๘ โดยปฏิบัติตาม
ขนบธรรมเนียมไทย ให้ทูตเชิญพระราชสาส์นสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียเข้ามาถวายพระเจ้าแผ่น
ดินไทย จึงได้รับการต้อนรับดีกว่าทูตตะวันตกที่ผ่านมาทั้งหมด

จอห์น เบาว์ริง อยู่ในกรุงสยาม ๑ เดือน และใช้เวลาประมาณ ๑ สัปดาห์เจรจากับ “ผู้สำเร็จ
ราชการฝ่ายสยาม” ๕ พระองค์และคน คือ

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่) ผู้สำเร็จราชการทั่วพระราช
อาณาจักร ประธานผู้แทนรัฐบาล
พระเจ้าน้ องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (สมเด็จเจ้าพระยาองค์น้ อย) ผู้สำเร็จราชการพระนคร
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) รักษาการในตำแหน่ง สมุหพระกระลาโหม บังคับบัญชา
หัวเมืองชายทะเลปากใต้ฝ่ ายตะวันตก
เจ้าพระยารวิวงศ์ พระคลัง และสำเร็จราชการกรมท่า บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายตะวันออก
จอห์น เบาว์ริงกล่าวยกย่องผู้แทนรัฐบาลไทยสองท่าน ว่ามีความเห็นสอดคล้องกับตน ได้แก่
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) และพระเจ้าน้ องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท สำหรับเจ้าพระยาศรี
สุริยวงศ์นั้นได้ตำหนิระบบผูกขาดและการทุจริตของชนชั้นสูงอย่างรุนแรง และออกปากจะช่วยทูต
อังกฤษในการแก้ไขสนธิสัญญา ถึงกับทำให้เบาว์ริงสงสัยว่าจะพูดไม่จริง แต่สุดท้ายก็ยอมรับว่าเป็น
คนพูดจริงทำจริง และได้สรรเสริญว่าเป็นบุคคลที่ฉลาดยิ่งกว่าคนอื่นที่พบปะมาแล้ว
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เบาว์ริงได้ตำหนิสมเด็จเจ้าพระยาบรม มหาประยุรวงศ์และสมเด็จเจ้าพระยา
บรมมหาพิไชยญาติ ผู้มีความคิดในการค้าผูกขาด และคัดค้านข้อเสนอของทูตอังกฤษอยู่เสมอ เบาว์
ริงเห็นว่า ทั้งสองคนนี้เองที่ทำให้การเจรจาขอแก้ไขหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีในช่วงปลาย
รัชกาลที่ 3 ไม่ประสบความสำเร็จ

สาระสำคัญของสนธิสัญญาเบาว์ริง

คนในบังคับอังกฤษจะอยู่ภายใต้อำนาจ ควบคุมของกงสุลอังกฤษ นับเป็นครั้งแรกที่สยามมอบ
สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่ประชากรต่างด้าว
คนในบังคับอังกฤษได้รับสิทธิในการค้าขายอย่างเสรีในเมืองท่าทุกแห่งของสยาม และสามารถ
พำนักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นการถาวรได้ ภายในอาณาเขตสี่ไมล์ (สองร้อยเส้น) แต่
ไม่เกินกำลังเรือแจวเดินทางในยี่สิบสี่ชั่วโมงจากกำแพงพระนคร คนในบังคับอังกฤษสามารถซื้อ
หรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณดังกล่าวได้ คนในบังคับอังกฤษยังได้รับอนุญาตให้เดินทาง ได้
อย่างเสรีในสยามโดยมีหนังสือที่ได้รับการรับรองจากกงสุล
ยกเลิกค่าธรรมเนียมปากเรือและกำหนดอัตราภาษีขาเข้าและขาออกชัดเจน
- อัตราภาษีขาเข้าของสินค้าทุกชนิดกำหนดไว้ที่ร้อยละ 3 ยกเว้นฝิ่นที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ต้อง

ขายให้กับเจ้าภาษี ส่วนเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ของพ่อค้าไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน
- สินค้าส่งออกให้มีการเก็บภาษีชั้นเดียว โดยเลือกว่าจะเก็บภาษีชั้นใน (จังกอบ ภาษีป่า ภาษี

ปากเรือ) หรือภาษีส่งออก
พ่อค้าอังกฤษได้รับอนุญาตให้ซื้ อขายโดยตรงได้กับเอกชนสยามโดยไม่มีผู้ใดผู้หนึ่ งขัดขวาง
รัฐบาลสยามสงวนสิทธิ์ในการห้ามส่งออกข้าว เกลือและปลา เมื่อสินค้าดังกล่าวมีทีท่าว่าจะ
ขาดแคลนในประเทศ

จัดทำโดย
นางสาวจุฑามณี ชูสกุล


Click to View FlipBook Version