The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีววิทยา เรื่อง สัตว์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-02-16 07:40:14

ชีววิทยา เรื่อง สัตว์

ชีววิทยา เรื่อง สัตว์

ชีววทิ ยา เร่ือง สัตว์

เสนอ
คุณครูณฎั ฐกนั ย์ ดอกสันเทียะ

จดั ทาโดย

นางสาวสุชาวดี วงั เวง เลขท่ี 8

นางสาวกชพร มุ่งเขื่องกลาง เลขที่ 9

นางสาวกชพรรณ มุ่งเข่ืองกลาง เลขท่ี 10

นางสาวปฐมพร มุ่งสระกลาง เลขที่ 11

นางสาวณชิ จริ า สกลุ กลาง เลขท่ี 13

ช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 6/2

ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2564
โรงเรียนขามสะแกแสง

สานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษานครราชสีมา

สัตว์

สัตวเ์ ป็นยแู คริโอตท่ีมีหลายเซลล์ ไม่มีผนงั เซลล์ ส่วนใหญ่เซลลจ์ ดั เรียงตวั
เป็นเน้ือเยอื่ เคล่ือนที่โดยเน้ือเยอื่ ประสาทและเน้ือเยอ่ื กลา้ มเน้ือสตั ว์ ส่วนใหญ่
มีการสืบพนั ธุแ์ บบอาศยั เพศ สตั วส์ ร้างอาหารเองไม่ไดด้ ารงชีวติ เป็นผบู้ ริโภค
และมีบทบาทสาคญั ในการหมุนเวยี นสารและการถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศ
ปัจจุบนั มีการต้งั ชื่อสตั วแ์ ลว้ 1.5 ลา้ นสปี ชีส์และยงั มีสัตวไ์ ม่ไดค้ น้ พบเป็นจานวนมากสัตว์ แบ่ง
ออกเป็นกลุ่มยอ่ ยๆโดยลกั ษณะต่างๆดงั น้ี

1. การมหี รือไม่มเี นื้อเยื่อ

มีลกั ษณะเหมือนกนั และทาหนา้ ท่ีร่วมกนั แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
-กล่มุ ไม่มเี นื้อเย่ือ เป็นสตั วท์ ่ีมีเซลลร์ วมกลุ่มกนั โดยแต่ละเซลลไ์ ม่ไดร้ ่วมกนั ทางานเป็นเน้ือเยอ่ื
เช่น ฟองน้า

-กล่มุ ทม่ี ีเนื้อเย่ือ เป็นสัตวท์ ่ีเซลลร์ วมกลุ่มกนั เป็นเน้ือเยอ่ื เพอื่ ทาหนา้ ท่ีร่วมกนั ไดแ้ ก่ สัตว์
ท้งั หมดยกเวน้ ฟองน้า

2. สมมาตรของร่างกาย

ตดั ผงั แกนกลางลาตวั ของสัตว์ เกิดเป็นส่วนสมมาตรกนั เรียกแนวการตดั น้ีวา่
ระนาบสมมาตร( plane of symmetry )จาแนกลกั ษณะของสมมาตร( symmetry )
ไดเ้ ป็น 3 กลุ่มคือ
-กล่มุ ทม่ี แี กนสมมาตรหรืออสมมาตร ( asymmetry )ไดแ้ ก่ฟองน้า
-กล่มุ ทมี่ ีระนาบสมมาตรมากกว่า 1 ระนาบ ( radial symmetry ) เป็นสตั วท์ ่ีมีสมมาตรแบบรัศมี
เช่น แมงกะพรุนดอกไมท้ ะเล
-กล่มุ ทม่ี รี ะนาบสมมาตรเพยี งระนาบเดยี ว ( bilateral symmetry ) เป็นสตั วท์ ี่มีสมมาตรแบบคร่ึง
ซีก เช่น แมลง นก ววั ควาย มนุษย์

3. การเปลย่ี นแปลงของบลาสโทพอร์ ( protostomia )

พบเฉพาะในสตั วก์ ลุ่มที่มีสมมาตรแบบคร่ึงซีกสามารถจาแนกสตั วต์ ามรูปแบบการเจริญ
ของเอม็ บริโอไดเ้ ป็น 2 กลุ่มคือ
-โพรโทสโทเมยี ( protostomia ) กลุ่มสตั วท์ ่ีมีระยะแกสทรูลาพฒั นาเป็นช่องปาก
เช่น กลุ่มแพลทีเฮลมินท์ กลุ่มมอลลสั กลุ่มแอนเนลิด กลุ่มนีมาโทด
และกลุ่มอาร์โทรพอต

***** โพรโทสโทเมีย สัตวบ์ างกลุ่มที่มีการเจริญของตวั อ่อนระยะที่เป็น
ตัวอ่อนโทรโคฟอร์ ( trochophore larve ) มีรูปร่างคลา้ ยลูกข่าง มีซิเลียช่วยใน
การเคล่ือนที่ในน้า เช่น กลุ่มมอลลสั กลุ่มแอนเนลิด

***** โพรโทสโทเมีย สัตวบ์ างกลุ่มท่ีมีผวิ ลาตวั มีไคทินเป็นองคป์ ระกอบจึงมีการลอบคราบ
( ecdysis หรือ molting ) ระหวา่ งการเจริญ เช่น กลุ่มนีมาโทด และกลุ่มอาร์โทรพอต

-ดิวเทอโรสโทเมยี ( deuterostomia ) กลุ่มสตั วท์ ี่มีระยะแกสทรูลาจะพฒั นาเป็นทวารหนกั เช่น
กลุ่มเอไคโนเดิร์ม และ กลุ่มคอร์เดต

สัตว์ทไ่ี ม่มเี นื้อเยื่อ และไม่มสี มมาตรของร่างกาย เช่น กลุ่มพอริเฟอรัน

 กล่มุ พอริเฟอรัน ( porifwean )

มีประมาณ 8,700 สปี ชีส์ พบในทะเล โครงสร้างประกอบดว้ ย เซลลเ์ รียงตวั กนั 2

ช้นั ระหวา่ งช้นั ของเซลลม์ ีบริเวณท่ีคลา้ ยเจล ซ่ึงมีโครงร่างแขง็ แทรกอยซู่ ่ึง เป็นเส้นใยโปรตีน

ที่มีความยดื หยนุ่ เรียกวา่ สปองจิน ( sponging ) ถา้ มีโครงร่างแขง็ เป็นแคลเซียมคาร์บอเนตหรือ

ซิลิกา ท่ีมีลกั ษณะแขง็ และแหลมเรียกวา่ สปิ คูล ( spicule ) การมีสปองจินหรือสปิ คูลใหส้ ัตว์ มี

ลกั ษณะและสมบตั ิแตกต่างกนั เช่น ฟองน้าถูตวั ฟองน้าหินปูน ฟองน้าท่อ ฟองน้ายดื หยนุ่

ฟองน้าแกว้

ฟองน้าน้นั ไม่มีโครงสร้างที่ซบั ซอ้ น ตวั เตม็ วยั จะอยกู่ บั ที่และไดร้ ับอาหารโดยการกรอง
อาหารจากน้า บริเวณลาตวั จะมีช่องน้าเขา้ บริเวณดา้ นบนจะมีช่องน้าออกขนาดใหญ่ ฟองน้าจะ
แพร่ผา่ นเยอ่ื หุม้ เซลลโ์ ดยตรง และฟองน้าสามารถรับรู้และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของ
สภาพแวดลอ้ มได้ ดงั ภาพ

ฟองน้ามีความสาคยั ต่อระบบนิเวศ สามารถช่วยกรองแบคทีเรีย สารประกอบคาร์บอน และ
อนุภาคต่างๆ ฟองน้าเป็นแหล่งท่ีอยแู่ ละท่ีหลบภยั ของสตั วน์ ้า นอกจากน้ียงั เป้นอาหารของสัตว์
อ่ืนๆ เช่น หอยฝาเดียว และปลาบางชนิด เป็นตน้

สัตว์ทม่ี เี นื้อเยื่อ 2 ช้ัน และมสี มมาตรแบบรัศมี เช่น กลุ่มไนดาเรียน

 กล่มุ ไนดาเรียน ( cnidarian )

มีประมาณ 10,000 สปี ชีส์ อาศยั อยใู่ นทะเล มีลกั ษณะสาคญั คือ มีเทนทาเคิล ( tentacle )
ลอ้ มรอบปาก และในเทนทาเคิลมรไนโดไซต์ ( cnidocyte ) ซ่ึงเป็นเซลลท์ ี่สร้างเขม็ พษิ
( nematocyst ) เพอื่ ป้องกนั ตวั และฆ่าเหยอื่ ได้ สตั วล์ ุ่มน้ี เช่น ไฮดรา แมงกะพรุน ดอกไมท้ ะเล
ปะการัง กลั ปังหา ปากกาทะเล

ไฮดรา แมงกะพรุน ดอกไมท้ ะเล

ปะการัง กลั ปังหา ปากกาทะเล

สตั วท์ ่ีมีเน้ือเยอื่ 2 ช้นั เป็นเน้ือเยอ่ื ช้นั นอกละเน้ือเยอื่ ของทางเดินอาหาร และเริ่มมีพฒั นาการ
ของระบบอวยั วะบางระบบ เช่น ระบบยอ่ ยอาหารที่มีทางเดินอาหารแบบ ไม่สมบรูณ์ ระบบ
ประสาทมีร่างแหประสาท แต่ยงั ไม่มีระบบหายใจ ระบบหมุนเวียนเลือด ละระบบขบั ถ่าย ส่วน
การแลกเปล่ียนแกส๊ และการขบั ถ่ายจะแพร่ผา่ นเยอื่ หุม้ เซลลโ์ ดยตรง

สตั วก์ ลุ่มไนดาเรียน มีโครงสร้างที่มีช่องภายใจลาตวั เป็นส่วนสาคญั กบั
การยอ่ ยอาหาร และมีช่องเปิ ดเพียงช่องเดียว สัตวก์ ลุ่มน้ีมีรูปร่าง 2 แบบ คือ
-โพลพิ ( polyp ) มีรูปร่างทรงกระบอก ส่วนใหญ่เกาะอยกู่ บั ท่ี เช่น ไฮดรา ปะการัง
-เมดูซา ( medusa ) มีรูปร่างคลา้ ยร่มหรือระฆงั ควา่ ที่มีปากอยดู่ า้ นล่าง สามารถเคลื่อนท่ีในน้าได้
อยา่ งอิสระ

ปะการัง มกั อยรู่ วมกนั ป็นกลุ่ม มีโครงร่างแขง็ ภายนอก ( exoskeleton )
ที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นองคป์ ระกอบ ส่วนใหญ่จะดารงอยรู่ ่วมกบั สาหร่ายซูแซนเทลลี
( zooxanthellae ) สาหร่ายทาใหป้ ะการังมีสีสัน แต่ถา้ ปะการังขาดสาหร่ายสีจะซีดจางลง และ
อาจตายในเวลาต่อมา เหลือเพียงโครงร่างแขง็ สีขาวท่ีเรียกวา่ ปะการังฟอกขาว

ปะการังฟอกขาว
ปะการังสาคญั ต่อระบบนิเวศในทะเลอยา่ งมาก ทาใหเ้ กิดความอุดมสมบรูณ์ เนื่องจากเป็น
แหล่งท่ีอยอู่ าศยั และแหล่งอนุบาลตวั นอ้ ยของสตั วน์ ้า นอกจากน้ีแนวปะการังยงั ช่วยลดความ
รุนแรงของการกดั เซาะชายฝ่ังจากกระแสน้า

ปะการังมีความสาคญั ต่อระบบนิเวศในทะเลเป็นอยา่ งมาก ทาใหเ้ กิดความอุดมสมบรูณ์ของ
ทะเล เน่ืองจากเป็นแหล่งที่อยอู่ าศยั และแหล่งอนุบาลตวั อ่อนของสตั วน์ ้า นอกจากน้ีแนว
ปะการังยงั ช่วยลดความรุนแรงของการกดั เซาะชายฝั่งจากกระแสน้า

โพรโทสโทเมยี มเี นื้อเย่ือ 3 ช้ัน และมสี มมาตรแบบครึ่งซีก เช่น กลุ่มแพลทีเฮลมินท์
กลุ่มมอลลสั กลุ่มแอนเนลิด กลุ่มนีมาโทด และกลุ่มอาร์โทรพอต

 กล่มุ แพลทเี ฮลมนิ ท์ (platyhelminth)
มีประมาณ 29,000 สปี ชีส์ พบในทะเลน้าจืด หรือ บริเวณท่ีช้ืนแฉะ มีลกั ษณะลาตวั อ่อนนุ่ม
ตวั แบนและยาว มีขนาดแตกต่างกนั และมีความยาวไดถ้ ึง 15 เมตร โดยมีการดารงชีวติ 2 แบบ
คือ
-การดารงชีวติ แบบอิสระ เช่น พลานาเรีย หนอนตวั แบบในทะเล
-การดารงชีวติ แบบภาวะปรสิต เช่น พยาธิใบไม้ พยาธิตวั ตืด

พลานาเรีย( ยาว 3-15 เมตร ) พยาธิใบไม(้ ยาว 5-10 เมตร )

พยาธิตวั ตืด( ยาว 2 มิลลิเมตร – 15 เมตร )

สัตวใ์ นกลุ่มน้ีไม่มโี พรงลาตวั (accelom) ส่วนใหญ่มีทางเดินอาหารแบบไม่สมบูรณ์ บาง

ชนิดเป็นปรสิตไม่มีทางเดินอาหาร เช่น พยาธิตวั ดีด สัตวก์ ลุ่มน้ีมีการพฒั นาของระบบ
ประสาทโดยมีปมประสาท และเคล่ือนท่ีไดโ้ ดยการ หดตวั ของกลา้ มเน้ือ มีโพรโทเนฟ
ริเดียม เป็นโครงสร้างในการขบั ถ่ายแต่ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือดและระบบหายใจ
การแลกเปล่ียนแก๊สจะแพร่ผา่ นเยอ่ื หุม้ เซลลโ์ ดยตรง

 กล่มุ มอลลสั (mollusk)
มีประมาณ 80,000 สปี ชีส์ อาศยั อยใู่ นทะเล บางสปี ชีส์อาศยั อยใู่ นน้าจืดและบนพ้ืนดิน เป็น
สตั วท์ ่ีมีลาตวั นิ่ม โดยทวั่ ไปจะสร้างเปลือกแขง็ ท่ีมีสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนต หุม้ ลาตวั
เช่น หอยทาก หอยมือเสีย หอยงวงชา้ งสืบทะเล แต่บางชนิดมีเปลือกแขง็ มีการ ลดรูปหรืออาจไม่
มีเปลือกแขง็ เช่น หมึกกลว้ ย หมึกกระดอง หมึกยกั ษ์ ทากเปลือย

หอยทาก หอยมือเสือ หอยงวงชา้ ง

ล่ินทะเล หมึกกระดอง ทากเปลือย

สตั วใ์ นกลุ่มมอลลสั มีโพรงลาตวั (Color) มีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์
มีปมประสาท ขนาดใหญ่ร่างกายแบ่งไดเ้ ป็น 3 ส่วน ไดแ้ ก่ ส่วนท่ีใชเ้ คลื่อนที่ต่อเท้า (fect)
อวยั วะภายในซ่ึงรวม เรียกวา่ วสิ เซอรอลแมส (visceral mass) และส่วนที่คลุมอวยั วะภายในและ
ทาหนา้ ที่สร้างเปลือกแขง็ คือ แมนเทลิ (mantle) ส่วนใหญ่ของ ช่องแมนเทลิ (mantle cavity)
ซ่ึงเป็นบริเวณ ที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สผา่ นทางเหงือกและกาจดั ของเสีย สาหรับหอยทากซ่ึง
อาศยั อยบู่ นบกจะไม่มีเหงือก แต่มีปอดที่ใชใ้ นการแลกเปล่ียนแกส๊ แทน โดยทว่ั ไปสัตวก์ ลุ่มน้ีมี
ระบบหมุนเวยี นเลือดแบบเปิ ด ยกเวน้ กลุ่มหมึกท่ีมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิ ด

หอยเป็นสตั วส์ ่วนใหญ่ในกลุ่มมอลลสั มีท้งั หอยฝาเดียว สองฝา โดยหอยฝาเดียวจะมีเปลือก
แขง็ ที่ขดั เป็นเกลียวเพยี งชิ้นเดียว และส่วนใหญ่ท่ีส่วนหวั จะมีหนวดและตา บริเวณช่องปากมี
ฟัน ที่มีลกั ษณะโคง้ เขา้ ดา้ นในและแหลมคมช่วยในการบคอีกอาหาร ส่วนหอยสองฝาจะมี
เปลือกแขง็ 2 ชิ้น ที่ยดึ กนั ดว้ ยกลา้ มเน้ือเปิ ดปิ ดฝา ไม่มีส่วนหวั ที่ชดั เจน บริเวณช่องปากไม่มีฟัน
โดยจะกินอาหารจากการกรองผา่ นเหงือก

หมึกเป็นผลู้ ่าที่สาคญั ของระบบนิเวศทางทะเล มีววิ ฒั นาการเปลี่ยนแปลงของส่วนเทา้ เป็น
แขน (arm) เทนทาเคลิ (tentacle) ไซฟอน (siphon) และไม่มีเปลือกแขง็ หุม้ ลาตวั จบั เหยอ่ื โดยใช้
เทนทาเคิล และมี อวยั วะรับความรู้สึกและระบบประสาทท่ีซบั ซอ้ น ทาใหห้ มึกมีการเรียนรู้และ
พฤติกรรมที่ซบั ซอ้ นข้ึน

สตั วใ์ นกลุ่มบางชนิดเป็นสตั วก์ ินพืช เช่น หอยทาก ซ่ึงอาจกดั กินพชื จนทาใหใ้ นบางพ้ืนที่
เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิทศั นใ์ นบริเวณน้นั ได้ บางชนิดกินสัตว์ เช่น หมึก และบาง
ชนิดกินท้งั พืช ขา้ ว และแพลงกต์ อน เช่น หอยสองฝา สัตวส์ ่วนใหญ่ ในกลุ่มมอลลสั มี
ความสาคญั ทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งอาหารท่ีสาคญั ของมนุษย์ นอกจากน้ียงั มีการนาเปลือกหอย
ซ่ึงมีแคลเซียมสูงมาบดเพื่อเป็ นอาหารสัตว์

 กล่มุ แอนเนลดิ

สตั วใ์ นกลุ่มแอนเนลิด (Annelid) มีประมาณ 17,000 สปี ชีส์ อาศยั อยใู่ นทะเล มีบางสปี ชีส์
อาศยั อยใู่ นน้าจืด หรือในดินบริเวณที่ข้ึนและ มีลาตวั ยาว ลาตวั เป็นปลอ้ ง (segmentation) และ
อาจมีรยางคซ์ ่ึงไม่มีปลอ้ ง สัตวใ์ นกลุ่มน้ี เช่น ไสเ้ ดือนดิน แม่เพรียง หนอนฉตั ร ทากดูดเลือด
ปลิงน้าจืด

ไสเ้ ดือนดิน ทากดูดเลือด

หนอนฉตั ร แม่เพรียง

สัตวก์ ลุ่มมีโพรงลาตวั มีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ มีระบบหมุนเวยี นเลือดแบบปิ ด มีการ
แลกเปลี่ยนแกส๊ โดยแพร่ผา่ นผวิ หนงั ของลาตวั และ ลาเลียงแก๊สผา่ นระบบหมุนเวยี นเลือด มี
ระบบขบั ถ่าย มีปมประสาทขนาดใหญ่ และมีการพฒั นาของระบบกลา้ มเน้ือทาใหเ้ คล่ือนที่ไดด้ ี

ไสเ้ ดือนดินอาศยั อยใู่ นดิน โดยการขดุ รูทาใหด้ ินเป็นโพรงอากาศ แลว้ แทรกเขา้ ไปอาศยั อยู่

ในดินได้ ทาใหด้ ินร่วนซุย นอกจากน้ียงั กินซากพชื เป็นอาหาร โดยกากอาหารที่ถ่ายออกมา
เป็นประโยชน์แก่พืชไสเ้ ดือนดินช่วยในกระบวนการหมุนเวยี นสารของระบบนิเวศ

ปัจจุบนั มีการเพาะเล้ียงไส้เดือนดินเพือ่ การคา้ โดยจาหน่ายเพ่ือใชเ้ ป็นอาหารสตั วเ์ น่ืองจากมี
โปรตีนสูง และมูลของไส้เดือนดินยงั นาไปใชเ้ ป็นป๋ ุยได้

 กล่มุ นีมาโทค (nematode)

มีประมาณ 25,000 สปี ชีส์ พบอาศยั ท้งั ในดิน น้าจืด และน้าทะเล มีลาตวั กลมยาวเรียว หวั
ทา้ ยแหลม ไม่มีปลอ้ ง ผวิ ลาตวั มีคิวทิเคิลห่อหุม้ เพอ่ื ป้องกนั การสูญเสียน้า และทาใหม้ ีการลอก
คราบในระหวา่ งการเจริญเติบโตมีการดารงชีวติ เป็นอิสระ เช่น ไส้เดือนฝอย บางสปี ชีส์
(Caenorhabditis elegans) และหลายสปี ชีส์ดารงชีวติ แบบภาวะปรสิต เช่น ไสเ้ ดือนฝอยรากปม
(Meloidogyne spp.) พยาธิไส้เดือน พยาธิแสม้ า้ พยาธิปากขอ พยาธิเสน้ ดา้ ย

พยาธิไสเ้ ดือน พยาธิแส้มา้

สตั วใ์ นกลุ่มน้ีมีโพรงลาตวั เทียม (pseudocoelom) มีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ แต่ไม่มี
ระบบหายใจและระบบหมุนเวยี นเลือด โดยสารอาหารจะสาเลียงไปยงั ส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ผา่ นทางของเหลวในโพรงลาตวั เทียม

สตั วใ์ นกลุ่มน้ีส่วนใหญ่กินจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย จึงมีความสาคญั ในการช่วยควบคุม
ขนาดของประชากรแบคทีเรียได้ นอกจากน้ียงั มีบทบาทท่ีสาคญั ในวฏั จกั รไนโตรเจน โดยยอ่ ย
จากพืชซากสัตวใ์ หม้ ีขนาดเลก็ ลง ทาใหผ้ สู้ ลายสารอินทรียส์ ามารถทาหนา้ ที่ไดเ้ ร็วข้ึน

 กล่มุ อาร์โทรพอด (arthropod)

มีจานวนสปี ชีส์มากท่ีสุดเม่ือเทียบกบั สตั วก์ ลุ่มอื่น คือ ประมาณ 1.257,000 สปี ชีส์ พบได้

ทว่ั ไปเกือบทุกบริเวณของโลก สัตวใ์ นกลุ่มน้ีมีโครงร่างแขง็ ภายนอก (

exoskeletion ) ซ่ึงมีไคทินเป็นองคป์ ระกอบมีลาตวั เป็นปลอ้ ง และรยางคเ์ ป็นขอ้ ๆ ต่อกนั (

jointed appendage ) ซ่ึงทาใหม้ ีความยดื หยนุ่ ในการเคล่ือนที่ ส่วนใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

ส่วนหวั ส่วนนอก และส่วนทอ้ ง โดยแต่ละส่วนจะประกอบดว้ ย ปลายปลอ้ ง เช่น

แมลงปอ แมลงหวี ผเี ส้ือ ผ้งึ มด ปลวก แต่บางสปี ชีส์มีส่วนหวั และส่วนอกรวมกนั เช่น แมงดา

ทะเล กงุ้ ก้งั ปู แมงมุม แมงป้องเห็บ ไร และบางชนิดไม่แยกเป็นส่วนตวั ส่วนอีก และส่วน

ทอ้ งท่ีชดั เจน เช่น ตะขาบ กิง้ กือ

แมลงปอ ผเี ส้ือ ผ้งึ มด

แมงดาทะเล ปู แมงมุม ตะขาบ

กิ้งกือกระบอก กิง้ กือกระสุนพระอินทร์

ในแต่ละส่วนของลาตวั มีรยางคย์ นื่ ออกมา ซ่ึงสัตวแ์ ต่ละสปี ชีส์ในกลุ่มน้ีอาจมีชนิด และ
จานวนของรยางคท์ ่ีแตกต่างกนั โดยส่วนหวั อาจมีหนวดที่เป็นอยา่ งดีท่ีใชร้ ับความรู้สึก และที่
ปากอาจมีรยางค์ ท่ีช่วยในการกินอาหาร ส่วนนอกมีรยางคใ์ ชใ้ นการเคลื่อนที่ เช่น ขาเดิน ปี ก
โดยสัตวแ์ ต่ละสปี ชีส์ในกลุ่มน้ีมี จานวนขาเห็นที่แตกต่างกนั เช่น แมลงมีขาเดิน 3 คู่ แมงดา
ทะเล แมงมุม แมงป่ อง เห็นไร เขาเดิน 4 คู่ กงุ้ ก้งั ปู มีท่าเดิน 5 คู่ ส่วนตะขาบมีขาเห็นปลอ้ งละ
1 คู่ กิง้ กือมีขาเดินปลอ้ งละ 2 คู่ เป็นตน้

นอกจากน้ีสตั วบ์ างชนิดในกลุ่มน้ีอาจมีรยางคท์ ี่ส่วนทอ้ ง เช่น รยางคท์ ี่ใชว้ า่ ยน้าซ่ึงพบไดใ้ น
กงุ้ รยางคส์ าหรับวางไข่และรยางคท์ ี่ใชร้ ับความรู้สึกซ่ึงพบไดใ้ นแมลงบางชนิด เช่น จิ้งหรีด
และรยางคท์ ี่ใชใ้ นการแลกเปล่ียนแก๊งซ่ึงพบไดใ้ นแมงดาทะเล

สตั วใ์ นกลุ่มน้ีมีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ มีระบบท่อลมหรือเหงือกเป็นโครงสร้างในการ
แลกเปลี่ยนแก๊สมีระบบหมุนเวยี นเลือดแบบเปิ ด มีอวยั วะขบั ถ่ายของเสียอวยั วะ รับความรู้สึก
ต่างๆ ท้งั การ มองเห็น การไดก้ ลิ่น และการรับสัมผสั ท่ีมีพฒั นาการอยา่ งมาก รวมท้งั มีการพฒั นา
ของ ระบบประสาท โดยมีปมประสาทและมีศูนยร์ วมของระบบประสาทอยทู่ ่ีส่วนตวั และ
เส้นประสาทอยทู่ างดา้ นทอ้ ง

การที่สัตวก์ ลุ่มน้ีมีโครงร่างแขง็ เป็นส่วนท่ีช่วยป้องกนั อนั ตราย แต่ส่งผลใหร้ ่างกายไม่

สามารถขยายขนาดได้ ดงั น้นั ระหวา่ งการเจริญเติบโตจึงตอ้ งมีการลอกคราบ ซ่ึงเป็ น

กระบวนการท่ีใชพ้ ลงั งานสูง และอาจทาใหส้ ตั ว์ กลุ่มเสี่ยงอนั ตรายในระหวา่ งท่ียงั ไม่มีการสร้าง

โครงร่างแขง็ ใหม่

สัตวใ์ นกลุ่มน้ีมีบทบาทที่หลากหลายในระบบปิ ด เช่น แมลงโดยเฉพาะกลุ่มผ้งึ เป็นพาหะถ่ายเรณูท่ี
สาคญั กิ้งกือช่วยกาจดั จากพืชและจากสตั ว์ โดยมนุษยอ์ าจนาความรู้ของบทบาทในระบบนิเวศ ของสตั ว์
เหล่าน้ีมาใชป้ ระโยชน์ เช่น นาแมลงท่ีเป็นตวั หรือตวั เขียนมาใชใ้ นการกาจดั ศตั รูพืช สัตวห์ ลาย ชนิดในกลุ่ม

น้ียงั มีความสาคญั ทางเช่น กุง้ ก้งั ปู แมงดาทะเล ตกั๊ แตน เนื่องจากมนุษยน์ ิยมนา มาเป็นอาหาร
นอกจากน้ีบางชนิดยงั ใหผ้ ลผลิตท่ีมนุษยน์ ามาใชป้ ระโยชนไ์ ด้ เช่น ผ้งึ ใหน้ ้าผ้งึ หนอนของผเี ส้ือ
บางชนิดใหเ้ ส้นไหมท่ีนามาใชท้ อผา้ เพล้ียบางชนิดใหค้ ร้ังที่นามาทาสียอ้ ม จึงมีการนาสตั ว์
เหล่าน้ีของสตั วก์ ลุ่มน้ีทุกชนิดมาเพาะเล้ียงเชิงพาณิชย์

สตั วก์ ลุ่มน้ีบางชนิดอาจเป็นพาหะนาโรคหลายชนิด เช่น ยงุ ลาย ยงุ กน้ ปล่อง บางชนิด เป็น
ปรสิตในมนุษย์ เช่น เหา เรือด บางชนิดเป็นปรสิตในสตั ว์ เช่น ไรนก หมดั เห็บ เหลือบ บาง
ชนิดอาจทาลางส่ิงปลูกสร้างที่เป็นไม้ เช่น มอด ปลวก เป็นตน้

ดิวเทอโรสโทเนีย มเี นื้อเย่ือ 3 ช้ัน และมสี มมาตรแบบคร่ึงซีก เช่น กลุ่มเอไอโนเดิม และกลุ่มคอร์

เดต

 กล่มุ เอไคโมเดิร์ม (echinoderm)

สัตวใ์ นกลุ่มเฮไดโนเติร์ม มีประมาณ 7,500 สปี ชีส์ดารงชีวติ อยใู่ นทะเลท้งั หมด เป็นสตั วท์ ่ีมี
โครงร่างแขง็ ภายใน (endoskeleton) และมีผวิ ช้นั นอกทางปกคลุม มีผวิ ท่ีมีหนามหรือป่ ุม ส่วน
ใหญ่ลาตวั เป็น 5 แฉก สตั วใ์ นกลุ่มน้ี เช่น ดาวทะเล เม่นทะเล เหรียญทะเล พลบั พลึงทะเล
ปลิงทะเล

ดาวทะเล เม่นทะเล เหรียญทะเล ปลิงทะเล

แมส้ ่วนใหญ่ ตวั เตม็ วยั มีสมมาตรแบบรัศมี แต่ตวั อ่อน การนาสัตวก์ ลุ่มน้ีชนิดจะมีสมมาตร
แบบคร่ึงซีก โดยลกั ษณะสมมาตรแบบรัศมีน้ีเป็นผลจากการเกิดววิ ฒั นาการ ทาใหด้ ารงชีวติ อยู่
กบั ท่ี นอกจากน้ีตวั เตม็ วยั ไม่มีการพฒั นาของส่วนหวั ร่างกายจะแบ่งออกเป็นดา้ นปากและดา้ น
ตรงขา้ มปาก

กลุ่มเอไคโมเดิร์มมีระบบท่อน้า (water vascular system) ท่ีปรับเปลี่ยนมาจากช่องตวั แยกไป

ตามแนกตามแนว รัศมีและแตกแขนงออกเป็นทิวบฟ์ ี ท (tube feet) ซ่ึงเป็ นโครงสร้างท่ี

ใชใ้ นการเคลื่อนที่ มีการสืบพนั ธุ์แบบอาศยั เพศ โดยมีการปฏิสนธิภายนอก บางชนิดมีการ

สืบพนั ธุแ์ บบไม่อาศยั เพศได้ เช่น การงอกใหม่ของดาวทะเลบางชนิด

การดารงชีวติ ของสัตวใ์ นกลุ่มน้ีมีบทบาทที่สาคญั ต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น การอยรู่ ่วม
เป็น กลุ่มของเม่นทะเลทาใหพ้ ้นื ท่ีในการเกาะของปะการังและสิ่งมีชีวติ อื่นลดลง ซ่ึงอาจส่งผล
ใหค้ วามหลากหลายของส่ิงมีชีวติ บริเวณน้นั ลดลงไปดว้ ย และสัตวบ์ างชนิดในกลุ่มน้ียงั กิน
สาหร่ายเป็นอาหาร ทาใหส้ ามารถควบคุมจานวนสาหร่ายท่ีจะข้ึนปกคลุมแนวปะการังได้
นอกจากน้ีสัตวใ์ นกลุ่มน้ียงั เป็น อาหารหลกั ของสัตวห์ ลายชนิดโดยเฉพาะนากทะเล

 กล่มุ คอร์เดต ( chordate )

มีประมาณ 50,000 สปี ชีส์ มีท้งั ท่ีเป็นสัตวไ์ ม่มีกระดูกสนั หลงั และสตั วม์ ีกระดูกสนั หลงั แต่
เอม็ บริโอของสตั วก์ ลุ่มน้ีจะมีลกั ษณะเฉพาะที่สาคญั เหมือนกนั ซ่ึงมีรายละเอียดดงั น้ี

1. มิโนโทคอร์ต (notochord) อยรู่ ะหวา่ งท่อทางเดินอาหารและท่อประสาทกลาง ลกั ษณะ

เป็นแท่งยาวตลอดความยาวของลาตวั ช่วยค้าจุนร่างกาย อาจมีอยเู่ ฉพาะ ระยะเอม็ บริโอ

หรือมีตลอดชีวติ

2. มีท่อประสาทหลวงทางดา้ นหลงั (dorsal hollow nerve cord) อยเู่ หนือในโทคอร์ด ซ่ึงใน

สตั วม์ ีกระดูกสนั หลงั จะพฒั นาต่อไปเป็นสมองและไขสันหลงั ในตวั เตม็ วยั

3. มีถุงคอหอย (pharyngeal pouch ) ซ่ึงในปลาและซาลามานเดอร์จะพฒั นาเปิ ดเป็น ช่อง

เหงือก ( gill sift หรือ pharyngna slit) แต่ในสัตวอ์ ่ืนไปรับเปล่ียนไปใน ระหวา่ งการ

เจริญเติบโตใหเ้ หมาะสมต่อการดารงชีวติ เช่น ในมนุษยถ์ ุงคอหอย บางส่วนเปล่ียนเป็น

ท่อยสู เตเซียน (eustachian tube) เพ่ือทาหนา้ ที่ ปรับความดนั ในส่วนกลาง

เป็ นตน้

4. มีหางเป็นกลา้ มเน้ืออยทู่ างดา้ นทา้ ยของลาตวั ส่วนใหญ่ยงั คงพบในตวั เตม็ วยั

สตั วใ์ นกลุ่มออร์เดยที่ไม่มีกระดูกสันหลงั

สัตวใ์ นกลุ่มคอร์เด ไม่มีกระดูกสนั หลงั เมื่อเจริญเติบโตจะไม่มีการพฒั นาของส่วนท่ีเป็น
กระดูกสนั หลงั ค้าจุนภายในร่างกาย บางชนิดมีในโทคอร์ดตลอดชีวติ เช่น แอมฟิ ออกซสั
(amphioxus) โดยเม่ือเจริญเป็นตวั เตม็ วยั ยงั คงมีลกั ษณะคลา้ ยกบั เอม็ บริโอ แต่บางชนิดโนโท
คอร์ดจะหายไปเมื่อเจริญเป็นตวั เตม็ วยั เช่น เพรียงหวั หอม โดยตวั เตม็ วยั จะมีถุงหุม้ ตวั ซ่ึง
ประกอบดว้ ยสารคลา้ ยเซลลูโลส ระบบประสาทสดรูปเป็น ปมประสาทและส่วนหางจะหด
หายไป

สตั วใ์ นกลุ่มคอร์เดตท่ีมีกระดูกสันหลงั

สัตวใ์ นกลุ่มน้ี ไดแ้ ก่ ปลา สัตวส์ ะเทินน้าสะเทินบก สตั วเ์ ล้ือยคลาน สัตวป์ ี ก และสัตวเ์ ล้ียง
ลูกดว้ ยนม เม่ือเจริญเติบโตจะมีการพฒั นาของกะโหลกและกระดูกสันหลงั ทาหนา้ ที่ท่ีพยงุ อละ
ค้าจุนร่างกายแทนโนโทคอร์ด รวมท้งั ป้องกนั สมอง ไขสนั หลงั และเสน้ ประสาท

ปลา ( fish ) อาศยั ในน้า เคลื่อนท่ีดว้ ยครีบและกลา้ มเน้ือลาตวั ส่วนใหญ่มีเกลด็ ใชเ้ หงือกใน
การแลกเปลี่ยนแกส๊ จาแนกออกได้ 3 กลุ่ม ตามการมีหรือไม่มีขากรรไกรและการมีกระดูกอ่อน
หรือกระดูกแขง็ ไดแ้ ก่ ปลาหากกลม ปลากระดูกอ่อน และปลากระดูกแขง็

ปลาปากกลม เป็นปลาท่ีไม่มีขากรรไกร มีครีบเดี่ยว คือ ครีบหลงั 2 อนั และครีบหางแต่ไม่มี
ครีบคู่ ไม่มีเกร็ด มีโทโนคอร์ดอยตู่ ลอดชีวติ และไม่มีกระดูกสนั หลงั ซ่ึงมกั การพบสิ่งมีชีวติ
แบบปรสิต โดยปากมีฟันเหลมคมจานวนมาก สามารถเกาะท่ีตวั ปลาและดูดเลือกเพ่ือใหไ้ ดร้ ับ
สารอาหาร และในปัจจุบนั ใกลส้ ูญพนั ธุท์ ี่พบในปัจจุบนั คือ ปลาแฮกฟิ ช ( hag fish )

นอกจากปลาปากกลมที่ไม่มีขากรรไกร สตั วม์ ีกระดูกสนั หลงั ที่เหลือท้งั หมดจะมีขากรรไกร
ซ่ึงทาใหส้ ัตวส์ ามารถจบั อาหารไดแ้ น่นและกดั ฉีกอาหารได้

ปลากระดูกอ่อน เป็นปลาที่มีขากรรไกร มีท้งั ครีบเด๋ียว คือ ครีบหลงั ครีบกน้ ครีบหาง และ

ครีบคู่ คือ ครีบอกและครีบสะโพก มีเกร็ดคมปกคลุมผวิ หนงั เห็นช่องเหงือกชดั เจน และมีการ
แลกเปล่ียนแก๊ส โดยใชเ้ หงือก มีโครงสร้างเป็นกระดูกออ่ นท่ียดื หยนุ่ ดี มีการปฏิสนธิ
ภายใน และส่วนใหญ่ออกลูกเป็นตวั เช่น ปลากระเบน ปลาฉลาม ปลาฉลามส่วนใหญ่
มีบทบาทเป็นผลู้ ่าโดยใชข้ ากรรไกรเป็นฟันที่แหลมคม

ปลากระเบน ปลาฉลาม

ปลากระดูกแขง็ เป็นปลาท่ีมีขากรรไกร มีครีบเดียวและครีบคู่ ส่วนใหญ่ผวิ หนงั มีเกร็ดปก
คลุม มีการแลกเปล่ียนแก๊สโดยใชเ้ หงือกซ่ึงมีแผน่ ปิ ดเหงือก และมีถุงลมช่วยควบคุมการลอยตวั
ในน้า มีโครงร่างภายในส่วนใหญ่เป็นกระดูกแขง็ ที่มีสารประกอบแคลเซียมฟอสเฟต ส่วนใหญ่
มีการสืบพนั ธุโ์ ดยการวางไข่และปฏิสนธิภายนอก เช่น ปลาการ์ตูน ปลาปักเป้า ปลากะพง ปลา
นิล เป็นตน้

ปลาการ์ตูน ปลาปักเป้า

ปลากระดูกแขง็ ใชอ้ อกซิเจนที่ละลายน้าในการหายใจตลอดชีวติ แต่มีปลาปอดซ่ีงเป็นปลา
กระดูกแขง็ ที่สามารถหายใจเอาออกซิเจนจากอากาศไดใ้ นช่วงเวลาส้ันๆ และสามารถอยใู่ น
โคลนเมื่อถึงฤดูแลง้ ได้ ซ่ีงเป็นหลกั ฐานที่สนบั สนุนการเกิดววิ ฒั นาการเพือ่ ดาลงชีวติ บนพ้นื ดิน
โดยมีปอดท่ีต่อกบั ระบบหมุนเวยี นเลือด แต่ยงั ใชเ้ หงือกในการแลกเปล่ียนแกส๊ เป็นหลกั

สัตว์สะเทนิ นา้ สะเทนิ บก ( amphibian ) เร่ิมมีววิ ฒั นาการข้ึนมาดาลงชีวติ บนบก มีรยางค์ 2 คู่
ใชใ้ นการเคลื่อนท่ี ในระยะตวั อ่อนจะอาศยั อยใู่ นน้าและใชเ้ หงือกในการแลกเปล่ียนแก๊ส เม่ือ
เจริญเป็นตวั เตม็ วยั จะดารงชีวติ บนบก แต่ยงั คงอาศยั อยใู่ นบริเวณใกลแ้ หล่งน้าหรือท่ีมีความช้ืน
ใชผ้ วิ หนงั และปอดในการแลกเปล่ียนแก๊ส ตอ้ งวางไข่ในน้าหรือท่ีช้ืนเน่ืองจากไข่ไม่มีเปลือก
แขง็ หุม้ จึงทาใหส้ ูญความช้ืนไดร้ วดเร็วหากอยใู่ นท่ีแหง้ เช่น กบ เขียด อ่ึงอ่าง คางคก ซาลามาน
เดอร์ เขียดงู โดยเขียดงูมีการลดรูปของรยางค์

กบ ซาลามานเดอร์ เขียดงู

สัตว์เลือ้ ยคลาน ( rreptilian ) เป็นสัตวม์ ีกระดูกสนั หลงั กลุ่มแรกที่มีววิ ฒั นาข้ึนมาดารงชีวติ
บนบก อยา่ งแทจ้ ริง ไม่ตอ้ งอาศยั น้าในการดารงชีวติ มากเท่ากบั สัตวส์ ะเทินน้าสะเทินบก เช่น
วางไข่บนบกไข่มีเปลือกแขง็ หุม้ ปฏิสนธิภายในผวิ หนงั ปกคลุมดว้ ยเกร็ดซ่ึงมีสารเคราทินเป็น
องคป์ ระกอบเพอ่ื ป้องกนั การสูญเสียน้า หายใจดว้ ยปอด เช่น กิ้งก่า อิกวั นา จระเข้ เต่า งู จิง้ จก
ตุก๊ แก เป็นตน้

อิกวั นา จระเข้ เต่า

นอกจากไข่ของสัตวเ์ ล้ือยคลานมีเปลือกแขง็ หุม้ แลว้ เอม็ บริโอยงั เจริญอยภู่ ายในไข่ที่มีถุงน้า
คล่าซ่ึงภายในมีของเหลวบรรจุช่วยป้องกนั อนั ตรายจากแรงกระแทก มีโครงสร้างอื่นที่ช่วยการ
แลกเปลี่ยนแกส๊ และลาเลียงสารอาหารไปยงั เอม็ บริโอ ลกั ษณะของไข่น้ีเป็นวิวฒั นาการท่ีสาคญั
ซ่ึงทาใหส้ ตั วเ์ ล้ือยคลาน รวมท้งั สตั วืปี ก และสตั วเ์ ล้ียงลูกดว้ ยน้านมดารงชีวติ บนบกไดอ้ ยา่ ง
สมบรูณ์ข้ึน

สัตว์ปี ก ( avian ) มีบรรพบุรุษร่วมกบั สัตวเ์ ล้ือยคลาน มีววิ ฒั นาการโดยมีการปรับเปลี่ยน
รยางคค์ ู่หนา้ เป็นปี กเพ่อื ใหเ้ หมาะสมต่อการบอน มรขนแบบขนนก ( feather ) มีการปรับตวั ของ
โครงสร้างต่างๆ ทาใหม้ ีน้าหนกั เบาเพือ่ ช่วยในการบิน เช่น กระดูกรูพรุน ไม่มีขากรรไกร ไม่มี
ฟัน ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ มีรบบหายใจท่ีช่วยใหแ้ ลกเปลี่ยนแกส็ ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
ปฏิสนธิภายในและออกลูกเป็นไข่ เช่น นก ไก่ ห่าน สัตวป์ ี กบางชนิดไม่สามารถบินไดแ้ ต่วง่ิ ได้
เร็ว เช่น นกกระจอกเทศ หรือวา่ ยน้าได้ เช่น นกเพนกวนิ

นกแอ่น ไก่ นกกระจอกเทศ นกเพนกวนิ

สัตว์เลยี้ งลกู ด้วยนา้ นม ( mammal ) มีต่อมน้านม มีขนแบบขนเสน้ เด่ียว ( hair ) ปกคลุม
ลาตวั ใชป้ อดในการแลกเปลี่ยนแก๊ส แบ่งเป็น 3 กลุ่มยอ่ ย คือ

-กลุ่มท่ีออกลูกเป็นไข่ ไดแ้ ก่ ตวั กินมดมีหนาม ตุ่นปากเป็ด

-กลุ่มท่ีต้งั ทอ้ งระยะส้นั โดยตวั อ่อนท่ีออกมาจะตอ้ งอาศยั อยใู่ นถุงหนา้ ทอ้ งระยะหน่ึงจึงจะ
สามารถดารงชีวติ อยไู่ ดด้ ว้ ยตวั เอง เช่น โคอาลา จิงโจ้

-กลุ่มท่ีมีรกซ่ึงตวั อ่อนเจริญอยภู่ ายในมดลูกของแม่ และไดร้ ับสารอาหารผา่ นทางรก ไดแ้ ก สัตว์
เล้ียงลูกดว้ ยน้านมส่วนใหญ่รวมท้งั มนุษย์

ตวั กินมดมีหนาม ตุ่นปากเป็ ด โคอาลา

จิงโจ้ ลงิ แพนดา้

สตั วเ์ ล้ียงลูกดว้ ยน้านมหลายสปี ชีส์ เช่น โคอาลา ( phscolarctos cinereus ) ตวั กินมดมีหนาม
( zaglossus attenboroughi ) ในปัจจุบนั ไดร้ ับการประเมินสถานภาพตาม IUCN red list
วา่ มีแนวโนม้ ใกลสูญพนั ธุ์อยา่ งยงิ่ ตามลาดบั สัตวใ์ นกลุ่มอ่ืนๆกเ็ ช่นเดียวกนั ในอดีตอาจพบได้
หลายพ้นื ท่ี แต่ปัจจุบนั พบไดย้ าก โดยอาจพบเพยี งบางพ้ืนท่ีเท่าน้นั เช่น นกอินทรยฟ์ ิ ลิปปิ น
( pithecophaga jefferyi ) หรืออาจสูญพนั ธุแ์ ลว้ เช่น นกพริ าบสื่อสาร ( ectopistes migratorius )
การลดลงหรือสูญพนั ธุข์ องสปี ชียต์ ่างๆ อาจเน่ืองจากหลายสาเหตู เช่น การถูกคุกคาม
การสูญเสียพ้ืนท่ีซ่ึงป็นแหล่งอาศยั เป็นตน้ ในประเทศไทยมีการสารวจขอ้ มูลสปี ชียต์ ่างๆ
เพื่อประเมินสถานภาพเช่นเดียวกนั


Click to View FlipBook Version