มัสยิด วัดของศาสนาอิสลาม จัดจั ทำ โดย ด.ช. ธนิสนิร เพิ่มพิ่พูล พู ม.3/10 เลข11
รายงานนี้เป็น ป็ ส่วนหนึ่งของวิชวิาผลิตลิสื่อเพื่อการนำ เสนอ รหัสวิชวิา ง20222 รายงานนี้จัด จั ทำ ขึ้น ขึ้ เพื่อการศึกษา เกี่ย กี่ วกับ กั ประวัติ วั ขติองมัส มั ยิดยิบางอุทิ อุ ศทิ โดยเพื่อทำ ให้ผู้ศึกษาได้รู้ ด้ จัรู้ก จั มัส มั ยิดยิ การจัด จั รายงานครั้ง รั้ นี้หวัง วั ว่า ว่ จะมีปมี ระโยชน์ด้า ด้ นการศึกษา และวัฒ วั นธรรมถ้า ถ้ ข้อ ข้ มูล มู ผิดพลาดขออภัย ภั มา ณ ที่นี้ ที่ นี้ ด้ว ด้ ย คำ นำ
ประวัติและความเป็นมา 1 หน้า ทิศที่ตั้ง ตั้ 2-3 สารบัญ บั ความหมายของชื่อมัสยิด 4 องค์ประกอบของมัสยิด 5 พิธีกรรมการละหมาด 6 บรรณานุกรม 7 ภาคผนวก 8
มัสยิดบางอุทิศ ตั้ง ตั้ อยู่ฝั่งซ้ายของถนนเจริญกรุง เลียบแม่น้ำ เจ้าพระยา มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ – ทิศเหนือ ติดต่อกับ ลานจอดรถเอเชียทีค – ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ชุมชนบางอุทิศ – ทิศใต้ ติดต่อกับ สน.วัดพระยาไกร – ทิศตะวันตก ติดต่อกํบ ถนนเจริญกรุง ทิศที่ตั้ง ตั้
ชาวบางอุทิศเป็นมุสลิมเชื้อ ชื้ สายมลายูที่ถูกกวาดต้อนมาพระนคร ตั้ง ตั้ แต่ปี พ.ศ. 2328 กลุ่มเดียวกับมุสลิมชุมชนสวนหลวง แต่เดิมละหมาดรวมกัน ณ สุเหร่าเก่า โดยมีมัสยิดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ในสมัยแรกๆ บรรพบุรุษที่ เป็นเชลยมาสื่อสารโดยใช้ภาษามลายู (ยาวี) เช่น คุตบะห์วันศุกร์ การอ่าน การเขียน เป็นต้น เวลาผ่านไปอาคารมัสยิดทรุดโทรมด้วยผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน อีกทั้ง ทั้ ที่ดินเป็นที่ดินของกรมพระคลังข้างที่ไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ต่อมากรมพระคลังข้างที่เรียกค่าเช่าให้เสียทุกปี ซึ่งหากจะสร้างสุเหร่าหลังใหม่ในพื้น พื้ ที่เดิมกลัวว่าจะไม่ยั่งยืน หะยีนิโซ๊ะ บินนิเง๊ะ เป็นโต๊ะคอเต็บ สุเหร่าเก่า ท่านจึงเรียกประชุมลูกบ้านโดยมีดำ ริให้สร้างสุเหร่าหลังใหม่ชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นชอบ เช่น หะยีซาวี หะยีอาลี หะยีโน๊ต หะยีมะหมูด นายวันดิน ฯลฯ ด้วยนางขัตติยะ บีบี นานา ได้ทราบว่าสุเหร่าเก่าที่สวนหลวง (สุเหร่าเก่าวัดพระยาไกร) ต้องเสียค่าเช่า จึงบริจาคทรัพย์ด้วยความศรัทธาพร้อมด้วยซื้อ ซื้ ที่ดิน และสร้างมัสยิดให้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการดำ เนินการซื้อ ซื้ ที่ดินและก่อสร้างมัสยิดหลังใหม่ขึ้น ขึ้ ริมถนนเจริญกรุง โดยนางขัตติยะ บีบี นานา ได้รวบรวมเงิน ของตนและพี่สาว จำ นวน 30,000 บาท และ รวมกับราษฎรในพื้น พื้ ที่ จำ นวน 1,000 บาทเศษ เพื่อซื้อ ซื้ ที่ดิน 3 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา จำ นวน 30,000 บาทเศษ ตั้ง ตั้ อยู่ อำ เภอบ้านทวาย จังหวัดพระนครเพื่อสร้างมัสยิด โดยการสร้างสุเหร่า เป็นตึกสำ แดงความมั่นคง ถาวร ใช้รูปแบบ ก่ออิฐ ถือปูน ใช้ช่างชาวจีนเป็นผู้ก่อสร้าง รวมระยะเวลาการก่อสร้าง ทั้ง ทั้ สิ้น สิ้ 6 ปี ใช้งบประมาณในการก่อสร้างมัสยิด จำ นวน 55,000 บาทประวัติความเป็นมา
เมื่ออาคารมัสยิดแล้วเสร็จ จึงยกมิมบัร (ธรรมมาศ) ไม้เท้า หนังสือเทศน์ กลอง ไม่ตีกลอง ถาดทองเหลือง พรม เสื่อถ้วยจาน จากมัสยิดหลังเดิมมาเก็บไว้ ณ สุเหร่าหลังใหม่ ซึ่งปัจจุบัน ไม้เท้า และมิมบัร ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ ณมัสยิดบางอุทิศ ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ย้ายมาละหมาด ณ สุเหร่าแห่งใหม่นี้ มีเพียงบางกลุ่มที่มีความประสงค์จะรักษา พื้น พื้ ที่เดิมไว้ ในสมัยนั้น นั้ ยังไม่มี พระราชบัญญัติเรื่องการบริหารศาสนาอิสลาม เรื่องราวยืดเยื้อ ยื้ พอควรด้วยการหาผู้ชี้ ชัดในบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม ในกรณีมัสยิดไม่ห่างกันมากนัก เมื่อมีการอาซานได้ยินถึงกันจะทำ อย่างไร พื้น พื้ ที่ เดียวกันจะมีสองมัสยิดไม่ได้ แต่สุดท้าย ด้วยการวินิจฉัยบทบัญญัติของอิสลาม โดย ครูต่วน (นักปราชญ์) อยู่ที่สี แยกมหานาค และ ท่านครูบ๊ะ (นักปราชญ์) อยู่ที่ปากลัด ได้เลือกค้นดูในคัมภีร์ทางศาสนาอิสลามและได้ให้คำ วินิจฉัยทางออก สุดท้ายจึงมีสองสุเหร่าต่อไป โดยฝ่ายสุเหร่าใหม่มี หะยีนิโซ๊ะ บินนิแง๊ะ เป็น อิหม่าม หะยีฮุดเซ็น เป็นคอ เต็บ และโต๊ะลาใบคามิ เป็นบิหลั่น ชาวบ้านเรียกขานสุเหร่าหลังใหม่นี้ว่ นี้ ว่ า “สุเหร่าแม่บาง” เนื่องจาก ผู้อุทิศ ชื่อ นาง บาง (ขัตติยะ นานา) และอีกชื่อหนึ่งว่า “สุเหร่าใหม่วัดพระยาไกร” เนื่องจากที่ตั้ง ตั้ ของมัสยิดใหม่นี้เ นี้ ป็นพื้น พื้ ที่ติดต่อกับที่ดินวัดพระยาไกรเดิม ก่อนจะมีการตัดถนนเจริญกรุง ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4นางบาง (ขัตติยะ นานา) นอกเหนือจาก ซื้อ ซื้ ที่ดิน และสร้างมัสยิดแล้ว ยังมีจิตกุศลด้วยการ สร้างบ้านพักให้อิหม่ามในบริเวณพื้น พื้ ที่ว่างด้านหน้ามัสยิดอีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน บ้านอิหม่ามในบริเวณมัสยิดเปลี่ยนแปลงไปเป็นที่ตั้ง ตั้ ของ โรงเรียนศาสนศึกษาบางอุทิศ ประวัติความเป็นมา
คำ ว่า บางอุทิศ มาจากชื่อ แม่บาง นานา เจ้าของโรง เลื่อยไม้ที่เคยตั้ง ตั้ อยู่ฝั่งตรงข้าม ผู้อุทิศเงินให้สร้างมัสยิด แห่งนี้ในี้ น พ.ศ. 2458 ก่อนหน้านั้น นั้ ในบริเวณจะมีเพียงแต่ มัสยิดอัลอะติ๊ก ติ๊ มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในเจริญกรุง แต่เป็น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เหล่าชาวมุสลิมเห็นพ้อง ต้องกันว่าควรร่วมกันสร้างมัสยิดที่ทุกคนเข้าถึงได้ไว้ด้วย ความหมายของชื่อวัดบางอุทิศ
1.โถงละหมาด เป็นพื้น พื้ ที่สำ หรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การละหมาด การศึกษาพระคัมภีร์ การรำ ลึกถึงพระเจ้า และการขอพร อาจมีการเปลี่ยนเพื่อรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน เช่น การเลี้ย ลี้ งอาหาร และการประชุมหมู่บ้าน โถงละหมาดมักเป็นที่โล่งที่ได้รับการดูแลจนสะอาด สงบ เป็นสัดส่วน และไร้สิ่งรบกวนต่าง ๆ จะแบ่งพื้นพื้ ที่ สำ หรับหญิงและชายอย่างเป็นสัดส่วน อิหม่ามจะยืนอยู่ด้านหน้าสุด เพื่อเป็นผู้นำ ละหมาด 2. มิห์รอบ เป็นองค์ประกอบที่ใช้ระบุทิศกิบละฮ์ ในการละหมาดมุสลิมจะต้องหันหน้าไปยังทิศกิบละฮ์ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสยิดอัลฮะรอมในมักกะฮ์ ดังนั้น นั้ ภายในมัสยิดจึงมักมีซุ้มมิห์รอบสำ หรับระบุทิศกิบละฮ์ด้านหน้าโถงละหมาด โดยทั่วไปมักเป็นซุ้มโค้งเว้าเข้าไปในผนังหรือเป็นผนังต่างระนาบที่ประดับลวดลายเป็นที่สังเกต 3. มิมบัร หรือ แท่นแสดงธรรม เป็นที่ให้อิหม่ามหรือคอเต็บ (ผู้แสดงธรรม) ขึ้น ขึ้ กล่าวคุตบะฮ์ (แสดงธรรม) แจ้งข่าว หรือปราศรัยในโอกาสที่มีการละหมาดในวันศุกร์มักเป็นแท่นยืนที่มีที่นั่งพักและบันไดขึ้น ขึ้ มีความสูงเพียงพอที่ให้คนอยู่ไกลมองเห็นและได้ยินทั่วถึง 4. โถงอเนกประสงค์ มักเชื่อมต่อกับโถงละหมาด ทำ หน้าที่รองรับผู้คนเข้าออกจากโถงละหมาด และรองรับการขยายตัวของกิจกรรมในโถงละหมาดในวันสำ คัญเพราะจะมีศาสนิกมากเป็นพิเศษ รวมถึงใช้จัดกิจกรรมทางสังคมที่ไม่ขัดกับหลักศาสนา 5. ที่อาบน้ำ ละหมาด ข้อบัญญัติของศาสนาอิสลามกำ หนดให้มีการอาบน้ำ ละหมาด ซึ่งเป็นการทำ ความสะอาดร่างกาย เช่น มือ ใบหน้า แขน และ เท้า เป็นต้น ดังนั้นนั้ ก่อนการละหมาดต้องมาอาบน้ำ ที่มัสยิดหรืออาจจะอาบน้ำ มาจากที่อื่นก็ได้ 6. หออะซาน หรือ หอคอยประกาศเรียกละหมาด เป็นสถานที่ให้มุอัซซิน (ผู้ประกาศเวลาละหมาด) ขึ้น ขึ้ ไปอะซาน (ประกาศ) ให้ได้ยินไปไกลที่สุดเพื่อเรียกให้ผู้คนทำละหมาดมารวมตัวกันที่มัสยิด ท่านศาสดาได้กำ หนดให้ผู้ได้ยินเสียงอะซานมาละหมาดรวมกันที่มัสยิด ในอดีตจะให้การตีกลองบอกเวลาละหมาดเนื่องจากสามารถได้ยินในระยะไกล แม้หออะซานจะลดความสำ คัญลงเนื่องจากมีการใช้เครื่องกระจายเสียงแทน แต่กระนั้น นั้ หออะซานก็ยังคงอยู่เป็นสัญลักษณ์ของมัสยิด ด้วยความสูงโดดเด่นเป็นภูมิสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการดำ รงอยู่ของชุมชนมุสลิม 7. ซุ้มประตู มัสยิดโดยทั่วไปจะมีการกำ หนดขอบเขตหรือแยกพื้น พื้ ที่สงบออกจากสิ่งรบกวน โดยอาจเป็นกำ แพงหรือคูคลองโดยมีประตูเป็นตัวเชื่อมต่อที่บ่งบอกถึงการเข้าถึงมัสยิด ซุ้มประตูมักมีลักษณะเด่นมีการประดับประดาเช่นเดียวกับ โดม หรือหออะซาน มัสยิดแต่ละแห่งจะถูกสร้างให้มีความสวยงาม มักจะมีศิลปะอิสลามปรากฏ อาจจะมีลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายพรรณพฤกษา (Arabesque) ลายอักษรประดิษฐ์ (Calligraphy)ลายเรขาคณิต (Geometric form) และ ลายเรขศิลป์ ( Graphic form) องค์ประกอบของมัสยิด
ในการละหมาดนั้น นั้ จะเริ่มปฏิบัติตั้ง ตั้ แต่อายุ ๗ ขวบ การละหมาดฟัรดูทั้ง ทั้ ๕ เวลาคือ ซุบฮิ ดุฮรี อัสริ มักริบ และอีซา ซึ่งมีจำ นวนรอกาอัตที่แตกต่างกันคือ ๒, ๔, ๔, ๓และ ๔ รอกา อัต ในรอกาอัตหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยท่ายืน ท่าก้มโค้ง (รูกูอ) ท่าก้มกราบ(สุญูด) และท่า นั่ง ด้วยความสงบสำ รวม การก้มกราบ (สุญูด) มุสลิมจะก้มกราบได้เฉพาะกับพระเจ้า อัลลอฮ (ซุบฮาฯ)องค์เดียวเท่านั้น นั้ เวลาละหมาดให้หันหน้าไปทางกิบละอ ซึ่งกิบละอของ ไทยอยู่ทางทิศตะวันตก สำ หรับการละหมาดญุมอะฮ หรือชาวไทยมุสลิมเรียกว่า "ละหมาดวันศุกร์" เป็นละหมาดฟีรดูจำ เป็นหรือบังคับสำ หรับผู้ชายที่จะต้องไปละหมาดรวมกันโดยมี อิหม่ามเป็นผู้นำ ละหมาด ซึ่งมีจำ นวน ๒ รอกาอัด หลังจากการกล่าวคุฎบะฮ (คำ อบรมของอิหม่าม) สถานที่ควรเป็นมัสยิด หากบริเวณนั้น นั้ ไม่มีมัสยิดก็ให้รวมกันเพื่อการละหมาดในสถานที่ที่สะอาด โดยให้มีผู้ทำ หน้าที่ มุอัซซิน กล่าวคุฎบะฮและนำ ละหมาด พิธีกรรมการละหมาด
https://teroasia.com/news/244496 สืบค้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566 บรรณานุกรม http://www2.huso.tsu.ac.th/puyu2020/featured_9.html สืบค้นเมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566
ภาคผนวก หออะษาน คือ หอคอยที่ถูกสร้างเพื่อเข้าไปในมัสยิด โถงละหมาด คือ โถงที่ใช้สำ หรับแสดงความภักดีต่อพระเจ้าร่วมกันตาม แนวทิศทางกิบละฮ์ มีความสะอาด สงบ เป็นสัดเป็นส่วน และปลอดภัย จากสิ่งรบกวนต่างๆ มิมบัร หรือ รื แท่นแสดงธรรม เป็นที่ให้อิหม่ามหรือ รื คอเต็บ (ผู้แสดงธรรม)ขึ้นกล่าวคุตบะฮ์ (แสดงธรรม) มิห์รอบ คือ ใช้ระบุทิศกิบละฮ์ ในการละหมาดมุสลิม จะต้องหันหน้าไปยังทิศกิบละฮ์ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสยิดอัลฮะรอมในมักกะฮ์