E-BOOK
ประวตั ศิ าสตรก ารผลิตครู
และ
วิวฒั นาการวิชาชพี ครขู อง
ประเทศไทยทเี่ ปลย่ี นแปลงไป
ตามบรบิ ทของสังคม วิชาชีพ
ครจู นถึงวิชาชีพขน้ั สงู
¤Òí ¹Òí
หนงั สือออนไลน (e-book) เลมนเี้ ปน สวนหนึ่งของรายวิชาปรัชญาการ
ศึกษาและพฒั นาการวชิ าชีพครู คณะผจู ดั ทําไดทําการศึกษาและวเิ คราะห
ประวัติศาสตรการผลิตครแู ละววิ ฒั นาการวชิ าชพี ครขู องประเทศไทยท่ี
เปลี่ยนแปลงไปตามบรบิ ทของสงั คม วชิ าชพี ครูจนถงึ วิชาชพี ขนั้ สงู โดยมี
วัตถุประสงคก ารศึกษาเพอ่ื ศึกษาประวตั ิศาสตรก ารผลิตครตู ้ังแตก ารจัด
ตงั้ ครุ สุ ภาตามพระราชบัญญตั ิครู พ.ศ. 2488 จนถงึ กอ นประกาศใชพ ระราช
บญั ญตั ิการศึกษาแหง ชาติพ.ศ. 2542 โดยไดอธิบายสถาบันการผลติ ครใู น
ชวงนี้คือโรงเรยี นฝกหดั ครู และประวตั ิศาสตรข องมหาวทิ ยาลยั
ศรนี ครนิ ทรวิโรฒที่เกีย่ วของกับการฝกหัดครู
คณะผจู ัดทําขอขอบพระคณุ อาจารยพรใจ ลี่ทองอิน ผูใหค วามรูและให
แนวทางในการศึกษา คณะผูจดั ทําหวังวาหนงั สอื ออนไลน (e-book) เลม น้ี
จะใหค วามรแู ละเปน ประโยชนแ กผอู ื่นอา นไมมากก็นอ ย
¤³Ð¼Ù¨Ñ´·Òí
ÊÒúÑ
เรอง หนา้
การกอ่ ตงั ครุ ุสภา 1
สาระสําคัญของพระราชบญั ญตั ิครู พ.ศ. 2488 และแกไ้ ขเพิมเติม 2
โครงสร้างการบรหารครุ ุสภาคุรุสภาการ
นโยบายของครุสภา 6
อํานาจหนา้ ทขี องครุ ุสภา 8
ลักษณะของบณั ฑิตครู 9
หลกั ของการปฏิรูปการเรยนการสอนในการผลติ ครู 10
11
โรงเรยนฝกหดั ครู
โรงเรยนฝกหัดครูชันสงู 12
วทยาลัยวชาการศกึ ษา 13
มหาวทยาลยั ศรนครนทรวโรฒ 14
กระบวนการผลติ ครู 15
16
¡ÒÃ¡Í µé§Ñ ¤ØÃÊØ ÀÒ
ในป พ.ศ.2488 เมอื ภาวะสงครมโลกครังที 2 ใกล้ยตุ ลิ ง รัฐบาบขณะนันได้ประกาศใช้
พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 โดยไดป้ ระกาศในราชกจิ นเุ บกษาเมือวันที 16 มกราคมพ.ศ.2488
กระทรวงศึกษาธกิ ารจึงไดต้ กลงให้รวมกิจการและทรัพย์สินของ"สามัคยาจารย์สมาคม"เข้ารวม
กับ"ครุ ุสภา" ดังนนั สามคั ยาจารย์จึงไดส้ ินสดุ สภาพลง นบั แตบ่ ดั นันมาจงึ มีสภาในกระทรวง
ศกึ ษาธกิ ารเรยกวา่ "ครุ ุสภา"เปนนิติบคุ คล
เหตผุ ลทคี ุรุสภาขนึ นายทว บญุ ยกลุ เกตุ รัฐมนตรวา่ การกระทรวงศึกษาธิการในสมยั นนั
(ตังแต1่ สงิ หาคม 2487 ถงึ 17 กรกฎาคม 2488) ไดใ้ หเ้ หตุผลไวว้ า่ เพือใหช้ ว่ ยเหลือในการ
กําหนดนโยบายการศกึ ษาของชาตใิ นรูปของคณะกรรมการ เพอื ชว่ ยเหลอื ฐานะความเปนอยู่
ของครูให้ดขี นึ และใหค้ รูได้ปกครองกันเองเพราะอาชพี ครูไมเ่ หมอื นกบั ขา้ ราชการอืนๆ
ในชนั นจี ะเห็นวา่ การก่อตงั คุรุสภานัน ไมไ่ ดเ้ กดิ มาจากสาเหตุของจรรยาบรรณของครู
เสือมโทรมแต่ประการใด และกไ็ มไ่ ดก้ าํ หนดจรรยาบรรณของครูเปนลายลกั ษณ์อักษรไวด้ ้วย
ทังนีนา่ จะเปนเพราะในชว่ งนันผู้ประกอบวชาชีพครูได้ยึดถือศีลธรรมและประเพณีของสังคมเปน
หลักในการครองตน ซึงสังคมโดยส่วนรวมก็ไดใ้ ห้การเคารพนบั ถือและยกยอ่ งครูเปนอย่างดอี ยู่
แลว้ แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม การก่อตงั ครุ ุสภาขึนกเ็ ปนความตอ้ งการของรัฐบาลทีจะชว่ ยเหลือและ
วทยฐานะของครู ทังเพอื ช่วยเหลอื รัฐบาลในการในการกําหนดนโยบายการศกึ ษาแหง่ ชาติ ซงึ
ขณะนันยังไมม่ หี น่วยงานใดรับผิดชอบในดา้ นนี และเปนทนี ่าสังเกตวา่ ครูประชาบาล ซงึ เปนครู
ทมี ีจาํ นวนมากทสี ดุ ไมไ่ ดเ้ ปนสมาชิกครุ ุสภาด้วย เพราะขณะนันครูประชาบาลยังไมม่ วี ทยฐานะ
เปนขา้ ราชการ กฎหมายจึงครอบคลมุ ไปไมถ่ งึ และทีสาํ คญั อกี ประการหนึงคอื รัฐบาลต้องการ
รวมองค์กรครูอิสระต่างๆให้มาอยู่ภายใตก้ ฎหมายทรี ัฐบาลกาํ หนดเพอื งา่ ยตอ่ การควบคมุ นันเอง
ฉะนันจึงเปนไปได้วา่ ครูประชาบาลทีอยตู่ ่างจงั หวัดห่างไกลไมม่ สี ่วนทีจะมีผลกระทบตอ่ ความ
มันคงของรัฐ รัฐจงึ ไม่จาํ เปนทีจะควบคมุ ดแู ลในลักษณะของคุรุสภา จนกระทังครูประชาบาลได้
รับการยกฐานะให้เปนข้าราชการพลเรอน เมือป 2491 จึงมสี ิทธเิ ปนสมาชกิ ครุ ุสภา
1
ÊÒÃÐÊÒí ¤Ñ ¢Í§¾ÃÐÃÒªºÑѵԤÃÙ
¾.È. 2488 áÅÐá¡ä¢à¾ÁÔè àµÁÔ
นบั ตังแต่ได้กอ่ ตังครุสภาเมือ พ.ศ. 2488 ภายใต้ พ. ร. บ. ครู พ.ศ. 2488 ตอ่ มา
ได้มีการแกไ้ ขเพิมเตมิ พ. ร. บ. ครู 2483 อกี ถึง 5 ครังซึงแตล่ ะครังนันมสี าเหตุและ
เหตผุ ลทแี ตกตา่ งกันออกไปนอกจากนีก็ยังมคี วามพยายามทีจะยกเลกิ พ. ร. บ. ครู
พ.ศ. 2488 แลว้ จะใช้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่แทนทอี กี ดว้ ย
พ. ร. บ. ครู พ.ศ. 2488 ได้ตราขนึ เมือวนั ที 9 มกราคม 2488 โดยมสี าระสาํ คญั
คอื ไม้มเี สภาในกระทรวงศกึ ษาธกิ ารเรยกวา่
"คุรุสภา" เปนนิตบิ ุคคลดว้ ยและมีอํานาจหนา้ ที (1) ให้ความเหน็ กระทรวงศกึ ษาใน
เรองนโยบายการศกึ ษาทัวไปหลักสูตรแบนเรยนการสอนการอบรมการสอบไล่อนื ๆ
(2) ควบคมุ และสอดสอ่ งจรรยามารยาทและวนัยของครู (3) สง่ เสรมฐานะของครู
(4) ให้ครูและครอบครัวไดร้ ับความชว่ ยเหลือ (5) สง่ เสรมฐานะของครูในด้านความรู้
ความประพฤติ (6) ปฏิบัตติ ามกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบยี บข้าราปการพลเรอนแทน ก.พ.
ซงึ จะเห็นวา่ บทบทของครุ ุสภาตามกฎหมายก็เพอื สนองจุดมุ่งหมายทงั 3 ประการที
กลา่ วแลว้ คือเรองการจัดการศกึ ษาของชาตกิ ารยกฐานะของครูและการปกครอง
กนั เองสําหรับขา้ ราชการครูกรรมการจาก
คณะกรรมการคณะบคุ คลทบี รหารคุรุสภาเรยกวา่ คณะกรรมการอาํ นวยการคุรุ
สภาคณะกรรมการตาม พ.ร.บ. ในยคุ แรกๆ ประกอบด้วยรัฐมนตรวา่ การกระทรวง
ศึกษาธิการเปนประชาชนปลัดกระทรวงศึกษาธิการเปนรองประธานอธิบดีกรมสามัญ
ศึกษาอธิบดีกรมอาชีวศกึ ษาอธบิ ดกี รมพลศกึ ษาอธกิ ารบดจี ฬุ าลงกรณ์มหาวทยาลัย
เปนกรรมการโดยตาํ แหน่งและกรรมการทไี ด้รับการเลอื กตังจากทปี ระชมุ สามญั แห่ง
ครุ ุสภาอีกไมเ่ กนิ เกา้ คนเปนกรรมการการเลือกตงั อยูใ่ นตําแหนง่ วาระละสปี การ
ประชุมสามัญของคุรุสภาประจําปเปนการประชมุ ของสมาชกิ ครุ ุสภาประจําปเพือให้
คณะกรรมการอาํ นวยการแถลงผลงานฐานะการเงนิ การเสนอความคิดเห็นต่าง
ๆ ของสมาชกิ พร้อมทงั เลือกตังตัวแทนสมาชกิ เขา้ ไปเปนกรรมการอํานวยการครุ ุสภา
ซงึ การประชุมสามัญประจาํ ปนนี บั วา่ ก่อให้เกิดประโยชน์แกค่ ุรุสภาโดยส่วนรวมเปน
อย่างมากเพราะสมาชิกมโี อกาสซักถามเรองราวตา่ งๆ ไดท้ งั ยังนาํ ไปสกู่ ารพัฒนาด้าน
ตา่ งๆอกี ดว้ ยเพราะมาจากหลาย ๆ ความคดิ
2
ÊÁÒªÔ¡¤ÃÙµÍ §à»¹ ÊÁÒªÔ¡¤ØÃÊØ ÀÒ
¤ÃÙ ËÁÒ¶֧
(1) ข้าราชการครูและผทู้ ําการสอนในสถานศึกษาในความควบคมุ ของกระทรวง
ศึกษาธิการและได้รับเงินเดอื นประจาํ
(2) ขา้ ราชการพลเรอนซงึ ดํารงตาํ แหนง่ เปนผู้สอนประจําในสถานศกึ ษาของ
กระทรวง“ ศกึ ษาธิการหรอตาํ แหน่งอืนทเี กยี วกบั การศกึ ษา บทลงโทษกรยาสมาชกิ
คุรุสภาประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณหรอวนยั ของครูและไดม้ กี ารสอบสวนแล้วปรากฏวา่
มคี วามผดิ จรงคณะกรรมการอาํ นวยการมีอํานาจลงโทษภาคทณั ฑ์ ตําหนโิ ทษเปน
ลายลักษณ์อกั ษรหรอให้ออกจากการเปนสมาชกิ ครุ ุสภาก็ได้
ครุ ุสภาในระยะแรกเรมดูจะเปนเหมือนวา่ ได้ตงั ขึนเพอื ครูโดยแทจ้ รงเพราะเปนไป
ตามความประสงค์ของรัฐบาลทจี ะดูแลครูโดยใหค้ รูมีสว่ นร่วมในการบรหารงานดว้ ย
ซึงเมอื พจิ ารณาจากจาํ นวนคณะกรรมการอานวยการแลว้ จะเหน็ วา่ มีตวั แทนทเี ลอื ก
ตงั จากครูมากกวา่ กรรมการโดยตําแหน่งถงึ 3 คน นอกจากนีครูทเี ปนสมาชิกครุ ุ
สภายังมีโอกาสตรวจสอบการทางานของครุ ุสภาในทีประชมุ สามัญแหง่ ครุ ุสภาอีก
ด้วยและทังยังเปนองค์กรบรหารงานบุคคลของครูแทน ก.พ. ทําใหก้ ารบรหารงาน
บคุ คลของครูมคี วามคลอ่ งตัวและสอดคลอ้ งกับลกั ษณะงานของครูทีแตกตา่ งจาก
ขา้ ราชการพลเรอนอืนๆ ซึงกรณีนีสามารถเหน็ ไดจ้ ากการทีครูอาจารยข์ อง
มหาวทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึงสงั กัดกระทรวงเกษตราธิการยงั มีความต้องการให้มี
การปรับปรุงแกไ้ ข พ.ร.บ. ครูเพอื ใหค้ รูอาจารย์ของมหาวทยาลัยเกษตรศาสตร์ไดเ้ ปน
นามาเชิญคุรุสภาและไดร้ ับสทิ ธิเสมอกับอาจารย์อนื ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ แต่ถงึ
แม้วา่ คุรุสภาจะมบี ทบาทควบคมุ ดูแลครูอาจารย์ในมหาวทยาลัยบางสว่ นดว้ ยก็ตาม
แต่ก็มีครูอกี กลมุ่ หนงึ ซงึ เปนครูกลุ่มทใี หญ่ทสี ุดคอื ครูประชาบาลได้ถกู ละเลยจึงไมไ่ ด้
เปนสมาชิกครุ ุสภาในระยะแรกทังนเี พราะครูประชาบาลาสนะนันยังมไิ ดเ้ ปน
ข้าราชการพลเรอน” ต่อมาในป พ.ศ. 2491 ได้มีการยกฐานะครูประชาบาลเปน
ขา้ ราชการพลเรอนแล้วจงึ มสี ทิ ธเิ ปนสมาชิกครุ ุสภา
3
¡ÒÃá¡ä¢à¾ÔÁè àµÔÁ ¾Ãº.¤ÃÙ (©ººÑ ·Õ2è )
การแก้ไขเพิมเติมครังที 2 ไมม่ ีประเดน็ นา่ สมใจมากนัก มีการแก้ไขเพิมเตมิ เพยี ง 2 เรอง คือ
(1) ในส่วนของคณะกรรมการอาํ นวยการกาํ หนดใหมใ่ ห้อธิบดที กุ กรมในกระทรวงศึกษาธกิ าร
เปนกรรมการทงั นอี าจเนอื งมาจากถ้ามกี ารก่อตังกรมใหม่ๆ ขึนในกระทรวงศกึ ษาธิการก็ไม่ต้อง
แกไ้ ขเพมิ เติม พ. ร. บ. ครูอกี ในสว่ นของตัวแทนครูทีมาจากการเลอื กตังให้กําหนดใหม่โดยให้มี
จาํ นวนมากกวา่ กรรมการโดยตําแหนง่ จํานวน 3 คน
(2) การเลือกตังกรรมการอํานวยการ แตเ่ ดินให้เลือกตังในทปี ระชมุ สามญั แห่งคุรุสภาได้เปลียน
มาเปนใหผ้ สมาชิกของแต่ละจังหวดั เลือกสมาชิกครุ ุสภาเปนผู้แทนทําการเลือกตงั ในทปี ระชมุ
แหง่ ครุ ุสภาแทนได้
¡ÒÃá¡ä ¢à¾èÁÔ àµÔÁ ¾. Ã. º. ¤ÃÙ
(©ºÑº·Õ3è ) ¾.È. 2509
การแกไ้ ขเพมิ เตมิ ในครังนีสืบเนอื งมาจากได้มีการโอนโรงเรยนประถมศกึ ษาบางประเภทและ
ขา้ ราชการตําแหนง่ ครูไปสงั กัดองคก์ ารบรหารสว่ นจังหวดั และบางส่วนไปสังกัดเทศบาล จึงได้
มีการเพิมอํานาจหน้าทีของคุรุสภาอกี หนึงขอ้ คอื ทา้ หน้าทีปฏบิ ัติตามกฎหมายวา่ ด้วยระเบียบ
บรหารราชการส่วนจงั หวดั แทน ก.จ. สาํ หรับครูประชาบาล แตไ่ มร่ วมความถงึ ครูเทศบาลด้วย
นอกจากนีไดเ้ พมิ ความหมายคาํ วา่ "ครู” ในมาตรา 24 เมือใหค้ วามคลมุ ถงึ ครูประชาบาและครู
เทศบาลใหเ้ ปนสมาชิกครุ ุสภาได้
การแก้ไขเพมิ เติม พ. ร. บ. ครูในครังนีเองทไี ด้ปรากฏผลในเวลาตอ่ มาครูเทศบาลซึงครุ ุสภา
ไม่มีอํานาจครอบคลมุ ไปถงึ ไดเ้ รยกร้องไปยังคุรุสภาวา่ ไม่ได้รับความธรรมเหมอื นขา้ ราชการครู
อืนในการเลอื นขนั เลือนตาํ แหน่งเพราะ ก.ท. อ. ก.ท.
บบี คันโดยอ้างวา่ ไมม่ งี บประมาณและเปนเหตุหนึงทีครูเทศบาลถูกคณะเทศมนตรนําเรอง
การเมืองเข้ามาบบี คันทุกวถีทางเรองนีคณะกรรมการอาํ นวยการครุ ุสภาไดแ้ ต่งตงั ขนึ คณะหนงึ
มีนายจติ ร ทังสบตุ ร เปนประธาน เพอื ให้ไปปรกษาปญหาความเดอื ดร้อนของครูเทศบาล ก่อน
หนา้ นีในการประชมุ สามัญแห่งคุรุสภา ในป 2516 มีครูถามทปี ระชุมวา่ ครูเทศบาลไมไ่ ด้รับ
ความคมุ้ ครองทางวนัย ความดี
ความชอบ และการเลือนวทยะฐานะเหมอื นครูสังกดั อนื ซงึ นายเยอื วชยั ดษิ ฐ์
(กรรมการอํานวยการครุ ุสภาขณะนัน ตงั แต่ 17 พฤษภาคม 2512-27 พฤษภาคม 2516)
ตอบวา่ คุรุสภาปฏบิ ัตหิ นา้ ทไี ปตามขอบเขตของกฎหมาย กฎหมายเทศบาลออกก่อนกฎหมาย
ครูโดยมารยาท พ.ร.บ.ครูจะไปทาํ ลายของเกา่ ไมไ่ ด้
4
¡ÒÃá¡ä¢ ¾.Ã.º.¤ÃÙ¤ÃÑé§·Õè 3 ¾. È. 2519
การแก้ไข พ.ร.บ.ครู ครังนี นับวา่ มคี วามสําคัญมาก เพราะทําใหค้ ุรุสภาตอ้ งสญู สิน "การ
ประชมุ สามัญครุ ุสภา"นับตังแต่บัดนนั พร้อมทังยกเลกิ การอาํ นวยการทมี าจากการเลอื กตงั
ต้องการสมาชกิ จากทีประชุมสามักคุรุสภาจึงเหลือแตเ่ ฉพาะกรรมการโดยตําแหนง่ เทา่ นันและได้ให้
เลขาธกิ ารคุรุสภาเปนกรรมการและเลขานกุ ารคณะกรรมการอํานวยการโดยตาํ แหน่งนอกจากนใี ห้
มีกรรมการทปี รกษาจํานวน
13 คน มาจากเขตการศึกษาละ 1 คนและจากกรุงเทพมหานครอกี 1 คนแต่ก็ไม่ไดเ้ ปนประโยชน์
ตอ่ สมาชิกมากนักพร้อมทังคําวา่ "ครู" ในมาตรา 24 ไดเ้ พิมขา้ ราชการกรุงเทพมหานครซึงดาํ รง
ตําแหน่งเปนผู้สอนประจาํ ในสถานศึกษาของกรุงเทพมหานครดว้ ย เหตผุ ลทีรัฐบาลไดแ้ กไ้ ขเพมิ
เตมิ ครังนีเนืองจากบางมาคราในพระราชบญั ญัติมีหลกั การไม่สอดคลอ้ งกบั สถานการณแ์ นะนัน
¡ÒÃá¡ä¢à¾èÔÁàµÁÔ ¾. Ã. º. ¤ÃÙ
(©ººÑ ·5Õè ) ¾.È. 2521
การแกไ้ ขเพิมเตมิ ครังนนี บั วา่ กอ่ ให้เกิดประโยชน์แก่ครูทีเปนสมาชกิ ไดร้ ะดบั หนึงเพราะในส่วน
ของนะกรรมการอํานวยการได้เพิมใหม้ ีกรรมการจาการเลอื กตังอีก 10 คนได้เฉพาะครูทีปฏบิ ตั ิ
หน้าทใี นสถานศึกษาดงั นี
(1) จากสถานศกึ ษาในกระทรวงศกึ ษาพิการจํานวน
(2)คนจากครูสงั กดั องคก์ ารบรหารสว่ นจงั หวดั จํานวน 4 ค
(3) จากครูสงั กดั เทศบาลจาํ นวน 1 คน)
(4) จากครูสังกัดกรุงเทพมหานครจํานวน 1 คน
(5) จากครูโรงเรยนเอกชนจํานวน 2 คน โดยรัฐบาลสมัยนนั ไดใ้ หเ้ หตุผลวา่ เพือใหค้ รูมสี ว่ นร่วม
ในการกาํ หนดนโยบายและบรการกจิ การของครุ ุสภา
¡ÒÃá¡ä ¢à¾èÔÁàµÔÁ ¾. Ã. º. ¤ÃÙ
(©ºÑº·Õè 6) ¾.È. 2523
สบื เนอื งมาจากไดม้ ีการตรา พ. ร. บ. วา่ ดว้ ย พ. ร. บ. ระเบยี บขา้ ราชการครูขนึ เมอื
พ.ศ. 2523 โดยแยกงานบรหารงานบุคคลออกมาจากครุ ุสภาให้แก่ ก.ค. ประกอบกบั ได้มกี าร
โอนการศกึ ษาประชาบาลจากองค์การบรหารส่วนจังหวดั และโอนการประถมศกึ ษาบางส่วนจาก
กรมสามญั ศึกษาไปสงั กดั สํานกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ ในปเดยี วกันนนั จงึ
เปนผลใหค้ รูประชาบาลซงึ เดิม (2509) เปนขา้ ราชการสว่ นจงั หวดั สังกดั องคก์ ารบรหารสว่ น
จังหวดั เปลียนฐานะมาเปนขา้ ราชการครูสังกัดกระทรวงศกึ ษาธกิ ารจึงต้องมีการแกไ้ ข พ.ร.บ. และ
สดั ส่วนของกรรมการอาํ นวยการคุรุสภาทมี าจากตวั แทนของครูอีกดว้ ย
5
â¤Ã§ÊÃÒ §¡ÒúÃËÔ ÒÃ
¤ØÃÊØ ÀÒ¤ÃØ ÊØ ÀÒ¡ÒÃ
ครุ ุสภาเปนเสมือนสภาของครูในกระทรวง
ศกึ ษาธกิ ารและมีฐานะเปนนิตบิ ุคคลการบรหาร
งานของคุรุสภาจะบรหารโดยคณะกรรมการ
อาํ นวยการคุรุสภาและจะเปนผูใ้ ชอ้ าํ นาจตา่ งๆใน
ฐานะนติ ิบคุ คลมีสํานักงานเลขาธิการคุรุสภาเปน
หน่วยงานทปี ฏบิ ัติงานธุรการสถิติข้อมลู ตา่ งๆ
โดยมีเลขาธกิ ารครุ ุสภาเปนผู้บังคบั บัญชาสําหรับ
องค์การคา้ ครุ ุสภาก็เปนหนว่ ยงานหนงึ ทีจัดหา
รายได้ใหค้ ุรุสภาและมีคณะกรรมการบรหารซึง
คณะกรรมการอาํ นวยการครุ ุสภาเปนผแู้ ตง่ ตงั
เรยกวา่ คณะกรรมการองคก์ ารคา้ ครุ ุสภา
สํานกั งานเลขาธิการคุรุสภาได้พฒั นาและปรับ
เปลยี นการบรหารมาตลอดจนกระทงั ปจจุบนั ได้
แบ่งการบรหารออกเปน 8 กอง
การบรหารครุ ุสภาสว่ นภมู ิภาคครุ ุสภาไดแ้ ตง่
ตังให้ศึกษาธิการจงั หวดั , ศกึ ษาธกิ ารอําเภอเปน
เจ้าหนา้ ทีครุ ุสภาจังหวดั และอําเภอตามลาํ ดบั นับ
ตงั แต่ปพ.ศ. 2488 และใหส้ ํานักงานศกึ ษาธิการ
จังหวดั อาํ เภอเปนสาํ นกั งานคุรุสภาจงั หวดั อําเภอ
ดว้ ยเพือช่วยเหลอื และดแู ลงานคุรุสภาสว่ นจังหวดั
นนั ๆ ต่อมาคณะกรรมการอํานวยการคุรุสภาไดม้ ี
มติเมอื วนั ที 24 มิถนุ ายน 2534 เปลียนชอื เจา้
หนา้ ทคี ุรุสภาจังหวดั เปนผอู้ ํานวยการครุ ุสภา
จังหวดั และเจ้าหนา้ ทคี ุรุสภาอําเภอเปนผอู้ ํานวย
การคุรุสภาอาํ เภอนอกจากนใี นปพ.ศ. 2525 ครุ ุ
สภากไ็ ดใ้ ห้มคี ณะกรรมการคุรุสภาจงั หวดั คณะ
กรรมการคุรุสภาอาํ เภอเพอื ปฏบิ ัตหิ น้าทีบาง
ประการแทนครุ ุสภาด้วย
6
ÊÒí ËÃѺâ¤Ã§ÊÃÒ§¡ÒÃ
ºÃËÔ ÒÃ¤ÃØ ØÊÀÒÁÕ´§Ñ ¹Õé
á¼¹ÀÁÙ ·Ô èÕ 1
7
¹âºÒ¢ͧ¤ØÃÊØ ÀÒ
นับตงั แตก่ อ่ ตังคุรุสภาเปนต้นมาปรากฏวา่ คุรุสภาไมเ่ คยกําหนดนโยบายในการบรหารงาน
ไวอ้ ย่างชดั เจน ต่อมาหลังจากทคี รุ ุสภาหมดบทบาทหน้าทีในการบรหารงานบคุ คลแลว้ และ
เมอื นายจรูญ มิลนิ ทร์ เข้าดาํ รงตาํ แหน่งเลขาธิการครุ ุสภา ตงั แต่ 16 สงิ หาคม 2525 - 30
เมษายน 2531 ครุ ุสภาจึงไดเ้ รมประกาศนโยบายในการบรหารงานเปนลายลักษณ์อักษร
อยา่ งชดั เจนเปนครังแรกเมือ พ.ศ. 2526 โดยได้เนน้ 2 นโยบายหลกั คอื นโยบายดา้ นวชาชพี
ครู และนโยบายด้านสวสั ดิการ ซึงจะสงั เกตไดว้ า่ นโยบายทังสองด้านไมม่ ใี ครปฏเิ สธไดว้ า่
ด้านสวสั ดิการนันครุ ุสภาจัดทําไดม้ ากกวา่ ด้านวชาชพี ครู แตอ่ ยา่ งไรก็ตามก็ได้มีการกล่าว
ขวญั อยเู่ ปนเนืองๆ วา่ ครุ ุสภาทาํ ตวั เปนตวั แทนจําหนา่ ยสินคา้ มากจนเกนิ ไป ซึงน่าจะมอี ะไรที
เปนผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ นอกจากนยี ังมีการวพากษ์วจารณบ์ ทบาทของคุรุสภาอกี ใน
เรองการจัดสวสั ดกิ ารนา่ จะเปนบทบาทของหนว่ ยงานตน้ สงั กัดเปนฝายดแู ลกันเอง ส่วนคุรุ
สภาในฐานะองค์กรวชาชพี ไมค่ วรจะเน้นด้านสวสั ดกิ าร แตค่ วรทีจะมาดแู ลกนั วชาชพี ครู
มากกวา่ ซงึ บทบาทของครุ ุสภาทผี ่านมาก็ไดพ้ ยายามผลักดัน พ.ร.บ. ครูฉบับใหม่ เพอื ให้ครุ ุ
สภามบี ทบาทในการควบคมุ การออกพกั เพิกถอนใบอนญุ าตประกอบวชาชีพครู นอกจากนี
นโยบายอกี ดา้ นหนึงทคี ุรุสภาไมไ่ ดย้ กขึนมาเด่นชดั คือ การพิทกั ษส์ ิทธิประโยชน์ของครู ซึง
เปนเรองทีมคี วามสาํ คัญเพราะเปนเครองทเี กียวโยงถงึ เกยี รติ ศักดศิ ร และวชาชีพครู
เมอื นายสาํ เรง นิลประดษิ ฐ์ เขา้ ดาํ รงตาํ แหน่งเลขาธกิ ารครุ ุสภาตอ่ จาก นายจรูญ มลิ ินทร์
(1 พฤศภาคม 2531 - 29 กุมภาพนั ธ์ 2535) ก็ไดก้ าํ หนดนโยบายของคุรุสภาไว้ 13 ประการ
ซงึ พอจะสรุปได้เปน 4 ด้านคอื ด้านวชาชพี ครู ด้านสวสั ดภิ าพครู ดา้ นสวสั ดิการครู และด้าน
การพัฒนาองคก์ าร อย่างไรกต็ ามครุ ุสภาในยุคนกี ไ็ มม่ บี ทบาทใดๆใหม่ นอกจากจะดาํ เนินการ
สบื เนือง ทงั ดา้ นสวสั ดกิ ารและวชาชพี ครูต่อจากสมัย นายจรูญ มลิ ินทร์ เท่านัน แม้นายสําเรง
นลิ ประดษิ ฐ์ เลขาธการครุ ุสภาจะเคยเสนอความเห็นในเรองการแยกบัณชเี งนิ เดอื นของครูออก
จาก ก.พ. ก็ไม่ใชบ่ ทบาทของครุ ุสภาแต่เปนบทบาทของ ก.ค. ซึงไดด้ าํ เนนิ การไประดบั หนึง
แล้ว สําหรับเรองเดน่ ของครุ ุสภาในยคุ นายสาํ เรง นิลประดษิ ฐ์ เปนเลขาธกิ ารคุรุสภา กค็ อื
การกล่าวกันในคุรุสภาขา้ วการทจุ รตในคุรุสภาและภูมิภาคการลงโทษและการเลกิ จ้าง
เลขาธิการคุรุสภา และอืนๆทปี รากฏทางสือมวลชน ทําให้ภาพของครุ ุสภาถกู มองในทางลบ
เสอื มศรัทธาจากสมาชกิ
8
ÍíÒ¹Ò¨Ë¹Ò ·èբͧ¤ÃØ ÊØ ÀÒ
1. กาํ หนดมาตรฐานวชาชีพและจรรยาบรรณของวชาชีพ
2. ควบคุม ความประพฤติและการดาํ เนินงานของผปู้ ระกอบวชาชีพทางการศึกษาให้เปน
ไปตามมาตรฐานวชาชีพและจรรยาบรรณของวชาชีพ
3. ออกใบอนญุ าตใหแ้ กผ่ ขู้ อประกอบวชาชพี
4. พักใชใ้ บอนุญาตหรอเพิกถอนใบอนญุ าต
5. สนับสนนุ ส่งเสรมและพฒั นาวชาชีพตามมาตรฐานวชาชพี และจรรยาบรรณของวชาชีพ
6. ส่งเสรมสนบั สนุน ยกย่อง และผดุงเกยี รติผู้ประกอบวชาชีพทางการศกึ ษา
7. รับรองปรญญา ประกาศนยี บตั ร หรอวฒุ ิบตั รของสถาบันต่าง ๆ ตามมาตรฐาน
วชาชีพ
8. รับรองความรู้และประสบการณท์ างวชาชพี รวมทังความชาํ นาญในการประกอบ
วชาชีพ
9. ส่งเสรมการศึกษาและการวจัยเกยี วกับการประกอบวชาชพี
10. เปนตัวแทนผูป้ ระกอบวชาชพี ทางการศึกษาของประเทศไทย
11. ออกขอ้ บังคับครุ ุสภาวา่ ด้วย
(ก) การกําหนดลกั ษณะต้องห้ามมาตรา 13
(ข) การออกใบอนญุ าต อายุใบอนญุ าต การพักใช้ใบอนญุ าต การเพกิ ถอนใบอนุญาต และการรับรอง
ความรู้ประสบการณ์ทางวชาชีพ ความชาํ นาญในการประกอบวชาชีพ
(ค) หลกั เกณฑแ์ ละวธกี ารในการขอรับใบอนญุ าต
(ง) คุณสมบตั ิและลักษณะต้องหา้ มของผู้ขอรับใบอนญุ าต
(จ) จรรยาบรรณของวชาชีพและการประพฤตผิ ดิ จรรยาบรรณอนั จะนาํ มาซึงความเสือมเสยี เกยี รติศักดิ
แหง่ วชาชพี
(ฉ) มาตรฐานวชาชีพ
(ช) วธีการสรรหา การเลือก การเลอื กตงั และการแต่งตงั คณะกรรมการคุรุสภาและคณะกรรมกรรมการ
มาตรฐานวชาชพี
(ซ) องคป์ ระกอบ หลกั เกณฑ์ วธีการคดั เลอื กคณะกรรมการสรรหา
(ฌ) หลักเกณฑ์และวธกี ารสรรหาเลขาธิการคุรุสภา
(ญ) การใดๆ ตามทีกําหนดในพระราชบัญญตั ินี
12. ให้คาํ ปรกษาหรอเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรเกียวกบั นโยบายหรอปญหาการพัฒนา
วชาชพี
13. ให้คําแนะนําหรอเสนอความเหน็ ต่อรัฐมนตรเกยี วกบั การประกอบวชาชพี หรอการออก
กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศตา่ ง ๆ
14. กําหนดให้มคี ณะกรรมการเพือกระทําการใด ๆ อันอยู่ในอํานาจหน้าทขี องครุ ุสภา
15. ดาํ เนินการใหเ้ ปนไปตามวตั ถุประสงคข์ องครุ ุสภา ขอ้ บังคับของครุ ุสภาตาม (11) นัน
ตอ้ งไดร้ ับความเหน็ ชอบจากรัฐมนตร และเมือได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาและใหใ้ ช้
บังคับได้
9
ÅѡɳТͧº³Ñ ±µÔ ¤ÃÙ
1. ด้านสตปิ ญญา ประกอบดว้ ย
1.1 มคี วามคดิ แก้ปญหาอย่างมีระบบ
1.2 มีเหตุผล
1.3 สามารถใชภ้ าษาไทยสือสารไดอ้ ย่างดี
2. ด้านจิตใจ ประกอบด้วย
2.1 มนี ิสัยใฝรู้ ใฝเรยน อยา่ งสมาํ เสมอ
2.2 มีคุณธรรม จรยธรรม เปนแบบอย่างของ ศษิ ยแ์ ละผ้อู ืนได้
2.3 มศี รัทธาในการเปนครู
2.4 มจี รรยาแหง่ วชาชีพครู
3. ด้านร่างกาย ประกอบด้วย
3.1 มีสุขภาพอนามัยสมบรู ณแ์ ละแข็งแรง
3.2 สามารถทจี ะดาํ รงตนใหเ้ หมาะสมกลมกลืน กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาตแิ ละ
เทคโนโลยี
4. ด้านสงั คม ประกอบด้วย
4.1 มโี ลกทศั นก์ วา้ งไกล สามารถประสาน สัมพันธแ์ ละปรับตัวในชุมชนทตี อ้ งปฏิบตั กิ าร
4.2 มคี วามตระหนักและรับผิดชอบตอ่ สังคม
5. ด้านวชาชพี ประกอบด้วย
5.1 มีความรู้อยา่ งลมุ่ ลึกในวชาทีสอน
5.2 สามารถจัดการเรยนการสอนเพอื พัฒนา ปญญา จติ ใจ ร่างกาย และสงั คมของ
ศิษย์
5.3 คดิ ประดิษฐห์ รอปรับปรุงหลักสตู ร สือการ สอนทงั ทเี ปนวสั ดแุ ละภมู ิปญญาท้อง
ถิน
5.4 สามารถสร้างและเลือกใชเ้ ครองมือการ วดั ผล ตลอดจนประเมนิ ผลการเรยนการ
สอนอย่าง เหมาะสม ในการจดั วชาเพือให้เกิดการพฒั นาตามจุดม่งุ หมายนัน ควรจัด
เปนแบบบรู ณาการให้มีการผสม ผสานสมดลุ ระหวา่ งเนอื หาความรู้ ทักษะการสอน
คุณธรรม เจตคติความสามารถทางการคดิ การ วเคราะหแ์ ละการแก้ปญหา พร้อมกนั
นนั ก็จะต้อง ใหศ้ ึกษาวชาศึกษาทวั ไปเพอื ใหม้ นั ใจวา่ เปนมนษุ ยท์ ี สมบรู ณ์ กระบวนการ
จดั การเรยนการสอน ควรจดั ตาม แผนปฏบิ ตั ิทคี ณะอนกุ รรมการจัดทาํ แผนปฏิบัตกิ าร
10
ËÅÑ¡¢Í§¡Òû¯ÔÃÙ»¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹
㹡ÒüÅÔµ¤ÃÙ ä´àʹÍá¹ÐäÇ´ ѧ¹éÕ
1. กระบวนการคดิ ดว้ ยการจดั ใหน้ ิสติ ได้อ่านและฟงมากๆ ฝกหัดให้จับประเด็นสําคัญ
พจิ ารณา ประเดน็ เหลา่ นนั มาวเคราะหเ์ จาะลกึ จนเกิดความเขา้ ใจอยา่ งลึกซึง เรยนรู้วธีคดิ ทีมี
ระเบียบและถกู วธี เชน่ รู้จกั คิดแยกแยะ คดิ เชือมโยง คดิ แกป้ ญหา อยา่ งมีระบบ
2. กระบวนการเรยนรู้ดว้ ยตนเองดว้ ยการสง่ เสรมใหร้ ักการอ่านซึงเปนทกั ษะพนื ฐานทีสําคญั
ของการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เรยนรู้แหลง่ ทีจะสบื คน้ เขา้ หาความรู้ สร้างนิสยั ใฝรู้ดว้ ยการ
มอบหมายงานใหค้ น้ ควา้ รายงานดว้ ยตนเอง เขา้ ร่วมเสวนาในปญหาต่างๆทวี ทยาลัยจดั หรอ
ชุมชนจดั ปาฐกถาทสี าํ คัญเพอื จดุ ประกายความคดิ
3. กระบวนการเรยนรู้ทางสงั คมด้วยการส่งเสรมให้ผเู้ รยนมีการสือสารระหวา่ งกัน มี
ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งกนั และกนั อย่ดู ว้ ยกนั อย่างมมี นุษยสัมพนั ธท์ ดี รี ู้จกั ทจี ะทาํ งานร่วมกนั เปนก
ลุ่ม รู้จกั เรยน รู้ชมุ ชนและสังคม ส่งเสรมให้ดําเนินชีวตตามวถีประชาธปิ ไตยด้วยนาํ ใจทีมีคารว
ธรรม สามคั คธี รรม และปญญาธรรม
4. กระบวนการพฒั นาคุณธรรมและวฒั นธรรม ด้วยการเรยนรู้จากชวี ตของตนเอง และ
ธรรมชาติศึกษาแก่นแท้ของศาสนาและศกึ ษา ผูม้ ีภูมิปญญาและคุณธรรมของชมุ ชน ตลอดจน
วฒั นธรรมเพอื ตนจะได้นาํ มาปฏิบัติและเปนแบบอยา่ งการดาํ เนินชีวตเพือพัฒนาจติ ใจและ
พฤตกิ รรมของตนใหเ้ ปนคนดี
5. กระบวนการจดั ประสบการณ์วชาชีพครู ดว้ ยการสง่ ใหไ้ ปอยปู่ ฏบิ ัตกิ ารตามโรงเรยนทมี ีครู
พเี ลียงทีดีคอยให้คําแนะนาํ มอี าจารย์ประจาํ คอยนิเทศสาํ หรับการวดั ผลและประเมินผล ผู้
สมควรได้ เปนบัณฑติ ครูนนั ก็ต้องวดั ใหค้ รอบคลมุ คุณลกั ษณะบัณฑิตครูห้าประการดังกล่าวมา
แลว้ ดว้ ยการใชเ้ ครองมือวดั ผลทีเปนมาตรฐานแลว้ เชน่ แบบ ทดสอบวดั สตปิ ญญาแบบ
ทดสอบความถนดั ด้าน ภาษา ดา้ นเหตุผล ดา้ นจาํ นวน แบบทดสอบวดั ศรัทธาในความเปนครู
สร้างข้อสอบวดั ผลการเรยนรายวชาตามหลกั สูตรเพอื ใช้ตรวจสอบคณุ ลักษณะ ดังกลา่ วอย่าง
ต่อเนือง ซึงจะชว่ ยทาํ ใหไ้ ดป้ รับปรุงและพัฒนาผ้เู รยนใหม้ ีลักษณะดงั กลา่ วกอ่ นสําเร็จเปน
บัณฑิตครู บางลกั ษณะคงต้องใชว้ ธีการสงั เกต บนั ทึกพฤตกิ รรมอยา่ งต่อเนืองเชน่ คณุ ธรรม
จรยธรรม ศรัทธาในการเปนครู จรรยาบรรณของความเปนครู ความสามารถในการสอน
ความสามารถในการสร้างอปุ กรณก์ ารสอน ข้อมูลทีเปนผลงานของผ้เู รยนในแต่ละรายวชานนั ก็
นับวา่ เปนประโยชนอ์ ันสําคัญในการวนิจฉยั ลักษณะบณั ฑติ ครูได้ สถาบนั ฝกหดั ครูควรให้นสิ ิต
ประเมินผลการ สอนอาจารยเ์ ปนรายบุคคลเพือสะทอ้ นใหอ้ าจารย์นําผลประเมนิ ดังกลา่ วนนั มา
ปรับปรุงการสอน ควรมีการประเมนิ หลักสตู รและการสอนอย่างมรี ะบบอยเู่ สมอเพอื นํา ผลมา
ปรับปรุงหลกั สตู รและการเรยนการสอนของสถาบันฝกหัดครูอยเู่ สมอ การนํามาใชค้ ณะศึกษา
ศาสตร์คณะครุศาสตร์มหาวทยาลัยต่างๆ ควรนาํ ความคิดเกยี วกบั การฝกหัดครูทีคณะ
อนกุ รรมการจัดทําแผนปฏบิ ัตกิ ารหลักของการปฏิรูปการสอนในสถาบนั ฝกหดั ครูของ
สํานักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาตสิ ํานักนายกรัฐมนตรทีมีศาสตราจารย์สุมน
อมรววฒั นเ์ ปนประธานมาปฏบิ ตั เิ พอื ส่งเสรมให้การฝกหดั ครูของไทยเจรญก้าวหนา้ ไกลกวา่ นี
11
âçàÃÂÕ ¹½¡ ËÑ´¤ÃÙ
"โรงเรยนฝกหัดครูประถมพระนคร”ไดเ้ ปลยี นชือเปน "โรงเรยนฝกหัดครูพระนคร" ในปพ.ศ. 2490 ผลติ ครู
ตามหลกั สูตรประกาศนียบตั รประโยคครูประถม (ป.ป.) ใชเ้ วลา 3 ป พ.ศ. 2498 โรงเรยนฝกหัดครูพระนคร
ได้ใชห้ ลกั สตู รใหม่ คือ หลกั สูตรประกาศนียบตั รวชาการศกึ ษา (ป.กศ.) เวลาเรยน 2 ป แทนหลกั สูตร
ประกาศนียบตั รประโยคครูประถมเดมิ เพอื เร่งรัดการผลติ ครูให้ทนั กบั ความตอ้ งการวันที 1 มถิ ุนายน พ.ศ.
2499 ไดย้ ้ายโรงเรยนมาตัง ณ อาคารเลขที 3 หม่ทู ี 6 ตาํ บลอนุสาวรย์ ถนนแจง้ วัฒนะ อําเภอบางเขน
จงั หวัดพระนคร หลงั วัดพระศรมหาธาตุวรวหารอนั เปนทตี งั ปจจุบันวนั ที 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 กระทรวง
ศึกษาธิการไดย้ กฐานะโรงเรยนฝกหัดครูพระนคร ขนึ เปน "วทยาลัยครูพระนคร" ทาํ ให้สามารถเปดหลกั สตู
ประกาศนียบัตรวชาการศึกศสชนั สงู (ป.กศ.สงู ) ได้ และเพอื สนองความต้องการของโรงเรยนมัธยมแบบ
ประสม วทยาลัยจึงไดเ้ ปดวชาเอกอุตสาหกรรมศิลป โดยรับนักเรยนทีจบ ป.กศ. มาเรยนวชาชา่ งยนต์ ช่างไฟ
ฟา ชา่ งโลหะ ช่างก่อสร้าง และช่างปนดินเผา ตอ่ มาในป พ.ศ. 2512 จึงไดเ้ ปดสอนวชาอนื ๆ เพมิ ขนึ อีก
พ.ศ. 2517 ไดเ้ ปดหลักสูตรประโยคครูอุดมศึกษา (ป.อ.) โดยใช้หลกั สตู รของวทยาลยั วชาการศกึ ษา โดย
รับผสู้ ําเร็จ ป.กศ.สงู หรออนปุ รญญา เรยน 2 ป เมือสาํ เร็จจะไดป้ รญญาการศกึ ษาบัณฑิตวันที 14
กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้มกี ารประกาศใชพ้ ระราชบญั ญัตวิ ทยาลัยครู ซงึ มีผลทําให้วทยาลัยครูทงั 36 แห่ง
ทัวประเทศสามารถเปดสอนไดถ้ ึงระดับปรญญาตร จงึ ไดร้ ับการปรับหลกั สูตรประโยคครูอดุ มศึกษา เปน
หลกั สตู รครุศาสตร์บณั ฑติ
พ.ศ. 2521 วทยาลัยครูพระนคร เปดโครงการฝกอบรมครูประจําการ (อ.ค.ป.) ร่วมกบั หน่วยงานต้น
สังกดั พร้อมกบั เลกิ การผลติ ครูระดับป.กศ.สงู และระดบั ปรญญาตรครุศาสตร์บณั ฑติ เพิมขึน และในป พ.ศ.
2523 ก็ไดเ้ ปดรับนกั ศึกษาระดับปรญญาตรครุศาสตร์บณั ฑติ หลักสูตร 4 ป เปนรุ่นแรก
พ.ศ. 2527 ได้ประกาศใช้พระราชบญั ญตั วิ ทยาลยั ครู (ฉบับที 2) ซงึ เปนฉบบั แก้ไขเพิมเตมิ ทําให้
วทยาลัยครูสามารถเปดสอนสาขาวชาอนื นอกเหนอื จากวชาชพี ครู โดยสภาการฝกหัดครูอนุมัติให้เปดสอนใน 3
สาขา คอื สาขาวชาการศกึ ษา สาขาวชาวทยาศาสตร์ สาขาศลิ ปศาสตร์ และในปการศกึ ษา 2528 กไ็ ดเ้ ปดรับ
นกั ศกึ ษาสาํ หรับบุคลากรประจําการ (กศ.บป.) ทังสายวชาชพี ครูและสายวชาการอืน จากนนั ก็ได้มีการขยาย
และพัฒนาการจดั การศกึ ษาเพอื สนองความตอ้ งการของท้องถนิ และประเทศชาตมิ าโดยลําดับ
วันที 14 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภมู ิพลอดลุ ยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานนาม "สถาบนั ราชภัฏ" เปนชือสถาบนั การศกึ ษาในสงั กัดกรมการฝกหัดครูกระทรวงศึกษาธิการ
ทังยังได้พระราชทานตราพระราชลัญจกรให้เปนตราสัญลักษณ์ประจําสถาบันราชภฏั ด้วย และเมือได้ประกาศ
ใชพ้ ระราชบญั ญัติสถาบนั ราชภฏั เมือวันที 24 มกราคม พ.ศ. 2538 วทยาลยั ครูพระนคร จึงได้ชอื วา่
"สถาบนั ราชภฏั พระนคร" และมภี ารกจิ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสถาบนั ราชภัฏ พ.ศ.2538 คือ
"เปนสถาบันอุดมศกึ ษาเพอื การพฒั นาท้องถนิ มวี ตั ถปุ ระสงคใ์ ห้การศึกษาวชาการและวชาชีพชันสงู ทาํ การ
วจยั ใหบ้ รการทางวชาการแกส่ งั คม ปรับปรุงถา่ ยทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทํานบุ าํ รุงศลิ ปวัฒนธรรม ผลติ
ครู และสง่ เสรมวทยฐานะครู"
โรงเรยนฝกหดั ครู ในป พ.ศ.2519 เปดสอนระดับ ป.กศ. สงู หลักสตู ร 2 ป จากผ้มู วี ุฒิเดมิ ป . กศ.ป.ป.ม.ศ.5
และเปดสอนระดับปรญญาตร ( ค.บ.) หลกั สูตร 2 ป จากผูม้ ีวุฒิเดมิ ป . กศ . สูง ป.วส.ป.ม. และ พ.ม พ.ศ.
2523 เปดสอนระดับปรญญา ( ค.บ.) หลกั สตู ร 4 ป รับจากผู้มีวุฒิเดมิ ม.ศ.5 ป.กศ. และ ป.ป. พ.ศ. 2524 เรม
ใชห้ ลักสูตรสภาการฝกหัดครู พ.ศ. 2524 เปดสอน ระดบั ปรญญาตร ( ค.บ. ) หลักสตู ร 4 ป รับจากผู้มีวฒุ ิเดมิ
ม.ศ.5 , ป.กศ . และ ป.ป. พ.ศ. 2526 เปดรับนกั ศึกษา ป.กศ . สงู เทคนคิ การอาชพี เพิมเติม 6 วชาเอกหลักสูตร
นเี ปดสอนถึงปการศึกษา 2527 เปนปสุดทา้ ย พ.ศ. 2528 เรมเปดหลกั สตู รสาขาวชาการอืนๆ นอกเหนอื จากสาขา
วชาชีพครู โดยเปดหลกั สตู รวทยาศาสตรบัณฑติ และศิลปศาสตรบณั ฑติ พร้อมกับระดับอนปุ รญญา ขณะเดียวกนั
กย็ งั คงเปดหลักสตู รสาขาวชาชีพครู ครุศาสตรบัณฑิต ทงั ระดบั ปรญญาตร หลกั สตู ร 4 ป และ 2 ป ไปพร้อมๆ
12
âçàÃÕ¹½¡ ËÑ´¤ÃÙªÑé¹Ê§Ù
มหาวทยาลยั ศรนครนทรวโรฒมปี ระวตั ิศาสตร์มายาวนาน ถอื กําเนิดขนึ ช่วงหลงั
สงครามโลกครังทีสอง ในกระแสสงั คมทีเรมคลีคลายจากการตืนตระหนกภยั สงคราม
ปญหาเศรษฐกจิ และสังคม หลงั จากทีองค์การสหประชาชาติได้กอ่ กําเนิดขนึ เพือม่งุ เนน้
ความสมานฉนั ท์และผลกั ดันความร่วมมอื ทางด้านต่าง ๆ รวมทัง การผลักดนั ทางดา้ น
การศกึ ษา เพือใหโ้ ลกใบนีเจรญก้าวหน้าและมีสติปญญามากขึน “โรงเรยนฝกหัดครูชนั
สงู ” ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ไดส้ ถาปนาขนึ เมือวนั ที 28 เมษายน พุทธศักราช 2492
ณ ถนนประสานมติ ร กรุงเทพมหานคร เพือผลักดันการศึกษาทางดา้ นวชาชีพครู ในช่วง
เวลาทวี ชาชีพครูขาดแคลน และไมส่ มดลุ กับการขยายตวั ของสังคม และศาสตร์ทางดา้ น
การศึกษายงั ใหม่ตอ่ สังคมในขณะนัน เปนการเรมตน้ การศึกษาในระดับวฒุ ิ
ประกาศนยี บัตรครูประถมศึกษาและประกาศนยี บัตรครูมัธยมศกึ ษา โรงเรยนฝกหดั ครูชนั
สูงถือกาํ เนิดขึนจากการผลักดันของ ศาสตราจารย์ ม.ล.ปนมาลากุล ซงึ เปนปลัดกระทรวง
ศกึ ษาธิการอยใู่ นขณะนนั และท่านกไ็ ด้มบี ทบาททางด้านการศึกษาทงั ทโี รงเรยนฝกหัดครู
ชนั สงู วทยาลัยวชาการ และสงั คมไทย
เมือโรงเรยนฝกหดั ครูชันสูงได้ถือกําเนิดขึนแล้ว หลวงสวสั ดสิ ารศาสตรพทุ ธิ ไปดาํ รง
ตําแหน่งผอู้ ํานวยการโรงเรยนฝกหัดครูชันสงู ระหวา่ งพทุ ธศักราช 2492– 2496 ท่าน
เปนผ้นู ําและผวู้ างรากฐานระเบียบแบบแผนของการฝกหัดครู เปนผบู้ กุ เบกิ งานวชาการ
ทางดา้ นวทยาศาสตร์ และเปนผทู้ ไี ด้รับการยกยอ่ งวา่ เปนแบบแผนของปชู นยี บุคคลใน
วชาชีพครูอยา่ งสงู ยงิ
โรงเรยนฝกหดั ครูชนั สูง เพอื ผลติ วชาชีพครู เปนการเรมต้นการศึกษาในระดบั วฒุ ิ
ประกาศนียบตั รครูประถมศึกษา และประกาศนียบัตรครูมธั ยมศึกษามคี วามมงุ่ หมายทีจะสง่
เสรมวชาชพี และวทยฐานะของครูอาจารยก์ ารสอน การฝกอบรมในโรงเรยนฝกหดั ครูชันสูง
นันทาํ กันอย่างเข้มงวดผู้อาํ นวยการโรงเรยน อาจารย์และนักเรยนมีความใกล้ชดิ กนั มาก
อาจารย์และนักเรยนอยูใ่ นหอพักเดยี วกัน บา้ นผ้อู ํานวยการโรงเรยนก็อยู่ใกล้หอพกั นกั เรยน
การอย่หู อพกั นนั ได้รับการฝกอบรมในเรองความสะอาด ความเปนระเบียบเรยบร้อย ความตรง
ต่อเวลาอย่างจรงจัง จดั ห้องนอนเปนหมวดหมู่ มีหัวหน้าห้องนอน หัวหน้าชันตกึ นอน และ
หัวหน้าหอนอน ทําการปกครองกนั เปนกล่มุ หัวหน้านักเรยน ทําหน้าทีดแู ลนกั เรยน เปนผู้ชว่ ย
อาจารย์หลกั สูตรการศึกษาของโรงเรยนฝกหดั ครูชนั สงู ถนนประสานมติ ร นนั 3 ปแรกใช้
หลักสตู รครูประถม ผสู้ าํ เร็จ 3 ป ได้วฒุ ิ ป.ป. การสอบไลช่ นั ปที 3 นีสอบรวมกบั ของกระทรวง
ศกึ ษาธิการ สว่ น 2 ปหลงั คือปที 4 และ 5 นัน โรงเรยนกําหนดหลกั สตู รเอง สอบไล่เอง
สาํ เร็จปที 5 ไดว้ ฒุ ิ ป.ม.
13
ÇÔ·ÂÒÅÂÑ ÇÔªÒ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ
ถึงพุทธศกั ราช 2496 ปญหาการขาดแคลนครูและนักการศกึ ษาเปนปญหาทรี ุนแรงยิง
ขึนในสังคมไทย ท่ามกลางการเปลียนแปลงของสงั คมในทุก ๆ ดา้ น ศาสตราจารย์
ดร.สาโรช บวั ศร ผ้นู าํ การศกึ ษาสมยั ใหมห่ รอผู้นาํ การศกึ ษาแบบพิพฒั นาการนยิ ม
(Progressivism) ในสังคมไทย ไดเ้ สนอต่อกระทรวงศึกษาธิการให้ก่อตังวทยาลยั วชาการ
ศกึ ษา(College of Education) ขนึ เพอื พฒั นาปรัชญา แนวคดิ และความรู้ความสามารถ
ทางด้านการศกึ ษาสมัยใหม่ ให้สอดคลอ้ งผสานสัมพนั ธ์กับสงั คมประชาธิปไตย รวมทังการ
พฒั นาการศึกษาศาสตร์ให้เปนวชาชีพทมี ีระบบแบบแผนและมีความล่มุ ลกึ ในสงั คมไทย
พร้อมกบั การประสาทปรญญาทางดา้ นศกึ ษาศาสตร์ ทังในระดบั บณั ฑติ มหาบณั ฑิตและ
ดษุ ฎบี ณั ฑิต เมอื แรกเรมการสถาปนาวทยาลัยวชาการศึกษาขึนแทน โรงเรยนฝกหัดครูชัน
สูงนนั (16 กนั ยายน2497) ศาสตราจารย์ ม.ล.ปน มาลากุล ไดร้ ับมอบหมายใหด้ าํ รง
ตาํ แหน่งอธิการบดีในระหวา่ งพุทธศกั ราช 2497–2499 ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศร
ดาํ รงตาํ แหนง่ หวั หน้าคณะวชาการศึกษาหลงั จากนนั จึงได้ดาํ รงตาํ แหน่งอธิการบดีวทยาลัย
วชาการศกึ ษา จนถึงพทุ ธศกั ราช 2511
วทยาลยั วชาการศกึ ษา ไดเ้ ปนผู้นาํ ในการจัดการศกึ ษาในระดบั ประถมศึกษาและ
มธั ยมศึกษา ภายใตแ้ นวคดิ ระบบโรงเรยนสาธติ (Demonstration School) เพอื ให้
โรงเรยนสาธิตเปนแปลงทดลองคน้ ควา้ ในระบบการศกึ ษาพนื ฐานสมยั ใหม่ วทยาลัย
วชาการศึกษาจดั ระบบการศกึ ษาแบบวทยาเขต โดยขยายวทยาเขตปทุมวนั (2498)
วทยาเขตบางแสน (2498) วทยาเขตพิษณุโลก (2510) วทยาเขตมหาสารคาม (2511)
วทยาเขตสงขลา (2511) วทยาเขตพระนคร (2512) และวทยาเขตพลศึกษา (2513) โดยมี
วทยาเขตประสานมติ รเปนศูนย์กลางการบรหาร
วทยาลัยวชาการศกึ ษา ภายใตก้ ารนาํ ของ ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บวั ศร ในฐานะที
ทา่ นเปนนกั วชาการและนักการศึกษาสมยั ใหม่ ได้พัฒนาแนวคดิ แบบพิพัฒนาการนยิ มและ
การเรยนการสอนสมัยใหม่จากสงั คมตะวนั ตก นาํ มาวางหลกั ปกฐานไวใ้ นสังคมไทย ไม่วา่ จะ
เปนระบบห้องสมุด ระบบคะแนน ระบบการวดั ผล รวมทังวชาการศึกษาสมยั ใหมท่ ีก้าวหนา้
ทสี ดุ ในสงั คมไทยขณะนัน นอกจากนนั แลว้ วทยาลัยวชาการศกึ ษายงั ไดร้ ับการช่วยเหลอื ทงั
ดา้ นบคุ ลากร หนงั สือ และทุนการศกึ ษามากมาย จนอาจกลา่ วไดว้ า่ วทยาลัยวชาการศึกษา
มีระบบการศกึ ษาทีกา้ วหน้าทีสดุ ในชว่ งเวลานนั ตราหรอเครองหมายของวทยาลัย วชาการ
ศกึ ษา ซึงเปนสมการทางด้านคณติ ศาสตร์ Y = ex (Exponential Curve) เสน้ กราฟ
ของการขยายเพมิ ขึน มคี วามหมายสอดคล้องปรัชญาทวี า่ “การศึกษาคือความเจรญ
งอกงาม” หรอ สิกขา “วรุฬหิ สมปตตา” หรอ “ Education is Growth” รวมทัง
สอดคล้องกบั “สีเทา–แดง” ซงึ สเี ทา เปนสขี องสมอง หมายถึง “ความคิด” และสแี ดงเปนสี
ของเลอื ด หมายถึง “ความกลา้ หาญ” สเี ทา – แดง จงึ หมายถงึ “คิดอย่างกล้าหาญ”
14
ÁËÒÇÔ·ÂÒÅÂÑ ÈÃÕ¹¤Ã¹Ô ·ÃÇâÔ Ã²
พทุ ธศกั ราช 2516 ก่อนหนา้ เหตุการณ์ 14 ตลุ าคม 2516 ในชว่ งเวลาที ศาสตราจารย์
ดร.สดุ ใจ เหล่าสุนทร ดํารงตําแหนง่ อธกิ ารบดีวทยาลยั วชาการศกึ ษา คณาจารย์ นสิ ติ
และขา้ ราชการ ไดร้ ่วมกนั เรยกร้องตอ่ รัฐบาลใหป้ รับฐานะวทยาลัยวชาการศกึ ษาเปน
มหาวทยาลยั และย้ายสังกัดจากกระทรวงศกึ ษาธิการไปขึนกับทบวงมหาวทยาลยั
ท่ามกลางการปกครองทเี ขม้ งวดรุนแรงของรัฐบาลทหารในขณะนัน เพือความคล่องตัวใน
การพฒั นาโครงสร้าง การบรหาร และการเรยนการสอนทจี ํากดั ไปสูก่ ารเปนมหาวทยาลยั
และการขยายตัวทีมคี วามหลากหลายวชาชพี ทา้ ยทสี ุดมหาวทยาลยั ศรนครนทรวโรฒ
“มหาวทยาลัยทเี จรญเปนศรสงา่ แก่มหานคร” กไ็ ด้รับการสถาปนาขนึ ในปถัดมา(29
มิถุนายน 2517) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สุดใจ เหลา่ สนุ ทร เปนอธกิ ารบดี (พุทธศักราช
2512 – 2521)
มหาวทยาลัยมีระบบบรหารจัดการในรูปวทยาเขตมาจนถึง พ.ศ. 2533 รวมเวลา.
16 ป วทยาเขตจงึ เรมแยกออกไปเปนมหาวทยาลยั อสิ ระโดยมกี ารบรหารจัดการและงบ
ประมาณเปนของตนเอง ดงั นี พ.ศ. 2533 วทยาเขตบางแสนและวทยาเขตพษิ ณุโลก ยก
ฐานะเปนมหาวทยาลัยบูรพาและมหาวทยาลยั นเรศวร พ.ศ. 2536 ยบุ รวมวทยาเขต
ปทมุ วนั บางเขน และประสานมิตรเขา้ เปนวทยาเขตกลาง พ.ศ. 2537 วทยาเขต
มหาสารคาม ยกฐานะเปนมหาวทยาลัยมหาสารคาม และพ.ศ. 2539 วทยาเขตสงขลายก
ฐานะเปนเปนมหาวทยาลัยทกั ษิณ ขณะทมี หาวทยาลยั แมก่ ็ขยายตัวไปทอี ําเภอองครักษ์
จังหวดั นครนายก ในปพทุ ธศกั ราช 2539
จากอดีตทมี ีคณะศกึ ษาศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ คณะวทยาศาสตร์
คณะพลศึกษา บัณฑิตวทยาลยั ชว่ งแผนพฒั นาการศกึ ษาระดับอุดมศึกษา ระยะที 5
(พุทธศกั ราช 2525- 2529) จัดตังคณะแพทยศาสตร์ แผนพัฒนาการศึกษาระดับ
อุดมศึกษา ระยะที 7 (พุทธศักราช 2535 – 2539) จดั ตงั คณะวศวกรรมศาสตร์ คณะ
ศลิ ปกรรมศาสตร์ คณะทนั ตแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และแผนพัฒนาการศึกษา
ระดบั อุดมศกึ ษา ระยะ. ที 8 (พทุ ธศกั ราช2540 – 2544) จัดตังคณะสหเวชศาสตร์และ
คณะพยาบาลศาสตร์
มหาวทยาลยั ศรนครนทรวโรฒ ประสานมิตร พฒั นาไปสูก่ ารเปนมหาวทยาลัยกลางเมืองที
ทันสมัยกา้ วหน้าผสานสมั พนั ธก์ บั กระแสสากล และพัฒนาการศกึ ษาในระดบั บัณฑิตศกึ ษา
และมหาวทยาลัยศรนครนทรวโรฒองครักษ์ พฒั นาทางด้านวทยาศาสตร์สุขภาพ
วทยาศาสตร์เทคโนโลยี วทยาศาสตร์สงิ แวดล้อม และผสานสมั พนั ธ์กับชุมชน
15
¡Ãкǹ¡ÒÃ¼ÅµÔ ¤ÃÙ
เมอื โรงเรยนฝกหดั ครูชนั สงู ได้ตังขึนอย่างเปนปกแผ่นทงั ดา้ นอาคารสถานที ดา้ นหลกั สตู ร
การสอนแล้ว ท่านยงั ไดเ้ อาใจใส่ในการหล่อหลอมให้นกั เรยนฝกหัดครู ซึงมาจากจังหวดั ต่างๆทัว
ประเทศใหน้ กั เรยนชายเหล่านไี ดร้ ับการฝกฝนทงั ผ่านร่างกายและจิตใจ ดงั รายละเอียดใน
บทความของ รศ. ชม ภมู ิภาคทเี ล่าประสบการณข์ องนกั เรยนรุ่นที ๑ นกั เรยนจะไดร้ ับการฝกฝน
ให้เลน่ กฬี า มีนําใจเปนนกั กีฬา ทีสําคญั คอื ตอ้ งฝกความเปนสุภาพบุรุษ รู้ระเบยี บวธกี ารดาํ เนิน
ชวี ตในสงั คม ทา่ นจงึ หมันมาเยยี มโรงเรยนและรับประทานอาหารกลางวนั กับนักเรยนเปนครัง
คราว ผอู้ าํ นวยการโรงเรยนคนแรกคือ หลวงสวสั ดิการศาสตรพุทธใิ ตด้ าํ เนินการฝกอบรมนักเรยน
อยา่ งสมบูรณแ์ บบเปนแนวเดียวกันกับที ม. ล. ปนมาลากุลไดว้ างรากฐานความคิดไว้
ผู้อํานวยการคนต่อมาคอื ศาสตราจารย์ ดร. สาโรชบัวศรได้บรหารโรงเรยนตามหลักการเดมิ
จวบจนโรงเรยนฝกหดั ครูชันสงู ถนนประสานมิตรเปลยี นเปนวทยาลัยวชาการศกึ ษาในเรองของ
การฝกอบรมกริ ยามารยาทของนกั เรยนนีเปนสิงทที า่ นใหค้ วามสาํ คัญมากในชันแรกจึงกาํ หนดให้
ผอู้ าํ นวยการมบี ้านพักอยูใ่ นบรเวณโรงเรยนเพอื จะไดด้ ูแลนักเรยนได้อยา่ งเต็มทที ่านไดบ้ รรยาย
แนวคดิ นีไวใ้ นหนงั สือไวอ้ าลัยในงานพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ศรบวั ศรซงึ เปนกรยาของ
อาจารย์สาโรชบัวศร ม.ล. ปนมาลากลุ เขยี นไวด้ งั น“ี การวางรูปโรงเรยนแหง่ นีคอื จัดเปนโรงเรยน
กนิ นอนและให้มบี ้านผ้อู าํ นวยการ (หรออธิการ) อยภู่ ายในบรเวณทําเปนตึก ๒ ชนั เพอื ให้พอจะ
เทยี บเคยี งกับบ้านคหบดีแถบนันได้ส่วนความมุ่งหมายภายในคือการใหก้ ารศึกษาตามหลักสตู รนนั
ย่อมไม่เพยี งพอจะต้องให้การอบรมดา้ นจติ ใจและวฒั นธรรมดว้ ยการเช่นนันจะเปนไปไดย้ ากถ้า
บ้านของผู้อํานวยการ (หรออธิการ) อยู่นอกโรงเรยน
เมอื ดร. สาโรชบัวศรได้ปฏิบัตริ าชการระยะหนงึ แล้วก็ไดร้ ับแต่งตงั เปนอธิการวทยาลัยวชาการ
ศกึ ษาและไดไ้ ปอยบู่ า้ นทีกล่าวถึงนนั ศริ บัวศรจึงไดไ้ ปเกียวกับประสานมติ ร ขา้ พเจ้าไดร้ ับคําบอก
เลา่ ภายหลงั วา่ ศริ ไดช้ ่วยอบรมทางด้านสงั คมและวฒั นธรรมใหแ้ ก่นสิ ิตวชาครูเปนรุ่นๆ ไปเปนการ
ปฏิบตั ดิ ้วยความสมคั รใจแบบปดทองหลงั พระ แต่ก็ตรงกับความมุง่ หมายเดมิ ทขี า้ พเจ้าหวงั ไว้
ขา้ พเจา้ ขอบใจศิรและปลืมใจจรง ๆ ในขอ้ น”ี
หนว่ ยงานในวทยาลยั วชาการศกึ ษาทีท่าน ม.ล. ปนมาลากลุ เกียวขอ้ งดว้ ยอยา่ งมากอีกหนว่ ย
หนงึ คอื โรงเรยนสาธติ โรงเรยนประถมสาธิตซึงท่านเปนผรู้ เรมให้จดั ทาํ โรงเรยนสาธิตเพือเปน
ตวั อยา่ งให้นิสิตวทยาลยั ได้ฝกสอนสาธิตและค้นควา้ พฒั นาการของเด็กระดบั ประถมและทา่ นมี
ความประสงคจ์ ะยกระดบั การศกึ ษาระดับประถมให้ดีขึนทงั ดา้ นหนังสือเรยนหนังสอื อ่าน
ประกอบอปุ กรณก์ ารสอนวธสี อนและอาคารสถานทไี ด้เรมโครงการตงั แต่ป พ.ศ. ๒๔๙๑ ในขณะ
นันทา่ นดาํ รงตําแหนง่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการท่านไดเ้ ขยี นแผนผังวางรูปโรงเรยนมอบให้
สถาปนกิ ออกแบบจดั สร้างโรงเรยนให้เหมาะสมแกว่ ยั และการเรยนรู้ของเด็กสง่ เสรม
ประสบการณใ์ หเ้ ดก็ เปนผู้ทสี ามารถทาํ ประโยชน์แก่สังคมใหม้ ีความรู้ดปี ระพฤตดิ ีมีอนามัยดดี ัง
ปรัชญาของโรงเรยนวา่ “ ขยันซือสัตยม์ ีวนยั ใจเมตตารักษาชาติ” โรงเรยนไดร้ ับการทําพธิ เี ปด
เมือ ๒๔ มิถนุ ายน ๒๕๕๙ และรับนักเรยนเข้าศกึ ษาครังแรกในป พ.ศ. ๒๕๐๐ ม. ล. ปนมาลา
กลุ มุ่งหมายทีจะให้โรงเรยนเปนแหลง่ ศกึ ษาของนักเรยนครูและนกั ศึกษาจงึ ไดจ้ ัดทําหอ้ งสังเกต
(observation room) ติดกับห้องเรยนเกอื บทุกห้องทงั นเี พอื ให้ผู้สังเกตไดส้ ังเกตอย่างเต็มที
โดยไมร่ บกวนหอ้ งเรยนธดิ าวรรณ ไดต้ อบกลับ
16
บรรณานุกรม
สาํ เรงิ บุญเรอื งรัตน. (2563). “พระยาเมธาธบิ ด”ี , สารานกุ รมศึกษาศาสตร. 26 : 111-117.
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. (2563). ประวตั มิ หาวทิ ยาลยั . สืบคนเมือ่ 6 พฤศจกิ ายน 2563,
จาก https://pnru.ac.th/index.php
มหาวทิ ยาลัยศรีคนรินวโิ รฒ. (2563). ประวตั มิ หาวทิ ยาลยั . สบื คนเมือ่ 5 พฤศจิกายน 2563,
จาก https://www.swu.ac.th/history.php
ครุ ุสภา. สํานกั งานเลขาธกิ าร. (2520). พระราชบญั ญัติครู พุทธศักราช 2488 แกไ ขเพม่ิ เติม. สบื คนเมื่อ 6
พฤศจิกายน 2563. จากhttps://dl.parliament.go.th/backoffice/viewer2300/web/viewer.php
คณะผจู ดั ทําในนามของมหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ. (2539). เบ้อื งหลังงาน "สรา งคร"ู จากโรงเรียนฝกหดั ครูชั้นสงู
สูวทิ ยาลยั วชิ าการศึกษา (พิมพคร้งั ที่ 1). กรงุ เทพมหานคร: สํานกั พิมพมหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. สบื คน
จากhttp://elib.swu.ac.th/book/show-product
สมาชิกภายในกลุม
ชอ่ื นางสาวคอรีเยาะ ดาระแน รหัสประจาํ ตัวนสิ ติ 63105010061
ชือ่ นางสาวซลั วาณยี มานะ รหสั ประจาํ ตวั นิสติ 63105010071
ชื่อนางสาวโซรัยดา ยาพระจันทร รหัสประจําตวั นิสิต 63105010072
ชอ่ื นางสาวธิดาวรรณ บาเนง็ รหัสประจําตวั นิสติ 63105010078
ชือ่ นางสาวนรู ีฮัน ลาเตะ รหัสประจาํ ตัวนสิ ิต 63105010082
ชือ่ นางสาวนูรูลอาซีกนี มาหมะนอ รหัสประจําตัวนิสติ 63105010083