เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ นางอมรรัตน์ ไทรเมือง ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะครูช านาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนบ้านวังกว้าง ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต ๒ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS ๕ Steps กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ค ำน ำ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ จัดท า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสื่อการจัดการเรียนรู้ส าหรับนักเรียนและครูผู้สอนกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาเป็น รายบุคคลหรือกลุ่ม โดยเน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติจริง สามารถท าได้ คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ฝึกคิดแบบ องค์รวมโดยท าแผนที่ความคิด ท าให้เกิดเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ เป็นการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ ผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลก และการเปลี่ยนแปลง เล่มที่ ๒ กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ จะ เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนและผู้ที่สนใจในการศึกษาค้นคว้า เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ต่อไป ผู้จัดท าขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ค าปรึกษา แนะน าเกี่ยวกับรูปแบบการ จัดท าและเนื้อหาที่ถูกต้องมา ณ โอกาสนี้ อมรรัตน์ ไทรเมือง ก
สำรบัญ เรื่อง ค าน า สารบัญ สารบัญภาพ ผังมโนทัศน์ ค าชี้แจงในการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน ใบความรู้ เรื่อง กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก แบบฝึกหัด เรื่อง กระบวนการเปลี่ยนแปลของโลก กิจกรรม การกร่อนโดยปฏิกิริยาเคมี สรุปความรู้เป็นแผนที่ความคิด (Mind Mapping) แบบทดสอบหลังเรียน เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน เฉลยแบบฝึกหัด เรื่อง กระบวนการเปลี่ยนแปลของโลก เฉลยกิจกรรมการกร่อนโดยปฏิกิริยาเคมี เฉลยสรุปความรู้เป็นแผนที่ความคิด (Mind Mapping) แบบบันทึกคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน บรรณานุกรม หน้ำ ก ข ค 1 2 3 4 6 1๕ 1๖ 1๘ 1๙ ๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๕ ๒๖ ๒๗ ข
สำรบัญภำพ เรื่อง ภาพที่ 1 ลักษณะต่างๆ บนเปลือกโลก ภาพที่ 2 หินแตกเนื่องจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ภาพที่ 3 หินแตกเนื่องจากน้ า ภาพที่ ๔ หินแตกเนื่องจากรากของต้นไม้ ภาพที่ ๕ ระเบิดภูเขาเพื่อสร้างถนน ภาพที่ ๖ การสร้างเขื่อน ภาพที่ ๗ การเจาะขุดรูของตตัวตุ่น ภาพที่ ๘ การกระท าของน้ าท าให้หินเปลี่ยนรูปร่าง ภาพที่ ๙ สนิมเหล็กบนหิน ภาพที่ ๑๐ ถ้ าใต้ดิน ภาพที่ ๑๑ การกัดเซาะของน้ าบริเวณตลิ่ง ภาพที่ ๑๒ ธารน้ าแข็ง ภาพที่ ๑๓ หินงอก หินย้อย ภาพที่ ๑๔ แป้นหิน เสาเฉลียง ภาพที่ ๑๕ การที่กระแสน ้ากัดเซาะบริเวณริมฝั่งคลอง ภาพที่ ๑๖ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ า หน้ำ๖๗๗๗๘๘๘๘๙๙ ๑๐ ๑๑ ๑๓ ๑๓ ๑๕ ๑๖ ค
ผังมโนทัศน์ กระบวนกำร เปลี่ยนแปลงของโลก กำรผุพังอยู่กับที่ กำรกร่อน กำรสะสมตัวของตะกอน ๑
ค ำชี้แจงในกำรใช้ชุดกิจกรรมกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ เรื่อง โลกและกำรเปลี่ยนแปลง โดยใช้กระบวนกำรเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ส ำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ ๒ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง เล่มที่ ๒ กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ จัดท าขึ้นตามกรอบมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดนี้ จัดท าขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสื่อการจัดการ เรียนรู้ ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม โดยเน้นทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติจริง สามารถท าได้ คิดเป็น แก้ปัญหา เป็น ฝึกคิดแบบองค์รวม โดยท าแผนที่ความคิด ท าให้เกิดเจตคติ ที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ เป็น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นส าคัญ 3. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก โดย ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มีล าดับ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมดังนี้ Step 1 ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล (Gathering) Step 2 ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้ (Processing) Step 3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ (Applying and Constructing the Knowledge) Step 4 ขั้นสื่อสารและน าเสนอ (Applying and Communication Skill) Step 5 ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self - Regulating) 4. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก โดย ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ใช้เวลาใน การเรียนรู้ ๒ ชั่วโมง ๒
สำระ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์กำรเรียนรู้ สำระที่ ๓ วิทยำศำสตร์โลก และอวกำศ มำตรฐำน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายในโลกและบนผิวโลกธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ตัวชี้วัด ว 3.2 ม.2/๕ อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับที่การกร่อนและ การสะสมตัว ของตะกอนจากแบบจ าลอง รวมทั้ง ยกตัวอย่างผลของ กระบวนการดังกล่าวที่ท าาให้ ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ๓ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ด้ำนควำมรู้ (K) • อธิบายความหมายการกร่อนได้ • ระบุสาเหตุที่ท าให้เปลือกโลกเกิดการกร่อนได้ • อธิบายการกร่อนลักษณะต่าง ๆ ได้ • อธิบายเกี่ยวกับการกร่อนโดยปฏิกิริยาเคมีได้ 2. ด้ำนกระบวนกำร (P) • สืบสอบข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผุพังอยู่กับที่ การกร่อน การสะสมตัวของตะกอน และผลของกระบวนการดังกล่าว อย่างรวมพลัง ด้วยความใฝ่รู้ได้ • ปฏิบัติกิจกรรม การกร่อนโดยปฏิกิริยาเคมี อย่างรวมพลัง ด้วยความใฝ่รู้และรอบคอบได้ • สรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการกร่อนโดยปฏิกิริยาเคมีได้ • สร้างแบบจ าลองปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางธรรมชาติที่มีผลท าให้ เปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ 3. ด้ำนคุณธรรม จริยธรรมและค่ำนิยม (A) •เป็นผู้มีความใฝ่รู้และรอบคอบ (A)
แบบทดสอบก่อนเรียน ค าชี้แจง 1. แบบทดสอบมีจ านวน 10 ข้อ ใช้เวลาท า 10 นาที 2. ให้นักเรียนท าเครื่องหมายกากบาท () ทับข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงค าตอบเดียว ๔ 1. สาเหตุที่ส าคัญที่สุดที่ท าให้เปลือกโลก เกิดการเปลี่ยนแปลง คือข้อใด ก. มนุษย์ ข. ธรรมชาติ ค. สัตว์และพืช ง. สิ่งแวดล้อม 2. นักเรียนคิดว่า ถ้ าหินงอกและหินย้อย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในหินชนิดใด ก. หินทราย ข. หินปูน ค. หินดินดาน ง. หินแกรนิต 3. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการกร่อนโ โดยกระแสน้ า ก. ความลาดชันและความเร็วของ กระแสน้ ายิ่งมากยิ่งเกิดการ กัดเซาะได้ง่าย ข. การกร่อนของกระแสน้ าเริ่มจาก กัดเซาะ - พัดพา – ทับถมเป็น ตะกอน ค. ความคดเคี้ยวของล าน้ ายิ่งมากการ กัดเซาะจะยิ่งน้อยลงเพราะยิ่ง คดเคี้ยวมาก ยิ่งถูกกัดเซาะได้ง่าย ง. บริเวณที่มีการพังทลายของชายฝั่ง มากคือบริเวณที่กระแสน้ าปะทะ โดยตรง 4. ผลการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกในข้อ ใดเกิดจากการกร่อนมากที่สุด ก. ดินแตกระแหง ข. แผ่นดินทรุด ค. ภูเขาถล่ม ง. ถ้ าหินงอกหินย้อย 5. ถ้ากระแสน้ าตามภาพไหลตามทิศของ ลูกศร การกร่อนและการตกตะกอน ทับถม จะเป็นไปตามข้อใด ก. 1 กร่อน 2 กร่อน 3 กร่อน ข. 1 กร่อน 2 ตกตะกอน 4 กร่อน ค. 1 ตกตะกอน 2 กร่อน 3 ตกตะกอน ง. 1 และ 3 กร่อน 2 และ 4 ตกตะกอน 1 4 3 2
๕ 6. ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ในอากาศตอนเย็นท าให้หินเกิดการ ขยายตัว แล้วแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ข. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิใน อากาศตอนกลางวันท าให้หินเกิด การหดตัว แล้วแตกออกเป็น ชิ้นเล็กๆ ค. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ในอากาศท าให้หินเกิดการขยายตัว และหดตัว แล้วแตกออกเป็น ชิ้นเล็กๆ ง. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ในอากาศไม่ท าให้หินเกิดการ ขยายตัว แล้วแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ 7. การกร่อนของฝั่งน้ าหรือตลิ่งจะมีมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยใด 1) ความคดเคี้ยวของฝั่งน้ า 2) ความลาดชันของท้องน้ า 3) ความเร็วและความแรงของ กระแสน้ า ก. 3) ข. 1) และ 2) ค. 2) และ 3) ง. 1) 2) และ 3) 8. ก้อนหินที่ใช้ประดับสวนหย่อมมีลักษณะ กลมเกลี้ยง ผิวเรียบ ซึ่งส่วนใหญ่ ได้มาจากทะเล ตัวการที่ท าให้หิน มีลักษณะดังกล่าวคืออะไร ก. กระแสน้ า ข. กระแสลม ค. ความเค็มของน้ าทะเล ง. ความเป็นกรดของน้ าทะเล 9. ข้อความใดถูกต้องเกี่ยวกับการเกิด หินย้อย หินงอกในถ้ าหินปูน ก. ฝนละลายเกลือแร่ที่มีอยู่ตาม เพดานถ้ าแล้วเกิดการตกตะกอน พอกตัวขึ้น ข. น้ าฝนชะล้างหินแกรนิตตามถ้ า แล้วเกิดการตกผลึกเป็นยอดลง มาจากเพดานถ้ า ค. สารละลายกรดอ่อนซึ่งมีหินปูน ละลายอยู่ขึ้นจากใต้พื้นโลก แล้วเกิด การตกตะกอน ง. น้ าฝนละลายหินปูน แล้วซึมผ่าน เพดานถ้ า เมื่อน้ าระเหยไป จะท าให้แร่แคลไซต์ ตกผลึก 10. ชั้นใดของโลกที่มีอุณหภูมิสูงสุดและ ต่ าสุดตามล าดับ ก. เนื้อโลก เปลือกโลก ข. เนื้อโลก แก่นโลกชั้นนอก ค. เนื้อโลก แก่นโลกชั้นใน ง. แก่นโลกชั้นใน เปลือกโลก
ใบควำมรู้ เรื่อง กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงของโลก ๖ กำรเปลี่ยนแปลงของโลก โลกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากผิวโลกมีการ เปลี่ยนแปลงทางธรณีต่าง ๆ ท าให้ผิวโลกมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกัน ดังภาพ ภาพที่ 1 ลักษณะต่างๆ บนเปลือกโลก ที่มา : https://www.scimath.org/lesson-earthscience/item จากภาพจะเห็นว่า ลักษณะผิวโลกมีรูปพรรณสัณฐานที่แตกต่างกัน เรื่องว่า ธรณี สัณฐาน ซึ่งเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ใช้เวลาหลายพันปีจึงจะเห็น การเปลี่ยนแปลง เช่น การผุพังอยู่กันที่ การกร่อน การพัดพา การสะสมตัวของตะกอน โดยมี ปัจจัยส าคัญที่ท าให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ได้แก่ น้ า ลม ธารน้ าแข็ง แรง โน้มถ่วงของโลก สิ่งมีชีวิต สภาพอากาศและปฏิกิริยาเคมี
๗ 1. กำรผุพังอยู่กับที่ การผุพังอยู่กับที่ คือ การที่หินซึ่งเป็นส่วนประกอบของโลกผุพังทลายลงด้วยการ กระท าของน้ า ลม ธารน้ าแข็ง แรงโน้มถ่วงของโลก สิ่งมีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อากาศ ตลอดจนการแตกตัวทางกลศาสตร์ การผุพังอยู่กับที่แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ การผุพังทางกายภาพและการผุพังทางเคมี การผุพังทางกายภาพ เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ดังนี้ ภาพที่ ๒ หินแตกเนื่องจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ที่มา : https://www.trueplookpanya.com/learning/detail 1. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อย่างฉับพลัน ในเวลากลางวันความร้อน จากดวงอาทิตย์จะท าให้หินเกิดการขยายตัว เมื่อถึงเวลากลางคืน หรือเมื่อมีฝนตกลงมา ท าให้อุณหภูมิในบรรยากาศลดลงต่ าลง ส่งผลให้อุณหภูมิภายในหินลดลงด้วย หินจึงเกิดการหดตัว ซึ่งการเพิ่มและลด อุณหภูมิของอากาศสลับกันอย่างรวดเร็วซ้ า กันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้หิน เกิดรอยแตกร้าวและผุพังได้ กำรผุพังทำงกำยภำพ ๒. น้ า น้ าที่แทรกซึมเข้าไปในรอยแตกของ หิน เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดต่ าลงจนกระทั่งถึงจุด เยือกแข็ง น้ าจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งและมี ปริมาตรเพิ่มขึ้นไปดันรอยแตกของหินให้กว้างมากขึ้น ๓. การเจริญเติบโตของต้นไม้ขนาด ใหญ่บนหิน เป็นสาเหตุท าให้เกิดการผุพันทาง กายภาพของหิน เนื่องจากรากไม้ที่ชอนไชลงไป ในรอยแตกของหิน เมื่อเวลาผ่านไปรากจะขยาย ขนาดและเพิ่มจ านวนมากขึ้น ส่งผลให้รอยแตก ของหินเพิ่มมากขึ้นและกว้างมากขึ้น หินจึงแตก ออกจากกันได้ ภาพที่ ๔ หินแตกเนื่องจากรากของต้นไม้ ที่มา : https://www.trueplookpanya.com/ learning/detail ภาพที่ ๓ หินแตกเนื่องจากน้ า ที่มา : https://www.facebook.com/mitrearth/photos
๘ นอกจากกการกระท าของน้ าและพืชแล้ว มนุษย์และสัตว์ก็เป็นสาเหตุที่ท าให้หินเกิด การผุพังทางกายภาพ เช่น การระเบิดภูเขาเพื่อสร้างถนน การสร้างเขื่อน การสร้างอุโมงค์ ใต้ดิน การท าเหมืองหินและแร่ต่างๆ การเจาะของสัตว์ที่ขุดรูอยู่ในพื้นดิน เช่น หนู ตัวตุ่น แมลงบางชนิด ภาพที่ ๕ ระเบิดภูเขาเพื่อสร้างถนน ที่มา : https://www.chiangmainews.co.th ภาพที่ ๖ การสร้างเขื่อน ที่มา : https://ngthai.com/environment ภาพที่ ๘ การกระท าของน้ าท าให้หินเปลี่ยนรูปร่าง ที่มา https://pxhere.com/th/photo/1255275 ภาพที่ ๗ การเจาะขุดรูของตตัวตุ่น ที่มา ; https://article.in.th/rat-973
๙ ภาพที่ ๙ สนิมเหล็กบนหิน ที่มา : https://www.istockphoto.com/ การผุพังทางเคมี ในบรรยากาศประกอบด้วยแก๊สต่าง ๆ ที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ ได้แก่ แก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถท าให้หินเกิดการผุพังทาง เคมีได้ ดังนี้ กำรผุพังทำงเคมี หินบางชนิดที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ เช่น หินแกรนิต หินบะซอลต์ จะท าปฏิกิริยากับ แก๊สออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ า เกิดสนิมเหล็ก ซึ่งมีสีน้ าตาล ส่งผลให้หินอ่อนตัวลงและผุพังใน เวลาต่อมา แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) ที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศจะท าปฏิกิริยากับน้ าฝน กลายเป็นกรดคาร์บอนิก (H2 CO3 ) ที่มีสมบัติเป็นกรด ซึ่งกรดคาร์บอนิกสามารถท าปฏิกิริยา กับสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3 ) ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นจะกร่อนหินจนกระทั่ง กลายเป็นโพรงหรือถ้ าใต้ดิน เมื่อพื้นที่ด้านบนของโพรงหรือถ้ าใต้ดินยุบตัวและพังทลายลงจะ กลายเป็นหยุมยุบ ท าให้เกิดลักษณะภูมิประเทศที่เรียกว่า คาสต์ (Carst) ภาพที่ ๑๐ ถ้ าใต้ดิน ที่มา : https://travel.kapook.com/
๑๐ สะเก็ดวิทย์ กำรเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบดังนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน เช่น การเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง เปลือกโลกบางส่วนแยกตัวออก ท าให้ผิวโลกบางส่วนถล่มทลาย หรือยุบตัว หรือภูเขาไฟระเบิดซึ่งมีผลต่ออาคาร บ้านเรือน ต้นไม้ และสิ่งก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังท าให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตได้รับอันตราย เช่น แผ่นดินไหวที่ ภาคเหนือของประเทศไทย 2. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ เช่น การเคลื่อนที่ของเปลือกโลก การกร่อน การผุพังของหินท าให้พื้นที่บางส่วนหายไป ๒. กำรกร่อน การกร่อน คือ กระบวนการที่ท าให้หินกร่อนไปโดยมีตัวน าพาทางธรรมชาติ คือ ล าน้ า หรือ ธารน้ าแข็ง ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ลมฟ้าอากาศ สารละลาย การครูดถู และแรงโน้ม ถ่วงของโลก เช่น การกัดเซาะของน้ าบริเวณรอยคดโค้งในล าคลอง ภาพที่ ๑๑ การกัดเซาะของน้ าบริเวณตลิ่ง ที่มา : https://www.sanook.com/news
๑๑ ภาพที่ ๑๒ ธารน้ าแข็ง ที่มา : https://th.wikipedia.org/ ธารน้ าแข็งเกิดจากการที่หิมะตกลงมาแล้วสะสมกันจนหนา 45-60 เมตร แล้วเกิด การเคลื่อนตัวลงมาอย่างช้า ๆ ซึ่งมักจะเกิดบริเวณที่ลาดชันหรือตามไหล่เขา การเคลื่อนตัว ลงมาตามไหล่เขาอย่างช้า ๆ ท าให้เกิดการสึกกร่อนลึกลงไปเพราะความหนักของหิมะที่ สะสมกันจนเป็นน้ าแข็ง ธารน้ าแข็งที่เคลื่อนตัวไปในหุบเขาจะท าให้พื้นดินที่รองรับเกิดร่อง ลึกและกว้างเพราะมีน้ าหนักของน้ าแข็งกดทับ ธารน้ าแข็งจะค่อย ๆ ครูดบริเวณที่รองรับจน เกิดหุบเขาตัดขวางรูปตัวยู เมื่อธารน้ าแข็งไหลไปถึงตอนล่างธารน้ าแข็งก็จะค่อย ๆ แตก ออกแล้วก็จะค่อย ๆ ละลายกลายเป็นล าธาร ธารน้ าแข็งที่ถูกตัดขาดและแตกออกไหลลง ทะเลเรียกว่าภูเขาน้ าแข็ง สีของธารน้ าแข็งมักจะมีสีเขียวแกมม่วง หรือ แกมน้ าเงิน รูปร่าง ของธารน้ าแข็งบนบกมักจะยกตัวสูงและมีความแตกต่างจากน้ าแข็งในทะเล (sea ice) ที่มี ขนาดบางมากและน้ าแข็งในทะเลสาบซึ่งรูปทรงของมันจะอยู่บนพื้นผิวของแผ่นน้ า
๑๒ ส าหรับหินงอกและหินย้อยมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่มีกระบวนการเกิดที่คล้ายกัน โดยเกิดจากก๊าซ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในอากาศ ละลายเข้าสู่น้ าฝนที่ตกลงมาจากฟ้า ท าให้ฝนมีสภาพเป็นสารละลายกรดคาร์บอนิก ดังสมการ H2 O (l) + CO2 (g) ----> H2 CO3 (aq) ------- (1) เมื่อน้ าฝนที่มีสภาพเป็นกรดไหลซึมลงสู่ใต้พื้นดินและเข้าสู่ถ้ า สารละลายกรดคาร์บอนิกจะท า ปฏิกิริยากับแร่แคลไซต์หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญ ของถ้ าหินปูน ได้เป็นแคลเซียมไบคาร์บอเนตหรือแคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต ดังสมการ H2 CO3 (aq) + CaCO3 (s) ----> Ca(HCO3 )2 (aq) ------- (2) สารละลายแคลเซียมไบคาร์บอเนตจะไหลไปตามหิน เพดานถ้ า พื้นถ้ า หากสารละลาย ดังกล่าวหยดจากเพดานถ้ า และมีการระเหยของน้ าออกไป จะเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ Ca(HCO3 )2 (aq) ----> CaCO3 (s) + H2 O (l) + CO2 (g) ------- (3) แคลเซียมคาร์บอเนตที่เกิดขึ้นจากการที่น้ าระเหยออกไปจะสะสมในลักษณะของแข็ง อยู่บนเพดานถ้ า โดยก่อตัวอย่างช้า ๆ และเกิดเป็นหินย้อยรูปร่างคล้ายกรวยแหลมที่มี ด้านแหลมของกรวยพุ่งลงสู่พื้น ในท านองเดียวกัน หากสารละลายแคลเซียมไบคาร์บอเนต ไหลผ่านบริเวณพื้นถ้ า ขณะที่มีการระเหยของน้ าออกไป ก็จะเกิดเป็นหินงอกรูปร่างคล้าย กรวยแหลมที่มีด้านแหลมของกรวยพุ่งขึ้นจากพื้นสู่เพดานถ้ า และหากทั้งหินงอกและหินย้อย เกิดขึ้นตรงต าแหน่งเดียวกัน เมื่อมันงอกมาบรรจบกันก็จะเกิดเป็นลักษณะของเสาหินขึ้นมา ในถ้ า มีปัจจัยมากมายที่มีผลต่ออัตราการเติบโตของหินงอกและหินย้อย แต่ปัจจัยที่ส าคัญ 2 ประการหลัก ๆ ได้แก่ 1) อุณหภูมิภายนอก เนื่องจากมีผลต่ออัตราการสลายตัวของ ซากพืชซากสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 2) ปริมาณของฝนที่ตกลงมา ส่วนรูปร่างของหินงอกและหินย้อยถูกก าหนดโดยลักษณะของน้ าฝนที่ไหลเข้าสู่ถ้ า เช่น การหยด การไหลซึม หรือการสาด และน้ าฝนที่ขังหรือไหลเวียนอยู่ในถ้ านั่นเอง หินงอกและหินย้อยใช้เวลาในการงอก 1/4 - 1 นิ้ว ในเวลา 1 ศตวรรษ หรือ ประมาณ 0.007-0.929 มิลลิเมตรต่อปี ดังนั้น หินงอกหรือหินย้อยขนาดใหญ่ที่เราเห็นกัน ภายในถ้ าจึงใช้เวลาหลายร้อยล้านปี กว่าจะให้เราได้ชื่นชมความงดงามของพวกมัน การสัมผัส กับหินงอกหรือหินย้อยที่ยังคงมีการงอกอยู่ จะท าให้พวกมันหยุดการงอกเพิ่ม เนื่องจากไขมัน จากผิวหนังของเราจะรบกวนเส้นทางของน้ าที่มีแร่ธาตุละลายอยู่ ท าให้แร่ธาตุไม่สามารถ ยึดเกาะได้ นอกจากนี้หากอุณหภูมิภายในถ้ าสูงขึ้น ยังอาจท าให้น้ าและความชื้นภายในถ้ า ลดลง ส่งผลให้แคลเซียมคาร์บอเนตซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่จะท าให้เกิดหินงอกหินย้อย ภายในถ้ าลดลงได้ด้วย
๑๓ ภาพที่ ๑๔ แป้นหิน เสาเฉลียง ที่มา : https://www.museumthailand.com// ลมเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการกร่อนน้อยที่สุด แต่ถ้าบริเวณที่เป็นเขตแห้งแล้ง ผิวดินขาด พืชคลุมดิน เช่น เขตทะเลทราย บริเวณที่ป่าไม้ถูกท าลาย ภูเขาที่โล่งเตียน กระแสลมจะมีผล ท าให้เปลือกโลกเกิดการกร่อนได้มากขึ้น เนื่องจากกระแสลมพันพาตะกอนมาเสียดสี ครูดถู กับหินที่โผล่ขึ้นมา ท าให้เกิดภูมิลักษณ์ที่มีรูปร่างต่างๆ เช่น แอ่งพัดกราด แป้นหิน เนินยอด ป้าน สันทราย ภาพที่ ๑๓ หินงอก หินย้อย ที่มา : https://www.trueplookpanya.com/
๑๔ การสะสมตัวของวัตถุจากการน าพาของน้ า ลม หรือธารน้ าแข็ง ในธรรมชาติ เมื่อหิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเปลือกโลกเกิดการผุพังกลายเป็นตะกอนขนาดเล็กทับถมอยู่ริมฝั่ง ตะกอนจะถูกน้ ากัดเซาะและถูกพัดพาไปตามล าน้ า โดยตะกอนที่มีขนาดเล็กจะถูกพัดพาไปได้ ไกลกว่าตะกอนที่มีขนาดใหญ่ ในระหว่างที่ตะกอนถูกพัดไปกับน้ า ตะกอนจะเกิดการขัดสี กันเอง ท าให้ตะกอนมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ มีลักษณะมนมากขึ้นตามระยะทางที่ถูกน้ าพัดพา บางบริเวณน้ าจะพัดพาตะกอนมาสะสมเป็นจ านวนมาก ท าให้เกิดภูมิลักษณ์ที่มีรูปร่างต่างๆ เช่น ตะกอนรูปพัด ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ า ๓. กำรสะสมตัวของตะกอน จากรูป เมื่อกระแสน้ าพุ่งปะทะชายฝั่งซึ่งเป็นส่วนโค้งด้านนอก (1) ท าให้ส่วนโค้งนี้ ถูกกัดเซาะจนพังทลาย และตะกอนถูกพัดพาไปโดยกระแสน้ า ท านองเดียวกับ (2), (3), (4) ซึ่งเป็นส่วนโค้งด้านนอกเหมือนกัน ก็ถูกกระแสน้ าที่พุ่งแรงกัดเซาะจนพังทลายได้ และตะกอน ที่เกิดจากการกัดเซาะถูกกระแสน้ าพัดพาไป จนมาถึงบริเวณที่กระแสน้ าไหลอ่อนลง ตะกอน จึงตกทับถมและสะสมกัน ดังนั้นบริเวณ (ก), (ข), (ค) จึงเป็นบริเวณที่กระแสน้ าพัดพาตะกอนมาสะสม จนเพิ่มพูน ขึ้นเป็นแผ่นดิน ท าให้เกิดแผ่นดินยื่น หรือแผ่นดินงอกออกมา หรือกลายเป็นหาดทราย ภาพที่ ๑๕ การที่กระแสน ้ากัดเซาะบริเวณริมฝั่งคลอง ที่มา : https://www.trueplookpanya.com/ ภาพที่ ๑๖ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ า ที่มา : https://th.wikipedia.org/
๑๕ แบบฝึกหัด กระบวนกำรเปลี่ยนแปลงของโลก กลุ่มที่................................... ๑. กระแสน้ าท าให้เกิดการกร่อนได้อย่างไร ................................................................................................................................................ ๒. ถ้าการกร่อนเนื่องจากกระแสน้ าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริเวณแหล่งน้ าในภาพนี้จะเกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต ................................................................................................................................................ ๓. การที่ชาวบ้านปลูกต้นไม้ริมตลิ่งเพื่อยึดดิน นักเรียนคิดว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง ................................................................................................................................................ ๔. ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ าเกิดขึ้นได้อย่างไร ................................................................................................................................................ ๕. พื้นท้องน้ าที่มีความชันมาก ๆ หรือฝั่งน้ าที่มีความโค้งมาก ๆ มีผลต่ออัตราการกร่อนอย่างไร เพราะเหตุใด ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ๖. ตะกอนที่เกิดจากการกร่อนจะถูกกระแสน้ าพัดพาไปได้ใกล้หรือไกลขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง ................................................................................................................................................ ๗. นอกจากการกร่อนโดยกระแสน้ า แผ่นเปลือกโลกยังเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จากการกร่อน ด้วยวิธีการใดอีกบ้าง ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ๘. หินงอก หินย้อยเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................. ค ำชี้แจง ให้นักเรียนตอบค าถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
๑๖ กิจกรรม กำรกร่อนโดยปฏิกิริยำเคมี กลุ่มที่............... วัสดุอุปกรณ์ 1. หินปูนขนาดเล็ก 10 cm3 2. กรดซัลฟิวริก 5 cm3 3. น้ ากลั่น 5 cm3 4. หลอดทดลองขนาดกลาง 2 หลอด 5. ถ้วยกระเบื้อง 2 ใบ 6. บีกเกอร์ขนาด 50 cm3 2 ใบ 7. ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลม 1 ชุด วิธีกำรปฏิบัติ 1. แบ่งกลุ่มแต่ละกลุ่มร่วมกันใส่หินปูนขนาดเล็กลงในบีกเกอร์ขนาด 50 ลูกบาศก์ เซนติเมตร ใบที่ 1 และใบที่ 2 ใบละประมาณ 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร 2. ใส่กรดซัลฟิวริกปริมาตร 5 ลูกบาศก์เซนติเมตรลงในบีกเกอร์ใบที่ 1 และน้ ากลั่น ปริมาตร 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในบีกเกอร์ใบที่ 2 ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที จากนั้นรินของเหลว จากบีกเกอร์ทั้งสองลงในหลอดทดลองขนาดกลางหลอดที่ 1 และหลอดที่ 2 ตามล าดับ สังเกตของเหลวในหลอดทดลองทั้งสองบันทึกผลลง 3. น าของเหลวจากหลอดทดลองทั้งสองหลอดหลอดละประมาณ 1 ลูกบาศก์ เซนติเมตร มาต้มในถ้วยกระเบื้องจนแห้ง เปรียบเทียบสิ่งที่เหลืออยู่ในถ้วยกระเบื้อง บันทึกผล
๑๗ สารที่ทา ปฏิกิริยาเคมี ผลที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมีที่เกิด ในบีกเกอร์ ลักษณะ ของเหลว ในหลอดทดลอง สารตกค้างเมื่อต้ม จนแห้งในถ้วยกระเบื้อง หินปูน + กรดซัลฟิ วริก หินปูน + น ้ากล่ัน บันทึกผลกำรท ำกิจกรรม ตำรำง ผลที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างหินปูนกับกรดซัลฟิวริก และระหว่างหินปูนกับน้ ากลั่น ค ำถำมหลังท ำกิจกรรม 1. กรดซัลฟิวริกและน้ ากลั่นมีผลต่อการกร่อนของหินปูนอย่างไร 2. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร
๑๘ ความรู้เป็นแผนที่ความคิด (Mind Mapping) กลุ่มที่...................................
แบบทดสอบหลังเรียน ค าชี้แจง 1. แบบทดสอบมีจ านวน 10 ข้อ ใช้เวลาท า 10 นาที 2. ให้นักเรียนท าเครื่องหมายกากบาท () ทับข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงค าตอบเดียว ๑๙ 1. สาเหตุที่ส าคัญที่สุดที่ท าให้เปลือกโลก เกิดการเปลี่ยนแปลง คือข้อใด ก. มนุษย์ ข. ธรรมชาติ ค. สัตว์และพืช ง. สิ่งแวดล้อม 2. นักเรียนคิดว่า ถ้ าหินงอกและหินย้อย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในหินชนิดใด ก. หินทราย ข. หินปูน ค. หินดินดาน ง. หินแกรนิต 3. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการกร่อนโ โดยกระแสน้ า ก. ความลาดชันและความเร็วของ กระแสน้ ายิ่งมากยิ่งเกิดการ กัดเซาะได้ง่าย ข. การกร่อนของกระแสน้ าเริ่มจาก กัดเซาะ - พัดพา – ทับถมเป็น ตะกอน ค. ความคดเคี้ยวของล าน้ ายิ่งมากการ กัดเซาะจะยิ่งน้อยลงเพราะยิ่ง คดเคี้ยวมาก ยิ่งถูกกัดเซาะได้ง่าย ง. บริเวณที่มีการพังทลายของชายฝั่ง มากคือบริเวณที่กระแสน้ าปะทะ โดยตรง 4. ผลการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกในข้อ ใดเกิดจากการกร่อนมากที่สุด ก. ดินแตกระแหง ข. แผ่นดินทรุด ค. ภูเขาถล่ม ง. ถ้ าหินงอกหินย้อย 5. ถ้ากระแสน้ าตามภาพไหลตามทิศของ ลูกศร การกร่อนและการตกตะกอน ทับถม จะเป็นไปตามข้อใด ก. 1 กร่อน 2 กร่อน 3 กร่อน ข. 1 กร่อน 2 ตกตะกอน 4 กร่อน ค. 1 ตกตะกอน 2 กร่อน 3 ตกตะกอน ง. 1 และ 3 กร่อน 2 และ 4 ตกตะกอน 1 4 3 2
๒๐ 6. ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ในอากาศตอนเย็นท าให้หินเกิดการ ขยายตัว แล้วแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ข. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิใน อากาศตอนกลางวันท าให้หินเกิด การหดตัว แล้วแตกออกเป็น ชิ้นเล็กๆ ค. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ในอากาศท าให้หินเกิดการขยายตัว และหดตัว แล้วแตกออกเป็น ชิ้นเล็กๆ ง. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ในอากาศไม่ท าให้หินเกิดการ ขยายตัว แล้วแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ 7. การกร่อนของฝั่งน้ าหรือตลิ่งจะมีมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยใด 1) ความคดเคี้ยวของฝั่งน้ า 2) ความลาดชันของท้องน้ า 3) ความเร็วและความแรงของ กระแสน้ า ก. 3) ข. 1) และ 2) ค. 2) และ 3) ง. 1) 2) และ 3) 8. ก้อนหินที่ใช้ประดับสวนหย่อมมีลักษณะ กลมเกลี้ยง ผิวเรียบ ซึ่งส่วนใหญ่ ได้มาจากทะเล ตัวการที่ท าให้หิน มีลักษณะดังกล่าวคืออะไร ก. กระแสน้ า ข. กระแสลม ค. ความเค็มของน้ าทะเล ง. ความเป็นกรดของน้ าทะเล 9. ข้อความใดถูกต้องเกี่ยวกับการเกิด หินย้อย หินงอกในถ้ าหินปูน ก. ฝนละลายเกลือแร่ที่มีอยู่ตาม เพดานถ้ าแล้วเกิดการตกตะกอน พอกตัวขึ้น ข. น้ าฝนชะล้างหินแกรนิตตามถ้ า แล้วเกิดการตกผลึกเป็นยอดลง มาจากเพดานถ้ า ค. สารละลายกรดอ่อนซึ่งมีหินปูน ละลายอยู่ขึ้นจากใต้พื้นโลก แล้วเกิด การตกตะกอน ง. น้ าฝนละลายหินปูน แล้วซึมผ่าน เพดานถ้ า เมื่อน้ าระเหยไป จะท าให้แร่แคลไซต์ ตกผลึก 10. ชั้นใดของโลกที่มีอุณหภูมิสูงสุดและ ต่ าสุดตามล าดับ ก. เนื้อโลก เปลือกโลก ข. เนื้อโลก แก่นโลกชั้นนอก ค. เนื้อโลก แก่นโลกชั้นใน ง. แก่นโลกชั้นใน เปลือกโลก
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน ๒๑ ข้อที่ เฉลย 1 ก 2 ข 3 ค 4 ก 5 ง 6 ค 7 ง 8 ก 9 ง 10 ง
๒๒ แบบฝึกหัด กำรเปลี่ยนแปลงของโลก ๑. กระแสน้ าท าให้เกิดการกร่อนได้อย่างไร (กระแสน้ าจะกัดเซาะฝั่งและพัดพาตะกอนไป) ๒. ถ้าการกร่อนเนื่องจากกระแสน้ าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริเวณแหล่งน้ าในภาพนี้จะเกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต (เกิดการกร่อนเข้าไปในพื้นดินมากขึ้น จนในที่สุดพื้นดินจะขาดจากกันเกิดเป็นเกาะ) ๓. การที่ชาวบ้านปลูกต้นไม้ริมตลิ่งเพื่อยึดดิน นักเรียนคิดว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง (เพื่อป้องกันหน้าดินกร่อน เนื่องจากถูกชะล้าง ท าให้ดินอุดมสมบูรณ์) ๔. ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ าเกิดขึ้นได้อย่างไร (เกิดจากตะกอนที่แม่น้ าพัดพามาแล้วตกตะกอนทับถมกันบริเวณปากแม่น้ า) ๕. พื้นท้องน้ าที่มีความชันมาก ๆ หรือฝั่งน้ าที่มีความโค้งมาก ๆ มีผลต่ออัตราการกร่อนอย่างไร เพราะเหตุใด (มีผลท าให้อัตราการกร่อนสูงขึ้น เพราะจะท าให้กระแสน้ าไหลเร็ว และแรงมากขึ้นท า ให้เกิดการกัดเซาะมากขึ้น) ๖. ตะกอนที่เกิดจากการกร่อนจะถูกกระแสน้ าพัดพาไปได้ใกล้หรือไกลขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง (ขึ้นอยู่กับความเร็วของกระแสน้ า และลักษณะของแหล่งน้ า) ๗. นอกจากการกร่อนโดยกระแสน้ า แผ่นเปลือกโลกยังเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จากการกร่อน ด้วยวิธีการใดอีกบ้าง (การกร่อนเนื่องจากปฏิกิริยาเคมี การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ แรงโน้มถ่วงของโลก ธารน้ าแข็งและกระแสลม) ๘. หินงอก หินย้อยเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร (หินงอก หินย้อยเกิดจากน้ าฝนซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดคาร์บอนิกท าปฏิกิริยากับหินปูน ได้ สารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต สารละลายเหล่านี้ไหลมาตามเพดานถ้ า น้ าระเหยไป เหลือตะกอนหินปูนแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นหินย้อย ที่พื้นสารละลายหยดลงเกิดหินงอก เป็น สถานที่ท่องเที่ยวชมความสวยงามที่สร้างขึ้นโดยธรรมชาติ) ค ำชี้แจง ให้นักเรียนตอบค าถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง กลุ่มที่...................................
๒๓ กิจกรรม กำรกร่อนโดยปฏิกิริยำเคมี กลุ่มที่ ............................. วัสดุอุปกรณ์ 1. หินปูนขนาดเล็ก 10 cm3 2. กรดซัลฟิวริก 5 cm3 3. น้ ากลั่น 5 cm3 4. หลอดทดลองขนาดกลาง 2 หลอด 5. ถ้วยกระเบื้อง 2 ใบ 6. บีกเกอร์ขนาด 50 cm3 2 ใบ 7. ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมที่กั้นลม 1 ชุด วิธีกำรปฏิบัติ 1. แบ่งกลุ่มแต่ละกลุ่มร่วมกันใส่หินปูนขนาดเล็กลงในบีกเกอร์ขนาด 50 ลูกบาศก์ เซนติเมตร ใบที่ 1 และใบที่ 2 ใบละประมาณ 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร 2. ใส่กรดซัลฟิวริกปริมาตร 5 ลูกบาศก์เซนติเมตรลงในบีกเกอร์ใบที่ 1 และน้ ากลั่น ปริมาตร 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในบีกเกอร์ใบที่ 2 ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที จากนั้นรินของเหลว จากบีกเกอร์ทั้งสองลงในหลอดทดลองขนาดกลางหลอดที่ 1 และหลอดที่ 2 ตามล าาดับ สังเกตของเหลวในหลอดทดลองทั้งสองบันทึกผลลงใน สมุด 3. น าของเหลวจากหลอดทดลองทั้งสองหลอดหลอดละประมาณ 1 ลูกบาศก์ เซนติเมตร มาต้มในถ้วยกระเบื้องจนแห้ง เปรียบเทียบสิ่งที่เหลืออยู่ในถ้วยกระเบื้อง บันทึกผล
๒๔ สารที่ท าปฏิกิริยาเคมี ผลที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมีที่เกิด ในบีกเกอร์ ลักษณะ ของเหลว ในหลอดทดลอง สารตกค้างเมื่อต้ม จนแห้งในถ้วยกระเบื้อง หินปูน + กรดซัลฟิวริก มีฟองแก๊ส ขุ่น ตะกอนขาว หินปูน + น้ ากลั่น - ขาวใส ไม่มีสื่งใดหลงเหลือ บันทึกผลกำรท ำกิจกรรม ตำรำง ผลที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างหินปูนกับกรดซัลฟิวริก และระหว่างหินปูนกับน้ ากลั่น ค ำถำมหลังท ำกิจกรรม 1. กรดซัลฟิวริกและน้ ากลั่นมีผลต่อการกร่อนของหินปูนอย่างไร กรดซัลฟิ วริกท าให้หินปูนเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่น ้ากลั่นไม่มีการท าปฏิกิริยากับหินปูน 2. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร กรดท าปฏิกิริยากับหินปูนท าให้เกิดการกร่อนได้ เฉลย
๒๕ ความรู้เป็นแผนที่ความคิด (Mind Mapping) กำรเปลี่ยนแปลงของโลก กำรผุพังอยู่กันที่ คือ การที่หินซึ่งเป็น ส่วนประกอบของโลกผุ พังทลายลงด้วยการ กระท าของน้ า ลม ธาร น้ าแข็ง แรงโน้มถ่วง ของโลก สิ่งมีชีวิตและ การเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิอากาศ ตลอดจนการแตกตัว ทางกลศาสตร์ กำรกร่อน คือ กระบวนการที่ท า ให้หินกร่อนไปโดยมีตัว น าพาทางธรรมชาติ คือ ล าน้ าหรือ ธาร น้ าแข็ง ร่วมกับปัจจัย อื่นๆ ได้แก่ ลมฟ้า อากาศ สารละลาย การครูดถู และแรงโน้ม ถ่วงของโลก กำรสะสมตัวของ ตะกอน คือ ตะกอนที่เกิดจาก การผุพังอยู่กับที่และ การกร่อนจะถูกพัดพา ไปโดยน้ า ลม หรือธาร น้ าแข็ง และเกิดการ สะสมตัวเกิดขึ้น กลุ่มที่...................................
หมายเหตุ นักเรียนต้องได้คะแนนไม่ต่ ากว่าร้อยละ 80 ถือว่าผ่าน คือ ๓๘ คะแนน แบบบันทึกคะแนน ๒๖ ที่ ชื่อ สกุล คะแนน ก่อนเรียน แบบฝึกหัด กิจกรรม หลังเรียน ผังควำมคิด รวม 10 ๘ 10 10 10 ๔๘ 1 2 3
บรรณำนุกรม สุธารี ค าจีนศรี และ ภคพร จิตตรีขันธ์. (2560). หนังสือเรียนวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธมศึกษำปีที่ 2 เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญทัศน์. พิมพันธ์ เดชุคุปต์และคณะ. (2562). หนังสือเรียนรำยวิชำพื้นฐำนวิทยำศำสตร์ ชั้นมัธม ศึกษำปีที่ 2 พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ.