The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Chapter1 เนื้อเยื่อพืช(Plant tissue)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dissthut3, 2021-07-18 02:39:36

Chapter1 เนื้อเยื่อพืช(Plant tissue)

Chapter1 เนื้อเยื่อพืช(Plant tissue)

Biology ชวี วิทยา ม.5 Kru’DIS

CHAPTER 1

เรอื่ ง เนอื้ เย่อื ของพืช (Plant tissue)

จดุ ประสงค์

1.นกั เรยี นสามารถจำแนกชนิดของเน้อื เยอื่ พชื ได้

2.นักเรยี นสามารถอธบิ ายลักษณะและหน้าทขี่ องเนือ้ เยอ่ื ของพืชแต่ละชนดิ ได้

*************************************************************************************

เนอ้ื เยอื่ คอื อะไร ???

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายย่อมประกอบขึ้นด้วยเซลล์เป็นจำนวนมาก เซลล์เหล่านี้จะมีรูปร่าง ขนาด ตำแหน่ง และ
ทำหนา้ ทแ่ี ตกตา่ งกันออกไป และยังพบว่าเซลลท์ ่มี ีลกั ษณะเหมือนกนั หรอื คล้ายคลงึ กนั จะมาจับกล่มุ กนั เป็นกลุ่มเซลล์
มีการเพิ่มจำนวนดว้ ยการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสใหไ้ ด้จำนวนเซลล์จำนวนมาก และร่วมกันทำงานอย่างเดียวกัน เช่น
ทำหน้าทีป่ กคลมุ ลำเลียงอาหารและของเสีย สังเคราะหด์ ้วยแสง สืบพนั ธ์ุ หายใจ เป็นต้น เรยี กกลุ่มเซลล์เหล่าน้ีว่า
“เนอื้ เยื่อ(tissue)”

เนอื้ เยอ่ื (Tissue)

เนื้อเยื่อ (Tissue) หมายถึง กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกันมารวมกันเพื่อทำหน้าที่อย่างใด
อย่างหนงึ่ โดยเฉพาะ

เนื้อเยื่อของพืช เป็นกลุ่มเซลล์ที่มีลักษณะคล้ายๆกันมาทำงานร่วมกัน โดยในพืชชั้นต่ำอย่างเช่น พวกมอส
(mosses) ถงึ แม้ว่าไมม่ รี าก ลำตน้ ใบทแี่ ทจ้ ริงเหมอื นพืชชั้นสูง แต่กม็ ีเนอ้ื เยอื่ (tissue) ทำหนา้ ทตี่ ่างๆ คล้ายกับพืช
ชั้นสูง เช่น ไรซอยด์(rhizoid) ทำหน้าที่เป็นรากดูดน้ำและยึดลำต้น ความซับซ้อนของเนื้อเยื่อมีมากขึ้นเมื่อมีการ
พฒั นาไปเป็นพวกเฟริ น์ จนกระท่ังถงึ พชื มดี อกหรอื พืชช้ันสูง

สำหรับในพืชช้ันสูงหรอื พืชดอกมกี ารจัดจำแนกประเภทเน้ือเยอ่ื พืช โดยอาศัยหลักเกณฑต์ ่างๆ เชน่ การอาศัย
รูปร่าง โครงสรา้ ง หน้าที่ ตำแหน่งทีอ่ ยู่หรือแบบของแหล่งกำเนิดของเนื้อเย่ือ แต่ส่วนมากจะใช้ความสามารถในการ
แบ่งตัวของเนื้อเยื่อเป็นหลักเกณฑ์ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ เนื้อเยื่อเจริญ (meristematic
tissue) และเน้อื เยอ่ื ถาวร (permanent tissue)

1

Biology ชวี วทิ ยา ม.5 Kru’DIS

ประเภทของเนอื้ เยอ่ื ของพชื (Type of Plant tissue)

1.เนอื้ เยอ่ื เจรญิ (meristematic tissue หรอื meristem)

เนื้อเยื่อเจริญเป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ทีมีผนังบาง และสามารถแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสอย่าง
รวดเร็ว

ลักษณะของเน้ือเย่อื เจรญิ มลี ักษณะสำคัญ ดังน้ี

1. ประกอบด้วยเซลล์เจริญ(meristematic cell) มีขนาดเล็ก ภายในเซลล์มีไซโทพลาสซึมเข้มข้น และมี
นิวเคลียสใหญ่อยู่กลางเซลล์

2. ผนงั เซลล(์ cell wall) บางๆ ซึง่ ประกอบด้วยเซลลโู ลสเปน็ ส่วนใหญ่

3. มีแวควิ โอลขนาดเล็กหรือไมม่ ีเลย

4. เซลล์มรี ูปรา่ งได้หลายแบบ แตส่ ว่ นมากค่อนขา้ งกลมหรอื เหลี่ยม

5. เซลล์แตเ่ ซลลอ์ ยู่ชิดติดกนั มากจนไม่มีชอ่ งวา่ งระหว่างเซลล์ (intercellular space)

6. เซลล์เจรญิ หล่าน้ีมกี ารเปลยี่ นแปลงสภาพของเซลล์(differentiation) ไปกลายเป็นเนือ้ เย่อื ถาวรชนิดต่างๆ

เนื้อเยือ่ เจรญิ มักจะพบบริเวณปลายยอด ปลายกิ่ง และปลายราก นอกจากนีย้ ังอาจพบภายในรอบๆ ลำต้นท่ี
มีแคมเบียม (คือ มี vascular cambium และ cork cambium)

เนือ้ เย่ือเจริญจำแนกตามตำแหนง่ ทอี่ ยู่ในสว่ นต่างๆ ของพืชได้ 3 ชนดิ คอื

1.เนอ้ื เยอ่ื เจรญิ สว่ นปลาย (apical meristem) เป็นเนอื้ เยอ่ื เจรญิ ทอี่ ยตู่ ามบริเวณปลายราก ปลายยอด ปลาย
ก่งิ และท่ีตา (bud) ของพชื เม่ือแบง่ เซลลจ์ ะทำให้เพ่ิมความสูงของลำต้น และความยาวของรากหรือก่ิง

2.เน้อื เยอ่ื เจรญิ ดา้ นข้าง (lateral meristem) เป็นเนือ้ เยือ่ เจริญที่อยู่ตามบริเวณด้านข้างของลำต้นหรือรากพืช
เมื่อแบ่งเซลล์จะทำให้ลำต้นและรากขยายขนาดใหญข่ ึ้นเรื่อยๆ หรือเพิ่มขนาดทางด้านขา้ ง พบในพชื ใบเล้ียงคู่ท่วั ไป
และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น หมากผู้หมากเมีย จันทน์ผา เป็นต้น เนื้อเยื่อเจริญชนิดนี้เรียกว่า แคมเบียม
(cambium) ถ้าเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ในเนื้อเยื่อพืชที่เป็นท่อลำเลียงน้ำและอาหารจะเรียกว่า วาสคิวลาร์แคมเบียม
(vascular cambium) และถ้าเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากชั้นเยื่อบุผิวรากและลำต้นเข้าไป(อยู่ในคอร์เทกซ์) จะเรียกว่า
คอรก์ แคมเบียม (cork cambium)

2

Biology ชวี วทิ ยา ม.5 Kru’DIS

3.เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อหรือเนื้อเยื่อเจริญระหว่างปล้อง (intercalary meristem) เป็นเนื้อเยื่อที่พบอยู่ตาม
บริเวณเหนอื ข้อ หรอื โคนของปลอ้ ง หรอื ตามข้อและกาบใบของพชื ใบเล้ยี งเดยี่ วซ่ึงช่วยทำให้ปลอ้ งยาวขน้ึ พบในพืช
ใบเลย้ี งเด่ยี วบางชนิด เชน่ ไผ่ อ้อย ขา้ วโพด ขา้ ว และหญ้า เป็นต้น

2.เนอื้ เยอื่ ถาวร (permanent tissue) สรุปไดด้ งั น้ี

เนื้อเยื่อถาวรเป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่เจริญและเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญ เพื่อให้
เหมาะสมต่อหน้าที่ต่างๆ จนเซลล์มรี ูปรา่ งเปลี่ยนแปลงไปจากเดมิ

เน้ือเยอ่ื ถาวรลักษณะสำคัญ มลี ักษณะสำคัญ ดงั นี้

1.ประกอบด้วยเซลลท์ ่ีเปลย่ี นแปลงมาจากเนื้อเยือ่ เจริญทแ่ี บ่งตวั ไม่ได้

2.เซลล์จะมีรูปร่างไม่เปลี่ยนแปลง โดยมากเกิดจากการที่สารประกอบอื่นๆ สะสมลงบนผนังเซลล์ให้หนาขึ้น
เพื่อให้เกิดความแข็งแรง และรูปร่างของเซลล์อาจยาวออกหรือเซลล์หลายเซลล์ที่มีผนังติดต่อกันนั้น ผ นังเซลล์
ตอนกลางอาจจะสลายกลายเป็นท่อยาว

การที่เซลล์ของพืชมารวมกลุ่มกันและพฒั นาเปลี่ยนแปลงไปเปน็ เนื้อเย่ือถาวร ทำให้สามารถจำแนกชนิดของ
เน้อื เยอื่ ถาวรไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ

1.เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (simple permanent tissue) เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ชนิดเดียวกัน
ล้วนๆ เพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกันแบ่งได้หลายชนิดตามหน้าที่และส่วนประกอบภายในเซลล์ ได้แก่ เอพิเดอร์มิส
(epidermis),พาเรงคิมา(parenchyma),คอลเลงคิมา(collenchyma),สเกลอเรงคิมา(sclerenchyma),เอนโดเดอร์มิส
(endodermis) และคอร์ก(cork)

2.เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (complex permanent tissue) เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบดว้ ยกลุ่มเซลล์หลายชนิดมา
อยู่รวมกันและทำงานร่วมกัน ได้แก่ ไซเลม(Xylem) และ โฟลเอ็ม(phloem) ซึ่งจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเรียกว่า
วาสคิวลารบ์ ันเดลิ (vascular bundle) หรือเนือ้ เย่อื ทอ่ ลำเลยี ง(vascular tissue)

3

Biology ชวี วทิ ยา ม.5 Kru’DIS

เนอ้ื เยอ่ื ของพชื ทสี่ ำคญั

เนอื้ เยื่อพืชทส่ี ำคัญและจำเป็นต้องรูม้ ดี ังนี้

 เอพเิ ดอรม์ ิส (epidermis)  เอนโดเดอรม์ สิ (endodermis)
 พาเรงคิมา(parenchyma)  คอรก์ (cork)
 คอลเลงคิมา(collenchyma)  เนอ้ื เยื่อท่อลำเลียง (vascular tissue)
 สเกลเรงคมิ า(sclerenchyma)

1.เอพเิ ดอรม์ สิ (epidermis)

เป็นเนือ้ เยอ่ื ที่ปกคลมุ หรอื ห่อหุ้มอยู่ด้านนอกสดุ ของส่วนตา่ งๆของพืช มีลักษณะสำคญั สรปุ ไดด้ ังนี้
-เอพิเดอร์มิส เป็นเนื้อเยื่อผิว (protective tissue) ที่พบทั่วๆไปในต้นพืชที่ยังอ่อนอยู่ และในพืชพวก
ไมล้ ้มลกุ จะพบตลอดชีวติ พบในทุกส่วนของพชื ทั้งราก ลำต้น ใบ และโครงสร้างท่ีเป็นอวยั วะสบื พันธุ์
-เป็นเนอื้ เยื่อทเ่ี จรญิ เปลีย่ นแปลงมาจากโพรโทเดริ ์ม (protoderm)
-เอพิเดอร์มสิ สว่ นมากประกอบดว้ ยเซลล์เพยี งชน้ั เดียว แตพ่ ืชที่ข้นึ อยู่ในท่แี หง้ แล้งประกอบดว้ ยหลายช้ัน
-เซลลแ์ ต่ละเซลลเ์ รียกวา่ เซลลเ์ อพเิ ดอร์มอล(epidermal cell) มีรปู รา่ งแบนเปน็ เหลีย่ ม(polyhedral) มีผนัง
เซลล์บาง ผนังเซลล์ดา้ นนอกมักหนากว่าด้านในและมสี ารควิ ทิน(cutin)มาเคลอื บ แวควิ โอลใหญ่ ไม่มีคลอโรพลาสต์
แตล่ ะเซลลเ์ รยี งตวั กนั แนน่ ไม่มชี อ่ งว่างระหวา่ งเซลล์
-เซลล์เอพิเดอร์มิสของพืชที่อยู่บนบกจะมีการสร้างสารคิวทิน(cutin) ขึ้นมาปกคลุมเป็นชั้นบางๆ คิวทินเป็น
สารคล้ายข้ผี งึ้ ช่วยปอ้ งกนั การระเหยของนำ้
-เซลลเ์ อพเิ ดอร์มอล บางเซลล์ของพืชมีการเปลี่ยนแปลงไปเพอื่ ทำหนา้ ท่ีพเิ ศษ เช่น เซลลเ์ อพิเดอรม์ อล บาง
เซลล์ของใบพืชมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์คุม(guard cell) หรือเปลี่ยนเป็นขน(hair) ส่วนในรากเอพิเดอร์มอ
ลบางเซลลจ์ ะเปลี่ยนแปลงไปเปน็ ขนราก(root hair)
-ในพชื บางชนดิ อาจมีสีตา่ งๆ ละลายอยูใ่ นแวควิ โอลของเอพเิ ดอร์มสิ จึงทำให้กลบี ดอกของดอกไมท้ ว่ั ๆไปใน
พชื และผวิ ลำตน้ ของพชื บางชนดิ มสี ตี ่างๆ

4

Biology ชวี วิทยา ม.5 Kru’DIS

หนา้ ทีข่ องเอพเิ ดอรม์ สิ D

1.ชว่ ยปอ้ งกันอันตรายให้แก่เนื้อเยื่อที่อย่ขู า้ งใน

2.ป้องกนั การระเหยของนำ้ และชว่ ยเสริมความแขง็ แรงใหพ้ ืช

3.มบี ทบาทสำคัญในกระบวนการแลกเปลยี่ นแกส๊ ทางปากใบ(stoma)

4.ชว่ ยดูดนำ้ และเกลือแร่

คิวทเิ คิล

A

B

C

ภาพท่ี 1 แสดงลกั ษณะของเซลลเ์ อพเิ ดอรม์ สิ แบบตา่ งๆ

A รูปร่างของเอพิเดอร์มสิ แบบต่างๆ B,D เอพิเดอรม์ สิ ที่เปล่ียนแปลงไปเปน็ ขนและต่อม

C เอพเิ ดอร์มสิ ท่ีเปลยี่ นแปลงไปเปน็ เซลลค์ ุม

2.พาเรงคมิ า (parenchyma)

เปน็ เนื้อเย่อื สว่ นใหญ่ของพชื ท่พี บอย่ทู ่วั ๆไปในพืช มลี กั ษณะสำคัญสรุปไดด้ งั นี้
- พาเรงคิมาเป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เซลล์มีรูปร่างหลายแบบ เช่น ค่อนข้างกลม รี หรือทรงกระบอก เป็น
ต้น มีผนังเซลล์บาง โดยทั่วไปในเซลล์จะมีแวคิวโอลใหญ่อยู่เกือบเต็มเซลล์(central vacuole) ส่วนโพรโทพลาซมึ
ที่มีลักษณะใสๆ จะถูกดันให้ร่นไปอยู่ขอบเซลล์ เมือเรียงตัวติดกันทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเซลล์(intercellular
space)

5

Biology ชวี วิทยา ม.5 Kru’DIS

- พาเรงคิมาของใบหรือลำต้นที่อยู่ใกล้เอพิเดอร์มิส มักจะมีคลอโรพลาสต์(chloroplast) อยู่ด้วย จึงอาจ
เรียกว่า คลอเรงคิมา(chlorenchyma)

- พาเรงคิมาเป็นเนื้อเยื่อส่วนใหญ่ของพืช โดยแทรกอยู่แทบทุกส่วน เช่น บริเวณคอร์เทกซ์ของรากและ
ลำต้น บริเวณกลางลำตน้ (pith) บรเิ วณระหวา่ งเอพเิ ดอร์มิสดา้ นบนและเอพเิ ดอรม์ ิสดา้ นล่างของใบ(mesophyll)

หนา้ ที่ของพาเรงคมิ า

1.เก็บสะสมอาหาร เช่น สะสมแปง้ โปรตีน ไขมนั เป็นตน้
2.ชว่ ยในการคำ้ จนุ ลำต้น
3.บางชนดิ ทำหน้าที่เป็นต่อมสร้างสาร ชว่ ยในหารหายใจ สงั เคราะห์ด้วยแสง และทำหน้าที่ลำเลียงขนสง่ สาร

C

B

A

ภาพท่ี 2 แสดงลกั ษณะของเซลลพ์ าเรงคมิ า
A แสดงลักษณะของเซลล์พาเรงคมิ า B พาเรงคมิ าสะสมอาหาร C รูปร่างของเซลล์

3.คอลเลงคมิ า (Col enchyma)
เป็นเนื้อเยื่อทม่ี ีกลมุ่ เซลล์คล้ายพาเรงคิมา มลี ักษณะสำคญั สรุปได้ดงั นี้
- เซลล์คอลเลงคิมามีรูปร่างค่อนข้างยาวขนาดของเซลล์ส่วนมากเล็ก มีผนังเซลล์หนาไม่เท่ากันส่วนท่ีหนา

มักจะอยูต่ ามมมุ ของเซลล)์ ความหนาที่ไมเ่ ทา่ กนั น้ีเป็นการเพิ่มความยืดหยุน่ ใหก้ ับเซลล์ เซลล์แตเ่ ซลล์อย่กู ันค่อนข้าง
ชิด คือ จะมกี ารเรียงกันโดยมีช่องวา่ งระหว่างเซลล์เลก็ หรือไมม่ ีเลย ลกั ษณะเชน่ น้ีเปน็ การเพมิ่ ความแขง็ แรงใหแ้ กพ่ ชื

- เป็นเซลล์ทม่ี ชี ีวติ ในระหวา่ งที่ทำหนา้ ทีอ่ ยู่ และเซลลส์ ว่ นใหญ่มกั มคี ลอโรพลาสต์

6

Biology ชวี วทิ ยา ม.5 Kru’DIS

- ผนงั เซลลน์ อกจากจะมเี ซลลูโลสแลว้ ยงั มีสารเพกทนิ (pectin) เกาะอยู่ด้วย ทำให้เซลลห์ นาแข็งแรงและยืด
กยุน่ ไดเ้ ลก็ น้อย

- คอลเลงคิมาพบมากในก้านใบ เส้นกลางใบ และคอร์เทกซ์(cortex) ของไม้ล้มลุก โดยมักจะพบที่ใต้
เอพิเดอร์มิสของลำต้น ซึ่งอยู่เป็นแถบต่อเนื่องกันในแนววงกลม หรืออาจจะพบอยู่เป็นหย่อมใต้เอพิเดอร์มิสใน
ตำแหน่งที่ลำตน้ โค้งนนู เป็นสันยื่นออกไป

หน้าท่ีของคอลเลงคมิ า
1. ชว่ ยพยุงหรือให้ความแขง็ แรงในขณะท่ีพืชยงั อ่อน
2. ใหค้ วามแขง็ แรงแก่กา้ นใบ และเส้นกลางใบ

ภาพท่ี 3 แสดงชนดิ ของเซลลค์ อลเลงคมิ าแบบตา่ งๆ

4.สเกลอเลงคมิ า (Sclerenchyma)

เป็นเนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงและให้ความแข็งแรงแก่ลำต้น อาจอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในชั้นของคอร์เทกซ์และพิธ
(pith) ของลำตน้ มีลกั ษณะสำคัญสรุปไดด้ งั นี้

- เป็นเซลล์ที่มีผนังหนาและแข็งแรงมาก เนื่องจากมีสารลิกนิน(lignin) มาสะสมที่ผนังเซลล์ ทำให้เนื้อเย่ือ
ชนดิ น้ีแข็งแรงมาก จึงอาจถือได้ว่าเนอ้ื เย่อื ชนิดนเี้ ปน็ โครงกระดูกของพืช(plant skeleton)

- ในระยะท่เี ซลล์เจรญิ เติบโตเตม็ ท่แี ลว้ นั้นสว่ นใหญ่เปน็ เซลลท์ ี่ไม่มีชีวติ
- เซลล์พวกนี้มกี ความยดื หย่นุ ได้น้อยกวา่ เซลลค์ อลเลงคมิ า
สเกลอเรงคมิ าแบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ คือ ไฟเบอร์(fiber) และสเกลอรีด(sclereid หรือ stone cell)

7

Biology ชวี วิทยา ม.5 Kru’DIS

4.1.ไฟเบอร์ (Fiber)

- เปน็ เซลล์ที่ตายแล้ว

- เซลล์มีรปู รา่ งยาวมากและเรยี ว หวั ทา้ ยคอ่ นข้างแหลม มผี นงั เซลล์หนา

- ช่องวา่ งภายในเซลล์(lumen) เกือบไมม่ ี เพราะมีลิกนินสะสมอยู่มาก

- มีความเหนียวและยืดหยุ่นได้มาก ตัวอยา่ งเชน่ พวกป่าน เสน้ ใยที่ได้จากลำตน้ หรือใบของพชื ต่างๆ

- ไฟเบอร์มักรวมกันเป็นกระจุกไม่ค่อยพบว่าอยู่โดดๆเลย อาจพบอยู่ในชั้นต่างๆของต้นพืช เช่น ใน
คอร์เทกซ์(corticol fiber) ในไซเลม(xylem fiber) ในโฟลเอ็ม(phloem fiber) ในเพอริไซเคิล(pericycle
fiber)

หนา้ ที่ของไฟเบอร์

1.ให้ความแขง็ แรงแก่พชื

2. ชว่ ยพยุงลำตน้ ให้ตงั้ ตรงแข็งแรง

4.2.สเกลรดี (sclereid หรอื stone cell)

- เปน็ เซลล์ท่ีตายแล้ว

- เซลล์มีรูปร่างหลายแบบแตกต่างกันออกไป เช่น อาจเป็นรูปหลายเหลี่ยมหรือค่อนข้างยาวเล็กน้อย
หรอื มีส่วนทย่ี ่ืนออกไปหลายทศิ ทางคลา้ ยรศั มี

- มีผนังเซลล์หนามาก ช่องว่างภายในเซลล์(lumen) เล็กมากเกือบไม่มี เพราะสารพวกลิกนินสะสมอยู่
มาก

- มักจะอยกู่ ันเป็นกลุ่มประมาณ 2-100 เซลล์

- พบสเกลอรดี ตามสว่ นตา่ งๆ ของพืช เช่น ตามสว่ นที่แขง็ ๆของเปลือกต้นไม้ เปลือกหุ้มเมลด็ หรือผลไม้
เชน่ กะลามะพร้าว เมล็ดพุทรา เมล็ดแตงโม เป็นต้น ในเนอ้ื ผลไมท้ ่มี เี นอื้ สากๆ เช่น เสี้ยนในเนอ้ื ของลูกสาลี่ เนื้อ
น้อยหน่า ตามบรเิ วณคอรเ์ ทกซข์ องลำตน้ บริเวณใจกลางของลำต้น(pith)

หนา้ ทข่ี องสเกลอรดี : ช่วยใหค้ วามแขง็ แรงแก่สว่ นตา่ งๆของพชื

8

Biology ชวี วิทยา ม.5 Kru’DIS

Lumen Lignified wall
Canal
Middle Lamella

Simplepit
Transverse Wall

Lumen
Middle Lamella

Lumen
Middle Lamella

ภาพท่ี 4 แสดงลกั ษณะของเซลลส์ เกลอเรงคมิ า
A-B : ไฟเบอรต์ ดั ตามยาวและตามขวาง C : สเกลอรีดตดั ตามขวาง D : สเกลอรีดจากกา้ นใบ

5.เอนโดเดอรม์ สิ (Endodermis)

เป็นเน้ือเย่ือที่อยู่ด้านนอกของเนื้อเยือ่ ลำเลียงของรากหรือเปน็ เซลล์ชั้นในสดุ ของคอร์เทกซ์ของราก มีลักษณะ
สำคญั สรปุ ไดด้ ังน้ี

- เซลล์มีรูปรา่ งคล้ายพาเรงคมิ า ที่ผนังเซลล์มสี ารลิกนิน(lignin) และซูเบอรนิ (suberin) มาพอกหนา
- เอนโดเดอรม์ ิสมคี วามหนาเพียงชนั้ เดยี ว และเซลล์เรียงตัวกันแนน่ ทำให้ไม่มชี อ่ งว่างระหว่างเซลล์
หนา้ ที่ของเอนโดเดอร์มิส
1.ช่วยยับยั้งมใิ ห้น้ำและเกลือแร่ที่ขนรากดูดเขา้ มาและลำเลียงไปสู่ไซเลมบริเวณราก (root xylem) รวดเรว็
เกนิ ไป

9

Biology ชวี วิทยา ม.5 Kru’DIS
endodermis Casparian strip

endodermal cell

AB
ภาพท่ี 5 แสดงโครงสรา้ งของเอนโดเดอรม์ สิ

A : ตำแหน่งและโครงสร้างของเอนโดเดอร์มิส
B : โครงสรา้ งของชนั้ เอนโดเดอรม์ ิส แสดงให้เห็นชั้นแถบคาสพาเรยี นสทริป

6.คอรก์ (Cork)
เปน็ เนื้อเยอ่ื ชนั้ นอกสดุ ของลำต้นและรากใหญๆ่ ทีแ่ ก่แลว้ ของไม้ยนื ต้น มีลกั ษณะสำคญั สรุปไดด้ ังนี้
-ประกอบด้วยเซลล์ซึ่งเจริญเปลี่ยนแปลงมาจากเซลล์ที่ได้จากการแบ่งเซลล์ของคอร์กแคมเบียม (cork

cambium) ซ่ึงเกดิ อยใู่ ต้เอพเิ ดอร์มิสในบริเวณคอร์เทกซ์
- เซลล์ของคอร์ก(cork cell) มีลักษณะคล้ายเซลล์พาเรงคิมา แต่ผนังเซลล์หนากว่า หน้าตัดของเซลล์มัก

เป็นรูปสี่เหลย่ี มผนื ผ้าอยูเ่ บียดกันแนน่
- เซลล์คอร์กเกิดขึ้นมาไม่นานก็ตาย และมีสารซูเบอริน(suberin) ซึ่งเป็นสารสีน้ำตาลมาสะสมลงบนลิกนิ

นอกี ทีหนึ่ง ดังน้ันจึงเปน็ เน้ือเย่ือท่ีนำ้ ผ่านไมไ่ ด้
- เมือ่ มคี อร์กเกิดข้นึ แล้ว เซลล์ในช้ันเอพเิ ดอรม์ ิสหรอื เซลล์ที่อยนู่ อกคอร์กออกมา จะคอ่ ยๆตายและอาจจะหลุด

ไปในทส่ี ดุ

10

Biology ชวี วทิ ยา ม.5 Kru’DIS

หน้าทีข่ องคอรก์ cuticle
epidermis
1.ชว่ ยป้องกันการระเหยของน้ำ first cork cell
cork cambium
2.ปอ้ งกันความร้อน ความเย็น และอนั ตรายตา่ งๆจากภายนอก

A

cuticle

B cork
cork cambium
phelloderm cells
cortex

ภาพท่ี 6 แสดงลกั ษณะของคอรก์

A แสดงตำแหนง่ ของคอรก์ แคมเบยี ม B แสดงใหเ้ หน็ ถงึ คอรก์ ทีเ่ กิดขึ้นภายหลัง

7.เนอื้ เยอ่ื ทอ่ ลำเลยี ง (Vascular tissue)

เนื้อเย่ือทอ่ ลำเลยี งเปน็ เน้ือเยอ่ื ท่ปี ระกอบด้วยเซลลห์ ลายชนิดอยู่รวมกันเปน็ กลมุ่ เพอ่ื ทำหนา้ ที่ในการลำเลียง
น้ำ แรธ่ าตุ และอาหาร เน้อื เยื่อลำเลียงของพืชที่มารวมกนั เปน็ กลุ่มท่อลำเลียงเรียกว่า ” วาสควิ ลารบ์ ันเดิล(vascular
bundle) “ ประกอบดว้ ยเนื้อเย่ือไซเลม(xylem) และเนอ้ื เย่อื โฟลเอม็ (phloem)

7.1.ไซเลม (Xylem)

ไซเลมหรือท่อน้ำเป็นเนื้อเยื่อที่ทำหนา้ ที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตตุ ่างๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ จากรากไปสู่ส่วนต่างๆ
ของพืข เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ด้วยแสง เนื้อเยื่อไซเลม(xylem tissue) ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่ทำ
หน้าที่หลักในการลำเลียงน้ำ 4 ชนิด คือ เทรคีต(tracheid) เวสเซล(vessel) ไซเลมพาเรงคิมา(xylem
parenchyma) และไซเลมไฟเบอร์(xylem fiber) ซ่ึงมลี กั ษณะสำคัญๆ สรปุ ได้ดงั น้ี

11

Biology ชวี วทิ ยา ม.5 Kru’DIS

7.1.1 เทรคีต(tracheid)

- เป็นเซลลท์ ีม่ ีรูปรา่ งยาว ปลายค่อนขา้ งแหลม(หวั ท้ายเรียวแหลม) บริเวณปลายเซลลจ์ ะซอ้ นเหลือ่ มกนั

- เซลลม์ ีผนงั หนา เน่ืองจากมลี ิกนิน(lignin) มาสะสมแทรกอย่รู ะหวา่ งเซลลโู ลส

- เมื่อเซลล์โตเต็มที่แล้วนิวเคลียสและไซโทพลาสซีมจะสลายไป เหลือแต่เซลล์ซึ่งตรงกลางเซลล์
กลายเป็นช่องกลวงใหญ่ และมีรูพรุน(pit) อยู่ทั่วไป รูพรุนหรือพิท(pit) เหล่านี้เป็นทางผ่านของน้ำและแร่ธาตุจาก
เซลล์หนึง่ ไปสอู่ ีกเซลล์หนง่ึ

- ในพืชมีดอก (angiosperm) มีทั้งเทรคีต และเวสเซล ส่วนพวกไร้ดอก(gymnosperm) มีแต่เทรคีต
เท่านั้น

หน้าที่ของเทรคตี : เปน็ ท่อลำเลียงนำ้ และเกลอื แร่ ส่วนใหญ่ลำเลียงขึน้ ไปตรงๆ

7.1.2 เวสเซล (vessel)

- เวสเซลประกอบดว้ ยเวสเซลเมมเบอร์(vessel member) หลายๆเซลลม์ าเรียงตอ่ กนั มีลักษณะคล้ายท่อ
นำ้ และมชี ่องเปิดทะลุตอ่ กนั ระหวา่ งเซลลท์ เ่ี ชือ่ มตอ่ กันเปน็ ท่อตามความยาวของลำตน้

- เวสเซลเมมเบอร์ เปน็ เซลล์ที่มผี นงั หนา และสารพวกลิกนนิ มีรปู ร่างยาวหรือสน้ั มเี ส้นผา่ นศูนย์กลาง
ใหญ่กวา่ เซลล์เทรคีต ปลายเซลล์อาจเฉียงหรือตรง มีช่องทะลุถงึ กนั ระหว่างเซลลท์ เ่ี ช่ือมต่อกนั เปน็ ท่อ

- เมื่อเซลลโ์ ตเตม็ ท่ีจะตาย นิวเคลยี สและไซโทพลาซมึ จะสลาย เกดิ เปน็ ชอ่ งกลวงใหญ่ตรงกลางเซลล์

หน้าทีข่ องเวสเซล : เปน็ ท่อลำเลยี งน้ำและเกลือแร่ ส่วนใหญ่ลำเลยี งข้ึนไปตรงๆ

7.1.3 ไซเลมพาเรงคิมา(xylem parenchyma)

- เป็นเซลลท์ ยี่ ังมีชวี ติ มรี ูปร่างกลม หรอื รปู ไข่

- ผนังเซลลบ์ าง ประกอบดว้ ยเซลลโู ลส(cellulose) แต่อาจจะหนาข้ึนในระยะต่อมาเพราะมลี กิ นิน(lignin)
มาสะสม

- มีชอ่ งแวคิวโอล (vacuole) ใหญอ่ ย่ตู รงกลางเซลล์ ทำหนา้ ทีเ่ กบ็ นำ้ และอาหารได้มาก

- มกี ารจดั เรียงตวั ของเซลล์อย่างหลวมๆ ทำใหม้ ชี ่องวา่ งระหวา่ งเซลล(์ intercellular space) และมีการ
กระจัดกระจายอยู่ระหว่างเซลลพ์ วกเทรคตี และเวสเซล แตถ่ ้าเรยี งตัวไปตามแนวรศั มีจะทำหนา้ ทีล่ ำเลยี งนำ้ และเกลือแร่
ไปทางดา้ นข้าง เรยี กวา่ “ ไซเลมเรย์(xylem ray) ”

หนา้ ทขี่ อง ไซเลมพาเรงคมิ า

1. สะสมอาหารพวกแปง้ น้ำมัน และอนื่ ๆ

2. ลำเลียงน้ำและเกลือแรผ่ ่านไซเลมไปยังเซลลท์ สี่ ะสม

12

Biology ชวี วิทยา ม.5 Kru’DIS

7.1.4 ไซเลมไฟเบอร(์ xylem fiber)

- เปน็ ไฟเบอร์ท่ีววิ ัฒนาการเปล่ยี นแปลงมาจากเทรคีตอกี ทีหนึง่

- เซลลม์ รี ูปร่างยาวเรียวหวั ทา้ ยแหลม ผนังเซลล์หนา อาจะมรี พู รุน จึงคลา้ ยๆกบั เทรคตี และมีชอ่ งวา่ ง
ภายในเซลล์(lumen) แคบ

- เป็นเซลลท์ ไ่ี ม่มีชวี ติ แล้ว

หนา้ ท่ขี องไซเลมไฟเบอร์ : ช่วยค้ำจุนเวสเซลทำใหไ้ ซเลมทำใหไ้ ซเลมแข็งแรงขนึ้

pit
pit

pit ภาพท่ี 7 แสดงลกั ษณะของเทรคตี และเวสเซล
A : เทรคตี แบบตา่ งๆ และแสดงตำแหนง่ ของ pit

B : ลักษณะการเรียงตัวของเทรคีต

C : เวสเซลแบบตา่ งๆและแสดงรปู ท่ีเป็นทางผา่ นของน้ำ

perforation
A

BC
13

Biology ชวี วิทยา ม.5 Kru’DIS

7.2. โฟลเอม็ (Phloem)

เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารจากบริเวณที่มีการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น จากใบไปยังส่วนอื่นๆ
ของพืข โฟลเอ็มประกอบด้วยเซลลเ์ รียงติดต่อกันเช่นเดียวกับในไซเลม จากรากขึ้นไปถงึ ลำต้นและใบ เนื้อเยื่อโฟล
เอม็ (phloem) ประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนดิ คอื ซฟี ทบิ (์ sieve tube) คอมพาเนยี นเซลล์(companion cell) โฟลเอ็ม
-พาเรงคมิ า(phloem parenchyma) และโฟลเอ็มไฟเบอร(์ phloem fiber) มลี กั ษณะสำคัญสรุปได้ดังน้ี

7.2.1 ซีฟทวิ บ์ (sieve tube)

- ซฟี ทวิ บ์ ประกอบดว้ ยกลุม่ เซลล์ พวกซีฟทวิ บ์เมมเบอร(์ sieve tube member) มาเรียงต่อกนั เปน็ สาย
ยาว

- ซีฟทิวบ์เมมเบอร์ เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างทรงกระบอกยาว หัวท้ายค่อนข้างแหลม เชื่อมต่อกัน
เชน่ เดยี วกับ เวสเซล เป็นเซลล์ทีไ่ ม่มีนวิ เคลียส เนอ่ื งจากเม่ือเจริญเต็มท่ี จะมไี ซโทพลาซมึ และแวควิ โอลใหญ่ ซึ่งจะ
เบยี ดดันจนในทสี่ ุดนิวเคลยี สสลายไป

- ผนงั เซลลด์ า้ นข้างของซฟั ทิวบ์เมมเบอร์มีรูเล็กๆ และท่ปี ลายผนงั เซลลท์ ัง้ 2 ด้าน(end wall) จะมีรูพรุน
เลก็ ๆ คลา้ ยแผ่นตะแครง เรยี กวา่ “ซฟี เพลต(sieve plate)”

- สารตา่ งๆภายในเซลล์แตล่ ะเซลล์ติดต่อถงึ กันได้ทางรทู ่แี ผ่นตะแกรงและรดู า้ นข้างของเซลล์

หน้าที่ของซฟี ทิวบ์ : ทำหน้าที่ในการลำเลียงอาหารจำพวกอินทรีย์สาร ที่สังเคราะห์ได้จากใบ หรือส่วนอื่นๆ
ท่ีมคี อลโรฟลี ล์ไปยงั ส่วนตา่ งๆของพชื

7.2.2 คอมพาเนียนเซลล(์ companion cell)

- เปน็ เซลลท์ ่ีเปลย่ี นแปลงมาจากพาเรงคิมาเซลล์ และมีตน้ กำเนดิ มาดา้ วยกนั กบั ซีฟทิวบ์ จึงเป็นเซลล์ท่ี
อยู่ติดกับซีฟทิวบ์เมมเบอร์ คอมพาเนียนเซลล์ มีขนาดเล็กมาก รูปร่างผอมยาว และมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ปลาย
แหลม

- เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเซลล์เจริญเติบโตเต็มที่แล้วยงั คงมีนิวเคลียสอยู่ และมีขนาดใหญ่เห็นได้
ชัดเจน มไี ซโทพลาซึมที่ข้นกว่าซฟี ทิวบ์เมมเบอร์

- คอมพาเนียนเซลล์จะอยู่ชิดกับซีฟทิวบ์ มีจำนวนเซลล์และขนาดความยาวของเซลล์ใกล้เคียงกัน และ
มพี ิท(pit) จำนวนมาก ซ่ึงเปน็ แหล่งที่ติดต่อระหว่างเซลล์ทั้ง 2 ชนดิ

- ไม่พบคอมพาเนยี นเซลล์ในพชื ไร้ดอกหรอื จมิ โนสเปิรม์ (gymnosperm)

หนา้ ทขี่ องคอมพาเนยี นเซลล์ : ควบคุมการทำงานของซฟี ทวิ บ์

7.2.3 โฟลเอ็มพาเรงคิมา (phloem parenchyma)

- เป็นเซลลพ์ าเรงคิมาท่ีแทรกอยูใ่ นโฟลเอ็ม มีผนงั เซลล์บางและมีรพู รนุ (pit)

14

Biology ชวี วทิ ยา ม.5 Kru’DIS

- ส่วนใหญม่ ักจะเรียงตัวอยู่ในแนวตั้งตามยาวของลำต้นหรือราก แต่บางกลุ่มจะเรียงตัวขวางกับเซลล์อ่ืน
ไปตามแนวรัศมี ทำหน้าทลี่ ำเลยี งอาหารไปทางดา้ นข้างของลำต้น เรียกวา่ “โฟลเอม็ เรย์(phloem ray)”

หน้าที่ของโฟลเอม็ พาเรงคมิ า : สะสมอาหารและลำเลียงอาหาร

7.2.4 โฟลเอ็มไฟเบอร์ (phloem fiber)

- เป็นเซลลไ์ ฟเบอร์ที่แทรกอยใู่ นโฟลเอ็ม

- มีรูปร่างเป็นเซลล์เรียวยาว แหลมหัวแหลมท้าย ลักษณะเป็นเส้นใย ผนังเซลล์หนา และช่องว่าง
ภายในเซลล์(lumen) แคบ

- เป็นเซลลท์ ไี่ ม่มีชวี ติ

หนา้ ทขี่ องโฟลเอม็ ไฟเบอร์ : ช่วยเสรมิ ความแขง็ แรงใหแ้ ก่โฟลเอม็

sieve plate pore of sieve plate
sieve tube companion cell
member
parenchyma cell

companion cell

sieve plate

AB

ภาพท่ี 8 แสดงโฟลเอม็ และสว่ นประกอบของโฟลเอม็

A : การเรียงตวั ของเซลลต์ ่างๆในโฟลเอม็ B : ภาพขยายของซฟี เพลต

15


Click to View FlipBook Version