พระเจ้าตากสินมหาราช
คำนำ
E-book เล่นนี้เป็นของ นาย ภานุดล ปิงบุญทา 63161664 นักศึกษาปี
ที่ 3 สาขาสังคมศึกษาได้จัดทำขึ้นเพื่อเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประวัติพระเจ้าตากสิน
มหาราชเรวมถึงเหตุการณ์เรื่องราวการสวรรคตของพระเจ้าตากสินมหาราช
เเละการก่อตั้งอาณาจักรกรุงธนบุรี นักศึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งกับ E-book เล่มนี้
จะทำให้ทุกท่านทราบถึงระวัติพระเจ้าตากสินมหาราชเรวมถึงเหตุการณ์เรื่อง
ราวการสวรรคตของพระเจ้าตากสินมหาราช เเละการก่อตั้งอาณาจักรกรุงธนบุรี
หากผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ผู้จัดทำ
นาย ภานุดล ปิงบุญทา
สารบัญ 1
2
1.ทามไลน์ 3
2.ประวัติพระเจ้าตากสินมหาราช
3.การเมืองการปกครองและพัฒนาการด้านต่าง ๆ 4
6
สมัยกรุงธนบุรี 14
4.การสถาปนาธนบุรีเป็นราชธานี 17
5.ประวัติกรุงธนบุรี 21
6.บุคคลสำคัญในสมัยกรุงธนบุรี 22
7.โบราณสถานและสถานที่สำคัญในสมัยกรุงธนบุรี 25
8.การสวรรคตของพระเจ้าตากสินมหาราช 27
9.พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา 30
10.จดหมายมองซิเออร์คูเด 34
11.จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี 37
12.นักวิชาการว่าไม่บ้า?
13.เรื่องเล่าจากวรรณกรรม : การประหารคือการจัดฉาก
14.พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ได้ถูกประหาร
แต่ทรงหนีไปบวชตามตำรานอกพงศาวดาร
บทนำ
พระมหากษัตริย์ที่มีผู้รู้จักมากที่สุดพระองค์หนึ่ง เนื่องจากได้ทรงเป็นผู้กอบ
กู้เอกราชของสยามประเทศจากการ เสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าในครั้งที่ 2
เมื่อปี พ.ศ. 2310 ได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีและเป็นปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์
ใหม่ ทำให้ประชาชนรุ่นหลังรู้จักพระองค์ในฐานะของผู้นำที่ทำให้สยามผ่านพ้น
วกฤติการณ์และรวมกันเป็นปึกแผ่นได้ ท่านมีพระนามว่า พระเจ้าตากสิน
มหาราช
1
2
ประวัติพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นสามัญชนโดยกำเนิดในตระกูลแต้
ทรงพระนามเดิมว่า สิน พระราชบิดาเป็นจีนชื่อ ไหฮอง ออกจากประเทศจีน
มาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ได้สมรสกับหญิงไทยชื่อนางนกเอี้ยง ซึ่งมีผู้
สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นธิดาขุนนาง ครั้งแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรือ
เป็นธิดาของเจ้าเมืองเพชรบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระราช
สมภพ ณ วันอาทิตย์ เดือน 5 ขึ้น 15 ค่ำ ปีขาล จุลศักราช 1096 ตรงกับวันที่
17 เมษายน พุทธศักราช 2277 ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ 3
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หลักฐานส่วนใหญ่เชื่อว่า ทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียน
ผู้ทรงปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความสามารถพิเศษด้านกฎหมาย ช่วยกรม
การเมืองชำระถ้อยความ ของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนือง ๆ มีความชอบใน
แผ่นดิน ต่อมาได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง ตำแหน่ง
พระยาตาก ในระหว่างเวลา 15 ปีที่ทรงครองราชย์สมบัติในกรุงธนบุรี
พระองค์ทรงรวบรวมชุมชนไทย ที่ตั้งตัวเป็นชุมนุมต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นปึก
แผ่น และรวมอาณาใกล้เคียงเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของพระราชอาณาจักรธนบุรี
ด้วย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน
พ.ศ.2325 พระชนม์พรรษาได้ 48 ปี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียว
ในประวัติศาสตร์สมัยธนบุรี
3
การเมืองการปกครองและพัฒนาการด้านต่าง ๆ สมัยกรุงธนบุรี
ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตาก (สิน) ซึ่ง
ขณะนั้นยังเป็นพระยาวชิรปราการตีฝ่าวงล้อมพม่าเดินมุ่งหน้าไปทางหัว
เมืองชายทะเลตะวันออกและได้รวมผู้คนที่อยู่ในบริเวณนี้ตั้งเป็นชุมนุมโดย
ยึดเมืองจันทบุรีเป็นฐานทัพให้ต่อเรือเตรียมไว้จนกระทั่งเมื่อสิ้นฤดูมรสุม
สมเด็จพระเจ้าตา(สิน)จึงเข้าโจมตีค่ายพม่าที่ธนบุรีและค่ายโพธิ์สามต้นที่
อยุธยา และสามารถยึดค่ายนี้ได้ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๑๐ การ
ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินสามารถยึดธนบุรี และกรุงศรีอยุธยา
คืนจากพม่าได้ทำให้พระองค์มีความชอบธรรมในการสถาปนาพระองค์เอง
เป็นพระมหากษัตริย์ จึงได้ทรงสถาปนาธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีในปีเดียวกัน
การสถาปนาธนบุรีเป็นราชธานี 4
เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสามารถกู้เอกสารของชาติได้แล้ว
ปัญหาสำคัญของไทยในขณะนั้นคือการป้องกันตนเองให้พ้นจากการโจมตี
โดยพม่า และหาอาหารให้พอเลี้ยงผู้คนที่มีชีวิตรอดจากสงคราม แต่สภาพ
อยุธยาอยุธยาขณะนั้นไม่อาจบูรณะฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วด้วยกำลังคน
เพียงเล็กน้อยอีกทั้งพม่าได้รู้ลู่ทางและจุดอ่อนของอยุธยาเป็นอย่างดีแล้ว
ดังนั้นพระองค์จำเป็นที่จะต้องหาชัยภูมิที่เหมาะในการสถาปนาราชธานี
แห่งใหม่คือ กรุงที่ได้รับพระราชทานนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร”
กรุงธนบุรีตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 5
ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองบางกอกเดิมซึ่งในสมัยอยุธยาเมืองบางกอกมีฐานะ
เป็น“เมืองท่าหน้าด่าน” คือ เป็นที่จอดเรือสินค้า และเป็นเมืองหน้าด่าน
ทำหน้าที่ป้องกันข้าศึกษาที่ยกทัพเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยารวมทั้ง
ตรวจตราเก็บภาษีเรือและสินค้าที่ขึ้นล่องตามลำน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง
บางกอกจึงมีป้อมปราการและมีด่านภาษีเป็นด่านใหญ่ที่เรียกว่าขนอน
บางกอก เมืองบางกอกจึงมีชุมชนชาวต่างชาติ เช่น ชุมชนชาว จีน อินเดีย
มุสลิมที่เดินทางมาติดต่อค้าขายและเป็นทางผ่านของนักเดินทาง เช่น
นักการทูตพ่อค้านักการทหารและนักบวชที่เผยแผ่ศาสนารวมทั้งนักเผชิญ
โชคที่ต้องการเดินทางไปยังอยุธยาดังนั้นโดยพื้นฐานที่ตั้งของธนบุรีจึงอยู่
ในบริเวณที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ของปากน้ำเจ้าพระยาและเป็นเมืองที่มี
ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจมาก่อนตลอดจนเป็นเมืองที่มีความปลอดภัย
เพราะมีทั้งป้องปราการและแม่น้ำลำคลองที่ป้องกันไม่ให้ข้าศึกษาโจมตีได้
โดยง่ายเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนาธนบุรีเป็นราชธานี
พระองค์โปรดเกล้าให้สร้างพระราชวังเป็นที่ประทับ โดยสร้างพระราชวัง
ชิดกับกำแพงเมืองทางใต้ มีอาณาเขตตั้งแต่ป้องวิชัยประสิทธิ์และวัดท้าย
ตลาดมาจนถึงวัดแจ้ง วัดทั้งสองจึงเป็นวัดในเขตพระราชฐาน สำหรับวัด
แจ้งนั้นมีฐานะเป็นพระอารามหลวงพยายามผูกไมตรีกับจีนเพื่อที่จะให้
เกิดประโยชน์ทางการค้ามากยิ่งขึ้น
ประวัติกรุงธนบุรี 6
ช่วงต้นรัชกาลสภาพบ้านเมืองเสียหายจากการสงครามอย่างหนัก
เกิดทุพภิกขภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเนื่องจากขาดการทำ
นามานานราคาข้าวในอาณาจักรสูงเกือบตลอดรัชกาลก่อนจะค่อยๆลดลง
ในตอนปลายรัชกาลจะมีเพิ่มสูงขึ้นบ้างก็ในปี พ.ศ. 2312 ที่เกิดหนูระบาด
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อข้าวมาให้แก่
ราษฎรทั้งหลายช่วยคนได้หลายหมื่นทั้งยังกระตุ้นให้ชาวบ้านทั้งหลายเข้า
มาอาศัยอยู่ในกรุงด้วย นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ทรงทำนุบำรุงการค้าขาย
ทางเรือกับต่างชาติเนื่องจากไม่อาจพึ่งรายได้จากภาษีอากรจากผู้คนที่ยัง
คงตั้งตัวไม่ได้อีกทั้งการส่งเสริมการขายสินค้าพื้นเมืองยังเป็นการสร้างงาน
ให้กับชาวบ้านโดยพระองค์ได้ทรงพยายามผูกไมตรีกับจีนเพื่อที่จะให้เกิด
ประโยชน์ทางการค้ามากยิ่งขึ้น
7
ผลดีประการหนึ่งของสงครามคราวเสียกรุงคือมีผู้คนอพยพมาสร้างความ
เจริญแก่ท้องที่อื่นให้ดีขึ้นกว่าสมัยอยุธยามาก กรุงธนบุรีได้กลายมาเป็น
เมืองท่าที่สำคัญที่สุดของไทยแทนกรุงศรีอยุธยาเดิมที่ถูกเผาทำลายไป และ
เนื่องจากเมืองมะริดและตะนาวศรีได้ตกเป็นของพม่าอย่างถาวร จึงทำให้
เมืองถลางได้กลายเป็นเมืองท่าสำคัญในการค้าขายกับต่างชาติทางฝั่งทะเล
อันดามันแทน โดยในสมัยอยุธยามีความสำคัญเป็นเมืองท่าลำดับสอง และ
มีดีบุกเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับเมืองไชยาและเมืองสงขลาที่เจริญ
ก้าวหน้ากว่าในสมัยอยุธยาเดิม ชาวต่างชาติยังเขียนอีกว่า ท้องที่ใดมีชาว
จีนอาศัยอยู่มาก ท้องที่แห่งนั้นย่อมเจริญแน่ เพราะคนจีนขยันกว่าคนไทย
ไทยมีรากฐานเศรษฐกิจดี มีภูมิประเทศและภูมิอากาศเอื้อต่อเกษตรกรรม
เมื่อเว้นว่างจากศึกสงคราม เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ขึ้นดังเดิม ฝ่ายคนจีน
และคนไทยบางส่วนได้เอาเงินและทองที่บรรพชนเก็บไว้ในพระพุทธรูปไป
บ้างก็ทำลายพระพุทธรูปและพระเจดีย์เสียเพื่อเอาเงิน บาทหลวงคอร์ระบุ
ว่า “การที่ประเทศสยามกลับตั้งแต่ได้เร็วเช่นนี้ ก็เพราะความหมั่นเพียร
ของพวกจีน ถ้าพวกจีนไม่ใช่เป็นคนมักได้แล้ว ในเมืองไทยทุกวันนี้คงไม่มี
เงินใช้เป็นแน่”
การค้าขาย 8
ครั้นเมื่อพระเจ้ามังระแห่งอาณาจักรพม่าทรงทราบข่าวเรื่องการกอบกู้
เอกราชของไทย พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าเมืองทวายคุม
กองทัพมาดูสถานการณ์ในดินแดนอาณาจักรอยุธยาเดิม เมื่อปลาย พ.ศ.
2310 แต่ก็ถูกตีแตกกลับไปโดยกองทัพธนบุรี ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ทรงนำทัพมาด้วยพระองค์เอง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้จัดเตรียม
กำลังเพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง เพื่อให้เกิดการรวมชาติอย่างมี
ประสิทธิภาพ ในปี พ.ศ. 2311 ทรงมุ่งไปยังเมืองพิษณุโลกเป็นแห่งแรก ทว่า
กองทัพธนบุรีพ่ายต่อกองทัพพิษณุโลก ณ ปากน้ำโพ จึงต้องเลื่อนการโจมตี
ออกไปก่อน แต่ภายหลังเจ้าพิษณุโลกถึงแก่พิราลัย ชุมนุมพิษณุโลกอ่อนแอ
ลงและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าพระฝางแทน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้
เปลี่ยนเป้าหมายไปยังชุมนุมเจ้าพิมาย เนื่องจากทรงเห็นว่าควรจะปราบ
ชุมนุมขนาดเล็กเสียก่อน กรมหมื่นเทพพิพิธสู้ไม่ได้ ทรงจับตัวมายังกรุงธนบุรี
และถูกประหารระหว่างเดือนตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2311 เมื่อ
ขยายอำนาจไปถึงหัวเมืองลาวแล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพยายามใช้
พระราชอำนาจของพระองค์ช่วยให้ นักองค์ราม เป็นกษัตริย์กัมพูชา โดย
พระองค์โปรดให้ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นแม่ทัพไปตีกัมพูชา
แต่ไม่สำเร็จ
9
ในปี พ.ศ. 2512 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีศุภอักษรไปยังสมเด็จพระ
นารายณ์ราชา เจ้ากรุงเขมร โดยให้ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายตาม
ประเพณี แต่สมเด็จพระนารายณ์ราชาปฏิเสธ พระองค์ทรงขัดเคืองจึงให้
จัดเตรียมกองกำลังไปตีเมืองเสียมราฐ และเมืองพระตะบอง อันเป็นช่วง
เวลาเดียวกับที่พระองค์ได้ส่งพระยาจักรีนำ กองทัพไปปราบเจ้าเมือง
นครศรีธรรมราช เมื่อทรงทราบข่าวทัพพระยาจักรีไปติดขัดที่ไชยา จึงทรง
ส่งทัพหลวงไปช่วย จนตีเมืองนครศรีธรรมราชได้เมื่อเดือน 10 ฝ่ายแม่ทัพ
ธนบุรีในเขมรไม่ได้ข่าวพระเจ้าแผ่นดินมานาน จึงเกรงว่าบ้านเมืองจะไม่
สงบ รีบยกกองทัพกลับบ้านเมืองเสียก่อน และทำให้การโจมตีเขมรถูก
ระงับเอาไว้ ในปี พ.ศ. 2513 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงยกกองทัพขึ้น
ไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง ตีได้เมืองพิษณุโลก และตามไปตีเมืองสวางคบุรี
เจ้าพระฝางสู้ไม่ได้ ชุมนุมฝางจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรธนบุรี
สังคมและวัฒนธรรมในสมัยกรุงธนบุรี 10
1. สภาพสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ถือได้ว่ามีการควบคุมกันอย่างเข้มงวด
เพราะบ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะสงคราม ต้องสู้รบกับพม่าข้าศึกอยู่ตลอด
เวลานอกจากนี้ยังมีการเกณฑ์พลเรือนเข้ารับราชการทั้งนี้เพื่อป้องกัน
การหลีกเลี่ยงและหลบหนีการเกณฑ์แรงาน
2. การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม รัชสมัยของพระเจ้าตากแม้จะไม่ยาวนานนัก
แต่ก็ยังได้ฟื้นฟูปรับปรุงบ้านเมืองในด้านวัฒนธรรมอันมากที่สำคัญมีดังนี้
ด้านศาสนา 11
พระเจ้าตากทรงมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนาอย่างมั่นคงทรง
ให้มีการชำระความบริสุทธิ์ของสงฆ์ทั้งหมดรูปใดที่ประพฤติไม่ดีให้ศึกออก
ไปพระองค์ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสร้างอุโบสถ และทรงคัด
ลอกพระไตรปิฎกที่นำมาจากวัดพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อปี 2312
ด้านศิลปวัฒนธรรม 12
พระเจ้าตากทรงมีภารกิจมากมายโดยเฉพาะการสร้างบ้านเมืองการ
ป้องกันประเทศ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงทำให้ผลงานในด้านนี้จึงไม่
เด่นชัด สาเหตุอีกประการหนึ่งก็คือ บรรดาช่างฝีมือและช่างศิลป์ถูกพม่า
กวาดต้อนไปเป็นจำนวนมาก ช่างที่มีอยู่ก็เป็นช่างฝึกหัดไม่อาจเทียบเท่าช่าง
ในอยุธยาได้ ผลงานที่มีคือ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวรราม) และด้านก่อสร้าง
ได้แก่ การสร้างพระราชวังป้อมปราการ เชิงเทิน ขาดความสวยงาม ส่วนทาง
ด้าน วรรณกรรมมีผลงานสำคัญคือ รามเกียรติ์ เป็นต้น
ด้านนาฏศิลป์ 13
มีการฟื้นฟูและเล่นฉลองในงานพิธีสำคัญตามแบบประเพณีสมัยอยุธยา
ดังเห็นได้จากพิธีสมโภชพระแก้วมรกตและพระบางซึ่งสมเด็จเจ้าพระยามหา
กษัตริย์ศึกได้อันเชิญมาจากเวียงจันทร์เพื่อประดิษฐานที่กรุงธนบุรีซึ่งในครั้น
นั้นมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ใช้เวลา 7 วันมีการประชันการแสดงละคร การ
แสดงโขน การเล่นมโหรีพิณพาทย์ การเล่นบทดอกสร้อยสัดวาฯ
ด้านการศึกษา
ในสมัยธนบุรียังคงอยู่ที่วัดเหมือนเมื่อสมัยอยุธยานั้นคือการเรียนที่วัดมี
พระสอนหนังสือและยังคงใช้แบบเรียนจินดามณีซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องวิธี
แต่งกาพย์กลอน ศึกษาศัพท์เขมร บาลีสันสฤตด้วยเพื่อประโยชน์ในการอ่าน
คัมภีร์พระพุทธศาสนา นอกนั้นก็เป็นวิชาเลขซึ่งนำใช้ในชีวิตประจำวัน
สำหรับวิชาชีพพ่อแม่มีอาชีพอะไรก็ถ่ายทอดวิชานั้นให้แก่ลูกหลาน เช่น วิชา
แพทย์โบราณ วิชาช่างปั้น ช่างถม ช่างแกะสลัก ช่างปั้นปูน ช่างเหล็กฯ ส่วน
เด็กหญิงถือตามประเพณีโบราณคือ การเย็บปักถักร้อย ทำกับข้าว และการ
ฝึกอบรมมารยาทของกุลสตรี สมัยนั้นไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือจึงมีน้อย
คนนักที่อ่านออกเขียนได้
บุคคลสำคัญในสมัยกรุงธนบุรี 14
1.กัปตันเหล็ก(ฟรานซิส ไลท์)
กัปตันเหล็ก เป็นพ่อค้าชาวอังกฤษที่เข้ามามีบทบาทในกิจการค้าขายในแถบ
หัวเมือง มลายู ระหว่างรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทำความดีความชอบ โดยการ
จัดหาอาวุธปืนมาถวายแก่พระมหากษัตริย์ไทย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “พระยาราชกปิตัน” บางครั้งจึงเรียกเป็น
พระยาราชกปิตันเหล็กได้มาตั้งบ้านเรือน ทำการค้าขายอยู่ที่เกาะถลาง เมื่อ
ประมาณ พ.ศ. 2314 รู้จักสนิทสนมกับพระยาถลางภักดีภูธร และคุณหญิง
จันทร์ ทั้งยังเป็นที่รู้จักนับถือของชาวเมืองทั่วไปด้วย ในปี พ.ศ. 2319 กัปตัน
เหล็กได้ส่งปืนนกสับ เข้ามาถวายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และภายหลังได้เป็น
ผู้ติดต่อซื้ออาวุธ ให้แก่ทางราชการ พร้อมๆ กับทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญให้
อังกฤษ ได้เจรจากับสุลต่านแห่งไทรบุรี ขอเช่าเกาะปีนังเป็นผลสำเร็จในปี
พ.ศ. 2329 จึงได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลอังกฤษ ให้เป็นผู้ว่าราชการเกาะปีนัง
15
2.พระยาพิชัยดาบหัก
พระยาพิชัย มีชื่อเดิมว่า จ้อย ต่อมาได้ชื่อว่า “ทองดี” เป็นบุตรชาวนา อยู่
บ้านห้วยคา เมืองพิชัย (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุตรดิตด์) ได้
ศึกษาวิชามวยกับครูที่มีชื่อหลายคน ออกชกมวย จนมีชื่อเสียง และได้หัด
ฟันดาบที่สวรรคโลกจนเก่งกล้า เมื่อมีโอกาสได้ไปเมืองตาก เป็นช่วงที่มีงาน
ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และมีมวยฉลองด้วยพอดี นายทองดี หรือที่ได้รับ
สมญาเรียกว่านายทองดีฟันขาว ก็เข้าเปรียบกับมวยชั้นครูและชกชนะสอง
คนรวด พระเจ้าตากเห็นฝีมือนายทองดีฟันขาวเช่นนั้น ก็ทรงชวนให้ไปอยู่
ด้วย ต่อมาได้รับราชการเป็นหลวงพิชัยอาสา ในพระราชพงศาวดารได้กล่าว
ถึงช่วงก่อนสิ้นกรุงศรีอยุธยาว่า เมื่อครั้งพระยาตาก (สิน) ตีฝ่าวงล้อมพม่า
ออกมา หลวงพิชัยอาสาเป็นกำลังตีฝ่ากองทัพพม่าออกไปด้วย หลังจากที่
ซ่องสุมผู้คน และเตรียมกำลังรบอยู่ที่เมืองจันทบุรี จนพอเหมาะแก่การรุกไล่
ทัพพม่าแล้ว พระเจ้าตากจึงยกกองทัพเรือขึ้นมาตีเมืองธนบุรีได้ แล้วให้หลวง
พิชัยอาสา เป็นทัพหน้ายกขึ้นไปตีค่ายโพธิ์สามต้นได้สำเร็จ ครั้นเมื่อพระเจ้า
ตากได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้
หลวงพิชัยอาสาเป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ ทหารเอกราชองครักษ์
16
3.เจ้าพระยาจักรี (แขก)
เมื่อกรุงศรีอยุธยาใกล้แตก เจ้าพระยาจักรี (แขก) ข้าราชการชาวมุสลิม
ซึ่งขณะนั้นเป็นหลวงนายศักดิ์ ชื่อเดิม “หมุด” ไปราชการที่จันทบุรี หลัง
จากพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว จึงตกค้างอยู่ ณ เมืองจันทบุรี และได้มา
เฝ้าถวายตัว กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รับราชการงานทั้งปวง ด้วย
เป็นข้าราชการเก่า รู้ขนบธรรมเนียมอย่างดี นอกจากนั้น ยังเป็นหนึ่งใน
กำลังสำคัญ ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นแม่ทัพไปตีเมืองต่างๆ
ที่ไม่ยอมอ่อนน้อมในคราวปราบชุมนุมต่างๆ รวมทั้งเมืองนครศรีธรรมราช
ด้วย เจ้าพระยาจักรี (แขก) ถึงแก่อสัญกรรมในปีเถาะ พ.ศ. 2314
17
โบราณสถานและสถานที่สำคัญในสมัยกรุงธนบุรี
1.วัดอรุณราชวราราม
วัดอรุณราชวรารามหรือวัดแจ้ง เดิมชื่อวัดมะกอก เป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่
ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยปรากฏในแผนผังเมืองและป้อม ที่ชาวต่างชาติเขียนไว้
ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เล่ากันว่าเหตุที่วัดมะกอก ได้
รับพระราชทานนามใหม่ว่าวัดแจ้งนั้น สืบเนื่องมาจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราช ได้ทรงล่องเรือมาตามลำน้ำเจ้าพระยา เพื่อหาชัยภูมิที่ตั้งพระนครแห่ง
ใหม่ และเมื่อถึงบริเวณวัดมะกอกนั้นเป็นเวลารุ่งแจ้งพอดี ซึ่ง ถือว่าเป็นมงคล
ฤกษ์ จึงหยุดนำไพร่พลขึ้นพัก และได้เลือกบริเวณนั้นเป็นราชธานีแห่งใหม่ วัด
แห่งนี้จึงกลายเป็นวัดในเขตพระราชฐาน จากนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา
ใหม่ทั้งพระอาราม มีพระประสงค์จะให้เป็นเขตพุทธาวาสแบบเดียวกับวัดพระ
ศรีสรรเพชญ์ของกรุงศรีอยุธยา แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดแจ้ง” เพื่อให้
มีความหมายถึงการที่เสด็จถึงวัดนี้ในตอนรุ่งอรุณ
วัดแจ้งจึงได้มีฐานะเป็นพระอารามหลวง สำคัญของแผ่นดินมาตลอดสมัยธนบุรี
2.วัดโมลีโลกยาราม 18
วัดโมลีโลกยาราม หรือ วัดท้ายตลาด เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิด
ราชวรวิหาร เป็นวัดที่สร้างในสมัยอยุธยา แต่ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง และเหตุที่
เรียกว่า วัดท้ายตลาด เนื่องจากอยู่ต่อจากตลาดเมืองธนบุรี ปัจจุบันชาวบ้าน
ยังนิยมเรียกชื่อนี้อยู่ ในสมัยธนบุรี วัดนี้เป็นวัดในเขตพระราชฐาน จึงไม่มีพระ
สงฆ์อยู่ตลอดช่วงรัชกาล ส่วนพระวิหาร สันนิษฐานว่าได้ใช้เป็นฉางเกลือของ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายในพระวิหารกั้นเป็น 2 ตอน ปัจจุบัน
ตอนหน้าที่หันออกคลองบางกอกให้ ประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นหมู่บนฐาน
ชุกชี ส่วนตอนหลังเป็นพื้นที่ค่อนข้างแคบ ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น
ขนาดใหญ่ ในรัชกาลที่ 3 ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ทั่วทั้งพระอาราม และทรง
เปลี่ยนนามใหม่ว่า “วัดโมลีโลกสุธาราม” ภายหลังมาเรียกกันว่า
“วัดโมลีโลกยาราม”
3.วัดราชคฤห์ 19
วัดราชคฤห์ หรือ วัดบางยี่เรือใน มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิด
วรวิหาร ฝ่ายมหานิกาย เป็นวัดที่สร้างโดยนายกองมอญในสมัยอยุธยาตอน
ปลาย ดังนั้นบางคราวจึงเรียก “วัดบางยี่เรือมอญ” หรือ “วัดมอญ”นอก
เหนือไปจากชื่อ “บางยี่เรือใน” หรือ “บางยี่เรือเหนือ”
ในสมัยกรุงธนบุรี เข้าใจว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้โปรดฯ ให้มี
การบูรณะซ่อมแซม เพราะเชื่อกันว่าพระยาพิชัยดาบหัก ทหารเอกและ
แม่ทัพคนสำคัญในแผ่นดินกรุงธนบุรี เป็นผู้สร้างพระอุโบสถ ซึ่งปัจจุบันคือ
พระวิหารใหญ่ และพระเจดีย์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า ส่วนภูเขาจำลองสร้างขึ้นใน
รัชกาลที่ 1 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพระมณฑป ประดิษฐานพระพุทธบาท
จำลอง สำหรับให้ประชาชนได้สักการะเป็นงานประจำปีของวัด พระ
มณฑปนี้สร้างขึ้นภายหลังในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 โดยเริ่มที่วัดนี้เป็นแห่ง
แรก และได้เป็นที่นิยมสร้างกันต่อมา
20
4.วัดหงส์รัตนาราม
วัดหงส์รัตนาราม เดิมเรียกกันว่าวัดเจ๊สัวหง สร้างโดยเศรษฐีชาวจีนในสมัย
อยุธยา ในสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงรับไว้ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ ทรงสถาปนาพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฎิ ในคราวเดียวกับที่
ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอินทารามวรวิหาร(วัดบางยี่เรือนอก) เมื่อสมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราชสวรรคตไปแล้ว ประชาชนผู้เคารพนับถือพระองค์ได้
พร้อมใจกันสร้างศาลขึ้น เรียกกันว่า ศาลเจ้าพ่อตากสินวัดหงส์ เป็นที่สักการะ
บูชาของประชาชนโดยทั่วไป ต่อมาสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบาท
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมจนสำเร็จบริบูรณ์
การสวรรคตของพระเจ้าตากสินมหาราช 21
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งที่
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกหลักฐานไว้เป็นจำนวนมาก และมีหลายหลายแง่มุม
ให้ศึกษา โดยเฉพาะเรื่องพระอารมณ์และพระสติที่หลักฐานส่วนใหญ่มักระบุ
ว่าพระองค์ “บ้า” เรื่องความบ้าจึงนำไปสู่ความเชื่อ ทฤษฎีหรือแนวความคิด
ต่าง ๆ ออกมาให้ข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้บ้า เพียงแต่หนี
ไปบวชที่นครศรีธรรมราชก็มี หนีไปเมืองจีนก็มี จนดูเหมือนว่าเรื่องของ
พระเจ้าตากสินจะดูเป็นเรื่องที่ไม่มีวันถกเถียงกันจบสิ้น ดังนั้น ในบทความนี้
จึงขอยกหลักฐานที่ว่าด้วยความบ้าของพระเจ้าตากสินมาให้พิจารณาว่าเป็น
อย่างไร รวมถึงข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์หลายพระองค์และ
หลายคนที่ต่างก็มีการวิเคราะห์ในประเด็นนี้แตกต่างกันออกไป
22
พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา
หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับน
ี้เดิมเป็นสมุดไทยมีหลายเล่ม สมเด็จฯ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า เป็นหนังสือที่พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีรับสั่งให้กรมหลวงวงศาธิราชราชสนิทชำระ
ขึ้นใหม่จากของเก่าหลายแห่งให้สมบูรณ์ขึ้น เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายแล้วรัชกาลที่ 4
ทรงตรวจและแก้ไขด้วยพระองค์เอง และเมื่อมีการตีพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2457
กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงตรวจสอบแก้ไขตำนานในพระราชพงศาวดาร
ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขาได้อธิบายว่า
พระเจ้าตากสินได้ทรงเจริญพระกรรมฐานบ่อยครั้งในช่วงหลายปีก่อนสิ้นรัชกาล
ครั้งหนึ่งที่ทรงเจริญพระกรรมฐานตามความว่า “…สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเข้า
ทรงนั่งสมาธิให้โต๊ะแขกดู ประมาณห้าบาทออกจากที่ทรงนั่งแล้ว ตรัสถามโต๊ะ
แขกว่าเห็นเป็นประการใดบ้าง โต๊ะแขกกราบทูลว่าซึ่งทรงนั่งสมาธิอย่างนี้
อาจารย์ซึ่งได้เล่าเรียนมาแต่ก่อนจะได้พบเห็นเสมอพระองค์ดังนี้หามิได้…” ดู
เหมือนเรื่องพระกรรมฐานนี้จะเป็นประเด็นใหญ่ที่สำคัญอันสะท้อนให้เห็นถึงการ
เสียพระสติ และยังมีประเด็นเรื่องพระอารมณ์แปรปรวนอันเกี่ยวข้องกับการเสีย
พระสติในเวลาต่อมาด้วย คือเรื่องพระเกษาหนึ่งเส้น
ใน พ.ศ. 2323 เจ้าพนักงานภูษามาลาแต่งเครื่องทรงใหญ่ 23
ให้พระเจ้าตากสิน แต่เมื่อพระองค์ส่องพระฉายแล้วทอดพระเนตรเห็น
พระเกษาเหนือพระกรรณซ้ายเหลืออยู่หนึ่งเส้นก็ทรงพิโรธว่า “แกล้งทำประจาน
พระองค์เล่น” จึงตรัสถามสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรส ว่า
มีโทษสถานใด แต่กรมขุนอินทรพิทักษ์กราบทูลว่าเจ้าพนักงานภูษามาลาคงมิได้
แกล้งดังว่า เมื่อนั้นพระเจ้าตากสินก็ทรงพิโรธสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอว่าเข้าข้างผู้
กระทำความผิด จึงลงพระราชอาญาเฆี่ยน 100 ทีแล้วขังไว้ ส่วนเจ้าพนักงาน
ภูษามาลาและพระยาอุทัยธรรมจางวาง รวม 3 คนให้นำไปประหารชีวิต จากนั้น
มีพระราชโองการให้ถอดพระอิสริยยศกรมขุนอินทรพิทักษ์ แต่เมื่อหายพิโรธแล้ว
จึงโปรดให้พ้นพระราชอาญา แล้วพระราชทานพระอิสริยยศคืนดังเก่า เรื่องพระ
เกษาหนึ่งเส้นนี้คงแต่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา
อันแสดงให้เห็นถึงพระอารมณ์แปรปรวนของพระเจ้าตากสินได้พอประมาณ ทั้ง
เรื่องทรงเจริญพระกรรมฐานและพระอารมณ์แปรปรวนถึงการณ์สุขงอมประจวบ
เหมาะกันพอดิบพอดี พงศาวดารบันทึกว่า “…ฝ่ายแผ่นดินข้างกรุงธนบุรีนั้น
ผันแปรต่าง ๆ เหตุพระเจ้าแผ่นดินทรงนั่งพระกรรมฐาน เสียพระสติ พระจริตก็
ฟั่นเฟือนไป ฝ่ายพระพุทธจักรและอาณาจักรทั้งปวงเล่า ก็แปรปรวนวิปริตมิได้
ปรกติเหมือนแต่ก่อน… พระองค์มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส…” การเจริญ
พระกรรมฐานทำให้พระเจ้าตากสินดำริว่าพระองค์ทรงบรรลุเป็นพระโสดาปัตติ
ผล แล้วรับสั่งถามพระสงฆ์ว่า “พระสงฆ์ปุถุชนจะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ซึ่งเป็น
พระโสดาบันบุคคลนั้น
24
จะได้หรือมิได้ประการใด” สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ถวายวิสัชนาร่วมกับ
พระพุฒาจารย์ วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วัด
โพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ) ว่าไม่เห็นควรให้พระสงฆ์กราบไหว้คฤหัสถ์ที่เป็น
อริยบุคคล ความว่า “ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาก็ดี แต่เป็นหินเพศต่ำ
อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชน ก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์
และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ อันเป็นพระโสดา
นั้นก็บ่มิควร” พระเจ้าตากสินก็พิโรธ มีพระราชโอการถอดยศสมณศักดิ์ลง
และให้ลงพระราชอาญาตีหลัง เมื่อกรุงธนบุรีเกิดจลาจลเดือดร้อน พระราช
พงศาวดารฉบับนี้ให้เหตุว่าเป็น “เพราะ พระเจ้าแผ่นดินมิได้ตั้งอยู่ในทศพิ
ธราชธรรมสุจริต” ทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนเพราะมีพวกคนพาลกราบทูลเรื่อง
มิบังควร เปลี่ยนเรื่องเท็จเป็นเรื่องจริง จนทำให้เกิดเหตุวุ่นวายไปทั่ว
กรุงธนบุรี มีการโบยตีพระสงฆ์ กังขังตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงพระบรมวงศานุ
วงศ์โดยหาเหตุกระทำผิดไม่ได้ เร่งรัดเอาทัพย์สินโดยพลการหาความผิดมิได้
และเมื่อเจ้าพระยาจักรีปราบเหตุวุ่นวายลงแล้วจึงร่วมปรึกษากับขุนนางทั้ง
หลาย ขุนนางพร้อมใจกันว่า “พระเจ้าแผ่นดินละสุจริตธรรมเสียประพฤติการ
ทุจริตฉะนี้ ก็เห็นว่าเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้
ควรจะให้สำเร็จโทษเสีย”
25
จดหมายมองซิเออร์คูเด
มองซิเออร์คูเดเป็นบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ได้เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา
ในช่วงกรุงธนบุรี ได้เขียนจดหมายถึงมองซิเออร์เดอโก เอ็ตโลกอง ลงวันที่ 15
มิถุนายน ค.ศ. 1779 (พ.ศ. 2322) ท่านบันทึกถึงความแปลกของ
พระเจ้าตากสินว่า “พระเจ้าตากรับสั่งอยู่เสมอว่าทรงเหาะเหินเดินอากาศได้(1)
เราก็ได้ทูลอยู่เสมอว่าเป็นการที่เป็นไปไม่ได้ เราได้ทูลบ่อยเข้าจนถึงกับทรงเบื่อ
ไม่อยากฟังเราแล้ว…”
(1) “พระเจ้าตากเป็นคนที่มีความคิดพลิกแพลงอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น จึงได้ทรง
พระราชดำริจะเป็นพระพุทธเจ้า ในเรื่องนี้ได้มีรับสั่งว่ามีพระราชประสงค์จะเป็น
พระพุทธเจ้า และก็มีคนเรียกพระองค์ว่าพระพุทธเจ้าแล้วก็มี เพราะในเมืองนี้
ไม่มีเลยที่ใครจะทำถูกพระทัย ตามวิธีดำเนินการที่ทรงพระราชดำริไว้นั้น ในชั้น
ต้นจะได้เหาะขึ้นไปตามอากาศก่อน และเพื่อจะเตรียมการที่จะทรงเหาะนี้ ได้
ทรงทำพิธีต่าง ๆ ในวัดและในวังมา 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้น ในเวลานี้จะต้องถือ
พระเจ้าตากไม่ใช่มนุษย์ในโลกนี้แล้ว ถ้าเรื่องนี้ใครทูลขัดคอ หรือในเวลาทรงเข้า
พิธี ใครเข้าเฝ้าแล้ว คนนั้นก็ถูกเคราะห์ร้าย”
26
จดหมายอีกฉบับหนึ่งของมองซิเออร์คูเดเขียนถึงผู้อำนวยการคณะต่าง
ประเทศ ค.ศ. 1780 (พ.ศ. 2323) บันทึกถึงเรื่องที่พระเจ้าตากสินจะทรงเหาะ
ไปในอากาศความว่า “…ทรงสวดมนต์บ้าง อดพระกระยาหารบ้าง จำศีล
ภาวนาบ้าง เพื่อเตรียมพระองค์สำหรับเหาะเหินเดินอากาศต่อไป…” และใน
จดหมายยังอธิบายพระอารมณ์แปรปรวนของพระเจ้าตากสินว่า “…พระเจ้า
ตากก็กริ้วเราบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่ช้าก็หายกริ้วอีก…”
ในสมัยกรุงธนบุรีได้เกิดปัญหาระหว่างพวกเขารีตคริสต์ศาสนากับชาว
กรุงธนบุรีบางกลุ่มที่ต่อต้านศาสนา ทำให้เกิดเหตุวุ่นวายอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง มอง
ซิเออร์คูเดและคณะมิชชันนารีพยายามที่จะอยู่ในกรุงธนบุรีเพื่อเผยแพร่
ศาสนาต่อไปแต่ไม่เป็นผล จนถูกขับออกจากกรุงธนบุรี มองซิเออร์คูเดเขียน
อธิบายเหตุผลลงในจดหมายฉบับเดียวกันนั้น ความว่า “เพราะพวกพระสงฆ์
ได้กราบทูลว่าถ้าเราอยู่ในพระราชอาณาเขตตราบใด ก็จะทรงเหาะเหินเดิน
อากาศไม่ได้”
27
จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี
จดหมายเหตุความทร
งจำของกรมหลวงนรินทรเทวีได้ให้ข้อมูล
สำคัญว่า พระเจ้าตากสินทรงเริ่มแสดงพระอาการฟั่นเฟือนมาตั้งแต่ จ.ศ.
1130 ปีชวดสัมฤทธิศก ตรงกับ พ.ศ. 2311 แล้ว ความว่า“ปีชวดสัมฤทธิ
ศก ไปตีเมืองนครราชสีมา กรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าศรีสังข์ ไปอยู่พิมาย ต่อสู้
รบประจัญกัน จับได้กรมหมื่นเทพพิพิธ บุตรชาย 2 บุตรหญิง 1 กับเจ้าศรี
สังข์ กรมหมื่นเทพพิพิธ ท่านให้สำเร็จโทษเสีย เจ้าศรีสังข์หนีไปเมืองขอม
บุตรกรมหมื่นสุนทรเทพ หม่อมประยงค์ โปรดให้เป็นเจ้า อนิรุทเทวา บุตร
กรมหมื่นจิตรสุนทร หม่อมกระจาดให้ชื่อบุษบา บุตรกรมพระราชวัง หม่อม
เจ้ามิตรประทานชื่อประทุม บุตรกรมหมื่นเทพพิพิธ หม่อมมงคล หม่อม
พะยอม พี่หม่อมอุบลบุตรเจ้าฟ้าจิตรเลี้ยงเสมอกันทั้ง 4 คน แต่โปรดหม่อม
ฉิม หม่อมอุบล ประทมอยู่คนละข้าง
28
วิบัติหนูกัดพระวิสูตร รับสั่งให้ชิดภูบาล ชาญภูเบศร์ ฝรั่งคนโปรดทั้งคู่
ให้มาไล่จับหนูใต้ที่เสวยในที่ด้วย เจ้าประทุมทูลว่าฝรั่งเป็นชู้กับหม่อมฉิม
หม่อมอุบล กับคนรำ 4 คน เป็น 6 คนด้วยกัน รับสั่งถามหม่อมอุบลไม่รับ
หม่อมฉิมว่ายังจะอยู่เป็นมเหสีขี้ซ่อนหรือ มาตายตามเจ้าพ่อเถิด รับเป็น
สัตย์หมด ให้เฆี่ยนเอาน้ำเกลือรด ทำประจานด้วยแสนสาหัส ประหารชีวิต
ผ่าอกเอาเกลือทา ตัดมือตัดเท้า สำเร็จโทษเสร็จแล้วไม่สบายพระทัย คิดถึง
หม่อมอุบลว่ามีครรภ์อยู่ 2 เดือน ตรัสว่าจะตายตามหม่อมอุบล ว่าใครจะ
ตายกับกูบ้าง เสมเมียกรมหมื่นเทพพิพิธว่าจะตามเสด็จ หม่อมทองจันทร์
หม่อมเกศ สั่งบุษบา จะตามเสด็จด้วย ประทานเงินคนละ 1 ชั่ง ให้บังสุกุล
ตัว ทองคนละ 1 บาท ให้ทำพระ แล้วให้นั่งในแพหยวกนิมนต์พระเข้ามา
บังสุกุล แล้วจะประหารชีวิตคนที่ยอมตามเสด็จนั้นก่อน แล้วท่านจะแทง
พระองค์ท่านตามไปอยู่ด้วยกัน เจ้าข้าพระสติฟั่นเฟือน
29
เจ้าคุณใหญ่ท้าวเจ้าคุณทรงกันดาลกับเตี่ยหม่อมทองจันทร์นิมนต์พระเข้ามา
มาก ชุมนุมสงฆ์ถวายพระพรขออย่าให้ทำหาควรไม่ว่าที่จะได้พบกันนั้นหามิได้
แล้วถวายพระพรขอชีวิตไว้ ได้พระสติคืนสมประดี ประทานเงินเติมให้แก่ผู้รับ
ตามเสด็จนั้น…”
จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีมากล่าวถึงพระอาการเสีย
พระจริตฟั่นเฟือนของพระเจ้าตากสินอีกครั้งหนึ่งในลำดับก่อนหน้าพระองค์จะ
ทรงแต่งพระราชสาสน์ไปยังเมืองจีนใน พ.ศ. 2324 ว่า “ให้ปลูกไม้ไผ่ 1000
ไม้แก่น 1000 ไว้ท่าท่านผู้มีบุญจะมาข้างหน้า จะได้สร้างปราสาท ไม้ไผ่จะทำ
ร่างร้าน ไม้แก่นดูกในก่อตั้งเสาปราสาท ปลูกไว้สำหรับผู้มีบุญจะมา พระองค์
ท่านจะเหาะแล้ว”
นักวิชาการว่าไม่บ้า? 30
นอกจากหลักฐานที่ยกมาข้างต้น ทั้ง พ
งศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา,
จดหมายมองซิเออร์คูเด, จดหมายมองซิเออร์เดอคูร์วิแวร์, จดหมายเหตุความ
ทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี, ลําดับกษัตริย์กรุงเก่าคำฉันท์ และสังคีติยวงศ์
ยังมีปรากฏเรื่องการเสียพระสติของพระเจ้าตากสินใน พงศาวดารเมือง
สงขลาที่ระบุไว้ว่า เมื่อ “พระสงขลา” เข้าเฝ้าพระเจ้าตากสินเพื่อกราบทูล
เหตุขัดแย้งกับเมืองนครศรีธรรมราชเสร็จแล้วนั้น กลับมาอยู่ เมืองสงขลาก็
ทราบข่าวพระเจ้าตากสิน ความว่า “…พระสงขลาทูลลากลับออกมาเมือง
สงขลาปรกติอยู่สองปี พอเจ้าตากเสียพระจริต พระยาสรรข์เปนขบถจับเจ้า
ตากขังไว้”
31
(ปรามินทร์ เครือทอง) กล่าวถึงพระอาการของพระเจ้าตากสินใน
จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี ในบทความเรื่อง “กลยุทธ์
พระเจ้าตาก “เหาะ” ฟื้นวิกฤตศรัทธา” ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม
2554 ความว่า “พระอาการ “พระสติฟั่นเฟือน” ตามบันทึกข้อนี้ เห็นได้
ชัดว่าไม่ใช่อาการ “บ้า” อย่างที่เราเข้าใจกันแน่นอน เพราะเป็นอาการที่มี
สาเหตุความเป็นมา เพียงแต่พระอาการอ่อนไหวจน “ขาดสติ” นี้ เป็น
อาการ “เกิน” กิริยา
ของพระมหากษัตริย์ไปมาก จนไม่สามารถยอมรับได้ เป็นผลร้ายต่อ “ภาพ
ลักษณ์” ของพระเจ้าตากถึงขนาดเริ่มมีการใช้คำว่า “ฟั่นเฟือน” เพื่อ
อธิบายพระอาการของพระองค์”และในประเด็นที่พระเจ้าตากสินลงพระ
ราชอาญาพระสงฆ์ที่มิยอมกราบไหว้นั้น ปรามินทร์อธิบายว่า “การลงโทษ
พระสงฆ์ที่ “เห็นต่าง” ด้วยการโบย การลงโทษให้ขนอาจม จน“พระพุทธ
ศาสนาก็เศร้าหมอง” และเป็นเหตุแห่งข้อกล่าวหาว่า “มีพระสติฟั่นเฟือน
ถึงสัญญาวิปลาส” นั่นเอง” จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทร
เทวีที่ยกมาข้างต้น ยังปรากฏในบทความเรื่อง “แฉเบื้องหลังพงศาวดาร
กระซิบ กรณีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทูลขอพระธิดาพระเจ้ากรุงจีน”
เขียนโดยสุทธิศักดิ์ ระบอบ สุขวานนท์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน
พ.ศ. 2554 สุทธิศักดิ์แสดงทัศนะว่า
32
กรมหลวงนรินทรเทวีองค์ผู้ทรงพระนิพนธ์จดหมายเหตุความทรงจำ
ทรงมีฐานะเป็นพระน้องนางเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
(เจ้าพระยาจักรี) ผู้ล้มล้างพระราชอำนาจสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงถือเป็นก
ลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ย่อมมีอคติต่อพระองค์บ้างไม่มากก็น้อย จึงทรงพระ
นิพนธ์เนื้อความบางช่วงบางตอนแสดงให้เห็นถึงพระอาการเสียพระจริตของ
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอยู่เป็นระยะ ๆ ตราบจนกระทั่งสิ้นรัชกาล… แต่พระ
ราชสาส์นไปเมืองจีนของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีใน พ.ศ. 2324 กลับไม่มีเนื้อ
ความตอนใดบ่งบอกถึงพระอาการเสียพระจริตไว้เลยแม้แต่น้อย จึงเป็นปม
ปริศนาที่นักพงศาวดารไทยต้องทำการศึกษากันต่อไปในเบื้องหน้า”
ขณะที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายในหนังสือ “การเมืองไทยสมัยพระเจ้า
กรุงธนบุรี” ในเรื่องความ “บ้า” ของพระเจ้าตากสินว่า “เจ้าพระยาจักรีดู
เหมือนได้ใช้อาการวิกลจริตเป็นข้ออ้างอย่างหนึ่งในการเจรจาหย่าศึกกับญวณ
จะเห็นได้ว่ารายงานของบุคคลร่วมสมัยเหล่านี้ล้วนเป็นการรายงานจากข่าวลือ
หรือกล่าวขึ้นเพื่อปรักปรำและหวังประโยชน์ทางการเมืองหรือการทหาร หรือ
กล่าวขึ้นในภายหลังเพื่ออธิบายการยึดอำนาจของเจ้าพระยาจักรี การที่รัฐบาล
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ไม่ได้ใช้การวิกลจริตเป็นข้ออ้างใน
การยึดอำนาจหลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ขึ้นครองราชย์
มากนัก แสดงให้เห็นว่าเมื่อได้ยึดอำนาจไว้แล้ว ข้ออ้างซึ่งอาจรู้
กันอยู่ว่าไม่จริงนั้นก็ได้ถูกยกเลิก
33
ขณะที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่องความบ้าของพระเจ้าตากสิน ใน
พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ในประเด็น
ว่า “ให้แต่งสำเภาทรงพระราชสาส์นไปถึงพระเจ้าปักกิ่ง ว่าจะขอลูกสาว
พระเจ้าปักกิ่ง ให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชผู้เถ้า กับหลวงนายฤทธิหลวงนา
ยศักดิ์เปนราชทูต หุ้มแพรมหาดเล็กเลวไปมาก แต่งเครื่องบรรณาการไปกล่าว
ขอลูกสาวเจ้าปักกิ่ง”รัชกาลที่ 5 มีพระราชวิจารณ์ความข้างต้นว่า “เรื่องขอ
ลูกสาวเจ้าปักกิ่งนี้ เคยได้ยินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวรับสั่งเล่า
ให้ฟัง แต่ครั้นเมื่อค้นดูในสำเนาพระราชสาส์นห้องอาลักษณ์ จำนวนจุลศักราช
1143 ได้ความว่าทูตครั้งนั้นเปน 2 สำรับ ทูตที่เชิญพระราชสาส์นคุมเครื่องราช
บรรณาการตามเคยสำรับหนึ่ง แต่พระราชสาส์นนั้น ไม่ใช่ส่งของไปเจริญทาง
พระราชไมตรี ตามธรรมเนียมเท่านั้น มีข้อความแถมท้ายพระราชสาส์น เหมือน
หนึ่งเข้าใจว่าหนังสือฉบับนั้น พระเจ้ากรุงจีนจะได้อ่านเอง…เจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้
ทราบผลของการที่แต่งทูตออกไปนี้ด้วยหมดเวลา, สังเกตดูถ้อยคำที่จดหมาย
อยู่ข้างพลุ่งพลั่ง แต่ไม่ใช่บ้า” ดังนั้น จึงไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่าพระเจ้าตากสิน
“มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส” นั้นจริงหรือไม่ เพราะเมื่อมีข้อยุติของ
ฝ่ายที่ว่าบ้า ก็จะมีข้อยุติของฝ่ายที่ว่าไม่บ้า การถกเถียงกันในประเด็นนี้จึงน่า
สนใจสำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ หากแต่จะเชื่อแนวคิดฟากฝั่งใดนั้นก็
ต้องขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์และวิจารณญาณของแต่ละบุคคล
34
เรื่องเล่าจากวรรณกรรม : การประหารคือการจัดฉาก
จากการศึกษา ปฐมพงศ์พบว่าจุดเริ่มต้นของการเชิดชูพระเจ้าตากในฐานะวีร
กษัตริย์ รวมถึงเรื่องเล่าที่เสนอว่าการประหารชีวิตพระเจ้าตากนั้นเป็นการจัด
ฉากขึ้นมา เริ่มปรากฏขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475
โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการสร้างความสามัคคีและสำนึกรักชาติในหมู่
ประชาชน ปฐมพงศ์เล่าว่า ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น
ระบอบประชาธิปไตย ชนชั้นนำได้นำเรื่องราวของพระเจ้าตากมาผลิตซ้ำ ด้วย
เหตุที่ว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีรากมาจากสามัญชน ซึ่งสอดคล้องอุดมการณ์
ประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็มีการสร้างความ
หมายใหม่ ในฐานะที่เป็นวีรกษัตริย์ผู้กอบกู้ชาติ มีการอนุมัติให้สร้างพระบรม
ราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ เปิดอย่างทางการ
เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2497 พร้อมกำหนดพระนามอย่างเป็นทางการว่า
“สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี” ก่อนจะมีการถวายสร้อยพระนาม
“มหาราช” ให้ในเวลาต่อมา
35
ทว่าสิ่งที่บ่งบอกเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าตากได้ชัดยิ่งกว่า ก็คือเรื่องราวที่
ปรากฏในหลักฐานที่เป็นงานเขียน ปฐมพงศ์พบว่างานเขียนเกี่ยวกับพระเจ้าตาก
ช่วงหลัง 2475 จนถึงปัจจุบัน มีลักษณะเนื้อหาที่หลากหลาย ตั้งแต่การคัดลอก
และอ้างอิงจากพงศาวดาร ไปจนถึงการประกอบสร้างเรื่องราวใหม่โดยไม่ได้ยึด
โยงกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดๆ ทั้งนี้ ปฐมพงศ์ชี้ว่าหมุดหมายสำคัญของ
การสร้าง ‘เรื่องเล่าและความหมายใหม่’ เกี่ยวกับพระเจ้าตากในยุคหลัง 2475
คือเรื่อง ‘ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน’ รวมเรื่องสั้นอิงประวัติศาสตร์ โดย หลวงวิจิตร
วาทการ เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2492 จุดสำคัญของเรื่องนี้ คือการบอกเล่ามุมมอง
ใหม่เกี่ยวกับวาระสุดท้ายของพระเจ้าตาก ว่าแท้ที่จริงแล้วพระองค์มิได้ถูกสำเร็จ
โทษที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ตามหลักฐานในพระราชพงศาวดาร แต่ได้ลักลอบเสด็จ
ออกไปประทับที่อื่น โดยสับเปลี่ยนตัวกับพระญาติ ชื่อนายมั่น ซึ่งมีรูปพรรณใกล้
เคียงกับพระองค์ ให้เป็นผู้ถูกสำเร็จโทษแทน นอกจากนี้ ปฐมพงษ์ยังได้ศึกษา
วรรณกรรมเรื่องอื่นๆ ในยุคนี้อีก 9 เรื่องที่กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตาก
คือ ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน, แผ่นดินพระเจ้าตาก, ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข, ตากสิน
มหาราชชาตินักรบ, ความหลงในสงสาร, พระเจ้าตากฯ สิ้นพระชนม์ที่เมืองนคร,
ตามรอยเลือดพระเจ้าตาก, จอมกษัตริย์แห่งนักรบ และ ดวงพระเจ้าตากไม่ถูก
ประหาร ซึ่งทำให้พบข้อสังเกตที่สำคัญดังนี้
36
ประการแรก ในบรรดางานเขียนทั้ง 10 เรื่อง มี 8 เรื่องที่สร้างเรื่องเล่าขึ้นมา
ใหม่ โดยมีเพียง 2 เรื่องเท่านั้นที่เขียนว่าพระเจ้าตากถูกประหารจริง โดย
อ้างอิงกับข้อมูลในพระราชพงศาวดาร คือเรื่อง ‘แผ่นดินพระเจ้าตาก’ เขียน
โดย นายแพทย์วิบูลย์ วิจิตรวาทการ และเรื่อง ‘ตามรอยพระเจ้าตาก’ เขียน
โดย ชานันท์ ท. โดยในสองเรื่องนี้ มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ระบุว่า พระเจ้าตากถูก
ประหารชีวิต โดยการตัดศีรษะ ตามพระราชพงศาวดาร คือเรื่อง ‘แผ่นดิน
พระเจ้าตาก’ ขณะที่เรื่อง ‘ตามรอยพระเจ้าตาก’ นั้น บอกว่าถูกประหารชีวิต
จริง แต่ละส่วนที่บอกว่า ตัดศีรษะ ออกไป
ประการที่สอง ปฐมพงศ์ชี้ว่ายังมีวรรณกรรมอื่นๆ ที่เขียนถึงพระราชประวัติ
ของพระเจ้าตากอีกหลายเล่ม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเขียนตัดตอนจบที่การ
ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์
ประการสุดท้าย พบว่าหลายเล่มมีการอ้างอิงข้อมูลที่ไม่ได้ยึดโยงกับหลักฐาน
ทางประวัติศาสตร์ เช่น การใช้ ‘ฌาณ และ ญาน’ เพื่อสื่อสารกับผู้ล่วงลับ ดัง
ที่ปรากฏในเรื่อง ‘ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน’ เขียนโดย ภิกษุณีโพธิสัตว์ วรมัย
กบิลสิงห์ หรือ ‘หลวงย่า’ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่
หลาย ที่สำคัญคือแต่ละเรื่องที่อยู่ในข่ายนี้ ล้วนมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตก
ต่างกันไป ไม่ใช่เรื่องเล่าที่สอดคล้องกันอย่างที่ปรากฏในงานเขียนช่วงต้น
รัตนโกสินทร์ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ได้ถูกประหาร 37
แต่ทรงหนีไปบวชตามตำรานอกพงศาวดาร
ศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2553 ได้กล่าวถึง “ต้นตำนาน” พระเจ้า
ตาก “ตัวจริง” ไม่ได้ถูกประหารแต่ไปสิ้นพระชนม์ที่เมืองนครศรีธรรมราช
ไปพอสมควรแล้ว แต่ยังทิ้งข้อสงสัยบางประการไว้ โดยไม่ได้ตรวจสอบ
“เปรียบเทียบ” รายละเอียดบางอย่างที่ปรากฏในหนังสือทั้ง 3 เล่ม คือ
“ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน” ของ หลวงวิจิตรวาทการ “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?”
ของ สุภา ศิริมานนท์ และ “ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน?” ของ แม่สงฆนีวรมัย
กบิลสิงห์
ซึ่งข้อสงสัยต่างๆ ที่ว่านั้นล้วนแต่ “งอก” ออกมาจากพระราชพงศาวดาร
ทั้งสิ้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตำนาน “นอกพงศาวดาร” เรื่องพระเจ้าตากนี้เข้ม
แข็งขึ้นมาได้ก็คงเป็นเพราะความไม่น่าเชื่อถือของพระราชพงศาวดารเอง
ตลอดจน “ความเชื่อ” บางประการของคนท้องถิ่นที่มีความผูกพันกับ
พระเจ้าตาก และความคลุมเครือของเอกสารต่างๆ ที่กล่าวถึง “วัน
อวสาน” ของกรุงธนบุรี
38
ความไม่ชัดเจนหลายๆ เรื่องใน “วันอวสาน” กรุงธนบุรี เช่น วันสวรรคตของ
พระเจ้าตาก ที่กล่าวแตกต่างกันถึง 3 วาระ คือ 6 เมษายน ในพระราช
พงศาวดาร, 7 เมษายน ในจดหมายเหตุของบาทหลวงฝรั่งเศส และ 10
เมษายน ในจดหมายเหตุโหร ในขณะที่ “วิธีประหาร” ก็กล่าวไว้ไม่เหมือนกัน
คือ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวว่า “ประหารชีวิตตัด
ศีรษะ” ส่วนพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บอกไว้
ขาดๆ เกินๆ ว่านำไป “สำเร็จ” ที่ป้อมท้ายเมือง ทำให้มีการตีความกันว่าจะ
เป็นการตัดศีรษะหรือสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์กันแน่ ยิ่งไปกว่านั้น เอกสารที่
พอจะเป็นที่พึ่งได้ในกรณีนี้ และเป็นเอกสารสำคัญที่บันทึกไว้โดยคนร่วมสมัยกับ
เหตุการณ์ กลับทิ้งปริศนาไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างน่าเสียดาย เช่น จดหมายเหตุ
ความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ที่กล่าวถึงเหตุการณ์การจลาจลอย่าง
ละเอียดชนิดนาทีต่อนาที แต่ก็ข้ามฉากประหารไปเฉยๆ เช่นเดียวกับโครง
สรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ของ พระชำนิ
โวหาร บรรยายรายละเอียดไม่แพ้กรมหลวงนรินทรเทวี ก็ข้ามฉากนี้ไปอีกเช่น
กัน
39
หรือแม้แต่เอกสารของตระกูลสุรนันท์ เรื่องราชสัมภารากรลิขิต ซึ่งอยู่ในพวก
เดียวกับฝ่ายทำรัฐประหาร ก็ให้รายละเอียดการทำรัฐประหารไม่น้อยไปกว่า
เล่มอื่นๆ แต่ก็ข้ามฉากสุดท้ายไปเฉยๆ เหมือนกัน คงเหลือเอกสารร่วมสมัยอีก
ชิ้นเดียวที่กล่าวถึง “ฉากสวรรคต” ไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่ข้อความก็ไม่ตรงกับ
พระราชพงศาวดาร คือ ลำดับกษัตริย์กรุงเก่าคำฉันท์ ของ พระยาทัศดา
จตุรงค์ กล่าวว่าพระเจ้าตากทรงถูกขุนนางจับพันธนาการโบยตี “ท้าวพระยา
พระหลวงพราหมณ์ชี กุมเอานฤบดี ใส่สังขลิกโบยตี” จนทนไม่ไหวพระหทัย
วายสิ้นพระชนม์ “เกิดวิกลดลจิตประจุบัน ท้าวดับชีวัน ผ่านภพได้สิบห้าปี”
คำสั่ง “ประหาร” พระเจ้าตากนั้น เป็นความรับผิดชอบของข้าราชการแต่
ฝ่ายเดียว เห็นได้ชัดว่าตำนานพระเจ้าตาก “ตัวจริง” ไม่ได้ถูกประหารนี้เกิด
ขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งเจตนาบริสุทธิ์ของคนท้องถิ่นที่ยังรักและเทิดทูน
“วีรบุรุษ” ผู้กอบกู้บ้านเมือง และยัง “ปะปน” ไปด้วยเจตนาทางการเมืองใน
ยุคสมัยหนึ่ง และไม่ว่าจะตำนานเรื่องนี้จะ “เกิด” ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลที่ได้
คือเกิดกระแส “ความเชื่อ” ต่อผู้คนในสังคมจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่ง
“เคลื่อนไหว” ไปพร้อมๆ กับกระบวนการเปลี่ยน “ความเชื่อ” ให้เป็น “ความ
จริง” มากขึ้นทุกวัน
ที่มาที่ไปของเรื่องพระเจ้าตาก “ตัวจริง” ไม่ได้ถูกประหาร 40
นิยายเรื่อง “ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน” ของ หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวถึงที่มาของ
เรื่องว่า “ท่านผู้มีเกียรติผู้หนึ่งซึ่งสืบเชื้อสายตรงจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
และเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะไม่พูดอะไรเล่นๆ กับข้าพเจ้า ท่านยืนยันพร้อมด้วย
หลักฐานคำบอกเล่า ที่ท่านได้ยินได้ฟังและจดจำสืบต่อกันมา” หลวงวิจิตรวาท
การยังได้ “ออกตัว” ว่าหลักฐานที่ท่านได้มานี้ “ก็เป็นแต่เรื่องได้ยินได้ฟังและ
จดจำสืบต่อกันมา” และได้ถูกท่านผู้เล่าขอให้เขียนเรื่องนี้ขึ้นให้เป็น “นิยาย”
เนื่องจากไม่สามารถเขียนเป็นความจริงในประวัติศาสตร์ได้ นอกจากนี้หลวง
วิจิตรวาทการยังได้กล่าวถึงบุคคลที่คนเชื่อว่าตายแล้วยังไม่ได้ตายจริง ซึ่งมีแนว
เรื่องคล้ายกับนิยายของท่าน
“ข้าพเจ้ารู้ว่าคนสำคัญเช่นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น มักจะมีเรื่องสิ้นชีพแล้ว
ไม่สิ้น จนกระทั่งถึงเวลานี้ยังมีคนเชื่อว่า สุภาษ จันทรโภช ยังไม่ตายและไปอยู่
ที่นั่นที่นี่ และเมื่อเร็วๆ นี้ยังมีข่าวแพร่สะพัดออกมาว่าฮิตเล่อร์ไม่ตาย”
สุภาษ จันทรโภช (Subhash Chandra Bose) 41
เป็นนักการเมืองรุ่นเดียวกับมหาตมา คานธี ที่ต่อสู้กับอังกฤษเพื่อเอกราชของ
อินเดีย แต่ สุภาษ จันทรโภช นั้นเป็นนักต่อสู้ที่ใช้วิถีทางตรงกันข้ามกับแนว
“อหิงสา” ของคานธีอย่างสิ้นเชิง คือมีนโยบายต่อสู้ด้วยกำลังทหารกับอังกฤษ
สุภาษ จันทรโภช ถูกระบุว่าเสียชีวิตไปในอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่ไต้หวัน
ระหว่างเดินทางไปโตเกียวเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2488 แต่ไม่มีใครพบร่างของ
สุภาษ จันทรโภช ในที่เกิดเหตุหรือหลังจากนั้น ต่อมาก็มีข่าวลือว่า สุภาษ จัน
ทรโภช ไปปรากฏตัวในที่ต่างๆ อย่างเป็นปริศนา เรื่องของ สุภาษ จันทรโภช ที่
“ยังไม่ตายและไปอยู่ที่นั่นที่นี่” จะเป็นแรงบันดาลใจในนิยายของหลวงวิจิตร
วาทการหรือไม่ท่านไม่ได้บอกไว้ แต่กรณีปริศนาของ สุภาษ จันทรโภช นั้น ตรง
กันกับ “นิยาย” เรื่องพระเจ้าตากราวกับเป็นเรื่องเดียวกัน หนังสืออีกเล่มหนึ่ง
ที่อ้างว่าช่วย “เติมต่อ” ข้อมูลที่หายไปใน “นิยาย” ของ หลวงวิจิตรวาทการ
คือ “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?” ของ สุภา ศิริมานนท์ หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนไม่ได้ชี้แจง
ที่มาที่ไปของเรื่องเหมือนหลวงวิจิตร วาทการ แต่ปรากฏอยู่ในบทสนทนาของ
ตัวละคร “ผู้เล่าเรื่อง” ตอนหนึ่งว่า “ผมได้อ่านมากับตัวพร้อมๆ กับคนบางคน
จากต้นฉบับใบข่อยเก่าแก่ ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดลงมาถึงลูกหลานจาก
บรรพบุรุษอันระบุหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นคนหนึ่งในสี่คนนั้น” สี่คน” ในที่นี้คือ
ตัวเอกใน “นิยาย” ของ สุภา ศิริมานนท์ ทำหน้าที่เป็นฝีพายแจวเรือพา
พระเจ้าตากหลบหนีออกจากกรุงธนบุรี และ “คนหนึ่งในสี่นั้น” ก็คือเจ้าของ
บันทึกสมุดข่อยที่ สุภา ศิริมานนท์
42
ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในการแต่งนิยายนั่นเอง ต่อมาเมื่อมีการตีพิมพ์ต้นฉบับ
นิยายเรื่องนี้ขึ้น พิทยา ว่องกุล ได้ “เฉลย” ปริศนาเจ้าของสมุดข่อย ไว้ในภาค
ผนวกเรื่อง “ความเป็นมาแห่งต้นฉบับ ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?” ว่าเป็นเอกสารเก่าแก่
ของตระกูล “สุนทรโรหิต” และตกทอดมาถึงหลวงสุภาเทพ บิดาของ จินดา ศิริ
มานนท์ ภรรยาของสุภา ศิริมานนท์ และ พิทยา ว่องกุล ยังได้บอกสถานภาพของ
เอกสารฉบับนี้ว่า “ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังอยู่ในตระกูลนี้หรือไม่” ในขณะที่ จินดา
ศิริมานนท์ ก็กล่าวว่า “ดิฉันไม่ทราบว่าจะมีใครเก็บรักษาไว้หรือเปล่า” เท่ากับว่า
“ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข?” นั้น อ้างอิงเอกสารที่ “สูญหาย” ของตระกูลสุนทรโรหิต
ซึ่งหากเอกสารฉบับนี้ยังมีอยู่จริง ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นเอกสารที่เสนอ “ความ
จริง” เท่านั้น ยังต้องผ่านการพิสูจน์ตรวจสอบเนื้อหาสาระโดยผู้รู้กันอีกหลายขั้น
ตอน ส่วน “ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน?” ของ แม่สงฆนีวรมัย กบิลสิงห์ มีสาระสำคัญ
เหมือนกับเรื่องอื่น คือ พระเจ้าตาก “ตัวจริง” ไม่ได้ถูกประหาร แต่อ้างเหตุผลที่
ต่างไปจากหนังสือ 2 เล่มก่อนหน้านี้ คือ พระเจ้าตากและเจ้าพระยาจักรีร่วมกัน
“เล่นละครตบตา” สร้างเรื่องการเป็นบ้าและถูกประหารเพื่อ “หนีหนี้” แม่สงฆนี
วรมัย กบิลสิงห์ ใช้แหล่งข้อมูลที่ไม่เหมือนใคร คือได้ข้อมูลมาด้วย “วิธีการ
พิเศษ” จากการเข้าฌานและญาณ เพื่อทูลถามพระเจ้าตากและสมเด็จพระ
นเรศวรโดยตรง
43
ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ใช้ “พล็อต” เดียวกับ แม่สงฆนีวรมัย กบิลสิงห์
แต่ละเล่มก็อ้างแหล่งข้อมูลจาก “คำบอกเล่า” โดยตรงของพระเจ้าตากทั้งสิ้น
เช่น “เรื่องจริงอิงนิทาน (พิเศษ)” ของ พระมหาวีระ ถาวโร (ฤาษีลิงดำ) โดย
อ้างที่มาของเรื่องว่าเป็นคำบอกเล่าของพระเจ้าตากว่า “ตามความเป็นจริงท่าน
เล่าให้ฟังอย่างนี้” หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวถึง “คนหน้าเหมือน” นามว่า
หลวงอาสาศึก ชื่อเดิม “บุญคง” เป็นทหารเอกที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ
พระเจ้าตากมาทุกสมรภูมิในช่วงทำศึกฟื้นฟูราชอาณาจักรหลังกรุงศรีอยุธยา
แตก แต่แน่นอนว่าหลวงอาสาศึกเป็นบุรุษลึกลับที่ไม่เคยปรากฏชื่อใน
ประวัติศาสตร์ การตรวจสอบจึงทำไม่ได้อีกเช่นกัน
นอกจากรูปร่างหน้าตาจะเหมือนพระเจ้าตากแล้ว หลวงอาสาศึกยัง “เลียน
แบบ” ท่าทางและน้ำเสียงการพูดจาของพระเจ้าตากจนเหมือนมากเช่นกัน
เหมือนจนพระเจ้าตากไม่ไว้ใจ ดังเช่นในศึกค่ายโพธิ์สามต้น หลวงอาสาศึก ก็
ปลอมตัวเป็นพระเจ้าตากครั้งแรกจนไม่ทรงไว้ใจอีก
“คนคนนี้ รูปร่างหน้าตาแกเหมือนฉันเหมือนกันเป็นพิมพ์เดียว แล้วแกก็
พยายามทำท่าทางและการพูดจาให้เหมือนฉันด้วย ฉันไม่ค่อยชอบคนคนนี้นัก
เพราะฉันระแวงว่ามิวันใดก็วันหนึ่ง แกจะต้องปลอมตัวเป็นฉัน”
44
ด้วยเหตุนี้หลังขึ้นครองราชย์แล้ว จึงส่งหลวงอาสาศึกออกไปไกลหูไกลตา “เสร็จ
งานตีค่ายโพธิ์สามต้นแล้วฉันขึ้นเสวยราชย์ ฉันก็ส่งหลวงอาสาศึกไปเป็นเจ้าเมือง
ชายแดนห่างไกลเมืองหนึ่ง จะเป็นเมืองอะไรฉันจำไม่ได้ จำได้เพียงแต่ว่า ฉันส่ง
เขาไปเสียให้ไกลตัวฉัน เพราะระแวงว่าถ้าขืนให้อยู่ใกล้กัน แกจะทำความมิดี
อะไรเข้า” ถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดพอสมควร ที่หลวงอาสาศึก “รอด
ตาย” จากการ “เลียนแบบ” พระเจ้าอยู่หัวต่อหน้าต่อตาได้ นอกจากจะเข้าข่าย
โทษทางอาญาแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ “คนไทย” ถือสาและจะไม่ทำเช่นนั้นไม่ว่าต่อผู้
หลักผู้ใหญ่โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน ด้วยเกรงนรกจะกินหัว นอกจากนี้วิธีการ
“ควบคุม” บุคคลที่พระเจ้าอยู่หัวทรงหวาดระแวงนั้นมักจะเอามา “อยู่ใกล้”
มากกว่าจะส่งไปชายแดนเหมือนเหตุการณ์นี้ ดูเหมือนว่าหลวงวิจิตรวาทการจะ
พยายามอย่างมากที่จะอธิบาย “ความเหมือน” ของหลวงอาสาศึกจนกระทั่งลืม
กฎเกณฑ์ข้อนี้ไปหรืออย่างไร? ส่วนแม่สงฆนีวรมัย กบิลสิงห์ ซึ่งใช้ “วิปัสสนา
ญาณ” ทูลถามพระเจ้าตากในเรื่องต่างๆ กล่าวถึงเรื่อง “ตัวปลอม” ว่าชื่อ “คุณ
มั่น” ซึ่งไม่ตรงกับหลวงวิจิตรวาทการ และ แม่สงฆนีวรมัย กบิลสิงห์ ก็ไม่น่าจะ
จำผิดเพราะ “เคยได้พบกับวิญญาณของคุณมั่น” และ “เรื่องคุณมั่นนี้สมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราชทรงเล่าเอง”
45
“คุณมั่น” ของ แม่สงฆนีวรมัย กบิลสิงห์ ไม่ใช่ทหาร แต่อยู่ช่วยบิดาค้าขาย อยู่
แต่ในโรงสีไม่ได้ออกไปไหนมาไหนมากนัก จึงไม่ค่อยมีคนรู้จักหรือพบเห็นบ่อยๆ
เหมาะสมกับการรับบท “แสตนด์อิน” เป็นพระเจ้าตากอย่างยิ่ง นอกจากนี้คุณ
มั่นยังเป็นญาติห่างๆ ของพระเจ้าตาก และที่สำคัญที่สุดคือ “ความเหมือน”
“คุณมั่นมีเสียงเรียกข้างสำเนียงจีนว่า “มั่ง” เป็นญาติของคุณเจียนซื่อและเจียน
สิน เรียกให้ชัดก็ว่าเป็นพระญาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระ
ญาติห่างออกไปหน่อย อายุคราวเดียวกับท่าน รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับ
ท่าน”ในขณะที่ “ความหลงในสงสาร” ของ สุทัสสา อ่อนค้อม ไม่กล่าวถึง
“ชื่อ” ของ “ตัวปลอม” แต่บอกความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวปลอม” กับพระเจ้า
ตากแตกต่างออกไปอีกว่า “มีการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์จริง เพียงแต่คนที่
ถูกสำเร็จโทษไม่ใช่เรา เป็นสหายอีกคนหนึ่งของเราที่เขามีความจงรักภักดีต่อเรา
ถึงขนาดยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตเราไว้ บังเอิญว่าเขารูปร่าง
หน้าตาคล้ายคลึงกับเรามาก ทั้งที่มิได้เป็นญาติสืบสายโลหิตกัน”
46
ยังมีเรื่องของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่ได้กล่าวถึง “ตัวปลอม” ไว้ โดยไม่ได้เอ่ยชื่อ
เพราะไม่ใช่บุคคลสำคัญแต่อย่างใด และยังมีสถานภาพไม่เหมือนกับเรื่องอื่นๆ
เลย คือ “คนที่อยู่ในกระสอบไม่ใช่พระเจ้าตากสิน ครั้งแรกมีราชองครักษ์ของ
พระองค์มีความจงรักภักดีมาก อาสาตายแทนพระเจ้าตากสิน แต่สมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าไม่เอา ให้เอานักโทษประหารชีวิตมาใส่กระสอบทุบด้วยท่อน
จันทน์ตายแทน” ดังนั้นหากเราจำเป็นจะต้องกล่าวถึงหรือเชิดชูวีรบุรุษท่านนี้
เราจะเรียกท่านว่าอะไรดี ระหว่าง หลวงอาสาศึก (บุญคง) หรือคุณมั่น และจะ
กล่าวถึงประวัติท่านอย่างไรดีระหว่าง นายทหารผู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่พระเจ้า
ตาก หรือพระญาติลูกเจ้าของโรงสี หรือพระสหาย หรือนักโทษประหาร???