รายงาน
แนวคดิ ทฤษฎกี ารบรหิ ารการศึกษา
จัดทำโดย
นางสาวพรรวี สมแกว้
รหัสนักศึกษา 6419050026
เสนอ
อาจารย์ ดร.เชาวนี แก้วมโน
รายวชิ า 905-502 หลักการและทฤษฎกี ารบริหารการศึกษา
คณะศกึ ษาศาสตรแ์ ละศลิ ปศาสตร์ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศกึ ษา
มหาวิทยาลยั หาดใหญ่
ก
คำนำ
รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 905-502 หลักการและทฤษฎีการบริหาร
การศึกษา ผจู้ ัดทำได้ทำการศึกษาคน้ คว้า โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศกึ ษา แนวคิดหลกั การและทฤษฎีการบริหาร
การศกึ ษา
ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อยสำหรับผู้ที่สนใจ
หากมีขอ้ บกพร่องต่างๆ ทีอ่ าจจะเกิดขน้ึ นัน้ ผูจ้ ัดทำขอน้อมรับ และยินดีทจี่ ะรบั ฟงั คำแนะนำจากทุกท่านที่ได้
เขา้ มาศกึ ษา เพื่อเปน็ ประโยชนใ์ นการพัฒนาตอ่ ไป
นางสาวพรรวี สมแก้ว
รหสั นักศึกษา 6419050026
สารบญั ข
คำนำ หนา้
สารบัญ ก
ทฤษฎีการบริหารการศึกษา ข
1
กระบวนการบรหิ ารการศกึ ษา 2
ความหมายของทฤษฎีในการบรหิ ารการศกึ ษา 3
ทฤษฎกี ารบริหารการศกึ ษาและววิ ฒั นาการ 6
ภาวะผู้นำ 7
ทฤษฎีและหลักการบริหารจัดการ 8
การคดิ อยา่ งเปน็ ระบบ 12
เทคนคิ พัฒนาการคิดเชิงระบบ 13
เครอ่ื งมอื การบรหิ ารจัดการสถานศกึ ษาสมยั ใหม่
การบริหารสถานศึกษาในศตวรรษท่ี 21 17
การบริหารสถานศึกษายุคดิจิทัล 22
บรรณานุกรม 24
หลกั และทฤษฎีบริหารการศึกษา 1
ทฤษฎีและการบรหิ ารจดั การศึกษา
ในการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารควรมีหลักและกระบวนการบริหาร การบริหารการศึกษา
หลักการแนวคิดในการบริหาร ภาพรวมของการบริหารทั้งนี้เพื่อให้การจัดการบริหารสถานศึกษามีความ
เหมาะสม ผู้เขยี นจะไดก้ ล่าวถึงประเดน็ ดงั กล่าวเพื่อใหเ้ กิดความเข้าใจและมุมมองในการ บริหาร
สถานศึกษายง่ิ ขน้ึ ตอ่ ไป
คำจำกัดความ
คำวา่ “การบรหิ าร” (Administration) ใชใ้ นความหมายกว้าง ๆ เชน่ การบริหารราชการ อกี คำหน่ึง
คือ “ การจัดการ” (Management) ใช้แทนกันได้กบั คำว่า การบรหิ าร สว่ นมากหมายถงึ การจดั การทางธรุ กิจ
มากกวา่ โดยมหี ลายท่านได้ระบดุ ังนี้
Peter F. Drucker : คือ ศิลปะในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายร่วมกับผู้อื่น (ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ,
2542: 2)
Herbert A. Simon : กล่าวว่าคือ กิจกรรมที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ร่วมมือกันดำเนินการใหบ้ รรลุ
วตั ถปุ ระสงค์อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงหรือหลายอยา่ งรว่ มกนั (ภาวดิ า ธาราศรีสทุ ธิ, 2542: 2)
การบริหาร หมายถึง ศิลปะในการทำให้สิ่งต่าง ๆ ได้รับการกระทำจนเป็น ผลสำเร็จ กล่าวคือ
ผ้บู ริหารไมใ่ ชเ้ ป็นผูป้ ฏิบตั ิ แต่เปน็ ผูใ้ ช้ศิลปะทำให้ผ้ปู ฏบิ ัตทิ ำงานจนสำเรจ็ ตามจุดมุ่งหมายทผ่ี ู้บริหาร ตัดสินใจ
เลือกแล้ว (Simon)
การบริหาร คือ กระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
การบริหาร คือ การทำงานของคณะบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่รวมปฏิบัติการให้บรรลุเป้าหมาย
รว่ มกนั (Barnard)
การบรหิ าร หมายถึง กิจกรรมตา่ งๆ ท่ีบุคคลตัง้ แต่สองคนขน้ึ ไปร่วมมือกันดำเนินการ เพื่อให้บรรลุ
วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายๆอย่างที่บุคคลร่วมกัน กำหนดโดยใช้กระบวนอย่างมีระบบและให้
ทรัพยากรตลอดจนเทคนิคต่างๆ อย่างเหมาะสม (สมศักด์ิ คงเท่ยี ง , 2542 : 1)
ส่วนคำว่า “การบริหารการศึกษา” หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่บุคคลหลายคนร่วมกนั ดำเนินการเพ่ือ
พัฒนาสมาชิกของสังคมในทุกๆ ด้าน นับแต่ บุคลิกภาพ ความรู้ ความสามารถ เจตคติ พฤติกรรม คุณธรรม
เพื่อให้มีค่านิยมตรงกันกับความต้องการของสังคม โดยกระบวนการต่างๆ ที่อาศัยควบคุมสิง่ แวดล้อมใหม้ ีผล
ต่อบุคคล และอาศยั ทรพั ยากร ตลอดจนเทคนิคต่างๆ อยา่ งเหมาะสม เพอื่ ใหบ้ ุคคลพฒั นาไปตรงตามเป้าหมาย
ของสังคมทตี่ นดำเนินชีวิตอย่(ู ภาวดิ า ธาราศรสี ุทธิ, 2542: 6)
2
คำว่า “สถานศึกษา” หมายความ ว่าสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ศูนย์
การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศยั ศนู ย์การเรยี น วิทยาลัย วิทยาลัยชมุ ชน สถาบันหรอื สถานศึกษาท่ีเรียกชื่อ
อย่างอื่นของรัฐท่ีมีอำนาจหนา้ ที่หรือมี วัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยการศกึ ษาแห่งชาติ
และตาม ประกาศกระทรวง (พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บข้าราชการครู และบุคลากรทางการศกึ ษา, 2547 : 23)
การบริหารเปน็ ทง้ั ศาสตรแ์ ละศิลป์
การบริหารเป็นสาขาวิชาท่ีมีการจัดการระเบียบอย่างเป็นระบบ คอื มีหลักเกณฑแ์ ละทฤษฎีที่พึงเช่ือถือได้
อันเกิดจาการค้นคว้าเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการบริหาร โดยลักษณะนี้ การบริหารจึง เป็นศาสตร์
(Science) เป็นศาสตรส์ งั คม ซึ่งอยูก่ ลุ่มเดียวกบั วชิ าจิตวทิ ยา สังคมวิทยา และรฐั ศาสตรแ์ ต่ถ้าพิจารณาการบริหาร
ในลักษณะของการปฏิบัติท่ีต้อง อาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณแ์ ละทักษะของผูบ้ ริหารแต่ละคน ที่จะ
ทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นการประยุกต์เอาความรู้ หลักการและทฤษฎีไปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้
เหมาะสมกับสถานการ ณ์ และสิ่งแวดล้อม การบริหารก็จะมีลักษณะเป็นศิลป์ ( Arts) (ที่มา
:http://www.kunkroo.com/admin1.html,)
ปัจจยั สำคญั การบริหารที่สำคัญมี 4 อยา่ ง ท่เี รยี กวา่ 4Ms ได้แก่
1. คน (Man)
2 เงนิ (Money)
3. วัสดุสิง่ ของ(Materials)
4. การจดั การ (Management)
กระบวนการบริหารการศึกษา
จากหลกั การบริหารท่ัวไป 14 ขอ้ ของ Fayol ทำให้ต่อมา Luther Gulick ไดน้ ำมาปรบั ตอ่ ยอดเป็นที่รู้จัก
กันดีในตัวอักษรย่อท่ีว่า “POSDCoRB” กลายเป็นคัมภีร์ของการจัดองค์การในตน้ ยุคของศาสตร์การบรหิ ารซึง่ ตัว
ยอ่ แต่ละ ตัวมคี วามหมายดงั น้ี
P – Planning หมายถึง การวางแผน
O – Organizing หมายถึง การจดั องค์การ
S – Staffing หมายถงึ การจดั คนเข้าทำงาน
D – Directing หมายถึง การสั่งการ
Co – Coordinating หมายถึง ความรว่ มมือ
R – Reporting หมายถงึ การรายงาน
B – Budgeting หมายถงึ งบประมาณ
3
ความหมายของทฤษฎีทางการบริหารการศกึ ษา
ทฤษฎี หมายถึง แนวความคิดหรือความเชื่อที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์มีการทดสอบและการสังเกต
จนเปน็ ทแี่ น่ใจ ทฤษฎีเปน็ เซท(Set) ของมโนทัศนท์ เี่ ชื่อมโยงซึ่งกนั และกนั เป็นขอ้ สรุปอย่างกว้างที่พรรณนาและ
อธิบายพฤติกรรมการบริหารองค์กรการทาง ศึกษา อย่างเป็นระบบ ถ้าทฤษฎีได้รับการพิสูจน์บ่อย ๆ ก็จะ
กลายเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎีเป็นแนวความคิดท่ีมีเหตุผลและสามารถนำไปประยกุ ต์ และปฏิบัติได้ ทฤษฎีมีบทบาท
ในการให้คำอธิบายเก่ียวกบั ปรากฏท่วั ไปและชแ้ี นะการวิจยั
ทฤษฎที างการบรหิ ารและวิวฒั นาการการบริหารการศึกษา
ระยะที่ 1 ระหว่าง ค.ศ. 1887 – 1945 (ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ, 2542: 10) ยุคนักทฤษฎีการบริหารสมัย
ดง้ั เดิม (The Classical organization theory) แบ่งย่อยเปน็ 3 กลุ่มดังนี้
1. กลุ่มการจดั การเชิงวิทยาศาสตรข์ องเทยเ์ ลอร์ (Scientific Management) ของเฟรดเดอรกิ
เทยเ์ ลอร์ (Frederick Taylor) ความมงุ่ หมายสงู สุดของแนวคดิ เชงิ วิทยาศาสตรค์ ือ จดั การบรหิ ารธุรกิจหรือโรงงาน
ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธิผลสงู สุด Taylor มองคนงานแตล่ ะคนเปรียบเสมือนเคร่อื งจักรท่สี ามารถปรบั ปรงุ
เพือ่ เพ่ิมผลผลิต ขององค์การได้ เจ้าของตำรับ “The one best way” คือประสิทธภิ าพของการทำงานสูงสุดจะ
เกดิ ข้นึ ได้ต้องขึ้นอยกู่ บั สิ่งสำคัญ 3 อยา่ งคือ
1.1 เลอื กคนท่ีมีความสามารถสงู สุด (Selection)
1.2 ฝกึ อบบรมคนงานให้ถูกวธิ ี (Training)
1.3 หาสง่ิ จงู ใจให้เกดิ กำลงั ใจในการทำงาน (Motivation)
เทยเ์ ลอร์ ก็คือผลผลิตของยคุ อตุ สาหกรรมในงานวจิ ยั เรอื่ ง “Time and Motion Studies”เวลา
และการเคลื่อนไหว เชอ่ื ว่ามีวธิ กี ารการทางวิทยาศาสตร์ท่ีจะบรรลุวัตถุประสงคเ์ พียงวธิ เี ดียว ทด่ี ที ี่สุด เขาเช่ือในวิธี
แบ่งงานกันทำ ผู้ปฏิบัติระดับล่างต้องรับผิดชอบต่อระดับบน เทย์เลอร์ เสนอ ระบบการจ้างงาน(จ่ายเงิน)บน
พ้ืนฐานการสร้างแรงจูงใจ สรุปหลักวทิ ยาศาสตร์ของเทยเลอรส์ รุปง่ายๆประกอบด้วย 3 หลกั การดังนี้
1. การแบ่งงาน (Division of Labors)
2. การควบคมุ ดแู ลบงั คบั บญั ชาตามสายงาน (Hierarchy)
3. การจา่ ยคา่ จา้ งเพือ่ สร้างแรงจูงใจ (Incentive payment)
2. กลุม่ การบริหารจดั การ(Administration Management) หรือ ทฤษฎีบริหารองคก์ ารอยา่ งเปน็ ทางการ
(Formal Organization Theory ) ของ เฮนรี ฟาโยล (Henri Fayol) บิดาของทฤษฎีการปฏิบัติการและการ
จัดการตามหลักบริหาร ทั้ง Fayol และ Taylor จะเน้นตัวบุคลปฏิบัติงาน + วิธีการทำงาน ได้ประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลแต่ก็ไม่มองด้าน “จิตวิทยา” (ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ, 2542: 17) Fayol ได้เสนอแนวคิดในเรื่องหลัก
เก่ียวกับการบรหิ ารทว่ั ไป 14 ประการ แต่ลกั ษณะท่ีสำคัญ มดี งั นี้
2.1 หลกั การทำงานเฉพาะทาง (Specialization) คือการแบ่งงานใหเ้ กิดความชำนาญเฉพาะทาง
4
2.2 หลกั สายบังคับบัญชา เร่มิ จากบงั คับบัญชาสงู สุดส่รู ะดบั ตำ่ สดุ
2.3 หลักเอกภาพของบงั คบั บญั ชา (Unity of Command)
2.4 หลกั ขอบขา่ ยของการควบคมุ ดูแล (Span of control) ผู้ดแู ลหนึง่ คนต่อ 6 คนทีจ่ ะอยใู่ ต้
การดแู ลจงึ จะเหมาะสมและมปี ระสิทธิภาพท่สี ุด
2.5 การส่ือสารแนวด่งิ (Vertical Communication) การส่ือสารโดยตรงจากเบ้อื งบนสูเ่ บอ้ื งลา่ ง
2.6 หลักการแบ่งระดับการบังคับบัญชาให้น้อยที่สุด คือ ไม่ควรมีสายบังคับบัญชายืดยาว
หลายระดบั มากเกนิ ไป
2.7 หลักการแบง่ ความรับผิดชอบระหว่างสายบังคบั บญั ชาและสายเสนาธิการ (Line and Staff
Division)
3. ทฤษฎีบริหารองค์การในระบบราชการ(Bureaucracy) มาจากแนวคิดของ แมกซ์ เวเบอร์ (Max
Weber) ท่กี ล่าวถงึ หลักการบรหิ ารราชการประกอบด้วย
3.1 หลกั ของฐานอำนาจจากกฎหมาย
3.2 การแบง่ หนา้ ท่ีและความรับผิดชอบ ท่ีต้องยึดระเบียบกฎเกณฑ์
3.3 การแบ่งงานตามความชำนาญการเฉพาะทาง
3.4 การแบง่ งานไมเ่ กีย่ วกับผลประโยชนส์ ่วนตัว
3.5 มีระบบความมั่นคงในอาชพี
จะอย่างไรก็ตามระบบราชการก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งในด้าน ข้อเสีย คือ สายบังคับบัญชายืดยาวการ
ทำงานต้องอา้ งองิ กฎระเบียบ จึงชกั ช้าไมท่ ันการแกไ้ ขปัญหาในปัจจบุ ัน เรยี กวา่ ระบบ “Red tape” ในด้านข้อดี
คอื ยึดประโยชนส์ าธารณะเป็นหลัก การบังคับบัญชา การเล่อื นขน้ั ตำแหนง่ ทม่ี ีระบบระเบียบ แต่ในปัจจุบันระบบ
ราชการกำลังถกู แทรกแซงทางการเมืองและทางเศรษฐกจิ ทำใหเ้ ริ่มมีปญั หา
ระยะที่ 2 ระหว่าง ค.ศ. 1945 – 1958 (ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ, 2542: 10) ยุคทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์
(Human Relation ) Follette ได้นำเอาจิตวิทยามาใช้และได้เสนอ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง(Conflict)
ไว้ 3 แนวทางดังน้ี
1. Domination คือ ใช้อำนาจอีกฝ่ายสยบลง คอื ใหอ้ ีกฝา่ ยแพใ้ ห้ได้ ไมด่ ีนกั
2. Compromise คอื คนละคร่งึ ทาง เพือ่ ใหเ้ หตกุ ารณส์ งบโดยประนีประนอม
3. Integration คือ การหาแนวทางที่ไม่มีใครเสียหน้า ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ทาง (ชนะ ชนะ) นอกจากนี้
Follette ใหท้ ัศนะนา่ ฟังวา่ “การเกิดความขัดแย้งในหน่วยงานเปน็ ความพกพรอ่ งของการบรหิ าร” (ภาวิดา ธารา
ศรีสุทธิ, 2542: 25) การวิจัยหรอื การทดลองฮอร์ทอร์น(Hawthon Experiment) ท่ี เมโย(Mayo) กับคณะทำการ
วิจยั เรม่ิ ทข่ี อ้ สมมตฐิ านว่าสง่ิ แวดล้อมมีผลต่อประสิทธภิ าพการทำ งานของคนงาน มีการคน้ พบจากการทดลองคือมี
5
การสร้างกลุ่มแบบไม่เป็นทางการในองค์การ ทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ที่ว่า ความสัมพันธ์ของมนุษย์ มี
ความสำคัญมาก ซ่งึ ผลการศึกษาทดลองของเมโยและคณะ พอสรปุ ได้ดงั น้ี
1. คนเปน็ สงิ่ มีชีวติ จติ ใจ ขวัญ กำลังใจ และความพงึ พอใจเปน็ เรอ่ื งสำคญั ในการทำงาน
2. เงนิ ไมใ่ ชส่ งิ่ ล่อใจท่ีสำคัญแต่เพียงอย่างเดียว รางวลั ทางจิตใจมีผลตอ่ การจงู ใจในการทำงานไม่น้อยกว่า
เงนิ
3. การทำงานขึน้ อยู่กับสภาพแวดล้อมทางสงั คมมากกว่าสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพคับทีอ่ ยูไ่ ด้คับใจอยู่
อยาก
ข้อคิดที่สำคัญ การตอบสนองคน ด้านความต้องการศักดิ์ศรี การยกย่อง จะส่งผลต่อประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธิผลในการทำงานจากแนวคดิ “มนษุ ยสมั พนั ธ์”
ระยะที่ 3 ตั้งแต่ ค.ศ. 1958 – ปัจจุบัน (ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ, 2542: 11) ยุคการใช้ทฤษฎีการบริหาร
(Administrative Theory) หรือการศึกษาเชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science Approach) ยึดหลัก
ระบบงาน + ความสมั พนั ธ์ของคน + พฤตกิ รรมขององค์การ ซง่ึ มแี นวคิด หลกั การ ทฤษฎที ่หี ลายๆคนได้แสดงไว้
ดังต่อไปน้ี
1.เชสเตอร์ ไอ บาร์นาร์ด (Chester I Barnard ) เขียนหนังสือชื่อ The Function of The Executive
ทกี่ ลา่ วถึงงานในหน้าท่ีของผบู้ ริหารโดยให้ความสำคญั ตอ่ บคุ คลระบบของความ ร่วมมอื องคก์ าร และเป้าหมายของ
องค์การ กับความตอ้ งการของบคุ คลในองคก์ ารต้องสมดลุ กนั
2.ทฤษฎีของมาสโลว์ ว่าด้วยการจัดอันดับขั้นของความต้องการของมนุษย์(Maslow – Hierarchy of
needs) เป็นเรือ่ งแรงจงู ใจแบ่งความต้องการของมนุษย์ต้ังแต่ความต้องการด้านกายภาพ ความตอ้ งการด้านความ
ปลอดภัยความต้องการด้านสังคม ความต้องการด้านการเคารพ – นับถือ และประการสุดท้าย คือ การบรรลุ
ศักยภาพของตนเอง (Self actualization) คือมีโอกาสได้พัฒนาตนเองถึงขั้นสูงสุดจากการทำงาน แต่ความ
ตอ้ งการเหล่านัน้ ต้องได้รับการสนองตอบตามลำดบั ข้ัน
3.ทฤษฎี X ทฤษฎี Y ของแมคกรีกอร์ (Douglas MC Gregor Theory X,Theory Y ) เขาไดเ้ สนอแนวคดิ
การบริหารอยูบ่ นพ้ืนฐานของข้อสมมตฐิ านเก่ยี วกับธรรมชาติของ มนุษยต์ ่างกัน
ทฤษฎี X (The Traditional View of Direction and Control) ทฤษฎีน้ีเกดิ ขอ้ สมตฐิ านดงั นี้
1. คนไมอ่ ยากทำงาน และหลีกเลย่ี งความรบั ผิดชอบ
2. คนไม่ทะเยอทะยาน และไมค่ ดิ ริเริ่ม ชอบใหก้ ารสง่ั
3. คนเหน็ แก่ตนเองมากกว่าองค์การ
4. คนมกั ตอ่ ต้านการเปลีย่ นแปลง
5. คนมักโง่ และหลอกงา่ ย
6
ผลการมองธรรมชาติของมนษุ ย์เช่นนี้ การบริหารจัดการจึงเนน้ การใช้เงิน วัตถุ เป็นเครื่องล่อใจ เน้นการ
ควบคมุ การสง่ั การ เป็นต้น
ทฤษฎี Y (The integration of Individual and Organization Goal) ทฤษฎีข้อนี้เกิดจากข้อสมติฐาน
ดังนี้
1. คนจะให้ความร่วมมือ สนบั สนนุ รับผดิ ชอบ ขยนั
2. คนไม่เกียจคร้านและไว้วางใจได้
3. คนมีความคิดรเิ ร่มิ ทำงานถา้ ได้รบั การจงู ใจอย่างถกู ตอ้ ง
4. คนมักจะพฒั นาวิธีการทำงาน และพฒั นาตนเองอยเู่ สมอ
ผู้บังคับบญั ชาจะไม่ควบคมุ ผ้ใู ตบ้ ังคบั บัญชาอย่างเขม้ งวด แตจ่ ะส่งเสรมิ ใหร้ ูจ้ ักควบคุมตนเองหรือของกลุ่ม
มากขึ้น ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันจากความเชื่อที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดระบบการบริหารที่แตกต่างกันระหวา่ ง
ระบบท่ีเนน้ การควบคุมกับระบบท่ี คอ่ นข้างให้อสิ รภาพ
4.อูชิ (Ouchi ) ชาวญี่ปุ่นได้เสนอ ทฤษฎี Z (Z Theory)(William G. Ouchi) ศาสตราจารย์แห่ง
มหาวิทยาลัย UXLA (I of California Los Angeles) ทฤษฎีนี้รวมเอาหลักการของทฤษฎี X , Y เข้าด้วยกัน
แนวความคิดก็คือ องค์การต้องมีหลักเกณฑ์ที่ควบคุมมนุษย์ แต่มนุษย์ก็รักความเป็นอิสระ และมีความต้องการ
หนา้ ที่ของผ้บู รหิ ารจงึ ตอ้ งปรบั เป้าหมายขององค์การให้สอด คลอ้ งกบั เป้าหมายของบคุ คลในองค์การ
สรปุ เพอื่ ออมชอมสองทฤษฎี มีองคป์ ระกอบที่สำคัญ 4 ประการคือ
1. การทำใหป้ รัชญาทก่ี ำหนดไวบ้ รรลุ
2. การพัฒนาผูใ้ ตบ้ ังคบั บัญชาให้ทำงานอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
3. การใหค้ วามไวว้ างใจแกผ่ ู้ใต้บังคับบญั ชา
4. การใหผ้ ู้ใตบ้ งั คับบัญชามสี ว่ นรว่ มในการตดั สินใจ
ภาวะผู้นำ
ผู้นำ คือ บุคคลที่ได้รับมอบหมาย อาจโดยการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้ง และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกให้มี
อิทธิพลและบทบาทเหนือกลุ่ม สามารถที่จะจูงใจชักนำ หรือชี้นำให้สมาชิกของกลุ่มรวมพลังเพื่อปฏิบัติภารกิจ
ต่าง ๆ ของกล่มุ ให้สำเร็จ
สตอ๊ กดิลล์ : ภาวะผู้นำ เป็นกระบวนการของการใช้อทิ ธพิ ลต่อกิจกรรมต่างๆ ของกล่มุ เพื่อตั้งเป้าหมาย
และบรรลุเป้าหมาย ประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่ อิทธิพล(influence) กลุ่ม (group) และ เป้าหมาย (goal)
ทศวรรษ 1980 เนน้ ความสำคญั ของบทบาท สรา้ งความชดั เจนดา้ นความคิด
สเมอชิชและมอรแ์ กน : ผู้นำ คือ ผู้จดั การดา้ นความหมาย
เฟฟเฟอร์ : ภาวะผนู้ ำเป็นการกระทำเชงิ สัญลักษณ์ ผูน้ ำมีหนา้ ที่สรา้ งความสมเหตุสมผล
7
สรุป ภาวะผู้นำ เป็นกระบวนการที่ผู้นำช่วยสร้างความชัดเจน แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้รับรู้ว่า อะไรคือ
ความสำคญั ให้ภาพความเปน็ จริง แกอ่ งคก์ ารแก่ผูอ้ ื่น ช่วยใหม้ องเหน็ ทิศทางและจุดม่งุ หมายอย่างชดั เจนภายใต้
ภาวการณ์เปล่ียนแปลงอย่างรวดเรว็ ของโลก
ภาวะผู้นำ หมายถึง การจุดประกายวิสัยทัศน์ให้ผู้อื่นมองเห็น พร้อมทั้งปลูกฝังค่านิยมและสร้างสภาวะ
แวดลอ้ มทเ่ี อ้อื อำนวยให้สามารถปฏบิ ัตไิ ดส้ ำเรจ็ (Richard & Engle)
ภาวะผู้นำ เปน็ กระบวนการให้จุดมงุ่ หมาย (ทิศทางทมี่ ีความหมาย) เพื่อใหเ้ กิดการรวมพลัง ความพยายาม
และความเต็มใจทีจ่ ะใชค้ วามพยายามนั้นเพ่ือบรรลุเป้าหมาย (Jacobs & Jaques)
ภาวะผู้นำ คอื ความสามารถท่จี ะก้าวออกมาจากวฒั นาธรรมเดิม เพื่อเร่มิ กระบวนการววิ ัฒนาการและการ
เปลีย่ นแปลงทท่ี ำให้มกี ารปรบั ตัวได้มากขน้ึ (Schein)
ภาวะผนู้ ำ เปน็ กระบวนการสร้างความสมเหตุสมผล ในการทำงานร่วมกันของบคุ คลต่าง ๆ เพอื่ สร้างความ
เขา้ ใจและความผกู พันให้เกิดขนึ้ กบั คนเหลา่ น้ี (Drath & Palues)
แบส (Bass) จำแนกความหมายของภาวะผู้นำ ได้ 12 กลุ่ม
1. ในฐานะที่เนน้ กระบวนการของกล่มุ
2. ในฐานะทีเ่ ป็นบุคลกิ ภาพและผลของบุคลกิ ภาพ
3. ในฐานะเป็นการกระทำหรือพฤตกิ รรม
4. ในฐานะเปน็ เคร่ืองมือในการบรรลุเปา้ หมาย
5. ในฐานะเปน็ ผลที่เกิดขนึ้ จากปฏิสัมพันธ์
6. ในฐานะที่เป็นความแตกตา่ งของบทบาท
7. ในฐานะทม่ี ุ่งด้านโครงสร้าง
8. ในฐานะเปน็ ศิลปะทกี่ อ่ ให้เกดิ การยินยอมตาม
9. ในฐานะท่เี ปน็ การใช้อิทธิพล
10. ในฐานะท่ีเป็นรูปแบบของการจงู ใจ
11. ในฐานะความสัมพันธข์ องอำนาจ
12. ในฐานะเปน็ การผสมผสานขององค์ประกอบตา่ ง ๆ
เลธวูด : ภาวะผนู้ ำแห่งการเปลย่ี นสภาพจะมลี กั ษะท่ีประกอบด้วย 6 ประการ ดงั นี้
1. การสร้างวสิ ยั ทัศน์ของสถานศกึ ษา
2. การกำหนดเปา้ หมายของสถานศึกษา
3. การกระตนุ้ สรา้ งให้เกดิ ปญั ญา
4. การสนบั สนนุ บุคลากรในแตล่ ะบุคคล
5. การให้ความสำคญั ตอ่ การสร้างผลงานยอดเย่ียมและคุณคา่ สำคญั ของสถานศกึ ษา
8
6. การปฏบิ ัติงานเปน็ ไปอยา่ งมมี าตรฐานสงู ตามทค่ี าดหวัง
ทฤษฎีและหลกั การบรหิ ารจัดการ
ทฤษฎี คือ มวลแนวความคดิ ต่าง ๆ ท่นี ำมาสร้างเป็นหลักการอย่างมีเหตผุ ล ไดม้ าจากการศึกษาค้นคว้า
ทดลองและวจิ ัยบนพ้นื ฐานข้อมูลทเ่ี ป็นจรงิ
ทฤษฎีและหลักการบริหารจัดการ การบริหารและการจัดการมักจะเป็นคำที่ใช้เรียกแทนกันได้ แต่ใน
ความเป็นจริง การบริหารจะเน้นในเรื่องของการจัดการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ
โดยมกั จะใชก้ ับการบริหารในหนว่ ยงานของรฐั ส่วนการจดั การจะใชใ้ นงานที่เกี่ยวกบั ภาคเอกชน
วิวฒั นาการของทฤษฎีการบริหาร แบ่งออกเปน็ 4 กลุ่ม ดงั น้ี
1. กล่มุ คลาสสกิ (Classical Organizational Thought) ผู้ทค่ี ิดค้นทฤษฎีน้คี อื เฟรดเดอรร์ คิ
เทเลอร์ (Frederick w. Taylor) ซ่งึ ไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เป็นบดิ าของทฤษฎีบริหารกลมุ่ คลาสสิก โดยมีความเช่ือ
ว่า เขาสามารถวางหลักเกณฑ์ให้ผ้ปู ฏบิ ัตงิ านมีความสามารถปฏบิ ัตงิ านได้อยา่ งเคร่ืองจกั รทม่ี ปี ระสิทธภิ าพได้ต่อมา
ลินคอน เออวิค (Lyndall Urwick) และ ลูเธอร์ กูลิค (Luther Gulick) ได้ทำการวิจัยพบว่า พฤติกรรมของ
ผู้บริหารจะประกอบดว้ ยหลักทน่ี ิยมเรยี กกนั ว่า POSDCRB
2. กลมุ่ มนษุ ยสัมพนั ธ์ (Human Relation Approach) ทฤษฎนี ้เี กดิ ข้ึนเพ่อื ปรับปรุงจดุ ออ่ นของ
กลุ่มทฤษฎีคลาสสิก โดยได้มีการทดลองที่ Hawthorne Plant ซึ่งกำหนดสมมติฐานว่า “มีความสัมพันธ์ระหวา่ ง
คุณภาพและปริมาณของแสงสว่างกับประสิทธิภาพของงาน” จากผลการทดลอง 3 ครั้ง พบว่า ผลผลิตของ
คนงานไมม่ ีความสัมพันธ์กับสภาพของแสงสว่างและมีตวั แปรหลายตัวที่ไม่สามารถควบคุมได้ระหว่างการทดลอง
ต่อมาไดม้ ีการศึกษาวิจัยเพื่อตรวจสอบผลการทดลองที่ Hawthorne Plant โดยตัง้ สมมตฐิ านว่า ส่ิงแวดล้อมทาง
กายภาพของการทำงานมีความ สัมพันธ์กับผลผลิตท่ีได้รับ ผลการทดลองพบว่า พฤติกรรมการทำงานของ
พนักงาน ไม่ได้เกิดจากมาตรฐานงานที่องค์การกำหนด พนักงานรวมตัวกันเป็นโครงสร้างสังคมกลุ่มย่อย อัน
ประกอบดว้ ย ปทสั ถาน (norms) คา่ นิยม (value) และ จิตใจ (sentiments) ซึ่งสง่ ผลตอ่ พฤติกรรมการทำงาน
ของพนักงาน
3. กลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science Approach) ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นโดยการ
ผสมผสานระหว่างสอง ทฤษฎีแรก ผนวกกับหลักการทางด้านจิตวิทยา สังคมวิทยา การเมืองและ
เศรษฐศาสตร์ เป็นกลุ่ม ทฤษฎีทใี่ หค้ วามสำคญั กบั พฤติกรรมทางสงั คมหรือพฤติกรรมของกลมุ่ ย่อยที่เหมาะสมกับ
โครงสร้างการบรหิ ารงานรปู แบบ ซึ่งอาจตอ้ งใช้ศาสตรก์ ารบรหิ ารทเี่ ก่ยี วข้องกบั พฤติกรรมศาสตร์ จติ วิทยา สังคม
วทิ ยา หรอื อื่น ๆ ศาสตรเ์ หลา่ นี้จัดไดว้ ่า เป็นตวั แปรท่สี ง่ ผลต่อพฤตกิ รรมกล่มุ ย่อย สง่ ผลต่อพฤติกรรมการทำงาน
และประสทิ ธภิ าพประสทิ ธิผลของงานในองค์การ
9
4. กลุ่มทฤษฎีระบบ ( A System View) ทฤษฎีการบริหารในปจั จุบันไดพ้ ยายามให้ความสำคญั
กับระบบ กล่าวคือ มีปัจจัยป้อน (input)กระบวนการ(process) และผลผลิต (output) ที่มีความสัมพันธ์
ตอ่ เนอ่ื งกนั กลมุ่ ทฤษฎรี ะบบแยกเป็น2 กล่มุ คือ
4.1 ระบบปิด(ระบบเหตุผล) มคี วามเชื่อว่า องคก์ ารเปน็ เครอื่ งมอื ที่ออกแบบมา เพ่ือให้
การทำงานบรรลุวัตถปุ ระสงค์ แนวคดิ นี้มกี ารตัดสินใจ แก้ปญั หาตามเหตุผลบนฐานของกฎเกณฑ์ ระเบียบที่ตั้งไว้
เน้นความสนใจเฉพาะภายในระบบขององค์กร
4.2 ระบบเปิด เชื่อว่า องค์การมีศักยภาพที่จะได้รับข้อมูลย้อนกลับ เพื่อนำข้อมูล
ย้อนกลับมาปรับปรุงส่วนต่างๆ ของระบบคือ ปัจจัยป้อน กระบวนการ และผลผลิตโดยองค์การที่อยู่รอดคือ
องคก์ ารที่ปรับตัวได้สมดุลกับสิ่งแวดลอ้ ม และเป็นองค์การเปดิ เนน้ ความสนใจระบบทง้ั ในและนอกองค์การ
การคดิ อยา่ งเปน็ ระบบ
การคิดอย่างเป็นระบบ หมายถึง การกำหนดองค์ประกอบและการจัดองค์ประกอบของระบบให้มี
ความสัมพันธ์กันอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนด ซึ่งการสร้างระบบหรือจัดระบบควรมี
ขน้ั ตอน ดังน้ี
- การกำหนดจดุ มงุ่ หมายของระบบ
- การศึกษาหลักการ/ทฤษฎที ี่เกี่ยวขอ้ ง
- การศึกษาสภาพการณแ์ ละปัญหาท่เี กยี่ วข้อง
- การกำหนดองคป์ ระกอบของระบบ
- การจดั กลมุ่ องค์ประกอบของระบบ
- การจดั ความสมั พันธ์ขององคป์ ระกอบ
- การจัดผังระบบ
- การทดลองใชร้ ะบบ
- การประเมินระบบ
- การปรับปรุงระบบ
การคิดอยา่ งเปน็ ระบบแบบโยนโิ สมนสกิ าร
การคิดอยา่ งเป็นระบบแบบโยนิโสมนสิการ เป็นกระบวนการพัฒนาปัญญาของบุคคลให้ใชค้ วามคดิ อย่าง
ถกู วิธี เป็นขัน้ ท่ีเริม่ ใช้ความคดิ ของตนเองอยา่ งเป็นอิสระ ในระบบการศกึ ษาอบรมโยนิโสมนสิการเป็นการฝึกการใช้
ความคิดให้รู้จักคิดอย่างถูกวธิ ี คิดอย่างมีระบบ รู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ไม่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตื้น ๆ
ผวิ เผิน เป็นขัน้ สำคญั ในการสรา้ งปัญญา ทำให้ทุกคนช่วยตนเองได้ มวี ิธีคิดอยู่ 10 วธิ ี ดังนี้
1. วิธคี ิดแบบสบื สาวเหตปุ ัจจยั
2. วธิ คี ิดแบบแยกแยะสว่ นประกอบ
10
3. วธิ คี ดิ แบบสามัญลักษณห์ รือวธิ คี ดิ แบบรูเ้ ท่าทันธรรมดา
4. วธิ ีคิดแบบอริยสัจหรือคิดแบบแกป้ ญั หา
4.1 คดิ ตามเหตุผล
4.2 คดิ ตรงจดุ
5. วิธคี ดิ แบบอรรถธรรมสมั พนั ธ์
6. วิธคี ดิ แบบคณุ โทษและทางออก
7.วิธีคิดแบบคุณค่าแท้-คณุ ค่าเทยี ม
8. วิธีคดิ แบบอบุ ายปลุกเร้าคณุ ธรรม
9. วิธคี ิดแบบเป็นอยใู่ นขณะปัจจุบนั
10. วธิ คี ดิ แบบวภิ ัชวาท
การคิดอยา่ งเปน็ ระบบ
System Thinking หมายถึง วิธีการคิดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผล ทำให้ผลของการคิด หรือผลของการ
แกป้ ัญหาที่ได้นน้ั มีความถูกต้อง แมน่ ยำ และรวดเรว็ วิธกี ารคิดอยา่ งมรี ะบบ จะเป็นหนทางไปสู่การเป็นองค์กรแห่ง
การเรียนรู้ (Learning Organization) ถ้าองค์กรนั้น ๆ นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและ ยึดหลักให้ พนักงาน
ภายในองคก์ ร ตระหนักในการศึกษาหาความรอู้ ยู่เสมอ และผ้บู รหิ ารใหค้ วามสำคัญตอ่ การฝึกอบรมการเรียนรู้ของ
พนักงานองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) จึงทำให้เกิด การเรียนรู้จากตัวเองของพนักงานแตล่ ะ
คน เกดิ การเรยี นรขู้ องทีมงาน ทำใหเ้ กิดการสร้างวิสัยทัศนร์ วม (Shared Vision) และเกดิ การเรียนรู้ร่วมกันอย่าง
เป็นทีม (Team Learning)
หลกั การคิดหรือการแกป้ ัญหาอยา่ งมีระบบ ประกอบไปดว้ ย
1. กำหนดประเด็นปญั หาให้ถูกตอ้ ง อาจกำหนดไดเ้ ปน็ ปัญหาหลกั และปัญหารอง
2. ระบตุ ัวแปรทั้งหมด ทที่ ำใหเ้ กดิ ปญั หา
3. กำหนดวธิ แี ก้ไขหรอื พจิ ารณาทางเลอื กทเ่ี ป็นไปได้ อาจมีมากกวา่ 1 วิธี
4. เปรียบเทียบวธิ แี กไ้ ข แต่ละวธิ ี และประเมินดูว่าวิธกี ารใดสามารถจะนำไปสู่การปฏิบัติได้และ
จะนำไปสู่การบรรลผุ ลตามเป้าหมาย
5. เลอื กวิธีแก้ไขทด่ี ที ี่สุด
6. นำไปทดลองปฏิบัติ ตามระยะเวลาที่เหมาะสม
7. ติดตามผลการปฏบิ ตั งิ านอยา่ งใกล้ชิด
8. แกไ้ ขเปลี่ยนแปลงจุดทพี่ กพรอ่ งในวิธกี ารปฏิบตั งิ าน
9. กำหนดมาตรฐานวิธีปฏิบัตงิ าน
10. สงั่ การให้พนกั งานปฏบิ ัตงิ านตามมาตรฐานท่ีกำหนดอยา่ งเคร่งครดั
11
แนวคิดของทฤษฎีความซับซ้อนเป็นการพัฒนาวิธีคิดที่เป็นองค์รวม เป็นการมองโลกด้วยการสังเคราะห์
(Synthetic Science) ตา่ งจากทศั นะทางวทิ ยาศาสตรท์ ีไ่ ด้รบั อทิ ธิพลจากโลกทัศน์แบบจักรกลของนวิ ตันท่ีมองโลก
ดว้ ยการวเิ คราะห์อย่างแยกส่วน (Analytic Science) ซ่ึงมี 3 ทฤษฎที ี่คล้ายกนั พัฒนาตอ่ ยอดกันมาอย่างแยกกัน
ไมอ่ อกได้แก่
ทฤษฎีระบบ (Systemic Theory) ได้รับการพฒั นามาก่อน จากพื้นฐานวิชา Cybernetic กลศาสตร์การ
ควบคุมกลไก หนังสือ จุดเปลยี่ นแหง่ ศตวรรษ ของ ฟริตจ๊อฟ คาปรา้ เปน็ การมองอย่าง System Theory ที่ชัดเจน
ทฤษฎีไรร้ ะเบียบ ( Chaos Theory ) ตัวอยา่ งท่โี ดง่ ดงั ของทฤษฎีน้ีคือ “ ผลกระทบผเี สื้อ หรือ Butterfly
Effect ” กลา่ วคอื ผีเสื้อใหญต่ วั หนงึ่ กระพอื ปกี ที่ฮ่องกง สามารถทำให้ดินฟา้ อากาศท่แี คลฟิ อร์เนียเปล่ียนแปลงได้
เมื่อ 1 เดือนให้หลัง หรือ สาเหตุเบื้องต้นเพียงนิดเดียว ในเงื่อนไขที่เหมาะสม สามารถก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่
ใหญ่หลวงได้
ทฤษฎีความซับซ้อน ( Complexity Theory ) ลักษณะที่สำคัญของระบบซับซ้อนคือ การผุดบังเกิด
( Emergence ) ซึ่งหมายถึง คุณสมบัติของระบบรวมที่แตกต่างไปจากผลรวมของส่วนประกอบย่อยทั้งหมด เช่น
สมองมีเซลสมองนบั ล้านเซล แตล่ ะเซลไมม่ ีคุณสมบตั ทิ ่ีจำอะไรได้ แตเ่ ม่อื รวมกนั เปน็ ระบบสมองสามารถมีความจำ
ได้ เป็นตน้ นีเ่ รียกวา่ การผุดบงั เกดิ
ทฤษฎีระบบ หรือการคิดอย่างกระบวนระบบ (Systemic Thinking) เป็นการมองโลกอย่างเป็นองค์รวม
เปน็ พนื้ ฐานของท้ัง 3 ทฤษฎี มีคณุ สมบตั ิท่สี ำคัญ 5 ประการคือ
– ระบบใหญไ่ ม่ใช่ผลรวมของส่วนประกอบยอ่ ย แตเ่ ปน็ คณุ ภาพใหมท่ ่เี กิดจากปฏิสมั พนั ธ์ของ
องค์ประกอบยอ่ ย ซึง่ ไม่สามารถเข้าใจจากการแยกศึกษาทลี ะสว่ นประกอบได้
– ระบบมโี ครงสร้างทซี่ ้อนกันอยเู่ ป็นชั้นๆ ( Hierarchy ) เชน่ คนประกอบดว้ ยสว่ นย่อยคอื เซลที่
รวมกันเป็นระบบ แต่คนก็เป็นองค์ประกอบย่อยของระบบนิเวศน์ ระบบซับซ้อนจะซ้อนกันเปน็ ชั้น และทุกอย่าง
สามารถเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ท่าน ติช นัท ฮัน จึงตอบว่า กระดาษหนึ่งแผ่นที่ให้ดูนั้น มองเห็นดวงอาทติ ย์และ
กอ้ นเมฆในกระดาษน้นั ด้วย
– การจะเข้าใจระบบนนั้ ตอ้ งมองบริบท ( Context ) หรือปัจจัยแวดล้อมโดยรอบดว้ ย โดยเฉพาะ
ระบบเปิดทีม่ ชี วี ิตน้ัน ไมอ่ าจมองเป็นเสน้ ตรงได้ ต้องมองอย่างเช่ือมโยงและสัมพนั ธ์กันท้ังหมด
– ต้องเข้าใจความสมั พนั ธ์และปฏสิ มั พนั ธ์ ( Feedback ) การจะเขา้ ใจปรากฏการณใ์ ดต้องเข้าใจ
ถงึ ความสัมพนั ธข์ องปจั จยั ตา่ งๆท่ีเข้ามาเกย่ี วขอ้ ง
– การยา้ ยวธิ ีคดิ แบบโครงสร้าง (Structure) มาสูก่ ระบวนการ (Process) ถา้ ประยุกต์ใชใ้ นเชงิ
สังคม การมองแบบโครงสรา้ งเราจะเห็นกรอบอนั เขม้ แขง็ ยากจะเปลีย่ นแปลง แตถ่ ้าหันมามอง กระบวนการ เรา
จะเหน็ จดุ อ่อน ชอ่ งทางของความสมั พันธ์ทจ่ี ะเขา้ ไปปรับเปล่ยี นได้
12
การคิดเชิงระบบ จะเน้นมุมมองแบบเป็นวงจร ไม่ใช่มุมมองเชิงเส้นตรง สัจธรรม 3 ประการแห่งระบบ
หรืออาจเรียกว่าภาษาแห่งระบบ 3 ประการ เป็นเรื่องของผลป้อนกลับหรือ feedback ซึ่งผู้คิดเชิงระบบจะต้อง
เข้าใจ เพื่อไม่ให้อ่านระบบผิดพลาดและก่อปัญหาขึ้น หรือที่สำคัญกว่า สำหรับสร้างสิ่งมหัศจรรยจ์ ากการลงแรง
เพยี งเล็กนอ้ ยเขา้ ไปในระบบท่ีมีการปอ้ นกลับแบบเสริมแรง(reinforcing feedback) หรือประหยัดทรัพยากร ไมใ่ ส่
ลงไปในระบบท่ีมีการปอ้ นกลับเชิงลบเพ่ือสร้างสมดุล(balancing feedback) ในจดุ ท่ีใกลส้ มดุลอยู่แลว้ และเข้าใจ
สภาพทเ่ี มอื่ มีการเปล่ียนแปลงขึน้ ภายในระบบ จะต้องรอเวลาชว่ งหนึง่ จึงจะเหน็ ผล สจั ธรรมเรอ่ื งการรอ (delays)
อุปสรรคของการคิดเชิงระบบ นอกจากการคิดเชิงระบบจะมผี ลดี หรือสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์
อย่างมากมายแลว้ การคดิ เชงิ ระบบยงั มอี ุปสรรค หรือข้อจำกัด ตามท่ี สรุ พร เสีย้ นสลาย, (2548.) ได้กลา่ วไวด้ งั น้ี
1. ขาดคุณลักษณะนกั คดิ ที่ดี ไม่กระตือรือรน้ ไมค่ ิดอะไร เช่อื งา่ ย ไมส่ งสยั ทำตามกจิ วัตร
ประจำวนั ใจแคบ ไม่เป็นธรรม โดยไมเ่ จตนา ไมร่ ู้ตัว เกดิ จากจติ สรา้ งแบบแผนการคดิ จากประสบการณ์ จติ มนษุ ย์
จะสรา้ งแบบแผนในการคิด ทำให้คิดอยู่ในกรอบเดิม เกดิ การตอบสนองตามความเคยชิน ปัญหาอ่นื จะปลูกต้นไม้
4 ตน้ ให้ระยะห่างของแต่ละต้นเทา่ กนั จะแบ่ง ให้เปน็ ส่สี วนเทา่ กนั ไดอ้ ย่างไร
2. การใชเ้ หตุผลโดยการอา้ งส่ิงที่เคยเกิดขึ้นในอดตี ใจแคบ ไมเ่ ป็นธรรม โดยเจตนาการใช้เหตุผล
โดยเอาตนเป็นศูนย์กลาง ใช้เหตุผลแบบลวงตา ไม่ฟังใคร น้ำล้นแก้ว หลีกเลี่ยงข้อเท็จจริงที่ไม่สนับสนุนตน มอง
เป็นสิ่งง่ายเกินไป ถูกโน้มน้าวโดยคนหมู่มาก/คนน่าเชื่อถือ การโต้แย้งเพราะไม่รู้ การด่วนหาข้อสรุป เชื่อมโยง
เหตุผลผิด เชน่ ลินดาอายุ 31 ปี เป็นคนเปดิ เผยพูดจา ตรงไป ตรงมาและเป็นคนฉลาด เธอศึกษาปรชั ญาเมื่อตอน
เปน็ นกั ศึกษา เธอสนใจอยา่ งมากกับประเด็นความไม่เทา่ เทยี มกัน การแบ่งเขาแบ่งเรา ความยุติธรรมในสังคมและ
ได้เคยร่วมประท้วงการใช้อาวธุ นวิ เคลียร์
คำถาม : ลินดาน่าจะเป็น 1.พนักงานธนาคาร 2.พนักงานธนาคารและเข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิ
สตรี ควรระวังการสรุปมากกว่าข้อเท็จจริง คนมองข้ามความเรียบง่ายของสิ่งปกติแต่สะดุดเหตุการณ์ที่โดดเด่น
เสมอ เร่อื งนกกระสากบั สาวบา้ นนอก
3. ขาดข้อมูล/ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลบอกเล่ามากกว่าเชิง
ประจกั ษ์ ข้อมูล/การใชเ้ หตุผลโดยอา้ งผู้รู้ หรือคนสว่ นใหญ่ ค.ขาดขอ้ มลู ทางวิชาการ ไม่รูจ้ กั ใช้วธิ ีการทางวิชาการ
วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร(์ Scientific methods) ระเบียบวิธวี ิจัย ( Research Methodology)วธิ ีการในการจดั การ :
วางแผนกลยุทธ์
4. ไมส่ ามารถนำทฤษฎีทางวชิ าการมาใช้ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไมเ่ ข้าใจทฤษฎีคืออะไร/
มีประโยชน์อย่างไร เรียนเฉพาะทฤษฎพี ูดอยา่ งไร ไมเ่ รียนนำไปประยุกตใ์ ชอ้ ย่างไร
13
เทคนิคพัฒนาการคิดเชงิ ระบบ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาทเี่ ปน็ รปู ธรรมได้ดังนี้
การพัฒนาตนเอง : ไม่เช่ืออะไรง่ายๆ ฝกึ การคดิ เชิงขัดแยง้ – วภิ าษวธิ (ี dialectic approach) แบบ Marx
การเผชิญหน้าระหว่างความคิดตรงกันข้าม Thesis Anti-thesis Synthesis ความขัดแย้งระหว่างข้อมูลใหม่กับ
ความคิดเดมิ ใช้ วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ หาข้อมูลใหม่
1.ตัง้ ปัญหาหรอื ขอ้ สงสยั
2.กำหนดสมมตฐิ าน
3.การทดลองหาข้อมูล
4.สรุปคำตอบของปัญหา
ในการพัฒนาระบบคุณภาพตามแนวทางนี้จะต้องอาศัยแนวคิดสำคัญ 3 ประการ คือ แนวคิดเชิงระบบ
(system thinking) แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ (strategic thinking) และการเรียนรู้โดยการทำงานเป็นทีม
(team learning)
14
การบริหารสถานศึกษาในศตวรรษท่ี 21
1. ความเปลีย่ นแปลงสำคญั ทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21
ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยสี ารสนเทศกลายเป็นปจั จัยสำคัญในการเปล่ียนแปลงวิถกี ารดำเนิน
ชีวติ ของคนในยุคปัจจุบัน เปลย่ี นแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตตง้ั แตต่ ่นื นอนจนกระท่ังการกลับไปสู่ห้องนอน ตัวอย่าง
ปรากฏการณค์ วามเปลยี่ นแปลงเช่น
- เป็นยุคที่คนใช้คอมพิวเตอร์โดยไม่รู้ตัวว่าใช้คอมพิวเตอร์ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่เล็กลงแต่มี
ประสทิ ธิภาพมากข้นึ และแปลงรปู ทรงเปน็ ผลิตภัณฑเ์ ครอื่ งใช้ต่างๆ เช่น นาฬีกา แวน่ ตา ตู้เยน็ โทรทศั น์ โทรศัพท์
ทั้งหมดสามารถประมวลผลนำเสนอเสนอได้ไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ตง้ั โตะ๊ ยิ่งไปกวา่ น้ันอปุ กรณ์คอมพิวเตอร์
ดังกล่าวจะเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกันอย่างสะดวกและรวดเร็ว ผู้คนสามารถเชื่อมต่อและถ่ายโอนข้อมูลจำนวน
มากมายได้อย่างสะดวกและเปน็ อิสระ และสามารถใช้อปุ กรณ์ท่หี ลากหลายในการเข้าถงึ ข้อมลู ได้
- การดำเนินงานในรูปแบบดิจิตอล อันเนื่องจากการเชื่อมต่อข้อมูลสารสนเทศ ทำให้ระบบ
ดิจิตอลมีบทบาทในการดำเนินธุรกรรมต่างๆ ทั้งด้านการเงิน การสื่อสาร หรือการปฏิบัติงาน ผู้คนสามารถ
ปฏิบัติงานหรือทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ท่ีไหนเวลาใดเพียงแค่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตได้เท่า
นัน้ เอง ขณะเดียวกนั การใชอ้ ินเตอรเ์ นต็ ก็ให้ความสำคัญตอ่ การระบตุ ัวตนของผใู้ ช้มากขึน้ ดว้ ยเชน่ กนั ทั้งน้ีเพ่อื สรา้ ง
ความปลอดภยั สำหรับผใู้ ช้เองด้วย
- ความสัมพันธ์ในระหวา่ งบุคคลอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์เสมือนมากยิ่งขึ้น เป็นอีกสภาพการณ์
หนึ่งที่เกิดขึ้นสำหรับศตวรรษที่ 21 ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ไม่สามารถขวางการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้
เพราะเป็นการสื่อสารทำให้เกิดความสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่ทั้งนี้ผู้คนในยุคนี้จำเป็นต้องมีทักษะทาง
ภาษาทมี่ ากกว่าคนในยคุ ท่ีผ่านๆ มา
- การเข้าถงึ แหลง่ ข้อมูลและการเรียนรู้ที่ไม่มีขอบเขตข้อจำกัด ผู้คนสามารถเข้าถงึ ข้อมลู ได้ง่ายผา่ น
เคร่ืองมอื ที่หลากหลาย ในขณะเดยี วกบั แหล่งข่าวก็สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารสสู่ าธารณะได้อยา่ งง่ายดายและ
รวดเร็ว แต่เมื่อการเข้าถึงข้อมูลไม่ใช่เรื่องยาก ความยากกลับเป็นเรื่องของการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ข่าวสาร ผคู้ นจำเป็นตอ้ งตรวจสอบข้อมลู มากขน้ึ เพื่อใหแ้ นใ่ จถึงความถูกต้องในขอ้ มูลทไ่ี ดร้ ับ
จากกระแสความเปลีย่ นแปลงข้างต้น ทำให้ในประเทศสหรฐั อเมริกามีการพดู คุยเร่ืองน้ีและได้มีการ
พฒั นาแนวคิดเรอ่ื ง "ทกั ษะแห่งอนาคตใหม:่ การเรียนร้ใู นศตวรรษที่ 21" โดยความรว่ มมือของภาคส่วนวงการนอก
การศกึ ษาท่ีประกอบด้วย บรษิ ทั เอกชนช้นั นำขนาดใหญ่ เช่น บริษทั แอปเปล้ิ บริษัทไมโครซอฟท์ บริษทั วอล์ดสิ นีย์
องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และสำนักงานด้านการศึกษาของรัฐ รวมตัวและก่อตั้งเป็นเครือข่ายองค์กรความ
ร่วมมอื เพื่อทักษะการเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) หรอื เรยี กย่อๆวา่ เครอื ข่าย
P21 ซึ่งเครอื ขา่ ยเหน็ ว่า การจัดการศึกษาในศตวรรษท่ี 21 จำเป็นต้องได้รับการพฒั นาทักษะท่ีเพ่ิมเติมจากคนใน
ศตวรรษท่ี 20 และ 19 เด็กและเยาวชนจำเปน็ ต้องมีทักษะการเรียนรู้และนวตั กรรม ซ่งึ มอี งค์ประกอบคือ 3R4C
15
คือ 3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ 4C ได้แก่ Critical
Thinking (การคิดวิเคราะห์), Communication (การสื่อสาร), Collaboration (การร่วมมือ) และ Creativity
(ความคิดสร้างสรรค์) รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และการบริหาร
จัดการด้านการศกึ ษาแบบใหม่
ทักษะสำคัญสำหรับคนยคุ ศตวรรษที่ 21 ดงั กลา่ วจะเปน็ ตอ้ งอาศยั การจดั การศกึ ษาท่ีมีประสิทธภิ าพ
เพราะการจัดการศึกษาในรูปแบบเดมิ ไมส่ ามารถใช้การสอนแบบเดมิ ๆ ทีเ่ น้นการถา่ ยทอดจากครผู ูส้ อนไดอ้ กี ตอ่ ไป
ดงั นั้นจึงการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้จงึ เป็นโจทย์สำคญั สำหรบั ทกุ ภาคสว่ น จำเปน็ อยา่ งย่งิ ที่จะต้องมีการ
ดำเนินการปฏิรูปท่มี ปี ระสิทธภิ าพ และการปฏริ ูปการจดั การเรยี นรจู้ ะสำเร็จได้กต็ อ้ งดว้ ยการบริหารจัดการทมี่ ี
ประสิทธภิ าพ พร้อมรับกบั ความทา้ ทายความเปล่ียนแปลงท่เี กดิ ข้นึ
2. ความทา้ ทายทางการบรหิ ารในความเปล่ียนแปลง
เป้าหมายการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนไป จากเดิมทีเ่ น้นองคค์ วามรูท้ ี่ผู้เรยี นจะตอ้ งไดร้ บั มาเป็นเร่ือง
ของสมรรถนะของผู้เรียน การละเลยเรื่องของการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศนด์ ้านการบริหารจัดการสถานศึกษาก็
หมายถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวมด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในการปรับเปลี่ยนการบริหาร
สถานศกึ ษาจำเปน็ ต้องใหค้ วามสำคญั ต่อประเด็นตา่ งๆ ดงั นี้
2.1 สภาวะทางสังคม ประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเข้าสู่สังคม
ผู้สูงอายุเช่นเดยี วกับในหลายประเทศที่ไดเ้ ข้าสู่ภาวะนี้ไปแล้ว สภาวะนี้เกิดขึ้นจากการท่ีอัตราการเกิดลดลง คนมี
อายุยืนขึ้น สภาพดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาด้วยเช่นกันอย่างน้อยในสองประเด็น คือ 1)
บุคลากรการศึกษาท่ีจะมโี อกาสขาดแคลน และจำเป็นตอ้ งขยายอายกุ ารทำงานของบุคลากร และ 2) การจัดการ
ศกึ ษาจำเป็นต้องออกแบบสำหรับการจัดการศึกษาสำหรับผู้สงู อายุมากขึน้ เพราะเปน็ คนกลมุ่ ใหญข่ องสังคม และ
การศึกษาก็ไม่สามารถหยุดอยู่เพียงในวัยการศึกษาหรือวัยทำงาน สองประเด็นนี้เป็นโจทย์สำคัญหนึ่งสำหรับ
ผบู้ รหิ ารในปัจจุบันท่จี ะต้องวางแผนการจดั การที่ชัดเจนเพอ่ื รองรับความเปลี่ยนแปลงทจ่ี ะเกดิ ข้นึ
2.2 ความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคน พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนจะเปลี่ยนไป สังเกตได้อย่าง
ง่ายจากพฤตกิ รรมการซื้อสินค้าที่ปจั จุบนั การซื้อขายผา่ นอินเตอร์เน็ตมีมูลค่าเพิ่มสงู ขึ้น เครือข่ายสังคมก็เข้ามามี
บทบาทต่อการตัดสินใจของคนมากขึ้น ขณะเดียวกันพฤติกรรมการทำงานของคนเปลีย่ นไป ต้องการความสำเรจ็
และการยอมรบั ที่เร็วมากขึ้น การยึดมั่นในองค์กรอาจจะน้อยลงไป จึงเป็นความท้าทายของการบรหิ ารทรัพยากร
มนุษย์ในองค์การที่จะต้องเอื้อต่อการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพพร้อม กับการสร้างขวัญกำลังใจให้กับ
บุคลากรเพื่อให้บคุ ลากรทม่ี คี วามสามารถอยู่กบั องคก์ ารไปนานๆ
2.3 การเขา้ ถึงเทคโนโลยี เทคโนโลยีกลายเปน็ สว่ นหนึง่ ของชวี ิต เด็กร่นุ ใหม่จะใชเ้ ปน็ เคร่ืองมือใน
การเรยี นรู้ บุคลากรในสถานศึกษากจ็ ำเป็นต้องเป็นคนที่สามารถนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรยี นการสอน
พร้อมท้ังใช้เปน็ เครื่องมือในการค้นคว้าพัฒนาความรู้ของตนเอง ขณะเดียวกันยังจะตอ้ งสามารถนำเอาเทคโนโลยี
16
มาใชใ้ นการบริหารจดั การสถานศกึ ษาอกี ด้วย แตท่ ้งั นีก้ ารยอมรบั และการใช้เทคโนโลยีของบคุ ลากรในสถานศึกษา
จะมีระดับความสามารถที่แตกต่างกัน การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้จึงจำเป็นต้องมีแผนการจัดการที่ชัดเจน
เช่นเดียวกนั กบั การวางโครงสรา้ งพื้นฐานท่เี กี่ยวขอ้ งที่จะต้องมีทง้ั การลงทนุ และการพฒั นาบุคลากรไปพร้อมๆ กนั
2.4 ความหลากหลายและความขัดแย้งกับ ในศตวรรษที่ 21 สถานศึกษาจำเป็นตอ้ งเปน็ องค์การท่ี
เปดิ รบั ความหลากหลายและความแตกต่างท่ีมากขึ้น พรอ้ มๆ กับความจำเปน็ ในการสร้างใหเ้ กิดความเป็นเอกภาพ
ในองค์การ เพราะเอกภาพในองค์การคือหัวใจของความสำเร็จ การทำงานเป็นทีมคือเครื่องมือสำคัญในการ
ขับเคลื่อนองค์การสู่เป้าหมาย ด้วยเหตุนี้การสร้างเอกภาพ การทำให้เกิดทีมในการทำงานจึงเป็นโจทย์สำคัญ
สำหรบั การบริหารสถานศึกษาในศตวรรษน้ี
2.5 ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ คนในยุคใหม่จะเป็นกลุ่มคนที่ไม่ยึดติดกับที่ทำงาน
มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนงานใหม่ได้ตลอดเวลา และนิยมที่จะทำงานแบบอิสระมากกว่า ดังนั้นการรูปแบบการ
บรหิ ารจดั การจึงเป็นอีกประเด็นสำคัญทีท่ ้าทายผบู้ ริหารในการปรับตัวให้เขา้ กับทีมงานร่นุ ใหม่
3. เครอื่ งมอื เพือ่ การบริหารจัดการสถานศกึ ษาในศตวรรษที่ 21
จากความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายข้างตน้ ผูบ้ ริหารจำเปน็ ตอ้ งมีเครื่องมอื ที่แตกต่างจากใน
ยุคท่ผี ่านมาเพือ่ การขับเคลอ่ื นองคก์ รสู่ความสำเรจ็ และเครอ่ื งมอื สำคญั ทจี่ ะตอ้ งมกี ารนำไปใชม้ ีดงั นี้
3.1 การจดั การความรใู้ นองค์การ การบริหารจำเป็นตอ้ งกระต้นุ ใหค้ นในองค์กรพัฒนาความรู้
สร้างนวัตกรรมในการปฏิบัติงานอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากองค์การต้องเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยให้
องค์การพร้อมรับความเปล่ียนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยงั จะสามารถนำพาองค์การสู่การเป็นผู้นำได้
ซึง่ การจดั การความรเู้ ป็นเครอ่ื งมอื สำคญั เพื่อบรรลุเปา้ หมายดงั กล่าว นอกจากน้ีการจดั การความรู้ยังเป็นเครื่องมือ
สำคัญที่สร้างความรู้สึกร่วมของคนในองค์การ สร้างความภาคภูมิใจในการทำงานและกระตุ้นให้คนในองค์การ
ทำงานอย่างเตม็ ศกั ยภาพท่มี ี
3.2 การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่าง
รวดเร็วขึ้น องค์การที่มีโครงสร้างการทำงานที่ไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงคือองค์การที่จะขาดศักยภาพในการ
จัดการปัญหาทีเ่ กิดข้ึน ทั้งนีก้ ารสร้างวัฒนธรรมองค์การและการสร้างใหอ้ งค์กรมีความพร้อมตอ่ การเปลี่ยนแปลง
นั้นไม่ใช่กระบวนการท่ีทำได้ในทันทีทันใด แต่เป็นการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร เป็นกระบวนการที่ใช้เวลา
ปรับเปลี่ยนคนในองค์การใหม้ คี วามเหน็ รว่ มกนั ทำงานร่วมกันสูเ่ ป้าหมายเดยี วกนั
3.3 การทำงานอย่างเป็นเครือข่าย องค์การที่ทำงานอย่างโดดเดียวจะเป็นองค์การที่ขาด
ประสิทธิภาพในไปโดยอัตโนมัติสำหรับการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 สถานศึกษาจำเป็นต้องสร้างเครือข่าย
ความรว่ มมือกันเพ่ือการแลกเปลยี่ นองคค์ วามรูแ้ ละรว่ มกันทำงานเพื่อผลกั ดันการจัดการศกึ ษาทีม่ ีประสิทธิภาพ
3.4 ทำงานรว่ มกบั สถานประกอบการเพื่อการเรยี นรขู้ องผู้เรียน ความต้องการการจัดการศึกษาที่
เปลี่ยนไป เป็นโจทย์ให้สถานศึกษาจำเป็นเพิ่มการทำงานร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ทั้งจากส่วนของ
17
ผู้ปกครองของผู้เรียนที่สถานศึกษาจะต้องสนองตอบ ขณะเดียวกันจะต้องเรียนรู้ถึงความต้องการของสถาน
ประกอบการทส่ี ถานศึกษาจะต้องเตรียมความพรอ้ มใหก้ บั ผู้เรียนในการเขา้ สู่การทำงาน การศึกษาตอ่
บทสรปุ
ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งทีไ่ ม่สามารถหยุดยั้งได้ สถานศึกษาที่เป็นหน่วยแรกๆ ของการเตรียมคน สร้าง
คนเพือ่ การอยู่ในความเปลีย่ นแปลงดังกลา่ วจำเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องมีการบรหิ ารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ข้อมูลท่ี
นำเสนอไปขา้ งต้นไมใ่ ช่สตู รสำเร็จสำหรับสถานศึกษา แตเ่ ปน็ โจทยส์ ำหรับผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาทีจ่ ะนำไปสู่การวาง
แผนการขบั เคลอ่ื นสถานศกึ ษาสู่ความสำเรจ็ ในการจดั การศกึ ษาสำหรับผูเ้ รียนในศตวรรษท่ี 21
18
การบรหิ ารสถานศกึ ษายคุ ดจิ ทิ ัล (School Management in Digital Era)
การเปลีย่ นแปลงทางเทคโนโลยปี ัจจุบนั และทก่ี ำลงั จะเกดิ ขน้ึ ในอนาคตมอี ัตราการ เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
มากเมอื่ เปรียบเทยี บกบั การเปลี่ยนแปลงในอดีตที่ผา่ นมาซงึ่ มผี ลกระทบต่อการบริหารจัดการสถานศกึ ษาเป็นอย่าง
มาก ดงั นน้ั ในฐานะผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาจึงมคี วามจำเป็นท่ตี อ้ งเปลีย่ นทัศนคติและแนวคิดการบริหารของตนเองให้
ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้สถานศึกษามีความทันสมัยสามารถบริหารจัดการ
สถานศกึ ษาได้อย่างมคี ณุ ภาพในทกุ ๆดา้ น
ยคุ ดิจิทัล (Digital Era) คือ ยุคของอเิ ลคโทรนิคสท์ เ่ี กี่ยวข้องกับเทคโนโลยีท่ีมีความรวดเร็วในการส่ือสาร
การส่งผ่านข้อมูลความรู้ต่างๆที่มีอยู่ในสังคมไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร ภาพหรือวิดีโอที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่าง
รวดเรว็ ทกุ ท่แี ละทกุ เวลา
คุณลักษณะยุคดิจิทัล (Characteristicsof Digital Era) พัฒนาการจากยคุ อุตสาหกรรมมาสู่ยุคดิจิทัลใน
ปจั จุบันจะเห็นได้ว่ามีความแตกตา่ งกนั อยา่ งเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะในปัจจุบนั น้นี ับไดว้ า่ เปน็ ยุคของขอ้ มูลข่าวสาร
และอินเทอร์เน็ต ซึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนี่เองที่ทำให้ครู อาจารย์และนักเรียนของสถานศึกษาสามารถ
เข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องเวลาหรือแม้แต่สถานที่ คุณลักษณะยุคดิจิทัลที่สำคั ญตาม
ความคิดของผู้เขียนมี 3 ประการคือ
1. ความรวดเร็วในการส่ือสารไม่วา่ จะเป็นการจัดเกบ็ หรอื การเขา้ ถงึ แหล่งข้อมูลขา่ วสาร ความรู้
ตา่ งๆ ของผู้ใช้
2. การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ไม่มีขอบเขตหรือข้อจำกัดในเรื่องเวลาหรือสถานท่ี
ทำให้สามารถเข้าถงึ รับรู้ และ เรียนรูไ้ ดท้ กุ ที่ และทุกเวลา
3. การใช้เทคโนโลยีมาบูรณาการเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆให้ทุกคนสามารถจัดเก็บ เข้าถึง
ใชพ้ ัฒนาความรู้ เผยแพร่และแบ่งปันความร้ไู ดอ้ ย่างทวั่ ถึง
คุณลักษณะสำคญั ของยุคดจิ ิทัลข้างตน้ นี้จงึ มผี ลต่อการบริหารจัดการสถานศึกษาของผูบ้ ริหารเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบสารสนเทศ (Information System) เพื่อการบริหารและการจัดการความรู้
(Knowledge Management) ของสถานศึกษาซึ่งมีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพและ
ประสิทธฺ ผิ ลของการบริหารสถานศกึ ษา ทศั นคติตอ่ เทคโนโลยีและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันของ
ผู้บริหารสถานศึกษาที่ถูกต้องย่อมมีผลทำให้การลงทุนและการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ของสถานศึกษาเป็นไปอย่าง
เหมาะสมเกิดความค้มุ ค่าและเกดิ ประโยชน์สูงสดุ ตอ่ การบรหิ ารงานของสถานศกึ ษา
ดจิ ิทลั เทคโนโลยกี บั การบริหารสถานศึกษา
ดิจิทัลเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อการบริหารงานของสถานศึกษาในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นการบริหารงาน
วิชาการ การจัดการเรียนการสอน การบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม
การบริหารกิจการนักเรียน และการสร้างความสัมพันธ์กับชมุ ชน ซึ่งงานของสถานศึกษาในทุกดา้ นจะต้องมรี ะบบ
19
จัดการฐานข้อมูลของสถานศึกษาเพื่อการตัดสินใจในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา จึงมีความจำเป็น
อย่างยิง่ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ICT (Information and Communication Technology)
มาใช้การเพื่อสรา้ งระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารและการจัดการความรูใ้ นงานด้านต่างๆตามที่กล่าวมาแล้วของ
สถานศึกษา เทคโนโลยใี นปจั จุบันทีผ่ ู้บริหารสถานศึกษาจะต้องรู้จักนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการ
สถานศกึ ษาไดแ้ ก่
1. Cloud Computing เป็นเสมือนมีบริการ Server บน Internet ซง่ึ สถานศกึ ษาไมจ่ ำเปน็ ต้องวาง ระบบ
Server ของตนเองในสถานศกึ ษา ซ่ึงเป็นการประหยดั งบประมาณของสถานศกึ ษาในการใช้เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์
ที่เกยี่ วขอ้ งกบั การจัดเก็บขอ้ มลู (Storage) การใช้ Softwareและการลงทนุ ดา้ น Hardware รวมทง้ั การลงทุนด้าน
บุคลากรผู้ดูแลระบบ เนื่องจากผู้ให้บริการ Cloud จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง เอกชนที่ให้บริการ Cloud เช่น
Amazon Web Services (AWS),Microsoft Azure, IBM/SoftLayer and Google Compute Engine. คา่ ใช้จา่ ย
ในการใช้บริการ Cloud ขึ้นกับ Applications หรือ Software ที่จะใช้ขนาดความจุที่ต้องการในการเก็บข้อมูล
(Storage) และการเชอ่ื มตอ่ (Connectivity)
2. Mobility Devices ได้แก่อุปกรณ์พกพาที่สามารถใช้งานได้ทุกสถานที่ทั้งหลาย โทรศัพท์มือถือ Smart
Phones, Tablet PC และอปุ กรณ์คอมพวิ เตอร์อื่นๆมีความสามารถเข้าถงึ อย่างอิสระเพอื่ การใช้งานแบบเคล่ือนที่
ได้ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มี Applications ที่ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นครู อาจารย์บุคลากรสถานศึกษา หรือแม้แต่
นักเรยี นกส็ ามารถเขา้ ถงึ แหลง่ ขอ้ มูลความรตู้ ่างๆท้งั ภายในและภายนอกสถานศึกษา จากสถติ ผิ ใู้ ชโ้ ทรศัพทเ์ คลื่อนท่ี
ในปี คศ. 1990 มีเพียง 0.2 %ของประชากร แตใ่ นปี คศ. 2015 เพิม่ ขึน้ ถงึ 50% ของประชากรในขณะทอ่ี ดีตใช้ได้
พียงการโทรศัพทเ์ พียงอย่างเดียว (Singlepurpose) แต่ปัจจบุ ันน้ีเปน็ แบบ Multipurpose
3. Social Network ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์มีอทิ ธิพลต่อทัศนคติ พฤติกรรมและความเชือ่ ของคนในสังคม
เป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น LINE, Facebook, Twitter, WeChat หรือ Instagram ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาต้อง
สามารถที่จะเลือกใชส้ ื่อสงั คมออนไลน์เหล่านั้นอยา่ งถกู ต้องเหมาะสมกับลักษณะงานการบรหิ ารของสถานศกึ ษา
เช่น ไชก้ ลุ่ม LINE เพอ่ื การสื่อสารที่รวดเร็วทัว่ ถึงเฉพาะกลุ่มในการสอ่ื สารขอ้ มูล ความรคู้ วามเขา้ ใจในการทำงานท่ี
ไมเ่ ป็นทางการ แต่ไมค่ วรใช้ในการสงั่ งานหรอื การบริหารทเ่ี ป็นทางการ เปน็ ต้น ปัจจุบนั น้สี ่อื สังคมออนไลนส์ ามารถ
ใช้เป็นเครือ่ งมือที่ช่วยสนับสนนุ การบริหารงานหรอื ทำลายบรรยากาศการบริหารงานของสถานศกึ ษาไดเ้ ชน่ กนั
4. Internet of Things (IoT) ปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ภายในปึ คศ. 2020 นี้การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ใน
ชีวิตประจำวันจะใช้การเชื่อมต่อผ่านInternetเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้สำนักงานในบ้าน
Smart Phones, Tablet PC หรือ แม้กระทั่งนาฬิกาของใช้ส่วนบุคคล IoT นี้จะสามารถนำมาใช้ในการสร้าง
นวัตกรรมการจัดการเรยี นการสอนการจัดโครงสร้างและระบบการบรหิ ารให้เปน็ Smart Office ได้ หรือแม้แต่การ
นำแนวคิด Work at Home มาใช้ในอนาคต
20
จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจทิ ัลนี้ถ้ารู้จักนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ให้เกดิ
ประโยชน์ในด้านตา่ งๆเช่น การจัดการเรียนการสอน ครูต้องไม่ใช้ Power Point หรือโปรแกรมนำเสนองานอ่นื ๆ
แทนกระดานดำเท่านัน้ แต่ครูต้องสามารถเชอื่ มโยงข้อมูลความรูจ้ ากโลกภายนอกสหู่ ้องเรียนโดยผ่าน Internet ก็
จะทำให้นักเรียนสนกุ กับการเรียนรู้มากขึ้น ครูสามารถเล่นบทบาทเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ได้ดี นักเรียนสามารถ
เรียนรู้แบบสืบสอบ ( Inquiry Learning) หรือเรียนรู้แบบร่วมมือ ( Collaborative Learning) ในห้องเรียนหรือ
นอกห้องเรียนได้อย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ครูอาจารย์ยังสามารถสร้างบรรยากาศชั้นเรียนให้เป็นแบบชั้นเรียน
ดจิ ทิ ลั (Digital Classroom) ไดอ้ กี ด้วย ผู้เขียนเหน็ ว่าเทคโนโลยีไม่สามารถมาสอนแทนครูได้แต่ครทู ีไ่ ม่ใช้เทคโนโลยี
จะตอ้ งถูกแทนทโ่ี ดยครทู ีม่ ีความสามารถใชเ้ ทคโนโลยี
ในการบริหารด้านอืน่ ไมว่ า่ จะเปน็ การบริหางานบุคคล การบริหารกจิ การนกั เรียน การบริหารงบประมาณ
การเงิน งานธุรการ งานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมตลอดจนงานความสัมพธั ์กับชุมชน เหล่านี้สถานศึกษา
จะตอ้ งสรา้ งระบบฐานขอ้ มูลเพ่อื การบรหิ ารตอ้ งนำเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์และเครอื ข่าย มาใชใ้ นการบริหารจัดการ
สถานศึกษาอย่างเหมาะสมกบั ยคุ สมัยอย่างคมุ้ คา่
คณุ ลกั ษณะผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษายุคดิจทิ ัล
ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารและเทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ (ICT) และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อการใช้ ICT ให้เหมาะสม
เกิดประโยชนส์ งู สุด อย่างคมุ้ คา่ แทจ้ รงิ ดังนน้ั คุณลักษณะของผบู้ ริหารสถานศกึ ษายุคดิจิทัลจึงควรเป็นดงั ตอ่ ไปน้ี
1. กำหนดวสิ ยั ทัศน์ดา้ น ICT ของสถานศึกษาให้ชดั เจนว่าต้องการไปในทิศทางใด และจะนำมาใช้กับการ
บรหิ ารสถานศึกษาในเร่ืองใดบ้าง
2. การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
Hardware,Software, Network และเครือข่ายไร้สายต่างๆของสถานศึกษาใหค้ รู อาจารย์ บุคลากรและนักเรียน
ทุกคนสามารถใช้และเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว สะดวกต่อการใช้งาน พร้อมทั้งจัดสรรทรัพยากรต่างๆเพื่อสนับสนนุ
อยา่ งเพยี งพอ
3. การสร้างวัฒนธรรมการทำงานและบรรยากาศสถานศึกษาให้มกี ารใช้ ICT อย่างแพรห่ ลายไม่ว่าจะเป็น
การจัดการเรียนการสอนของครู การบริหารงานสถานศึกษาในด้านต่างๆ ตลอดจนการให้นักเรยี นสามารถใช้และ
เข้าถึงแหล่งข้อมูลความรตู้ า่ งๆผา่ น Internet ได้ตลอดเวลา
4. การฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรทุกคนของสถานศึกษาให้มีความรู้ความสามารถด้าน ICT อย่างต่อเนื่อง
สม่ำเสมอ
5. ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาต้องทำตนให้เป็นตวั อย่างทดี่ ีสามารถใช้ ICT ในการปฏบิ ตั งิ านอยา่ งได้เหมาะสม
21
6. สง่ เสรมิ สนบั สนนุ สรา้ งแรงจูงใจครูอาจารย์บคุ ลากรทุคนของสถานศึกษาใหน้ ำความรู้ความสามารถด้าน
ICT และเทคโนโลยตี ่างๆที่สถานศึกษาจัดให้มาสรา้ งนวัตกรรมใหม่ๆในการจัดการเรียนการสอนหรือการปฏบิ ัติงาน
7. จัดใหม้ รี ะบบการกำกับติดตามและการให้คำปรึกษาเกีย่ วกับการใช้ ICT ของสถานศึกษาทั้งครูอาจารย์
บุคลากรทกุ คนและนกั เรยี นว่าสามารถใชไ้ ด้อย่างมีประสิทธิภาพ เปน็ ไปตามนโยบายอย่างถกู ตอ้ งเหมาะสมหรือไม่
คุณลักษณะของผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษายุคดจิ ิทัลขา้ งต้นนมี้ ีผลต่อการใชภ้ าวะผนู้ ำ ICT (ICT Leadership)
ของผู้บริหารสถานศกึ ษาเป็นอยา่ งมากเพราะภาวะผู้นำ ICT หมายถงึ ความสามารถของผู้บรหิ ารในการเรียนรู้
เข้าใจ ยอมรบั การเปล่ยี นแปลงดา้ น ICT สามารถนำมาประยุกตใ์ ช้ได้อย่าง เหมาะสมและเกิดประโยชนส์ งู สุดตอ่
สถานศกึ ษา
ปญั หา อุปสรรค และแนวทางแกไ้ ขในการบริหารสถานศึกษายุคดิจิทลั
การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลนั้นอาจจะเกิดปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็น
Hardware,Software, หรือ Network ต่างๆ รวมทั้งความรู้ความสามารถของผู้เกีย่ วข้องไม่ว่าจะเป็นครู อาจารย์
บคุ ลากรทางการศึกษา นักเรียน และปัญหาการใช้เทคโนโลยี ICT ทไี่ มเ่ หมาะสม ต่างๆเหล่านี้จึงจำเป็นท่ีผู้บริหาร
สถานศึกษาต้องมีการดำเนนิ การดงั นี้
1. กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับ ICT ของสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็น
Hardware,Software, หรือ Network ต่างๆในแต่ละช่วงเวลาเช่น 2 ปี 3 ปี เป็นต้น และต้องจัดทำคู่มือการใช้
ระบบ ICT ของสถานศึกษาสำหรบั ครู อาจารย์ บุคลากรและนกั เรยี นทุกคน
2. แต่งตั้งคณะกรรมการหรือบุคคลที่จะให้ดูแลรับผิดชอบระบบ ICT ของสถานศึกษาที่ชัดเจนไม่ควรใหง้ าน
ICT เป็นงานฝากให้ครู อาจารย์หรือบุคลากรบางคนชว่ ยดแู ล เพราะจะขาดความตอ่ เน่ืองและทศิ ทางท่ีชดั เจน
3. กำหนดตัวชว้ี ัดการใช้งานของระบบ ICT ในการปฏบิ ตั งิ านต่างๆของสถานศึกษา เช่น สดั ส่วนจำนวนเคร่ือง
คอมพิวเตอร์ต่อครู ต่อ นักเรียน การใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของจำนวนคาบ
ทงั้ หมดต่อสัปดาห์ นกั เรียนไม่นอ้ ยกว่าร้อบละ 60 เขา้ มาใช้บริการสืบค้นข้อมูลความรู้หรอื เข้ามาศึกษาหาความรู้
หรอื ฝกึ ทักษะภาษาองั กฤษในระบบที่สถานศกึ ษาจดั ไวใ้ ห้ เปน็ ต้น
4. จัดให้มีระบบการกำกับติดตาม ประเมินผลการใช้งาน ICT ของสถานศึกษาในทุกๆดา้ นทุกสิน้ ปีการศึกษา
เพื่อนำมาเปน็ ขอ้ มูลในการปรบั ปรุงพฒั นาอยา่ งตอ่ เน่ือง
5. แสวงหาแหล่งเงินทนุ จากชุมชนเพื่อขอการสนบั สนุนเกีย่ วกับโครงสร้างพ้ินฐานด้าน ICT ของสถานศึกษา
เทา่ ทจ่ี ะทำได้โดยใชม้ าตรการทางภาษที ่ีผบู้ ริจาคเงนิ สนบั สนนุ สามารถนำใช้เปน็ คา่ ลดหยอ่ นไดถ้ ึงสองเท่า
โดยสรุปจะเหน็ ได้วา่ การบริหารสถานศกึ ษาในยุคดิจิทัลนี้ ผูบ้ ริหารจำเปน็ ตอ้ งมคี วามรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับ
เทคโนโลยีการสื่อสารและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เพ่อื ให้สามารถทีจ่ ะเลอื กใชก้ ับการบริหารสถานศึกษาให้ได้อย่าง
เหมาะสม คุ้มค่าและเพียงพอต่อการใช้งาน โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาในโครงการประชารัฐของ
กระทรวงศึกษาธิการที่ร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาการศึกษาของชาติ ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องแสดง
22
ศักยภาพทางด้านการบริหารและจัดสภาพแวดล้อมต่างๆของสถานศึกษาให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับการ
เปลีย่ นแปลงทางเทคโนโลยีต่างๆท่ีเกดิ ขน้ึ ซ่งึ นอกจากจะมผี ลต่อภาพลักษณ์ของสถานศกึ ษาในชุมชนแล้วยังจะทำ
ให้สถานศึกษาเป็นทไ่ี ว้วางใจของชุมชนในการจัดการศึกษาทมี่ คี ุณภาพไดอ้ ยา่ งย่งั ยนื
คำถามเพ่อื การนำไปสู่ Action Learning
1. ยคุ ดิจทิ ลั ปจั จุบนั นี้มผี ลกระทบต่อการบริหารงานสถานศึกษาของท่านอยา่ งไรบ้าง
2. โครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ของสถานศึกษาของท่านในเรื่องใดที่ท่านต้องการพัฒนา ปรับปรุงให้มี
ประสทิ ธภิ าพมากขึน้ ดว้ ยเหตุผลอะไร
3. ปัจจุบันนี้สถานศึกษาของท่านได้นำ ICT มาใช้กับงานอะไรบ้างตั้งแต่เมื่อใด ผลการใช้เป็นที่น่าพอใจ
หรอื ไมเ่ พราะเหตุใด และทา่ นจะดำเนินการอย่างไรเพอ่ื ให้ไดผ้ ลดเี ป็นทนี่ ่าพอใจ
4. ในฐานะผ้บู รหิ ารสถานศึกษาท่านคิดวา่ จะนำ ICT มาใชก้ ับงานของสถานศึกษาในด้านใดบ้างท่ีท่านคิด
ว่าสถานศกึ ษายงั ไม่เคยใชม้ าก่อน
5. ท่านคิดว่าครู อาจารย์ ของทา่ นมสี มรรถนะ ความรู้ ความสามารถในการใช้ ICT ได้อย่างเหมาะสมกับ
ความคาดหวังของทา่ นมากนอ้ ยเพียงใด และทา่ นมแี ผนพฒั นาความร้คู วามสามารถของครอู าจารยข์ องท่านอย่างไร
บา้ ง
KPIs
1. สถานศึกษาทุกแห่งต้องบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้ครูทุกคนของสถานศึกษาสามารถเข้าถึง
ระบบ ICT ของสถานศึกษาใช้Internet ไดร้ วดเร็วอยา่ งท่งั ถึง
2. ผู้บริหารสถานศกึ ษาไมน่ ้อยกว่ารอ้ ยละ 90 ต้องสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ด้าน ICT ของสถานศึกษาได้
อย่างชดั เจน
3. ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ 80 สามารถกำหนดระบบติดตามการผล ประเมนิ ผลใช้งาน ICT
เพอ่ื พฒั นาการเรยี นการสอนของครใู นสถานศึกษาท่ชี ดั เจน
4. ผู้บริหารสถานศึกษาไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 95 ต้องจัดลำดับความสามารถด้านทักษะการใช้ ICT ของครู
บคุ ลากรของสถานศกึ ษาออกเปน็ สามกลมุ่ คือ ทกั ษะนอ้ ยมปี ญั หาในการใชง้ าน ทกั ษะปานกลางใชง้ านได้ยังไม่เต็ม
ประสิทธภิ าพของระบบ และ ทักษะดสี ามารถใช้งานได้เต็มประสทิ ธภิ าพของระบบ
23
บรรณานกุ รม
จันทรานี สงวนนาม. (2545). ทฤษฎีและแนวปฏิบตั ใิ นการบรหิ ารสถานศกึ ษา.กรงุ เทพฯ : บุ๊คพอยท์.
โชติ บดีรัฐ. (2558). เทคนิคการบรหิ าร. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, 2558
ณฎั ฐพนั ธ์ เขจรนนั ทน.์ (2544). ยอดกลยทุ ธ์การบรหิ ารสาหรับองคก์ ารยคุ ใหม.่ กรงุ เทพฯ : เอ็กซเปอร์เนท็ .
เทพศกั ด์ิ บณุ ยรัตพันธ.์ุ (2552). แนวคดิ ทฤษฎแี ละหลกั การรฐั ประศาสนศาสตรใ์ นการให้บริการ
สาธารณะ.ในประมวลสาระชดุ วชิ าแนวคิดทฤษฎีและหลักการรฐั ประศาสนศาสตร์ หน่วยที่ 5. นนทบรุ ี :
มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ทำนอง ภเู กิดพิมพ.์ (2551). แนวคิดการบรหิ ารแบบมสี ่วนร่วมในการจัดการศึกษาของชุมชน. ออนไลน์
สบื คน้ เม่ือ 15 พฤศจกิ ายน 2564.
บญุ ดี บุญญากจิ และกมลวรรณ ศริ ิพานชิ . (2545). Benchmarking ทางลดั สู้ความเปน็ เลิศ ทางธรุ กิจ. พมิ พ์
ครงั้ ที่ 2 . กรุงเทพฯ : อนิ โนกราฟฟิกส์.
ยาเบ็น เรืองจรูญศร.ี (2552). การบริหารโดยวตั ถุประสงค์ (Management by Objective : MBO) ออนไลน์
สบื คน้ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2564.
ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ, และวบิ ูลย์ โตวณะบุตร. (2542). หลกั และทฤษฎีการบริหารการศึกษา. กรงุ เทพฯ :
สำนักพิมพม์ หาวิทยาลยั รามคำแหง.
โรแบร์ , พอลล์ เจมส.์ (2543). หลักการวเิ คราะห์และเปรียบเทยี บความสามารถอย่างเป็นระบบ. กรงุ เทพฯ :
มหาวทิ ยาลัยธุรกจิ บัณฑติ .
วิยะดา หมาดง๊ะ. (2556). ทฤษฎีการบรหิ ารการศึกษา. ออนไลน์ สืบคน้ จาก
www.gotoknow.org/posts/521119. เข้าใช้เมื่อ 18 พฤศจกิ ายน 2564.
วรภัทร์ ภ่เู จรญิ . (2548). เครือ่ งมือนักบรหิ ารสมัยใหม่. ออนไลน์ สบื คน้ จาก www.cyberdor.cjb.net.html.
เขา้ ใช้เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2564.
ศิรพิ งษ์ เศาภายน, (2548). หลักการบรหิ ารการศึกษา : ทฤษฎีและแนวปฏิบัต.ิ พมิ พค์ รง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ :
บุค๊ พอยท.์
24
สมเดช สแี สง. (2547). คู่มือการบรหิ ารโรงเรียนสถานศกึ ษาขนั้ พื้นฐานตาม พ.ร.บ.การศกึ ษาแหง่ ชาติ. ชยั นาท :
ชมรมพฒั นาความร้ดู ้านระเบียบกฎหมายและพัฒนามาตรฐานวิชาชพี คร.ู
สมยศ นาวีการ. (2545). กรณีศึกษาการบริหารและพฤติกรรมองคก์ าร.กรงุ เทพฯ : บรรณกจิ 1991.
สมศกั ดิ์ คงเทยี่ ง, (ม.ป.ป.) หลกั และทฤษฎีการบริหารการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : มิตรภาพ การพมิ พแ์ ละสตูดโิ อ
สัมฤทธ์ิ กางเพ็ง. (2545). รปู แบบการมสี ่วนร่วมในสถานศึกษา. วารสารวิชาการ 4 : 9-10.
Bryman.Alan. (1986). Leadership and Orgamizations. London : RoutledgeKegan Paul.
Likert, Rensis. (1961). New Pattern of Management. New York : McGraw-Hill Book,Co.
McClelland, David C. (1961). The Achievement Society. New York :The Free Press.
Swansburg, R.C. (1996). Management and Leadership for Nurse Managers. (2nd ed.) Bonton :
Jones and Bartlett.