รายงานเรือ่ ง สารเสพตดิ ในปัจจุบัน
จัดทาโดย
นางสาวสลิลรัชต์ ประสนุ ิงค์ รหัส63040901246
หมู่เรียน 11 สาขานิติศาสตร์
เสนอ
อาจารย์ สวุ รรณี พันธ์ุโอภาส
รายงานนเี้ ปน็ สว่ นหนึ่งของการศกึ ษาวิชา การรสู้ ารสนเทศ GE20004
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2565
มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี
รายงานเรือ่ ง สารเสพตดิ ในปจั จบุ ัน
จดั ทาโดย
นางสาวสลิลรัชต์ ประสนุ ิงค์ รหัส63040901246
หมเู่ รียน 11 สาขานิติศาสตร์
เสนอ
อาจารย์ สวุ รรณี พันธโ์ุ อภาส
รายงานนเี้ ปน็ สว่ นหนึ่งของการศกึ ษาวิชา การร้สู ารสนเทศ GE20004
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2565
มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธาน
ก
คานา
รายงานเล่มน้ีเป็นส่วนหนึ่งของ วิชา GE 20004 การรู้สารสนเทศ มีจุดประสงค์
เพื่อที่จะศึกษาค้นหาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสารเสพติด ความรุนแรงของแต่ละประเภท
ในปจั จบุ ันความแพร่หลายของสารเสพติดมมี ากมายต่างชื่อเรยี ก ต่างสายพนั ธ์ุ
คณะผู้จัดทาได้เลือกหัวข้อนี้ในการทารายงาน เน่ืองมาจากเป็นเร่ืองที่สนใจ
ซึ่งในรายงานเล่มน้ีประกอบไปด้วยข้อมลู ความรู้เกี่ยวกับประเภทของสารเสพติด ความ
รนุ แรงและผลกระทบในสงั คมปจั จบุ นั
คณะผู้จัดทาต้องขอขอบพระคุณ อาจารย์ สุวรรณี พันธุ์โอภาส ผู้ให้ความรู้และ
แนวทางในการศึกษา คณะผจู้ ดั ทาหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหาก
มขี ้อแนะนาหรอื ข้อผิดพลาดประการใด ผจู้ ัดทาขอนอ้ มรบั ไว้และขออภยั มา ณ ทีน่ ้ดี ว้ ย
สลลิ รัชต์ ประสนุ ิงค์
วันที่ 8 มนี าคม 2565
สารบญั ข
คานา หน้า
บทท่ี1 ท่มี าของสารเสพติด
ก
ประวัติของยาเสพติด 1
บทท่ี2 ประเภทของสารเสพติด 1
3
ประเภทของสารเสพติดของแต่ละองค์กร 3
องค์การอนามยั โลก (WHO) แบ่งยาหรอื สารเสพติด 4
วตั ถุออกฤทธิ์ 5
บทท่ี3 โทษและลกั ษณะของสารเสพติด 6
ความหมายของยาเสพติดให้โทษ 6
ยาเสพติดชนิดตา่ ง ๆ ทีแ่ พร่ระบาดในสังคมไทย 7
การรักษาผู้ติดสารเสพติด 19
บทท่ี4 บทสรปุ 21
สารบญั ภาพ ค
ภาพที่ หนา้
1 ฝ่นิ 7-8
2 มอรฟ์ ีน 9
3 เฮโรอีน 10-11
4 โคเคน 12
5 กัญชา 13
6 กระท่อม 14
7 เหด็ ขีค้ วาย 15
8 แอมเฟตามีน 17
9 ยาอี 18
1
บทที่1
ทม่ี าของสารเสพติด
ประวตั ิของยาเสพติด
ยาหรือสารที่ถูกนามาใช้อย่างผดิ ๆ หรือเสพติดมใี ช้กนั มานาน ต้ังแต่มนุษย์เร่มิ ค้นพบ
พืชซึ่งเมื่อเสพเข้าไปแล้วทาให้ ระดบั ความรสู้ ึกตวั เปลี่ยนแปลงไป ในสมยั โบราณยาหรอื สารเหล่านี้
มกั จะใช้ในพิธีทางศาสนา เช่น ผทู้ าพิธีทางศาสนา ของชาวอินเดียแดงในอเมริกากลาง ใช้ตน้ ไม้จาพวก
กระบองเพชรซึ่งมีสารหลอนประสาท ทาให้เกิดอาการประสาทหลอนเห็นภาพต่าง ๆ
และเข้าใจว่าตนสามารถติดต่อกับวิญญาณหรือเทพเจ้าได้ ชาวอินเดียนแดงเผา่ อินคา (Incas) ใน
อเมริกาใต้เคีย้ วใบโคคา (COCA) ซึ่งมีโคเคน โดยถือวา่ เปน็ ของขวญั ทีพ่ ระเจ้าประทานให้ แต่แรกใบโค
คาน้ใี ชเ้ ฉพาะในหมู่พวกกษัตรยิ ์ของเผ่า แต่ตอ่ มาเมื่อประเทศสเปนเข้าครอบครองชนเหล่านี้ ใบโคคาก็
ถูกนามาใช้ในหมู่ชาวอินเดียนแดงทวั่ ไปเพือ่ ช่วยใหพ้ วกเขามกี าลังทางานหนกั รับใช้ชาวสเปนได้ เม่อื
วิทยาศาสตร์เจรญิ ก้าวหนา้ ขึน้ ยาหรือสารเสพติดก็เพิม่ ปริมาณและชนิดข้ึน และมีการนามาใช้อย่างผดิ
ๆ หรอื เสพติดกนั มาก ตวั อย่างเช่น ฝิ่น เปน็ ทีร่ จู้ กั และจาหน่ายมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาลโดยชาวเมโส
โปเตเมีย
๕,๐๐๐ ปีก่อนคริสตศักราช และแพร่หลายและรักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคบิด โรคติด
สรุ า ฯลฯ ได้ นานทีเดียวกว่าอังกฤษจะรู้ฤทธิใ์ นการเสพติดของฝิ่น และเมื่อน้ันฝิ่นก็ถูกนาไปใช้เพือ่ การ
เสพติด โดยอังกฤษพยายามนาเอาไปแพร่ ในเมอื งจนี เพื่อให้ชาวจนี ติดฝ่นิ และตนเองผกู การค้าฝ่ินแต่ผู้
เดียว จนกระทง่ั เกิดสงคราม ฝิ่นกบั ประเทศจนี ในปี ค.ศ.๑๘๓๙ - ๑๘๔๒
กลางครสิ ต์ศตวรรษที่ ๑๙ มีการนาเอาโบรไมด์ (Bromide) มาใช้เปน็ ยาสงบประสาทและ
รกั ษาโรคลมชกั ซึ่งได้รบั ความนยิ มมากพอ ๆ กบั ยาวาเลียม (Valium) และยาริเบรียม (Librium) ใน
ปัจจุบัน แต่โบรไมด์สะสมในร่างกาย ทาให้เกิดอาการวิกลจรติ และทาลายสมองอย่างถาวรดว้ ย ใน
ระยะใกล้เกียงกนั ก็มีผู้ผลติ ยาบารบ์ ิทเุ รท (Barbiturate) และยาสงบประสาทตวั อืน่ ๆ และได้รบั ความ
นิยมใชอ้ ย่างแพร่หลายเช่นกัน โดยผู้ใช้ไม่ทราบถึงฤทธิ์ในการเสพติดของยาเหล่านี้
2
ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ มีผู้พบโคเคนและกัญชาซึ่งมีฤทธิ์ทาให้จติ ใจสบายโคเคน
พบว่ามีประโยชน์ทางการรักษาโรคด้วยโดยใช้เปน็ ยาชาเฉพาะที่ ดังนน้ั โคเคนจึงเป็นที่นยิ มใช้เปน็ ผลให้มี
การเสพติดโคเคน
ระหว่างสงครามโลกคร้ังที่ ๒ แอมเฟตามีนถูกนามาใช้ในกองทหารญี่ปุ่น เยอรมัน
อเมริกัน และอังกฤษ เพื่อใหร้ ่างกายมีกาลังกระฉบั กระเฉงอยู่ตลอดเวลา พอหลังสงครามยาซึ่งกองทพั
ญีป่ ุ่นกกั ตุนไว้มากท็ ะลกั สู่ตลาด ทาให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นใชย้ ากนั มาก ในปี ค.ศ.๑๙๕๕ คาดว่ามีชาว
ญี่ปุ่นติดแอมเฟตามีนราวร้อยละ ๑ ระหว่าง ค.ศ.๑๙๖๐ - ๑๙๗๐ ในประเทศสวีเดนมกี ารใชย้ า
Phenmetrazine (Preludin) ซึ่งคล้ายแอมเฟตามีน ฉีดเข้าหลอดเลือดดาด้วย ในสหรัฐเมริกาพวกฮิปปีซ้ ึง่
เคยนิยมใช้ แอลเอสดี (LSD) หรอื Lysergic Acid Diethylamide) กค็ ่อย ๆ หนั มาใช้แอมเฟตามนี ฉีดเข้า
หลอดเลือดดา เช่นกัน ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๐ - ๑๙๗๐ ยาหลอนประสาทเริ่มถูกนามาใช้และใช้มาก
หลงั ค.ศ. ๑๙๗๐ ผเู้ สพส่วนใหญ่เปน็ ชาวอเมริกันวัยรุ่นทีม่ ีฐานะทางเศรษฐกิจปานกลางโดยเริม่ จาก
แอลเอสดี ซึ่ง Hofmannเป็นผู้ค้นพบในปี ค.ศ.๑๙๕๓ เนื่องจากแอลเอสดีทาให้เกิดอาการคล้าย
วิกลจริต จงึ มนี กั จิตวิเคราะห์บางคนนามาใช้เพื่อการรักษาผปู้ ่วยด้วย เพราะคิดว่ายานจี้ ะช่วยกาจดั
"Repression" ให้หมดไป ดว้ ยเหตทุ ี่ยาน้ีผลิตงา่ ยปัจจุบันจงึ เปน็ ปัญหามากในอเมริกา
เนื่องจากกญั ชาซึง่ เป็นยาช่วยใหผ้ เู้ สพรู้สึกเปน็ สขุ และความรสู้ ึกไวขึน้ เป็นยาทีห่ าได้งา่ ย
จงึ มกี ารลกั ลอบใช้อย่างผดิ กฎหมายกันมาในเมรกิ าตั้งแตป่ ี ค.ศ.๑๙๖๐ เป็นต้นในยโุ รปกเ็ ชน่ กัน เพิ่งจะ
มีการใชก้ ญั ชาในเวลาไล่เลี่ยกนั นี้ โดยทหารของกษัตริย์นกั โปเลียนเป็นผู้นามาจากประเทศอยี ิปต์ท้ัง ๆ
ทีก่ ญั ชาเปน็ ทีน่ ิยมใชก้ นั อย่างกว้างขวางในประเทศอินเดียและประเทศในเอเชียตะวันออกกลางมาก่อน
หลายศตวรรษ ในสหรฐั นิยมใชใ้ นคนบางกลุ่ม เช่น พวกนกั ดนตรีแจส๊ และพวกเม็กซิกันอพยพมาอยู่
ในสหรัฐ ในฝร่ังเศสเปน็ ทีน่ ิยมใช้ในกลุ่มนกั ประพนั ธ์ ถ้าจะนับตามจานวนผเู้ สพติดหรอื ผใู้ ช้ยาอย่าง
ผดิ ๆ สุราและบหุ ร่ี น่าจะเป็นสารสาคญั ของปัญหานี้ แต่เน่อื งจากราคาย่อมเยา สามารถหามาเสพได้
งา่ ยกว่า และไม่ผดิ กฎหมาย ทาให้สาร ๒ ชนิดน้ี ดจู ะไม่มีความสาคัญเท่าใดนัก แต่กัญชา ยาหลอน
ประสาท และเฮโรอีน จานวนผู้ใชแ้ ละผเู้ สพติดนอ้ ยกว่ากลบั เปน็ ปัญหาสาคญั ท่วั โลก โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งเฮโรอีนกาลังเป็นปัญหามากในประเทศไทย และประเทศเพือ่ นบ้านที่อยู่บนคาบสมุทรอินโดจนี ท้ังนี้
เพราะเปน็ สารซึง่ มรี าคาแพงและผดิ กฎหมาย ท้ังอานาจในการเสพติดก็สงู และวิธีบางวิธียังอาจทาให้
เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพจึงก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการแพทย์ จนต้อง
จดั เป็นปญั หาเร่งดว่ นของประเทศอย่างหนึ่งที่ต้องรบี แก้ไข
3
บทที่2
ประเภทของสารเสพติด
ประเภทของสารเสพติดของแต่ละองค์กร
ประเภทของสารเสพติดตามพระราชบญั ญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ แบ่งยาเสพ
ติดให้โทษออกเป็น ๕ ประเภทดังนี้ คอื
- ประเภทที่ ๑ ได้แก่ เฮโรอีน อีทอร์ฟีน อะซีทอร์ฟีน ฯลฯ (จัดเปน็ ยาเสพติดให้โทรษชนิดรา้ ยแรง)
- ประเภทที่ ๒ ได้แก่ ฝ่นิ มอร์ฟีน โคเดอีน ไดฟีนอคซีเลท เอธิลมอร์ฟีน ฯลฯ (จดั เปน็ ยาเสพติดให้โทษ
ทั่วไป)
- ประเภทที่ ๓ ได้แก่ ยาแก้ไอ แอแก้ท้องเสีย ทีม่ ีฝิ่น โคเดอีน หรอื ไดฟีนอคซีเลท เป็นส่วนผสม ฯลฯ
(จดั เป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเป็นตารับยา ที่มยี าเสพติดใหโ้ ทษประเภท ๒ ปรงุ ผสมอยู่ด้วย)
- ประเภทที่ ๔ ได้แก่ อะเซติคแอนไฮไดรด์ อะเซติลคลอไรด์ (จัดเปน็ สารเคมีทีใ่ ช้ในการผลิตยาเสพ
ติดให้โทษประเภท ๑ หรือประเภท ๒)
- ประเภทที่ ๕ ได้แก่ พชื กัญชา พืชกระท่อม เห็ดข้ีควาย (จัดเป็นยาเสพติดให้โทษที่มไิ ด้เข้าข่ายอยู่ใน
ประเภท ๑ ถึงประเภท ๔)
ตามวิถีการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ ออกฤทธิ์
กดประสาท (Depressants) พวกนีจ้ ะออกฤทธิ์กดประสาทสมองศูนย์ควบคมุ การหายใจในสมอง และ
ประสาททีค่ วบคุมการทางานของอวยั วะบางอย่างของร่างกาย ยาพวกนไี้ ด้แก่ ฝ่นิ มอรฟ์ ีน เฮโรอีน และ
เซโคบาร์บิทาล (Secobarbital) ซึง่ เรียกกนั ในหมใู่ ช้วา่ "ปีศาลแดง" หรอื "เหล้าแหง้ " ไดอะซีแพม ทิน
เนอร์ กาว ฯลฯ
ออกฤทธิก์ ระตุ้นประสาท (Stimulants) จะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทสมองสว่ นกลาง
โดยตรง กระตุ้นการเต้นของหัวใจ และอารมณด์ ้วย เช่น แอมเฟตามีน (Amphetamine) หรอื ทีเ่ รยี กกัน
ทั่วไปว่า "ยามา้ " หรอื "ยาขยัน" อเี ฟดรีน โคเคน ฯลฯ
4
ออกฤทธิ์หลอนประสาท (Hallucinogen) จะออกฤทธิต์ ่อประสาทสมอง ทาให้มกี ารรับรู้
ความรสู้ ึก (Perception) ผดิ ไป เกิดอาการประสาทหลอน หรอื แปลสิ่งเร้าผิด (illusion) ได้แก่ แอลเอสดี
(Lysergicacid dietyhlamide) แกสโซลีน (Gasoline) เปลือกกล้วย ยางมะละกอ และ แฟนไซคลิดีน
(Phencylidine) ดีเอม็ ที เห็ดขีค้ วาย ฯลฯ
ออกฤทธิ์ผสมผสานกนั คือ ออกฤทธิท์ ั้งกดประสาท กระตุ้นประสาท และหลอน
ประสาท ได้แก่ กญั ชา ใบกระท่อม เม่อื ใช้นอ้ ย ๆ จะกระตุ้นประสาท หากใช้มากขึ้นจะกดประสาทและ
ถ้าใชม้ ากขึ้นอีกกจ็ ะเกิดประสาทหลอนได้
องคก์ ารอนามัยโลก (WHO) แบง่ ยาหรือสารเสพติด
ประเภทของสารเสพติดตามองค์การอนามยั โลกแบ่งออกเปน็
- ประเภทฝนิ่ หรอื มอร์ฟีน รวมท้ังยาที่มฤี ทธิ์คล้ายมอร์ฟีน เช่น ฝ่นิ มอร์ฟีน เฮโรอีน เพทธีดีน
- ประเภทบาร์บิตูเรต รวมทั้งยาที่มีฤทธิท์ านองเดียวกนั เชน่ เซโคบาร์บิตาล อะโมบารบ์ ิตาล พาราลดี
โฮด์ เมโปรมาเมต ไดอะซีแพม คลอดไดอะซีป๊อกไซด์
- ประเภทแอลกอฮอล์ เช่น เหลา้ เบียร์ วิสกี้
- ประเภทแอมเฟตามีน เช่น แอมเฟตามีน (ยาม้า) เดซ์แอมเฟตามีน - ประเภทโคเคน เช่น โคเคน ใบ
โคคา
- ประเภทกัญชา เช่น ยอดช่อดอกกัญชาตวั เมีย
- ประเภทคดั (KHAT) เชน่ ใบคดั ใบกระท่อม
- ประเภทหลอนประสาท เช่น แอลเอสดี ดีเอม็ ที เมสคาลีน เมลด็ มอรน์ ิ่งโกลลี่ ลาโพง เหน็ เมาบาง
ชนิด
- ประเภทอื่น ๆ เป็นพวกทีไ่ ม่สามารถจดั เข้าประเภทได้ เช่น ทินเนอร์ เบนซิน น้ายาล้างเล็บ ยาแก้ปวด
บุหร่ี
5
วตั ถุออกฤทธิ์
นอกจากนั้นทางกฎหมาย ยงั ได้กาหนด "วัตถอุ อกฤทธิ์" ซึง่ ตาม พ.ร.บ. วัตถทุ ี่ออกฤทธิ์
ต่อทีเ่ ป็นวตั ถสุ งั เคราะห์ ทั้งนีต้ ามทีร่ ฐั มนตรปี ระกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้แบ่งวัตถอุ อกฤทธิ์
ออกเป็น ๔ ประเภท ดงั นี้
ประเภทที่ ๑ เช่น อีอที ี (EET) แอลเอสดี (LSD) ๓-๔ เมทิลลินไดออกซิเมท แอมเฟตามีน (๓-๔ )
methylenedioxymethamphtamine, MDMA
ประเภทที่ ๒ เช่น แอมเฟตามีน (Amphetamine) เซโคบาร์บิตาล (Secobarbital) เลโวเมทแอมเฟตามีน
(Levomethamphetamine)
ประเภทที่ ๓ เช่น อะโมบาร์บิตาล (Amobarbital) ไซโคลบาร์บิตาล (Cyclobarbital) คาทิน (Cathine)
ประเภทที่ ๔ เช่น แอมฟรพี ราโมน (Amfepramone) บาร์บิตาล (Barbital) โพโรวาเลโรน (Pyroalerone)
6
บทที่3
โทษและลักษณะของสารเสพติด
ความหมายของยาเสพติดใหโ้ ทษ
พระราชบัญญตั ิยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ กาหนดความหมายของคาว่า ยาเสพติด
ให้โทษ ไว้ดังน้ี คือ สารเคมีหรอื วัตถชุ นิดใด ๆ ซึ่งเมอ่ื เสพเข้าสรู่ ่างกายไม่วา่ จะโดยวิธี รับประทาน ดม
สบู หรอื ด้วยวิธีการใด ๆ แล้วทาให้เกิดผลตอ่ ร่างกายและจิตใจในลกั ษณะสาคัญ เช่น
-ผทู้ ี่เสพยา ต้องเพิ่มขนาดการเสพติดมากขึ้นเปน็ ลาดับ
- ผทู้ ีเ่ สพยา จะเกิดอาการถอนยา เม่อื หยดุ ใช้ยา หรอื ขาดยา
-ผทู้ ี่เสพยา จะเกิดความต้องการเสพทั้งทางรา่ งกายและจิตใจ อย่างรุนแรงตลอดเวลา
-ผทู้ ีเ่ สพยา จะมีสขุ ภาพร่างกายทีท่ รุดโทรมลง
หรอื กล่าวได้ว่าเป็นยาหรอื สารทีอ่ อกฤทธิต์ ่อจติ ประสาท ทีผ่ ู้นนั้ ใช้อยู่ประจาแล้วยาหรือสารนน้ั ทาให้มี
ความผิดปกติที่ระบบประสาทกลางซึ่งจะถือว่าผู้นนั้ ติดยากเสพติด ถ้ามีอาการตอ่ ไปนี้ อย่างนอ้ ย ๓
ประการคอื
1. ผปู้ ่วยจะทาทกุ อย่างเพือ่ ใหไ้ ด้ยาหรอื สารนน้ั มาไว้ แม้เป็นวิธีทีผ่ ดิ กฎหมาย เช่นลักขโมยก็จะทา
2.ผปู้ ่วยไม่สามารถปฏิบตั ิงานตามปกติได้เนื่องจากมีอาการพิษหรอื อาการขาดยาหรอื สารนั้น
พฤติกรรมของผปู้ ่วยเปลีย่ นไป เช่น หยุดงานบ่อย หรอื ไม่เอาใจใส่ครอบครวั
3.ผปู้ ่วยต้องเสพยาเพิ่มขนึ้ เร่อื ย ๆ (มี Tolerance) เมื่อหยดุ เสพหรอื ลดปริมาณการเสพลงมา จะเกิด
อาการขาดยาหรอื สารนน้ั (Winthdrawal Symptom)
ยาเสพติดชนิดตา่ ง ๆ ทีแ่ พรร่ ะบาดในสงั คมไทย 7
มอรฟ์ ีน (MORPHINE)
โฮโรอีน (HEROIN) แอมเฟตามีน (AMPHETAMINE)
โคเคน (COCAINE) อีเฟดรีน (EPHEDINE)
กัญชา (CANNABIS) แอลเอสดี (LSD)
กระท่อม (KRATOM)
บาร์บิทเู รต (BARBITIRATE)
เหด็ ขีค้ วาย (PSILOCYBE CUBENSIS สารระเหย (VOLATILE SOLVENT)
MUSHROOM)
สุรา (Alcohol)
บหุ ร่ี
ฝ่นิ (OPIUM)
ลักษณะทวั่ ไป
ฝ่นิ ตน้ ฝ่นิ เปน็ พืชล้มลกุ นิยมปลกู กนั ทางภาคเหนอื ของประเทศไทย (จดั เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๒
ตราพระราชบญั ญตั ิยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒) เนือ้ ฝ่นิ ได้มาจากยางที่กรีดจากผล (กระเปาะ) ฝิ่น มี
สีนา้ ตาล กลิน่ เหมน็ เขียว รสขม เรยี กว่าฝ่นิ ดิบ และหากนาฝิ่นดบิ มาต้ม เคี่ยวหรือหมกั จะได้ฝิ่น ที่มีสี
น้าตาลไหมป้ นดา มรี สขมเฉพาะตัว เรยี กวาฝิ่นสกุ ท้ังฝ่ินดิบและฝิ่นสุก มีฤทธิ์ในการ กดระบบประสาท
ในอดีตทางการแพทย์ใชเ้ ปน็ ยาระงบั อาการปวด แก้โรคท้องเดินและไอ
8
อาการผเู้ สพติดฝ่นิ
ฝ่นิ ผู้ที่เสพฝิ่น ขณะที่เสพฝิ่นเข้าสู่ร่างกายจะมีอาการจิตใจเลื่อนลอย ซึม ง่วง พูดจาวกไปวนมา
อารมณด์ ี ความและการตัดสินใจเช่อื งช้า
ผทู้ ี่เสพฝนิ่ ติดต่อกนั เปน็ ระยะเวลานาน สุขภาพร่างกายจะทรดุ โทรม ตวั ซีดเหลือง ซบู ผอม ดวงตาเหม่อ
ลอย ริมฝีปากเขียวคล้า อ่อนเพลียง่าย ซึมเศร้า งว่ งเหลาหาวนอน เกียจคร้าน อารมณ์แปรปรวนง่าย
พูดจาไมอ่ ยู่กับร่องกับรอย ความจาเสื่อม ชีพจรเต้นช้า ไม่รู้สกึ ตวั และหากไม่ได้เสพฝนิ่ เมือ่ ถึงเวลาจะมี
อาการหงุดหงดิ ฉนุ เฉียวง่าย บางรายมีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง ดิ้นทรุ นทุราย น้ามกู น้าตาไหล ม่าน
ตาขยายผดิ ปกติ ปวดตามกล้ามเนือ้ ตามกระดูก ปวดบิดในท้องอย่างรุนแรง อาเจยี น หายใจลาบาก
อาจชกั และหมดสตไิ ด้
มอรฟ์ ีน (MORPHINE)
ลักษณะท่ัวไป
มอรฟ์ ีนเป็นสารอลั คาลอยด์ทีส่ กดั ได้จากฝิ่น มีลักษณะเปน็ ผงสขี าวนวล สีครีม สเี ทา ไม่มีกลิ่น รสขม
ละลายน้าง่าย (จัดเปน็ ยาเสพติดให้โทษประเภท ๒ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒)
มีฤทธิใ์ นการกดประสาทและสมองรุนแรงกว่าฝ่นิ ประมาณ ๘-๑๐ เท่า เสพติดได้ง่าย มีลกั ษณะ
แตกต่างกนั เช่น อดั เปน็ เม็ด เปน็ ผง เปน็ แท่งส่เี หลี่ยมมเี ครื่องหมาย 999 หรอื OK เปน็ สญั ลกั ษณ์ และ
ชนิดน้าบรรจหุ ลอด
9
อาการผเู้ สพติดมอร์ฟีน
มอรฟ์ ีนผู้ที่เสพมอร์ฟีน ระยะแรกฤทธิ์ของมอรฟ์ ีนจะช่วยลดความวติ กกงั วล คลายความเจ็บปวดต่าง ๆ
ตามร่างกาย ทาให้มีอาการงว่ งนอนและหลบั งา่ ย และหากเสพจนเกิดอาการตดิ ฤทธิข์ องมอรฟ์ ีนจะทา
ให้ผู้เสพมีอาการเหม่อลอย เซื่องซึม จติ ใจเลือ่ นลอย เกียจคร้านไม่สนใจตอ่ สิง่ แวดล้อมรอบกายสขุ ภาพ
ร่างกายผา่ ยผอม ทรดุ โทรม และเมื่อไม่ได้เสพจะเกิดอาการกระวนกระวาย ความคิดสบั สนพฤติกรรม
ก้าวรา้ ว หงุดหงดิ ง่าย วิตกกังวล หวาดระแวง หูอ้ือ นอนไม่หลบั ปวดท้อง คล่นื ไส้ อาเจียน บางคนอาจ
ชกั และหมดสตใิ นทีส่ ดุ
10
เฮโรอีน หรอื ผงขาว (HEROIN)
ลักษณะทวั่ ไป
เฮโรอีนเปน็ ยาเสพตดใหโ้ ทษชนิดรา้ ยแรง ประเภท ๑ (ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.
๒๕๒๒) เฮโรอีนได้จากการสังเคราะหต์ ามกรรมวิธีทางเคมี ฤทธิ์ของเฮโรอีนมีความรุนแรงกว่ามอร์ฟีน
ประมาณ ๔-๘ เท่าและรุนแรงกว่าฝิ่นประมาณ ๓๐-๘๐ เท่า เฮโรอีนที่แพร่ระบาดในปจั จุบันมี ๒ ชนิด
คือ
เฮโรอีนบริสทุ ธิ์ หรอื เฮโรอีนเบอร์ ๔ มีลกั ษณะเป็นผงละเอียดสีขาว ชนิดนจี้ ะมีเนื้อเฮโรอีนสงู ถึง ๙๐ -
๙๕ เปอร์เซน็ ต์ ไม่มีกลิน่ รสขมจดั (นิยมเรียกว่า ผงขาว) มักบรรจอุ ยู่ในถงุ ห่อกระดาษ พลาสติก หรอื
หลอด ฯลฯ นิยมเสพโดยวิธี ฉีด สบู ฯลฯ
เฮโรอีนผสม หรอื เฮโรอีนเบอร์ ๓ นิยมเรียนกันทวั่ ไปว่า แค๊ป ไอระเหย ลักษณะเป็นเกล็ด ไม่มกี ลิน่ มี
หลากสีต่าง ๆ กนั เช่น สมี ่วงออ่ น สีชมพอู ่อน สดี ินลกู รัง ฯลฯ ชนิดนมี้ ีเน้ือเฮโรอีนประมาณ ๕ - ๒๐
เปอร์เซ็นต์ เปน็ เฮโรอีนไมบ่ ริสุทธิ์ เนื่องจากมีสารพิษประเภทสารหนู สติ๊กนิน กรดประสานทอง ฯลฯ
เปน็ ส่วนผสมอยู่ด้วย มักจะพบบรรจอุ ยู่ในซองพลาสติกหรือห่อกระดาษ นยิ มเสพโดยวิธีสดู ไอระเหย
อาการผเู้ สพติดเฮโรอีน
เฮโรอีน เป็นยาเสพติดที่รา้ ยแรง เสพติดได้งา่ ยเม่อื ใช้เพียง ๑ หรอื ๒ ครั้ง อาจทาใหเ้ กิดอาการมึนงง
เซือ่ งซึม งว่ ง เคลิ้มหลดั ได้เปน็ เวลานาน ไม่สนใจตอ่ สิ่งต่าง ๆ รอบข้าง บางรายเกิดอาการคลื่นไส้
อาเจียน ตาลาย สาหรบั ผทู้ ี่เสพจนตดิ เสพเปน็ ประจาร่างกายจะทรดุ โทรม ผอมตัวซีดเหลอื ง ของตา
คล้า ดวงตาเหม่อลอย น้าหนกั ตวั ลดอย่างรวดเร็ว สมองและประสาทเสือ่ ม ความคิดสับสน ความจา
เสือ่ ม อ่อนเพลียไม่มีแรง และหากใช้ยาเกิดขนาด ฤทธิ์ของเฮโรอีนจะทาให้หัวใจหยดุ ทางาน เกิดอาการ
"ชอ็ ค" ถึงแก่ความตายได้ทันที สาหรับอาการขาดยาหรอื ไม่ได้เสพยาเมือ่ ถึงเวลาเสพ ผู้เสพติดเฮโรอีน
จะเกิดอาการทุรนทุราย ทุกข์ทรมาน น้ามูก นา้ ตาไหล ความคิดฟงุ้ ซ่าน สับสน หงุดหงดิ กระวน
11
กระวาย ปวดเจ็บตามกล้ามเนือ้ ตามกระดูก ปวดท้องอย่างรนุ แรง หอู ้ือ ตาพร่ามวั อาเจียนอย่างรนุ แรง
ถ่ายอุจจาระเปน็ เลือด นอนไม่หลบั บางรายมีอาการเพ้อคล่ัง ชักและหมดสตอิ าจถึงขน้ั เสียชวี ิตได้
โคเคน (COCAINE)
ลักษณะท่วั ไป
โคเคนโคเคนหรอื โคคาอนี เปน็ สารเสพติดธรรมชาติที่ได้จากการสังเคราะหส์ ่วนใบของตน้ โคคา (จัดเปน็
ยาเสพติดให้โทษประเภท ๒ ตามพระราชบญั ญตั ิยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒) นิยมปลูกกันมากใน
ประเทศแถบอเมรกิ าใต้ และอเมริกากลาง เช่น ประเทศโบลิเวีย เปรู โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เป็นต้น
สาหรบั ขั้นตอนการผลติ โคเคน ประเทศเปรูและโบลิเวีย จะเปน็ แหล่งแปรสภาพใบโคคาเปน็ COCA
PASTE และ COCA BASE ไปแปรสภาพเปน็ COCAINE HYDROCHLORIDE อันเปน็ โคเคนบริสุทธิ์ มีฤทธิ์
ในการ กระตุ้นประสาทส่วนกลาง เช่นเดียวกบั แอมเฟตามีน (ยาม้า) แตท่ าให้เกิดอาการตดิ ยาได้ง่าย
กว่า โคเคนหรอื โคคาอีนนิยมเรียกกันในกลุ่มผู้เสพว่า COKE , SNOW , SPEED BALL , CRACK ฯลฯ มี
ลักษณะเปน็ ผงละเอียดสีขาว รสขม ไม่มีกลิน่ มักนิยมเสพโดยใช้วธิ ีสูบ ฉีด หรอื สดู พ่นเข้าไปในจมูก
ฯลฯ
12
อาการผเู้ สพติดโคเคน
โคเคนผู้เสพติดโคเคนเข้าสู่ร่างกาย ในระยะแรกฤทธิข์ องโคเคนจะกระตุ้นประสาททาให้เกิดอาการไร้
ความรสู้ ึก ดเู หมอื นคล้ายมีกาลงั มากขึ้น มีความกระปรกี้ ระเปร่า ไม่รู้สกึ เหน่อื ย แต่เม่อื หมดฤทธิย์ า
ร่างกายและความรสู้ ึกจะอ่อนเพลียเมอ่ื ยล้าข้นึ มาทนั ที มอี าการเซื่องซึมและหากว่าเสพจนถึงข้ันติดยา
จะเกิดผลต่อร่างกายอย่างมาก เช่น หวั ใจเต้นแรง ความดันโลหติ สูง ตวั ร้อน มีไขตลอดเวลา นอนไม่
หลับ ฯลฯ และหากเสพโคเคนเข้าสู่ร่างกายเกิดขนาดจะเกิดพิษเฉียบพลนั ฤทธิข์ องยาจะไปกดการ
ทางานของหวั ใจ ทาให้หายใจไม่ออกอาจชัก และเสียชีวิตได้
13
กัญชา (CANNABIS)
ลกั ษณะทั่วไป
กญั ชากญั ชาเป็นพืช ล้มลกุ จาพวกหญ้าชนิดหน่งึ มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น THAISTICKS,MARY - JANE
หรอื ทีน่ ยิ มเรียกกันในกลุ่มผู้เสพว่า เน้ือ (จดั เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ตามพระราชบญั ญัติยา
เสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒) ลักษณะใบกญั ชา จะเรียวยาวแตกเปน็ แฉกคล้ายใบละหงุ่ หรอื มนั สาปะหลัง
ส่วนทีน่ ามาใช้เสพกค็ ือ ใบและยอดชอ่ ดอกตวั เมีย โดยการนามาตากหรืออบแหง้ แล้วบดหรอื หน่ั เป็นผง
หยาบ ๆ นามามวนบุหรีส่ บู หรอื อาจสบู ด้วยกล้องหรอื บ้องกัญชา บางรายใช้เคีย้ ว หรอื เจือปนกับ
อาหารรบั ประทาน ในกรณีทีเ่ สพติดด้วยวิธีการสูบ กลิ่นกญั ชาจะเหมือนกับเชอื กหรอื หญ้าแห้งไหม้ไฟ
กัญชาจะออกฤทธิ์หลายอย่างผสมผสานกนั เริม่ ตั้งแต่ กระตนุ้ กด และหลอนประสาททั้งนีเ้ นือ่ งจากใน
ช่อดอกและใบกญั ชามีสารพิษที่รา้ ยแรงชนิดหนึ่งเรียกว่า TETRAHYDROCANNABINOL (THC) เปน็
สารพิษที่ทาลายสขุ ภาพร่างกายและก่อให้เกิดอาการติดยาผู้ที่เสพกญั ชาเข้าสู่ร่างกายแล้วประมาณ
๑๕ - ๓๐ นาที ฤทธิข์ องสาร THC จะทาให้ร่างกาย อารมณแ์ ละจติ ใจผเู้ สพเปลี่ยนแปลงไป บางราย
อาจถึงขน้ั ไม่สามารถควบคุมสติตนเองได้ อาจเพ้อคลง่ั มอี าการเป็นโรคจิในเวลาต่อมา
อาการของผู้เสพติดกัญชา
กัญชาผทู้ ีเ่ สพกญั ชาในระยะแรกของการเสพ ฤทธิข์ องกัญชาจะกระตุ้นประสาททาใหผ้ เู้ สพมีอาการร่าง
เริง ช่างพดู หัวเราะง่าย หวั ใจเต้นเร็ว ตน่ื เต้นงา่ ย ตอ่ มาจะมีอาการคล้ายคนเมาเหล้าอย่างอ่อน
เนือ่ งจากกญั ชา ออกฤทธิ์กดประสาทผเู้ สพจะมีอาการงว่ งนอน ซึม หายใจถี่เหน็ ภาพลวงตา ภาพ
หลอนตา่ ง ๆ เกิดอาการ หู่แว่ว ตกใจง่าย วิตกกังวล หวาดระแวง บางรายคลืน่ ไส้อาเจียนความจา
เสือ่ มความคิดสับสนเพ้อคล่ัง ไม่สามารถควบคมุ ตนเองได้มอี าการทางจิต นอกจากนสี้ ารพิษในกัญชา
ยังทาลายระบบภมู คิ ุ้มกันของรา่ งกาย ทาให้ร่างกายอ่อนแอ ติดโรคอื่น ๆ ได้ง่าย เช่น โรคหลอดลม
14
อกั เสบเรือ้ รงั โรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอดทาให้สมรรถภาพทางเพศลดลงเกิดความผดิ ปกติ
ของฮอร์โมนเพศและพันธกุ รรม
กระท่อม (KRATOM)
ลักษณะทั่วไป
กระท่อมกระท่อมเปน็ พืชยืนต้นขนาดกลางชนิดหนึ่ง พบมากในแถบทวีปเอเชยี เชน่ ประเทศอนิ เดีย ไทย
ฯลฯ (จดั เป็นยาเสพติดประเภท ๕ ตามพระราชบญั ญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒) ลักษณะใบคล้าย
ใบกระดงั งาหรอื ใบฝรั่ง มีดอกกลมโตเท่าผลพุทรา มชี ื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น กระทุ่มโคก กระทุ่มพาย
การเสพจะใช้สว่ นทีเ่ ปน็ ใบเคี้ยวสด หรอื ตากแห้งแล้วบดหรอื หัน่ เป็นผงหยาบนาไปผสมกับน้าร้อนดืม่
แทนใบชาจนี พชื กระท่อมมีอยู่ ๒ ชนิด คือ
กระท่อม
ชนิดก้านแดง มีลักษณะของก้านและเส้นของใบเปน็ สีแดงเรอ่ื ๆ
ชนิดก้านเขียว มลี กั ษณะของก้านและเส้นของใบเปน็ สีเขียวตลอด
ใบกระท่อมเปน็ ยาเสพติดที่มฤี ทธิ์ในการกระตุ้นประสาท เนื่องจากใบกระท่อมมีสารอันตรายชนิดหนึ่ง
เรียกว่า "ไมตราจัยนิน" ทาใหผ้ เู้ สพใบกระท่อมมีความรู้สึกไม่เหน็ดเหนื่อยขณะทางาน ทางานได้นาน
หายปวดเม่อื ยไม่รู้สกึ หิว ทนแดดได้นานแตไ่ ม่ชอบถูกฝนในอดีตแพทย์แผนโบราณใช้ใบกระท่อมเพือ่
รักษาโรคบิด ท้องเดินและระงบั ประสาท
15
อาการผเู้ สพติดกระท่อม
ผเู้ สพใบกระท่อม จะพบว่าร่างกายทรดุ โทรมมาก เนือ่ งจากสุขภาพร่างกายทางานเกินกาลังลกั ษณะที่
เห็นชัด คอื ผิวหนงั ตามร่างกายแหง้ เกรียมดา ปากแหง้ แก้มเปน็ จดุ ดา ๆ และมีอาการนอนไม่หลับ
ท้องผูก อุจจาระเปน็ สีเขียวคล้ายมลู แพะ และหากเสพเข้าสู่รา่ งกายติดต่อกนั เป็นเวลานาน ๆ จะทาให้
สภาพจิตใจสับสนอาจมอี าการทางประสาทและเมือ่ ไม่ได้เสพจะมีอาการขาดยา ร่างกายจะอ่อนเพลีย
ปวดเม่อื ยตามขอ้ ตามกล้ามเน้ือ อารมณ์หงดุ หงดิ กระวนกระวาย เบือ่ อาหารคลืน่ ไส้อาเจียน นอนไม่
หลบั
เห็ดขีค้ วาย (PSILOCYBE CUBENSIS MUSHROOM)
ลักษณะทว่ั ไป
เห็ดขีค้ วายเป็นเหด็ พิษทีม่ กั ขึน้ อยู่ตามมลู ความแห้ง และมีข้นึ อยู่ท่ัวไปแทบทกุ ภาคของประเทศไทย มีชือ่
เรียกกนั ในบรรดานักท่องเทีย่ วว่า MAGIC MUSHROOM (จัดเปน็ ยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ตาม
พระราชบญั ญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒) ลกั ษณะของเหด็ ขคี้ วายมีสเี หลอื งซีดคล้ายสีฟางแห้ง
บริเวณส่วนบนของหวั เหด็ ที่มีรูปร่างคล้ายร่ม จะมีสนี ้าตาลเข้มจนถึงดาบริเวณก้านตอนบนใกล้ตัวรม่ มี
แผ่นเน้ือเยือ่ บาง ๆ สีขาวคล้ายวงแหวนแผ่อยู่รอบก้าน เห็ดขคี้ วายพบได้ท้ังในสภาพที่เป็นเห็ดสดและ
เห็ดตากแห้ง ผทู้ ีเ่ สพหรอื บริโภคเหด็ ชนิดน้เี ข้าไปร่างกายจะได้รับสารพิษ เช่นไซโลลีน และไซโลไซลีน
ซึ่งเปน็ สารพิษที่มฤี ทธิ์ในการหลนประสาท ทาลายระบบประสาทอย่างรุนแรง ผเู้ สพติดจะมีอาการมนึ
เมา จนอาจถึงขน้ั เสียชวี ิต
16
อาการผเู้ สพติดเห็ดข้ีควาย
ผทู้ ี่เสพหรอื บริโภคเห็ดพิษจะรู้สกึ ร้อนวูบวาบ ตามเนื้อตัว แน่นหน้าอก ตาพร่า อดึ อัดรู้สกึ ไม่สบาย
คลื่นไส้อาเจียน อาการดงั กล่าวจะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กบั ปริมาณของการเสพ และสภาพร่างกาย
ของผู้เสพเปน็ สาคัญ ในกรณีที่เสพหรือบริโภคเข้าสู่ร่างกายในในปริมาณมาก หรือร่างกายมีภมู ิ
ต้านทานน้อยฤทธิ์ของสารพิษอาจทาใหถ้ ึงแก่ชีวติ ได้ และบางรายก็อาจจะเดเพียงอาการมึนเมา เคลิ้ม
ประสาทหลอน ตาพร่า ความคิดสบั สน มีอาการแปรปรวนทางจิต อารมณ์เปลี่ยนแปลงได้งา่ ย เพ้ออาจ
บ้าคล่งั ได้
แอมเฟตามีน (AMPHETAMINE)
ลักษณะท่ัวไป
แอมเฟตามีน มีลกั ษณะเปน็ ผงผลกึ มีขาว ไม่มีกลิน่ รสขม มีฤทธิใ์ นการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง
(จัดเป็นวตั ถุทีอ่ อกฤทธิต์ ่อจติ และประสาทประเภท ๒ ตามพระราชบัญญัติวตั ถุออกฤทธิ์ต่อจติ ประสาท
พ.ศ.๒๕๑๘) มีชือ่ เรยี กทางการค้าต่าง ๆ กนั เช่น เบนซีดรนี ฟีนามีน ฯลฯ แต่ในกลุ่มผู้ใชห้ รอื เสพนิยม
เรียกกนั ว่า ยาม้า ยาขยนั ยาแก้งว่ ง ยาโด๊ป ยาเพิ่มพลัง ฯลฯ ผงแอมเฟตามีน ๑ กรัม ละลายได้ในน้า
๙ ซี.ซี.(มิลลิลติ ร) และละลายได้ในแอลกอฮอล์ ๕๐๐ ซี.ซี.(มิลลิลติ ร) แตจ่ ะไม่ละลายในอีเทอร์ ผงแอม
เฟตามนี (ยาม้า) เม่ือนามาผลติ -อัดเป็นเม็ดยาแลว้ จะมีลกั ษณะเม็ดยาหายลักษณะ เช่น เมดกลมแบ
รปู เหลี่จม รปู หวั ใจ หรืออาจเป็นแคบซูล มสี ีตา่ งกัน เช่นสีขาว สีน้าตาล สีเหลอื ง แตท่ ี่พบส่วนมากจะ
เป็นสีขาว เม็ดกลมแบน มสี ัญลักษณ์บนเมด็ ยา เช่น รปู หวั มา้ , LONDON, 99, รูปดาว ฯลฯ ในอดีต
วงการแพทย์ใช้แอมเฟตามีนรักษาผปู้ ่วยที่มอี าการทางจติ เปน็ โรคเศรา้ ซึม โรคง่วงเหงาหาวนอน
(NARCOLEPSY) ใช้ลดความอ้วน แตป่ จั จบุ ันเลิกใช้แล้ว เพราะพบว่าแอมเฟตามีน (ยาม้า) จะกระตุ้น
ระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมหี น้าทีเ่ กบ็ ความจา ความคิด ควบคมุ การทางานของอวยั วะต่าง ๆ ใน
ร่างกาย การออกฤทธิ์ของแอมเฟตามนี (ยาม้า) ทีถ่ ึงเกิดขึน้ กบั ร่างกายผเู้ สพนั้น จะมีผลมากหรอื น้อย
เพียงใดขึน้ อยู่กับปริมาณยา ระยะเวลาของการใช้ยา สุขภาพร่างกาย ผู้เสพและเอกลักษณ์ทางเคมีของ
ตัวยาว่ามีมากน้อยเพียงใดเป็นสาคัญ
17
กลุ่มผู้ใชห้ รือหรือเสพแอมเฟตามีน (ยาม้า) ส่วนใหญ่ได้แก่กลุ่ม ผใู้ ช้แรงงาน การเสพสามารถกระทาได้
หลายวิธีเช่น การกิน แล้วด่ืมนา้ หรอื สรุ าตาม การดองไว้ในเคร่อื งด่มื บารุงกาลงั การผสมในกาแฟ หรอื
นามาบดแล้วนาไปลนไฟสดู ดม เป็นไอระเหย แอมเฟตามีน (ยาม้า) เป็นยาเสพติดอันตรายที่ก่อให้เกิด
ผลเสียร้ายแรงตอ่ ตัวผเู้ สพและสงั คมส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก การควบคุมหรอื มาตราการลดโทษทาง
กฎหมาย ซึง่ เดิมควบคมุ และเอาผดิ ไว้เฉพาะผผู้ ลิต ผู้ค้า ผู้จาหน่วยและครอบครองเท่านน้ั แตป่ ัจจุบัน
ในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ได้มกี ารแก้ไขกฎหมายทีเ่ กีย่ วข้องกบั วตั ถุที่ออกฤทธิต์ ่อจติ และประสาท กาหนดให้
สามารถเอาผิดและลงโทษผู้ที่เสพแอมเฟตามีน (ยาม้า) ได้ตามกฎหมายเป็นทีเ่ รียบร้อยแลว้
อาการของผู้เสพติดแอมเฟตามีน (ยาม้า)
แอมเฟตามีนฤทธิข์ องแอมเฟตามีน (ยาม้า) จะส่งผลกระทบต่อผู้เสพ ก่อให้เกิดอาการทั้งทางร่างกาย
และจติ ใจ ดงั ต่อไปนี้ คอื
อาการทางกาย ผเู้ สพแอมเฟตามนี (ยาม้า) ประมาณ ๒๐ - ๓๐ กรมั ต่อวัน จะมีอาการเบือ่ อาหาร พูด
มาก ตืน่ เต้นงา่ ย มอื สั่น คลื่นไส้ ความดนั โลหติ สงู หัวใจเต้นเร็วและแรง ไม่รู้สกึ ง่วง เหง่อื ออกมาก กลิ่น
ตวั แรง ปากและจมกู แหง้ หน้ามัน ทางานได้นานเกินกว่าปกติ รูม่านตาเบิกกว้าง สูบบหุ ร่จี ดั ท้องเสีย มี
อารมณ์หงดุ หงดิ ฉนุ เฉียวง่าย
อาการทางจิต เนื่องจากแอมเฟตามนี (ยาม้า) มฤี ทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาท ส่วนกลางและเปน็ ยา
ที่ถูกดดู ซึมได้ง่ายการเสพจึงตอ้ งเพิม่ ขนาดเสมอ ๆ ซึง่ หากใช้หรือเสพยาม้าติดตอ่ กันเปน็ เวลานาน จะ
ทาให้เกิดอาการทางจิต เปน็ โรคหวาดระแวง วิตกกงั วล มอี าการประสาทหลอน บางราย เพ้อ คลุ้ม
คล่งั เหน็ ภาพหลอนต่าง ๆ นานา อาจเปน็ บ้าไและในขณะทีเ่ กิดอาการดังกล่าวอาจทารา้ ยตนเองและ
ผอู้ ื่นให้บาดเจ็บหรอื เสียชีวิตได้ เชน่ ก่ออาชญากรรม ปล้นจี้ จับตัวประกัน หรอื ก่ออุบัติเหตทุ างรถยนต์
เปน็ ต้น และหากใช้ยาม้ามากเกิดขนาด หรือใช้ในปริมาณมาก จะทาให้ตัวซีดจนอาจเขียวมีไข้ข้ึน ใจส่นั
18
ความดันโลหิตสูง หายใจไม่ออก มือสน่ั มาก เดินโซเซ คลน่ื ไส้อาเจยี น กล้ามเนือ้ กระตุก ไม่สามารถ
ควบคุมตนเองได้ อาจชกั หมดสติ หรือเสียชวี ิตด้วยอาการของโรคหวั ใจวาย หรอื หลอดโลหติ ในสมอง
แตก นอกจากนี้ผู้เสพแอมเฟตามีน (ยาม้า) ยังมโี อกาสเสีย่ งสงู ตอ่ การเปน็ โรคตบั อักเสบ ไตไม่ทางาน
โรคเกีย่ วกับปอด และเป็นโรคติดเช้ืออน่ื ๆ ได้ง่าย
อีเฟดรีน (EPHEDINE) หรอื ยาอี (Extacy)
ลักษณะทวั่ ไป
อีเฟดรีนเปน็ ผงละเอียดสีขาว เมื่อนามาผลติ เปน็ เม็ดยาจะมีหลายลกั ษณะ เช่น เปน็ เม็ดกลมแบน ชนิด
น้าบรรจุหลอด และชนิดแคปซูล มฤี ทธิใ์ นการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เช่นเดียวกับแอมเฟตา
มีน (ยาม้า) จัดเปน็ วตั ถุออกฤทธิต์ ่อจติ และประสาทประเภท ๒ ตามพระราชบญั ญัติวตั ถุออกฤทธิ์ต่อ
จติ และประสาท พ.ศ.๒๕๑๘ ซึ่งจากเดิม อีเฟดรีน จดั เป็นวตั ถุที่ออกฤทธิต์ ่อจติ และประสาทประเภท ๓
แตเ่ นื่องจาก ได้มกี ารนาอีเฟดรีนมาใช้ในทางที่ผิด มกี ารนามาเสพแทนแอมเฟตามีน (ยาม้า) ก่อให้เกิด
ปญั หาต่อชีวิตและทรพั ย์สินส่วนรวมอย่างมากมาย จงึ ได้มกี ารแก้ไขกฎหมายที่เกีย่ วข้องกับวัตถทุ ีอ่ อก
ฤทธิต์ ่อจติ และประสาท และจัดให้อเี ฟดรีนท้ังชนิดน้าและทุกตารับยาทีม่ สี ่วนผสมของอเี ฟดรีนเปน็ วัตถุ
ที่ออกฤทธิ์ต่อจติ และประสาทประเภท ๒ กาหนด ควบคุมและมีมาตรการลงโทษ เช่นเดียวกับแอมเฟ
ตามีน (ยามา้ ) อีเฟดรีนนยิ มเรียกกันทั่วไปว่า ยาอี ยาเอฟ หรอื ยาอี้ มักจะแพร่ระบาดในกลุ่มผู้ใช้
แรงงาน การเสพจะให้ผสมกับน้าดืม่ หรือกินพร้อมกบั ดืม่ น้าตาม
19
อาการของผู้เสพติดอเี ฟดรีน
ผเู้ สพยาอเี ฟดรีน จะมีอาการคล้ายคลึงเช่นเดียวกบั ผู้เสพแอมเฟตามีน (ยาม้า) กล่าวคือฤทธิข์ องอีเฟด
รีน จะกระตุ้นระบบประสาท ทาให้ผู้เสพสามารถทางานได้นานมอี าการตนื่ เต้นง่าย ใจสน่ั ไม่รู้สกึ ง่วง
นอน เหงื่อออกมาก ความดันโลหิตสูง ฯลฯ หากเสพติดต่อกันเป็นเวลานานจะเกิดอาการประสาท
หลอน เป็นโรคจิต บางรายทีเ่ สพยาเข้าสู่รา่ งกายเกิดขนาดจะเกิดอาการประสาทหลอน เปน็ โรคจติ
บางรายที่เสพยาเข้าสู่ร่างกายเกินขนาดจะเกิดอาการใจสน่ั มอื เท้าเกร็งและชา ความดันโลหิตสูง หัว
ใจเต้นเรว็ ผดิ ปกติ หายใจลาบาก
การรกั ษาผู้ติดสารเสพติด
ปจั จุบันการรกั ษาผู้ตดิ สารเสพติดมีหลายวิธี ท้ังใชย้ าแผนปัจจบุ ัน แผนโบราณ และบางวิธีใช้
หลกั ศาสนา หรอื สิง่ ศักดิ์เปน็ ทีย่ ึดเหนีย่ ว โดยมีผู้ให้การรักษาเปน็ แพทย์และไม่ใช่แพทย์ แต่ในด้านการ
รกั ษาแผนปจั จุบันได้มกี ารพัฒนาตลอดเวลาจนเปน็ ที่ยอมรบั กนั ทั่วโลกแล้ววา่ การรักษาผตู้ ิดสารเสพ
ติดแบ่งออกเปน็ 3ระยะ ดงั นี้
1. ระยะถอนยา เป็นช่วงเวลาทีจ่ าเปน็ ต้องใช้ยารักษาหรอื ให้การรักษาอืน่ ๆ เพื่อระงับหรอื
บรรเทาความทรมานทางรา่ งกายและความต้องการทางจติ ใจใหน้ ้อยลง ระยะน้ีใช้เวลา
ประมาณ 2-3 สัปดาห์
2. ระยะฟืน้ ฟูจติ ใจภายหลังจากการถอนพิษยาแลว้ ร่างกายหายทรมาน จิตใจก็ดีขนึ้ พอจะรบั ฟัง
และคิดได้ เปน็ ระยะที่เริ่มให้การรักษาทางใจโดยให้การอบรมเกี่ยวกบั ศลี ธรรมหรือ ใช้ศาสนา
มาช่วยใหค้ นไข้ถือเปน็ สิ่งยึดเหน่ยี ว ให้ฝกึ ทางวิชาชีพบ้าง และพักผอ่ นหย่อนใจในยามวา่ งโดย
การเล่นกีฬา ดนตรี และนันทนาการต่างๆ คนไข้ระยะนีค้ วรใหป้ ฏิบัติตนเสมอภาคเท่าๆกนั
เพื่อป้องกันความคิดกงั วลในปมด้อยของตน เป็นการฟืน้ ฟูสภาพจติ ทีอ่ ่อนไหวง่ายจากการยึด
สารเสพติดเป็นทีพ่ ึ่ง ให้เปน็ ผมู้ ีจิตใจเข้มแข็ง มเี หตุผลสามารถตัดสินปญั หาในการดารงชีวติ
ของตนเองในสังคมท่ัวไป โดยไม่ต้องพึง่ สารเสพติด ระยะฟื้นฟูจิตใจนีจ้ ะมีการประเมินผล
คนไข้เปน็ ระยะๆ โดยดูจากการรับผดิ ชอบในหน้าที่การงาน และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ต่างๆ ไปในทางทีด่ ีแสดงความสามารถปรบั สภาพจิตใจให้เข้มแข็งก็แสดงว่าสามารถจะดารง
ชีวติ ประจาวนั ได้ โดยไม่ต้องพึ่งสารเสพติด ฉะนั้นในระยะน้จี ะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน
20
3. ระยะตดิ ตามผล เป็นระยะที่คนไข้ออกจากโรงพยาบาล ภายหลังจากที่ได้รบั การรักษาจนเหน็
ว่าจติ ใจเข้มแข็งดีแล้ว และเพือ่ ป้องกนั การหวนกลับไปติดสารเสพติดอีกระยะน้กี ารปฏิบตั ิทา
ได้ยากมาก เช่น นัดให้คนไข้มาพบที่โรงพยาบาลโดยกาหนดเวลาเปน็ ระยะๆ หรอื ส่งจดหมาย
โดยมีข้อมูลต่างๆ ให้คนไข้กรอกข้อความแลว้ ส่งกลับมา หรอื ให้นักสงั คมสงเคราะหอ์ อกไป
เยีย่ มทีบ่ ้าน เปน็ การตดิ ตามดูคนไข้ว่ายังสามารถคงสภาพจิตใจทีเ่ ข้มแข็งและไม่สนใจสารเสพ
ติดได้อีกหรอื ไม่ ระยะนีต้ ้องใชเ้ วลาประมาณ 1-3ปี ซึ่งถ้าคนไข้ยงั คงใหค้ วามรว่ มมอื
ตลอดเวลา 1-3 ปี ตามนัดหมาย กม็ ั่นใจได้ว่าคนไข้นั้นจะเลิกสารเสพติดได้มจี ติ ใจเข้มแข็ง
พอจะไม่กลบั ไปติดซ้าอีก
21
บทที่4
บทสรปุ
แนวโน้มสถานการณย์ าเสพติด ประกอบด้วยการลกั ลอบผลติ ยาเสพติด ซึง่ ประเทศทีม่ ี
การผลิตยาเสพติด ได้แก่ ประเทศเมียนมาร์ ประเทศลาว ประเทศกัมพชู า ด้านพืน้ ที่ภาคเหนือของ
ประเทศไทย ยงั คงมีการลักลอบปลูกฝ่นิ ซึ่งมีแนวโน้มทรงตัว การเพิ่มขนึ้ หรอื ลดลงของพ้ืนทีป่ ลกู ใน
แตล่ ะปีมไี ม่มากนกั สามารถควบคุมปัญหาได้ ส่วนด้านพื้นที่ทวั่ ไป การลกั ลอบปลูกกัญชาและพืช
กระท่อมยงั มกี ารกระจายตัวไปในทกุ ภมู ิภาคของประเทศ เมื่อมีการปราบปรามจับกุมและสกัดกั้น
อย่างเข้มงวด องค์กรการผลิตยาเสพติด จะพัฒนาตัวเองและกระบวนการสงั เคราะหท์ างเคมีใหม้ ีความ
ซับซ้อนมากขึ้น มีความพยายามแสวงหาเคมีภัณฑ์ ชนิดใหม่ๆ พฒั นาการในกระบวนการสงั เคราะหท์ าง
เคมีให้ศกั ยภาพในการผลิตยาเสพติดสูงขึน้ ตามไปด้วย การลักลอบเข้ายาเสพติดทางบกนั้น ประเทศ
ไทยมีพืน้ ทีช่ ายแดนทางบกติดตอ่ กับประเทศเพื่อนบ้านเปน็ ระยะทางยาวมาก ปจั จัยด้านสภาพภูมิ
ประเทศจงึ ยงั คงเอือ้ อานวยต่อการลักลอบนาเข้ายาเสพติดอยู่ พืน้ ทีน่ าเข้าหลัก (เกินกว่าร้อยละ 80)
ยงั คงเปน็ พืน้ ที่ชายแดนภาคเหนือ การลักลอบนาเข้ายาเสพติดทางน้าผ่านทางแมน่ ้าระหว่างประเทศ
และน่านน้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มยังคงอยู่อย่างต่อเนือ่ ง การลกั ลอบนาเข้ายาเสพติดจาก
ต่างประเทศโดยทางเครือ่ งบินมักจะใชส้ นามบินสวุ รรณภูมเิ ปน็ หลัก หลังจากที่มีการเข้มงวดของ
เจ้าหน้าที่ในการตรวจค้น กลุ่มเครอื ข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศปรบั เปลี่ยนเส้นทางการ
ลาเลียงโดยการลาเลียงผ่านประเทศเพือ่ นบ้าน ก่อนนาเข้าประเทศไทยโดยทางบก
อย่างไรกต็ ามการติดสารเสพติด ไม่ว่าจะเป็นโทษหนักหรอื เบา ส่งผลต่อร่างกายมาก
น้อยเพียงใด การติดสารเสพติดก็เปน็ ผลเสียต่อร่างกายของคนเรา เสียโอกาสในหลายๆด้าน มแี ต่จะ
ทาให้คุณภาพชีวติ ตกต่าลง
22
บรรณานกุ รม
ทิพย์ภาวรรณ ์ หวังสมบูรณ์ศริ ิ. “เรียนรเู้ รือ่ งยาเสพตดิ” วารสารเพือ่ สขุ ภาพ. ปีที่ 8 .ฉบบับที่ 1 ใ2539.
หนา้ 4-12.สืบค้นเมอ่ื 8มีนาคม 2565
สาธารณสุข, กระทรวง. รู้รักษ์สมอง ตอ้ งไม่ใช้ยาเสพติด. กรมสขุ ภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, โรง
พิมพ์ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย, 2544.สืบค้นเมอื่ 8มีนาคม 2565
นายแพทย์ธวชั ลาพินี . โรงพยาบาลธัญญารกั ษ์สขลา. จากhttps://www.sdtc.go.th/paper/31 .สืบค้น
เมื่อ9 มีนาคม 2565
อาจารย์จริ าดรณ์ ถิ่นอ่วน. ยาเสพติด.http://www.libarts.mju.ac.th/LibDocument/EBook/0194.pdf
สืบค้นเมอ่ื 9 มีนาคม 2565
กนิษฐา กล่อมเกลา. (2542). แนวทางการดาเนินงานป้องกนั และแก้ไขปัญหายาเสพติด. เพชรบรุ ี :
สถาบนั ราชภฏั เพชรบุรี.สืบค้นเมอ่ื 10 มีนาคม 2565