เรียนวรรณคดีไทยง่ายนิดเดียว (นอกนั้นยากรึเปล่า ?) literature
ฉบับม.ปลาย
in thai text books
THAI
LITERATURE
by Krubunny
แค่คุณอ่าน
คุณก็รู้
คำนำ
THAI LITERATURE BY SIR IZAX
เรียนวรรณคดีไทยง่ายนิดเดียว (นอกนั้นยากรึเปล่า ?)
“เราเรียนวรรณคดีไทยไปทำไม” คำถามที่ วรรณคดีจึงเปรียบเสมือนประตูมิติ ที่จะพา
หลาย ๆ คนสงสัย บางคนบอกว่าวรรณคดีเป็น เราไปพบปะเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตกาลเนิ่นนานมา
เรื่องของอดีตไม่ควรค่าแก่การศึกษาในบริบท และบางเรื่องราวยังพาเราเพลิดเพลินไปกับโลก
ปัจจุบัน หากมองในมุมนั้นก็ถือไม่ผิด แต่ถ้าหาก จินตนาการแห่งอนาคตที่ไร้ขอบเขต วรรณคดีจึง
พิจารณาสักนิดเราจะเห็นว่า ประเทศที่เจริญแล้ว นับว่าเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าและควรค่าแก่การเรียนรู้
ล้วนผลิตผลงานศิลปะออกมาเพื่ อจรรโลงจิตใจ เป็นอย่างมาก
ของผู้คนสังคมของตน และวรรณคดีก็เป็นหนึ่ง
ในงานศิลปะเฉกเช่นนั้นด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า THAI LITERATURES
BY SIR IZAX เล่มนี้ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจวรรณคดี
การศึกษาวรรณคดีไทยเสมือนการศึกษา ที่ปรากฏในหนังสือเรียนภาษาไทย เข้าใจโลกแห่ง
ประวัติศาสตร์เพราะนอกจากเราจะศึกษาภาษา ภาษาอันสวยงาม และมีทัศนคติที่ดีต่อวรรณคดีไทย
ที่ปรากฏในวรรณคดีแล้ว เรายังได้เรียนรู้ข้อคิด และวิชาภาษาไทยมากยิ่งขึ้น
วิถีชีวิต สภาพสังคม อันนำมาซึ่งประโยชน์
บางประการที่เราสามารถหยิบจับไปประยุกต์
ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้เป็นอย่างดี
Krubunny
SIR IZAX มิถุนายน ๒๕๖๔
ว่ า ด้ ว ย เ รื่ อ ง ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น ภ า ษ า ไ ท ยสารบัญ
๑ ๒๓๔ ๕ ๖๗
ประเภทของวรรณคดี
ก.
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น ร ะ ดั บ ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ต อ น ป ล า ย
การวิจักษ์ วิจารณ์ และการพิจารรณาวรรณคดี
ขนบการแต่งวรรณคดีไทย
เ ท พ ป ก ร ณั ม แ ล ะ เ รื่ อ ง ป กิ ณ ก ะ เ กี่ ย ว กั บ ว ร ร ณ ค ดี ไ ท ย
ประวัติผู้เขียน
ว่ า ด้ ว ย เ รื่ อ ง ว ร ร ณ ค ดี
ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น ภ า ษ า ไ ท ย
ก่อนที่เราจะเข้าใจวรรณคดีสักเรื่องหนึ่งนั้น วรรณคดีในหนังสือเรียนภาษาไทย อ้างอิงตามประกาศ
เคยทราบหรือไม่ว่าวรรณคดีที่เราเรียนมาตั้งแต่ กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง วรรณคดีสำหรับจัดการเรียนการ
ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีทั้งวรรณคดี สอนภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลาง ๒๕๕๑ ดังนี้
ที่ บังคับให้เรียน และวรรณคดีที่ เสนอให้เรียน ช่วงชั้นที่ ๑
แล้วที่ผ่านมาเราเรียนที่เป็นแบบบังคับหรือแบบ
ที่เสนอให้เรียนกันล่ะ ! กำหนดให้เรียน ได้แก่ นิทานอีสป เพลงกล่อมเด็ก
ดอกสร้อยสุภาษิต ประถม ก กา บทละครนอก บทร้องเล่น
เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะไปดูเนื้ อหาวรรณคดี
ของระดับช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เราควร เสนอให้เรียน ได้แก่ บทสักวา นิทานชาดก
จะมาทำความเข้าใจก่อนว่าในแต่ละช่วงชั้นนั้น ช่วงชั้นที่ ๒
มีวรรณคดีเรื่องใดเป็นวรรณคดีที่บังคับให้เรียน
เละวรรณคดีเรื่องใดที่เสนอให้เรียนกันบ้าง กำหนดให้เรียน ได้แก่ เงาะป่า สังข์ทอง พระอภัยมณี
นิทานทองอิน ราชาธิราช รามเกียรติ์
เสนอให้เรียน ได้แก่ บทเห่กล่อมพระบรรทม พระร่วง
นิราศเดือน ขุนช้างขุนแผน โคลงโลกนิติ นิทานสำหรับเด็ก
สุภาษิต นิทานเทียบสุภาษิต
ช่วงชั้นที่ ๓
กำหนดให้เรียน ได้แก่ นิราศของสุนทรภู่ โคลงโลกนิติ
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง บทพากย์โขน เรื่อง
รามเกียรติ์ พระบรมราโชวาท
เสนอให้เรียน ได้แก่ สุภาษิตพระร่วง อิศรญาณภาษิต
กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า โคลงสุภาษิต กาพย์พระไชย-
สุริยา บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ราชาธิราช พระอภัยมณี
ช่วงชั้นที่ ๔
กำหนดให้เรียน ได้แก่ บทนมัสการมาตาปิตุคุณ/บท
นมัสการอาจาริยคุณ ขุนช้างขุนแผน อิเหนา สามก๊ก ลิลิต
ตะเลงพ่าย ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก
เสนอให้เรียน ได้แก่ กาพย์เห่เรือ สามัคคีเภทคำฉันท์
นิทานเวตาล หัวใจชายหนุ่ม ไตรภูมิพระร่วง นิราศนรินทร์
คัมภีร์ฉันทศาสตร์ โคลนติดล้อ มัทนะพาธา
๑
เนื้อหาก่อนหน้านี้คือข้อมูลเกี่ยวกับวรรณคดีที่เราเคยเรียนกันมา เชื่อเหลือเกินว่าคงมีใครหลายคนต้องแอบอุทาน
เบา ๆ ว่า ทำไมฉันถึงได้เรียนแต่แบบเสนอให้เรียนอย่างแน่นอน เพราะผู้เขียนเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน และเพื่อมิให้
เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันซิว่าวรรณคดีที่เราเรียนกันมานั้น แบ่งแยกออกเป็นกี่ประเภท และมีประเภทใดบ้าง
ในที่นี้ผู้เขียนจะแบ่งตาม ขนบการประพันธ์ ก่อนแล้วตามด้วยการแบ่งตาม วัตถุประสงค์และเนื้อหาของวรรณคดี
เรื่องนั้น ๆ ถ้าพร้อมแล้วมาลุยกันเลยยยยยย !
ประเภทของวรรณคดี
แบ่งตามขนบการประพันธ์ แบ่งตามวัตถุประสงค์และเนื้ อหาของวรรณคดี
ขนบเดิม วรรณคดีพุทธศาสนา
วรรณคดีสุภาษิตคำสอน
เคร่งครัดฉันทลักษณ์ ตัวละครจะเป็นลักษณะเดียวทั้งเรื่อง วรรณคดีประเพณีและพิธีกรรม
คือดีร้ายชัดเจน มีความไพเราะสละสลวยสวยงามทางภาษา
อาทิ บทละครเรื่อง อิเหนา ในรัชกาลที่ ๒ นิทานคำกลอน
เรื่องพระอภัยมณี บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น
ขนบใหม่ วรรณคดีเหตุการณ์และประวัติศาสตร์
วรรณคดีเพื่ อความบันเทิง
ยังคงรูปแบบฉันทลักษณ์เดิม แต่ตัวละครแหวกขนบตัว
วรรณคดีบันทึกความรู้สึกหรือการเดินทาง
ละครเอกอย่างสิ้นเชิง รวมถึงภาษาที่ใช้มีการผิดแผกไป
จากเดิมเช่น เรื่องระเด่นลันได เรื่องพระมะเหลเถไถ เป็นต้น
นอกจากการแบ่งประเภทตามวัตถุประสงค์และเนื้อหาที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในเวลาถัดมายังเกิดวรรณคดีที่แบ่งตาม
ประเภทและเนื้อหาอื่น ๆ ได้อีก เช่น วรรณคดีล้อเลียนเสียดสี วรรณคดีเฉลิมพระเกียรติ วรรณคดีโศกาลัย
วรรณคดีประเภทตำรา ซึ่งตามหลักฐานปรากฏว่าเริ่มต้นเมื่อรัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต เป็นต้นมา
ในปัจจุบันนั้นการจำแนกวรรณคดีอาจจำแนกได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของผู้จำแนกเอง
แต่ที่เป็นหลักการในการจำแนกหลัก ๆ นั่นคือ “การจำแนกประเภทวรรณคดีตามวัตถุประสงค์และเนื้อหา” และวรรณคดี
เรื่องหนึ่ง ๆ นั้น สามารถมีหลายวัตถุประสงค์ได้ขึ้นอยู่กับ “มุมมองและเหตุผลที่เราใช้ตอบหรืออภิปรายขยายความ”
การศึกษาวรรณคดีมิใช่เรื่องยาก
แต่ก็มิใช่เรื่องง่าย จำต้องอาศัยการเรียนรู้
อย่างสม่ำเสมอ แล้วเราจะเข้าใจมันเอง
๒
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
เนื้อหาในส่วนนี้ผู้เขียนจะนำเสนอในรูปแบบของอินโฟกราฟิก เพื่อนำเสนอ
ชุดความรู้ของวรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
โดยเป็นการสรุป กลั่นกรอง เอาแต่เพียงเนื้อหาสาระที่คาดว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ชัดเจน ตรงประเด็น และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้ถูกต้อง
ตามวัตถุประสงค์ของตน ซึ่งวรรณคดีที่ปรากฏในหนังสือเรียนภาษาไทยระดับชั้น
มัธยมศึกษาตอนปลายภายในเล่ม มีดังต่อไปนี้
อิเหนา สามัคคีเภท
คำฉั นท์
กาพย์เห่เรือ
หัวใจชายหนุ่ ม ไตรภูมิ
บทนมัสการ RATURE IN THAI T
THAI LITE EXTBOOKS ขุนช้าง
ขุนแผน
เวตาล
นิ ราศนรินทร์ ขัตติย สามก๊ก
พันธกรณี
มงคลสูตร
มัทนะพาธา ลิลิต โคลน คัมภีร์
ตะเลงพ่าย ติดล้อ ฉั นทศาสตร์
ทุกข์ของ
ชาวนา มหา
เวสสันดร
๓
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
การสอน วรรณคดี
ทำบุญไปสวรรค์ แม่บทวรรณคดีไทย
ทำบาปไปนรก วิทยานิพนธ์เล่มแรกของไทย
เส้นทางสู่พระนิพพาน
ความสำคัญ
วรรณศิลป์ คุณค่า ไตรภูมิพระร่วง ข้อมูลทั่วไป ยุ ค ส มั ย ที่ แ ต่ ง
พรรณนาดีเด่น
เดิมทีวรรณคดีเรื่องนี้มีชื่ อว่า เตภูมิกถา หรือ สุโขทัย
ดำ เ นิ น เ รื่ อ ง ไ ด้ ดี (ราว ค.ศ.๑๓๔๖)
ไตรภูมิกถา เป็นวรรณกรรมสำคัญทางศาสนาอีกเล่มหนึ่ง
สังคม ผู้แต่ง
สั่งสอนคนให้ทำความดี โดยมีเนื้ อหาที่มุ่งไปที่ “การทำดี ละเว้นความชั่ว” พระมหาธรรมราชาที่ ๑
อธิบายการเกิดของคน พระยาลิไท นิพนธ์ขึ้น เพื่ อใช้เทศนาธรรม (พระยาลิไท)
ถวายพระมารดา และสั่งสอนประชาชนทั่วไป
ฉั น ท ลั ก ษ ณ์
คำประพันธ์
ความเรียงร้อยแก้ว พรรณนาโวหารได้
เด่นชัดและดีเด่น
๔
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
กาพย์เห่เรือ
ใช้เป็นบทเห่เรือ ข้อมูลทั่วไป อยุธยาตอนปลาย
เมื่ อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ความสำคัญ ค.ศ. ๑๖๘๘-๑๗๖๗
เสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ฉันทลักษ์ เจ้าฟ้ากุ้ง
โดยทาง ชลมารค (ทางเรือ) เนื้อเรื่อง
โดยสรุปเป็นการบรรยายการเสด็จไป คุณค่า ใช้เป็นบทเห่มาจนถึงปัจจุบัน
นมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี วรรณกรรมชิ้นเอกเจ้าฟ้ากุ้ง
โดยแบ่งเนื้อความออกเป็น ๕ ตอน คือ สะท้อนภูมิปัญญาไทย
ชมกระบวนเรือ ชมปลา ชมนก ชมไม้
บทเห่เรื่องกากีและเห่ครวญ กาพย์ห่อโคลง
โคลงสี่สุภาพ เกริ่นนำ ๑ บท
จังหวะเห่เรือ กาพย์ยานี ๑๑
เนื้ อเรื่องน่าค้นหา
พรรณนาความรู้สึกดี
ดีเด่น เสียง คำ ความ
ช้าละวะเห่ (ออกเรือ)
มูลเห่ (เร็ว ทวนกระแสน้ำ)
สวะเห่ (เรือเทียบท่า)
๕
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
บทนมัสการ
มาตาปิตุคุณ/อาจริยคุณ
บทประพันธ์ที่จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ลักษณะของฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ประเภท
ฉันท์ และยังช่วยให้นักเรียนเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของพ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้ซึ่งมี
พระคุณยิ่งต่อลูก และศิษย์ ในมิติความเข้าใจของคนในสังคมและวัฒนธรรมที่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่
ดีงามและถูกต้องของประเทศไทย
ข้อมูลทั่วไป
พระยาศรีสุนทรโวหาร
(น้อย อาจารยางกูร)
คุณค่า บทนมัสการ ฉันทลักษณ์
งดงามด้านวรรณศิลป์ อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
เล่นสัมผัส
คำซ้อน
ก่อจินตภาพได้ชัด
เนื้ อหา ร่ายยาว
มหาเวสสันดรชาดก
สรรเสริญคุณพ่อแม่ครูอาจารย์
ผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิต
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
ฉันทลักษณ์ ร่ายยาว
เนื้อเรื่อง พรรณนาถึงความรู้สึกของนางมัทรี ต่อเหตุการณ์การสูญเสียลูกเนื่องจากพระเวสสันดรได้บริจาคลูก
ทั้งสอง คือ กัณหา และชาลี ให้กับชูชก
คุณค่า แสดงเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูกได้อย่างลึกซึ้ง
โดดเด่นด้านวรรณศิลป์ทั้งการเล่นเสียง สระ พยัญชนะ และมีการเล่นคำหรือสรรคำได้อย่างเหมาะสม
๖
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
หัวใจ เป็นวรรณคดีทีสามารถสะท้อนสภาพบริบทสังคมในยุคนั้นได้
ชายหนุ่ม เป็นอย่างดี ทำให้ทราบความเห็น ค่านิยมและความเป็นไปของ
ผู้คนในสังคม เนื้อหาสาระครบรส ทั้งบันเทิง ให้ความรู้ ตลอดจน
แง่คิดที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
รามจิตติ (รัชกาลที่ ๖) บันทึกส่วนตัว
จดหมายส่วนตัว คำศัพท์จากต่างประเทศ
แนวอัตชีวประวัติ สะท้อนความรักของหนุ่มสาว
ข้อมูลทั่วไป หัวใจ เนื้ อหา
ชายหนุ่ม
สะท้อนสังคม กิจกรรมทางสังคม
ค่านิยมของยุคสมัย รับราชการ งานฤดูหนาว
ทัศนคติต่อชาวต่างชาติ งานเฉลิมพระเกียรติ
การใช้ชีวิตคู่ คลุมถุงชน การเข้าสมาคมของชนชั้นสูง
การวางตัวของหญิงไทย
๗
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ข้อมูลทั่วไป พ ร ะ ร า ช นิ พ น ธ์ ใ น รั ช ก า ล ที่ ๒
ฉั น ท ลั ก ษ ณ์ ก ล อ น บ ท ล ะ ค ร
ที่มา ใ ช้ เ ค้ า โ ค ร ง เ รื่ อ ง เ ดิ ม ข อ ง พ ง ศ า ว ด า ร ช ว า
เ จ้ า ฟ้ า อ ยุ ธ ย า นำ ม า เ ขี ย น เ ป็ น เ รื่ อ ง ร า ว ขึ้ น
บทละคร เนื้ อหา พั ฒ น า ม า สู่ รั ช ก า ล ที่ ๑ แ ล ะ ส ม บู ร ณ์ ที่ สุ ด
ใ น รั ช ส มั ย พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ เ ลิ ศ
เรื่อง อิเหนา คุณค่า ห ล้ า น ภ า ลั ย รั ช ก า ล ที่ ๒
บทละครเรื่องอิเหนา ใ น ต อ น ศึ ก ก ะ ห มั ง กุ ห นิ ง ก ล่ า ว ถึ ง
พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ เ ห ล่ า ก ษั ต ริ ย์ ว ง ศ์ เ ท วั ญ ก า ร ชิ ง รั ก หั ก
ส ว า ท ร ะ ห ว่ า ง เ จ้ า ช า ย เ จ้ า ห ญิ ง ก า ร สู้ ร บ
เ ป็น ฉ บั บ ที่ ส ม บู ร ณ์ ที่ สุ ด ร ะ ห ว่ า ง ก ษั ต ริ ย์ ว ง ศ์ เ ท วั ญ กั บ ทั พ ข อ ง
ใ น ว ร ร ณ ค ดี ไ ท ย ที่ พั ฒ น า ขึ้ น ม า จ า ก ท้ า ว ก ะ ห มั ง กุ ห นิ ง จ น ไ ด้ รั บ ชั ย ช น ะ
อิเหนาฉบับอยุธยา เ ป็ น เ ลิ ศ ด้ า น น า ฏ ศิ ล ป์ ว ร ร ณ ศิ ล ป์
แ ล ะ เ รื่ อ ง อิ เ ห น า ฉ บั บ ร า ช นิ พ น ธ์ใ น ย อ ด ข อ ง บ ท ล ะ ค ร รำ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า เ ป็ น ที่ ม า ข อ ง สำ น ว น ต่ า ง ๆ เ ช่ น ว่ า แ ต่ เ ข า
อิ เ ห น า เ ป็ น เ อ ง รู ป ชั่ ว ตั ว ดำ สึ ก ชี ชุ บ มื อ เ ปิ บ
จุฬาโลก ผสมผสานกับ ส ะ ท้ อ น วั ฒ น า ธ ร ร ม ไ ท ย แ ล ะ ช ว า ม ล า ยู
การสร้างสรรค์ใหม่อย่างประณีต
บรรจง ของพระองค์ จนกลายเป็น ๘
ว ร ร ณ ค ดี เ อ ก อี ก เ รื่ อ ง ห นึ่ ง ข อ ง ไ ท ย
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
นิทานเวตาล
เวตาลปัญจวิงศติ
คุณค่า ค่านิยม
แสลอะในชใ้ปหั้ญมุ่งญมั่นาใอนดกทานรแพกา้กไขเพปัีญยรหา
การเลือกคู่
สนุกแปลกใหม่ ภาษาง่าย กฎเกณฑ์ทางสังคม
แฝงข้อคิดคำคม น่าติดตาม กฎเกณฑ์ทางศาสนา
วรรณกรรมสันสกฤต
SIR R.F. BURTON
สำนวน น.ม.ส.
เนื้ อเรื่อง ข้อมูลเบื้องต้น
ส่วนนลทิู้ทลกาูกาเวกนจทิั้ดเนารืม่วทอจารงัจนเทีสะ่ทนน๑ัรบแ๐เสญต่พนงารแงตะาิตวก่นิังกนกงัรอาบมนยล่าูกากทังิบตไแรย์ม่ กฉัรนมทหลมัื่กนษพิณท์ยคาวลางมกเรรียณ์งร(้นอย.มแ.สก้.ว)
ตอบไม่ได้จึงจับตัวเวตาลได้ เป็นนิทานซ้อนนิทานไปเรื่อย ๆ
กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ แปลจากสำนวนภาษาอังกฤษของ SIR R.F. BURTON
ซึ่งนำมาจากต้นฉบับวรรณกรรมสันสกฤต เรื่องเวตาลปัญจวิงศติ โดยแปลงเป็น
สำนวนตนเองและแทรกแนวคิดวัฒนธรรมไทย มีแนวคิดมุ่งสอนให้คนมีสติ อดทน
ต่อสิ่งยั่วยุ และคำนึงถึงการพูดโดยขาดวิจารณญาณซึ่งอาจจะนำปัญหามาสู่ตนเองได้
๙
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
นิราศนรินทร์คำโคลง
ผู้แต่ง นายนรินทรธิเบศร์ (อิน) เมื่อต้นรัชกาลที่ ๒
ฉันทลักษณ์ โคลงนิราศ (ร่าย ๑ บท โคลงสี่สุภาพ ๑๔๓ บท)
เนื้อหาพรรณนาการเดินทางที่ต้องจากนางอันเป็นที่รัก ชมสถานที่ต่าง ๆ
คุณค่า ผลงานชิ้นเอกแห่งต้นรัตนโกสินทร์
มีความคล้ายกับกำสรวลศรีปราชญ์แต่อ่อนหวานลึกซึ้งกว่า
มงคลสูตรคำฉันท์
ผู้แต่ง รัชกาลที่ ๖ พระบาสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยุ่หัว
ฉันทลักษณ์ คำฉันท์ (อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ และกาพย์ฉบัง ๑๖)
เนื้อหามาจากพระไตรปิฏก ในส่วนของมงคลสูตรหรือเหตุแห่งความก้าวหน้า
มีทั้งหมด ๓๘ ประการ รวมถึงประโยชน์ของการปฏิบัติตามมงคลแต่ละข้อ
คุณค่า มีข้อคิดให้ประพฤติปฏิบัติตนตามแนวทางไปสู่ความเจริญ
โดยอาศัยหลักการของเหตุและผล
๑๐
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
มัทนะพาธา
ตำนานแห่งดอกกุหลาบ
ข้ อ มู ล ทั่ ว ไ ป เ นื้ อ ห า
ร.๖ เป็นผู้แต่ ง กล่ าวถึ งเทวดานามว่าสุ เทษณ์
คำฉั นท์ (ฉั นท์ ปนกาพย์) หลงรักนางฟ้านาม มัทนา แต่ ว่า
แต่ มขึ้ นตามจินตนาการ มัทนากลั บรัก ชัยเสน สุเทษณ์จึง
มีบทสนทนาโต้ ตอบกั นโดยใช้ สาปมัทนาให้กลายเป็นต้ นกุหลาบ
ว า ท ศิ ล ป์ อ ย่ า ง ค ม ค า ย แนวคิ ดหลั กของเรื่ อง สอนให้เห็น
สั จธรรมที่ ว่า ที่ ใดมีรักที่ นั่ นมีทุกข์
๑๒ และความคลั่ งรักจะนำมาซึ่งความ
ทุกข์ที่ ไม่มีวันสิ้ นสุด
ค่ า นิ ย ม ๔ ๓
คุ ณ ค่ า
ไม่ได้ ด้ วยเล่ ห์ต้ องเอาด้ วยกล
รักเดี ยวใจเดี ยว ด้ านวรรณศิลป์ มีความไพเราะ
กษั ตริย์คื อที่ ยึดเหนี่ ยวจิตใจของ ด้ านฉั นทลั กษณ์
ค น ใ น ช า ติ ด้ านสั งคม สอนให้รักอย่างมีสติ
สะท้ อนถึ งสภาวะของคนใน รั ก อ ย่ า ง มี วิ จ า ร ณ ญ า ณ
สมัยก่ อนที่ มีความจงรักภั กดี ต่ อ ด้ านวรรณคดี เป็นยอดแห่ งบท
พระมหากษั ตริย์ ละครพูดคำฉั นท์
“ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน
ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคใดใด
ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้
ก็โลดจากคอกไป บ ยอมอยู่ ณ ที่ขัง”
๑๑
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ทุกข์ของชาวนา
ในบทกวี
พ ร ะ ร า ช นิ พ น ธ์ส ะ ท้ อ น ชี วิ ต ค ว า ม เ ป็ น อ ยู่ ข อ ง ช า ว น า
ผู้ แ ต่ ง ฉั น ท ลั ก ษ ณ์ จุ ด มุ่ ง ห ม า ย เ นื้ อ ห า คุ ณ ค่ า
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ก นิ ษ ฐ า ธิร า ช เ จ้ า ความเรียง เ ป รีย บ เ ที ย บ แ น ว คิ ด ก ล่ า ว ถึ ง ค ว า ม ทุ ก ข์ ข อ ง ค ว า ม เ รีย ง ที่ ดี
ก ร ม ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ ท พ รัต น เชิงอธิบาย ของกวีไทยและกวีจีน ช า ว น า ที่ ยั ง ไ ม่ ไ ด้ รับ ก า ร ลำ ดั บ เ รื่ อ ง ไ ด้ ดี
ราชสุดาฯ ที่ มี ต่ อ อ า ชี พ ช า ว น า แก้ไข และเปรียบเทียบ แ น ว คิ ด ชั ด เ จ น
ทั ศ น ค ติ ข อ ง ก วี ต่ อ ช า ว น า ถ้ อ ย คำ เ ข้ า ใ จ ง่ า ย
ส อ น ใ ห้ คิ ด ไ ต ร่ต ร อ ง
ตะเลง หมายถึง มอญ พ่าย แปลว่า แพ้ ลิลิต
คำว่า ตะเลงพ่าย แปลตามตัวอักษรคือ มอญแพ้ ตะเลงพ่าย
แต่พม่าเป็นผู้ที่ปกครองมอญอยู่ คำว่าตะเลงในที่นี้
วรรณกรรมยอพระเกี ยรติ สมเด็ จพระนเรศวรมหาราช
จึงหมายถึง พม่าและมอญเป็นผู้แพ้สงคราม
กรมพระปรมานุ ชิตชิโนรส มาจากพงศาวดารของ จุ ดประสงค์
ก วี เ อ ก ใ น ร . ๓ YES ฝ่ า ย ร า ช สำ นั ก ไ ท ย ของการแต่ งลิ ลิ ตเรื่ องนี้
ลิ ลิ ตสุ ภาพ
ลิลิต พระนเรศวรและพระ
ตะเลงพ่าย (ร่าย + โคลง ๒,๓,๔) YES เ อ ก า ท ศ ร ศ ทำ ศึ ก กั บ พ ม่ า
เนื้ อเรื่ องสดุดีวีรกรรม งานพระราชพิ ธี
โดดเด่นเรื่ อง ฉลองตึ กวัดพระเชตุ พนฯ
ยอพระเกี ยรติ พระนเรศ
บ ท พ ร ร ณ น า ข บ ว น ทั พ
บรรยายโวหาร และพระเอกาทศรถ
พรรณนาโวหาร
๑๒
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
โคลนติดล้อ
ว ร ร ณ ค ดี ส ะ ท้ อ น ค่ า นิ ย ม แ ห่ ง ยุ ค ส มั ย
แสดงทัศนะ แนะนำวิธีแก้ไข
อัศวพาหุ หรือ ร.๖ YES ปัญหาและอุปสรรค ชะลอการ
โ ค ล น ติ ด ล้ อ แ ต่ ง ด้ ว ย ค ว า ม เปลี่ยนแปลงทางสั งคม
เ รี ย ง ร้ อ ย แ ก้ ว
YES ค่านิ ยมการเป็น แนวคิดชาตินิ ยม
เ ส มี ย น แ ล ะ รั บ นำความรู้สู่ การ
พัฒนาท้องถิ่ น
ราชการ
บ ท ค ว า ม ดี วรรณศิ ลป์ YES
ภ า ษ า ดี
คุ ณ ค่ า NO YES
มี ค ว า ม แ ป ล ก ใ ห ม่ เหนื อกาลเวลา
รั ก ช า ติ รั ก แ ผ่ น ดิ น YES
ลำ ดั บ เ รื่ อ ง ดี เนื้ อหาทันสมัย
มี เ ห ตุ ผ ล
ช ะ ล อ ห รื อ ป ลู ก ฝั ง
โน้ มน้ าวใจ ยั บ ยั้ ง ค่านิ ยม
ที่ ถู ก ต้ อ ง
End ค่านิ ยมผิด ๆ
๑๓
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น คั ม ภี ร์ ฉั น ท ศ า ส ต ร์
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ตำ ร า แ พ ท ย์ ที่ ค ว ร รู้
ผู้แต่ง รวบรวมขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ และสมบูรณ์ ที่สุด
ในยุคของพระยาวิศณุประสาทเวช มีทั้งหมด ๑๔ คัมภีร์
ฉั นทลักษณ์ กาพย์ยานี ๑๑
แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นตำราทางการแพทย์ มีคุณค่าทางด้าวรรณศิลป์
คือการใช้โวหารแบบอุปมา
เนื้ อเรื่อง บทนำ มีการไหว้ครู พระรัตนตรัย พราหมณ์ ครู แพทย์ จึงดำเนิ นเรื่อง
โดยอุปมาเมือง กายนคร จากนั้ นจึงบรรยายคุณสมบัติของการเป็นแพทย์ คือ
บอกลักษณะของแพทย์ที่ดี และแพทย์ที่ไม่ดี
ขั ต ติ ย พั น ธ ก ร ณี
เ รื่ อ ง จ ริง ใ น ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ช า ติ ไ ท ย
ใ น ช่ ว ง วิ ก ฤ ต ก า ร ร . ศ . ๑ ๑ ๒ ที่ ไ ท ย เ กิ ด ข้ อ พิ พ า ท กั บ ฝ รั่ง เ ศ ส
ผู้ แ ต่ ง ฉั น ท ลั ก ษ ณ์ ที่ ม า เ นื้ อ เ รื่อ ง
รัช ก า ล ที่ ๕ โ ค ล ง สี่ สุ ภ า พ เ ห ตุ ก า ร ณ์ จ ริง ใ น ร.๕ ประชวร
แ ต่ ง เ ป็ น โ ค ล ง สี่ สุ ภ า พ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ เ พ ร า ะ วิ ต ก แ ล ะ ท้ อ ท้ อ
ไ ท ย พิ พ า ท
กั บ ฝ รั่ง เ ศ ส
กรมพระยา อิ น ท ร วิ เ ชีย ร ฉั น ท์ ก ร ม พ ร ะ ย า ดำ ร ง
ดำ ร ง ร า ช า นุภ า พ ใ ห้ กำ ลั ง ใ จ ถ ว า ย พ ร ะ พ ร
ด้ ว ย ค ว า ม จ ง รัก ภั ก ดี
เ กิ ด วิ ก ฤ ต ก า ร
ร.ศ. ๑๑๒ (ค.ศ. ๑๘๙๓)
๑๔
ว ร ร ณ ค ดี ใ น ห นั ง สื อ เ รีย น
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
สามก๊ก ขุนช้างขุนแผน สามัคคีเภทคำฉั นท์
ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ชำระรวบรวมใน ร.๒ โดยใช้ แต่งโดย นายชิต บุรทัต ในรัชสมัย ร.๖
แต่งโดยใช้ความเรียงร้อยแก้ว ฉันทลักษ์กลอนเสภา ได้รับยกย่อง โดยใช้ฉันทลักษณ์ประเภทฉันท์ปน
ถือว่าเป็น ยอดแห่งความเรียง ว่าเป็น ยอดแห่งกลอนเสภา กาพย์ โดยมีที่มาจากเรื่องราวการทำ
นิทาน โดยมีจุดประสงค์เพื่ อ เพราะมีเนื้ อหาดี ใช้ขับเสภาได้ สงครามระหว่างแคว้นมคธกับแคว้นวัชชี
รวบรวมไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ไพเราะ และยังสะท้อนให้เห็นถึง โดยใช้อุบายทำลายให้แตกกันจาก
เป็นเรื่องแต่งที่อิงจากพงศาวดารจีน ข้อคิดและแง่มุมที่หลากหลาย ภายใน โดยใช้วัสการพราหมณ์
ในยุคสามก๊ก (ค.ศ.๒๒๐ - ๒๘๐) ที่มาของเรื่อง กล่าวกันว่าเป็น เป็นเครื่องมือ จนสามารถเอาชนะศัตรูได้
เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายสมัยราชวงศ์ จริงตามนิทานพื้ นบ้าน เกิดขึ้นใน แนวคิดหลักของเรื่อง มุ่งสั่งสอนถึง
ฮั่นตะวันออก ขณะที่พระเจ้าเลนเต้ รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ความสามัคคี การหมั่นประชุมกัน
เริ่มเสื่ อมอำนาจจึงเกิดกบฏโจร ระหว่าง ค.ศ. ๑๔๙๑ -๑๕๒๙ บ่อยครั้ง และการใช้วิจารณญาณใน
โพกผ้าเหลืองขึ้น ซึ่งโจรเหล่านี้ได้ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ถูกสมมุติ การคิด ทำ หรือตัดสินใจ มีคุณค่าด้าน
ทำลายทั้งสถานที่ราชการและผู้คน พระนามในเสภาว่า "พระพันวษา" วรรณศิลป์คือสามารถเป็นแบบอย่างใน
แทบทุกพื้ นที่ของประเทศ เนื้ อเรื่องเอาเกร็ดประวัติศาสตร์ การแต่งคำฉันท์ และมีกวีโวหารไพเราะ
จนราชสำนักไม่อาจต้านทานได้ไหว ตอนไทยทำสงครามกับเชียงใหม่ ส่วนคุณค่าต่อสังคม คือ ชี้ให้เห็นถึง
จึงมอบอำนาจทางการปกครอง และล้านช้าง แล้วเอามาผูกเข้ากับ ประโยชน์ของความสามัคคี และโทษ
และการทหารให้กับเจ้าเมืองต่าง ๆ วิถีชีวิตของชาวเมืองสุพรรณและ ของการแตกความสามัคคี
เกิดเป็นช่องว่างให้แต่ละเมืองเริ่ม กาญจนบุรี โดยเฉพาะการชิงรักหัก
สะสมกองกำลังของตนเอง และเริ่ม สวาทของ ๑ หญิง ๒ ชาย คือ
สู้รบกันเองเพื่ อขยายอำนาจหลัง นางพิมพิลาไลยหรือนางวันทอง
จากการสู้รบและความแตกแยกที่ ขุนแผนหรือพลายแก้ว และขุนช้าง
เกิดขึ้นเป็นเวลานาน จักรวรรดิจีน อรรถรสทางด้านภาษาและเนื้ อหา
ได้แบ่งแยกออกเป็น 3 แคว้น (ก๊ก) เป็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคน
ได้แก่ วุยก๊ก (WEI) จ๊กก๊ก (SHU) ยุคสมัยนั้น จนเป็นวรรณกรรม
และง่อก๊ก (WU) ซึ่งเป็นที่มาของ อมตะมาจนถึงทุกวันนี้
การสิ้นสุดราชวงศ์ฮั่น และเป็นจุด
เริ่มต้นของยุคสามก๊ก
๑๕
การวิจักษ์ วิจารณ์
และการพิจารณาวรรณคดี
ในการศึกษาวรรณคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่งควรมีหลักการและแนวทางในการศึกษาเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้น
เช่น การวิเคราะห์หรือวิจารณ์วรรณคดี ซึ่งหลักการและแนวทางเบื้องต้นในการศึกษาวรรณคดี ได้แก่
การวิเคราะห์คุณค่า อาทิคุณค่าด้านเนื้อหา ด้านวรรณศิลป์ ด้านแนวคิด ฯลฯ
การพิจารณาภาษาและการประพันธ์ พิจารณาว่าภาษาที่ใช้ในวรรณคดีเรื่องนั้นเหมาะสมหรือไม่ และรูปแบบคำ
ประพันธ์ถูกต้องตาม ฉันทลักษณ์หรือไม่ เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย
การเลือกสรรและนำไปใช้ เมื่อเราวิเคราะห์คุณค่าด้านต่าง ๆ ประกอบการพิจารณาภาษาและการประพันธ์แล้ว
เราจะสามารถนความรู้ที่ได้นั้นไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร เช่น การใช้ในการเรียนการสอนในชั้นเรียนในอนาคตเมื่อเรา
ประกอบอาชีพครู
“วิจักษ์” “วิจารณ์”
“วิจักษ์” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน “วิจารณ์” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๕๔ ระบุว่า น. ความเข้าใจและตระหนักใน พ.ศ. ๒๕๕๔ ระบุว่า ก. ให้คำตัดสินสิ่งที่เป็นศิลปกรรม
คุณค่าของศิลปกรรมและวรรณกรรม, หรือวรรณกรรมเป็นต้น โดยผู้มีความรู้ควรเชื่อถือได้
ความนิยม,ความซาบซึ้ง, เช่น วรรณคดีวิจักษณ์. ว่ามีความงามไพเราะดีอย่างไร หรือมีข้อขาดตกบกพร่อง
ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า appreciation อย่างไรบ้าง ดังนั้น การวิจารณ์วรรณคดี จึงหมายถึง
การศึกษาวรรณคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเข้าใจอย่าง
ดังนั้น การวิจักษ์วรรณคดี จึงหมายถึง แตกฉาน การเรียนรู้ลักษณะเฉพาะ องค์ประกอบ
ความเข้าใจแจ่มแจ้งจนตระหนักในคุณค่าของ และกลวิธีการนำเสนอของวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ
วรรณคดีเรื่องหนึ่ง ๆ ว่าเป็นงานศิลปะที่ถึงพร้อม จนสามารถประเมินคุณค่าได้ว่าวรรณคดีเรื่องนั้นมีข้อดี
เพียงใด มีข้อดีข้อเด่นอย่างไร มีข้อด้อยอย่างไร ข้อด้อยอย่างไรและมีข้อขาดตกบกพร่องอย่างไร
มีข้อคิดที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเพียงใด เป็นต้น
ฉะนั้นแล้วคำถามที่ว่า “วิจักษ์กับวิจารณ์”
และความตระหนักดังกล่าวย่อมนำไปสู่ ความ อย่างไหนมีความลุ่มลึกมากกว่ากันคงตอบได้ว่าเป็น
ซาบซึ้งในคุณค่าทำให้เกิดความหวงแหนและ
ต้องการจะรักษาไว้ให้ดำรงเป็นสมบัติของชาติต่อไป “วิจารณ์” อย่างแน่แท้
๑๖
ตัวอย่างงานวิเคราะห์/วิจารณ์วรรณคดี
ลิลิตพระลอ : แก้วขวัญชมชื่นรื่นโรยเสน่หา วรรณคดีเรื่องใดมาก่อน นอกจากการร่วมเพศที่แปลก
แห่งกามารมณ์ที่ปรากฏในบทประพันธ์ ไปภายในเรื่องนั้น ยังปรากฏการณ์ผิดแปลกของ
ลักษณะของตัวละครหญิงภายในเรื่อง เช่น นางรื่น
และนางโรย สองพี่เลี้ยงของพระเพื่อนพระแพงที่เป็น
ลิลิตพระลอ ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรเมื่อ ฝ่ายเข้าหา ยั่วยวน เชื้อเชิญ รวมถึงร่วมเพศกับฝ่ายชาย
พุทธศักราช ๒๔๕๙ ว่าเป็น “ยอดแห่งลิลิต” ด้วย ที่ตนพึงพอใจ โดยไร้ซึ่งการไตร่ตรองว่าฝ่ายชาย
ความงามพร้อมทั้งรูปศัพท์ รสแห่งวรรณคดี รวมถึง เป็นใครมาจากไหน รวมถึงการร่วมเพศนอกเคหสถาน
จินตภาพและกลวิธีการนำเสนอ หรือที่เรียกกันว่าการมีเพศสัมพันธ์นอกสถานที่ (Sex
Outdoor) ดังจะเห็นได้จากการวิเคราะห์วิเคราะห์
นอกจากนี้วรรณคดีเรื่องนี้ยังถือเป็นวรรณคดีที่ ดังต่อไปนี้
เป็นที่ถกเถียงในแวดวงวิชาการมาอย่างยาวนาน บ้าง
ก็ว่าเหมาะสมแล้วในการเป็นยอดแห่งลิลิต ๑. การเชื้อเชิญ ในบทประพันธ์ที่ยกมานั้น
บ้างก็ว่าไม่เหมาะสมเพราะเนื้ อหาบางบทบางตอน ฝ่ายหญิงได้ทำการเชื้อเชิญฝ่ายชายด้วยวาจา โดยใช้
มีความฉาบฉวยหยาบโลน และผิดวิสัยของผู้คนใน วาจาหวาน หว่านล้อมเชื้อเชิญให้ฝ่ายชายคล้อยตาม
ยุคสมัยนั้น แต่อย่างไรก็ตามหากเปรียบว่าวรรณคดี และเกิดภาพตามคำเชื้อเชิญนั้น เช่นบทที่ว่า
คือสื่อสะท้อนสังคมมนุษย์ คงไม่แปลกอะไรที่มนุษย์
จะมีเครื่องมือที่ใช้ปลอบประโลมจิตใจของตนให้ บัวฝ่าย นั้นนา
แช่มชื่นมีชีวิตชีวา เพราะความสุขสูงสุดของมนุษย์ เชิญพี่จุ่งไปใน อย่าแล้ไปสวรรค์
ก็มีเพียงความสุขทางกายและความสุขทางใจมิใช่ ได้อมฤตรสสู้
หรอกหรือ และวรรณคดีเรื่องนี้ก็ตอบโจทย์ความสุข
นั้นได้เป็นอย่างดี นอกจากคำเชื้อเชิญแล้วยังก่อให้เกิดภาพแห่ง
ความสุขที่จะตามมาดุจได้ดื่มด่ำน้ำอมฤต หรือสุขปานได้
โดยลิลิตพระลอมีความแตกต่างกับวรรณคดีเรื่อง ไปสวรรค์นั่นเอง นอกจากการใช้วาจาเชื้อเชิญแล้วยังใช้
อื่น ๆ ในเรื่องของ บทอัศจรรย์ หรือฉากร่วมเพศของ ในการออกคำสั่งเพื่ อให้อีกคนสนองตอบเอาใจฝ่ายชาย
ตัวละครภายในเรื่อง และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นในการ มากยิ่งขึ้น เช่นในกรณีที่นางรื่นได้สั่งนางโรยให้ยินยอม
ถกเถียงและตีความมาอย่างช้านาน วรรณคดีเรื่องอื่น พร้อมใจให้นายขวัญแม้ว่าเขาจะปรารถนาสิ่งใด
ในส่วนของบทอัศจรรย์ก็ปรากฏเพียงการร่วมเพศ ก็อย่าได้ขัดขวาง จงเต็มใจให้เขาไปเสียโดยดี ดังบทที่ว่า
ของตัวละครเพียงสองตัวละคร แต่ลิลิตพระลอกลับ
ปรากฏฉากร่วมเพศของสามตัวละคร หรือความ แม่โรยรักอย่าได้ โรยใจ หนึ่งรา
สัมพันธ์ในรูปแบบสามคน (Tree Some) นั่นคือ นำแขกเราไปใน ฝ่ายนั้น
พระลอ พระเพื่อน และพระแพง และปรากฏฉากของ จะเก็บจะกินใด โดยท่าน เถิดแม่
เจ้าช่วยเก็บให้หั้น จุ่งให้เต็มใจ
การร่วมเพศหมู่ (Sex Group)
ของนายแก้วนายขวัญละนางรื่น
นางโรย ซึ่งบทอัศจรรย์ที่ปรากฏ
ถือว่าผิดไปจากวิสัยของ
วรรณคดีไทยดั้งเดิมเป็น
อย่างมาก เพราะการมีเพศ
สัมพันธ์หรือรสนิยมทางเพศ
แบบนี้ไม่เคยปรากฏใน
๑๗
ตัวอย่างงานวิเคราะห์/วิจารณ์วรรณคดี (ต่อ)
๒. การใช้คำเปรียบ ในที่นี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย ๓. การปลุกเร้าอารมณ์ ในการปลุกเร้าอารมณ์นั้น
ที่ต้องเป็นฝ่ายชื่นชมฝ่ายหญิงบ้าง ดังเช่นนายขวัญ
ที่ตามนางโรยลงไปในสระบัวแล้วเปรียบบัวกับอวัยวะ ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายกระทำ ซึ่งก็เป็นไปตามวิสัยของ
ทุกส่วนของนาง เช่น กล่าวขอบคุณใบบัวแทนตัวนาง
ชมบัวที่กำลังจะเผยอกลีบแรกแย้มกับนมของนาง ฝ่ายชาย ซึ่งอาจเริ่มต้นโดยการกล่าวชม การดม
เปรียบบัวที่กำลังกระทบกันกับบัวเหมือนตัวพี่กระทบ
กับนาง ชมนมชมหน้าว่าปานบัวบาน ชมกลิ่นหอม การหอม การพูดปลุกอารมณ์พิศวาสของสองฝ่าย
ของบัวเหมือนกลิ่นสิเหน่หาที่มีต่อกัน ชมบัวงามแห่ง
นาง (อวัยวะเพศหญิง) ว่าปานจะประหาญหัวใจ ให้ลุกโชนขึ้น เช่นพูดชักชวนให้ร่วมเพศกันโดยใช้คำที่
ของตน ท้ายสุดชื่นชมถึงเท้าของนาง เรียกว่า
ชมขนาดนี้แล้วนางโรยจะหนีไปไหนรอดกันเลยทีเดียว ยุติธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายเพราะเหตุผลคือเขาทั้งสองก็มี
การกล่าวชมนี้ ก็แปลกจากวรรณคดีอื่ นอีกเช่นกัน ความสุขร่วมกัน ดังบทที่ว่า
เพราะวรรณคดีอื่ นจะชมอวัยวะกับสิ่งอื่ นที่ต่างกันอาจ
ด้วยบริบทของสถานการณ์ร่วมด้วยจึงปรากฏการ
เปรียบเทียบสิ่งเดียวกับทุกส่วนในร่างกายฝ่ายหญิง
ดังบทที่ว่า โกมุทกาเมศแก้ว โกมล พี่เอย
หอมกลิ่นจงกลกล กลิ่นแก้ว
ใบบัวบัวข้าขอบ ใจบัว จงกามินีปน รสร่วม กันนา
ดอกดั่งจะหัวรัว เรียกเต้า
เชยชมภิรมย์ชัว ชมซาบ บัวนา จงกอบอย่ารู้แคล้ว ก่อเกื้อกรีฑา
ถนัดดั่งเรียมชมเจ้า พี่เหล้นกับตน ฯ
๔. การโอ้อวด การโอ้อวดในที่นี้มิใช่การโอ้อวด
บัวนมบัวเนตรหน้า บัวบาน เพื่อประกาศถึงความเหนือกว่า เป็นการที่กวีกำลังกล่าว
บัวกลิ่นขจรหอมหวาน รสเร้า ถึงลักษณะของตัวละครอีกฝ่ายที่มีลักษณะการกระทำ
บัวสมรละลุงลาญ ใจบ่า นี้นา ในทำนองเดียวกัน กล่าวคือ ตัวละครฝ่ายนายแก้ว
บัวบาทงามจวบเท้า เกศแก้วงามจริง กล่าวกับนางรื่นในเชิงว่านางโรยร่วมเพศกับนายขวัญ
จะมีความสุขเช่นตนที่ทำกับนางหรือได้หรือ ดังบทที่ว่า
นอกจากนี้ยังใช้บัวเปรียบลักษณะเชิงสังวาสกัน สนุกข้างนี้แนบ จอมใจ พี่เอย
สองสนุกกันใน ฝ่ายนั้น
เช่น เปรียบบัวน้องซ้อนบัวพี่ และใช้สิ่งอื่นมาเปรียบ ทำขวัญสนุกใด จักดุจ นี้นา
ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างฝ่ายหญิงฝ่ายชาย หนีซอกซอนซ้ำหั้น เชิดชู้เทียมรงค์
เช่น เปรียบปลาช่อนร่อนกลีบดอกไม้ เป็นต้น
๕. การต่อเนื่องของฉากร่วมเพศ เพื่อไม่ให้ขาด
อรรถรส ผู้วิเคราะห์มองว่ากวีมีความสามารถในการ
พรรณนาบทอัศจรรย์นี้ ให้ไหลลื่ นไปได้เป็นอย่างดี
เช่น หลังจากที่ทั้งสี่ตัวละครสนุกกันในสระน้ำอย่าง
หนำใจจนประมาณว่ากลิ่นคาวกามาคละคลุ้งไปทั่วสระ
แล้วยังมิวายขึ้นมาสนุกกันต่อบนบกอีก ซึ่งการขึ้นมา
ก็มิได้เป็นการเดินขึ้นมาอย่างธรรมดาสามัญแต่เป็นการ
ที่ฝ่ายชายยกฝ่ายหญิงขึ้นในลักษณะที่ฝ่ายชายกอด
ฝ่ายหญิงไว้แนบอกพลางหันหน้าเข้าหากันหนำซ้ำยังจูบ
กันอีกต่างหาก หากเปรียบเทียบในปัจจุบันแล้วท่าทาง
เช่นนั้นคงเรียกว่าท่า Standing Up กันเลยทีเดียว
๑๘
ตัวอย่างงานวิเคราะห์/วิจารณ์วรรณคดี (ต่อ)
เมื่ อพิจารณาฉากนี้ ทำให้ผู้วิเคราะห์ตีความและ ทว่าหากว่าไม่มีเลยก็มิใช่กรณีตัวอย่างที่จะนำมา
เกิดภาพว่าขณะที่ตัวละครกำลังก้าวขึ้นจากสระ เทียบเคียงก็เห็นแต่นางยักษ์ที่ลักพาตัวพระอภัยมณี
ก็มิวายที่จะร่วมรักกันไปด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอาจ ตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่นางไม่ค่อยได้
มองเห็นความแปลกใหม่เพิ่มเติมในวรรณคดีเรื่องนี้ พบเจอชายมานาน แต่ในกรณีของนางรื่นนางโรยนั้นมิใช่
คือ ท่าทางการร่วมรักของตัวละครนั่นเอง เป็นไปได้ เพราะทั้งด้านยุคสมัยที่แต่งและบริบทความเป็นไปใน
หรือที่บริบทของคนในยุคนั้นจะมีท่าร่วมรักในรูปแบบ เนื้ อเรื่องนั้นนางรื่นนางโรยไม่จำเป็นต้องกระทำเช่นนี้
ที่กล่าวมา ถ้าเป็นไปได้แสดงว่าวรรณคดีเรื่องนี้ เลยก็ได้
มีความเป็นสากลแห่งวรรณคดีและมีความร่วมสมัย
อยู่มากทีเดียว ดังบทที่ว่า จากการพิจารณาตีความมาทั้งหมดสะท้อนให้เห็น
แง่มุมที่แปลกใหม่ในลิลิตพระลอ ก่อให้เกิดเป็นมนต์
สรงสนุกนํ้าแล้วกลับ สนุกบก เล่านา เสน่ห์แห่งกามารมณ์ที่ปรากฏในบทประพันธ์ และทำให้
ผู้อ่านได้เกิดความคิดต่อไปอีกในหลายประเด็น
สองร่วมใจกันยก ย่างขึ้น และฉุกคิดด้วยอารมณ์ขันว่า ขนาดพระพี่เลี้ยงของทั้ง
สองนางเอกยังขนาดนี้แล้วนางเอกทั้งสองของเรื่องล่ะ
ขึ้นพลางกอดกับอก พลางจูบ จะเป็นอย่างไร
สนุกดินฟ้าฟื้ น เฟื่ องฟุ้งฟองกาม การวิเคราะห์วรรณคดีในเอกสารนี้เป็นเพียงการ
พิจารณาในมุมมองของผู้เขียน หากมีข้อผิดพลาด
๖. ฉากร่วมเพศหมู่ (Sex Group) เมื่อขึ้นจากน้ำ ประการการใดจึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เพื่อประโยชน์
ในการศึกษาวรรณกรรมในแง่มุมที่หลากหลาย
มาบนบกฝ่ายหญิงก็เป็นฝ่ายจัดแจงแต่งที่แต่งทาง และสร้างสรรค์ต่อไป
สำหรับร่วมรักกับฝ่ายชายต่อ ซึ่งในฉากนี้ตัวละครทุก
ตัวจะร่วมเพศอย่างพร้อมเพรียงกันตามคำบรรยายใน
บทประพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็นเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับวงการวรรณคดีไทย แต่สำหรับคนทั่วไป
หากวรรณคดีคือเครื่องประโลมโลก ฉากนี้คงทำให้
ผู้คนรู้สึกตื่ นเต้นจนหัวใจพองโตได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ดังบทที่ว่า
สองนางนำแขกขึ้น เรือนสวน
ปัดฟูกปูอาสน์ชวน ชื่นชู้
สองสมพาสสองสรวล สองเสพย์
สองฤดีรสรู้ เล่ห์พร้อมเพรียงกัน
เมื่อทั้งสี่ตัวละครเสร็จกิจกามแล้ว ฝ่ายหญิงจึงได้
เอ่ยถามชื่อและถามว่ามาจากไหน ซึ่งส่วนนี้แสดงให้
เห็นว่าตัวละครฝ่ายหญิงมุ่งไปในรสเสน่หาแห่ง
กามารมณ์อย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงฝ่ายชาย
แม้แต่น้อย ซึ่งผิดแปลกกับตัวละครหญิงในวรรณคดี
ไทยทั่วไป
๑๙
ขนบการแต่งวรรณคดีไทย
ในการศึกษาวรรณคดีไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องรู้จัก ขนบในการแต่งวรรณคดี
เพราะขนบการแต่งจะช่วยให้เราเข้าใจแนวทางการแต่งวรรณคดีในแต่ละยุคสมัย
ซึ่งขนบของวรรณคดีไทยหมายถึงอะไร มีกี่ประเภท และมีอะไรบ้าง
เรามาศึกษาไปพร้อมกันเลยดีกว่า !
ขนบ หมายถึง น. แบบอย่าง แผน ระเบียบ ขนบในวรรณคดีไทย จำแนกได้ ดังนี้
ขนบในวรรณคดีไทย หมายถึง จารีตนิยม - แบบแผนฉันทลักษณ์ มักเป็นตัวกำหนดว่า
ในการแต่งวรรณคดีไทย ซึ่งคำว่า จารีตนิยมนี้ คำประพันธ์ประเภทนี้จะใช้แต่งในสถานการณ์
คือวิธีการแสดงออกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กัน อะไร เช่น คำประพันธ์ประเภทฉันท์ มักใช้แต่งใน
ในการประพันธ์วรรณคดี เป็นสิ่งที่กวีนิยมแต่ง พิธีกรรมสำคัญ หรือการเทิดพระเกียรติ เป็นต้น
สืบต่อกันมา ถ้าถามว่า การแหวกขนบ ที่มีมา - ประณามพจน์และบทลงท้าย มักบอกชื่อ
แต่เดิมนั้นผิดหรือไม่ ผู้เขียนมองว่าไม่ผิด ผู้แต่ง กล่าวออกตัวในเชิงถ่อมตน และหวังการ
เพราะวรรณคดีหลายเรื่องก็แหวกขนบกันมา แก้ไขผลงานให้ดีขึ้น ระบุวันเวลาที่แต่ง เป็นต้น
แล้ว เช่น เรื่องพระมะเหลเถไถ ที่แหวกขนบ
ด้านการใช้ภาษา อย่างชัดเจน ยกตัวอย่าง ดังนี้ - แบบฉบับตัวละครเอก ตามขนบเดิมนั้น
ตัวละครเอกในวรรณคดีไทยจะต้องมีความเก่ง
“พระมะเหลเถไถมะไหลถา กล้าสามารถ เช่น บทละครเรื่องอิเหนา ในยุคต่อ
สถิตยังแท่นทองกะโปลา มาจึงเกิดการแหวกขนบขึ้นซึ่งตัวละครเอกไม่เก่ง
สุขาปาลากะเปเล” กล้าสามารถ หรือขี้เหร่ เช่นในเรื่องพระอภัยมณี
สังข์ทอง เป็นต้น ซึ่งการแหวกขนบปรากฏให้เห็น
และในเรื่องระเด่นลันได ที่แหวกขนบใน ค่อนข้างปลายยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
แบบฉบับตัวเอก อย่างชัดเจน ดังตัวอย่างที่ว่า - การใช้ความเปรียบ เช่น แววตาดำดั่งกวาง
คิ้วก่งดั่งคันศร ผิวผุดผ่องดุจทองทา งามหยาด
“สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด ฟ้าปานนางอัปสร เป็นต้น
งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า - บทพรรณนาความ
พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา บทชมโฉม ตามขนบวรรณคดีไทยมีบทชมโฉม
ทั้งสองแก้มกัลยาดั่งลูกยอ ที่จะชมจากบนลงล่าง คือ ดวงตา ผิวพรรณ
คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย เต้านม อก สะโพก และรอยยิ้ม เมื่อตั้งข้อสังเกต
จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ เราจะพบว่าบทชมโฉมสามารถจำแนกได้ ๒
หูกลวงดวงพักตร์หักงอ ประเภท คือ ชมโดยตรงและชมผ่านตัวละครอื่น
ลำคอโตตันสั้นกลม
๒๐
บุคคลที่ได้รับการพรรณนาความในบทชมโฉมล้วน “ปล้ำล้มจมเตียงเสียงต้ำเฮือก
มีความงามพร้อมสรรพดุจเทพมาเสกสรรปั้ นแต่ง เช่น วันทองเสือกตำฝาตาป๋อหลอ
บทชมฉมนางบุษบาในบทละครเรื่องอิเหนา ที่ว่า อัศจรรย์ฟ้าลั่นฝนตกปรอ
เสียงจ้อไปไหลอาบซาบแผ่นดิน
“พักตร์น้องละอองนวลเปล่งปลั่ง กุ้งปลาดีใจไล่มุดโผล่
ดังดวงจันทร์วันเพ็งประไพศรี แต่ล้วนตัวโตโตเข้าเคล้าหิน
อรชรอ้อนแอ้นทั้งอินทรีย์ เทโพเทพาเที่ยวหากิน
ดังกินรีลงสรงคงคาลัย ว่ายวารินชำแรกแทรกถึงพื้ น”
งามจริงพริ้งพร้อมทั้งสารพางค์
ไม่ขัดขวางเสียทรงที่ตรงไหน เพราะฉะนั้นเราอย่าแปลกใจเลยว่าทำไมในปัจจุบัน
พิศพลางปฎิพัทธ์กำหนัดใน ถึงมีการปิดกั้นเรื่องราวลามกอนาจาร ก็เพราะว่า
จะใคร่ไปโอบอุ้มองค์มา” อิทธิพลจากจุดประสงค์เพื่ อความดีงามทางศีล
ธรรมจรรยายังหยั่งรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในทัศนะ
เมื่อพิจารณาให้ดี สตรีใดที่โดนกล่าวชมล้วน ของผู้เขียนกลับมองว่ายิ่งปิดกั้นเท่าไหร่ยิ่งเกิดความ
มีความงามตรงตามความต้องการของฝ่ายชายทั้งสิ้น อยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้น สิ่งที่เราทำได้ในปัจจุบัน คือ
เป็นไปได้หรือไม่ว่าบทชมโฉมนางในวรรณคดี คือ ควรสอนเรื่องเพศศึกษาให้กับนักเรียน
สื่อสะท้อนสังคมยุคปิตาธิปไตย ที่มองสตรีเป็น
เพียงเครื่องบำบัดความใคร่ทางเพศเพียงเท่านั้น หลายท่านอาจมีทัศนะที่ตรงกันข้ามกับผู้เขียน
อาจมองว่าข้อคิดเห็นของผู้เขียนจะเป็นการ ยั่วยุหรือส่ง
บทอัศจรรย์ คือ ฉากการร่วมเพศของตัวละครใน เสริมการตื่ นตัวในเรื่องเพศก่อนวัยอันสมควรหรือไม่
เรื่องนั้นซึ่งตามขนบวรรณคดีไทยไม่สามารถที่จะ ขอให้ท่านมองย้อนไปที่อายุของตัวละครเอกที่ปรากฏใน
บรรยาย ฉากร่วมรัก ได้อย่างโจ่งแจ้งไม่อาจกล่าวถึง บทอัศจรรย์ในวรรณคดีหลาย ๆ เรื่องแล้วท่านจะพบว่า
ลักษณะการเคลื่อนไหวเข้าออกของ เครื่องเพศ ได้ วัยอันควร ควรจำกัดคำนิยามว่าอย่างไร และเราต้องมี
อย่างถูกต้องตามสภาพจริง เพราะเป็นเรื่องที่ผิด ขอบเขตในการสอนเพศศึกษากับผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย
ศีลธรรมและค่านิยมในยุคนั้น ๆ รวมถึงยุคนี้ก็เช่นกัน อย่างไร เป็นเรื่องที่น่าคิดทั้งสิ้น
แม้กระทั่งการถึงจุดสุดยอดซึ่งเป็นความสุขขั้นพื้ นฐาน
ของมนุษย์หรือที่เรียกว่า กามคุณ คือความสุขจาก บทชมธรรมชาติ บทชมธรรมชาตินี้จะขาดไปไม่ได้
รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสนั้น กวีก็ไม่สามารถ เลยสำหรับวรรณคดีไทย ซึ่งบทชมธรรมชาติสามารถ
อธิบายได้โดยตรง แต่เรามีทางทางออกนั่นคือ จำแนกออกได้เป็น ๓ ประเภท ดังนี้
การกล่าวถึงโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบหรือ
ใช้ สัญลักษณ์แทน กล่าวคือกวีใช้ธรรมชาติเป็น ๑. บทชมธรรมชาติที่มุ่งแสดงความเป็นจริงตาม
สัญลักษณ์แทนการแสดงพฤติกรรมทางเพศ ธรรมชาติ อย่างเรื่องกาพย์ห่อโคลงประพาสธาร
บทอัศจรรย์จึงเป็นบทที่ต้องใช้ความสามารถ ทองแดงตอนหนึ่งว่า
ในการแต่ง เพื่อให้เป็นงานศิลปะมิใช่อนาจาร
ดังตัวอย่างบทอัศจรรย์ในเรื่อง เสภาขุนช้างขุนแผน “เลียงผาอยู่ภูเขา
ที่ว่า หนวดพรายเพราเขาแปล้ปลาย
รูปร่างอย่างแพะหมาย
ขนเหม็นสาปหยาบเหมือนกัน”
๒๑
๒. บทชมธรรมชาติที่มุ่งถ่ายทอดอารมณ์และ นอกจากขนบที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ความรู้หนึ่งที่
ความรู้สึกสะเทือนใจของกวี ดังตัวอย่างบทละคร ขาดไปไม่ได้เลยในการศึกษาวรรณคดีนั่นคือ ความรู้
เรื่องอิเหนาที่ว่า เรื่องของ โวหาร และภาพพจน์ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐาน
สำหรับการทำความเข้าในวรรณคดี โดยในที่นี้ผู้เขียน
“นางนวลจับนางนวลนอน จะนำเสนอเนื้ อหาและยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย
เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา ดังต่อไปนี้
จากพรากจับจากจำนรรจา
เหมือนจากนางสการวาตี โวหาร คือ ชั้นเชิง หรือสำนวนในการพูด หรือแต่ง
แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง หนังสือ ซึ่งมีอยู่ ๕ ประการ ดังนี้
เหมือนร้างห้องมาหยารัศมี
นกแก้วจับแก้วพาที ๑. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรือ
เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา” อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์ การเขียน
บรรยายโวหาร จะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา
๓. บทชมธรรมชาติที่มุ่งแสดงความไพเราะของ รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญไม่จำเป็นต้องมีพลความ
คำประพันธ์หรือความงามทางวรรณศิลป์ หรือความปลีกย่อยเสริม
ดังตัวอย่างที่ปรากฏในโคลงอักษร ๓ หมู่ ความว่า
๒. พรรณนาโวหาร คือ งานเขียนมีจุดมุ่งหมายใน
“จิบจับเจาเจ่าเจ้า รังมา การเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง
จอกจาบจั่นจรรจา จ่าจ้า ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งไปกับ
เค้าค้อยค่อยคอยหา เห็นโทษ ข้อความนั้น เพราะพรรณนาโวหารต้องมุ่งให้ภาพ
ซอนซ่อนซ้อนสริ้วหน้า นิ่งเร้าเอาขวัญ” และอารมณ์
บทพรรณนาขบวนทัพ บทบรรยายขบวนทัพ ๓. เทศนาโวหาร คือ โวหารที่มีจุดหมายแสดงความ
เมื่อแบ่งวรรณคดีตามยุคสมัยจะพบว่า ในยุคสมัย แจ่มแจ้งเพื่ อให้ผู้อ่านคล้อยตามหรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่ง
อยุธยานั้นบทพรรณนาขบวนทัพเป็นเพียงการกล่าว ชักจูงให้ผู้อ่าน คิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของ
ถึงการจัดทัพแบบ สี่เหล่าทัพ ซึ่งประกอบด้วย พลช้าง ผู้เขียนเทศนาโวหาร
พลม้า พลรถพลราบ ส่วนวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์
บทพรรณนาขบวนทัพจะกล่าวถึงการจัดทัพตาม ๔. สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน
รูปแบบ ตำราพิชัยสงคราม สะท้อนขนบในการแต่ง โดยการยกตัวอย่างเพื่ ออธิบายให้แจ่มแจ้งหรือ
วรรณคดีที่ว่าการจัดทัพหรือบทพรรณนาขวนทัพนั้น สนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ
ต้องมีเรื่องโหราศาสตร์เข้ามาเกี่ ยวข้องเพื่ อความ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนา
สมจริง นอกจากนี้ขนบในการพรรณนาขวนทัพ โวหาร และเทศนาโวหาร
จะต้องประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ เพื่อให้
เห็นภาพรูปแบบของกองทัพชัดเจน และเพื่อเป็นการ ๕. อุปมาโวหาร คือ โวหารเปรียบเทียบ โดยเป็น
พิสูจน์ความสามารถของกวีเกี่ยวกับองค์ความรู้ การยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบเพื่อให้เกิด
ในตำราพิชัยสงครามด้วย ความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์
ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น
๒๒
ภาพพจน์ (Fingure of speech) การใช้ถ้อยคำ ๗. ปฏิภาคพจน์ (paradox) คือการใช้ข้อความที่มี
ที่คมคาย มีความหมายลึกซึ้ง มุ่งให้เกิดความสะเทือน ความหมายขัดแย้งกัน ในการพูดหรือเขียน เช่น
ใจมากกว่าการให้ข้อเท็จจริง ความเข้าใจในเรื่อง ความรักที่ไม่ช่ความรัก หรือ ความรู้สึกที่ไร้รู้สึก เป็นต้น
ภาพพจน์ต้องเกิดจากการตีความหมาย มิใช่เป็นการ
เล่าอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งภาพพจน์ที่ปรากฏใน ๘. อาวัตภาค (synesthesia) การใช้คำแทนรสสัมผัส
วรรณคดีไทยมี ดังนี้ ที่ผิดไปจากปกติธรรมดา เช่น คนปากหวาน กลิ่นความ
รัก คนหัวแหลม สีอ่อนโยน กินใจ เสียงเขียว เป็นต้น
๑. อุปมา (simile) เป็นการเปรียบเทียบสองสิ่ง
เพื่อให้เกิดความเหมือนหรือคล้ายกัน เช่น เธอนุ่มนิ่ม ๙. อติพจน์ (hyperbole) กล่าวเกินจริงเพื่อเน้น
ดั่งดอกไม้ในใจฉัน ความรู้สึกที่จริงจัง เช่น หิวไส้จะขาด รักเธอเท่าฟ้า
๒. อุปลักษณ์ (Metaphor) การเปรียบเทียบสิ่ง ๑๐. อธิพจน์ (overstatement) การพูดหรือเขียน
หนึ่งให้เป็นอีกสิ่งหนึ่ง เช่น เขาคือผ้าห่มที่อบอุ่น เกินจริง เพื่อเป็นการโอ้อวด มุ่งให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเกิด
สำหรับฉัน อารมณ์ขันมากกว่าจะถือว่าเป็นเรื่องจริง เช่น
น้องรักพี่แม้ยามขี้ก็คิดถึง หรือ งามปานนี้ไปขี้ใส่นาให้
๓. สัญลักษณ์ (symbol) การกล่าวสิ่งหนึ่งที่มี แหน่เด้อ (ภาษาอีสาน)
ความหมายต่างกันแต่นำกล่าวกระทบกระเทียบ
ประชดประชัน เช่น กาคาบพริก นางช้างน้ำเดินมา ๑๑. อวพจน์ (Understatement) การพูดหรือ
นู่นแล้ว การเขียนที่น้อยกว่าความเป็นจริง เช่น เล็กเท่าขี้ตาแมว
ทองเท่าหนวดกุ้งนอนสะดุ้งจนเรือนไหว
๔. สมพจนัย (synecdoche) การกล่าวบาง
ส่วนแต่ให้ความหมายครอบคลุมหมดทุกส่วน เช่น ๑๒. บุคคลวัต (personification) การทำให้สิ่งที่มี
ศึกฟาดแข้ง หมายถึง การแข่งขันฟุตบอล หรือใน ลักษณธเป็นรูปธรรม แต่ไม่ใช่มนุษย์ให้มีอากัปกริยาเหมือน
ปัจจุบันมีเหตุการณ์ทำนองนี้ เช่น ใกล้ถึงแล้ว มนุษย์ เช่น ลมลูบจูบดิน หินเหิรหาว
หมายถึงพึ่งลุกจากที่นอน หรือ เด็กชายจำไมค์ สายลมกระซิบรัก เป็นต้น
หมายถึง พูดเก่งมาก เป็นต้น
๑๓. สัทพจน์ (onomatopoeia) การใช้ถ้อยคำ
๕. นามนัย (metonymy) การเอ่ยถึงสิ่งใดสิ่ง ที่เลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงดนตรีเสียงร้องของสัตว์
หนึ่งแต่ให้ความหมายเป็นอย่างอื่ นที่เกี่ ยวข้องกับสิ่งที่ หรือเลียนเสียงกิริยาอาการต่าง ๆ ของคน เช่น
เอ่ยถึง เช่น เพื่อนรักมึงเดินมานู่นแล้ว หมายถึง คนที่ เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง หรือ อ้อยอี๋เอียง อ้อยอี๋เอียงส่ง
เธอเกลียดเดินมานู่นแล้ว หรือ กินโต๊ะ มือขวา เป็นต้น เสียงร้อง เป็นต้น
๖. ปฏิวาทะ (oxymoron) การนำคำสองคำที่มี ๑๔. อุทาหรณ์ (analogy) การยกเรื่องราวหรือ
ความหมายตรงข้ามกันหรือขัดแย้งกัน มารวมกันเพื่อ เหตุการณ์บางอย่างมากล่าวอ้างเพื่ ออธิบายเหตุการณ์ที่
ให้เกิดความหมายใหม่ เช่น ปึกแผ่น หมายถึง มั่นคง ตนกำลังประสบเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เช่น
หรือ หลับตาเห็น หมายถึง จินตนาการ,นึกออก
๒๓
วันพระไม่ได้มีหนเดียวฉันใด สิบปีแก้แค้นก็ยัง นอกจากรสวรรณคดีไทยแล้ว รสวรรณคดีสันสกฤต
ไม่สายฉันนั้น หรือ ความจนเป็นดาบสองคมให้เรา ยังมีส่วนสำคัญในการศึกษาวรรณคดีไทยด้วย ซึ่งรส
พลิกใช้ คมหนึ่งมันสอนให้เราเจียมตัวรู้จัก วรรรคดีไทยและรสวรรณคดีมีความแตกต่างกันตรงที่
ประมาณ อีกคมหนึ่งมันสั่งให้เราทะเยอทะยาน รสวรรณคดีไทยจะปรากฏผ่านข้อความที่เราอ่านใน
หาญเหิม (กามนิต) เป็นต้น ขณะนั้นเลย แต่รสวรรณคดีสันสกฤตเราจำเป็นจะต้อง
อ่านทั้งเรื่องก่อน แล้วเราถึงจะเกิดรสเหล่านั้นได้
๑๕. ปฏิปุจฉา (rhetorical question) เพราะรสวรรณคดีสันสกฤต คือ ปฏิกิริยาทางอารมณ์
เป็นการถามลอย ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น ที่ เกิดขึ้นใจผู้อ่านเมื่ ออ่านวรรณคดีจบลงและได้รับรู้
มองหน้าทำไม อยามีแฟนหรือไงจ๊ะ หรือ ขับรถ อารมณ์ที่ผู้ประพันธ์ได้ถ่ายทอดไว้ในวรรณคดีนั้น ๆ
ภาษาอะไรวะ และ อันของสูงแม้ปองต้องจิต ซึ่งประกอบด้วย ๙ รส ดังนี้
หากไม่คิดปีนป่ายจะได้หรือ (ท้าวแสนปม)
๑. ศฤงคารรส (ความซาบซึ้งในความรัก)
นอกจากโวหารและภาพพจน์แล้วในการศึกษา ๒. หาสยรส (ความสนุกสนาน ขบขัน)
วรรณคดียังจำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับรสวรรณคดี ๓. กรุณารส (ความสงสารที่เกิดจากความเห็นใจ)
ด้วย ถึงจะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยรสวรรณคดีไทย ๔. วีรรส (ความชื่นชมในความเก่งกล้าในการต่อสู้)
มีทั้งหมด ๔ รส ดังนี้ ๕. ภยานกรส (ความกลัว)
๖. พีภัตสรส (ความชิงชัง เบื่อ ในสิ่งที่น่ารังเกียจ)
เสาวรจนีย์ (บทชมโฉม) คือการเล่าชมความงาม ๗. อัทภุตสรส (ความแปลกใจ อัศจรรย์ใจ)
ของตัวละครในเรื่อง ซึ่งอาจเป็นตัวละครที่เป็นมนุษย์ ๘. เราทรรส (ความแค้นที่ตอบสนองความโกรธ)
อมนุษย์ หรือสัตว์ ซึ่งการชมนี้อาจจะเป็นการชมความ ๙. ศานตรส (ความสงบใจ)
เก่งกล้าของกษัตริย์ ความงามของปราสาทราชวังหรือ
ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองก็ได้ ข้อควรระวัง
การวิจารณ์วรรณคดีตามแนวทฤษฎีรส จำเป็น
นารีปราโมทย์ (บทเกี้ยว โอ้โลม) คือ การกล่าว อย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจ รส และ ภาวะ
ข้อความแสดงความรัก ทั้งที่เป็นการพบกันในระยะ เพราะว่า ภาวะ คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละคร
แรกๆ และในการโอ้โลมปฏิโลมก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ ภายในเรื่อง แต่ รส คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้อ่าน
เมื่ อได้รับรู้อารมณ์ของตัวละครหรืออ่านวรรณคดี
พิโรธวาทัง (บทตัดพ้อ) คือ การกล่าวข้อความ เรื่องนั้นจบลงแล้ว
แสดงอารมณ์ไม่พอใจ ตั้งแต่น้อยไปจนมาก จึงเริ่ม
ตั้งแต่ ไม่พอใจ โกรธ ตัดพ้อ ประชดประชัน กระทบ
กระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี เกลียด เจ็บใจ และด่า
ว่าอย่างรุนแรง
สัลลาปังคพิไสย (บทโศก) คือ การกล่าวข้อความ
แสดงอารมณ์โศกเศร้า อาลัยรัก
๒๔
ในวรรณคดีหลายต่อหลายเรื่อง มักปรากฏเทพ เทวดา ผู้มีฤทธิ์ต่าง ๆ ร่วมด้วย และเนื้อหานี้จะเป็นการกล่าวถึง
เรื่องราว เทพปกรณัมและเรื่องปกิณกะเกี่ยวกับวรรณคดีไทย ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักกับพระศิวะมหาเทพผู้
ยิ่งใหญ่ พระนารายณ์มือปราบผู้ร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดในสามโลก พระอินทร์ ครุฑและนาค และภูมิศาสตร์จักรวาล
อย่างเขาพระสุเมรุ เขาสัตตบริภันฑ์ สีทันดรมหาสมุทร เมื่อเราเรียนรู้เรื่องราว เทพปกรณัมและเรื่องปกิณกะ
เกี่ยวกับวรรณคดีไทย เราจะเข้าใจวรรณคดีไทยมากยิ่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะรอช้าอยู่ทำไมมาพบกับ
เรื่องราวเหล่านี้กันเลยดีกว่า
เ ท พ ป ก ร ณั ม แ ล ะ เ รื่ อ ง ป กิ ณ ก ะ เ กี่ ย ว กั บ ว ร ร ณ ค ดี ไ ท ย
ภูมิศาสตร์จักรวาล
เขาพระสุเมรุ
ศูนย์กลางจักรวาล
สัตตบริภันฑ์
เขา ๗ ชั้นล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
เราเชื่อหรือไม่ว่าโลกของเราเป็นเพียงที่เดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ หากเราเชื่อเช่นนั้น ก็อาจมีสิ่งชีวิตอื่นที่
เชื่อแบบเดียวกันกับเรา เพียงแต่เราไม่สามารถมองเห็นได้ เฉกเช่นเดียวกันบนโลกใบนี้เราก็มิได้อาศัยอยู่
เพียงเผ่าพันธุ์ที่มีชีวิตเพียงเท่านั้น แล้วสิ่งใดล่ะจะเป็นประจักษ์พยานได้ว่าสิ่งมีชีวิตอย่างเรา และท่านทั้งหลาย
ที่ประกอบด้วยมนุษย์กับสรรพสัตว์มิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว และสิ่งที่จะเป็นประจักษ์พยานได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ภูมิศาสตร์จักรวาล เป็นแน่แท้
ตามข้อมูลที่ได้รับจากการผลการค้นคว้าได้ข้อมูลว่า จักรวาลตามความเชื่อแต่โบราณกาลนั้น มีสัณฐาน
เป็นทรงกลม ประกอบด้วย เขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง ตามไตรภูมิพระร่วงระบุว่า “เขาพระสุเมรุมี
ลักษณะกลม ทางทิศตะวันออกเป็นสีเงิน ทางทิศเหนือเป็นสีแก้วอินทนิล ทางทิศตะวันตกมีสีแก้วผลึก
ทางทิศใต้สีทอง มีเขา ๓ อันลักษณะคล้ายก้อนเส้ารองตีนเขา
สัตตบริภันฑ์ ล้อมรอบอยู่ ๗ ชั้น และมีชื่อเรียกต่างกัน
เรียงลำดับจากใกล้ไปไกลได้ ดังนี้
๒๕
สัตตบริภันฑ์
๑. ยุคนธร แปลว่า ทรงไว้ซึ่งพระจันทร์และ ๗. อัสสกัณณ์ เหตุแห่งชื่อว่า อัสสกัณณ์ นั้นเพราะบน
พระอาทิตย์ กล่าวคือเดิมพระอาทิตย์กับพระจันทร์ เขามีกำยานมาก หรืออีกนัยหนึ่งว่า มียอดปรากฏเหมือน
เดิมสูงเสมอเขาลูกนี้ ศีรษะม้า เพราะ อัสส แปลว่า ม้า และกัณณ์ แปลว่า หู
ถ้าจะแปลเป็นหูม้าก็ชักยังไงอยู่ ศีรษะม้า คงเป็นคำที่
๒. อิสินธร เป็นที่ตั้งของวิมานของ มหิศวรเทพบุตร เหมาะสมที่สุดแล้ว
ซึ่งไม่ใช่พระอิศวรแต่อย่างใด
นอกจากเขาสัตตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
๓. กรวิก เหตุแห่งชื่อมาจากการที่บนยอดเขามี แล้ว ระหว่างเขาสัตตบริภัณฑ์แต่ละลูกนั้น ถูกคั่นด้วย
นกการเวก อาศัยอยู่มากเป็นนกที่มีเสียงไพเราะมาก “สีทันดรมหาสมุทร” ซึ่งมี ๗ ชั้นด้วยกันน้ำในสีทันดร
จะไพเราะขนาดไหนใน ไตรภูมิพระร่วง กล่าวไว้ว่า มหาสมุทรทั้ง ๗ นั้น มีความละเอียดนิ่งสงบจนเรือ
“เสือจะกินเนื้ อเมื่ อได้ยินเสียงนกการเวกก็ลืมกินเนื้ อ หรือแพมิอาจลอยอยู่ได้แม้แต่ แววหางนกยูง
นกที่ กำลังบินไปในอากาศเมื่ อได้ยินเสียงนกการเวก (ตอนปลายของหางนกยูงที่เป็นวงกลม มีลักษณะ
ก็ถึงกับลืมบินกะทันหัน” เป็นแสงสีสันเลื่อมเป็นมัน) ก็มิอาจลอยอยู่ได้เช่นกัน
ความสงบนั้นแม้แต่คลื่ นสักระลอกยังไม่ปรากฏให้เห็น
๔. สุทัศนะ แปลว่า การมองเห็นซึ่งนำมาซึ่งความสุข น้ำใส เย็น สะอาด มีรสจืดสนิท และความมหัศจรรย์ของ
ว่ากันว่าเขาสุทัศนะนั้นมีทิพยโอสถว่านยาต่าง ๆ น้ำในสีทันดรมหาสมุทร จึงไม่มีใครหรือยานพาหนะใด ๆ
จำนวนมากและงดงามไปด้วยลำต้นและก้านใบ ข้ามไปได้ นอกจากทางอากาศ ซึ่งก็มีเพียงพญาครุฑ
เท่านั้นที่สามารถบินผ่านไปได้ ดังในวรรณคดีเรื่อง
๕. เนมินธร คือ เหตุที่ได้ชื่อว่า เนมินธร เพราะมี กากีคำกลอน ของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
สัณฐานดั่ง กงรถ อีกนัยหนึ่งกล่าวว่า บนเขาลูกนี้มี ว่าไว้ ดังนี้
กระพังศิลา (บ่อหิน) และมีบัวที่มีดอกใหญ่เท่ากงรถ
และกงเกวียน
“ด้วยน้ำนั้นสุขุมละเอียดอ่อน
๖. วินตก เหตุแห่งชื่อวินตกนั้นเพราะว่าเขาลูกนี้เป็น จึงชื่อ สีทันดร อันไพศาล
ทีอยู่ของ นางวินตา มารดาแห่งพญาครุฑผู้เป็นใหญ่ ประกอบด้วยหมู่มัจฉากุมภาพาล
และอีกนัยหนึ่งว่ามี กระพังศิลา (บ่อหิน) ขนาดกว้าง คชสารเงือกน้ำแลนาคินทร์
เหมือนอย่างแม่น้ำอยู่บนเขานั้นด้วย ผู้ใดข้ามนทีสีทันดร
ก็ม้วยมรณ์เป็นเหยื่อแก่สัตว์สิ้น
แสนมหาพระยาครุฑยังเต็มบิน
จึ่งล่วงสินธุถึงพิมานทอง”
๒๖
เทพปกรณัมและเรื่องปกิณกะเกี่ยวกับวรรณคดีไทย (ต่อ)
พระศิวะ พระนามพระศิวะ
พระศิวะ หรือพระอิศวร หนึ่งในตรีมูรติ หรือเทพเจ้าสูงสุด รายพระนามที่มีมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
สามองค์ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู (พระพรหม พระวิษณุ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงรวบรวมนาม “พระศิวะ” ที่พบเห็น
พระศิวะ) มีพาหนะคือ โคนนทิ มีชายาคือพระปารวตีหรือพระ ได้บ่อยครั้ง ดังนี้
แม่อุมาเทวี มีบุตรสามองค์ คือ พระพิฆเนศ พระขันทกุมาร
พระนางมนัสสาเทวี ประทับ ณ เขาไกรลาศอันเป็นศูนย์กลาง ๑. นิลกัณฐ์ ๒. มหาเทวะ ๓. ภวะ ๔. สยมภู
ของจักรวาล
๕. หะระ ๖. มเหศวร ๗. จันทรเษกระ ๘. มฤตุญชัย
พระศิวะมีชื่ อเรียกหลายชื่ อตามละพื้ นที่ ที่ เคารพศรัทธา
ในที่นี้จะกล่าวถึงชื่อเรียกก่อนที่จะมาเป็นชื่อ ศิวะ ก่อน ๙. ศรีกัณฐะ ๑๐. สมรหร ๑๑. คังคธร ๑๒. สถานุ
แรกเริ่มเดิมทีมีนามว่า รุทร เป็นเทวดาที่ดุร้ายมาก ต่อมา
ภายหลังมีผู้ยกย่องบูชาจึงได้รับยกย่องขึ้นเป็นพระเจ้าเรียกว่า ๑๓. ศฺริษะ ๑๔. ทิคัมพร ๑๕. ภาควัต ๑๖. อิสาน
“พระผู้ล้างบาป” “พระผู้ผลาญ” “พระผู้ทำลาย” ด้วยเหตุ
นี้จึงได้นามใหม่ว่า “ศิวะ” และเมื่อล้างแล้วทำลายแล้วก็ได้ ๑๗. มหากาล ๑๘. ตรยัมพกะ ๑๙. ปัญจานนะ
บันดาลให้เกิดใหม่จึงได้นามใหม่ว่า “อิศวร” ในภาษาทมิฬ
เรียกพระศิวะเพราะมีกายสีแดง ซึ่งสีแดงในภาษาทมิฬเรียกว่า ที่ประทับ
“ศิวัปปุ”
พระศิวะประทับที เขาไกรลาศ ซึ่งถือว่าเป็น
พระศิวะ มีรูปร่างหน้าตาและบุคลิกลักษณะอย่างไร ศูนย์กลางของจักรวาลว่ากันว่าเป็นที่รู้จักกัน
เท่าที่ศึกษาพบว่า พระศิวะ มีตาทั้งหมด ๓ ดวง ซึ่งดวงตาที่ ในนาม ภูเขาสีเงิน หากพิจารณาในปัจจุบันนักวิชาการ
สามนั้นเป็นรูปตั้งขึ้นแบบพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ (รูปข้าวตอกเป็นรูป หลายท่านลงความเห็นว่าเขาไกรลาศ แท้จริงคือ
คล้ายดอกบัวตูม) สีพระวรกายบ้างก็ว่าเป็นสีขาวหรือแดง ภูเขาหิมาลัย เหตุที่มีสีเงินวาววับนั้นอาจมาจาก
ส่วนรูปร่างของพระศิวะนั้นมักเปลี่ยนไปตามเหตุการณซึ่ง การที่ภูเขาลูกนี้มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี และอีกที่หนึ่ง
เรียกว่า “ปาง” เช่น ปางนาฏราช หรือปางกำลังร่ายรำ คือ เมืองพาราณสี ซึ่งเป็น ๑ ใน ๗ เมืองศักดิ์สิทธิ์
ของประเทศอินเดียซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน
พระศิวะทรงเป็นศิลปินแท้ ๆ ที่ได้รับการยอมรับ กว่าพุทธกาลมาก เชื่อกันว่าเมื่อใดที่พระศิวะเสด็จ
ว่าเป็นเจ้าของตำรับการร่ายรำแห่งอินเดีย มายังโลกก็จะประทับที่เมืองนี้
เส้นผมมีสีเจือแดง มุ่นไว้อย่างพวกฤๅษี มี
พระจันทร์ครึ่งซีกอยู่เหนือตาที่สาม
บุคลิกลักษณะนิสัย รักสนุกชอบ
แปลงพระองค์เป็นหญิง
มักประทานพรแก่ผู้ใดโดย
ง่ายโดยไม่คำนึงถึงผลร้าย
ในภายภาคหน้า
พิธีกรรม “พิธีตรียัมปวาย” หรือ “พิธีโล้ชิงช้า”
ที่เกี่ยวข้อง และการบูชาศิวลึงค์
๒๗
เทพปกรณัมและเรื่องปกิณกะเกี่ยวกับวรรณคดีไทย (ต่อ)
พระนารายณ์ นารายณ์สิบปาง
พระนารายณ์หรือพระวิษณุ เป็นเทพเจ้า ๑ ใน ๓ ๑. วราหาวตาร คือ หมูเผือกเขี้ยวเพชร
ของตรีมูรติ ถือเป็นเทพเจ้าแห่งแสง ๓ ประการ คือ แสงไฟ ๒. กูรมาวตาร คือ เต่าทอง
แสงฟ้าแลบ แสงพระอาทิตย์ ชายา คือ พระนางลักษมี ๓. มัตสยาวตาร คือ ปลากรายทอง
พระนารายณ์เป็นมิตรกับพระอินทร์ ซึ่งเป็นเทพชั้นรองลงมา ๔. นรสิงหวตาร คือ ครึ่งคนครึ่งสิงห์
มีฤทธานุภาพถือเป็นที่หนึ่งในปวงเทพจนได้รับสมญานามว่า ๕. วามนาวตาร คือ พราหมณ์ค่อม
“เป็นเทพที่ไม่มีผู้ใดชนะได้” ดังปรากฏในตำนาน ๖. มหิงสาวตาร คือ กระบือ
พระนารายณ์ ๑๐ ปาง ตามความเชื่อในพระพุทธศาสนา ๗. อัปสราวตาร คือ นางอัปสร
และความเชื่อของคนไทยกล่าวว่า การที่พระนารายณ์ต้อง ๘. รามาวตาร คือ พระราม
อวตารลงมาเพื่ อปราบเหล่าอสูรร้ายที่ มีฤทธิ์เดชมาก ๙. กฤษณาวตาร คือ พระกฤษณะ
เพราะพระศิวะให้พรกับอสูรโดยไม่คำนึงถึงผลร้ายในภายหลัง ๑๐. กัลกยาวตาร คือ วีรบุรุษขี่ม้าขาว
เมื่อไม่สามารถเอาพรเหล่านั้นกลับคืนได้ ก็ร้อนถึง
พระนารายณ์ให้มาช่วยปราบ จึงนับได้ว่าพระนารายณ์คือ ลักษณะ
“มือปราบผู้ร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดในสามโลกอย่างแท้จริง”
พระนารายณ์ทรงอาภรณ์อย่างกษัตริย์ มี ๔ กร
ผู้นับถือศาสนาพราหมณ์นิกายไวษณพเชื่อว่า ซึ่งจะถืออาวุธต่างกันไปที่พบได้บ่อยที่สุดตามรูปเคารพ
พระนารายณ์คือผู้สร้างโลกและแบ่งพระองค์ออกเป็น ๓ ภาค นั่นคือ ตรี คทา จักร สังข์ บางครั้งอาจถือดอกบัว
คือผู้สร้าง ผู้สงวน และผู้ล้าง ซึ่งก็คือแบ่งพระองค์เป็น แทนสังข์ หรืออยู่ในลักษณะประทานพร พาหนะของ
พระพรหมทางบั้นพระองค์เบื้องขวา เป็นพระวิษณุทางบั้น พระนารายณ์ คือ พญาสุบรรณหรือครุฑ ซึ่งจะกล่าว
เบื้องซ้าย เป็นพระศิวะกลางพระองค์ ในเรื่องราวของครุฑและนาคต่อไป
พระนารายณ์มีบุคลิกลักษณะอย่างไรนั้น ตามที่ได้ศึกษา พระนารายณ์มีนามแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้ นที่
พบว่า มีลักษณะเป็นชายหนุ่มมีสีผิวเป็นสีดำหรือสีม่วงแก่ ที่ให้ความเคารพนับถือ อาทิ หริ อนันตะ บุรุษ จตุรภุช
และมีสี่กร ว่ากันว่าสีผิวของพระนารายณ์นั้นมิใช่สีดำเสมอไป ชลไศยิน นร นารายณ์ เป็นต้น
แต่เปลี่ยนไปตามยุค ดังนี้
ยุคที่ ๑ กฤตายุค คือ ยุคที่มนุษย์ปฏิบัติศีลธรรม
สม่ำเสมอ ผิวสีขาว
ยุคที่ ๒ ไตรดายุค คือ ยุคที่ความดีในโลกลดลง ๑
ส่วน ๔ ผิวสีแดง
ยุคที่ ๓ ทวาปรยุค คือ ยุคที่ความดีในโลกลดลง ๒
ส่วน ๔ ผิวสีเหลือง
ยุคที่ ๔ คือ กลียุค ยุคที่ความดีในโลกลดลงเหลือเพียง
แค่ ๑ ส่วน ผิวสีดำ
๒๘
เทพปกรณัมและเรื่องปกิณกะเกี่ยวกับวรรณคดีไทย (ต่อ)
พระอินทร์ จากฐานความเชื่อเกี่ยวกับ พระอินทร์ ของทั้งสอง
ศาสนายังคงตั้งอยู่บนพื้ นฐานความเชื่ อทางศาสนา
ในทางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทกล่าวว่า ที่ได้ประยุกต์เข้ามาเป็นเทวราชหรือกษัตริย์ หากมองใน
พระอินทร์ถือกำเนิดแบบ โอปปาติกะ คือ กำเนิดขึ้นด้วย อีกแง่หนึ่ง ในทัศนะของผู้เขียนมองว่าการเปลี่ยนแปลง
บุญของตนเอง มีชายา ๔ องค์ ได้แก่ นางสุธรรมา นาง ฐานะของ พระอินทร์นั้น คล้ายกับการเปลี่ยนแปลง
สุจิตรา นางสุนันทา และนางสุชาดา ส่วนบุตรแห่ง ตามความเป็นไปของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงฐานะ
พระอินทร์ปรากฏเพียง ๔ องค์ คือ นางอาสา นางศรัทธา และการลดทอนอำนาจของกษัตริย์ จากสูงสุดสู่สามัญ
นางสิรี นางหิรี พระอินทร์ในทางพุทธศาสนานิกาย ชน ฉะนั้นอาจเป็นไปได้ว่า พระอินทร์ คือ ภาพแทนแห่ง
เถรวาทมีหน้าที่เป็นนักปกครองในฐานะจอมแห่งเทพ การเปลี่ยนแปลงของกษัตริย์ เหล่านี้ก็เป็นได้
เป็นมิตรแห่งผู้ประพฤติธรรม เป็นผู้ทะนุบำรุงพระพุทธ
ศาสนา และถือว่าเป็นนักรบ ที่ประทับของพระอินทร์ตั้ง
อยู่บนเขาพระสุเมรุ อยู่บนภพ ดาวดึงส์ ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้น
ที่ ๒ แห่งสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น มี ต้นปาริชาต เป็นสัญลักษณ์
ประจำสวรรค์
ในทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูกล่าวไว้ว่า พระอินทร์
ถือกำเนิดมาจากนางอทิติกับฤๅษีกัศยป เกิดในลักษณะ
ชลาพุชชะ (เกิดในครรภ์) มีชายาพระนามว่า อินทราณี
มีโอรสนามว่า ชยันตะ ประทับ ณ วิมานไวชยันตะ นคร
อมราวดีบนเขาพระสุเมรุ สถิตยังสวรรค์ชั้นที่ 2 มีสวนชื่อ
นันทนะ มีต้นปาริชาตเป็นต้นไม้ประจำสวรรค์ มีอาวุธ
ประจำพระองค์คือ วัชระ (สายฟ้า) ศร ตะขอหรือปฏัก
ทรงไชตรรถ และช้างไอราวัต เป็นพาหนะ
ความเชื่อเกี่ยวกับพระอินทร์ พบว่าในศาสนาพุทธ
นิกายเถรวาทถือว่าพระอินทร์เป็น ผู้อภิบาลศาสนา
และในคัมภีร์โลกศาสตร์ถือว่า พระอินทร์ เป็นจอมเทพ
แห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกจากนี้การอ้างถึงพระอินทร์
ยังเกี่ยวเนื่องกับความเป็นจักรพรรดิราช ซึ่งฐานความเชื่อ
ดังกล่าว มาจากฐานความเชื่อเดิมที่ปรากฏมาตั้งแต่
สมัยอยุธยา เช่น ความเชื่อที่ปรากฏในวรรณคดี
เรื่อง ไตรภูมิกถา และในเรื่อง สมบัติอัมรินทร์คำกลอน
เป็นต้น ในทางศาสนาพราหมณ์ฮินดูมีความเชื่อแรกเริ่ม
เดิมทีคือ พระอินทร์ เป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง แต่ในกาล
ต่อมาถูกลดบทบาทลงให้เหลือฐานะเพียง เทพอารักษ์
แต่ยังคงมีอิทธิพลในความเป็นเทพแห่งสงคราม จึงได้รับ
การบูชาจากกษัตริย์ เช่นเดิม
๒๙
เทพปกรณัมและเรื่องปกิณกะเกี่ยวกับวรรณคดีไทย (ต่อ)
บทบาทของพระอินทร์ในวรรณคดีไทย
พระอินทร์ในวรรณคดีไทยมักปรากฏในรูปแบบของเหตุการณ์การช่วยเหลือคนดี
ในหลาย ๆ เรื่อง อาทิ วรรณคดี เรื่อง สังข์ทอง ที่ว่าพระสังข์ไม่ยอมถอดรูปสักทีจนร้อนถึงพระอินทร์
ต้องลงมาจัดการ โดยมาท้าตีคลี บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ที่ว่า รณพักตร์ โอรสของทศกัณฐ์กับนา
งมณโฑท้ารบกับพระอินทร์ และพระอินทร์เป็นฝ่ายปราชัย ว่ากันว่าที่ปราชัยเพราะพระอินทร์ผิดศีลถึง
ขนาดลักลอบเป็นชู้กับเมียผู้อื่น และเหตุการณ์นี้ทำให้ รณพักตร์ได้รับสมญานามว่า “อินทรชิต”
และเรื่อง จันทโครพ พระอินทร์ได้ลงมาช่วยชุบชีวิตพระจันทโครพที่ถูกโจรป่าฆ่าตายทั้งยังสาปให้นาง
โมรากลายเป็นชะนี ในเรื่องการสาปนางโมราให้เป็นชะนี นี้ผู้เขียนมองว่า นางโมรามิได้ทำผิดอะไรถึง
ขนาดที่พระอินทร์จะต้องสาปนางเลย เพราะในเมื่อนางโมราเกิดมาในผอบไม่รู้เดียงสากับความเป็น
ไปในโลก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดของมนุษย์
เพียงเท่านั้น นี่ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่จะต้องโดนสาปด้วยหรือ ? ทั้งนี้คำกล่าวข้างต้น
เป็นเพียงข้อคิดเห็นในทัศนะของผู้เขียนเพียงเท่านั้น หากมีข้อสงสัยหรืออยากพิสูจน์
คำกล่าวนี้สามารถศึกษาได้ในเรื่องจันทโครพแล้ววิเคราะห์และตัดสิน
คุณค่าตามมุมมองของผู้อ่านได้ และก่อนที่จะไปเริ่มเล่าเรื่องราวของ
ครุฑกับนาค เรามาดูกันดีกว่าว่าทำอย่างไรเราถึงจะได้เกิดเป็นพระอินทร์
โดยในทางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทนั้น กล่าวว่า ผู้ที่จะได้เกิดเป็น
พระอินทร์จะต้องบำเพ็ญ วัตตบท ๗ ประการ ดังนี้
๑. เลี้ยงดูบิดามารดาตลอดชีวิต
๒. ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ในตระกูลตลอดชีวิต
๓. มีวาจานุ่มนวลตลอดชีวิต
๔. มีว่าจาไม่ส่อเสียดตลอดชีวิต
๕. มีใจยินดีในการแจกทานและครองเรือนตลอดชีวิต
๖. มีวาจาสัตย์จริงตลอดชีวิต
๗. ไม่มีความโกรธ แม่ว่าโกรธก็ระงับได้ทันทีตลอดชีวิต
๓๐
เทพปกรณัมและเรื่องปกิณกะเกี่ยวกับวรรณคดีไทย (ต่อ)
ครุ ฑและนาค
ก า ร กำ เ นิ ด ข อ ง ค รุ ฑ กั บ น า ค
ประเภทของครุ ฑ
PนาrคidแลeะปaรnะเdภทPขrอeงนjuาคdice
ตำนานแค้นสองเผ่าพันธุ์
๓๑
เทพปกรณัมและเรื่องปกิณกะเกี่ยวกับวรรณคดีไทย (ต่อ)
ครุ ฑและนาค
การกำเนิดของครุฑกับนาค ครุฑกับนาคเป็นพี่น้องกัน มีบิดาองค์เดียวกัน ชื่อพระกัสยป แต่พญาครุฑ
เป็นลูกนางวินตา ส่วนนาคเป็นลูกนางกัทรุ นางวินตาและนางกัทรุก็เป็นธิดาของพระทักษะด้วยกัน ถึงกระนั้น
ก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันนักตามแบบฉบับเมียหลวงและเมียน้อย มีความคิดเห็นขัดแย้งกันอยู่เสมอ และเพราะ
การไม่ลงรอยกันนี้เอง ที่เป็นสาเหตุทำให้พญานาคกับพญาครุฑไม่ถูกกันในเวลาต่อมา
ครุฑและนาคมีกำเนิด ๔ แบบ คือ
โอปปาติกะ (เกิดแบบผุดขึ้น)
ชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
อัณฑชะ (เกิดในไข่)
สังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
ครุฑ เป็นสัตว์กึ่งเทพในปกรณัมอินเดียและปรากฏในวรรณคดีสำคัญหลายเรื่อง เช่น มหากาพย์
มหาภารตะ รามเกียรติ์ ตามคติไทยโบราณ เชื่อว่าครุฑเป็นพญาแห่งนกทั้งมวล และเป็นพาหนะของ
พระนารายณ์ ปกติอาศัยอยู่ที่ วิมานฉิมพลี มีรูปเป็นครึ่งคนครึ่งนกอินทรี ได้รับพรให้เป็นอมตะ ไม่มีอาวุธใด
ทำลายลงได้ แม้กระทั่งสายฟ้าของพระอินทร์ก็ได้แต่เพียงทำให้ขนของครุฑหลุดร่วงลงมาเพียงเส้นหนึ่ง
เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ครุฑจึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า “สุบรรณ” ซึ่งหมายถึง “ผู้ที่มีขนงาม”
ประเภทของครุฑ
ตัวเป็นคนอย่างธรรมดาทั่ว ๆ ไป แต่มีปีก
ตัวเป็นคน หัวเป็นนก
ตัวเป็นคน หัวและขาเป็นนก
ตัวเป็นนก หัวเป็นคน
รูปร่างเหมือนนกทั้งตัว
นามต่าง ๆ ของครุฑ
- เวนไตย (บุตรแห่งนางวินตา) - สุบรรณ (ผู้มีปีกอันงดงาม)
- รักตปักษ์ (ผู้มีปีกสีแดง) - สุวรรณกาย (ผู้มีกายสีทอง)
- นาคนาศนะ (ศัตรูแห่งนาค) - สุเรนทรชิต (ผู้ชนะพระอินทร์) ฯลฯ
๓๒
เทพปกรณัมและเรื่องปกิณกะเกี่ยวกับวรรณคดีไทย (ต่อ)
ครุ ฑและนาค
นาค ตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัว
ใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี อาจมีสีเขียว สีดำ
หรือมี ๗ สี เหมือนสีของรุ้ง และนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่นาคตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมี
สามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในน้ำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่
มีอิทธิฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม แบ่งออก
เป็น ๔ ตระกูลใหญ่ ดังนี้ ตระกูลวิรูปักษ์ พญานาคตระกูลสีทอง ตระกูลเอราปถ พญานาคตระกูลสีเขียว
ตระกูลฉัพพยาปุตตะ พญานาคตระกูลสีรุ้ง ตระกูลกัณหาโคตรมะ พญานาคตระกูลสีดำ
นามต่าง ๆ ของนาค นาคี นาคา นาคราช นาคินทร์ นาเคนทร์ ภุชคะ ภุชงค์ ภุชงคมะ ฯลฯ
ครุฑและนาค ตำนานแค้นสองเผ่าพันธุ์ พญาครุฑแค้นใจพวกนาคใช้เล่ห์กลจนมารดาของตนต้อง
ตกเป็นทาส ทำให้พญาครุฑและเหล่าลูกหลานรุ่นต่อมาตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกนาค โดยเหล่าครุฑจะโฉบ
ลงมายังมหาสมุทรและโฉบนาคไปฉีกท้องจิกกินมันเหลวและทิ้งร่างไร้ชีวิตของนาคตกลงมหานที ข้างฝ่าย
พวกนาคนั้นแม้จะพยายามต่อสู้แต่ก็ไม่อาจสู้ไหวจึงพากันเลื้อยหนีไปหลบภัยยังสะดือทะเล แต่ก็ถูกครุฑ
ใช้ปีกโบกสะบัดจนน้ำลดแห้งและจับนาคไปฉีกท้องกิน เหล่านาคจึงพยายามกลืนหินใหญ่ลงท้องเพื่อถ่วงตัว
ให้หนัก ครุฑตนใดไม่รู้อุบายเวลาโฉบลงจับนาคก็ถูกหินที่นาคกลืนลงไปถ่วงน้ำหนักจนบินขึ้นไม่ไหวและจม
น้ำตาย ส่วนครุฑที่รู้อุบายนี้ก็จะจับนาคทางหางและเขย่าจนนาคต้องคายหินออกมา
ทำไมครุฑถึงกินนาคได้ เพราะครุฑได้ขโมยน้ำอมฤตมาตามอุบายของนาคที่ว่า หากครุฑนำน้ำอมฤต
มาให้ตนได้ จะยอมปล่อยแม่ของครุฑไป โดยครุฑได้เอาไปวางไว้ให้นาคบนหญ้าคา ขณะนั้นครุฑได้ทำน้ำ
อมฤตหกประมาณ ๒-๓ หยด พระอินทร์ผู้ปกปักรักษาติดตามไปได้จึงเกิดการต่อสู้กันระหว่างพระอินทร์
กับครุฑ แต่การต่อสู้จบลงด้วยการเจรจาครุฑจึงยอมยกน้ำอมฤตคืนให้พระอินทร์ พระอินทร์จึงได้ประทานพร
ให้ นาคเป็นอาหารของครุฑ ตั้งแต่นั้นมานาคจึงตกเป็นอาหารของครุฑเป็นต้นมา
ทำไมนาคถึงมีลิ้นสองแฉก เพราะ ตอนที่นาครู้แล้วว่าพระอินทร์ได้ตามเอาน้ำอมฤตกลับคืนไป พวก
นาคมองไปที่หญ้าคาแล้วเห็นหยดน้ำอมฤตที่ครุฑทำหก จึงพากันเลียน้ำอมฤตที่หลงเหลืออยู่ทำให้หญ้าคา
บาดลิ้น ทำให้ลิ้นของนาคเป็นสองแฉก (ถือเป็นที่มาของลิ้นงูด้วย)
ทำไมต้อง “บวชนาค” เมื่อพุทธกาลมีนาคตนหนึ่งเลื่อมใสในศาสนาพุทธมากจึงแปลงกายเป็นมนุษย์
เพื่อมาบวช เมื่อได้บวชแล้วถูกจับได้พระพุทธเจ้าจึงให้ลาสิกขาบท นาคเสียใจที่ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์
จึงร้องขอพระภิกษุเรียกผู้ที่จะบวชว่า “นาค” เพื่อผู้ที่บวชจะได้รำลึกถึงตน
๓๓
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๔). วรรณคดีวิจักษ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
กุหลาบ มัลลิกะมาส. (๒๕๒๘). ประวัติวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว
_________. (๒๕๔๗). ความรู้ทั่วไปทางวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง
จินดา ลาโพธิ์. (๒๕๕๘). พัฒนาการวรรณกรรมไทย. สกลนคร : โครงการพัฒนาผลงานทางวิชาการในวาระ
๔๘ ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
ชาญชัย กิจประเสริฐและคณะ. ม.ป.ป. Ent map ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เอ็มไอเอส.
ดำรงราชานุภาพ, กรมพระยา (๒๕๕๙). นิทานโบราณคดี. (พิมพ์ครั้งที่ ๕).นนทบุรี: ดอกหญ้า.
ทิพย์สุเนตร อนัมบุตร. (๒๕๔๙). วรรณกรรมรัตนโกสินทร์. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ธานีรัตน์ จัตุทะศรี. (๒๕๕๒) พระราชนิพนธ์อิเหนาในรัชกาลที่ ๒ : การสร้างนิทานปันหยีให้เป็นยอดแห่ง
วรรณคดีบทละครใน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วันเนาว์ ยูเด็น. (๒๕๒๗). ประวัติวรรณคดีสมัยสุโขทัยและอยุธยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.
ส. พลายน้อย.(๒๕๖๐).วรรณคดีอภิธาน.(พิมพ์ครั้งที่ ๒).กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์พิมพ์ดี.
_________. (๒๕๕๕). เทวนิยาย.(พิมพ์ครั้งที่ ๕).กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ยิปซี.
SIR IZAX ๓๔