The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sippakorn Khun, 2024-06-24 09:28:16

นาฏศิลป์ของแต่ละประเทศ

ประวัติของนาฏศิลป์

นาฏศิลป์ต ป์ ะวัน วั ออก จัดทำ โดย ด.ช.สิปปะกร ขุนณรงค์ เลขที่21 ชั้น ม.2/1 เสนอโดย ครูสุดา จันทร์ทอง โรงเรียนปากพนัง รายวิชา นาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2


ศิลปะการฟ้อ ฟ้ นรำ หรือความรู้แบบแผนของการฟ้อ ฟ้ นรำ เป็น ป็ สิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นด้วย ความประณีตงดงาม ให้ความบันเทิง อันโน้มน้าวอารมณ์และความรู้สึกของผู้ชมให้คล้อย ตาม ศิลปะประเภทนี้ต้องอาศัยการบรรเลงดนตรี และการขับร้องเข้าร่วมด้วย นาฏศิลป์ตะวันออก มี 6 ประเภท 1.นาฏศิลป์อิ ป์ อินเดีย 2.นาฏศิลป์ญี่ ป์ ญี่ปุ่นปุ่ 3.นาฏศิลป์จี ป์ จี น 4.นาฏศิลป์อิ ป์ อินโดนีเซีย 5.นาฏศิลป์เ ป์ ขมร 6.นาฏศิลป์พ ป์ ม่า นาฏศิลป์ คือ


1) นาฏศิลป์อิ ป์อิ นเดีย ดี เป็นศาสตร์การร่ายรำ ที่เป็นต้นแบบของนาฏศิลป์ไทย โดยกำ เนิดตั้งแต่ สมัยโบราณกาลมานานหลายร้อยปี ไม่เว้นแต่เป็นต้นแบบของไทย เท่านั้น แต่ยังถือเป็นต้นแบบของศาสตร์นาฏศิลป์ของโลก ถึงแม้ว่าดู เผิน ๆ อาจจะดูทั้งเก่าและน่าเบื่อ แต่นาฏศิลป์อินเดียนั้นได้สอดแทรก วัฒนธรรมออกมาอย่างสง่าและสวยงาม 1.การตนาฏยัม เป็นนาฏศิลป์ของอินเดียตอนใต้ มีลีลาการใช้จังหวะเท้าที่รวดเร็ว มีความหมาย ในท่ารำ ใช้ศิลปะการร่ายรำ ตามตำ รานาฏย ศาสตร์ของพระภรตฤาษี เป็นการฟ้อฟ้นรำ เพื่อ บูชาเทพเจ้า เป็นการแสดงที่ใช้ผู้หญิง แสดง และนิยมแสดงเดี่ยว มีเครื่องดนตรีประกอบ ได้แก่ กลอง (มาดังกัม) นิ่ง (ตาลัม) ขลุ่ย และ ไวโอลินการแต่งกาย หญิงจะสวมเสื้อเข้ารูป คอกว้าง แขนสั้น ตัวสั้นถึงใต้อก ห่มส่าหรี เกล้ามวยต่ำ หรือสูง ประดับด้วยดอกไม้และ เครื่องประดับผม เจิมหน้าจุดสีแดง กลางหน้า 2.กถัก นียมแสดงเดี่ยว เป็นนาฏศิลป์ของอินเดียตอน ผาก เหนือ ผู้แสดงอาจเป็นหญิงหรือชายก็ได้ เป็นการผสม ระหว่างวัฒนธรรมฮินดูและมุสลิม และมุสลิม ลักษณ เทพเจ้าของฮินดูและเรื่องราวจากวรรณคดี ลักษณะ เด่นแขนสั้น เอวลอย ตัวละครผู้หญิงสวมเสื้อคอกว้าง แล้วปล่อยชายยาวลงล่าง ตัวละครผู้ชายแต่งกาย คล้ายกัน ใช้ผ้าโพกศีรษะ 3.กถูกฬิ หรือกถักกฬิ เป็นนาฏศิลป์พื้นเมือง ของอินเดีย ตอนใต้ ส่วนใหญ่จะเล่นเป็นเรื่องแบบละคร ซึ่งส่วนมากเป็น มหากาพย์ เช่น มหาภารตะรามายณะและ เรื่องจากนิยาย ปุร ปุ าณะ ใช้ผู้ชายแสดงล้วน ใช้ภาษาซับซ้อน มีการแต่ง หน้าที่ประณีตใช้สีธรรมชาติเขียนลงบนใบหน้า การแต่งกาย จะนุ่งกระโปรงยาว คาดริ้ว ตามขวางที่ชาย กระโปรง ใส่สุ่มด้านใน สวมเสื้อแขนยาว เครื่องประดับ ศีรษะเป็นมงกุฎใหญ่ มีรัศมีวงกลมใหญ่ อยู่ด้านหลัง


2) นาฏศิลป์ญี่ ป์ปุ่ญี่ ปุ่ น ปุ่ นาฏศิลป์ของญี่ปุ่น ปุ่ มีกำ เนิดมาจากการแสดงเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งภูเขาไฟ บาง ประเภท เกิดจากแรงบันดาลใจทางศาสนา บางประเภทเกิดจากรสนิยมความ ต้องการของชนชั้นสูง พ่อค้า ชาวบ้าน ตามยุคสมัยที่แตกต่างกัน 1.ละครโนะ เป็นละครที่เก่าแก่ที่สุด ละครโนะเกิด ขึ้นจากศาสนา แต่เดิมจัดแสดงตามวิหาร มีกฎ ข้อบังคับในการแสดงเคร่งครัดมาก แสดง เรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้า การแต่งกายงดงาม ผู้ แสดง จะสวมหน้ากาก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ สร้างด้วยความประณีตงดงาม ท่าทาง การเคลื่อนไหวล้วนมีความหมายทั้งสิ้น แต่เดิมแสดงใต้ร่มไม้ ต่อมาทำ เวทีอย่างง่ายๆ เป็นเวทีสี่เหลี่ยมคนดูดูได้รอบ จัดฉากง่ายๆ เขียนรูปต้นสนและไม้ไผ่ไว้ห่างๆ และมี สนสาม กิ่งยื่นออกมาเพื่อรักษาสภาพเดิม ที่เคยแสดง ใต้ร่มไม้ แม้คนจะไม่นิยมดู เพราะการแสดงช้า ท่ารำ ซ้ำ ๆ แต่รัฐบาลญี่ปุ่น ปุ่ ก็รักษาไว้อย่างดี เพราะถือว่าเป็นการแสดง ชั้นสูง 2ละครคาบูกิ เป็นละครที่ได้รับความนิยมมาก ผสม ผสานระหว่างละครโนะและละคร หุ่นบุนรากุ การ แสดงมีทั้งการร้องและการพากย์ ท่าทางการแสดงมี แบบแผนที่เคร่งครัด เรื่องที่แสดง เป็นเรื่อง ประวัติศาสตร์ ศาสนาและเทพนิยาย ใช้ผู้ชายแสดง ล้วน แต่งกายด้วยสีสันฉูดฉาด มีการ แพร่หลาย เขียนหน้าคล้ายสวสตร์ สองนายแบบแผนตายตัว กำ หนดว่าสีใดเป็นของตัวละครใด เช่น ผู้ร้าย ขนาด เกือ หน้าสีน้ำ เงิน พระเอกหน้าสีขาว เวทีละครสร้าง อย่างวิจิตรงดงาม เป็นต้น 3.ละครเดียวเง็น เป็นการแสดงละครตลก สลับฉาก ลักษณะ คล้ายกับจำ อวดของไทย สะท้อนให้เห็น ความเรียบง่ายของ มนุษย์ เป็นละครเสียดสี เรื่องราวชวนหัว ทั้งคำ พูดและการแสดง เนื้อเรื่องที่แสดงไม่มีการฝึก ฝึ ซ้อม ใช้ความรู้สึกตามธรรมชาติ


3) นาฏศิลป์จี ป์จี น นาฏศิลป์จีนเกิดจากพิธีกรรมทางศาสนา การบูชา การฉลองชัย และพิธีการขอความอุดมสมบูรณ์ในการเกษตร ก่อนการแสดงทุก ครั้งจะต้องมีการเคารพบูชาพระบรมรูป ของพระจักรพรรดิมิ่ง อ้วง เพราะถือว่าพระองค์ทรงเชี่ยวชาญ การละครและดนตรี 2.งิ้วปักกิ่งเป็นศิลปะการแสดงสมบูรณ์ แบบที่รวมศิลปะ“การขับร้อง” “การ พูด” “การแสดงลีลา” “การแสดง ศิลปะการต่อสู้”และ“ระบำ รำ ฟ้อฟ้น”เข้าไว้ ด้วยกัน ตัวละครของงิ้วปักกิ่งที่สำ คัญ แบ่งเป็น “เซิง” (เพศชาย) “ตั้น” (เพศ หญิง) “จิ้ง” (เพศชาย) และ“โฉว” (มี ทั้งเพศชายและเพศหญิง) 3.งิ้วเหอเป่ยเป็นงิ้วโบราณที่ ผสมผสานดนตรี, การแสดง ร้อง เต้น การแสดงผาดโผน และอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งรูป แบบการแต่งหน้าของนัก แสดงจะสะท้อนให้เห็นถึงตัว ตน สถานะ บุคลิกภาพ และ บทบาทต่างๆของตัวละคร งิ้วเป็นการแสดงที่ผสมผสานการขับร้องและการเจรจา ประกอบกับลีลาท่าทางของนักแสดงให้ออกมาเป็นเรื่อง ราว โดยนำ เหตุการณ์ต่างๆ ในพงศาวดาร รวมทั้งความ เชื่อทาง ประเพณีและศาสนามาแสดงเป็นเรื่องราวงิ้วที่ ยอมรับว่าเป็นงิ้วที่สมบูรณ์แบบชนิดแรก คือ ละครใต้ (หนานซี) ของสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ แถบเมืองเจินโจ จน กระทั่งสมัยราชวงศ์ชิง จึงเกิดจิ๋วปักกิ่งซึ่งถือเป็นศิลปะ ประจำ ชาติที่มีความโดดเด่นมากการแต่งหน้านักแสดง ลักษณะเด่นของงิ้ว นอกจากการร่ายรำ และการ เคลื่อนไหว เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และ การแต่งหน้าก็เป็นส่วนสำ คัญ ทำ ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สีสันของการแต่งหน้าจะบอกถึงบุคลิกละอุปนิสัยของตัว ละคร เช่น สีแดงหมายถึง ความศักดิ์สิทธิ์ ความกล้าหาญ สีดำ หมายถึงความโกรธ สีเหลืองหรือสีทอง หมายถึง ความดีและพระ


4) นาฏศิลป์อิ ป์อิ นโดนีเซีย มีเกาะมากมายและแต่ละเกาะก็มีการแสดงของ ตนเอง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ศิลปะ การแสดงที่เก่าแก่ที่สุด คือ การเชิดหุ่น 1.การแสดงเชิดหุ่นเงา หรือวายัง เป็น นาฏศิลป์ประจำ ชาติที่เก่าแก่ที่สุด แต่ เดิมหุ่น เชิดทำ ด้วยหนังสัตว์ เรียกว่า วายัง กุลิต เรื่องที่ใช้ แสดงในวายัง คือ รามายณะ และมหาภารตะ โดยทำ เป็นบทละครเฉพาะของวายัง มีการ แทรกเรื่องปรัชญา ข้อคิดขบขันใน ชีวิต ประจำ วัน นำ มาเชื่อมโยงร่วม สมัยใหม่ 2.นาฏศิลป์ชวา เป็นการแสดงที่มีพื้นฐานมา จากการรำ ในราชสำ นักมี ลีลาร่ายรำ ที่นุ่มนวล ประณีต จังหวะที่ใช้ในการร่ายรำ จะช้า มีผ้าสไบ เป็นส่วนประกอบสำ คัญในการร่ายรำ เวลา แสดงตาจะตกตลอดเวลา ไม่ใช้สายตาไปยัง คนดู วงดนตรี ประกอบการแสดง เป็น วง ดนตรีประจำ ราชสำ นักสมัยโบราณ ปัจจุบันใช้ วงดนตรีสำ หรับฟ้อฟ้น ช้า เรียกว่า ภารมวลัน การแต่งกาย นุ่งผ้าถุงรัดรูป แบบยอดการีต โดยทิ้งชายยาวไว้ด้าน ข้าง หรือแบบสราการัด นุ่งผ้าถุงจีบหน้าบาง ด้านหน้าชายผ้าครอบข้อ เท้า สวมเสื้อแขนสั้นหรือแขนกุด สวมกระ บังหน้ากองประดับเลื่อม ประดับมวยผมด้วย ปิ่น 3.นาฏศิลป์บาหลี การร่ายรำ เพื่อบวงสรวงและ บูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นส่วนใหญ่ มีการแสดงละคร เป็น เรื่องราว ลักษณะการแสดงมีชีวิตชีวา จุดเด่นคือ การยักย้ายสะโพก การใช้ดวงตา เครื่องดนตรี จะ คล้ายคลึงกับดนตรีชวา เช่น มหาภารตะ รามายนะ และละครพื้นบ้านการแต่งกาย การแต่งกาย ผู้หญิง ผู้หญิง นุ่งผ้าถุงพ้นตัว ตัวเอกจะพ้นผ้าถุง ชายยาว จากพื้นปิดไปด้านหลัง มีเครื่องประดับศีรษะ ลวดลายทอง หรือกระบังหน้า ถ้าเป็นการแสดงพื้น บ้านก็ จะเกล้าผมมวยต่ำ ประดับด้วยดอกลั่นทม


5) นาฏศิลป์เป์ขมรการแสดงของเขมรดั้งเดิมใช้ผู้หญิงแสดงเพราะเป็นการแสดงภายในราชสำ นักเท่านั้น การแสดงมาตรฐานของเขมรจะแสดงเรื่องเรียมเลอ ซึ่งมีรากฐานมาจากรามายณะของอินเดีย 1.ระบำ อัปสรา เป็นการแสดงที่ถือกำ เนิดขึ้นมาไม่นานนัก โดยเจ้าหญิงบุปผาเทวี พระราชธิดาในเจ้านโรดมสีหนุ เพื่อเข้าฉากภาพยนตร์เกี่ยวกับนครวัด แต่กลายมาเป็นที่จดจำ และเป็นระบำ ขวัญใจชาวพม่า ด้วยเครื่องประดับศีรษะและท่วงท่าร่ายรำ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ถอดแบบมาจากรูปสลักหินนางอัปสราในปราสาทนครวัด 2.ละโคนโขลเป็นนาฏกรรมสวมหน้ากากอย่างหนึ่งในประเทศกัมพูชา มีลักษณะใกล้เคียงกับการแสดงโขนของประเทศไทยเนื่องจากได้รับการถ่ายทอดไปปัจจุบันมีละโคนโขลในกัมพูชาสองรูปแบบได้แก่ ละโคนโขลวัดสวายอัณแดต และละโคนโขลคณะระบำ หลวงกัมพูชา แต่เดิมจะใช้ผู้หญิงในการแสดง ต่างจากโขนของไทยที่จะใช้ผู้ชายแสดง 3.ระบำ พื้นบ้านเป็นนาฏศิลป์ที่ใช้แสดงในกลุ่มประชาชนทั่วไป และชนเผ่าต่างๆของกัมพูชาเช่น ชาวจาม เขมรบน และการแสดงของชาวนาและกรรมกร ส่วนใหญ่ใช้วงมโหรีบรรเลงประกอบ บางส่วนเกี่ยวข้องกับความรักและนิทานพื้นบ้าน เช่น ระบำ เกนียกไพลินเป็นการแสดงของชาวกุลาในเมืองไพลิน


6) นาฏศิลป์พ ป์ ม่า การแสดงของชาวพม่า จะแสดงในงานพิธีการ ต่างๆ เกี่ยวกับศาสนา และประเพณี นาฏศิลป์ที่ เก่าแก่พม่า ได้แก่ ระบวงสวรงเทพเจ้า และสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ 1.ระบำ พม่ามอญ การแสดงชุดนี้ประกอบอยู่ ในการแสดงละคร เรื่อง "ราชาธิราช" ตอน กระทำ สัตย์ ลีลาท่ารำ ที่ใช้รำ ในระบำ พม่า - มอญจะเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติมอญและ ชนชาติพม่า นับ ว่าเป็นภารแสดงชุดหนึ่งซึ่ง ผู้ชมจะได้มีโอกาสเห็นลีลาท่าทาง ของนัก ฟ้อฟ้นแบบพม่า และมอญว่าละม้ายคล้ายคลึง กัน ตลอด จนเครื่องแต่งกายก็บ่งบอกถึง เอกลักษณ์ของแต่ละชนชาติ นอกจากจะ แสดงประกอบในละครเรื่องราชาธิราชแล้ว ยังนำ มา แสดงเป็นชุดเอกเทศได้อีกด้วย 2.ละครนิพัทขิ่น มักจะแสดงเรื่องพุทธประวัติ ตอนตรัสรู้ เพราะไม่นิยมแสดงบทบาทของพระพุทธเจ้า หรือพระสาวก องค์สำ คัญ ต่อมาพม่าได้รับอิทธิพลของอินเดียโดยผ่าน ทางเขมร ละครนิทัทขิ่นจึงแสดงเรื่องอื่นๆ เช่น รามายณะ เทพนิยายต่างๆ และเหตุการณ์ในราชสำ นัก 2.ระบำ หน้ากากพม่า เป็นการแสดงที่ เป็น นาฏศิลป์พื้น เมืองของพม่ามาผสมผสานกับ ลีลาท่าทางของหุ่น กระบอกพม่าซึ่งเป็นการ แสดงที่สร้างสรรค์จาก จินตนาการของพื้นเมือง ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยใหญ่ รวมถึงพม่า ซึ่งท่า รำ นั้นเป็นแบบพม่าไทยใหญ่ดั้งเดิม และได้นำ มาเล่าเรื่องแสดงถึงการเกี้ยวพาราสี


ขอขอบคุณที่เขามาอ่านนะครับ


Click to View FlipBook Version