The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เป็นหนังสือเรียนออนไลน์ สามารถใช้เป็นหนังปรับพื้นฐานสำหรับผู้ที่มีความสนใจในการทางด้านช่าง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เอม' ชัญญา, 2023-02-06 02:31:41

หนังสืองานช่างทักษะพื้นฐาน

เป็นหนังสือเรียนออนไลน์ สามารถใช้เป็นหนังปรับพื้นฐานสำหรับผู้ที่มีความสนใจในการทางด้านช่าง

Keywords: งานช่างทักษะพื้นฐาน,งานช่าง

มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ คำนำ หนังสือวิชา ทักษะงานช่างพื้นฐาน รหัสวิชา 14-111-101 เล่มนี้ เรียบเรีบยงขึ้นตรงตาม หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2557 ของสำนักงานคณะกรรมการศึกษา อาชีวศึกษา เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 หน่วย ประกบด้วยความปลอดภัยในโรงฝึกงาน การบำรุงรักษาเครื่องมือ การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด หนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้ใช้เวลาในการศึกษา ค้นคว้า รวบรวม เนื้อให้เหมาะสม โดยมีความมุ่งหวังที่จะ ให้เกิดประสิทธิภาพต่อการเรียนการสอน และเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่เริ่มจะศึกษา หรือผู้ที่ต้องการข้อมูล เพิ่มเติม ผู้เขียนขอขอบคุณที่สร้างแหล่งความรู้ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เอกสาร รายวิชา ทักษะงานช่างพื้นฐานเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย และหากพบข้อบกพร่องหรือมีข้อเสนอแนะ ประการใด กรุณาแจ้งผู้เขียนทราบด้วย ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย กนกวรรณ หะยี ชัญญา ดำแก้ว อีเมล [email protected]


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ สารบัญ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึกงาน 1 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 2 1.1 ความปลอดภัยทั่ว ๆ ไปในการปฏิบัติงาน 2 1.2เครื่องมือและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายในการปฏิบัติงาน 10 1.3สัญลักษณ์ความปลอดภัย 13 1.4สัญลักษณ์ความปลอดภัยในการทำงาน 14 สรุป หน่วยที่1 ความปลอดภัยในโรงฝึกงาน 17 หน่วยที่ 2 การบำรุงรักษาเครื่องมือ 13 วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 15 2.1 ความหมายของการบำรุงรักษา (MEANINGS) 15 2.2 ความสำคัญของการบำรุงรักษา (IMPORTANCE OF MAINTENANCE) 15 2.3วิธีการบำรุงรักษาเครื่อง (PREVENTIVE MAINTENANCE) 16 2.4 ประโยชน์ของการบำรุงรักษา 17 2.5วัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษา 17 2.6 หน้าที่ของการบำรุงรักษา 18 2.7วงจรการซ่อม 18 2.8 ชนิดของการบำรุงรักษา 18 2.9การบำรุงรักษาแบบแก้ไข้หรือการบำรุงรักษาหลังเกิดเหตุขัดข้อง 19 2.10การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน 19 สรุป หน่วยที่2การบำรุงรักษาเครื่องมือ 19 หน่วยที่ 3 การใช้งานเละอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 18 วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 19 3.1 พื้นฐานของการวัด 19 3.2เครื่องมือวัด 20 3.3 ชื่อประกอบหน่วย(UNIT PREFIXES) 26 สรุป หน่วยที่3การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 26 บรรณานุกรม 26


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 1


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 2 หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. อธิบายหลักการการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยได้ 2. บอกเครื่องมืออุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลได้ 3. อธิบายสีและสัญลักษณ์เครื่องหมายความปลอดภัยได้ การปฏิบัติงานด้านช่างอุตสาหกรรมไม่ว่าสาขาใด ๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงต่อการเกิด อุบัติเหตุได้ง่าย สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องทราบและคำนึงถึงก็คือ “ ความปลอดภัย ” ซึ่งควรจะ ทำความเข้าใจและเรียนรู้ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติงาน รวมทั้งการใช้เครื่องมืออุปกรณ์และเครื่องจักรที่ถูกต้อง ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติงาน ที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้อง ระมัดระวังไม่ให้เกิดแก่ตนเองและเพื่อนร่วมมือ เพราะการเกิดอุบัติเหตุจะทำให้เกิดความสูญเสียทั้งร่างกาย และทรัพย์สิน รวมถึงเสียเวลาในการปฏิบัติงานด้วย 1.1 ความปลอดภัยทั่ว ๆ ไปในการปฏิบัติงาน 1. ไม่ควรนำเครื่องมือต่าง ๆ ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงขณะปฏิบัติงานนั้น ๆ เพราะปลาย แหลมคมอาจทำอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่นได้ รูปที่ 1.1 ควรนำเครื่องมือต่าง ๆ ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 2. ไม่หยอกล้อกันในขณะปฏิบัติงาน เพราะอาจทำให้ได้รับอันตรายจากเครื่องจักร


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 3 รูปที่ 1.2 ไม่ควรหยอกล้อกันขณะปฏิบัติงาน ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 3. ไม่นำเครื่องมือที่ชำรุดมาใช้งาน เพราะเครื่องมือที่ชำรุดจะทำให้เกิดอุบัติเหตุทั้งต่อตนเองและผู้อื่นได้ รูปที่ 1.3 แสดงเครื่องมือที่ชำรุด ที่มา : เครื่องมือจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 4. เครื่องเจียระไนจะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันอัตรายให้ครบ ได้แก่ กระจกป้องกันประกายไฟ และน้ำหล่อ เย็น ผู้ปฏิบัติงานจะต้องสวมแว่นนิรภัยด้วยเพื่อป้องกันอันตราย


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 4 รูปที่ 1.4 แสดงลักษณะของเครื่องเจียระไนซึ่งประกอบไปด้วยอุปกรณ์ป้องกันอันตราย ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 5. ควรทำการแต่งหน้าหินด้วยอุปกรณ์การแต่งหน้าล้อหินเจียระไน หากเห็นว่าด้านหน้าของล้อหินไม่ เรียบ รูปที่ 1.5 แสดงการแต่งหน้าล้อหินเจียระไนด้วยอุปกรณ์แต่งหน้าล้อหิน ที่มา : เครื่องมือจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 6. ต้องแต่งกายให้เหมาะสมและรัดกุมในขณะปฏิบัติงาน เพราะการแต่งกายรุ่มร่ามอาจเกิดอันตรายจาก เครื่องจักรหมุนดึงเข้าเครื่องได้


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 5 รูปที่ 1.6 การแต่งการขณะปฏิบัติงาน ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 7. อย่าใช้มือจับชิ้นงานเจาะรู เพราะจะทำให้เกิดอันตรายจาดแรงบิดของเครื่องเจาะต้องจับด้วยปากกา จับเจาะ รูปที่ 1.7 อย่าใช้มือจับชิ้นงานเจาะรู ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 8. การใช้เครื่องล้อหินเจียระไนที่แท่นรองรับงานและหน้าล้อหินเจียระไนต้องไม่ห่างมาก เพราะอาจทำ ให้เกิดอันตรายขึ้นได้ โดยระยะห่างระหว่างแท่นรองรับงานกับหน้าล้อหินเจียระไนต้องไม่เกิน 4 มิลลิเมตร


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 6 รูปที่ 1.8 การใช้เครื่องล้อหินเจียระไนที่แท่นรองรับงาน ที่มา : เครื่องจักรจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 9. ไม่สวมถุงมือหรือใช้ผ้าจับชิ้นงานขณะปฏิบัติงานเจียระไน เพราะล้อหินเจียระไนอาจดึงผ้าเข้าไปในล้อ หินเจียระไนซึ้งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ รูปที่ 1.9 ไม่สวมถุงมือหรือใช้ผ้าจับชิ้นงานขณะปฏิบัติงานเจียระไน ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 10. ห้ามสวมรองเท้าแตะเข้ามาปฏิบัติงานในโรงงาน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นที่เท้าได้ รูปที่ 1.10 ห้ามสวมรองเท้าแตะเข้ามาปฏิบัติงานในโรงงาน ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 7 11. พื้นที่ปฏิบัติงานต้องสะอาด ไม่ปล่อยให้สกปรก รกรุงรัง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอันตราต่อ ผู้ปฏิบัติงาน รูปที่ 1.11 พื้นที่ปฏิบัติงานต้องสะอาด ไม่ปล่อยให้สกปรก ที่มา : เครื่องมือจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 12. พื้นที่ปฏิบัติงานต้องมีแสงสว่างเพียงพอ รูปที่ 1.12 พื้นที่ปฏิบัติงานต้องมีแสงสว่างเพียงพอ ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 13. ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรก่อนใช้งานทุกครั้ง หากพบว่าเครื่องจักรชำรุด ห้ามใช้งาน เด็ดขาด


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 8 รูปที่ 1.13 ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรก่อนใช้งานทุกครั้ง ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 14. อย่าจับเศษโลหะที่ถูกตัดเฉือนจากงานกลึงด้วยมือเปล่า เพราะจะทำให้โลหะบาดมือได้ รูปที่ 1.14 อย่าจับเศษโลหะที่ถูกตัดเฉือนจากงานกลึงด้วยมือเปล่า ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 15. ไม่ควรใช้เครื่องมือผิดประเภท เพราะนอกจากจะทำให้เครื่องมือได้รับความเสียหายแล้ว ยังอาจทำให้ เกิดอันตรายกับผู้ปฏิบัติงานได้


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 9 รูปที่ 1.15 ไม่ควรใช้เครื่องมือผิดประเภท ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 16. การคลายนัตด้วยประแจควรดึงเข้าหาตัวเองทุกครั้ง เพื่อป้องกันการกระแทกที่รุนแรงขณะใช้ประแจ ถ้าเครื่องมือไม่สามารถดึงเข้าหาตัวเองได้เพราะพื้นที่จำกัด ให้ผลักด้ามประแจด้วยฝ่ามือ รูปที่ 1.16 การคลายนัตด้วยประแจควรดึงเข้าหาตัวเองทุกครั้ง ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 17. ขณะปฏิบัติงานเจาะสายตาต้องมองที่ชิ้นงาน เพราะถ้าไม่มีสมาธิในขณะปฏิบัติงานจะทำให้ได้รับ อันตรายในขณะปฏิบัติงานได้ รูปที่ 1.17 ขณะปฏิบัติงานเจาะสายตาต้องมองที่ชิ้นงาน ที่มา : นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 10 1.2 เครื่องมือและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายในการปฏิบัติงาน อุปกรณ์ป้องกันอันตรายเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ปฏิบัติงานสวมใส่ขณะปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจ เกิดขึ้นจากสภาพและสิ่งแวดล้อมการทำงาน การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเป็นวิธีหนึ่งในหลาย วิธีการป้องกันอันตรายจากการทำงาน ซึ่งมีหลายชนิด 1. อุปกรณ์ป้องกันศีรษะหรือหมวกนิรภัย สวมไว้เพื่อป้องกันศีรษะจากการถูกชนหรือกระแทก แต่หมวกนิรภัยนี้จะไม่สามารถรับแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากวัตถุที่ตกจากที่สูง มากระทบต่อศีรษะได้ อย่างสมบูรณ์ เหมาะเฉพาะสำหรับป้องกันศีรษะจากการได้รับบาดเจ็บ ในกรณีที่มีวัสดุเล็กๆ ตกใส่ เช่น นอต ท่อนไม้ และท่อนเหล็ก เป็นต้น รูปที่ 1.9 แสดงลักษณะหมวกนิรภัยที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม ที่มา : https://www.vrrichly.com/ 2. อุปกรณ์ป้องกันใบหน้าและดวงตา ช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากวัตถุ สาร เคมีกระเด็นเข้า ตาหรือใบหน้า หรือป้องกันรังสีที่ทำลายดวงตา แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ (1) แว่นตาป้องกันเศษโลหะ สำหรับป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับดวงตา เช่น งานสกัด งานเจียระไน และป้องกันเศษโลหะกระเด็นเข้าตาในขณะทำชิ้นงาน รูปที่ 1.10 แสดงลักษณะแว่นตานิรภัย ที่มา : เครื่องมือจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี (2) กระบังป้องกันใบหน้า เป็นวัสดุโค้งครอบใบหน้าเพื่อป้องกันใบหน้าและลำคอจากการ กระเด็นหรือกระแทกของวัตถุหรือสารเคมี


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 11 รูปที่ 1.11 แสดงลักษณะกระบังป้องกันใบหน้า ที่มา : https://www.kaidee.com/ 3. หน้ากากเชื่อมโลหะ เป็นหน้ากากที่ใช้ในการเชื่อมไฟฟ้า มีรูปร่างและแบบที่แตกต่างกัน หน้ากาก เชื่อมมีหน้าที่ป้องกันใบหน้าและดวงตาเพื่อป้องกันแสงจ้า รังสีจากการเชื่อม และจากการกระเด็นของ โลหะ ทำจากวัสดุทนความร้อน ไม่ติดไฟ และมีน้ำหนักเบา รูปที่ 1.12 แสดงหน้ากากเชื่อมไฟฟ้า ที่มา : เครื่องมือจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี 4. อุปกรณ์ป้องกันหู เป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่เพื่อป้องกันความดังของเสียงที่จะมากระทบ ต่อแก้วหูใน สภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังเกินกว่า 90 เดซิเบล การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันหูจะ สามารถลดเสียงได้ ประมาณ 20-30 เดซิเบล รูปที่ 1.13 แสดงลักษณะอุปกรณ์ป้องกันหูชนิดครอบหู ที่มา : https://test-vergleiche.com/


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 12 5. อุปกรณ์ป้องกันลำตัว เป็นชุดที่สวมใส่เพื่อป้องกันอันตรายจากการทำงานในที่ที่มี ความร้อนสูงหรือมี ลูกไฟกระเด็น เป็นต้น รูปที่ 1.14 แสดงลักษณธชุดป้องกันลำตัว ที่มา : https://thaismegp.com/ 6. อุปกรณ์ป้องกันมือ ในการปฏิบัติงานอุตสาหกรรมทุกลักษณะต้องใช้มือในการปฏิบัติงาน เพื่อป้องกัน อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับมือจึงควรสวมถุงมือขณะปฏิบัติงาน ถุงมือทำจากวัสดุได้หลายชนิด และแต่ละ ชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะตัว จึงควรเลือกถุงมือให้เหมาะสมกับลักษณะงาน รูปที่ 1.15 แสดงลักษณะถุงมือป้องกัน ที่มา : https://www.smtinter.com/ 7. อุปกรณ์ป้องกันเท้า ใช้สวมใส่ในโรงงานเพื่อป้องกันอวัยวะส่วนเท้าไม่ให้สัมผัสกับ อันตรายจากการ ปฏิบัติงานที่มีความร้อนหรือของมีคมที่อาจเกิดขึ้นกับเท้า รูปที่ 1.16 แสดงลักษณะรองเท้านิรภัย ที่มา : https://www.yellowpages.co.th/


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 13 1.3 สัญลักษณ์ความปลอดภัย การปฏิบัติงานในโรงงานที่มีเครื่องมือ เครื่องจักร นอกจากจะต้องปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยแล้ว ยังต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายตามลักษณะการปฏิบัติงานเพื่อความปลอดภัยด้วย และในโรงงาน อุตสาหกรรมยังมีสัญลักษณ์เตือนภัยทั้งการใช้สี เสียง และ รูปภาพ ซึ่งกำหนดขึ้นเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าใจได้ตรงกัน 1.3.1 สีที่ใช้เพื่อความปลอดภัย สีที่ใช้เพื่อความปลอดภัยคือ สีที่กำหนดในการบอกความหมายเพื่อความปลอดภัยตาม มอก. 635 เล่ม 1 กำหนดให้ใช้สีเพื่อความปลอดภัยตามตารางที่ 1.1 สีเพื่อความ ปลอดภัย สีตัด ความหมาย ตัวอย่างการใช้งาน สีแดง สีขาว • หยุด • เครื่องหมายหยุด • เครื่องหมายอุปกรณ์หยุดฉุกเฉิน • เครื่องหมายห้าม สีเหลือง สีดำ • ระวัง • มีอันตราย • ชี้บ่งว่ามีอันตราย (เช่น ไฟ วัตถุระเบิด กัมมันตภาพรังสี วัตถุพิเศษ อื่นๆ) • ชี้บ่งถึงเขตอันตราย ทางผ่านที่มีอันตราย เครื่องกีดขวาง • เครื่องหมายเตือน สีฟ้า สีขาว • บังคับให้ต้องปฏิบัติ • บังคับให้ต้องสวมเครื่องป้องกันส่วนบุคคล • เครื่องหมายบังคับ สีเขียว สีขาว • แสดงภาวะปลอดภัย • ทางหนี • ทางออกฉุกเฉิน • ฝักบัวชำระล้างฉุกเฉิน • หน่วยปฐมพยาบาล • หน่วยกู้ภัย • เครื่องหมายสารนิเทศแสดงภาวะปลอดภัย ตารางที่ 1.1 สีเพื่อความปลอดภัยและสีตัด


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 14 1.4 สัญลักษณ์ความปลอดภัยในการทำงาน 1.4.1 เครื่องหมายห้าม ( Prohibition Signs ) ใช้สีพื้นเป็นสีขาว สีของแถบตามขอบของวงกลมและแถบขวางใช้สีแดง สัญลักษณ์ภาพสีดำ อยู่ตรงกลาง มีตัวอย่างสีญลักษณ์ดังนี้ รูปที่ 1.17 แสดงรูปแบบของเครื่องหมายห้าม


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 15 1.4.2 เครื่องหมายบังคับ ( Mandatory Signs ) ใช้สีน้ำเงินตัดด้วยสีขาวโดยมีสัญลักษณ์ภาพสีขาวอยู่ตรงกลาง มีตคัวอย่างสัญลักษณ์ดังนี้ รูปที่ 1.18 แสดงรูปแบบของเครื่องหมายบังคับ


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 16 1.4.3 เครื่องหมายเกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัย ( Fire Prevention and Fire Fightin Signs รูปที่ 1.19 แสดงรูปแบบของเครื่องหมายเกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัย 1.4.4 เครื่องหมายสารนิเทศเกี่ยวกับภาวะปลอดภัย รูปที่ 1.20 แสดงรูปแบบของเครื่องหมายสารนิเทศเกี่ยวกับภาวะปลอดภัย


มหาวิทยลัยเท๕โโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 1 ความปลอดภัยในโรงฝึ กงาน 17 1.4.5 เครื่องหมายเตือน (Warning Signs) รูปที่ 1.21 แสดงรูปแบบของเครื่องหมายเตือน สรุป หน่วยที่1 ความปลอดภัยในโรงฝึกงาน ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญในงานช่างอุตสาหกรรม ดังนั้นนักศึกษาช่างอุตสาหกรรมจะต้องเข้าใจ วิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงาน เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจทำให้ ผู้ปฏิบัติงานสูญเสียทั้งร่างกายและทรัพย์สิน ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย เป็นอันดับแรก รวมทั้งปฏิบัติตามกฎระเบียบโรงงาน หรือสถานประกอบการณ์โดยเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อให้เกิด ความปลอดภัยจาก อันตรายหรืออุบัติเหตุต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ขณะปฏิบัติงาน


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 2 การบ ารุงรักษาเครื่องมือ 13


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 2 การบ ารุงรักษาเครื่องมือ 14


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 2 การบ ารุงรักษาเครื่องมือ 15 หน่วยที่ 2การบ ารุงรักษาเคร ื่องม ื อ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกความหมายของการบำรุงรักษาได้ 2. อธิบายถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาได้ 2.1 ความหมายของการบำรุงรักษา (Meanings) การบำรุงรักษาในทางงานวิศวกรรมหมายถึง การกระทำที่จำเป็นสำหรับการรักษาและฟื้นฟูอุปกรณ์ เครื่องจักร โรงงานและระบบต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน ซึ่งรวมถึงการบำรุงรักษาแบบ แก้ไขและการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ในยุคแรกๆ ของการเจริญเติบโตทางด้านอุตสาหกรรม การใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษา อุปกรณ์นั้นจะ ทำเมื่ออุปกรณ์เครื่องจักรเหล่านั้นเกิดความเสียหายอย่างทันทีทันใด สาเหตุเหล่านี้ ปัจจุบันก็ยังคงใช้กับ หลายๆ โรงงาน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเจริญเติบโตทางด้าน อุตสาหกรรมทำให้การบำรุงรักษา เครื่องจักรอุปกรณ์ เป็นผลกำไรที่สำคัญ การศึกษาถึงการบำรุง รักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เป็นการเพิ่มอายุและลดจำนวนเครื่องจักรเสียอย่าง ทันทีทันใด ซึ่งจะทำให้ประหยัดอย่างมาก การบำรุงรักษา เชิงป้องกันหมายถึง การวางแผนการซ่อม เครื่องจักร อุปกรณ์ ช่วงเวลาเฉพาะที่จะทำการบำรุงรักษาเชิง ป้องกันโดยขึ้นอยู่กับความยุ่งยาก ซับซ้อน และภาระงานที่มากระทำกับเครื่องจักร อุปกรณ์ การบำรุงรักษาเชิง ป้องกันไม่เพียงแต่จะ เพิ่มอายุการใช้งานของเครื่องจักรอุปกรณ์แต่ยังเพิ่มความแม่นยำของเครื่องจักรอุปกรณ์ อีกด้วย การบำรุงรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์ และโรงงานเป็นส่วนสำคัญของการทำให้ผลผลิตรวม ในการผลิต สูงขึ้น ส่งผลให้สร้างผลกำไรให้กับองค์กร และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า วัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษาโรงงาน (Objective of Plant Maintenance) มีดังนี้ 1. ทำให้เครื่องจักรเสียน้อยที่สุด เพื่อคงรักษาสภาพโรงงานให้อยู่ในสภาวะที่มีการทำงาน ที่ดี โดยให้มี ต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ 2. เพื่อลดการหยุดการทำงานของคนงานและเครื่องจักรให้น้อยที่สุด 3. เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการใช้ประโยชน์ของเครื่องจักรสิ่งก่อสร้าง อาคารโรงงาน และ การบริการ ในการทำงาน 2.2 ความสำคัญของการบำรุงรักษา (Importance of Maintenance) ความสำคัญของการบำรุงรักษาโรงงานและอุปกรณ์ เครื่องจักรจะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพของแต่ละ โรงงาน อย่างไรก็ตาม การที่จะยอมรับการบำรุงรักษาต้องอยู่ภายใต้การควบคุมในด้านอื่นๆอีก เช่น 2.2.1 การเสียหายของเครื่องจักร อุปกรณ์ที่จะนำไปสู่การสูญเสียในการผลิต


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 2 การบ ารุงรักษาเครื่องมือ 16 การเสียหายของเครื่องจักร อุปกรณ์ที่จะนำไปสู่การสูญเสียในการผลิต มีดังนี้ 1. โรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติเกิดการหยุดหรือเสียหายโดยทันทีทันใด ซึ่งเป็นจุดสำคัญใน การผลิต ทำให้ระบบการผลิตต้องหยุดทั้งโรงงาน 2. การบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสม ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินไปในการบำรุงรักษา 2.2.2 สาเหตุของปัญหาในโรงงานผลิต ในโรงงานผลิตสาเหตุเกิดจากปัญหาต่อไปนี้คือ 1. การสูญเสียการผลิต 2. การหยุดเครื่องจักรอย่างทันทีทันใดอาจเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักร อุปกรณ์ในการผลิต 3. ลักษณะงานพิเศษและงานล่วงเวลาต้องกระทำเพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมาย 2.3 วิธีการบำรุงรักษาเครื่อง (Preventive maintenance) 2.3.1 การบำรุงรักษาบรรทัดเหล็ก บรรทัดเหล็กเป็นเครื่องมือวัดละเอียด การใช้งานต้องระมัดระวัง ความเสียหายที่อาจเกิดกับบรรทัดเหล็ก โดยข้อควรระวังในการใช้มีดังนี้คือ 1. ห้ามใช้บรรทัดเหล็กแทนไขควงเพื่อทำการไขวัสดุอื่น ๆ 2. ควรแยกเก็บบรรทัดเหล็กจากประแจต่าง ๆ เช่น ค้อน ตะไบ หรือเครื่องมืออื่น ๆ 2.3.2 การบำรุงรักษาคาลิเปอร์ 1. ห้ามวางคาลิเปอร์ร่วมกับเครื่องมือชนิดอื่น 2. ขณะใช้งานจงระมัดระวังการตกหล่นบนพื้น 3. หลังการใช้งานให้ทำความสะอาดและทาน้ำมันหล่อลื่นเล็กน้อย 2.3.3 การบำรุงรักษาเวอร์เนียร์ 1. ห้ามทำเวอร์เนียร์ตกลงพื้น เพราะเวอร์เนียร์เป็นเครื่องมือวัดที่ละเอียด หากตกพื้นจะเสียความแม่นยำ ในการวัด 2. ห้ามวางเวอร์เนียร์รวมกับเครื่องมือชนิดอื่น เช่น ค้อน คีม หรือไขควง เพราะเครื่องมือเหล่านี้อาจจะ ทำให้เวอร์เนียร์ชำรุดเมื่อเกิดการกระแทก 3. หลังจากเลิกใช้งานให้ทำความสะอาดเวอร์เนียร์และชโลมด้วยน้ามันบาง ๆ


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 2 การบ ารุงรักษาเครื่องมือ 17 2.3.4 การบำรุงรักษาเวอร์เนียร์วัดความสูง 1. ลบคมของชิ้นงานที่จะนำมาทำการขีดเครื่องหมายด้วยเวอร์เนียร์วัดความสูง 2. ทำความสะอาดโต๊ะระดับ ฐานของเวอร์เนียร์วัดความสูง และชิ้นงาน 3. ตรวจสอบสเกลเลื่อนและสเกลหลักโดยดูเลขศูนย์ของสเกลเลื่อนให้ตรงกับเลขศูนย์ของสเกลหลักทั้ง ในระบบอังกฤษและระบบเมตริก 4. ตั้งความสูงที่ต้องการทำการขีดเครื่องหมายบนสเกลของเวอร์เนียร์วัดความสูง 5. ขีดเครื่องหมายชิ้นงาน โดยเลื่อนฐานของเวอร์เนียร์วัดความสูงให้ปลายของปากขีดลากเส้นบนชิ้นงาน ควรทาด้วยน้ำยาร่างแบบ 6. ทำความสะอาดเวอร์เนียร์วัดความสูงหลังเลิกใช้งาน 7. ชโลมน้ำมันบาง ๆ เพื่อป้องกันการเกิดสนิม 2.3.5 การบำรุงรักษาไมโครมิเตอร์ 1. ขณะทำการวัดต้องระมัดระว่าง อย่าให้ไมโครมิเตอร์ร่วงลงพื้น 2. ถ้าต้องการวัดชิ้นงานบนเครื่องกลึง ให้หยุดเครื่องกลึงรอจนชิ้นงานหยุดนิ่งจึงทำการวัด 3. เมื่อเลิกใช้งาน ต้องหมุนแกนเลื่อนให้ห่างจากทั่ง 4. ชโลมน้ำมันบาง ๆ เพื่อป้องกันการกัดกร่อน 5. เก็บไมโครมิเตอร์ในกล่องใส่ไมโครมิเตอร์ 2.4 ประโยชน์ของการบำรุงรักษา ประโยชน์ของการบำรุงรักษา 1. เพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วในการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ 2. ประหยัดพลังงานและยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร 3. คงรักษาความเร็วของเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตให้อยู่ในอัตรายที่ดีที่สุด 4. มีโปรแกรมการบำรุงรักษาเครื่องจักรช่วยให้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการบำรุงรักษาเครื่องจักร 5. เกิดความปลอดภัยกับผู้ปฏิบัติงานเพราะถ้าเครื่องจักรขาดการบำรุงรักษาเป็นสาเหตุให้เกิด อุบัติเหตุได้ 2.5 วัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษา วัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษามีดังนี้ 1. ลดการสูญเสียเวลาในการผลิตสาเหตุเพราะเครื่องจักรขัดข้อง 2. ลดการสูญเสียเนื่องจากเครื่องจักรหยุดการผลิต 3. เครื่องจักรและบุคลากรในงานบำรุงรักษามีประสิทธิภาพ 4. ยืดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ในโรงงาน


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 2 การบ ารุงรักษาเครื่องมือ 18 5. คงรักษาสภาพของเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตหรือสินทรัพย์อื่น ๆ ให้อยู่ในสภาพที่ดี 6. เพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการผลิต 7. ลดอุบัติเหตุที่เกิดจากเครื่องจักรและผู้ปฏิบัติงาน 8. ลดค่าใช้จ่ายรวมในการบำรุงรักษา ซึ่งรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการซ่อม ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเชิง ป้องกัน และค่าใช้จ่ายในการเก็บอะไหล่ 9. พัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และพัฒนาคุณภาพของการผลิต 2.6 หน้าที่ของการบำรุงรักษา การบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์อย่างเหมาะสม รวมทั้งการวางแผนการทำงานและการควบคุม ต้องมีการบันทึกในตารางการบำรุงรักษาและในใบสั่งงาน หน้าที่ของแผนกบำรุงรักษาสามารถจัดได้เป็นดังนี้ 1. เพื่อตรวจสอบ ซ่อม ปรับ และหล่อลื่นเครื่องมือและเครื่องจักร เมื่อต้องการ 2. เพื่อค้นหาความต้องการในการซ่อมและทางเลือกอื่นๆ 3. ซ่อมและแก้ไขดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้าง 2.7 วงจรการซ่อม การบำรุงรักษาเชิงป้องกันจำแนกเป็น 4 ขั้นตอนคือ 1. การตรวจสอบ 2. การซ่อมเล็กน้อย 3. การซ่อมปานกลาง 4. การซ่อมใหญ่ 2.8 ชนิดของการบำรุงรักษา กิจกรรมในการบำรุงรักษาของโรงงานอุตสาหกรรมจำแนกได้คือ 1. การบำรุงรักษาแบบแก้ไขหรือการบำรุงรักษาหลังเกิดเหตุขัดข้อง 2. การบำรุงรักษาตามกำหนดเวลา 3. การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน 4. การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ 5. การบำรุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 2 การบ ารุงรักษาเครื่องมือ 19 2.9 การบำรุงรักษาแบบแก้ไข้หรือการบำรุงรักษาหลังเกิดเหตุขัดข้อง การบำรุงรักษาแบบแก้ไขหรือการบำรุงรักษาหลังเกิดเหตุขัดข้องหมายถึง การซ่อม ซึ่งกระทำเมื่อ เครื่องจักรอุปกรณ์เกิดการชำรุดเสียหาย เช่น สายพานของเครื่องจักรขาดระหว่างการทำงานมอเตอร์ไฟฟ้าไม่ ทำงาน หรือการขัดข้องระบบไฟฟ้าของเครื่องจักร ซึ่งเป็นลักษณะขอองการบำรุงรักษาต้องทำการตรวจสอบ และการซ่อมข้อบกพร่องดังกล่าว สาเหตุบางออย่างที่ทำให้เครื่องจักรและอุปกรณ์เกิดการชำรุดเสียหายมาจาก ดังนี้ 1. เครื่องมือและเครื่องจักรขาดการหล่อลื่น 2. การเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอไม่ถูกวิธี 3. ระบบการหล่อเย็นไม่เหมาะสม 4. ทัศนคติที่แตกต่างกันในข้อปิดพลาดเล็กน้อยของงานบำรุงรักษา 5. ฐานรากของเครื่องจักรไม่แข็งแรง เกิดการสั่นสะเทือนมาก เสียงดังผิดปกติ เป็นต้น ข้อเสีย 1. โดยทั่วไปแล้วการเสียหายของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในเวลาไม่เหมาะสมจะนำไปสู่การรีบเร่งใน การซ่อมบำรุง ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการซ่อมไม่ดี 2. ลดการผลิต 3. โอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้น 4. สูญเสียวัสดุมากกว่าการบำรุงรักษาด้วยวิธีอื่น 2.10 การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การบำรุงรักษาชนิดนี้เป็นระบบและกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเฝ้าดูสภาพของโรงงานโดย ผ่านการกระทำอย่างเป็นระบบและเป็นการตรวจสอบตามกำหนดเวลาพื้นฐานของกิจกรรม สรุป หน่วยที่ 2 การบำรุงรักษาเครื่องมือ การบำรุงรักษามีความสำคัญต่อโรงงานเป็นอย่างมากเพราะการบำรุงรักษาเป็นกระบวนการ ตรวจสอบ ซ่อม ปรับแต่ง และหล่อลื่นเครื่องมือ เครื่องจักร อาคารโรงงาน ตลอดจนการวางแผน การซ่อม บำรุงรักษาเพื่อให้เครื่องมือและเครื่องจักรเสียหายน้อยที่สุด ซึ่งทำให้ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตที่ สำคัญทำให้ลดอุบัติเหตุ และสร้างแรงจูงใจในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 18


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 19 หน่วยที่ 3 การใช้งานเละอ่านเครื่องมือวัดละเอียด วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. สามารถบอกพื้นฐานของการวัดได้ 2. สามารถจำแนกการใช้งานเครื่องมือวัดได้ 3.1 พื้นฐานของการวัด พื้นฐานของการวัดสามารถจำกัดความหมายของการวัดเหล่านี้โดยการใช้บรรทัดเหล็กหรือเครื่องมือวัด อื่นๆ ที่ไม่ละเอียด และมาตรฐานที่ใช้คือ ระบบนิ้วและระบบเมตริก โดย ระบบนิ้ว หน่วยของความยาวในระบบนิ้วคือ นิ้ว ซึ่งแบ่งออกเป็นเลขเศษส่วนหรือเลขทศนิยม ระบบ เศษส่วน หรือเลขฐานสอง เช่น 1/2, 1/4, 1/8, 1/16, 1/32, 1/64 และรับบเลขทศนิยมฐานสิบโดยเขียนเป็น ผลิตผลของสิบ ดังแสดงในตารางที่ 3.1 จำนวน เศษส่วน ทศนิยม หนึ่งในสิบ หนึ่งในร้อย หนึ่งในพัน หนึ่งในหมื่น หนึ่งในแสน หนึ่งในล้าน 1/10 1/100 1/1,000 1/10,000 1/100,000 1/1,000,000 0.1 0.01 0.001 0.0001 0.00001 0.000001 ตารางที่ 3.1 ตารางผลิตผลของสิบ ระบบเมตริก ในงานเครื่องจักรกล มิลลิเมตรใช้บอกขนาดของระบบเมตริก และเศษส่วนของ มิลลิเมตรบอกขนาดเป็นทศนิยม ดังแสดงในตารางที่ 3.2 เป็นตารางเปรียบเทียบการวัดระบบนิ้วกับระบบ เมตริก และในตารางที่ 3.3เป็นตารางการแปลงระบบนิ้วและระบบเมตริก ขนาด (นิ้ว) ขนาด (เมตริก) มิลลิเมตร (mm) เซนติเมตร (cm) เดซิเมตร (dm) เมตร (m) 1 นิ้ว 1 ฟุต 1 หลา 25.4 304.8 914.4 2.54 30.48 91.44 0.254 3.048 9.144 0.0254 0.3048 0.9144 ตารางที่ 3.2 ตารางเปรียบเทียบการวัดระบบนิ้วกับระบบเมตริก


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 20 นิ้ว เมตริก นิ้ว เมตริก 0.01 นิ้ว (in) 1 นิ้ว (in) 1 ฟุต (ft) 1 หลา (yd) 1 ออนซ์ (oz) 1 ปอนด์(lb) 0.025 มิลลิเมตร (mm) 25.4 มิลลิเมตร (mm) 0.3048 เมตร (m) 0.9134 เมตร (m) 28.35 กรัม (g) 0.4536 กิโลกรัม (kg) 0.039 นิ้ว (in) 39.39 นิ้ว (in) 0.66213 ไมล์(mile) 15.432 เกรน (gr) 2.204 ปอนด์(lb) 1.0567 ควอตซ์ (qt) 1 มิลลิเมตร (mm) 1 เมตร (m) 1 กิโลกรัม (kg) 1 กรัม (g) 1 กิโลกรัม (kg) 1 ลิตร (l) ตารางที่ 3.3 ตารางแปลงระบบนิ้วเป็นระบบเมตริก 3.2 เครื่องมือวัด 3.2.1 บรรทัดเหล็ก (Steel Rules) บรรทัดเหล็กเป็นเครื่องมือวัดแนวเส้นตรงที่นิยมใช้กันมากที่สุด และมีสเกลในระบบนิ้วและ ระบบ เมตริก ตัวอย่างเช่น 1. บรรทัดเหล็กระบบอังกฤษ (นิ้ว) บรรทัดเหล็กที่ใช้ในงานช่างกลโรงงานทำด้วยเหล็ก สปริงอ่อน ยาว 6 นิ้ว โดยบนบรรทัดเหล็กจะมีสเกลบอกขนาดที่ละเอียดถึง 1/64, 1/32, 1/16 และ 1/8 นิ้ว 2. บรรทัดเหล็กระบบเมตริก บนบรรทัดเหล็กจะมีสเกลแบ่งเป็นมิลลิเมตรและครึ่ง มิลลิเมตร โดย บรรทัดเหล็กจะมีขนาดระหว่าง 150 มิลลิเมตร ถึง 1 เมตร แต่ที่นิยมใช้คือ ความยาว 150 มิลลิเมตร และ 300 มิลลิเมตร รูปที่ 3.1 บรรทัดเหล็กระบบอังกฤษและระบบเมตริก


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 21 3.2.2 คาลิเปอร์วัดนอก (Outside Caliper) คาลิเปอร์วัดนอก เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบที่ใช้ทำการวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของชิ้นงาน กลมหรือ ชิ้นงานแบนเรียบโดยประมาณ ซึ่งไม่ต้องการความละเอียด ดังแสดงในรูปที่ 3.2 คาลิเปอร์ มีหลายชนิด เช่น คาลิเปอร์วัดนอก ประกอบด้วยขาโค้งสองขา สปริงและนอตปรับระยะการเคลื่อนที่ ของขาโค้งสองขา และ ชนิดที่ไม่ใช้สปริงและนอตปรับระยะ โดยการดึงขาทั้งสองออกจากกัน เพื่อเพิ่ม ระยะให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ วัด หรือหุบขาทั้งสองเพื่อวัดระยะให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ การใช้ คาลิเปอร์วัดนอกไม่สามารถอ่านค่าได้ โดยตรง แต่ต้องตรวจสอบและตั้งค่าโดยใช้บรรทัดเหล็กหรือ เกจมาตรฐาน เพราะฉะนั้นคาลิเปอร์ชนิดนี้ไม่ควร ใช้กับงานที่ต้องการความแม่นยำน้อยกว่า 0.007 นิ้ว ถึง 0.008 นิ้ว (0.18 ถึง 0.20 มิลลิเมตร) การปรับตั้งค่าคาลิเปอร์วัดนอกกับบรรทัดเหล็ก สิ่งที่สำคัญสำหรับการปรับตั้งค่า คาลิเปอร์วัดนอก กับบรรทัดเหล็กคือ ต้องตรวจสอบปลายของบรรทัดเหล็ก โดยตรวจสอบการสึกหรอ หรือความเสียหาย และ ต้องปรับตั้งดังนี้ 1. จับบรรทัดเหล็กด้วยมือซ้าย โดยให้นิ้วชี้ยืดออกรองรับส่วนปลายของบรรทัดเหล็ก ดังแสดงในรูปที่ 3.2 2. จับคาลิเปอร์วัดนอกด้วยมือขวา และวางขาด้านหนึ่งของคาลิเปอร์วัดนอกที่ปลายของ บรรทัดเหล็ก และประคองขาอีกด้านด้วยนิ้วชี้ของมือซ้าย 3. จับขาทั้งสองของคาลิเปอร์วัดนอกให้ขนานกับขอบของบรรทัดเหล็ก และหมุนนอตปรับระยะ จนกระทั่งส่วนปลายขาด้านล่างของคาลิเปอร์วัดนอกตรงกับระยะที่ต้องการบนบรรทัดเหล็ก การวัดด้วยคาลิเปอร์วัดนอก ขณะทำการวัดชิ้นงานต้องหยุดเครื่องจักร และดำเนินการตรวจสอบ ขนาดดังนี้ 1. เมื่อทําการตรวจสอบขนาดชิ้นงานกลม ต้องจับคาลิเปอร์วัดนอกให้ขาทั้งสองของ คาลิเปอร์วัดนอก ตั้งฉากกับศูนย์กลางของชิ้นงาน ดังแสดงในรูปที่ 3.2 รูปที่ 3.2 คาลิเปอร์วัดนอก


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 22 2. จับส่วนบนของคาลิเปอร์วัดนอกโดยใช้นิ้วแม่มือและนิ้วชี้ 3. ขณะทำการตรวจสอบขนาดบนชิ้นงาน ให้เลื่อนคาลิเปอร์วัดนอกผ่านบนชิ้นงานที่ทำการวัด อย่างเบาๆ ข้อสังเกต : ห้ามใช้แรงเลื่อนดันขาคาลิเปอร์วัดนอกบนชิ้นงาน เพราะจะทำให้ขนาดที่ทำให้ขนาดที่ทำการวัด คลาดเคลื่อน และขาทั้งสองของคาลิเปอร์วัดนอกสึกหรอ 3.2.3 คาลิเปอร์วัดใน (Inside Caliper) คาลิเปอร์วัดใน ใช้สำหรับวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของรูหรือความกว้างของร่องลิ่มหรือร่องของชิ้นงาน ดังแสดงในรูปที่ 3.3 โดยมีหลายๆ ชนิด เช่น คาลิเปอร์วัดในแบบข้อต่อสปริงที่มีขาสองขา สปริงและนอตปรับ ระยะการเคลื่อนที่ของปลายขาโค้งทั้งสองขา และชนิดที่ไม่ใช้สปริงและนอตปรับระยะ โดยการดึงขาทั้งสอง ออกจากกัน และเคาะขาข้างใดข้างหนึ่งเพื่อลดระยะให้ได้ตามขนาดที่ต้องการวัด การวัดด้วยคาลิเปอร์วัดใน การใช้คาลิเปอร์วัดในทำการวัดรูในและร่องของชิ้นงาน มีวิธีการวัด ดังต่อไปนี้คือ 1. วางขาด้านหนึ่งของคาลิเปอร์วัดในให้อยู่ในตำแหน่งขอบด้านล่างของรู ดังแสดงในรูปที่ 3.4 รูปที่ 3.3 คาลิเปอร์วัดใน 2. ใช้นิ้วชี้แตะขาคาลิเปอร์วัดในให้สัผัสกับขอบด้านล่างของรู และขนาดของคาลิเปอร์ต้องตั้งฉากและ ขนานกับรูในของชิ้นงาน 3. เลื่อนขาด้านบนไปยังตำแหน่งของลูกศร และหมุนปรับนอตจนกระทั่งปลายขาของคาลิเปอร์ใน สัมผัสอย่างเบาๆ กับรูในของชิ้นงาน 4. นำคาลิเปอร์วัดในมาทำการตรวจสอบขนาด กับบรรทัดเหล็ก โดยให้ปลายขาด้านหนึ่งของ คาลิเปอร์วัดในขนานกับขอบของบรรทัดเหล็ก และอ่านค่า บนบรรทัดเหล็ก โดยดูค่าบนปลายอีกด้านหนึ่ง ของขาคาลิเปอร์วัดในว่าตรงกับระยะเท่าใดบนบรรทัดเหล็ก


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 23 3.2.4 เวอร์เนียร์คาลิเปอร์ (Vernier Caliper) เวอร์เนียร์คาลิเปอร์เป็นเครื่องมือวัดละเอียด ใช้สำหรับการวัดอย่างแม่นยำในพิกัด 11,000 นิ้ว หรือ 0.001 นิ้วสำหรับระบบนิ้ว และพิกัด 1/50 มิลลิเมตร หรือ 0.02 มิลลิเมตรสำหรับระบบ เมตริก ดังแสดงในรูปที่ 3.4 รูปที่ 3.4 เวอร์เนียร์คาลิเปอร์ ส่วนประกอบของเวอร์เนียร์คาลิเปอร์เวอร์เนียร์คาลิเปอร์ระบบนิ้วและระบบเมตริกสามารถนำไปใช้ ในการวัดแต่ละระบบ และเวอร์เนียร์คาลิเปอร์ยังมีส่วนประกอบที่เหมือนกันดังนี้ 1. โครงซึ่งมีรูปร่างเป็นรูปตัวแอล ประกอบด้วยแกนเวอร์เนีย ซึ่งเป็นระบบเมตริกและระบบอังกฤษทั้ง ด้านบนและด้านล่าง มีปากวัดนอกคงที่ 2. สเกลเลื่อน ซึ่งมีสเกลเรียกว่า สเกลเลื่อนทั้งระบบนิ้วและระบบเมตริก 3. สกรูยึดตำแหน่ง ใช้สำหรับเมื่อทำการวัดชิ้นงาน 4. ปากวัดใน ใช้สำหรับวัดรูในของชิ้นงาน 5. ปากวัดนอก ใช้สำหรับวัดความโตของชิ้นงาน 6. ก้านวัดลึก ใช้สำหรับวัดความลึกของชิ้นงาน เวอร์เนียร์คาลิเปอร์ที่นิยมใช้มีอยู่ด้วยกัน 2 ระบบคือ 1. ระบบอังกฤษ • เวอร์เนียร์ 1/128 นิ้ว อ่านค่าจากการวัดเป็นเศษส่วนของนิ้ว เช่น 1 นิ้ว แบ่งเป็น 128 ส่วน หรือ 1/128 นิ้ว • เวอร์เนียร์ 11.00 นิ้ว อ่านค่าจากการวัดเป็นทศนิยมของนิ้ว เช่น 1 นิ้ว แบ่งเป็น 1,000 ส่วน หรือ 1/1,000 นิ้ว หรือเท่ากับ 0.001 นิ้ว


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 24 2. ระบบเมตริก • เวอร์เนียร์ 120 มิลลิเมตร อ่านค่าจากการวัดเป็นทศนิยมของมิลลิเมตร เช่น 1 มิลลิเมตร แบ่งเป็น 20 ส่วน หรือ 1/20 มิลลิเมตร เท่ากับ 0.05 มิลลิเมตร • เวอร์เนียร์ 150 มิลลิเมตร อ่านค่าจากการวัดเป็นทศนิยมของมิลลิเมตร เช่น 1 มิลลิเมตร แบ่งเป็น 50 ส่วน หรือ 1/50 มิลลิเมตร เท่ากับ 0.02 มิลลิเมตร 3.2.4 เวอร์เนียร์วัดความสูง (Vernier Height Gage) เป็นเครื่องมือที่มีความละเอียดซึ่งใช้ในงานตรวจสอบงานร่างแบบ และงานอุปกรณ์จับยึดเพื่อทำการ ขีดเครื่องหมายอย่างแม่นยำ เวอร์เนียร์ชนิดนี้มีหลายขนาด โดยเริ่มจากขนาดตั้งแต่ 12 ถึง 72 นิ้ว หรือตั้งแต่ 300 ถึง 1,000 มิลลิเมตร และอ่านค่าละเอียดได้ถึง 0.001 นิ้ว หรือ 0.02 มิลลิเมตร ส่วนประกอบของเวอร์เนียร์วัดความสูง ดังแสดงในรูปที่ 3.7 1. ลำตัว ซึ่งมีสเกลหลักทั้งระบบเมตริกและระบบอังกฤษโดยในระบบเมตริกมีความละเอียดเป็น มิลลิเมตร โดยแบ่ง 1 เซนติเมตรเท่ากับ 10 มิลลิเมตร ส่วนในระบบอังกฤษมีความละเอียดเป็นนิ้ว โดยแบ่ง 4 นิ้วออกเป็น 10 ช่อง สาว 2. สเกลเลื่อน ซึ่งมีสเกลทั้งระบบเมตริกและระบบอังกฤษ โดยในระบบเมตริกมีความละเอียดถึง 1/50 มิลลิเมตร หรือ 0.02 มิลลิเมตร ส่วนในระบบอังกฤษมีความละเอียดถึง 1/1,000 นิ้วหรือ 0.001 นิ้ว 3 แคลมป์สกรูโดยใช้สำหรับสเกลเลื่อนเพื่อให้ได้ขนาดตามที่ต้องการวัด 4. ฐาน ทำหน้าที่รองรับลำตัว สเกลเลื่อน และใช้เคลื่อนที่ ขณะขีดเครื่องหมายชิ้นงาน 5. ปากขีด ทำหน้าที่ขีดเครื่องหมายขึ้นงานให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ รูปที่ 3.7 เวอร์เนียร์วัดความสูง


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 25 3.2.6 ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) ไมโครมิเตอร์เป็นเครื่องมือวัดที่มีความแม่นยำ ใช้สำหรับวัดในพิกัด 1/1,000 นิ้วหรือ 0.001 นิ้ว หรือ 1/10,000 หรือ 0.0001 นิ้ว และพิกัด 0.002 มิลลิเมตร หรือ 1/100 มิลลิเมตร หรือ 0.01 มิลลิเมตร หรือ 1/1,000 มิลลิเมตร หรือ 0.001 มิลลิเมตร ไมโครมิเตอร์มีหลายชนิด เช่น ไมโครมิเตอร์ วัดนอก ไมโครมิเตอร์ วัดใน ไมโครมิเตอร์วัดความสูง และไมโครมิเตอร์วัดความลึก แต่ที่นิยมใช้คือ ไมโครมิเตอร์วัดนอก ดังแสดงในรูปที่ 3.8 รูปที่ 3.8 ไมโครมิเตอร์ ส่วนประกอบของไมโครมิเตอร์วัดนอก 1. โครง (Frame) มีรูปร่างเหมือนตัวยู หรือตัวซี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการประกอบของชิ้น ส่วนอื่นๆ เข้ากับโครงไมโครมิเตอร์วัดนอก 2. ทั่ง เป็นส่วนที่คงที่รองรับชิ้นงานในการวัดขนาด ทำด้วยเหล็กชุบแข็ง (Anvil) 3. แกนเลื่อน (Spindle) เป็นส่วนที่เคลื่อนเข้า-ออกในการวัดโดยสัมผัสกับชิ้นงาน และ เคลื่อนที่ได้ โดยการหมุนปลอกหมุนหรือแกนหมุนวัดขนาด 4. ปลอกหมุน (Thimble) ซึ่งมีสเกลเลื่อนหมุนรอบๆ เส้นรอบวงในระบบอังกฤษ มีพิกัด 1 ขีด เท่ากับ 0.01 นิ้ว ส่วนระบบเมตริกมีพิกัด 1 ขีด เท่ากับ 0.01 มิลลิเมตร ใช้หมุนแกนเลื่อนเข้า-ออก ในการวัดขนาด แบบหยาบๆ ในกรณีแกนเลื่อนห่างจากชิ้นงานมากๆ 5. ปลอกหลัก (Sleeve) ซึ่งมีสเกลหลักในระบบอังกฤษ มีพิกัดละเอียด 0.025 นิ้ว ส่วนระบบเมตริกมี พิกัดละเอียด 0.5 มิลลิเมตร 6. แกนหมุนวัดขนาด (Ratchet Stop) ใช้หมุนให้แกนเลื่อน (Spindle) เข้าหาชิ้นงานเพื่อ ทำการวัด ขนาดและป้องกันการใช้แรงหมุนมากเกินไป ขณะทำการวัดให้จับแกนหมุนวัดขนาดสัมผัส กับชิ้นงาน และฟัง เสียงคลิกที่เกิดขึ้นสองครั้งแล้วหยุดหมุน โดยอ่านขนาดของชิ้นงานที่สเกลบนปลอกหลักและสเกลบนปลอก หมุน


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด 26 ไมโครมิเตอร์ที่นิยมใช้งานมีอยู่ด้วยกัน 2 ระบบคือ 1. ระบบอังกฤษ อ่านค่าจากการวัดเป็นเศษส่วนและทศนิยมของนิ้ว เช่น 1 นิ้ว แบ่งเป็น 1,000 ส่วน 1/1,000 นิ้ว หรือ 0.001 นิ้ว และ 1 นิ้ว แบ่งเป็น 10,000 ส่วน 1/10,000 หรือ 0.0001 นิ้ว 2. ระบบเมตริก หรือ ระบบ SI Unit อ่านค่าจากการวัดเป็นเศษส่วนและทศนิยมของมิลลิเมตร เช่น 1/100 มิลลิเมตร หรือ 0.01 มิลลิเมตร และ 1/1,000 มิลลิเมตร หรือ 0.001 มิลลิเมตร 3.3 ชื่อประกอบหน่วย (Unit PreFixes) ชื่อประกอบหน่วยในระบบ SI (คำเต็มคือ International System of Units) มีพื้นฐานมาจากการยก กำลังของเลข 10 ด้วยตัวเลขต่างๆกัน แล้วกำหนดเป็นชื่อประกอบเข้ากับหน่วยฝนระบบ SI ช่วยให้อ่านและ เขียนได้ง่ายขึ้นไม่ว่าตัวเลขนั้นจะมีค่าน้อยหรือมากเพียงใดก็ตาม ตารางที่ 3.4 แสดงชื่อประกอบของหน่วยในระบบ SI สรุป หน่วยที่ 3 การใช้งานและอ่านเครื่องมือวัดละเอียด ระบบการวัดเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของงานช่างระบบการวัดที่ นิยมใช้ใน โลกปัจจุบันมี 2 ระบบคือ ระบบเมตริกและระบบอังกฤษ โดยระบบเมตริกมีหน่วยวัดความยาวเป็นเมตร กิโลเมตร วัดน้ำหนักเป็นกรัม กิโลกรัม ส่วนระบบอังกฤษมีหน่วยวัดความยาวเป็นนิ้ว ฟุต ไมล์ และวัดน้ำหนัก เป็นปอนด์ เป็นต้น สำหรับเครื่องมือวัดในงานช่างมีหลายชนิด เช่น บรรทัด เหล็ก คาลิเปอร์ สำหรับใช้วัดอย่าง ไม่ละเอียดมากนัก ส่วนเวอร์เนียร์และไมโครมิเตอร์ เป็นเครื่อง มือวัดที่มีความละเอียดสูงกว่า ดังนั้นจึงต้อง เลือกใช้เครื่องมือวัดให้เหมาะสมกับงานที่ต้องการวัด


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ บรรณานุกรม 26 บรรณานุกรม ไทรทอง เรืองจำรัส.(2560).งานเทคนิคพื้นฐาน.กรุงเทพฯ.บริษัท วี.พริ้นท์ (1991).บริษัท ซีเอ็ด ยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) อนุศักดิ์ ฉิ่นไพศาล.(2558).การบำรุงรักษา.(พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพฯ.บริษัท วี.พริ้นท์ (1991).บริษัท ซีเอ็ด ยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) อนุศักดิ์ ฉิ่นไพศาล. (2554).งานฝึกฝีมือ.กรุงเทพฯ.บริษัท วี.พริ้นท์ (1991).บริษัท ซีเอ็ด ยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) Digital Calibration.(2016).SI Unit.http://www.digitalcalibration.co.th/


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สาขาวิชา วิศวกรรมอุตสาหการ บรรณานุกรม 26


Click to View FlipBook Version