รายงาน
เรื่อง ลกั ษณะของภาษาไทย
จดั ทาโดย
นางสาวพิชพา โกศลบารมี
เลขท่ี๒๓ ห้องเรียน ๓ รหสั นกั เรียน ๕๕๗๙
ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่๕/๓
เสนอ
คุณครู ธนาวฒุ ิ วงคแ์ วน่
รายงานเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการเรียนรายวิชาภาษาไทย รหสั ท๓๒๑o๒
ภาคเรียนที่ ๒ ปี การศึกษา ๒๕๖๔
โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๖ จงั หวดั ลาพนู
รายงาน
เรื่อง ลกั ษณะของภาษาไทย
จดั ทาโดย
นางสาวพิชพา โกศลบารมี
เลขท่ี๒๓ ห้องเรียน ๓ รหสั นกั เรียน ๕๕๗๙
ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่๕/๓
เสนอ
คุณครู ธนาวฒุ ิ วงคแ์ วน่
รายงานเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการเรียนรายวิชาภาษาไทย รหสั ท๓๒๑o๒
ภาคเรียนที่ ๒ ปี การศึกษา ๒๕๖๔
โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๖ จงั หวดั ลาพนู
คำนำ
รายงานฉบบั น้ีเป็นส่วนหน่ึงของวชิ า ท ๓๒๑๐๒ ภาษาไทย ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี๕โดยมีจุดประสงค์
เพือ่ การศึกษาความรู้ท่ีไดจ้ ากเรื่องลกั ษณะของภาษาไทย ซ่ึงรายงานน้ีมีเน้ือหาเก่ียวกบั ภาษาไทยเป็น
ภาษาคาโดด การเรียงคาแบบ ประธาน กริยา กรรม ภาษาวรรณยกุ ต์ เสียงสระ พยญั ชนะ การวางคาขยายไว้
ขา้ งหลงั คาหลกั การลงเสียงหนกั -เบาของคา การไมเ่ ปลี่ยนแปลงรูปคา
ผจู้ ดั ทาไดเ้ ลือก หวั ขอ้ น้ีในการทารายงาน เน่ืองมาจากเป็นเร่ืองท่ีน่าสนใจ รวมถึงเป็นการอนุรักษ์
และสืบสานภาษาไทยไวใ้ หค้ งอยู่ ผจู้ ดั ทาจะตอ้ งขอขอบคุณ คุณครู ธนาวุฒิ วงคแ์ วน่ ผใู้ หค้ วามรู้ และ
แนวทางการศึกษาเพ่ือน ๆ ทุกคนท่ีให้ ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ผจู้ ดั ทาหวงั วา่ รายงานฉบบั น้ีจะให้
ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผอู้ า่ นทกุ ๆ ท่าน
นางสาวพิชพา โกศลบารมี
สำรบัญ หน้ำ
ก
เรื่อง ข
คานา 1
สารบญั 2
ความหมายของภาษา 3-5
ความสาคญั ของภาษา 6
ลกั ษณะของภาษา 7
ลกั ษณะของประโยคในภาษาไทย ค
สรุป
บรรณานุกรม
ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพ่ือถา่ ยทอดความรู้สึกนึกคดิ ของมนุษย์ ภาษาไทยเป็นภาษาหน่ึงที่
มีความงดงามและมีเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั นกั ศึกษาในฐานะผใู้ ชภ้ าษาไทยควรอยา่ งยง่ิ ท่ีจะเรียนรู้ลกั ษณะของ
ภาษาไทย และตระหนกั ถึงความสาคญั ของภาษาไทยอนั เป็นเคร่ืองมือในการส่ือสารและเป็นเคร่ืองมือสาคญั
ในการสร้างเอกภาพความเป็ นชาติไทย
ควำมหมำยของภำษำ
ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษยใ์ ชถ้ ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ภาษาตา่ ง ๆ ท่ีใชส้ ื่อสารกนั ทวั่ โลกมีอยู่
เป็นจานวนมาก บางภาษามีท้งั ภาษาพดู และภาษาเขียน แต่ในบางภาษาใชใ้ นการสนทนาเทา่ น้นั มีผใู้ ห้
ความหมายของ ภาษา ไวอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง “ภาษา” มาจากคาภาษาสันสกฤต “ภาษา” แปลวา่ ถอ้ ยคา หรือคา
พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ (๒๕๓๔: ๓๙๗) อธิบายความหมายของคาวา่ “ภาษา” ไว้
ดงั น้ี “น. เสียงหรือกิริยาอาการที่ทาความเขา้ ใจกนั ได้ คาพูด ถอ้ ยคาท่ีใชพ้ ดู กนั มีความรู้ความเขา้ ใจ” พระ
ยาอนุมานราชธน (๒๕๑๕: ๓๒-๓๓) กล่าววา่ ภาษา ตามความหมายในนิรุกติศาสตร์ คอื วธิ ีที่ มนุษยแ์ สดง
ความในใจเพือ่ ใหผ้ ทู้ ี่ตนตอ้ งการใหร้ ู้ไดร้ ู้ โดยใชเ้ สียงพดู ท่ีมีความหมายตามท่ีไดต้ กลงรับรู้กนั ซ่ึงมีผู้ ไดย้ นิ
รับรู้และเขา้ ใจ อดุ ม วโรตมส์ ิกขดิตถ์ (๒๕๓๗: ๓) กล่าววา่ ภาษา ยอ่ มเป็นระบบสญั ลกั ษณ์ในเชิงคาพดู
หรือเชิงการ เขียนที่มนุษยเ์ ท่าน้นั กาหนดข้ึน และใชเ้ ป็นเคร่ืองมือในการสื่อความหมายต่อกนั และกนั
วิจินตน์ ภาณุพงศ์ (๒๕๓๘: ๖) อธิบายวา่ ภาษา หมายถึงเสียงพดู ที่มีระเบียบและมีความหมาย ซ่ึง มนุษยใ์ ช้
เป็นเคร่ืองมือสาหรับสื่อสาร ความคดิ ความรู้สึก ความตอ้ งการ และใชใ้ นการประกอบกิจกรรม ร่วมกนั
กาญจนา นาคสกุล (๒๕๕๑: ๖-๑๑) ไดก้ ล่าวถึงความหมายของภาษา ไวว้ า่ ภาษา หมายถึง สัญลกั ษณ์ตา่ ง ๆ
ที่มนุษยใ์ ชส้ ื่อสารในสงั คม ภาษา หมายถึง ส่ิงท่ีเป็นสัญลกั ษณ์อาจจะเป็นอะไรก็ไดเ้ ท่าที่มนุษยก์ าหนดข้ึน
ภาษาตามความหมายน้ี จึงกินความหมายกวา้ งและมีคาขยายไดม้ ากมาย เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ซ่ึงเป็น
ภาษาที่ใชถ้ อ้ ยคาเป็น ส่ือกลาง รวมถึงภาษาทา่ ทาง เคร่ืองหมาย และสัญลกั ษณ์ต่าง ๆ ดว้ ย
ควำมสำคญั ของภำษำ
ภาษามีความสาคญั ต่อมนุษยม์ าก เพราะนอกจากจะเป็นเคร่ืองมือในการส่ือสารแลว้ ยงั เป็นเคร่ืองมือ
ของการเรียนรู้การพฒั นาความคิดของมนุษยแ์ ละเป็นเคร่ืองมือถา่ ยทอดวฒั นธรรมและการ ประกอบอาชีพที่
สาคญั ภาษาช่วยเสริมสร้างความสามคั คีของคนในชาติอีกดว้ ย เพราะภาษาเป็นถอ้ ยคาท่ีใชใ้ นการสื่อสาร
สร้าง ความเขา้ ใจกนั ในสังคม ภาษาจึงมีประโยชนม์ ากมาย ไดแ้ ก่
ภำษำช่วยธำรงสังคม การอยรู่ ่วมกนั ของมนุษยใ์ นสังคมหน่ึง ๆ น้นั จะมีความสุขไดต้ อ้ งรู้จกั ใช้
ภาษาแสดงไมตรีจิตความ เอ้ือเฟ้ื อเผอ่ื แผต่ ่อกนั การทกั ทายกนั พดู คุยกนั แสดงกฎเกณฑท์ างสงั คมท่ีจะ
ปฏิบตั ิร่วมกนั การประพฤติตน ใหเ้ หมาะสมแก่ฐานะของตนในสงั คมน้นั ๆ ทาใหส้ ามารถธารงสังคมน้นั
อยไู่ ดไ้ มป่ ่ันป่ วนวุ่นวายจนถึงกบั เสื่อม สลายไปในที่สุด
ภำษำแสดงควำมเป็ นปัจเจกบุคคล ภาษาแสดงใหเ้ ห็นถึงลกั ษณะเฉพาะตวั ของบคุ คลใหเ้ ห็นวา่
บุคคลมีอปุ นิสยั รสนิยม สติปัญญา ความคิดความอา่ น แตกตา่ งกนั ไป เช่น คนหน่ึงอาจพดู วา่ “ฉนั เหนื่อย
เหลือเกิน ฉนั ไมเ่ ดินต่อไปอีกแลว้ ” อีกคนหน่ึงอาจพูดวา่ “เหนื่อย ไดย้ นิ ไหม เหน่ือยจะตายอยแู่ ลว้ ยงั จะให้
เดินอีก” อีกคนหน่ึงอาจพูดว่า “เหนื่อยจงั หยดุ พกั กนั ก่อนเถอะ” ส่วนอีกคนหน่ึงพดู วา่ “ฉนั วา่ พกั เหนื่อย
สักประเด๋ียว แลว้ ค่อยไปต่อดีไหมจะ๊ ” เมื่อวิเคราะหว์ ธิ ีพูดหรือการใชภ้ าษาของบุคคลเหล่าน้ีอาจอนุมาน
อุปนิสยั ของผพู้ ดู วา่ น่าจะเป็นดงั น้ีคน แรก ยดึ ตนเป็นท่ีต้งั คนท่ีสองมกั ชอบตาหนิผูอ้ ่ืน คนที่สามมีอุปนิสัย
ชอบชกั ชวนหรือ เสนอแนะ ส่วนคนสุดทา้ ยมี อุปนิสัยอ่อนโยน รับฟังความคดิ เห็นของคนอ่ืน เป็นตน้
ภำษำช่วยพฒั นำมนุษย์ มนุษยใ์ ชภ้ าษาในการถ่ายทอดความรู้ความคิดและประสบการณ์ใหแ้ ก่กนั
และกนั ทาใหม้ นุษยม์ ีความรู้ กวา้ งขวางมากข้ึนและเป็นรากฐานในการคิดใหม่ ๆ เพอ่ื ทาใหช้ ีวติ ความ
เป็นอยแู่ ละสังคมมนุษยพ์ ฒั นาข้ึน ๔. ภาษาช่วยกาหนดอนาคต การใชภ้ าษาสามารถกาหนดอนาคต เช่น
การวางแผน การทา สญั ญา การพิพากษา การพยากรณ์ การทากาหนดการตา่ ง ๆ สิ่งตา่ งเหล่าน้ี ทาใหเ้ รารู้วา่
อนาคตจะเกิดอะไรข้ึนบา้ ง กบั สงั คมน้นั ๆ หรือกระทง่ั กบั โลกใบน้ี ๕. ภาษาช่วยจรรโลงใจ ภาษาช่วยให้
เกิดความชื่นบาน มนุษยพ์ อใจที่อยากจะไดย้ นิ เสียงไพเราะ จึงไดม้ ีการน าภาษาไปเรียบ เรียงเป็นคา
ประพนั ธ์ที่มีสมั ผสั อนั ไพเราะก่อใหเ้ กิดความชื่นบานในจิตใจ และสามารถเล่นความหมายของคาใน ภาษา
ควบคู่ไปกบั การเล่นเสียงสมั ผสั ไดจ้ ึงทาใหเ้ กิดคาคม คาผวน สานวน ภาษิตและการแปลงคาขวญั เพือ่ ให้
เกิดสานวนที่น่าฟัง ไพเราะ และสนุกสนานไปกบั ภาษาดว้ ย
ลกั ษณะของภำษำไทย
ภาษาไทยเป็นภาษาคาโดด หมายความวา่ การพดู การใชภ้ าษาไทยจะมี ค า เป็นหน่วยภาษาท่ีแทน
ความหมาย เม่ือตอ้ งการจะสื่อความหมายใดก็นาคาท่ีมีความหมายน้นั มาเรียงต่อกนั เพื่อแทนความคิดหรือ
เรื่องราวท่ีตอ้ งการสื่อออกไป โดยคาน้นั ๆ ไมต่ อ้ งเปลี่ยนแปลงรูป หรือผนั แปรเพื่อใหส้ อดคลอ้ งกบั คาอ่ืนใน
ลกั ษณะของความสมั พนั ธท์ างไวยากรณ์ ในภาษาไทยคามีความสมั พนั ธก์ นั ดว้ ยตาแหน่งและความหมาย
เช่น เป็นผกู้ ระทา เป็นผรู้ ับการกระทาเป็นอาการท่ีกระทาเป็นตน้ ตาแหน่งและความหมายของคาสมั พนั ธ์
กบั หนา้ ที่ของคาน้นั ดว้ ย ภาษาไทยมีลกั ษณะเฉพาะของตนเอง แตกต่างจากภาษาอ่ืน ดงั น้ี ลกั ษณะของคา
ในภาษาไทย
คำภำษำไทยแต่เดิมเป็ นคำพยำงค์เดียว ภาษาไทยเดิมเป็นภาษาท่ีมีโครงสร้างคาพยางคเ์ ดียว
สามารถนาคาไปใชใ้ นประโยคไดท้ นั ที แต่ในปัจจุบนั ภาษาไทยไดร้ ับอิทธิพลของภาษาตา่ งประเทศทาใหค้ า
ใน ภาษาไทยมีคาหลายพยางคม์ ากข้ึน คาพยางคเ์ ดียวที่เป็นภาษาไทยแท้ ดงั น้ี คาเรียกส่วนตา่ งๆของ
ร่างกาย เช่น หนา้ หวั หู คาบอกอาการโดยทว่ั ไป เช่น ไป มา นงั่ คาเรียกเครือญาติ เช่น พอ่ แม่ พี่ คา
สรรพนาม เช่น เขา แก เอง็ คาเรียกชื่อสิ่งของ เช่น ถว้ ย ชาม ไห คาบอกจานวน เช่น หน่ึง สอง สาม คา
เรียกชื่อเคร่ืองมือเครื่องใช้ เช่น จอบ เสียม แพ เบด็ คาเรียกชื่อธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่น
ดิน น้า ลม คาที่เป็นลกั ษณนามแตเ่ ดิม เช่น กอง กอ้ น อนั คาขยายที่ใชแ้ ตเ่ ดิม เช่น อว้ น ผอม สูง คาเรียกสี
ต่าง ๆ เช่น แดง ขาว ฟ้า
ภำษำไทยจะมีตัวสะกดตรงตำมมำตรำ มาตราตวั สะกดมี ๘ มาตรา ค าไทยแทจ้ ะมีตวั สะกดตรง
ตามมาตรา ดงั น้ี แม่ กก ใช้ ก สะกด เช่น นก แม่ กด ใช้ ด สะกด เช่น วดั แม่ กบ ใช้ บ สะกด เช่น ราบ แม่
กง ใช้ ง สะกด เช่น ถงุ แม่ กน ใช้ น สะกด เช่น หมอน แม่ กม ใช้ ม สะกด เช่น กลม แม่ เกย ใช้ ย สะกด
เช่น สาย แม่ เกอว ใช้ ว สะกด เช่น แลว้
ภำษำไทยมคี ำลกั ษณนำม คาลกั ษณนามเป็นคาที่บอกลกั ษณะของนามขา้ งหนา้ ลกั ษณนามจะ ใช้
ตามหลงั คาวิเศษณ์บอกจานวน (ประมาณวิเศษณ์) เช่น คอมพวิ เตอร์ ๒ เคร่ือง น้า ๑ แกว้
คำภำษำไทยคำเดียวมีหลำยควำมหมำย และมีหลายหนา้ ที่ ภาษาเป็นภาษาคาโดด คาแตล่ ะคา
สามารถนาไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งอิสระ ไม่มีการเปล่ียนแปลงรูปคาเพ่ือบอกหนา้ ท่ีของคา คาจะมีหนา้ ท่ีและ
ความหมาย เปลี่ยนแปลงไปตามตาแหน่งท่ีปรากฏในประโยค ตวั อยา่ ง คาวา่ “ฉนั ” ในประโยคต่อไปน้ี
ประโยค ๑ : ฉนั และเพอ่ื นกาลงั ไปมหาวทิ ยาลยั (ประธาน) ประโยค ๒ : พระภิกษกุ าลงั ฉนั ภตั ตาหารเพล
(กริยา)
ภำษำไทยเป็ นภำษำเรียงคำ การเรียงคาเขา้ ประโยคในภาษาไทยเป็นเรื่องสาคญั มาก ความหมาย
ของคาจะเปลี่ยนไป เม่ือตาแหน่งที่คาน้นั ปรากฏในประโยคเปล่ียนไป ตวั อยา่ ง ประโยค ๑ : เธอรักเขา (เธอ
เป็นประธาน เขาเป็นกรรม) ประโยค ๒ : เขารักเธอ (เขาเป็นประธาน เธอเป็นกรรม)
คำขยำยจะวำงไว้หลงั คำท่ถี กู ขยำย การวางคาขยายในภาษาไทยจะวางไวห้ ลงั คาที่ถูกขยาย ค า
ขยายจะช่วยใหร้ ายละเอียดที่ชดั เจนมากข้ึน เช่น อากาศหนาว (คาขยาย หนาว ขยายคาวา่ อากาศ)
ภำษำไทยมีระบบเสียงพยัญชนะ เสียงสระ เสียงวรรณยกุ ต์ เสียงพยญั ชนะ หรือเสียงแปร คือ เสียง
ที่เปลง่ ออกมาจากลาคอ แลว้ กระทบกบั อวยั วะส่วนใดส่วน หน่ึงในปาก เช่น คอ ป่ ุมเหงือก ฟัน ริมฝีปาก ซ่ึง
ทาใหเ้ กิดเป็นเสียงต่าง ๆ กนั โดยพยญั ชนะไทยมี ๔๔ รูป ๒๑ เสียง
ระบบเสียง คอื เสียงที่กาหนดไวเ้ ป็นระเบียบตลอดจนมีวิธีการออกเสียงท่ีลงรอยเป็นแบบเดียวกนั
ระบบเสียงของภาษาไทยมีเสียงพยญั ชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยกุ ต์
เสียงสระ หรือ เสียงแทค้ อื เสียงท่ีเปลง่ ออกมาจากลาคอโดยตรง ไมถ่ กู สกดั ก้นั ดว้ ยอวยั วะส่วนใด
ใน ปาก แลว้ เกิดเสียงกอ้ งกงั วาน และออกเสียงไดย้ าวนาน ซ่ึงเสียงสระในภาษาไทยแบง่ ออกเป็น
สระเดีย่ วสระเสียงส้นั ไดแ้ ก่ อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ เออะ โอะ เอาะ สระเสียงสระยาว ไดแ้ ก่ อา อี อื อู
เอ แอ เออ โอ ออ
สระประสม มี ๖ เสียง ดงั น้ี เอียะ เอีย เอือะ เอือ อวั ะ อวั สระประสมที่เกิดจากสระเสียงส้ัน อิ + อะ
= เอียะ อึ + อะ = เอือะ อู + อะ = อวั ะ สระประสมที่เกิดจากสระเสียงยาว อี + อา = เอีย อื + อา = เอือ อู +
อา = อวั เสียงวรรณยกุ ต์ หรือเสียงดนตรีเสียงวรรณยกุ ตท์ ่ีใชใ้ นภาษาไทยมี ๕ เสียง ดงั ต่อไปน้ี
เสียงสามญั (ไมม่ ีรูป) เช่น กา เสียงเอก เช่น จ่า เสียงโท เช่น ตู้ เสียงตรี เช่น จะ๊ เสียงจตั วา เช่น
ป๋ า
การเปล่ียนแปลงระดบั เสียงของคาเป็นวธิ ีเพมิ่ คาใหม้ ากข้นึ ทาใหภ้ าษาขยายตวั เพราะเมื่อคาเปล่ียน
ระดบั เสียงหรือที่เรียกวา่ เสียงวรรณยกุ ตก์ จ็ ะทาใหค้ าน้นั มีความหมายตา่ งกนั ออกไป เช่น ขา (เสียงจตั วา)
ความหมาย อวยั วะต้งั แต่ตะโพกถึงขอ้ เทา้ สาหรับยนั กาย และเดินเป็นตน้ ข่า (เสียงเอก) ความหมาย ชื่อ
ไมล้ ม้ ลุกชนิดหน่ึง มีเหงา้ ลาตน้ เป็นกอ สูง ดอกสีขาว ออกเป็นช่อท่ียอด เหงา้ มีกลิ่นฉุน ใชป้ รุง อาหารและ
ทายาได.้ ขา้ (เสียงโท) ความหมาย ประชาชน ราษฎร เช่น ไพร่ฟ้าขา้ แผน่ ดิน ๘. ภาษาไทยมีการสร้างคา
ใหม่การสร้างคาในภาษาไทยถือเป็นวธิ ีการเพิ่มจานวนคาในภาษาไทยให้ มีความหลากหลาย ซ่ึงภาษาไทยมี
วธิ ีการสร้างคา ดงั น้ี ประสมคา ซอ้ นคา หรือ ซ้าคา
คำมูล ชยั วฒั น์ สีแกว้ (๒๕๓๗: ๑๑) ไดก้ ล่าวถึงความหมายของคามูลไวว้ า่ คามลู หมายถึง คา
ด้งั เดิมในภาษา คามลู อาจเป็นคาไทยแท้ หรือเป็นคาที่มาจากภาษาอื่น และอาจมีพยางคเ์ ดียวหรือหลาย
พยางค์ เช่น วิง่ น้านาฬิกา โดยคามูลหลายพยางคน์ ้นั เมื่อแยกออกเป็นแต่ละพยางคจ์ ะไมม่ ีความหมาย เช่น
มะมว่ ง คาประสม พระยาอปุ กิตศิลปะสาร (๒๕๔๕: ๖๐-๖๒) ไดก้ ล่าวถึงลกั ษณะของคาประสม ดงั น้ี
๑. ค าประสมท่ีเอาคามลู มีเน้ือความต่างๆประสมกนั เขา้ มีใจความเป็นอีกอยา่ งหน่ึง เช่น หางเสือ (ที่
บงั คบั ทิศทางเรือ)
๒. คาที่ยอ่ มาจากใจความมาก คาพวกน้ีมีลกั ษณะคลา้ ยกบั ท่ีเรียกวา่ “คาสมาส” ในภาษาบาลี ค า
ประสมพวกน้ีมีคาต่อไปน้ีประกอบอยขู่ า้ งหนา้ คือ ช่าง ชาว นกั เครื่อง หมอ เช่น ช่างไฟฟ้าชาวสวน
เคร่ืองครัว นกั ศึกษา หมอดู ค าประสมในภาษาไทย
๑. เกิดจากคาไทยประสมกบั คาไทย เช่น ไฟ + ฟ้า = ไฟฟ้า
๒. เกิดจากคาไทยประสมกบั คาต่างประเทศ เช่น พวง (ไทย ) + หรีด พวงหรีด
๓. เกิดจากคาตา่ งประเทศประสมกบั คาตา่ งประเทศ เช่น รถ ( บาลี ) + เก๋ง ( จีน ) = รถเก๋ง คาซอ้ น
วเิ ชียร เกษตรประทุม (๒๕๕๘: ๕๘-๖๑) ไดอ้ ธิบายลกั ษณะคาซอ้ นไวว้ า่
คำซ้อน คอื การนาคาที่มี ความหมายเหมือนกนั คลา้ ยกนั ตรงขา้ มกนั มาซอ้ นเขา้ คกู่ นั เพ่อื ให้
ความหมายชดั เจนยง่ิ ข้นึ
คาที่นามาซอ้ นน้นั อาจมีความหมายท้งั สองคา มีความหมายเพียงคาเดียว หรือไม่มีความหมายท้งั
สองคากไ็ ด้ เช่น นุ่มนิ่ม โด่งดงั ซุบซิบ ขอ้ สงั เกตเก่ียวกบั คาซอ้ น มีขอ้ สงั เกตท่ีสาคญั ดงั น้ี คาที่นามาซอ้ น
อาจมีจานวน ๒ คา ๔ คาหรือ ๖ คา คาซอ้ นเรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ คาคู่ เช่น คาซอ้ น ๒ คาขา้ ทาส ศีลธรรม
งอแง คาซอ้ น ๔ คา กูห้ น้ียมื สิน ชวั่ ดีถ่ีห่าง ที่นอนหมอนมุง้ คาซอ้ น ๖ คาอดตาหลบั ขบั ตานอน นอน
กลางดินกินกลางทราย คาซ้า วนั เพญ็ เทพโสภา (๒๕๕๘: ๗๙) ไดใ้ หค้ านิยามของคาซ้าไวว้ า่ คาซ้าคอื การ
นาคาเดียวกนั มาซ้ากนั เพ่ือใหม้ ีความหมายเปลี่ยนไปซ่ึงความหมายน้นั จะเพิ่มหรือลดนอ้ ยลงก็ได้
ลกั ษณะของประโยคในภำษำไทย ประโยค หมายถึง กลุ่มคาท่ีมาเรียงต่อกนั แลว้ มีใจความสมบูรณ์
ประโยคสามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น หลายประเภท ซ่ึงการจาแนกประโยคตามโครงสร้างของประโยคเป็น
เกณฑ์ ไดด้ งั น้ี ประโยคความเดียว มีกริยาสาคญั เพียงตวั เดียว ใจความสาคญั เพยี งหน่ึง เช่น ฉนั รักแม่
ประโยคความรวม คอื การน าประโยคต้งั แต่ ๒ ประโยคข้ึนไปมารวมกนั โดยมีคาสนั ธานเชื่อม ประโยค
แบง่ ออกเป็น ๔ ชนิด คือ
๑. เช่ือมความคลอ้ ยตามกนั เช่น พอ่ และแม่ไปดูหนงั เกิดจาก พอ่ ไปดูหนงั แมไ่ ปดูหนงั โดยมี
คาสันธาน และ เป็นตวั เช่ือม
๒ .เช่ือมความขดั แยง้ กนั เช่น ฉนั จะดูหนงั แต่เธอจะฟังเพลง เกิดจาก ฉนั จะดูหนงั เธอจะฟังเพลง
โดยมีสนั ธาน แต่ เป็นตวั เช่ือม
๓. เช่ือมความเลือกเอาอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง เช่น เธอจะฟังเพลงหรือจะอา่ นหนงั สือ เกิดจาก เธอจะฟัง
เพลง เธอจะอา่ นหนงั สือ โดยมีสันธาน หรือ เป็นตวั เช่ือม
๔. เชื่อมความเป็นเหตเุ ป็นผลกนั เช่น เพราะเขาต้งั ใจเรียนจึงสอบผา่ น เกิดจาก เขาต้งั ใจเรียน เขา
สอบผา่ น โดยใชค้ าสนั ธาน เพราะ..จึง เป็นตวั เชื่อม ประโยคความซอ้ น คือ ประโยคท่ีมีใจความ
สาคญั เพยี งใจความเดียว ประกอบดว้ ยประโยคความเดียว ที่มีใจความสาคญั เป็นประโยคหลกั และ
มีประโยคความเดียวท่ีมีใจความเป็นส่วนขยายส่วนใดส่วนหน่ึงของ ประโยคหลกั เป็นประโยคยอ่ ย
ซอ้ นอยใู่ นประโยคหลกั โดยทาหนา้ ท่ีแตง่ หรือประกอบประโยคหลกั ประโยค ความซ้อนน้ีเดิม
เรียกวา่ สังกรประโยค
สรุป
จากที่กล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้ จะเห็นวา่ ภาษาไทยมีลกั ษณะเฉพาะที่นกั ศึกษาควรเรียนรู้ เพื่อให้
เกิดความ เขา้ ใจลกั ษณะของภาษาไทยอยา่ งถ่องแท้ อนั จะเป็นประโยชน์ต่อการพฒั นาทกั ษะการฟัง
การพดู การอ่าน และการเขยี นใหม้ ีประสิทธิภาพมากข้นึ อีกท้งั ควรตระหนกั ถึงความสาคญั ของ
ภาษาไทยในฐานะภาษาประจา ชาติและเป็นเคร่ืองมือในการสื่อสารอยา่ งมีประสิทธิภาพ อีกท้งั การ
มีความรู้ความเขา้ ใจลกั ษณะและ ความสาคญั ของภาษาไทยจะเป็นพ้ืนฐานของการใชภ้ าษาไทย
อยา่ งมีวจิ ารณญาณเพ่ือการสื่อสารใน ชีวติ ประจาวนั
บรรณานุกรม
บญุ กวา้ ง ศรีสุทโธ.(๒๕๕๘).ลกั ษณะของภาษาไทย.สืบคน้ จาก
https://sites.google.com/a/htp.ac.th/thrrmchati-khxng-phasa/laksna-sakhay-khxng-phasa
ภิญญาดา อินทรสุริยะ.(๒๕๕๓).ลกั ษณะของภาษาไทย.สืบคน้ จาก
https://www.slideshare.net/pinyadaoui10/ss-4810997