รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนระดับชั้น ปวช.1 สาขาช่างทองหลวง วิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต จัดท าโดย นางสาวอรชร ดวงจันทร์ กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ปีการศึกษา 2565
บทคัดย่อ ชื่อรายงานการวิจัย : การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนระดับชั้น ปวช.1 สาขาช่างทอง หลวง วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อผู้วิจัย : นางสาวอรชร ดวงจันทร์ ปีที่ท าการวิจัย : 2565 .............................................................................................................. งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ระบบนิเวศ ที่ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall ในวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนสาขาวิชา ช่างทองหลวง ระดับชั้นปวช.1 จ านวน 1๓ คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแผนการเรียนการสอนและแบบบันทึกการประเมินทักษะทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานและสถิติทดสอบสมมุติฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผลของนักเรียนที่ผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall ในวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต เรื่อง ระบบนิเวศ ระดับชั้นปวช.1 สาขาช่างทองหลวง กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง ปีการศึกษา 2/256๕ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีทักษะทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นได้ลงมือท ากิจกรรมเรียนรู้และสืบค้นหาค าตอบด้วย ตนเองและสามารถน าความรู้และเทคนิควิธีไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้
กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาของ นายพรอนันต์ ภักดีบุญ ผู้อ านวยการกาญจนาภิเษกวิทยา ลัยช่างทองหลวง ที่กรุณาให้ค าปรึกษา ความรู้ และข้อเสนอแนะ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความ ละเอียด เพื่อให้รายงานการวิจัยนี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ผู้วิจัยจึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญที่ได้กรุณาตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย พร้อมให้ค าแนะน าอันเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ในการสร้างเครื่องมือและสนับสนุนให้ งานวิจัยนี้ส าเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบคุณผู้บริหาร ครู และนักเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใน งานวิจัยนี้ โดยให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามและจัดเก็บข้อมูลจนท าให้งานวิจัยด าเนินไปได้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยฉบับนี้ ขอมอบแด่บิดา มารดา และครูอาจารย์ทุกท่านที่ได้อบรม สั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้วิจัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นางสาวอรชร ดวงจันทร์
สารบัญ เนื้อหาหน้าบทคัดย่อ……………………………………………………………………………………...........……..……. ก กิตติกรรมประกาศ...……………………………………………………………………………………...........……..……. ข บทที่ 1 บทน าความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา…...…………………………..........………………. 1 จุดประสงค์ของการวิจัย………………………………………………………………...………………….……..1 ขอบเขตการวิจัย……………………..………..………………………………………….……………………..… 2 สมมุติฐานการวิจัย.…………………………………………………………………………..…………...…....….2 นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………..………………………………...…...............................…… 2 ประโยชน์ที่ได้รับ……………………………………………………………...…....………………....………...…3 บทที่ 2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย…………………………………………………............…….………………. 3 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย……………………………………………………………..............…………………..……. 6 แผนการด าเนินการวิจัย................………………………………………….…………..….….………….…. 6 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง………………………………………………………………………..……………………6 ขั้นตอนการด าเนินงาน………………………………..……………………..…………………………………… 6 การเก็บรวบรวมข้อมูล...………………………………………………….….……………………………..…… 7 การวิเคราะห์ข้อมูล...………………………………………………….…......……………………………..…… 7 สถิติที่ใช้ในงานวิจัย.....………………………………..……………………..…………………………………… 7 บทที่ 4 ผลการวิจัย................……………………………………………….………...........…...…….………….…... 8 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ…………………………………….……..........…………………... 10 การอภิปรายผล…………………….……………………………………….……….…..………………………... 11 ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………….…..….…………………….…….. 11 บรรณานุกรม.…………………………………………………………….………..….….…………………….….. 12 ภาคผนวก……………………………………………………………………..…….…….........................…….
บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่รูปแบบการเรียนการสอนเป็นแนวนามธรรม มากกว่ารูปธรรม คือสอนแบบบรรยาย อธิบายความรู้ ขาดสื่อเพื่อเพิ่มความชัดเจนและกระตุ้นความสนใจของ ผู้เรียน เน้นเนื้อหามากกว่าการลงมือปฏิบัติจริง ส่งผลไห้ผู้เรียนมีความรู้ที่ไม่ยั่งยืน รู้แล้วลืม ผู้เรียนไม่ได้รับการฝึก ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดังที่ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544: 34) กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันการจัดกระบนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในทุกระดับการศึกษายังใช้วิธีสอนแบบเดิมคือเน้นการ อภิปรายหรือสาธิตเป็นหลักเพื่อให้ผู้เรียนอ่าน จด และท่องจ า โดยไม่มีการฝึกปฏิบัติ วิธีการสอนเน้นเนื้อหา ซึ่งดู เหมือนว่าผู้เรียนได้รับความรู้มาก แต่เมื่อพิจารณาดูความสามารถของผู้เรียนในการใช้งานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ที่ได้เรียนไป พบว่าผู้เรียนไม่สามารถสังเคราะห์และบูรณาการความรู้ต่าง ๆ ในการท าความเข้าใจธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(Inquiry cycle) หรือ 5E เป็นยุทธวิธีในการ จัดการ เรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการ ทาง วิทยาศาสตร์ เน้นการแก้ปัญหาเป็น โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้ที่คอยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดและคิดหา ค าตอบ ตลอดเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ผู้เรียนได้เรียนร่วมกันและประเมินผลการ เรียนรู้ด้วยตัว ของผู้เรียนเอง จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยได้ศึกษาการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนระดับชั้น ปวช.1 สาขาช่างทองหลวง วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตโดยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นหรือไม่อย่างไรผลของการ วิจัยในครั้งนี้สามารถน า ไปเป็นแนวทางในการจดักิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่ม สาระอื่น ๆ ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนและ พัฒนาคุณภาพของผู้เรียน เพื่อเอื้ออ านวย ต่อการจัดการเรียนการสอน และจะเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ระบบนิเวศที่ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall ในวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต
กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม สมมติฐานของการวิจัย เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ระบบนิเวศที่ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall ในวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงขึ้น ขอบเขตของการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) สาขาวิชา ช่างทองหลวง ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง จ านวน 13 คน ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรต้น คือ เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ นิยามศัพท์เฉพาะ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หมายถึงคะแนนที่ได้จากการตอบแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ระบบนิเวศ ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยคลอบคลุมมาตรฐานการ เรียนรู้ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้และครอบคลุมพฤติกรรมความรู้ความคิด กระบวนการ เรียนรู้ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้(5E) หมายถึงกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้พัฒนา หรือจัดโครงสร้างทางความคิดขึ้นจากสิ่งที่ได้พบเห็นจากสถานการณ์หรือจากปัญหาและสามารถ เชื่อมโยงกับ ความรู้ความเข้าใจเดิมที่มีอยู่แล้วมาสร้างเป็นความรู้ใหม่ด้วยตนเองโดยท า ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบ เสาะหาความรู้ (5E) ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรมการเรียนการสอน 5ขั้น ตอน ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ 2. ขั้นส ารวจและค้นหา 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 4. ขั้นขยายความรู้ 5. ขั้นประเมินผล ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต
ผ่านการเรียนรู้จากกิจกรรมการเรียนรู้5 ขั้นตอนคือ 1. ขั้นสร้างความสนใจ 2. ขั้นส ารวจและค้นหา 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 4. ขั้นขยายความรู้ 5. ขั้นประเมินผล นักเรียน หมายถึงนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1) สาขาวิชาช่างทองหลวง ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง ประโยชน์ของการวิจัย เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนา ทักษะชีวิตของครูนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา ทุก ๆ ฝ่าย
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎี เอกสาร งานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแยกเป็น ประเภทได้ ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ 2. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3. เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจ าเป็นต้องจัดให้เป็นระบบโดยมีการจัด องค์ประกอบของการเรียนรู้ให้มีความสัมพันธ์กัน เพื่อสะดวกต่อการน าไปสู่จุดมุ่งหมายของการ เรียนรู้ที่ก า หนดไว้ เรียกว่า ระบบการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ซึ่งมีลักษณะทั่วไปเช่นเดียวกับระบบการทางานอื่น ๆ คือมีองค์ประกอบที่ ส าคัญ 5 ประการดังนี้ (ภพ เลาหไพบูลย์, 2535) 1. ตัวป้อน หมายถึงข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่ระบบ ได้แก่ข้อมูลเกี่ยวกับครูนักเรียน หลักสูตรกลุ่ม สาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์เนื้อหาความรู้วิทยาศาสตร์หนังสือเรียน คู่มือครูวัสดุอุปกรณ์ สื่อการสอน แหล่งวิชาการและสิ่ง อ านวยความสะดวกต่าง ๆ 2. กระบวนการ หมายถึงกระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้แก่การปฏิบัติกิจกรรมการ เรียนของ นักเรียน บทบาทและกิจกรรมของครู 3. การควบคุม หมายถึง สิ่งที่ช่วยประสิทธิภาพทางการเรียนได้แก่การใช้ค าถามชนิดต่าง ๆ การสร้างเสริม ก าลังใจการตรวจสอบความรู้ของนักเรียนในขณะที่ก าลังเรียน การประเมินผลก่อนที่จะสิ้นสุด การสอน 4. ผลผลิต หมายถึง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทักษะ และเจต คติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนอันเป็นผลมาจากกระบวนการเรียนการสอน 5. ข้อมูลป้อนกลับ หมายถึง การวิเคราะห์ข้อมูลหลังจากสอนไปแล้ว เพื่อตรวจสอบพฤติกรรม ด้านต่าง ๆ ของนักเรียนว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ถ้าหากว่าไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ก็ต้อง ย้อนกลับไปพิจารณา ปรับปรุงองค์ประกอบและขั้นตอนของระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จาก องค์ประกอบดังกล่าวนี้สามารถนา มาจัดระบบการเรียนการสอนอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อให้นักเรียนสามารถบรรลุ จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ได้ขึ้นกับการศึกษา หลายท่านได้เสนอ องค์ประกอบส าคัญของรูปแบบการสอนไว้ซึ้งสรุปได้ดังนี้ 1. เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนการสอน 2. ประเมินพฤติกรรมนักเรียนก่อนการเรียน 3. จัดกระบวนการเรียนรู้ 4. การวัดและประเมินผลการศึกษา 5. การวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับ
การจัดระบบการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สามารถจัดได้หลายรูปแบบเช่นกันโดยทุกรูปแบบจะมีจุดมุ่งหมาย ร่วมกันคือ มุ่งหวังให้มีการเตรียมการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากการจัดระบบ การเรียนการสอน วิทยาศาสตร์จะช่วยให้ครูมีความเข้าใจความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ขององค์ประกอบการเรียน การสอนโดยตลอด จึงท า ให้รู้วิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับ นักเรียนได้อย่างเหมาะสมตาม ความสามารถในลักษณะต่าง ๆ จึง ส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ไดอ้ย่างแท้จริง สามารถช่วยเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนได้ง่าย ขึ้นโดยเฉพาะด้าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเรียนที่เป็นระบบ จะส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจในวัตถุประสงค์ และขอบเขตเนื้อหาของการเรียน ได้รับรู้พัฒนาการของการเรียนรู้ของตนเอง จึงท าให้กระตือรือร้นที่ปรับปรุง ตนเองตลอดเวลานักเรียนจึงมีความสนใจในการเรียน มากขึ้นส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนของนักเรียน ช่วยให้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ซึ่งการศึกษาได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2543) คือ ความรู้ ความ สามารถของบุคคลในด้านวิชาการซึ่งเป็นผลจากการ เรียนรู้ ในเนื้อหาสาระตามจุดประสงค์ของวิชา ภพ เลาไพบูรย์ (2537) คือ พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการกระท า สิ่งหนึ่งสิ่งใด ได้จากที่ ไม่เคยกระท า หรือไม่กระท า ได้น้อยก่อนที่จะมีการเรียนการสอนซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัดได้ วรรณ โสมประยูร (2537) คือ ความสามารถหรือพฤติกรรมของนักเรียนที่เกิดจากการเรียน การสอน ซึ่ง พัฒนาขึ้นหลังจากได้รับการอบรมสั่งสอนและฝึกฝนโดยตรง สมหวัง พิริยานุวัฒน์ (2537) คือผลที่เกิดจากการสอนหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งแสดง ออกมา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัยและด้านทักษะพิสัย กูด (Good, 1937) คือผลของการสะสมความรู้ความสามารถในการเรียนทุกด้านเข้าไว้ด้วยกัน แครอล (Carol, 1963 อ้างถึงใน ภพ เลาหไพบูลย์, 2537) คือความส าเร็จในการเรียนรู้ อัน เนื่องมาจากความถนัด ทางการเรียนความสามารถส่วนตัวที่จะเข้าใจการสอนของครูความพยายามในการ เรียนและเวลาที่ใช้ในการเรียน ของนักเรียน ไอแซงค์ อาร์โนล์ดและมัยลีย์ (Eysenck,Amold &Meili, 1972) คือขนาดของความส าเร็จที่ได้จาก การ ท างานที่ต้องอาศัยความพยายามจ านวนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการกระท าด้านความสามารถทาง ร่างกายและ สมอง โดยสรุปผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทางวิทยาศาสตร์หมายถึงความส าเร็จที่ได้จากกระบวนการ เรียนและ เปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัยและด้านทักษะพิสัย ส่วนประเภทของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์นั้นักบการศึกษาได้จ าแนกไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ การเรียนรู้ที่แตกต่างกันไปดังนี้ บลูม (Bloom, 1965 อ้างถึงใน ภพ เลาหไพบูลย์, 2537) ได้จ าแนกวัตถุประสงค์ทางการเรียน เพื่อให้ เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3 ด้านคือ 1. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) คือ มุ่งพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับความสามารถทางสมอง หรือ สติปัญญา ด้านความรู้ ความเข้าใจการน าไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่า 2. ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) คือ มุ่งพัฒนาคุณลักษณะด้านจิตใจหรือความรู้สึกเกี่ยวกับความ สนใจ เจตคติและการปรับตัว 3. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) คือ มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและ สมองที่มี ความสามารถในการปฏิบัติจนมีทักษะ มีความช านาญในการด าเนินงานต่าง ๆ ในการจัดการเรียนรู้มีการก าหนด วัตถุประสงค์การเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนทั้งด้านพุทธพิสัย ด้านจิตพิสัยและด้านทักษะพิสัย
ดังนั้น ในการที่จะตรวจสอบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนมากน้อยเพียงใดจึงจ าเป็นต้องมีการวัดผล สัมฤทธิ์ซึ่งในแต่ละด้านจะมีวิธีการวัดที่แตกต่างกันไป การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้มุ่งเน้นเฉพาะการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้านความรู้ความคิด กระบวนการเรียนรู้และเจตคติทางวิทยาศาสตร์หรือเรียกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้านวิชาการซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้านวิชาการในการวัดผลสัมฤทธิ์ด้านนี้มุ่งวัดพฤติกรรมที่ เกิดจากความสามารถทางสมองหรือด้านสติปัญญาของนักเรียน เมื่อผ่านประบวนการเรียนรู้แล้ว ตามหลัก ของ คลอฟเฟอร์ (Klopfer, n.d. อ้างถึงใน ภพ เลาไพบูลย, ์2537) มุ่งเน้นการวัดพฤติกรรม 4 ด้านคือ 1. พฤติกรรม ด้านความรู้หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงว่านักเรียนมีความจ าเป็นเรื่องต่าง ๆ ที่ ได้รับจากการค้นคว้า ด้วย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากการอ่านหนังสือและการฟัง ค าบรรยาย เป็นต้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบ่งเป็น 9 ประเภทคือ 1.1 ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง เป็นความจริง เป็นความจริงเฉพาะที่เล็กที่สุดของความรู้ซึ่งมีอยู่แล้วใน ธรรมชาติสามารถสังเกตเห็นได้โดยตรงและทดสอบซ้ า แล้วได้ผลเหมือนเดิมทุกครั้ง 1.2 ความรู้เกี่ยวกับค าศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์ค านามศัพท์และการใช้ ค าศัพท์ที่ถูกต้อง 1.3 ความรู้เกี่ยวกับมโนมติทางวิทยาศาสตร์หรือความคิดรวบยอด คือการน าความจริง เฉพาะหลายข้อที่ มีความเกี่ยวข้องกันมาผสมผสานักนเป็นรูปใหม่ 1.4 ความรู้เกี่ยวกับข้อตกลง หมายถึงข้อ ตกลงร่วมกันของนักวิทยาศาสตร์ในการใช้อักษรย่อสัญลักษณ์ และเครื่องหมายต่าง ๆ แทนค าพูดเฉพาะ 1.5 ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มและล าดับขั้นตอน ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่างมีการ หมุนเวียนเป็นวัฏ จักร เป็นวงจรชีวิต ซึ่งท าให้สามารถบอกล าดับขั้นตอนของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกต้อง หรือในการท าการ ทดลองวิทยาศาสตร์ก็จะล าดับขั้นตอนเช่นกัน 1.6 ความรู้เกี่ยวกับการจ าแนกประเภทจัดประเภทและเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งต่าง ๆ ออกเป็น ประเภทนั้น ๆ ต้องมีเกณฑ์เป็นมาตรฐานในการแบ่ง ผู้เรียนต้องบอกหมวดหมู่ของสิ่งของหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ตามที่ นักวิทยาศาสตร์ก าหนดไว้และสามารถจ าลักษณะหรือคุณสมบัติซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ได้ 1.7 ความรู้เกี่ยวกับ เทคนิคและกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ เน้นเฉพาะความสามารถที่ผู้เรียน ได้เรียนรู้ เท่านั้น เป็นความรู้ที่ได้รับมาจากการบอกเล่าของครูหรือจากการอ่านหนังสือไม่ใช่ความรู้ที่ได้มาจากกระบวนการ เสาะแสวงหาความรู้ 1.8 ความรู้เกี่ยวกับ หลักการและกฎวิทยาศาสตร์หลักการ เป็นความจริงที่ใช้เป็นหลักอ้างอิง ได้จากการ นามโนมติหลายอันที่มีความเกี่ยวข้องกันมาผสมผสานกันเป็นรูปใหม่เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ส่วนกฎ วิทยาศาสตร์คือหลักการที่เน้นในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผลกับผล ซึ่งนับว่า เป็นข้อสรุปที่ไม่ซับซ้อนมากนัก 1.9 ความรู้เกี่ยวกับ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ข้อความที่ใช้อธิบายและพยากรณ์การณ์ต่าง ๆ เป็นแนวคิดหลักที่ใช้อธิบายไดอ้ย่างกว้างขวางในวิชานั้น ๆ ๒. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เปรียบเสมือนเครื่องมือที่จ าเป็นในการใช้แสวงหา ความรู้และปัญหา แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ (สุวัฒน์นิยมคา, 2531) ดังนี้ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ทักษะส าคัญ 8 ทักษะ คือ 2.1. ทักษะการสังเกต หมายถึงความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใด อย่างหนึ่ง หลายอย่างร่วมกัน เข้าสัมผัสโดยตรงกับวัตถุประสงค์หรือปรากฏการณ์โดยมีจุดประสงค์ที่จะหา ข้อมูลซึ่งเป็น รายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ ทั้งนี้โดยไม่ใช้ประสบการณ์และความคิดของผู้สังเกตในการเสนอ ข้อมูล
2.2 ทักษะการวัด หมายถึงความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดปริมาณของสิ่ง ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องโดย มีหน่วยก ากับเสมอ และรวมไปถึงการเลือกใช้เครื่องมือวัดได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมต่อสิ่งที่ต้องการวัดด้วย 2.3 ทักษะในการใช้เลขจ านวน หมายถึง ความสามารถในการบวกเลขคูณ และหารตัวเลขที่แสดงว่า ปริมาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งได้จากการสังเกต การวัด การทดลองโดยตรง หรือจากแหล่งอื่น ๆ อีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้ ตัวเลขที่น ามาบวก ลบ คูณ และหารนั้นจะต้องแสดงค่าปริมาณในหน่วย เดียวกัน ตัวเลขใหม่ที่ได้จากการค านวณ จะช่วยให้สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามต้องการและชัดเจน ยิ่งขึ้น 2.4 ทักษะการจ าแนกประเภท หมายถึง ความสามารถในการจัดแบ่งหรือ เรียงล าดับวัตถุประสงค์หรือสิ่ง ที่อยู่ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นพวกๆ โดยมีเกณฑ์ในการจัดแบ่งเกณฑ์ดังกล่าวอาจจะใช้ความเหมือน ความ แตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ 2.5 ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา หมายถึงความสารถในการหา ความสัมพันธ์ระหว่าง3 มิติกับ 2 มิติระหว่างต าแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีก วัตถุหนึ่งระหว่างสเปสของวัตถุกับ เวลา ซึ่งได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงต าแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับ เวลาหรือระหว่างสเปสของวัตถุที่ เปลี่ยนไปกับ เวลา 2.6 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล หมายถึง ความสามารถในการน าข้อมูล ที่ได้จากการสังเกตวัตถุ หรือปรากฏการณ์ไปสัมพันธ์กับ ความรู้หรือประสบการณ์เดิม เพื่อลงข้อสรุป หรืออธิบายปรากฏการณ์หรือวัตถุนั้น การลงความเห็นจากข้อ มูลอาจจ าแนกออกเป็น 2 ประเภทคือการลงความเห็นที่เป็นข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ แต่ ละอย่างที่เป็นการอธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ใน ปรากฏการณ์ ๒.7 ทักษะการจัดกระท าและสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง ความสามารถใน การน าข้อมูลดิบที่ได้จาก การสังเกต การทดลอง หรือจากแหล่งอื่นที่มีข้อ มูลดิบอยู่แล้วมาจัดกระท า เสียใหม่ โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดเรียงล าดับการจัดแยกประเภท การหาค่าเฉลี่ย เป็นต้น แล้วน าข้อมูลที่จัด กระท า แล้วนั้นมาเสนอหรือ แสดงให้บุคคลอื่นเข้าใจความหมายของข้อ มูลดิบ นั้นดีขึ้น โดยอาศัยเสนอด้วย รูปแบบต่าง ๆ เช่น ตารางแผนภูมิ แผนกราฟ กราฟ สมการเป็นต้น ๒.8 ทักษะการท านาย หมายถึงความสามารถในการท านายหรือคาดคะเนสิ่งที่ จะเกิดขึ้นล่วงหน้าโดย อาศัยการสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดซ้ า ๆ หรือความรู้ที่เป็นหลักการกฎหรือทฤษฎีใน เรื่องนั้น มาช่วยในการท านาย 3. พฤติกรรมด้านการน าความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ หมายถึง พฤติกรรมที่ นักเรียนน าความรู้ มโนคติหลักการ กฎ ทฤษฎีตลอดจนวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหาใน สถานการณ์ใหม่ไดอ้ย่างน้อย 3 ประเภทคือ (พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์และวรรณทิพา รอดแรงค้า, 2542) 3.1 แก้ปัญหาที่เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ในสาขาเดียวกัน ส่วนมากเป็นสถานการณ์ทั่วไป ในชั้นเรียนที่ ผู้เรียนต้องน าความรู้หรือทักษะที่ได้จากการเรียนไปใช้แก้ปัญหาเรื่องอื่นที่อยู่ในวิชาเดียวกัน 3.2 การน าไปใช้แก้ปัญหาที่เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์สาขาอื่น มีลักษณะเป็นปัญหาเดียวแต่ เกี่ยวข้องกับ วิชาวิทยาศาสตร์2 สาขาขึ้นไป เป็นการให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหาใหม่ 3.3 แก้ปัญหาที่นอกเหนือไปจากเรื่องของวิทยาศาสตร์ ปัญหาที่นอกเหนือไปจากเรื่องของ วิทยาศาสตร์ นั้น หมายถึงเรื่องเทคโนโลยีการวัดประเมินผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์วิธีการประเมินอย่างหลากหลายทั้งการ ทดสอบด้วยข้อ สอบและการประเมินจากการท ากิจกรรม ต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงสมรรถภาพของผู้เรียนนั้น มี เป้าหมาย ส าคัญที่ต้องการวัดผลประเมินผลจ าแนกได้เป็น 3 ด้านดังนี้ (คู่มือวัดผลประเมินผลวิทยาศาสตร์: กระทรวงศึกษาธิการ) 1. ความรู้ความคิด ความรู้ความคิดหมายถึงความรอบรู้ในหลักการ ทฤษฎีข้อ เท็จจริง เนื้อหาหรือแนวคิดหลัก ซึ่ง สามารถประเมินได้จากพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนดังนี้
ตารางที่ 1 พฤติกรรมการแสดงออกด้านความรู้ความคิด ความรู้ความคิด พฤติกรรมการแสดงออก 1. ความรู้ความจ า 1. รู้ข้อเท็จจริง จ าได้หรือระลึกถึงข้อมูลหรือ ข้อสนเทศ 2. ความเข้าใจ 2. มีความเข้าใจและสามารถอธิบายได้ 3. การน าไปใช้ 3. การน าความรู้ไปใช้กับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง 4. วิเคราะห์ 4. แยกแนวคิดหลักที่ซับซ้อนออกเป็นส่วนๆ ให้เข้าใจ ได้ง่าย 5. สังเคราะห์ 5. รวบรวมความรู้และข้อเท็จจริงเพื่อสร้าง องค์วามรู้ใหม่ 6. ประเมินค่า 6. ตัดสินใจเลือก 2. กระบวนการเรียนรู้ ความสามารถด้านกระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วย ทักษะกระบวนการ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้ การลงมือปฏิบัติจริงที่แสดงออกถึง ทักษะเชาว์ปัญญาและ ทักษะปฏิบัติการประเมินในส่วนของทักษะปฏิบัติใช้วิธีการสังเกตจากพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนที่มีการ พัฒนาอย่างเป็นขั้นตอนดังนี้ ตารางที่ 2 พฤติกรรมการแสดงออกของทักษะการปฏิบัติ ทักษะปฏิบัติ พฤติกรรมการแสดงออก 1. การรับรู้ 1. ใช้ประสารทสัมผัสเพื่อรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ 2. เตรียมความพร้อม 2. มีความพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติ มีการวางแผนการ ปฏิบัติ 3. การตอบสนอง 3. ลงมือปฏิบัติตามค าแนะน าหรือตามแผนที่วางไว้ 4. การฝึกฝน 4. ฝึกฝนทักษะเพื่อเพิ่มความช านาญ 5. ปฏิบัติจนท าได้ 5. ฝึกฝนจนท าได้เองโดยอัตโนมัติ 6. การเชื่อมโยงทักษะ 6. ประยุกต์หรือใชทักษะที่ฝึกฝนไว้ให้สัมพันธ์กับ ทักษะอื่นหรือใช้ร่วมกับ ทักษะอื่น
กระบวนการเรียนรู้ในส่วนของแนวการเรียนรู้ครอบคลุมการสืบเสาะหาความรู้การแก้ปัญหาการ สื่อสาร และการน าความรู้ไปใช้ สามารถประเมินได้จากพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนดังนี้ ตารางที่ 3 พฤติกรรมการแสดงออกของกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ พฤติกรรมการแสดงออก 1. การสืบเสาะหาความรู้วิทยาศาสตร์มีการเรียนรู้ ที่เป็นระบบ ประกอบด้วย - ความสนใจในเรื่องที่ศึกษา - การส ารวจและค้นหา - การอธิบายและลงข้อสรุป - การขยายความรู้ - การประเมิน 2. การแก้ปัญหา มีการใช้กระบวนการแก้ปัญหา ประกอบด้วย - การท า ความเข้าใจกับ ปัญหา - การวางแผนแก้ปัญหา - การลงมือแก้ปัญหาและประเมินผลการแกปัญหา - การตรวจสอบการแก้ปัญหาและน าวิธีการ แก้ปัญหาไปใช้กับ ปัญหาอื่น 3. การสื่อสาร มีการสื่อสารความรู้หรือแนวคิดหลัก ทางวิทยาศาสตร์หรือความ คิดเห็น แสดงออกด้วย การ - ให้ความคิดเห็นหรือแลกเปลี่ยนความรู้ - พูดหรือเขียนในรูปแบบที่เหมาะสม ชัดเจน และมี เหตุผล - อธิบายหรือเขียนสรุปเรื่องราวการสืบค้น ข้อ มูล จากแหล่งการ เรียนรู้ต่าง ๆ - น าเสนอผลงานด้วยการบันทึกจัดแสดงผลงานหรือ สาธิต - สื่อสารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ 4. การน าความรู้ไปใช้ มีการน าความรู้ไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อสังคมการด ารงชีวิตและ ตระหนักใน ความสัมพันธ์ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แสดงออกด้วยการ - ค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - ใช้เทคโนโลยีออกแบบสิ่งประดิษฐ์อุปกรณ์และ วิธีการแก้ปัญหา - รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางเทคโนโลยี เลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีวิจารณญาณ 3. เจตคติเป็นจิตส านึกของบุคคลที่ก่อให้เกิดลักษณะนิสัยหรือความรู้สึกทางจิตใจการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของ ผู้เรียนควรได้รับการประเมินเจตคติ2 ส่วนคือเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจคติต่อวิทยาศาสตร์ ด้วยการสังเกต พฤติกรรมหรือคุณลักษณะของผู้เรียนที่ใช้ระยะเวลานานพอสมควรและมีการประเมิน อย่างสม่ าเสมอ โดยทั่วไป พฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนด้านเจตคติมีการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้
ตารางที่ 4 พฤติกรรมการแสดงออกของเจตคติ เจตคติ พฤติกรรมการแสดงออก 1. การรับรู้ 1. สนใจและรับรู้ข้อ สนเทศหรือสิ่งเร้าด้วยความตั้งใจ 2. ตอบสนอง 2. ตอบวนองต่อข้อ สนเทศหรือสิ่งเร้าอย่าง กระตือรือร้น 3. เห็นคุณค่า 3. แสดงความรู้สึกชื่นชอบและมีความเชื่อเกี่ยวกับคุณค่า ของ เรื่องที่เรียนรู้ 4. จัดระบบ 4. จัดระบบ จัดล าดับเปรียบเทียบ และบูรณาการเจตคติ กับ คุณค่าเพื่อน าไปใช้หรือปฏิบัติได้ 5. สร้างคุณลักษณะ 5. เลือกปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติในสิ่งต่าง ๆ ได้ อย่างเหมาะสม เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้(5E) สุคนธ์ สินธพานนท์ (2545 : 194) กล่าวสรุปได้ว่า นักการศึกษาทั้งต่างประเทศและในประเทศ ได้แก่ Sucman, Gagne, Sun และ Trowbridge, ธีรชัย บูรณโชติ และวีระยุทธ วิเชียรโชติ ได้ให้ความหมายของวิธีการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ว่าเป็นวิธีที่เน้นการพัฒนาความ สามารถในการคิด การแก้ปัญหาหรือแสวงหาความรู้ โดยใช้กระบวนการทางความคิดเพื่อแสวงหาความรู้และค้นพบค าตอบด้วย ตนเอง โดยมีผู้สอนเป็นผู้เร้าความสนใจ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสงสัยคิดหาค าตอบช่วยจัด สถานการณ์สิ่งอ านวยความสะดวกและจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่เอื้อต่อการสืบเสาะหาความรู้และอาจร่วม อภิปรายร่วมกับผู้เรียนเพื่อให้เรียนได้ค้นหา พบความ คิดรวบ ยอดหรือหลักการที่ถูกต้อง พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544 : 56) กล่าวถึง การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้สรุปได้ว่า หมายถึงการ จัดการเรียนการสอนโดยวิธีให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองหรือสร้างความรู้ด้วย ตนเองโดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ครูเป็นผู้อ านวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมาย วิธีสืบเสาะความรู้จะเน้นผุ้ เรียนเป็นส าคัญของการเรียน ทิศนา แขมมณี (2547 : 141) ได้ให้ค านิยามของการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการ สืบ เสาะหาความรู้ไว้พอสรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้หมายถึง การ ด าเนินการเรียนการสอนโดยผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดและลงมือเสาะแสวงหาความรู้เพื่อ น ามาประมวล หาค าตอบหรือข้อสรุปด้วยตนเองโดยผู้สอนช่วยอ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ในด้าน ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน เช่น ในด้านการสืบค้นหาแหล่งความรู้การศึกษา ข้อ มูลการวิเคราะห์การสรุปข้อ มูล การอภิปรายโต้แย้งทางวิชาการ และการทางานร่วมกับผู้อื่น จากที่กล่าวมาผู้วิจัยพอสรุปได้ว่า การสอบแบบสืบเสาะความรู้ เป็นกระบวนการ จัดการเรียนการ สอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เน้นการ แก้ปัญหา เป็น โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้ที่คอยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดและคิดหาค าตอบตลอดจนเป็นผู้อ านวย ความ สะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ประเภทของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้นักการศึกษา ได้แก่ สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2545 : 137) และสุคนธ์ สินธพานนท์(2545 : 195) ได้กล่าวถึงการแบ่งประเภทของ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามลักษณะการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนสรุปได้ว่าสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. ผู้สอนมีบทบาทส าคัญในการสืบเสาะหาความรู้ (Passive Inquiry) วิธีนี้ผู้สอนมีบทบาท ส าคัญในการ ใช้ค าถามกระตุ้น ให้เป็นแนวทางให้ผู้เรียนคิดหาค าตอบ เหมาะส าหรับการเริ่มสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ เนื่องจากผู้สอนจะเป็นผู้ใช้ค าถามถามน าไปสู่ค าตอบและพยายามกระตุ้น ให้ผู้เรียนตั้งค าถาม อยู่เสมอ โดยผู้สอน จะเป็นผู้ตั้งค าถามเป็นส่วนใหญ่ คือ ประมาณร้อยละ 90 ส่วนผู้เรียนจะเป็นผู้ตั้งค าถามเองประมาณร้อยละ 10 เท่านั้นและส่วนใหญ่ผู้เรียนจะเป็นผู้ตอบค า ถาม ในการเรียนการสอนจะพบว่า เมื่อเริ่มต้น ผู้เรียนส่วนใหญ่จะ คุ้นเคยกับการฟังแล้วคิดท า ความเข้าใจตามบทเรียนแต่ยังขาดทักษะในการตั้งค าถาม ผู้สอนจึงมีเทคนิคในการตั้ง ค าถามเพื่อให้ผู้เรียนตอบ โดยพัฒนาจากค าถามง่ายๆ ไปสู่ค าถามที่ ซับซ้อนเพื่อพัฒนาความคิดของผู้เรียนจนเกิด คามคุ้นเคยกับการตอบค าถามต่อจากนั้น ผู้สอนจะต้องกระตุ้น หรือจัดประบการณ์ฝึกใหผู้เรียนตั้งค าถามสืบเสาะ แสวงหาคา ตอบด้วยตนเองมากขึ้น 2. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกัน ในหาสืบเสาะหาความรู้ (Combined Inquiry) วิธีนี้ผู้สอนและผู้เรียน เป็น ผู้ด าเนินการในการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกัน โดยผู้สอนเป็นผู้ตั้งค าถามเท่าๆ กับผู้เรียนคือ ประมาณ ร้อยละ 50 ซึ่งเหมาะส าหรับการสอนที่ผู้เรียนได้ผ่านขั้นตอนของ Passive Inquiry มาแล้ว ผู้เรียนจะคุ้นเคยกับ การตอบ ค าถามและฝึกการตั้งค าถาม การซักถามปัญหาในขั้นตอนนี้เมื่อผู้เรียนถาม ผู้สอนไม่ควรให้ค าตอบ ทันทีแต่ควรจะ ส่งเสริมหรือถามต่อเพื่อกระตุ้น ให้ผู้เรียนคิดด้วยตนเองโดยใช้ค าถามน าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ผู้เรียนค้นพบค าตอบ ด้วยตนเอง 3. ผู้เรียนเป็นผู้มีบทบาทส าคัญในการสืบเสาะหาความรู้ (Active Inquiry) การสอนแบบนี้นักเรียน จะต้องเป็นผู้ตั้งค าถามและตอบค าถามเป็นส่วนใหญ่ หลังจากที่ได้ฝึกการตั้งค าถามและตอบค าถาม จนคุ้นเคย มาแล้ว ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความคิด การตั้งค าถามในกระบวนการสืบเสาะเพื่อหาค าตอบด้วย ตนเองมา ตามล าดับขั้นในขั้นนี้จึงมีความสามารถในการสร้างกรอบความคิด การสร้างค าถามน าไปสู่การ ค้นพบด้วยตนเอง ซึ่งผู้เรียนมีส่วนในการตั้งค าถามและตอบค าถามประมาณร้อยละ 90 จึงนับว่าเป็น จุดประสงค์สูงสุดในการเรียนรู้ โดยวิธีสืบเสาะหาความรู้ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้สุคนธ์ สินธพานนท์ (2545 : 196 – 197) สรุปขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้โดยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. สอนสร้างสถานการณ์หรือปัญหาจากเนื้อหาหลัก สูตรให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียน เป็นการ น าเข้าสู่บทเรียนด้วยปัญหาเพื่อกระตุ้น ให้ผู้เรียนคิดและแก้ปัญหา การน าเข้าสู่บทเรียนอาจท าได้หลายวิธีผู้สอน จะต้องเลือกหรือปรับวิธีการน าเข้าสู่บทเรียนให้เหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาและ จุดประสงค์การเรียนรู้ที่สามารถ เชื่อมโยงสู่การออกแบบการค้นคว้าหาความรู้หรือการทดลองเพื่อหาค าตอบ ด้วยตนเอง 2. ขั้นใช้ค าถามในการอธิบายเพื่อน าไปสู่แนวทางในการหาค าตอบ การใช้ค าถามนี้จะต้องอาศัย สถานการณ์หรือปัญหาที่ก าหนดขึ้นโดยใช้ค าถามเป็นชุดต่อเนื่องสัมพันธ์กัน ชุดของค าถามต้องสามารถน าผู้เรียน ไปสู่การตั้งสมมติฐานเพื่อคาดคะเนค าตอบที่อาจเป็นไปได้ซึ่งควรเป็นแนวทางของการก าหนดวิธีการศึกษาค้นคว้า หรือท าการทดลอง 3. ขั้นใช้ค าถามเพื่อน าไปสู่การออกแบบก าหนดวิธีการศึกษา การทดลองเพื่อหาค าตอบค าถาม ในขั้นนี้ เป็นค าถามเพื่อน าไปสู่การอธิบายวิธีการหาความรู้อาจออกแบบวิธีศึกษาค้นคว้าหลายวิธีแล้ว เลือกวิธีที่ดีที่สุด 4. ด าเนินการศึกษาค้นคว้าสืบเสาะหาความรู้ ผู้สอนจะต้องใช้ค าถามกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ท าความเข้าใจใน ขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรมตามวิธีการที่ได้เลือกไว้ได้ชัดเจน จดบันทึกข้อมูลไว้ 5. ขั้นอภิบายเพื่อสรุปผล ในขั้นนี้เป็นการใช้ค าถามโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า และการ ตอบค าถามเป็นหลักเพื่อน าไปสู่การสรุปหาค าตอบของปัญหา ผู้สอนควรใช้ค าถามฝึกฝนให้ผู้เรียนน าความรู้ที่ได้ไป ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่ผู้เรียนพบในชีวิตประจ าวันหรือเรื่องที่จะเรียนต่อไป
จากที่กล่าวมาผู้วิจัยได้เลือกใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามรูปแบบของสถาบัน ส่งเสริม การสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งได้น าแนวคิดทฤษฎีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรียกว่าวิธีสืบ เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle) ตามแนวทางของนักการศึกษา จากกลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Study) ซึ่งได้ เสนอ 5 ขั้น ตอน ได้แก่ขั้น สร้างความสนใจ (Engagement) ขั้น ส ารวจและ ค้นหา (Exploration) ขั้นอธิบาย และลงข้อ สรุป (Explanation) ขั้น ขยายความรู้ (Elaboration) และขั้น ประเมินผล (Evaluation) ข้อดีของการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ภพ เลาหไพบูลย์ (2542 : 156 – 157) ได้กล่าวถึงข้อ ดีของการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ไว้ดังนี้ 1. นักเรียนมีโอกาสได้พัฒนาความคิดอย่างเต็มที่และศึกษาค้น คว้าด้วยตนเองจึงมีความอยากรู้อยาก เรียนรู้ตลอดเวลา 2. นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกความคิดและฝึกการกระท า ท าให้ได้เรียนรู้วิธีการจัดระบบความคิด และวิธีสืบ เสาะหาความรู้ด้วยตนเอง ท าให้เกิดความคงทนในการเรียนและถ่ายโยงการเรียนรู้ได้ 3. นักเรียนเป็น ศูนย์กลางของการเรียนการสอน 4. นักเรียนสามารถรู้มโนมติและหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้เร็วขึ้น 5. นักเรียนจะเป็นผู้เจตคติที่ดีต่อการการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ทิศนา แขมมณี (2546 : 39) ได้ กล่าวถึงข้อ ดีของการสืบเสาะหาความรู้ไว้ดังนี้ 1. เป็นวิธีการสอนที่ผู้เรียนสามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง จึงท าให้เกิดความเข้าใจและจดจ าได้ยิ่งขึ้น 2. เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ส าคัญในการเรียน 3. เป็นวิธีสอนที่ท าให้ผู้เรียนได้ทั้งความรู้และกระบวนการ ซึ่งผู้เรียนสามารถน าไปใช้ประโยชน์ในการ เรียนรู้เรื่องอื่น จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหา ความรู้ 5E เป็นวิธีการสอนที่ดีวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง โดยการลงมือปฏิบัติก่อ ให้นักเรียนเกิดความ คงทนในการเรียนรู้ได้ฝึกทักษะกระบวนการต่าง ๆ ตลอดจนจิตวิทยาศาสตร์และ สามารถน าความรู้ที่ได้ไปใช้ ประโยชน์ในชีวิตประจ าวันได้งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อารี มาลา (2546 : บทคัดย่อ ) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรม การเรียนการสอนที่เน้น การเรียนแบบ ร่วมมือรายวิชาวิทยาศาสตร์ว102 เรื่องระบบนิเวศ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศึกษา สงเคราะห์แม่จันจังหวัดเชียงราย ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนที่ได้ท า การเรียน การสอนที่เน้นการเรียน แบบร่วมมือ ได้แก่วิธีการต่อบทเรียน การเรียนด้วยกัน การสืบเสาะความรู้เป็นกลุ่มการ เขียนรอบวง การ เล่ารอบวงและการร่วมกันคิด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นก่อนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เรวัฒ ศุมั่งมี (2542 : 58) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการ ทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนววงจรการ เรียนรู้ พบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนววงจรการเรียนรู้ มีคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์หลังการสอนสูงกว่า คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อนสอนอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ.001 นอกจากนี้ยังพบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนววงจรการเรียนรู้มี ความคิดเห็นต่อการสอนวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.480 ธวัชชัย คงนุ่ม (2550 : 62) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมโนมติในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนววงจรการ เรียนรู้ ผล การศึกษาพบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนชะอวดวิทยาคาร อ าเภอชะอวด จังหวัด นครศรีธรรมราช จ านวน 46 คน มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง พลังงาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนววงจรการเรียนรู้ สูงขึ้น อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 และ มีคะแนนเฉลี่ยของคะแนนมโนมติในวิชาวิทยาศาสตร์สูงขึ้นอย่าง มีนัยส าคัญที่ระดับ .01 ภัทราวรรณ ลาภเทวี (2544 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ทักษะภาคปฏิบัติของนักเรียนขั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ โดยเน้นการฝึกทักษะภาคปฏิบัติพบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสตรีศรีน่าน จังหวัด น่าน จ านวน 49 คน มี คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่า ก่อนการสอน อย่างนัยส าคัญที่ระดับ .001 และมีคะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ทักษะภาคปฏิบัติหลังการสอนวิชา วิทยาศาสตร์ สูงกว่า ก่อนสอนอย่างมี นัยส าคัญที่ระดับ .001 นุชรีย์ แนวเฉลียว (2552 : 96) ได้ศึกษาผลของการเรียนแบบร่วมมือที่มีต่อจิตวิทยาศาสตร์ของ นักเรียน ช่วงชั้น ที่ 3 พบว่า นักเรียนกล่มตัวอย่าง โรงเรียนช่างเคี่ยน อ าเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ระดับ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จ านวน 36 คน มีคะแนนจิตวิทยาศาสตร์หลังเรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือสูง กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ หลังเรียนด้วยการเรียน แบบร่วมมือสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใชเ้ทคนิคการสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติทั้งยังส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น เนื่องจากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ มุ่งให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหา ความรู้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ใน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเทคนิคกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ยัง ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาหาควาความรู้โดยใชก้ระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง
บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช.1 สาขาช่างทองหลวง ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผู้วิจัย มีล าดับขั้นตอน ในการวิจัยดังนี้คือกลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธีการสร้างและตรวจสอบ คุณภาพของเครื่องมือ แบบแผนการทดลองวิธีด าเนินการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียน ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช.1 สาขาช่างทองหลวง กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวงจ านวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 ชนิด ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ระบบนิเวศ 2. แบบทดสอบผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการ เรียนรู้ที่ 9 เรื่อง ระบบนิเวศ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 10 ข้อ วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจดัการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) หน่วยการ เรียนรู้เรื่อง ระบบนิเวศ ผู้วิจัยมีขั้นตอนการสร้างและตรวจสอบคุณภาพแผนการ จัดการเรียนรู้ตามเทคนิคการสืบ เสาะหาความรู้ (5E) ดังนี้ 1.1 ศึกษาทฤษฎีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ตามเทคนิคการสืบ เสาะหาความรู้ (5E) จากเอกสารและงานวิจัย 1.2 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต กาญจนาภิเษกวิ ทยาลัยช่างทองหลวง 1.3 ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ หลักสูตรสถานศึกษา ศึกษาสาระ การเรียนรู้ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ศึกษาตัวชี้วัด 1.4 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้สาระการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ระบบนิเวศ
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ การสร้างและตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ระบบนิเวศ แบบแผนการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ใช้แบบแผนการวิจัยทดลองแบบกลุ่มเดียวและมีการ ทดสอบ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง (One group pretest - posttest design) (มลิวัลย์ สมศักดิ์, 2550) ภาพแบบแผนการทดลอง สัญลักษณ์ที่ใช้ O1 แทน การทดสอบก่อนการทดลอง (pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้ตามเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) O2 แทน การทดสอบหลังการทดลอง (posttest) O1 X O2 วิธีด าเนินการทดลอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีขั้นตอนในการทดลองดังนี้ 1. ผู้วิจัยชี้แจงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ตามเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) และการท าวิจัย ให้ นักเรียนทราบ ให้นักเรียนท าแบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ปวช.1 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ระบบนิเวศ ที่ผู้วิจัยสร้างขั้นและเก็บคะแนนไว้เป็นคะแนน ก่อนการทดลอง (Pretest) 2. ขั้นด าเนินการทดลอง ผู้วิจัยจัดการเรียนการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขั้นตาม การ สืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้จัดการเรียนรู้ตามตารางเรียน 3. หลังการจัดการเรียนการสอน ผู้วิจัยให้นักเรียน ท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการ เรียนรู้ เรื่อง ระบบนิเวศ โดยใช้แบบทดสอบ ชุดเดียวกันกับการทดสอบก่อนการทดลองและเก็บคะแนนไว้เป็น คะแนน หลังการทดลอง (Posttest) ในการด าเนินการทดสอบผู้วิจัยเป็นผู้ควบคุมการสอบให้เป็นไปด้วยความ เรียบร้อย การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ขอ้มูลดังนี้ ศึกษาผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์ของนักเรียนปวช.1 สาชาช่างทองหลวงก่อนและหลัง การจัดการเรียนรู้ตามเทคนิคการสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall O1 x O2
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับ เกม Woldwall เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนระดับชั้น ปวช.1 สาขาช่างทองหลวง วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนา ทักษะชีวิตที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ปีการศึกษา 2/256๕ จ านวน ๑3 คน คน 2 สัปดาห์ ใน การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยได้น าเสนอ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน 1.1 ค่าเฉลี่ย ( ) โดยใช้สูตร ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือค า. 2551 : 119) 2. การวิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง (กลุ่มทดลองกลุ่มเดียว) โดยใช้ค่า t - test ใช้สูตร ดังนี้ (ประภาพรรณ เส็งวงศ์. 2550 : 262)
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตเรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียน ระดับชั้น ปวช.1 สาขาช่างทองหลวง ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall ดังตาราง ตาราง ๕ คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน จากตาราง พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้น ปวช.1 สาขาช่างทองหลวง หลังจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน คือ ๘.๒๓ ซึ่งสูงว่าก่อนเรียน คือ ๔.๓๘ รายชื่อนักเรียน คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน นางสาวโชติกาญจน์ ศรีนามล 4 8 นางสาวนัฏฐินันท์ ไชโยแสง 5 8 นายหัสดิน กาญจนรักษ์ 7 9 นายนคร อุดหนองเลา 5 8 นางสาวนิชชาภรณ์ จันทร์แช่ม 7 10 นางสาวสุพิชชา ไล้บัว 4 10 นายภูภวภัทร คชสินธุ์ 5 9 นายสุรสิทธิ์ น่วมอนงค์ 3 8 นายปิยภัทร อินทรักษา 4 7 นางสาวธัญลักษณ์ เลียมงาม 3 7 นายธนกร สายสอน 3 8 นายปกรณ์สายสอน 4 7 นายอภิธาร ฉัตรบุบผา 5 8 ค่าเฉลี่ย 4.38 8.23
ตาราง ๖ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนระดับชั้น ปวช.1 สาขาช่างทองหลวง ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิเคราะห์ ทางสถิติโดยใช้การพิจารณาค่า t จาก t- test for Dependent Sample ตามแสดงไว้ในตาราง จากตาราง ๖ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบนิเวศ วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อ พัฒนาทักษะชีวิตที่ผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า การจัดการ เรียนการสอนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E)ร่วมกับเกม Woldwall จะ ช่วยให้นักเรียนกลุ่มทดลองมีความสามารถด้านทักษะทางวิทยาศาสตร์ และมีผลการเรียนที่ดีขึ้นซึ่ง สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน t ก่อนการทดสอบ 13 4.3๘ ๕๐ 2๐8 ๘.๐๙ หลังการทดสอบ 13 ๘.๒๓ N
บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ จุดมุ่งหมายของการวิจัย การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนระดับชั้น ปวช.1 สาขาช่างทอง หลวง วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะ ชีวิตที่ ปีการศึกษา 2/2564 จ านวน 13 คน อันจะน าไปสู่การพัฒนาเทคนิคและวิธีการเรียนการสอนเพื่อผู้เรียน ต่อไป ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนสาขาวิชา ช่างทองหลวง ระดับชั้นปวช.1 กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ที่เรียนวิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ปีการศึกษา 2/256๕ จ านวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 ชนิด ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ระบบนิเวศ 2. แบบทดสอบผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการ เรียนรู้ที่ 9 เรื่อง ระบบนิเวศ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 10 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาค่าเฉลี่ยคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. สถิติพื้นฐาน 2. สถิติทดสอบสมมุติฐาน สรุปผล ผลของนักเรียนที่ผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall ในวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต เรื่อง ระบบนิเวศ ระดับชั้นปวช.1 กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ปีการศึกษา 2/256๕ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและนักเรียนมีทักษะทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ได้ลงมือท ากิจกรรมเรียนรู้และสืบค้นหาค าตอบด้วยตนเองและสามารถน าความรู้และเทคนิควิธีไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ าวันได้ อภิปรายผล จากผลของการวิจัยที่มีผลว่าการสอนด้วยเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall ใน วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ระดับชั้นปวช.1 กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง ปีการศึกษา 2/256๕ จะท าให้เป็นแนวทางใหม่ในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ สืบค้นและค้นหา
ค าตอบด้วยตัวเองฝึกทักษะต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนที่ดีขึ้น ซึ่งวิธีการปรับใช้หลังจากนี้ก็คือใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม Woldwall ใน เรื่องต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อฝึกนักเรียนและพัฒนาผลการเรียนของนักเรียน สิ่งเหล่านี้จะน าไปสู่การพัฒนารูปแบบการ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์หรือหลายวิชาอื่น ๆ อย่างมีแบบแผน และมีความหลากหลายขึ้นในอนาคต ข้อเสนอแนะ ควรน าการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ไปเป็นแนวทางในการจัดการ เรียนรู้ใน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพราะเป็นรูปแบบการจดัการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ ผู้เรียนและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ดีอีกรูปแบบหนึ่ง
บรรณานุกรม ทิศนา แขมณี. (2547). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้ง ที่ 3. กรุเทพมหานคร: ศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธวัช ชัยคงนุ่ม. ผลมสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมโนมติในวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องพลังงานของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปี ที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนววงจรการเรียนรู้.วิทยานิพนธ์ศษ.ม. (หลักสูตรและการสอน)เชียงใหม่. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550. นุชรีย์ แนวเฉลียว.ผลของการเรียนแบบร่วมมือที่มีต่อจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3.วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. (หลักสูตรและการสอน)เชียงใหม่. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2552. บุญชม ศรีสะอาด. (2537). การพัฒนาการสอน. มหาสารคาม. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาสารคาม. พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์. (2545). พฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: บริษัทพัฒนาคุณภาพ วิชาการ (พว.) จ ากัด. พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์และวรรณทิพา รอดแรงค้า. (2542). การพัฒนาการคิดของครูด้วยกิจกรรมทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ปแมเนจเม้นท์. ภพ เลาหไพบูลย์. (2534). การสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา. โรงพิมพ์เชียงใหม่คอมเมอร์ เชี่ยล .เชียงใหม่. ภัทราวรรณ ลาภเทวี. (2544). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะ ภาคปฏิบัติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ที่ได้รับการสืบเสาะหาความรู้โดยเน้นการฝึกทักษะ ภาค ปฏิบัติ.วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. (หลักสูตรและการสอน)เชียงใหม่. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สุคนธ์ สินธพานนท์. (2545) .การจัดกระบวนการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญ ทัศน์. สุวิทย์ มูลค าและอรทัย มูลค า. (2545). 21 วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด.กรุงเทพมหานคร. โรงพิมพ์ภาพพิมพ์,
ภาคผนวก
เรื่อง กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/เครื่องมือ การประเมิน เวลา เกณฑ์การประเมิน 1.ความหมาย และประเภท ของระบบนิเวศ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1. ผู้สอนทบทวนความรู้เรื่อง การรักษาดุลยภาพของ สิ่งมีชีวิต และซักถามผู้เรียนเกี่ยวกับ VDO เรื่อง ระบบ นิเวศที่ให้ผู้เรียนไปศึกษาและสอบถามว่าสิ่งมีชีวิตมี ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างไร 2.ผู้สอนชี้แจงให้ผู้เรียนฟังถึงหัวข้อที่จะเรียนในครั้งนี้ คือ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบนิเวศ ซึ่งประกอบด้วย 1.หนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ 2. power point 3. youtube 4. ใบงาน 5.แบบทดสอบ หลังเรียน 6.แบบทดสอบ ใน Wordwall 30 นาที 2 ชั่วโมง 30 นาที สังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ การประเมินผล งานจากแบบฝึกหัด และประเมินผลการ เรียนรู้ การประเมินผล แผนการจัดการเรียนรู้เทคนิคการเรียนการสอนแบบสืบเสาะ (๕E) หน่วยที่ ๙ วิชา วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต รหัสวิชา 20000 - 1301 สอนครั้งที่ 1๕-1๖ ชั่วโมงรวม 6 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ระบบนิเวศ เรื่อง ระบบนิเวศและความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต จ านวนชั่วโมง 4๓-๔๘ สัปดาห์ที่ 1๕-1๖
2.ความ สัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิตใน ระบบนิเวศ เรื่อง ความหมายของระบบนิเวศและประเภทของระบบ นิเวศ โครงสร้างของระบบนิเวศ 3. ผู้สอนแจ้งถึงวิธีการวัดประเมินผลและเกณฑ์ต่างๆ ของเนื้อหาที่เรียนในสัปดาห์นี้ 4. ท าแบบทดสอบก่อนเรียน ขั้นสอน 1.ผู้สอนน าภาพความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตและสอบถาม ผู้นักเรียนว่าเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในภาพมี ลักษณะอย่างไรบ้าง (ขั้นสร้างความสนใจ ) ๒.ผู้สอนสุ่มผู้เรียนตอบค าถามเรื่องชนิดของระบบนิเวศ และองค์ประกอบของระบบนิเวศ 2.ขออาสาสมัครผู้เรียน 5 คน เขียนบนกระดานและ อีก 5 คน เขียนหน้าที่ความหมาย 3.ผู้เรียนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียนร่วมกันพิจารณา ว่า ถูกต้องหรือไม่ ถ้าผิดให้แก้ไขให้ถูกต้อง (สอดแทรกเรื่อง การมีเหตุผลในการตัดสิน) 6.ผู้เรียนร่วมกลุ่มกลุ่มละ 3 คนช่วยกันท ากิจกรรมที่ ใน งานที่ครูมอบหมาย (ขั้นส ารวจและค้นหา ) 4.ผู้สอนอธิบายเพิ่มเติมเรื่องประเภทของระบบนิเวศ และโครงสร้างของระบบนิเวศจาก PowerPoint เรื่อง ระบบนิเวศ (ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป ) ขั้นสรุป 1.ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปถึงความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับระบบนิเวศโดยการถามตอบกิจกรรมการเรียนรู้(ขั้นขยายความรู้ ) 2. มอบหมายงานผู้เรียนให้ท าการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ตามอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ความสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อการด ารงชีวิตที่จะเรียนใน คาบหน้า (ขั้นประเมินผล ) สัปดาห์ที่ 2 ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1.ผู้สอนทบทวนความรู้เรื่องระบบนิเวศ และซักถาม ผู้เรียนว่าในระบบนิเวศสอนซักถามผู้เรียนว่าถ้าสิ่งมีชีวิต ต่างชนิดมาอยู่ด้วยกันจะเกิดอะไรขึ้น 2.ผู้สอนชี้แจงให้ผู้เรียนฟังถึงหัวข้อที่จะเรียนในครั้งนี้ คือ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 20 นาที 2 ชั่วโมง 40 นาที งานจากแบบฝึกหัด และประเมินผลการ เรียนรู้ สังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ การประเมินผล งานและน าเสนอ จากแบบฝึกหัดและ ประเมินผลการ เรียนรู้ การประเมินผล
3.ผู้เรียนศึกษา VDO เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ จากเว็บไซต์ https://www.youtube.com/watch?v=QOWAaKL w3SE ( ขั้นสร้างความสนใจ) ขั้นสอน 1.ผู้สอนอธิบายเนื้อหาเรื่อง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ต่างชนิดกัน (ขั้นอธิบายและสรุปข้อมูล) 2.ผู้สอนสุ่มผู้เรียนตอบค าถามเรื่องภาวะความสัมพันธ์ ของสิ่งมีชีวิต ด้วยเกม Wordwall https://wordwall.net/resource/39412996 ๓.ผู้เรียนแต่ละคนท าใบงาน เรื่องความสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศในโรงเรียน และให้นักเรียนไป ส ารวจความสัมพันธ์ของสิ่งมีชิวิตในวิทยาลัย (ขั้นส ารวจและค้นหา) ๔.น าเสนอแบบส ารวจระบบนิเวศความสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิตในวิทยาลัยที่นักเรียนได้ไปส ารวจ ๕.ครูผู้สอนผู้เรียนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียนร่วมกันพิจารณา ว่าเพื่อนตอบค าถามถูกต้องหรือไม่ ถ้าผิดให้ช่วยกัน อภิปรายแก้ไขให้ถูกต้อง (สอดแทรกเรื่องการมีเหตุผลใน การตัดสิน) (ขั้นขยายความรู้ ) ขั้นสรุป 1.ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปถึงเรื่องความสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อการด ารงชีวิต โดยร่วมกัน ท าพีระมิดห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ 2. ผู้เรียนท าการทดสอบหลังเรียน (ขั้นประเมินผล) งานจากแบบฝึกหัด และประเมินผลการ เรียนรู้ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อการเรียนรูใหครูผูสอนและผูเรียนเลือกใชสื่อประกอบการเรียนการสอนตามสภาพความพรอมของตนเอง ดังนี้ 1.สื่อโสตทัศน์ - เรียนรู้ผ่านระบบ Google Meet และส่งงานผ่านระบบ Google Classroom 2.สิ่งพิมพ์ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ ๙ ระบบนิเวศ 3.สื่อสื่อเทคโนโลยี
- PowerPoint หน่วยการเรียนที่ ๙ เรื่อง ระบบนิเวศ 4.โสตทัศน์อุปกรณ์ - แทปเล็ต - เครื่องคอมพิวเตอร์ หลักฐานการเรียนรู้ 1.หลักฐานความรู้ - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ ๙ ระบบนิเวศ - PowerPoint หน่วยการเรียนที่ ๙ เรื่อง ระบบนิเวศ - ใบความรู้บทที่ ๙ ระบบนิเวศ 2.หลักฐานการปฏิบัติงาน - แบบทดสอบท้ายหน่วย การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1.เครื่องมือการประเมิน 1.1 ก่อนเรียนรู้ วิธีการวัดผล - การสุ่มผู้เรียนถาม/ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.2 ระหว่างเรียนรู้ วิธีการวัดผล - ตอบในชั้นเรียน เครื่องมือวัด - แบบค าถาม 1.3 หลังเรียน วิธีการวัดผล - ทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ เครื่องมือวัด - แบบทดสอบท้ายหน่วย เกณฑ์การประเมิน 1.ผู้เรียนร้อยละ 70 จากการสุ่ม ตอบค าถามได้ถูกต้อง 2.ผู้เรียนท าถูกต้อง 70% จากคะแนนเต็มในแบบทดสอบ
ใบงานที่ 9 วิชา : วิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ชื่อหน่วยการเรียนรู้ : ระบบนิเวศ เรื่อง : ระบบนิเวศและความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต หน่วยที่ ๙ สอนครั้งที่ 1๖ เวลา 3 ชั่วโมง 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของระบบนิเวศ สิ่งมีชีวิต และแหล่งที่อยู่ได้ 2. อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับแหล่งที่อยู่ 3. อธิบายการเกิดวัฏจักรของน้ า คาร์บอน และ ไนโตรเจน ได้ 4. จ าแนกประเภทความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศได้ 5. ระบุประโยชน์และโทษของการอยู่รวมกันของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน และต่างชนิดกัน 6. จ าแนกล าดับต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ 7. วิเคราะห์โซ่อาหาร ในสายใยอาหารได้ 8. อธิบายการถ่ายทอดพลังงานของสิ่งมีชีวิตสิ่งมีชีวิตในแต่ละล าดับได้ 2. สมรรถนะ 1. ส ารวจสิ่งมีชีวิตจากระบบนิเวศภายในสถานศึกษา และน ามาจัดประเภทของกลุ่มสิ่งมีชีวิต ลักษณะของ ความสัมพันธ์กับแหล่งที่อยู่ 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตประเภทต่าง ๆ 3. เขียนโซ่อาหาร สายใยอาหาร 4. ระบุความหลากหลายทางชีวภาพ 5. ใช้เหตุผลในการคัดเลือกภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในเชิงบวกและลบของการอยู่รวมกันของสิ่งมีชีวิตชนิด เดียวกันได้ 3. เครื่องมือ วัสดุ และอุปกรณ์ - 4. การประเมินผล - ประเมินจากการตรวจใบกิจกรรม - ประเมินจากแบบทดสอบท้ายบทเรียน 5. เอกสารอ้างอิง/เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม - หนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 6. การมอบหมายงาน กิจกรรมที่ 1 ครูท าฉลากระบบนิเวศในแต่ละบริเวณของวิทยาลัยฯ ให้นักเรียนจับฉลาก 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มให้ตัวแทนจับฉลากเพื่อท าการส ารวจบริเวณที่ได้รับ มอบหมาย
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันส ารวจสิ่งมีชีวิต และแหล่งที่พบสิ่งมีชีวิต บันทึกในตารางบริเวณที่ส ารวจคือ ..................................................................................................................
บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้และประเมินตามสภาพจริงประจ าหน่วยการเรียน 1. ด้านผู้สอน การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ online off line สอนได้ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ สอนได้ไม่ครบตามหัวข้อที่ก าหนดในแผนการจัดการเรียนรู้ยังขาดหัวข้อ ดังนี้ แนวทางการแก้ปัญหาการสอนไม่ครบหัวข้อตามแผน 2. ด้านความพร้อมและผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เกณฑ์ที่แนะน า คิดเป็นร้อยละ ดีมาก(80-100) ดี (70-79) พอใช้ (60-69) ต้องปรับปรุง (ต่ ากว่า 60) 1 การตรงต่อเวลา ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 2 การแต่งกาย, การปฏิบัติตามระเบียบ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 3 ความพร้อม, ความตั้งใจในการเรียน ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 4 มีความรับผิดชอบงานที่มอบหมาย ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง 5 มีความรู้ ความสามารถ ตรงวัตถุประสงค์ ดีมาก ดี พอใช้ ต้องปรับปรุง อื่นๆ 3. ปัญหา อุปสรรค 4. ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา ข้อสรุปหลังการจัดการเรียนรู้ประจ าหน่วยการเรียนที่…..…. ชื่อหน่วย ............................................ ระหว่างสัปดาห์ที่.......ถึงสัปดาห์ที่....... รวม..............................สัปดาห์ ระหว่างวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ถึงวันที่.........เดือน………………....พ.ศ……...... ลงชื่อ ครูผู้สอน (นางสาวอรชร ดวงจันทร์) ลงชื่อ หัวหน้าแผนกวิชา (นายภาคภูมิ ศรีถาวร) ลงชื่อ.......................................................... (นายพรอนันต์ ภักดีบุญ)
แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ชื่อสกุล...................................................................................................รหัสนักเรียน...... ............... แผนก.....................................ระดับชั้น...............กลุ่มเรียน.....................เลขที่............................... วิชา.........................................................วันที่.........../............/...............ครั้งที่.......... ..................... รายการ ระดับพฤติกรรม 2 1 0 1.นักเรียนมีส่วนร่วมในการตอบค าถามในชั้นเรียน 2.นักเรียนมีความมั่นใจในตนเองและกล้าแสดงออก 3.นักเรียนมีความสนใจในการเรียนถามในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ 4.นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมห้องและคุณครู 5.นักเรียนมีความตั้งใจในการทบทวนบทเรียน ลงชื่อ..............................................ผู้สังเกต (.................................................................) .............../.............../............... เกณฑ์การให้คะแนนจากการสังเกตพฤติกรรม คือ เกณฑ์การให้คะแนน 2 คะแนน เมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมเป็นประจ า เกณฑ์การให้คะแนน 1 คะแนน เมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมบางครั้ง เกณฑ์การให้คะแนน 0 คะแนน เมื่อนักเรียนไม่เคยแสดงพฤติกรรมนั้นเลย หมายเหตุ: นักเรียนควรได้คะแนน 5 คะแนน หรือ เกณฑ์ระดับดี ขึ้นไป จึงจะถือว่าผ่าน เกณฑ์การประเมินในการสังเกตพฤติกรรม มีดังนี้ ช่วงคะแนน เกณฑ์ คะแนน 8 - 10 ยอดเยี่ยม คะแนน 5 - 7 ดี คะแนน 3 - 4 พอใช้ ต่ ากว่า 2 ควรปรับปรุง
ภาพประกอบกิจกรรมในการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับเกม wordwell ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ใช้ค าถามรูปภาพและเกม Wordwall เพ่ือกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจและสนุกไปกับกิจกรรม
ขั้นสืบค้นคว้าหาข้อมูล (Exploration) จากแหล่งต่างๆ และสร้างสรรค์ชิ้นงาน
ขั้นขยายความรู้ (Exploration) ความเข้าใจจากเพ่ือนๆและครูขยายความรู้เพ่ิมเติม
ขั้นอธิบายและลงข้อ สรุป (Explanation) ครูผู้สอนสอนเนื้อหาเกี่ยวกับระบบนิเวศ
ขั้นประเมินผล (Evaluation) ท าแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
ขั้นสืบค้นคว้าหาข้อมูล (Exploration) ระดมความคิดในกลุ่ม
ขั้นสืบค้นคว้า ส ารวจหาข้อมูล(Exploration) ระบบนิเวศในวิทยาลัย
ประวัติผู้วิจัย ชื่อ – สกุล : นางสาว อรชร ดวงจันทร์ ประวัติการศึกษา 1. ระดับมัธยมศึกษา : โรงเรียนโพธิ์ทองวิทยานุสรณ์ จังหวัดบึงกาฬ 2. ระดับปริญญาตรี : สาขาวิชาชีววิทยา วิทยาศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏ สกลนคร จังหวัดสกลนคร ๓. ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยสันตพล จังหวัด อุดรธานี