นวัตกรรมการเรียนการสอน เรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนใน จังหวัดราชบุรี” โดย นายพัฒนะ บริบูรณ์ รหัสนักศึกษา : 644101002 นางสาวปิยบุตรี พรหมมา รหัสนักศึกษา : 644101015 นางสาววีร์สุดา นำพา รหัสนักศึกษา : 644101020 นักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา TH62612 การวิจัยทางภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พ.ศ.2566
นวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนใน จังหวัดราชบุรี” โดย นายพัฒนะ บริบูรณ์ รหัสนักศึกษา : 644101002 นางสาวปิยบุตรี พรหมมา รหัสนักศึกษา : 644101015 นางสาววีร์สุดา นำพา รหัสนักศึกษา : 644101020 นักศึกษาสาขาวิชภาษาไทย รายงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา TH62612 การวิจัยทางภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พ.ศ.2566
ก ชื่อเรื่อง นวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนใน จังหวัดราชบุรี” ผู้วิจัย นายพัฒนะ บริบูรณ์ นางสาวปิยบุตรี พรหมมา นางสาววีร์สุดา นำพา สาขาวิชา ภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี สร้างนวัตกรรม การเรียนการสอน “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” และเสนอแนวทางการอนุรักษ์และสืบสาน วัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ระเบียบ วิธีวิจัย การดำเนินการวิจัยใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยโดยมี รูปแบบการแต่งกายวัยเด็กของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี 8 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ชาวไทยเชื้อสายเขมร ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยเชื้อสายไทยทรงดำ ชาวไทยเชื้อสายมอญ ชาวไทยเชื้อ สายยวน ชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง และชาวไทยพื้นถิ่น มาเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอน คือ ตุ๊กตา เปลี่ยนชุดแบบกระดาษ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะต้องนำชุดทั้ง 8 มาใส่ให้ถูกต้องกับทรงผมของกลุ่มคนต่าง ๆ ให้ถูกต้อง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น และตอนปลายโรงเรียน อนุบาลจอมบึง รวมถึงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์จำนวนโรงเรียนละ 5 คน โดย เป็นการเลือกกลุ่มที่คณะผู้วิจัยใช้เหตุผลในการเลือก เพื่อความเหมาะสมในการวิจัย ในการวิเคราะห์ ข้อมูลคณะผู้วิจัยนำรูปแบบการแต่งกายวัยเด็กได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 8 ชาติพันธุ์ มา วิเคราะห์และนำมาทำนวัตกรรมการเรียนการสอน เลือกใช้สื่อที่เหมาะสมกับช่วงวัยและการนำเสนอ รูปแบบการแต่งกายที่มีความน่าสนใจ และดึงดูดผู้เรียน อย่างไรก็ตามการวิจัยในครั้งนี้เป็นวิจัยที่อยู่ ระหว่างการทดลอง คณะผู้วิจัยจึงรวบรวมข้อมูลให้ครบทุกประการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้และ นำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์กับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย โรงเรียนอนุบาลจอมบึง รวมถึงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์จำนวนโรงเรียน ละ 5 คน ในปีการศึกษา 2567 ต่อไป
ข กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเรื่อง นวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” ของ นักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาภาษาไทยนี้ ดำเนินการจนประสบความสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์และสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปุณย์จรีย์ สรสีสม อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอม บึง ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษา คำแนะนำ ความรู้ ข้อคิด คอยให้ความช่วยเหลือ และดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี จากหลาย ๆ ประการ โดยเฉพาะในการแนะนำตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะ ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการวิจัย จนกระทั่งการวิจัยครั้งนี้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี คณะผู้วิจัยขอ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคนที่อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในการทำวิจัยครั้งนี้ คณะผู้วิจัย รู้สึกซาบซึ้งในความปรารถนาดีของทุกคนเป็นอย่างยิ่ง จึงขอขอบคุณไว้ในโอกาสนี้ด้วย สุดท้ายนี้คณะผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้คงเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษา หรือผู้ที่สนใจ ศึกษาต่อไป คณะผู้วิจัย นายพัฒนะ บริบูรณ์ นางสาวปิยบุตรี พรหมมา นางสาววีร์สุดา นำพา 2 เมษายน พ.ศ.2567
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ................................................................................................................... ข สารบัญ.......................................................................................................................... ........... ค สารบัญภาพประกอบ.............................................................................................................. . ง บทที่ 1 บทนำ................................................................................................................... ....... 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา..................................................................... 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย........................................................................................... .. 2 ขอบเขตของการวิจัยและกรอบแนวคิดการวิจัย.......................................................... 2-3 คำถามของการวิจัย..................................................................................................... 3 สมมุติฐานและกรอบแนวคิดในการวิจัย...................................................................... 3 ข้อตกลงเบื้องต้น......................................................................................................... 3 ข้อจำกัดในการวิจัย..................................................................................................... 3-4 นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย........................................................................................... 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย...................................................................... 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................ 6 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง......................................................... 6-8 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยเชื้อสายเขมร............................................................... 8-10 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยเชื้อสายจีน.................................................................. 10-14 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยเชื้อสายไทยทรงดำ...................................................... 14-18 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยเชื้อสายมอญ............................................................... 18-20 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยเชื้อสายยวน................................................................ 21-23 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง......................................................... 24-25 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวไทยพื้นถิ่น......................................................................... 26-27 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย...................................................................................................... 28 แหล่งข้อมูล................................................................................................................ 28
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า ประชากรที่ศึกษา........................................................................................................ 28 วิธีการสุ่มตัวอย่าง........................................................................................................ 28 วิธีการเก็บข้อมูล......................................................................................................... 29 การประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................ 29 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................... 30 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................. 30 -ผลการวิเคราะห์ภาพประกอบชุดนวัตกรรม (ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง)........... 31 -ผลการวิเคราะห์ภาพประกอบชุดนวัตกรรม (ชาวไทยเชื้อสายเขมร)................. 31 -ผลการวิเคราะห์ภาพประกอบชุดนวัตกรรม (ชาวไทยเชื้อสายจีน)..................... 32 -ผลการวิเคราะห์ภาพประกอบชุดนวัตกรรม (ชาวไทยเชื้อสายไทยทรงดำ)........ 32 -ผลการวิเคราะห์ภาพประกอบชุดนวัตกรรม (ชาวไทยเชื้อสายมอญ)................. 33 -ผลการวิเคราะห์ภาพประกอบชุดนวัตกรรม (ชาวไทยเชื้อสายยวน)................... 33 -ผลการวิเคราะห์ภาพประกอบชุดนวัตกรรม (ชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง)............ 34 -ผลการวิเคราะห์ภาพประกอบชุดนวัตกรรม (ชาวไทยพื้นถิ่น)............................ 34 บทที่5 สรุปผลการวิจัย.......................................................................................................... 35 อภิปรายผล........................................................................................................... ...... 35-36 ข้อเสนอแนะ............................................................................................................... 36 บรรณานุกรม........................................................................................................................... 37-39 ภาคผนวก............................................................................................................................. ... 40-42 ประวัติผู้วิจัย............................................................................................................................ 43-45
จ สารบัญภาพประกอบ ภาพประกอบที่........................................................................................................................ หน้า 1 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง................... 31 2 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายเขมร.......................... 31 3 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายจีน............................. 32 4 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายไทยทรงดำ................ 32 5 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายมอญ.......................... 33 6 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายยวน........................... 33 7 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง.................... 34 8 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยพื้นถิ่น.................................... 34
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา นวัตกรรมการเรียนการสอน หรือนวัตกรรมการศึกษา หมายถึง สิ่งใหม่ ๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วย แก้ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนหรือพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แนวคิด รูปแบบวิธีการ กระบวนการ สื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา (สุคนธ์ สินธพานนท์, 2553) นวัตกรรมการศึกษาจึงหมายถึง กระบวนการ แนวคิด หรือวิธีการใหม่ๆ ทางการศึกษาซึ่งอยู่ในระหว่าง การทดลองที่จะจัดขึ้นมาอย่างมีระบบและกว้างขวางพอสมควร เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพอันจะนำไปสู่การ ยอมรับนำไปใช้ในระบบการศึกษาอย่างกว้างขวางต่อไป (ทิศนา แขมมณี, 2547) จังหวัดราชบุรีมีชื่ออันเป็นมงคลยิ่ง หมายถึง “เมืองพระราชา” ราชบุรีเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่ง ของประเทศไทย จากการศึกษาและขุดค้นของ นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี พบว่าดินแดนแถบลุ่ม แม่น้ำ แม่กลองแห่งนี้เป็น ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของคนหลายยุคหลายสมัย และมีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่ อดีต จากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุมาก ทำให้เชื่อได้ว่ามีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ ตั้งแต่ยุคหินกลาง ตลอดจนได้ค้นพบเมืองโบราณสมัยทราวดีที่ตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี ทิศนา แขมมณี(2547) กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรีได้เคยดำรงตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่ง ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาและตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า เมืองราชบุรีเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญและเป็นสมรภูมิการรบหลายสมัย โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ยกทัพมาตั้งรับศึกพม่าในเขต ราชบุรีหลายครั้ง ซึ่งครั้งสำคัญที่สุดคือสงครามเก้า ทัพ ต่อมา พ.ศ.2360 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างกำแพง เมืองใหม่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลองตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2437 ได้ทรงเปลี่ยนการปกครองส่วนภูมิภาคโดยรวมหัวเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ ใกล้ชิดกัน ตั้งขึ้นเป็นมณฑลและได้รวมเมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมือง เพชรบุรีเมืองปราณบุรี เมืองประจวบคีรีขันธ์รวม 6 เมือง ตั้งขึ้นเป็นมณฑลราชบุรี ตั้งที่บัญชาการมณฑล ณ ที่เมืองราชบุรี ทางฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง (ปัจจุบันคือศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเก่า) ต่อมาใน พ.ศ.2440 ได้ย้ายที่บัญชาการเมืองราชบุรี จากฝั่งซ้ายกลับมาตั้งรวมอยู่แห่งเดียวกับศาลาว่าการมณฑล
2 ราชบุรีทางฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลองจนถึง พ.ศ. 2476 เมื่อมีการยกเลิกการปกครองแบบมณฑล ทั้งหมด มณฑลราชบุรีจึงถูกยกเลิกและคงฐานะเป็นจังหวัดราชุบรีจนถึงปัจจุบัน ทิศนา แขมมณี (2547) สุคนธ์ สิธพานนท์(2553) กล่าวถึง จังหวัดราชบุรีนอกจากจะเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาที่ ยาวนานมีร่องรอยหลักฐานของวัฒนธรรมทวารวดี และวัฒนธรรมขอม รวมถึงเป็นแหล่งวัฒนธรรมของลุ่ม น้ำแม่กลอง เมืองนี้ยังมีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณใน ฐานะหัวเมืองหน้าด่านในการระดมไพร่พล ป้องกันประเทศ ดินแดนแหล่งนี้เคยเป็นชัยภูมิที่สําคัญสําหรับ การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพโยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทั้งในส่วนที่เข้ามาอยู่เพื่อการทํามาหา กิน ทําการค้าขาย หรือการโยกย้ายถิ่นฐาน อันเป็นผลเนื่องมาจากการเป็นเชลยศึกสงครามและการอพยพ เข้ามาพึ่งพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ทำให้จังหวัดราชบุรีมีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ถึง 8 ชาติพันธุ์ ประกอบด้วย ชาวไทยพื้นถิ่น ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยเชื้อสายมอญ ชาวไทยเชื้อสายยวน ชาวไทยเชื้อ สายกะเหรี่ยง ชาวไทยเชื้อสายเขมร ชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง และชาวไทยเชื้อสายลาวโซ่ง ความ หลากหลายของชาติพันธ์เหล่านี้เป็นแนวทางให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนานวัตกรรม การเรียนการสอนการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรีต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อรวบรวมการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี 2) เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” 3) เพื่อเสนอแนวทางการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี ขอบเขตของการวิจัยและกรอบแนวคิดการวิจัย พื้นที่ งานวิจัยดังกล่าวนี้เป็นงานวิจัยที่ใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ที่ใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนในสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดราชบุรี
3 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี ตัวแปรตาม นวัตกรรมการเรียนการสอน คำถามการวิจัยหรือสมมุติฐานในการวิจัย การใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนจะเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้นักเรียนในสถานศึกษาในพื้นที่ จังหวัดราชบุรีได้ตระหนักถึงคุณค่าและการสืบสานวัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี ยิ่งขึ้น กรอบแนวคิด ข้อตกลงเบื้องต้น เนื่องจากงานวิจัยดังกล่าวนี้เป็นงานวิจัยที่ใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis) ฉะนั้น การวิจัยครั้งนี้ จึงมีเงื่อนไขเป็นข้อตกลง เบื้องต้น คือ ข้อมูลที่ได้มาจากการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ข้อจำกัดในการวิจัย ข้อจำกัดของการวิจัยครั้งนี้ มีดังนี้ 1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่องการ แต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลจอมบึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลจอมบึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์
4 เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยที่อยู่ระหว่างการทดลอง คณะผู้วิจัยจึงรวบรวมข้อมูลให้ครบทุก ประการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้และเกิดการเรียนรู้ในการนำการวิจัยไปใช้กับนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างในปีการศึกษา 2567 ต่อไป ฉะนั้น ในเนื้อหาบทที่ 5 สรุปผลการวิจัยจึงสามารถคลาดเคลื่อนได้ จากที่คณะผู้วิจัยตั้งวัตถุประสงค์ไว้ นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย นิยามศัพท์ นวัตกรรมการเรียนการสอน หมายถึง สิ่งใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเรียน การสอนหรือพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แนวคิด รูปแบบ วิธีการ กระบวนการ สื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาเป็นการใช้ระบบในการปรับปรุงและคิดค้นพัฒนาวิธีสอนแบบ ใหม่ๆ เป็นการใช้วิธีการสอนหรือเทคนิคการสอนในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้คณะผู้วิจัยเห็นความสำคัญของ การนำนวัตกรรมการเรียนการสอนมาช่วยสอน ทำให้ดึงดูดความสนใจของผู้เรียนและทำให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ที่สนุกสนานมากยิ่งขึ้น การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี หมายถึง จังหวัดราชบุรีมีความหลากหลายทางชาติ พันธุเปนอยางมาก สืบเนื่องมาจากลักษณะทางภูมิศาสตรที่เอื้อตอการเปนสังคมเปดและการเกิดพหุ วัฒนธรรมภายในพื้นที่จังหวัดราชบุรี โดยสามารถระบุชาติพันธุที่สําคัญ 8 กลุมชาติพันธุ ไดแก ชาวไทย เชื้อสายกะเหรี่ยง ชาวไทยเชื้อสายเขมร ชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยเชื้อสายไทยทรงดำ ชาวไทยเชื้อสาย มอญ ชาวไทยเชื้อสายยวน ชาวไทยเชื้อสายลาวเวียงและชาวไทยพื้นถิ่น ซึ่งแตละกลุมชาติพันธุลวนมี ความแตกตางกันทางวัฒนธรรมจึงทำให้การแต่งกายของ 8 กลุ่มชาติพันธุ์มีความหลากหลายกันมาก จึง ทำให้คณะผู้วิจัยเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ แล้วนำมาทำวิจัย เพื่อให้วัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อยู่สืบไป
5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1) ได้รูปแบบการแต่งกายของคนในจังหวัดราชบุรี ว่ามีลักษณะเฉพาะตนเช่นไร และในปัจจุบัน ยังมีการคงสภาพการสวมใส่อยู่หรือไม่ 2) ได้นวัตกรรมการเรียนการสอนชุด “ การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” ที่สามารถ นำไปบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอน 3) นักเรียนเกิดความภูมิใจและได้แนวทางร่วมกันอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่ม คนในจังหวัดราชบุรี
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง นวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่องการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี ผู้วิจัยได้ ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเนื้อหาที่จะนำเสนอดังนี้ 1. ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง 2. ชาวไทยเชื้อสายเขมร 3. ชาวไทยเชื้อสายจีน 4. ชาวไทยเชื้อสายไทยทรงดำ 5. ชาวไทยเชื้อสายมอญ 6. ชาวไทยเชื้อสายยวน 7. ชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง 8. ชาวไทยพื้นถิ่น 1. ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ประวัติความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง จากการศึกษาวิจัยเรื่อง "สภาพสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปของชาวกะเหรี่ยง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี"ของ โกศล มีคุณ (2536, หน้า 21) พบว่า "กะเหรี่ยงอำเภอสวนผึ้งได้เข้ามาอยู่บริเวณลุ่มน้ำภาชี ประมาณ 200 ปีมาแล้ว สันนิษฐานว่าเดิมทีเดียวกะเหรี่ยงสวนผึ้งอาศัยอยู่ในประเทศสหภาพพม่า และคง จะอพยพเข้ามาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเนื่องจากสงครามระหว่างไทยกับสหภาพพม่า การอพยพ เข้ามาครั้งแรกของกะเหรี่ยงสายนี้เข้ามาทางห้วยซองกะเลีย หรือ พุท่อง เขตอำเภอ วังกะ ปัจจุบันเป็น อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ต่อมากะเหรี่ยงจากแหล่งเดียวกัน คือ กะเหรี่ยงบ้านเมกะวะ เมืองมะ ละแหม่งได้ติดตามมาอีก" สภาวัฒนธรรมอำเภอบ้านคา (2544, หน้า 9, 12-13) ได้อธิบายว่า "กะเหรี่ยง โพล่วงที่เข้ามาทางด่านบ้องตี้ ครั้งแรกคงจะไปรวมกับกลุ่มอื่น ๆ ที่ "ทิ้งเล่อวโหว่" ด้วย ก่อนจะอพยพ เคลื่อนย้ายไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยย้อน ขึ้นไปตามลำน้ำภาซีซึ่งต้นน้ำอยู่ทางทิศใต้เขต อำเภอแก่ง กระจาน จังหวัดเพชรบุรีแล้วไหลย้อนขึ้นเหนือจดลำน้ำแควน้อย ตรงปากลำ รวมความยาวประมาณ 75 กิโลเมตร พบหลักฐานครั้งแรกของกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ที่บ้านเก่ากะเหรี่ยง เขตด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง
7 จังหวัดราชบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสไทรโยคครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2416 นายท่องดิ้ง หัวหน้ากะเหรี่ยงได้นำลูกบ้านมาเฝ้ารับเสด็จฯและได้กราบบังคมทูลให้เสด็จ ฯ ไปประทับ ณแห่งใหม่ริมลำน้ำภาชี ซึ่งมีภูมิทัศน์สวยงามกว่า ทรงโปรดปรานมากถึงกับสอบถามได้ ความว่า กะเหรี่ยง เป็นชนเผ่าหนึ่ง บ้านเรือนสร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงแฝก เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษากัน ตามมีตามเกิด มีความเป็นอยู่ง่ายเสียจนนับวันเดือนปีไม่เป็นและมีผู้รู้หนังสือน้อยมาก แล้วทรงตั้งให้ นาย ท่องดิ้ง เป็น "หลวงพิทักษ์คีรีมาศ"การที่พระองค์พระราชทานตำแหน่งบรรดาศักดิ์ให้ก็คือให้ความเป็นคน ไทยแก่บุคคลที่เป็นหัวหน้ากลุ่มชาติพันธุ์ให้ปกครองลูกน้องกันเอง" การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง จากการลงพื้นที่ภาคสนาม ผู้เขียนพบว่าชาวกะเหรี่ยงในสมัยปัจจุบันนิยมแต่งกายชุดสมัยใหม่ คือ เสื้อยืดกางเกง ดังนั้นเป็นการยากที่จะเห็นชาวกะเหรี่ยงแต่งชุดประจำเผ่า เราจะเห็นได้เฉพาะในงาน ประเพณี หรือทางจังหวัด ทางอำเภอ มีงานประจำปีแล้วขอร้องให้ชาวกะเหรี่ยงแต่งชุดประจำเผ่าเท่านั้น เราจึงจะเห็นชาวกะเหรี่ยงแต่งชุดประจำเผ่า การแต่งกายของชาวกะเหรี่ยงแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การแต่งกายของฝ่ายหญิงและการ แต่งกายของฝ่ายชาย การแต่งกายของเด็กหญิงชาวกะเหรี่ยงจะเป็นผ้าดิบสีขาว ทอเป็นผืนยาว มีช่องสวมทางศีรษะ ยาวคลุมเข่าตลอด แล้วปักกุ้นขอบแขน คอ ชายผ้าถุงด้วยด้ายสีแดง อาจใส่เม็ดเงินหรือลูกไม้ที่เรียกว่า "พ่งช้า" ที่ชายถุง การแต่งกายของผู้หญิงชาวกะเหรียงจะมีผ้าทอ 2 ชิ้น คือ ชิ้นที่เป็นผ้าถุง กับชิ้นที่เป็นเสื้อ ส่วนที่ เป็นเสื้อจะสวมทางศีรษะเหมือนชุดของเด็กแต่จะต่างกันที่มีการปักตัวเสื้อด้วยด้ายสีต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการ เดินเส้นด้ายที่ใช้ทอ การแต่งกายของชายชาวกะเหรี่ยงนั้นในงานพิธีจะยุ่งยากกว่าผู้หญิง เนื่องจากจะต้องนุ่งผ้าเป็น โจงกระเบนสีน้ำเงิน หรือ สีน้ำตาล และสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงิน หรือสีขาวแขนยาว และมีผ้าพัน ศีรษะมี ลักษณะเป็นหงอนบนหน้าผาก เรียก "ทุไก่นุ" ซึ่งมีลักษณะคล้ายนอแรดแต่จะทำด้วยผ้าสีต่าง ๆ ดังภาพ ต่อไปนี้
8 ภาพประกอบที่ 2.15 การแต่งกายของชายและหญิงชาวกะเหรี่ยงราชบุรี ที่มา : ปุณย์จรีย์สรสีสม, 2556, หน้า 319 2. ชาวไทยเชื้อสายเขมร ประวัติความเป็นมาชาวไทยเชื้อสายเขมร ชาวไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดราชบุรี หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ชาวไทยเขมรลาวเดิมนั้นเป็นกลุ่มชนที่ อพยพตั้งถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดราชบุรีตั้งแต่เมื่อใด ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด แต่จาก ข้อความที่ปรากฏในพระ ราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ซึ่งเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เป็นผู้เรียบเรียง (2503, หน้า 35) ได้กล่าวไว้ว่า "ครั้นกองทัพไทยเลิกกลับมา สมเด็จพระนารายณ์ราชาก็พากองทัพญวนขึ้นมารักษาเมือง ดังกล่าว เจ้าพระยาจักรีเดินทัพมากลางทาง ทราบว่าญวนมาช่วยเขมร ก็กวาดต้อนครอบครัวเมืองบาราย เมือง โพธิสัตว์และจับได้ขุนนางเขมร คือ พระยายมราช ชื่อควร พระยารามเดชะ ชื่อมู พระยาไกร ชื่อลาย พระยาแสน ท้องฟ้าชื่อลาย รวมกับครอบครัวที่ได้ในครั้งนั้นหมื่นเศษ ส่งเข้ามากรุงธนบุรี แล้วยึดเอาเมืองพระตะบอง เมือง นครเสียมราฐ รักษาไว้ ครอบครัวเขมรที่เข้ามาครั้งนั้น เจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองราชบุรี" ข้อความดังกล่าวเป็นหลักฐานที่สำคัญที่แสดงไว้แน่ชัดว่า เมื่อปี พ.ศ. 2314 ในสมัยกรุงธนบุรีมีการกวาดต้อนชาว เขมรจำนวนมากมาไว้ที่เมืองราชบุรี แต่ภายหลังจากนี้แล้วไม่มีเอกสารใด ๆ กล่าวถึงชาวเขมรกลุ่มนี้อีกเลย และ ชาวไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดราชบุรีเหล่านี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ตามสำเนียงภาษาพูดที่ใช้สื่อสาร กัน คือ
9 1. กลุ่มทีเรียกตัวเองกับภาษาที่พูดว่า "เขมรลาวเดิม" 2. กลุ่มที่พูดภาษาเขมรแบบเดียวกับชาวเขมรในกัมพูชา วีระพงศ์ มีสถาน (2550, หน้า 48) กล่าวว่า ถึงแม้ชาวเขมรราชบุรีจะมีสำเนียงภาษาพูด ที่ต่างกัน แต่ก็ยังรวมเรียกชาวไทยเชื้อสายเขมรเหล่านี้ว่า "ไทยเขมรลาวเดิม" โดยชาวไทยเขมรลาวเดิม ตั้งถิ่นฐาน กระจัดกระจายอยู่ตามท้องที่ต่าง ๆ ในจังหวัดราชบุรี ดังนี้ บ้านท่าราบ หมู่ที่ 7 ตำบลบางแพ บ้านดอนเซ่ง อำเภอบางแพ บ้านหนองจอก หมู่ที่ 10,11 หมู่ที่ 4 ตำบลบางแพ อำเภอบางแพ ตำบลดอนทราย อำเภอปาก ท่อ บ้านหนองแรด หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อกระดาน อำเภอปากท่อ บ้านบ่อตะคร้อ หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อกระดาน อำเภอปากท่อ บ้านบ่อกระดาน หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อกระดาน อำเภอปากท่อ บ้านรากมะขาม หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยไผ่อำเภอเมืองราชบุรี บ้านเกาะลอย หมู่ที่ 7 ตำบลคุ้งกระถิน อำเภอเมืองราชบุรีหมู่ที่ 2 ตำบลคุ้งน้ำวน อำเภอเมือง ราชบุรี บ้านม้าลาย หมู่ที่ 8 ตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง บ้านบางนางสูญ ตำบลเกาะศาลพระ อำเภอวัดเพลง บ้านท่าลาด หมู่ที่ 7 บ้านเสลา หมู่ที่ 9 ตำบลเกาะศาลพระ อำเภอวัดเพลง การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายเขมร ปุณย์จรีย์สรสีสม (2556) อธิบายว่า จากการสอบถามข้อมูลวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวเขมร ในจังหวัดราชบุรี ได้รายละเอียดเกี่ยวกับพัฒนาการการแต่งกาย ดังนี้ การแต่งกายของชาวไทยเขมรลาว เดิมในอดีตนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอตั้งเป็นกระดุมห้าเม็ดและเสื้อที่มีลักษณะคล้ายเสื้อกุยเฮงของคน จีน เด็กผู้ชายจะสวมเครื่องประดับ คือ กำไลข้อมือ และกำไลข้อเท้า ผู้หญิงนุ่งผ้าโจงกระเบนเช่นเดียวกับ ผู้ชายสวมเสื้อรัดรูปแขนกระบอกหรือหญิงผู้สูงอายุจะใส่เสื้อผ้าแถบรัดอก หรือเสื้อคอกระเช้า หญิงสาวจะ ไว้ผมทรงดอกกระทุ่มเช่นเดียวกับหญิงผู้สูงอายุนิยมสวมเครื่องประดับเป็นสร้อยทอง กำไล แหวนเป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานะของแต่ละของบุคคล แต่ก่อนชาวไทยเขมรลาวเดิมจะทอผ้าไว้ใช้เอง โดย ซื้อฝ้ายจากที่ อื่นมาปั่นเป็นด้ายสำหรับใช้ทอ ปัจจุบันนี้ การแต่งกายที่บ่งบอกความเป็นชาติพันธุ์ไทยเขมรลาวเดิม แทบ
10 ไม่ปรากฏในวิถีชีวิตประจำวัน ด้วยว่าทุกคนได้เปลี่ยนแปลงการแต่งกายให้เหมือนกับคนไทยทั่วไปตาม สมัยนิยม จะมีก็แต่ช่วงมีงานบุญประเพณีหรือกิจกรรมทางสังคมที่ผู้สูงอายุบางท่านยังคงมีเสื้อผ้าที่จะ "แต่งอวดแขก" โดยการแต่งกายของหญิงเขมรจะมีลักษณะเป็นเสื้อที่ตัดจากผ้าสีน้ำเงิน ผ่ากลางติดกระดุม 5-6 เม็ด บางครั้งคาดเข็มขัดเงินและนุ่งชิ่นเขมรที่มีลักษณะเป็นผ้าเขมรจังหวัดสุรินทร์ ในขณะที่ชายชาว เขมรจะแต่งกายเหมือนคนไทยภาคกลาง ภาพประกอบที่ 2.16 การแต่งกายของหญิงชาวเขมรราชบุรี ที่มา : ปุณย์จรีย์สรสีสม, 2556, หน้า 328 3. ชาวไทยเชื้อสายจีน ประวัติความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายจีน สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์ (2554, หน้า 43-46) กล่าวถึง การอพยพของชาวจีนในประเทศไทย โดยอ้างถึง สกินเนอร์ (Skinner) ระบุว่า "ในปีพุทธศักราช 2450 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นช่วงที่ชาวจีนอพยพเข้ามายังดินแดนประเทศไทยมากที่สุดโดยชาว จีนที่อพยพเข้ามาในเวลานั้นสามารถแยกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ แต่จิ๋ว แคะ ไหหลำ กวางตุ้ง และฮกเกี้ยน เนื่องจากชาวจีนมีนิสัยรักในการค้าขาย ดังนั้นจึงกระจัดกระจายกันไปหาทำเล ที่เหมาะสมตามเมืองต่าง ๆ จังหวัดราชบุรีนับเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีชาวจีนกลุ่มต่าง ๆอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น" สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์ (2536, หน้า 81-85) ได้ทำการศึกษาความหลากหลายของผู้คนและชุมชนจากตลาดบ้านโป่งถึงตลาดโพ ธารามที่มีคนจีนไว้ว่า "นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยกรุงเทพฯ ตอนต้น ชาวจีนมักกระจายอยู่ ประปรายอยู่ทุกชุมชนในฐานะพ่อค้าเร่ พ่อค้าย่อย ทั้งในลักษณะนำสินค้าอุปโภคบริโภคมาแจกโดยเฉพาะ
11 "ข้าว" ตามหมู่บ้านต่าง ๆ และอาศัยอยู่ตามหมู่บ้านคอยแลก "ข้าว" ไปขายโรงสี หรือกรุงเทพฯ เมื่อการค้า ขยายตัวขึ้น ในสมัยกรุงเทพฯ ตอนต้น ชาวจีนจะมีบทบาทกระจุกตัวอยู่บริเวณที่เป็นย่านแลกเปลี่ยน สินค้าที่ค่อยพัฒนาเป็น "ตลาด" ขึ้นมา เช่น ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง มีชาวจีนอยู่บริเวณบ้านเบิก ไพร มีศาลเจ้าแม่เบิกไพร เป็นศูนย์กลางและบริเวณตลาดคุ้งพยอม มีศาลเจ้าองค์เอี๊ยะ ส่วนฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำแม่กลอง นั้น ชุมชนชาวจีน เดิมจะอยู่ บริเวณห้วยลึก และดอนกระเบื้องนอกจากทำการค้าขาย แล้วชาวจีนมักทำสวน ทำไร่ เลี้ยงหมูไว้แลกเปลี่ยน กับ "ข้าว" และมักเดินทางไปค้าขายที่ตลาดนครปฐม ครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำสนธิสัญญาบาวริ่ง มีผลต่อการยกเลิกระบบ ผูกขาดการค้า เปิดการค้าเสรีทั่วไป และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลิกทาส ระบบไพร่ คนไทย ลาว และมอญต่าง ๆ เป็นอิสระ และมีเสรีมากขึ้น "ข้าว"เป็นสินค้าที่สำคัญยิ่งขึ้น ทำให้ ชาวจีนขึ้นล่องแม่น้ำแม่กลองนำสินค้ามาแลกและขน ข้าวไปขายกรุงเทพฯยิ่งขึ้น หลายแห่งที่กลายเป็นชุม ทางแลกเปลี่ยนสินค้าทางน้ำและภายในจะพัฒนาเป็นย่านการค้าและ"ตลาด" ในที่สุดในปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างทางรถไฟสายใต้ (สายกรุงเทพฯเพชรบุรี) จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี ถึงจังหวัดเพชรบุรี ยิ่งทำให้ชุมชนที่รถไฟผ่าน สะดวกต่อการคมนาคมและการค้ายิ่งขึ้น ดังเช่นในจังหวัดราชบุรี รถไฟผ่านสถานที่สำคัญ ๆ ที่พัฒนาเป็น ตลาดขึ้นมา คือ สถานีอำเภอเมือง สถานีโพธาราม และสถานีบ้านโป่ง กลายเป็นตลาดเมืองราชบุรี ตลาด โพธาราม และตลาดบ้านโป่ง เมื่อ "ตลาดโพธาราม" และ "ตลาดบ้านโป่ง" พัฒนามาจากแหล่งชุมทางการ แลกเปลี่ยนการค้าทางน้ำ ทางรถไฟ สินค้าภายในและฝั่งตรงกันข้ามต้องมาขึ้นขายหรือแลกเปลี่ยนกันนั้น ชาวจีนซึ่งเดิมมีอยู่แล้ว ยิ่งนับวัน ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น ชาวจีนบริเวณฝั่งบ้านเบิกไพรและตอนล่าง เริ่มอพยพ มาอยู่ตลาดบ้านโป่ง นอกจากนี้ยังมีชาวจีนจากห้วยลึก จากดอนกระเบื้อง อพยพมาอยู่ และดำเนินกิจการ ที่ตลาดบ้านโป่งเช่น กรณีของนายกิมเลี้ยง หรือหลวงสิทธิเทพการ (บิดาของคุณวิสิษฎ์ วังตาล) เป็น ต้น ชาวจีนที่ตลาดบ้านโป่งจึงสร้างศาลเจ้าในตลาด อยู่ริมน้ำ และอัญเชิญเจ้าแม่เบิกไพร จากบ้านเบิกไพร ฝั่ง ตรงกันข้าม มาสถิตไว้กราบไหว้ แต่เมื่อเทศกาลตรุษจีน มักจะเดินทางไปไหว้ที่ศาลดังเดิม ส่วน "ตลาดโพ ธาราม" นั้นชาวจีนทั้งจากกรุงเทพฯ นครปฐม และบ้านดอนกระเบื้องเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำการค้า มีศาล เจ้าอยู่ริมน้ำ ตลาดโพธารามนี้ อยู่ห่างจากตลาดบ้านโป่งประมาณ 20 กิโลเมตร ตลาดโพธาราม นั้น ระยะแรกเจริญกว่าตลาดบ้านโป่งเพราะอยู่ใกล้และเป็นทางผ่านสู่ตลาดใหญ่กว่านั้น เช่น ตลาดเมือง ราชบุรี และตลาดนครปฐม นอกจากนี้บริเวณเหนือตลาดโพธารามยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของ "เจ้าเมือง รามัญ" ตลาดโพธารามจึงเจริญ แต่ต่อมาในปลายสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
12 เกิดไฟไหม้ตลาดโพธาราม ทำให้ตลาด ดังกล่าวนี้เริ่มเจริญเติบโตไม่ทันตลาดบ้านโป่ง เพราะตลาดโพ ธารามถูกจำกัดพื้นที่ให้อยู่ในที่แคบ ๆ ยาวตามแนวแม่น้ำแม่กลองกับเส้นทางรถไฟที่ขนานไว้ไม่สามารถ ขยายตลาดหรือพื้นที่ให้เจริญกว่านี้ได้ในขณะที่ตลาดบ้านโป่งถึงจะเกิดไฟไหม้หลายครั้งเป็นเช่นเดียวกับ ตลาดโพธาราม ทว่าตลาดบ้านโป่งก็ยิ่งเจริญและขยายยิ่งขึ้น เพราะความสำคัญของการขยายตัวของตลาด บ้านโป่งในฐานะชุมทางน้ำ จุดรวมสินค้าทางน้ำโดยเฉพาะจากทางด้านเหนือ คือ เมืองกาญจนบุรีจะต้อง มาลงที่นี่ และจากตอนในบริเวณสุพรรณบุรีต้องมาลงที่ตลาดบ้านโป่ง ยิงมีการขยายเส้นทางถนนไป ตอนบนและตอนในมากยิ่งขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้ตลาดบ้านโป้งกลายเป็นชุมชนทางการค้าทางน้ำ และทางบก (รถและรถไฟ) เนื่องจาก ตลาดบ้านโป่ง เติบโตเจริญอย่างมีอนาคต ชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งถิ่น ฐานดำเนินกิจการการค้ามาก จึงมีคณะสงฆ์กรุงปารีส (นิกายโรมันคาทอลิก) มาสร้างวัดที่ตลาดบ้านโป่ง วัดหลังแรกอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ฝั่งรถไฟ ที่ตำบลสวนกล้วย ใกล้ตลาด ต่อมาถูกน้ำเซาะตลิ่ง จึงย้ายมา สร้างวัดแห่งใหม่ ที่หน้าสถานีรถไฟแทน ในปี พ.ศ. 2458 คือ วัดนักบุญยอเซฟ หลวงสิทธิฯเกิดที่ดอน กระเบื้อง แล้วมาทำ กิจการค้าขายที่บ้านบางตาล (ทำนา ส่งฟืนให้รถไฟ ชื่อ-ขายข้าว) จนฐานะดี จึงเริ่ม ขยายกิจการมายังตลาดบ้านโป่ง (โรงสี โรงเลื่อย โรงน้ำแข็ง) ย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ตลาดบ้านโป่ง ประมาณปี พ.ศ.2470 ท่านได้บรรดาศักดิ์ เนื่องจากในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯทรงซ้อมรบในกิจการเสือป่า ไม่มีผู้ใด มีกำลังผู้คนสร้างที่ข้อมรบได้ทันกำหนดภายใน 3 สัปดาห์ได้ หลวงสิทธิฯท่านสามารถ รับจ้างทำได้ทันเวลา จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์พร้อมกระบี่ และ ตราตั้งให้ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยเหลือสังคมบ้านโป่งผ่านองค์กรศาสนาคริสต์ดังกล่าวด้วยเพราะท่านเป็น คริสตังโดยกำเนิดเลยจากเมืองราชบุรีลงไปตามลำน้ำแม่กลองถึงเขตอำเภอวัดเพลงและอำเภอดำเนิน สะดวก ก็ยังมีคนไทยเชื้อสายจีนตั้งหลักแหล่งทำมาหากินกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขต อำเภอดำเนินสะดวกนั้น มีชาวจีนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น" ศรีศักร วัลลิโภดม (2536, หน้า 55-56) ได้ อธิบายสาเหตุที่ทำให้คนจีนเข้ามาอยู่ในเขตอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีอย่างหนาแน่นว่า "นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ลงมา จำนวนคนจีนในเขตภาคกลางซึ่งรวม ทั้งลุ่มน้ำแม่กลองก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้กับบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ครั้งรัชกาลที่ 4 มีการขุดคลองภาษีเจริญจากเมืองธนบุรีไปยังแม่น้ำท่าจีน แล้วก็ขุดคลองดำเนินสะดวกจากลำน้ำท่าจีนไป จากแม่น้ำแม่กลองในเขตจังหวัดราชบุรี นับเป็นการขยายเส้นทางคมนาคมทางน้ำเพื่อการขนส่งทาง เศรษฐกิจ เป็นผลให้มีการขยายตัวของชุมชนจากลุ่มน้ำท่าจีน ไปตามลำคลองดำเนินสะดวกบริเวณแม่น้ำ แม่กลอง กลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมลำคลองดำเนินสะดวกจนถึงริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองใน
13 เขตจังหวัดราชบุรีถึงเขต จังหวัดสมุทรสงคราม กลุ่มหนึ่งก็คือคนจีน การขุดคลองดำเนินสะดวกนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นในปี พ.ศ.2469 โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็น "พระประสาท สิทธิ์พระสมุหกลาโหม" เป็นผู้อำนวยการขุดคลองเพื่อเชื่อมต่อเมืองสมุทรสาคร (มหาชัย) เชื่อมต่อกับ คลองบางนกแขวก แม่น้ำแม่กลอง แรงงานหลักในการขุดคลองดำเนินสะดวก คือ ชาวจีน ดังนั้น เมื่อขุด คลองดำเนินสะดวกเสร็จแล้ว แรงงานชาวจีนจึงตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอดำเนินสะดวก ต่อมามีชาวจีนอีกพวก หนึ่ง อพยพจาก อ.นครชัยศรีเข้ามาตั้งบ้านเรือนทำสวนผักผลไม้ในเขตดำเนินสะดวก" การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายจีน ปุณย์จรีย์สรสีสม (2559, หน้า 51-55) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ภาคสนาม สังเกตและสอบถาม การแต่งกายของคนจีนใน 3 อำเภอ คืออำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม และอำเมืองราชบุรี พบว่าชาย ชาวจีนสวมเสื้อคอจีนใน 4 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 คอเสื้อตั้ง โดยเปิดคอเสื้อด้านหน้าตรงกลางไว้ ลักษณะที่ 2 แขนเสื้อและตัวเสื้อเป็นผ้าชิ้นเดียวกัน จึงไม่มีรอยตะเข็บต่อระหว่างแขนเสื้อ และตัว เสื้อ ลักษณะที่ 3 สาบเสื้อเป็นแนวตรงหรือแนวเฉียง ลักษณะที่ 4 กระดุมเสื้อเป็นกระดุมแบบจีนซึ่งประกอบด้วยเม็ดกระดุมที่ใช้ผ้าถักเป็นปมและห่วง รังดุมการแต่งกายของชายชาวจีนในชีวิตประจำวันนิยมสวมเสื้อคอจีนเรียกภาษาจีนว่า "เสื้อกุยเฮง" โดย ตัดจากเนื้อผ้าฝ้ายกับกางเกงขาก๊วย หากมีงานพิธีชายชาวจีนจะสวมใส่เสื้อคอจีนโดยตัดจากเนื้อผ้าแพร ปักลายหรือผ้าด่วน ในขณะที่หญิงชาวจีนจะแต่งกายด้วยฉีผาว (ชุดกี่เพ้า)
14 ภาพประกอบที่ 2.7-2.8 หญิงชาวจีน อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่มา : ปุณย์จรีย์สรสีสม, 2559, หน้า 51 ภาพประกอบที่ 2.9-2.10 ชายชาวจีน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่มา : ปุณย์จรีย์สรสีสม, 2559, หน้า 52 4. ชาวไทยเชื้อสายไทยทรงดำ ประวัติความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายไทยทรงดำ ม.ศรีบุษรา (2530, หน้า 30-32) ได้กล่าวว่า ไทยทรงดำ หรือไทยดำมีถิ่นฐานอยู่ที่ประเทศจีน ตอนกลาง ซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิมของชนเผ่าไท ต่อมาคนไทได้อพยพลงมาทางใต้ ไทดำได้อพยพมาตั้งหลัก แหล่งที่บริเวณแม่น้ำอู ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลบรรจบกับแม่น้ำโขงที่หลวงพระบางในแคว้นสิบสองจุไท ซึ่งมี เมืองแถงหรือปัจจุบัน คือ เมืองเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม เป็นเมืองหลวงและเป็นหัวเมืองฝ่ายเนือ บริเวณนี้อยู่ตอนเหนือของราชอาณาจักรลาวใกล้เขตแดนเวียดนามเหนือนอกจากเมืองแถงแล้ว บริเวณที่ ไทดำอาศัยอยู่ ได้แก่ เมืองควาย เมืองดุง เมืองม่วย เมืองลา เมืองโมะเมืองหวัด เมืองชาง และรวมเมืองที่ ผู้ไทขาวอาศัยอยู่อีก 4 เมือง รวมทั้งหมดเป็น 12 เมือง จึงเรียกว่าเมืองสิบสองผู้ไท หรือ สิบสองเจ้าไท
15 และต่อมาเป็นสิบสองจุไท แคว้นสิบสองจุไทเดิมนั้นขึ้นอยู่กับอาณาจักรน่านเจ้า ภายหลังมาขึ้นอยู่กับ อาณาจักรโยนกเชียงแสน เมืองอาณาจักรเชียงแสนถูกพวกไทมาวทำลายลงแล้ว ก็ไปขึ้นกับอาณาจักร ล้านนา ต่อมาไปขึ้นอยู่กับอาณาจักรสุโขทัย ในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่ออาณาจักรสุโขทัย เสื่อมอำนาจลงในตอนต้นสมัยอยุธยา แคว้นสิบสองจุไทได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ภาค คือ ภาคที่ติดต่อ กับพม่าและจีนเรียกว่า "แคว้นสิบสองปันนา" หรือ "พวกไหลื้อ" และภาคที่ติดต่อกับจีนและญวน เรียกว่า "แคว้นสิบสองจุไท" ไทดำอาศัยอยู่ทั่วไปตั้งแต่มณฑลกวางสียนนาน และบริเวณลุ่มแม่น้ำดำ แม่น้ำแดง ใน แคว้นดังเกี่ย ไทดำจากแคว้น สับสองจุไทได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ด้วยเหตุผลทางการเมือง ดังที่ผู้เขียน จะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป การอพยพของชาวไทยทรงดำในพื้นที่ประเทศไทย สมทรง บุรุษพัฒน์ (2539, หน้า 2-3) กล่าวว่า ชาวไทยทรงดำ คือ ลาวทรงดำหรือลาวโซ่งเป็นกลุ่มชาติพันธ์กลุ่มหนึ่งที่ตั้งบ้านเรือน อยู่ตั้งแต่บริเวณมลทลกวางสี ยูนาน ดังเกีย ลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดง จนถึงแคว้นสิบสองจุไท ในประเทศ เวียดนามตอนเหนือ ได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยในสมัยกรุงธนบุรี พ.ศ.2322 สาเหตุของการอพยพ เนื่องจากเมื่อต้นแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เจ้านครเวียงจันทน์ได้กระทำการอัน หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลก เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกกองทัพขึ้นไปตีนครเวียงจันทน์ ในพ.ศ. 2321 ครั้นปี 2322 กองทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกำหนดให้กองทัพเมืองหลวงพระบางยกกำลัง ไปตีเอาเมืองม่วย เมือง ทัน (ญวน เรียกว่า เมืองชื่อหงี) ซึ่งเป็นเมืองของผู้ไทยทรงดำ ตั้งอยู่ริมเขตแดน เมืองญวนเหนือ แล้วกวาดต้อนครอบครัวลาวเวียงจันทน์และไทยทรงดำลงมายังประเทศไทย ให้ลาว เวียงจันทน์ตั้ง ข้านเรือนอยู่เมืองสระบุรี ราชบุรี และจันทบุรี ส่วนไทยทรงดำให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมือง เพชรบุรีสันนิษฐานว่าอยู่ที่หนองปรง (หรือหมู่บ้านหนองเลา) อำเภอเขาย้อย สำหรับการตั้งถิ่นฐานของ ชาวโซ่งในราชบุรีนั้นกระจายตัวอยู่ใน 4 พื้นที่ ของ 4 อำเภอ ดังนี้ 1. บ้านตลาดควาย ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 2. บ้านหัวเขาจีน ตำบลห้วยยางโทน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 3. บ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี 4. บ้านดอนคลัง ตำบลดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
16 การแต่งกายและทรงผมชองไทยเชื้อสายไทยทรงดำ เมื่อพิจารณาการแต่งกายของชาวโซ่งพบว่ามีลักษณะเฉพาะตน โดยเฉพาะจากสีของเสื้อผ้าที่ใช้สี ดำหรือสีครามเข้ม รายละเอียดสรุปได้ ดังนี้ เสื้อก้อมผู้ชาย หมายถึง เสื้อที่มีรูปทรงสั้น ความยาวตั้งแต่คอถึงสะโพกบน ลักษณะของเสื้อก้อม เป็นเสื้อคอตั้งไม่มีปก แขนยาวทรงกระบอกถึงข้อมือการต่อแขนผ้าจะมีรูปสี่เหลียมไว้ได้รักแว้ชายเสื้อด้าน ในแทรกด้วยผ้าสามเหลี่ยมตั้งแต่เอวจนถึงสะโพก เพื่อให้ชายเสื้อบานออก ด้านหน้าผ่าตลอด มีสาบเสื้อ ติดกระดุมเงินยอดแหลม 9-13 เม็ด ในสมัยก่อนเสื้อก้อมใช้มือเย็บทั้งตัว ทว่าใน ปัจจุบันใช้จักรเย็บแทน เสื้อก้อมผู้หญิง มีสีเหมือนเสื้อก้อมผู้ชายแต่มีลักษณะแตกต่างกันที่เสื้อก้อมผู้หญิงคอตั้งไม่มีปก เเขนยาวทรงกระบอกรัดขอมือเพื่อให้แนบลำตัว เสื้อฮีผู้ชาย หมายถึง เสื้อยาวหรือเสื้อผี เป็นเสื้อที่ใช้ได้ทั้งสองด้านด้านที่มีลวดลายมากจะไว้ด้าน ใน เมื่อใส่ไปงานมงคล ชาวโซ่งมีความเชื่อว่ามีลวดลายมากนั้นขโมยมาจากผี จึงต้องปกปิดไว้จะใช้ด้านที่มี ลวดลายมากในงานศพ รวมทั้งศพของตัวเองนั้นจะใช้ด้านที่มีลวดลายมากคลุมหีบศพ ชาวโซ่งจะมีเสื้อฮี ประจำตัวเพื่อไว้ใช้งานตามวัฒนธรรมประเพณี ลักษณะของเสื้อฮีเป็นเสื้อยาวถึงเข่าผ่าหน้า ที่ขอบคอเสื้อ กุ้นด้วยผ้าไหมสีต่างๆ และตกแต่งลวดลายการปะผ้า ใต้รักแรใช้ผ้าไหมแซมเป็นลวดลายหลากสี ตกแต่ง ด้วยการปะผ้าและปักลายขอกูดตกแต่งลวดลาย การปะผ้าสีที่ชายเสื้อตลอดแนว ตะเข็บทุกตะเข็บใช้ผ้า ไหมสีดำหุ้มทับ เสื้อฮีจะมีสีดำหรือสีครามเข้ม สีที่ใช้ตกแต่งลวดลายมีสีแดง สีเหลือง สีเขียว และสีขาว เสื้อฮีใส่กับกางเกงขายาวสีดำหรือส้วงฮี เสื้อฮีผู้หญิง มีลักษณะการใช้งานเหมือนเสื้อฮีผู้ชาย แต่มีความ แตกต่างกันตรงรูปแบบ เสื้อฮีของผู้หญิงจะใช้การสวมหัวเวลาใส่ คอวี ตัวยาวถึงเข่า ไม่มีปก ด้านในจะมีการตกแต่ง ลวดลาย สีหลายสีบนตะเข็บทุกตะเข็บ ใช้วิธีการปะผ้าและปะลวดลายบนด้านหน้าตัวเสื้อฮีตลอด ความ ยาวของเสื้อและที่ชายเสื้อ ในการใส่เสื้อฮีจะใส่กับผ้าชิ่นลายแตงโม ทรงผมของหญิงชาวโซ่ง ถนอม คงยิ้มละมัย (2544, หน้า 21-24) ปราชญ์ผู้ทรงภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมชาวโข่ง จังหวัดเพชรบุรี ผู้รวบรวมและเผยแพร่เอกสารท้องถิ่นของเรา กล่าวถึง ทรงผมของ
17 หญิงชาวโซ่ง ไว้ว่าการทำทรงผมของหญิงชาวโซ่ง รู้จักกันในชื่อ "ปั้นเกล้า" ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ แตกต่างจากกลุ่มขนกลุ่มอื่น ๆ โดยเป็นเครื่องบ่งชี้แสดงตัวตนว่าเป็นชาวโซ่ง อีกทั้งสามารถบอก สถานภาพและช่วงอายุของหญิงชาวโช่งได้ ปัจจุบันหญิงชาวโซ่งจะทำผมทรงสากลทั่วไป แต่เวลามีงาน ประเพณีจะต้องเกล้าทรงผมดั้งเดิม ทรงผมของหญิงชาวโซ่งมีทั้งหมด 10 ลักษณะ ดังนี้ 1. ทรงผม "เอื้อมไหล่" เป็นแบบทรงผมที่นิยมใช้กับเด็กสาวอายุระหว่าง 13-14 ปี จะปล่อยผม ยาวประไหล่ยาวแล้วตลบปลิ้นขึ้นด้านบน 2. ทรงผม "สับปลิ้น" เป็นแบบทรงผมที่ใช้กับเด็กสาวอายุระหว่าง 14-15 ปี จะปล่อยผม 3. ทรงผม "ช่อดอกแค" เป็นแบบทรงผมของเด็กสาวอายุระหว่าง 15-16 ปี จะปล่อยผม ยาวจุก เป็นผมไว้ด้านหน้าปล่อยปลายคล้ายดอกแคหรือหางนกกะแล 4. ทรงผม "จุกตีบ" เป็นแบบทรงผมที่ปั้นเกล้าเป็นจุกไว้บนศีรษะ และหักทบมารวมกัน ไว้กลาง ศีรษะคล้ายหอยโข่ง 5. ทรงผม "ขอดกระต๊อก" เป็นแบบทรงผมของเด็กสาวอายุระหว่าง 16-17 ปี เป็นการ รวบผม โดยใช้ผมสอดเข้าในผม ให้ชายผมออกด้านขวา 6. ทรงผม "ขอดซอย" เป็นแบบทรงผมเด็กสาวอายุระหว่าง 17-18 ปี เป็นการผูกผมเป็น เงื่อน ตายปล่อยชายลงทางซ้าย 7. ทรงผม "ปั้นเกล้าซอย" เป็นแบบทรงผมเด็กสาวอายุ 19 ปี โดยเกล้าผมไว้บนศีรษะชายผมห้อย ขวา 8. ทรงผม "ปั้นเกล้าต่วง" เป็นแบบทรงผมสาวอายุ 20 ปี เกล้าผมไว้บนศีรษะคล้ายหูกระต่ายชาย ผมห้อยซ้าย 9. ทรงผม "แม่หม้าย" เป็นแบบทรงผมเหมือนปั้นเกล้าต่วงแต่ไม่ต้องมีต่วง 10. ทรงผม "ไว้ทุกข์" โดยรวบผมไว้ท้ายทอยแล้วผูกด้วยเส้นด้ายขาว เผาศพสามีแล้วปั้นเกล้าตับ โดยไม่ตั้งตระหง่าน 1 ปีก็ปั้นเกล้าได้เหมือนเดิม ดังภาพต่อไปนี้
18 ภาพประกอบที่ 2.19-2.23 การแต่งกายของชาวไทยทรงดำราชบุรี ที่มา : ปุณย์จรีย์สรสีสม, 2556, หน้า 308 5. ชาวไทยเชื้อสายมอญ ประวัติความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายมอญ ศรีศักร วัลลิโภคม (2536, หน้า 47-53) ได้กล่าวถึง ชาวไทยมอญในจังหวัดราชบุรีไว้ ดังนี้ "มอญ เคยเป็นชาติใหญ่ที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งมาก่อนเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ในการนับถือพระพุทธศาสนาที่มี การแพร่หลายเข้ามาในเขตประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนเกิดพงศาวดารที่ว่าพระเจ้าฟ้ารั่วหรือมะกะโท ของมอญเคยเข้ามาค้าขายอยู่ที่กรุงสุโขทัย และต่อมาได้พระราชธิดาของพ่อขุนรามคำแหงไปเป็นมเหลี ซึ่ง เรื่องนี้ก็เคยทำให้นักประวัติศาสตร์ไทยรุ่นเก่า ๆ ตีความผิดไปว่ากรุงสุโขทัยมีอำนาจปกครองมอญแท้จริง แล้วมอญเป็นรัฐเอกชนที่ยิงใหญ่รัฐหนึ่งในสมัยนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างกรุง สุโขทัยกับเมืองมอญนั้นมี
19 รูปธรรมขึ้นในรัชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย ผู้เป็นพระนัดดาของพ่อขุนรามคำแหง ได้มีการ นิมนต์พระมหาสามีสังฆราชจากเมืองนครพัน (ในเขตเมืองเมาะตะมะ) เข้ามาทางด่านแม่สอด มายังกรุง สุโขทัย เพื่อเป็น อุปัชฌาย์ในการผนวชของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย ณ เมืองสุโขทัย ซึ่งในขณะนั้น ทางกรุงสุโขทัยนิยมพุทธศาสนาจากเมืองมอญเป็นอย่างมาก เมื่อมีการสร้างเมืองใหม่แห่งหนึ่งในลุ่มน้ำปิง ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย ก็ทรงตั้งชื่อเมือง นั้นว่า "นครชุม" ตามเรื่องของในทางพุทธศาสนา ที่ได้รับมาฉากทางเมืองมอญ เพราะในศิลาจารึกกรุงสุโขทัยที่พบ ณ เมืองนครชุมนั้น ได้อธิบายถึง ความหมายของเมืองอย่างแน่ชัดว่าหมายถึงเมื่อวันจะสิ้นโลกสิ้นพุทธศาสนานั้น บรรดาพระบรมธาตุจากที่ ต่าง ๆ จะมารวมกันจนเป็นองค์พระพุทธเจ้าขึ้นมาก่อนที่ไฟบรรลัยกัลป์จะเผาผลาญโลกให้สิ้นไป การที่ พระบรมธาตุมารวมกันหรือชุมนุมกันนี้เรียกว่า "พระชุม" เมืองนั้น จึงเรียกว่า "นครพะชุม" หรือ"นครชุม" ดังนครที่พระบรมธาตุมาชุมนุมกันนั่นเองความรุ่งเรืองของมอญปรากฏในพงศาวดารมอญที่เกี่ยวกับพระ เจ้าราชาธิราชที่เป็นเชื้อสายของพระเจ้ามะกะโท แต่ครั้งเมืองสุโขทัย เหตุที่มอญเจริญรุ่งเรื่องก็เพราะเป็น ประเทศที่อยู่ใกล้ทะเล มีทางบกทางทะเล สามารถค้าขายกับต่างประเทศได้ซึ่งนอกจากมีความมั่งคั่งเพราะ การค้าแล้ว ยังมีโอกาสที่ได้รับวิทยาการเทคโนโลยีจาก ต่างประเทศเข้ามาด้วย ดังเช่นในรัชกาลของพระ เจ้าราชาธิราชนั้น มอญได้รับความรู้จากพวกโปรตุเกสในการนำเอาปืนใหญ่มาใช้ในการทำสงครามต่อสู้กับ พม่าจนพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง กษัตริย์พม่าที่กรุงอังวะยอมรับความพ่ายแพ้ในที่สุด นอกจากกรุงสุโขทัยแล้ว ทางเมืองสุพรรณภูมิและเมืองอโยธยาเองก็มีความสัมพันธ์กับเมืองมอญมาช้านาน ดังเช่นในพงศาวดาร เหนือ กล่าวถึงกษัตริย์องค์หนึ่งของเมืองสุพรรณภูมิ คือ พระเจ้ากาแต มาจากเมืองหงสาวดีที่เป็นเมือง สำคัญของมอญ นอกจากนี้ก็ยังมีตำนานพงศาวดารเหนือ ซึ่งกล่าวถึงการเดินทางของขุนนางผู้หนึ่งไป นมัสการพระมุเตาที่เมืองมอญ แต่ที่สำคัญก็คือในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถครองพระนครศรีอยุธยา นั้นพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ร่วมสมัยเดียวกันกับสมเด็จพระมหาธรรมาราชปิฎกธรแห่งเมืองมอญทรงได้รับ การยกย่องเสมอกันในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ได้ส่งทูตไปมาหากันในเรื่อง การบุญและการส่งเสริมการศึกษาทางพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง คนมอญและคนไทยจากกรุงศรีอยุธยาจึง มีการไปมาหาสู่กันเป็นประจำตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นมาแล้ว” การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายมอญ ปุณย์จรีย์ สรสีสม (2556, หน้า 112-114) อธิบาย การแต่งกายของชาวมอญราชบุรี ไว้ ดังนี้ การแต่งกายของชายชาวมอญ จะแบ่งเป็นการแต่งกายในงานพิธี และการแต่งกายธรรมดา
20 โดยการแต่งกายในงานพิธี ชายจะนุ่งโสร่งหลากสี ในงานเทศกาล เสื้อแขนสั้น มีผ้าขาวม้าพาด ไหล่ โดยการพาดผ้าขาวม้ามีอยู่ 3 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 พาดไหล่ซ้ายข้างเดียว ลักษณะที่ 2 พาดให้ชายทั้งสองไปอยู่ด้านหลัง ลักษณะที่ 3 ใช้สไบด้านซ้ายในงานบุญ การแต่งกายธรรมดา ชายจะนุ่งโสร่ง เสื้อปกติธรรมดา เมื่อพิจารณาการแต่งกายของหญิงชาว มอญในงานพิธี หญิงจะนุ่งผ้าซิ่นมีเชิงหลากสี เสื้อแขน ยาว ทรงกระบอก คอกลม ห่มผ้าสไบเฉียง ทรงผม เกล้าผมมวยคล้อยไปข้างหลัง การพาดผ้าสไบของหญิงช่าวมอญมี 3 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 คล้องค่อชายของผ้าทั้งสองห้อยมาด้านหน้า ลักษณะที่ 2 ใช้สไบไปทางด้านซ้ายในงานบุญ ลักษณะที่ 3 ใช้พาดไหล่ซ้ายยาวลงมาตลอด ภาพประกอบที่ 2.11-2.12 ชายชาวจีน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่มา : ปุณย์จรีย์สรสีสม, 2556, หน้า 298
21 6. ชาวไทยเชื้อสายยวน ประวัติความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายยวน ชาวไท-ยวน หรือยวน หรือยวน อันหมายถึง ชาวเมืองโยนกเดิม ยวนกลุ่มนี้เดิมมี เชื้อสาย เผ่าพันธุ์อยู่ในดินแดนล้านนา เหนือสุดแดนสยาม อันมีนามว่า "เชียงแสน" ตามตำนานเมืองเหนือของ สงวน โชติสุขรัตน์ (2508, หน้า 199-200) ได้อธิบายไว้ว่า "พม่าได้ครองแว่นแคว้นลานนาไทย และเมือง เชียงแสน ต่อมาจนถึงปี พ.ศ.2244 พระเจ้าอังวะให้ แสนศิริริงธนะ มาครองเมืองเชียงแสน และให้เมือง เชียงแสนไปขึ้นตรงต่อกรุงอังวะ ไม่ขึ้นต่อเชียงใหม่เช่นกาลก่อน ยกให้มีฐานะเป็นเสมือนประเทศราช อีก ประเทศหนึ่งและแต่งตั้งเจ้าเมืองปกครองสืบ ๆ มา จนถึงปี พ.ศ. 2322 พระยาจ่าบ้านได้ครองเมือง เชียงใหม่ ยุคนี้ทางเชียงใหม่ขึ้นต่อกรุงธนบุรี ได้ยกไปตีเมืองเชียงแสน พระยากาวิละมีพล 300 ยกไปตี เมือง ได้ครัวชะเลยมามาก ในกาลต่อมาพม่าได้ตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสน (ต่อมา เมื่อได้เป็นพระเจ้าเชียงใหม่ เรียกว่าเจ้าเชียงใหม่ช้างเผือก) อนุชาของเจ้ากาวิละคงตั้งล้อมเมืองอยู่ พวกชาวเมืองเห็นกรุงยกกลับไปแล้วก็ลอบออกมาหากองทัพเชียงใหม่ โป่มะยุง่วนเห็นดังนั้นเกรงว่า ชาวเมืองจะลอบเปิดประตูให้กองทัพเชียงใหม่ ครั้นห้ามปรามก็มิฟัง จึงยกทัพหนีออกจากเมืองกองทัพ เชียงใหม่ ยกเข้าตีพม่า แตกหนีข้ามฟากไป ตัวโป่มะยุง่วน แม่ทัพถูกฆ่าตายใน ที่รบ กองทัพเชียงใหม่จึง ยกเข้าเมืองเชียงแสนไว้ได้ และให้รื้อกำแพงเผาเมืองเสียเพราะเกรงจะเป็นกำลังของพม่าอีก และได้อพยพ ครัวเชียงแสน 23,000 เศษแบ่งเป็น 5 ส่วน ให้ไว้เมืองเชียงใหม่ส่วน 1 เมืองนคร ลำปางส่วน 1 เมืองน่าน ส่วน 1 เมืองเวียงจันทร์ส่วน 1 อีกส่วนหนึ่งถวายลงไปกรุงเทพฯ โปรดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดสระบุรี และจังหวัดราชบุรี ซึ่งยังมีหมู่บ้านของเชื้อสายชาวเชียงแสนอยู่ที่ตำบลเสาไห้จังหวัดสระบุรี และจังหวัด ราชบุรี มาจนทุกวันนี้ และพวกนี้เรียกตัวเองว่า"พวกยวน"หรือ"คนยวน" อันหมายถึง ชาวเมืองโยนกเดิม ส่วนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ก็คือบรรพบุรุษของคน บ้านฮ่อม ช่างข้อง และบ้านเชียงแสนใน เวลานี้"สำหรับชาวยวน ที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองราชบุรีนั้น ได้เลือกตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนบริเวณริมฝั่งขวา ของแม่น้ำแม่กลอง ห่างจากตัวเมืองราชบุรีในปัจจุบันไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตรเรียกว่า "บ้านไร่นที" ต่อมามีการขยายครัวเรือนไปอยู่ในที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง ที่เด่นชัด คือ ที่ตำบล คูบัว ตำบล ดอนตะโก ตำบลอ่างทอง (บางหมู่บ้าน) ตำบลเจดีย์หัก (บางหมู่บ้าน) ตำบลหินกอง ตำบลดอนแร่ ตำบล ห้วยไผ่ พื้นที่ดังกล่าวนี้ อยู่ในเขตอำเภอเมืองราชบุรี ในเขตอำเภอโพธาราม มีชาวยวนในตำบลหนองโพ
22 ตำบลบางกระโด อำเภอบ้านโป่ง ชาวยวน มีอยู่มากที่ตำบลหนองปลาหมอ ส่วนในอำเภอจอมบึงมีชาว ยวน ตั้งบ้านเรือนอยู่มากในเขตตำบลรางบัว (วีระพงศ์ มีสถาน, 2550, หน้า108-109) การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายยวน การแต่งกายและการทอผ้า ชาวยวนจะทอผ้าไว้ใช้เอง สมัยก่อนทอเป็นโสร่งให้ผู้ชายนุ่ง ต่อมานำผ้า ด้ายดิบซึ่งเป็นผ้าสีขาวที่ใช้เป็นลูกมะเกลือมาผสมย้อมให้เป็นสีดำเพื่อนำไปตัดเป็นกางเกงจับหูเป็นเครื่อง แต่งกายของผู้ชายชาวยวน คนสมัยก่อนไม่นุ่งกางเกงในจะใช้ผ้าโสร่งทับอีกที และไม่ค่อยใส่เสื้อกัน หาก จะใส่เสื้อก็เป็นเสื้อม่อฮ่อมแบบเสื้อของชาวเหนือทำเป็นผ้าริ้ว ๆ มีห่วงคล้องกระดุม ไม่ได้เจาะรังกระดุม ผู้หญิงใส่เสื้อแขนกระบอก นุ่งผ้าถุงแดง ๆ ที่เรียกว่าผ้าตาหมู่ ผ้าชิ่นชิ่ว บางคนอาจนุ่งโสร่งหรือโจง กระเบนก็ได้ หากไปงาน เช่น งานบุญ งานสงกรานต์ เป็นต้น ก็นุ่งผ้าไหม (สำนักศิลปวัฒนธรรมสถาบัน ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง, 2546, หน้า 58-69) นงเยาว์ กาญจนจารี (2539, หน้า 152) ให้รายละเอียดการแต่งกายของชาวยวน ในสมัยอดีต ว่า "การแต่งกายที่จำแนกให้รู้ได้ว่าเป็นแบบอย่างของชาวยวนแต่ดั้งเดิม ถ้าเป็นหญิงสูง วัย มักนุ่งผ้าถุงสีดำ ขลิบตีนชิ่นสีแดง และใช้ผ้าแถบกว้างประมาณหนึ่งศอก ยาวประมาณวา ห่มรอบอก ผ้าแถบนี้นิยมทำสีดำ หรือบ้างก็เป็นสีแดง หรือทำสีพื้นสีใด สีหนึ่ง แล้วทอชายผ้าให้เป็นอีกสีหนึ่ง เช่น ตรงกลางผ้าสีแดง ชาย ทั้งสองข้างเป็นสีไพล (สีอย่างเนื้อในของหัวว่านไพล คือ เป็นสีเขียวเหลือบเหลือง ซึ่งในอดีตนิยมกันว่าเป็น สีที่งดงามมาก) วิธีใช้ คือ ห่มหรือคาดด้านหลังแล้วอ้อมมาจรดกันบริเวณอกด้านซ้ายกลัดหรือเหน็บให้ เหลือชายผ้าทั้งสองด้านห้อยลง แต่ถ้าเวลาออกงาน ก็มักสวมเสื้อคอกลม แขนกระบอกสามส่วนแผ่อก กลัดรังดุม ผ้าชิ่น นับว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวยวนที่แตกต่างจากชาวลาวฝั่งช้าย ลุ่มแม่น้ำโขง หรือชาวลาวฝั่งขวาในเขตแดนภาคอีสานของไทยดังปรากฏเรื่องราว ที่กล่าวถึง เจ้าดารารัศมี ขัตติยนารี แห่งล้านนา ซึ่งทรงเป็นพระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงตระหนัก และทรงกวดขันเรื่องการแต่งกายของข้าราชบริการในพระองค์ ดังความว่า "เคยเข้าเฝ้าท่านที่วังท่าเจดีย์ กิ่วและที่ตำหนักแม่ริมจำได้ว่ากลัวท่านมาก รู้สึก ว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ออกคำสั่งบงการทุกอย่าง ใคร ๆ ก็ ต้องเชื่อท่าน จะแต่งตัวอะไรก็สั่งไม่ให้นุ่งชิ่นลายลงแบบอีสานหรือชิ่นเชิง ต้องนุ่งชิ่นลายขวางตาม ประเพณีเชียงใหม่ตลอดเวลาด้วย ผมก็ตัดสั้นไม่ได้ เจ้าแม่เป็นคนเกล้าผมท่านด้วย เวลาท่านกริ้ว น่ากลัว มากสำหรับเด็ก ๆ แต่ก็เพราะท่านอยากให้เรามีวินัย..." วัฒนธรรมและความรู้ของชาวยวนที่ติดตัวมาแต่
23 สมัยบรรพบุรุษย้ายถิ่นฐานมาอยู่ราชบุรี มีการถ่ายทอดให้แก่ลูกหลาน โดยเฉพาะวิธีการทำผ้าจกยกลาย จนเกิด วิวัฒนาการเรื่องลายผ้าและรูปแบบรวมถึงสีสันต่าง ๆ การแต่งกายของผู้ชาย ผู้ชายชาวยวน สมัยดั้งเดิม เมื่อออกไปทำงานนอกบ้านหรือเดินป่าจะนุ่ง กางเกงชักเปา ลักษณะคล้ายกางเกงจีน ย้อมด้วยสีคราม สวมเสื้อแลบแดง หน้าอกประดับ ด้วยลูกกระดุม เงิน คาดเอวด้วยกระเป๋าถัก สำหรับใส่สัมภาระต่าง ๆ ปัจจุบันนี้ หากกล่าวถึงการแต่งกายของยวนราชบุรี จึงมีภาพของผ้าจกชนิดต่าง ๆ มาผสม (ชาว ยวนใน 3 พื้นที่ คือ บ้านคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี บ้านนาหนอง ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง ราชบุรี และบ้านรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ยังคงมีการสืบสานอัตลักษณ์การทอผ้าจกใน ชีวิตประจำวันและได้รับการส่งเสริมให้เป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านที่ขึ้นชื่อของจังหวัดราชบุรี) จากภาพ ดังต่อไปนี้ ภาพประกอบที่ 2.13-2.14 การแต่งกายของชายและหญิงชาวยวนราชบุรี ที่มา : อุดม สมพร, 2538
24 7. ชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง ประวัติความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง บังอร ปิยะพันธุ์ (2541, หน้า 30-56) ได้อธิบายการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของลาวเวียงในประเทศไทย ว่า เริ่มขึ้นในสมัยกรุงธนบุรีแต่ไม่ปรากฏว่าเข้ามาในปี พ.ศ.ใด ทราบแต่เพียงว่าเป็น ช่วงที่พม่ามีอำนาจใน การปกครองเมืองเวียงจันทน์ ชาวเวียงจันทน์และหัวเมืองลาวใกล้เคียงต่างลี้ภัยอพยพเข้ามาพึ่งพระบรม โพธิสมภารอยู่ที่เมืองนครราชสีมาพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงอนุญาตให้ชาวลาวอพยพมาทั้งหมดและเข้ามาพัก พิงตั้ง บ้านเรื่อนที่สระบุรีต่อมาในปลายปี พ.ศ.2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้โปรดฯ ให้สมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) พร้อม ด้วยเจ้าพระยาสุร สีห์พิษณวาธิราชยกทัพไปตีหัวเมืองล้านข้าง ได้แก่ เวียงจันทน์หลวงพระบาง จำปาศักดิ์ และหัวเมืองฟาก โขงตะวันออก ทั้งนี้เนื่องจากครั้งนั้นเจ้านายลาวเกิดความไม่ปรองดองกัน พระวอพระตา (เจ้านายลาว) จึง เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยอพยพครอบครัวมาอยู่ที่เมือง อุบลราชธานี เมื่อ เจ้าสิริบุญสาร ผู้ครองเมืองเวียงจันทน์ทรงทราบข่าว ก็โปรดฯ ให้กองทัพบุกรุกเข้ามาในเขตไทย จับพระ วอพระตาฆ่าเสีย พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดๆให้กองทัพไทยไปปราบ เมื่อยืดเมืองเวียงจันทน์ได้แล้วจึง กวาดต้อนครอบครัวลาวเวียงจันทน์ ทรัพย์สิน และอาวุธต่าง ๆ ลงมา ในบรรดาครัวลาวดังกล่าวมีโอรส ของเจ้าสิริบุญสารรวมอยู่ด้วย 3 องค์ ได้แก่ เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์ และเจ้าอนุวงศ์ โปรดฯ ให้พำนักอยู่ ที่บางยี่ขันหรือบริเวณวัดดาวดึงส์ในปัจจุบัน สำหรับครอบครัวลาวเวียงนั้นโปรดฯ ให้รวมไว้ที่เมืองสระบุรี บางส่วนส่งไปเมืองราชบุรีบ้างเมืองจันทบุรีบ้าง ในปี พ.ศ. 2335 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เจ้านันทเสนผู้ครองเมืองเวียงจันทน์ ได้ยกกองทัพไปตีเมืองพวนและเมือง แถง กวาดต้อนครัวลาวพวนและลาวทรงดำมา กล่าวโดยสรุปการเข้ามาของคนลาวเวียงและลาวทรงดำ นั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก ทั้งจากการหนีภัยสงครามแบบเทครัว และทั้งจากการก่อกบฏของเจ้าเมือง ลาวในช่วงเวลาเดียวกัน การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง บังอร ปิยะพันธุ์ (2541, หน้า 65-68) กล่าวว่า ชาวลาวเวียงมีเอกลักษณ์ในการแต่งกายเป็นของ ตนเองตามกลุ่มชาติพันธุ์ ลักษณะการแต่งกายเรียบง่าย วัสดุที่ใช้หรือนำมาตัดเย็บเสื้อผ้าก็ผลิตขึ้นเองทุก ขบวนการ ตั้งแต่ปลูกฝ้าย ปั่นด้าย ทอ ตัดเย็บ ย้อม จนสำเร็จรูปเป็นเครื่องนุ่งห่มนานาชนิดตาม วัฒนธรรมและงานพิธีกรรมที่จะสวมใส่
25 เมื่ออพยพมาตั้งถิ่นฐานการแต่งกายจะเป็นแบบดั้งเดิม ที่นำติดตัวมา คือ ฝ่ายชาย ส่วนใหญ่นุ่ง กางเกงหลวม ๆ ขาครึ่งหน้าแข้ง คล้ายกางเกงจีน หรือกางเกงขาก๊วย ตามที่เรียกกัน แต่เอวจะแคบกว่า สี ของกางเกงจะเป็นสีดำ หรือสีวรรณะเข้ม อาจเป็นกรมท่าก็มี เสื้อคงเป็นเสื้อคอกลมหลวม ๆ มีกระดุม และไม่มีกระดุม อาจเป็นเสื้อป่านหรือผ้าด้ายดิบ มักไม่มีลวดลาย ส่วนใหญ่สีขาว ถ้าไปงานบุญ สีกรมท่า น้ำเงินเข้ม ก็สวมใส่กันมาก ที่สำคัญคือ มีผ้าขาวม้าคาดเอวเพื่อความทะมัดทะแมงนอกจากนั้น มีผ้าพาด บ่าขนาดประมาณผ้าขาวม้าแต่พับเป็นแผ่นคล้ายกับผ้าแพรของฝ่ายหญิงใช้พาดไหล่ทั้งสองข้าง หรือพาด ข้างซ้ายปล่อยชายลงหน้าหลัง หรือพาดแบบรูปตัวยู เอาชายลงไปข้างหลังทั้งสองชาย เลื่อนตัวยูมา ประมาณเหนือราวนม ฝ่ายหญิงสูงอายุหรือกลางคน รุ่นก่อนนุ่งผ้าโจงกระเบน ขณะนี้ยังมีความเหลืออยู่จำนวน น้อย แต่มีแน่นอน สวมเสื้อแขนกระบอก เอวรัดรูปปล่อยชายมาราวสะโพก ชายเสื้อบานออกเล็กน้อย สีเสื้อ อ่อน ขาว เทา หรือน้ำเงินแก่ กรมท่า ดำ นุ่งผ้านุ่งโจงกระเบนสีแก่ สีดำ สีหมากสุก แล้วแต่คนชอบตาม อัธยาศัย ชาย พกผ้าเหน็บถุงหมากและผ้าเช็ดปาก มือถือตะกร้าหมาก ปัจจุบันนี้การแต่งกายของชาวลาวเวียงมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ใช่งานพิธีกรรมหรืองานประเพณี จะแต่งกายแบบสมัยใหม่ แต่ถ้าเป็นงานพิธี งานประเพณีจะสวมใส่เสื้อแขนยาวทรงกระบอก สีสันสดใส และนุ่งซิ่นลาว ภาพประกอบที่ 2.17-2.18 การแต่งกายของชาวลาวเวียงราชบุรี ที่มา : ปุณย์จรีย์สรสีสม, 2556, หน้า 349-350
26 8. ชาวไทยพื้นถิ่น ประวัติความเป็นมาของชาวไทยพื้นถิ่น คนไทยพื้นถิ่น หรือคนโพหักที่มีพื้นเพ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นชาวโพหักมาตั้งแต่เดิม ปุณย์จรีย์สรสี สม (2556) สันนิษฐานจากการค้นคว้าเอกสารในท้องถิ่นและการลงภาคสนามสอบถามประวัติของคนไทย พื้นลิ่นจากเจ้าอาวาส วัดโพหัก รวมถึงการพิจารณาโครงกระดูกเนินโคกพลับ ทำให้ชวนพิจารณาว่าคนโพ หักน่าจะเป็นคนเผ่าพันธุ์ไทยอย่างบริสุทธิ์ หากจะเปรียบเทียบกับตำบลข้างเคียงก็จะเห็นได้ว่าในหมู่บ้าน อื่น ๆ สืบเชื้อสายมาจากเขมรบ้าง ลาวบ้าง มอญบ้าง เป็นต้น แต่หากจะพิจารณากันด้วยหลัก วิชามานุษยวิทยา จะเห็นได้ชัดเจนว่า คนโพหักเป็นคนเผ่าพันธุ์ไทยบริสุทธิ์กว่าหมู่บ้านใด ๆ เช่น พิจารณา จากรูปร่างหน้าตาของคนโพหักทั่ว ๆ ไป ขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งเหลือตกทอดอยู่ เป็นต้น เทศบาลตำบลโพหัก (2544, หน้า 1-3) กล่าวว่า คนโพหักนั้นมาจากหมู่บ้านที่อยู่ทางเหนือของโพ หักขึ้นไปนั่นเอง บรรพบุรุษดั้งเดิมของคนโพหักอาจอพยพมาจากบริเวณโคกพลับ ป่าหลวง สุพรรณบุรี อู่ ทอง นครปฐม ดอนยายหอม หรือบางแพ คนเหล่านี้อพยพมาทำมาหากินที่โพหักหลังจากบึงโพหักตื้นเขิน ขนาดจะเป็นแหล่งทำมาหากินได้ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะคนที่อยู่จังหวัดสุพรรณบุรี อู่ทอง นครปฐม ดอนยาย หอม บางแพ และโพหัก เป็นคนไทยที่มีภาษา ขนบประเพณีและรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกันมาก เป็นคน ในกลุ่มเดียวกัน อีกทั้งเมื่อเราพิจารณาภาษาและสำเนียงคนไทยพื้นถิ่นในพื้นที่โพหักพบว่ามีความ คล้ายคลึงกับภาษาสำเนียงเมืองอู่ทองเก่า โดยเฉพาะภาษาพูดของคนรุ่นเก่าที่เรียกว่า "คำพูดของคนโพ หัก"เป็นภาษาไทยดั้งเดิมอย่างแท้จริง เป็นภาษาที่ปรากฏในวรรณคดีไทยแต่โบราณทุกคำไป จะผิดไปบ้าง ก็แต่เพียงสำเนียงพูดของชาวโพหัก ห้วน สั้น และหนักแน่นกว่าสำเนียงทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ประการสุดท้าย คือ การพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ ชุมชนในสมัยเริ่มแรกของชาวโพหัก น่าจะอยู่ที่บริเวณป่าหลวงหรือหัวป่า น้อย ผู้เขียนได้ลงพื้นที่ภาคสนามสำรวจเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556 ณ บริเวณเนินดินต่าง ๆ เช่น โคกพลับ โคกมะเขือ โคกห้าร้อย และโคกยายชี ได้พบซากศิลาแลง ในบริเวณโคกยายชี แสดงว่าบริเวณ นั้นจะต้องเคยเป็นวัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนในแถบนั้นมาก่อน เมื่อพิจารณาดูภูมิสถานจะเห็นได้ว่า บริเวณเนินดินต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นเป็นที่สูง เป็นดินเก่าเหมือนบริเวณบ้านเมืองเก่าทั่ว ๆ ไป และมีลำรางที่ เรียกว่า "รางรำมะนา" หรือ "รางบางกะนา" ("รางรำมะนา" หรือ "รางบางกะนา" แปลว่า "ทางพราหมณ์" ทางสายนี้น่าจะเป็นทางลัดของพ่อค้า วานิช หรือ สมณะชีพราหมณ์ชาวอินเดีย เมื่อชาวอินเดียเหล่านั้น เดินทางมาค้าขายหรือเผยแพร่ วัฒนธรรมในประเทศไทย) ไหลผ่าน
27 การแต่งกายของชาวไทยพื้นถิ่น หญิงชาวไทยพื้นถิ่นราชบุรีแต่งกายเหมือนกับคนไทยสมัยอดีตที่สวมใส่เสื้อคอกระเข้า นุ่งโจง กระเบน หรือชิ่นยาว สวมสไบพาด ในขณะที่ชายชาวไทยพื้นถิ่นแต่งกายเหมือนคนไทยภาคกลางใน ช่วงเวลาปัจจุบัน ทว่าจะเคียนผ้าขาวม้าไว้รอบเอว พิจารณาภาพการแต่งกาย จากภาพต่อไปนี้ ภาพประกอบที่ 2.1-2.6 การแต่งกายของชาวไทยพื้นถิ่น ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ที่มา : ปุณย์จรีย์สรสีสม, 2559, หน้า 36-37
28 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง นวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่องการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี ผู้วิจัยได้ ดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ แหล่งข้อมูล ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างนักเรียนในสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดราชบุรี จำนวน 2 โรงเรียน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และออกแบบทำนวัตกรรมการเรียนการสอนที่น่าสนใจ ประชากร กลุ่มตัวอย่างของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายโรงเรียนอนุบาลจอมบึงและนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์ กลุ่มตัวอย่าง วิธีการสุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น และตอนปลายโรงเรียนอนุบาล จอมบึง รวมถึงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์จำนวนโรงเรียนละ 5 คน โดย เป็นการเลือกกลุ่มที่คณะผู้วิจัยใช้เหตุผลในการเลือก เพื่อความเหมาะสมในการวิจัย เนื่องจากหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลัก ภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็น สมบัติของชาติ ท 4.1 ป.5/3 เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานกับภาษาถิ่น อย่างไรก็ตาม การวิจัยในครั้งนี้ เป็นวิจัยที่อยู่ระหว่างการทดลอง คณะผู้วิจัยจึงรวบรวมข้อมูลให้ครบทุกประการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้
29 วิธีการเก็บข้อมูล วิธีเก็บข้อมูล โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ตอน คือ 5.1 เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวกับนวัตกรรมการเรียนการสอน 5.2 เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี การประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยและเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลและนำผลการตอบแบบสัมภาษณ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายโรงเรียนอนุบาลจอมบึง และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์ จำนวนโรงเรียนละ 5 คน มาวิเคราะห์ รูปแบบนวัตกรรมการเรียนการสอน โดยนำเสนอเชิงบรรยายและอธิบายรูปแบบของนวัตกรรม ประกอบการเรียนการสอนในชั้นประถมศึกษาตอนต้นและตอนปลายโรงเรียนอนุบาลจอมบึง รวมถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนอนุบาลจอมบึงคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์
30 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษารูปแบบการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรีและนำมา ทำเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” โดยประกอบไปด้วย หัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยจะเป็นผลการวิเคราะห์ที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมการเรียนการสอน และกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี ผลจากการวิเคราะห์เอกสารภาษาศาสตร์กับงานชาติพันธุ์วรรณนา เอกสารประกอบการสอน รายวิชาภาษาศาสตร์สำหรับครูภาษาไทย บทที่ 9 (หน้า 285-361) ทำให้สามารถแบ่งกลุ่มคนในจังหวัด ราชบุรีออกเป็น 8 กลุ่มชาติพันธุ์ และเห็นถึงความสำคัญของการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี จึง อยากที่จะอนุรักษ์และนำเสนอการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรีให้น่าสนใจ ดึงดูดผู้เรียน เหมาะสมกับวัยและเกิดประโยชน์สูงสุดในทางการศึกษา จึงนำมาทำเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” ทั้งนี้การวิจัยนวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” เป็น วิจัยที่อยู่ระหว่างการทดลอง คณะผู้วิจัยจึงรวบรวมข้อมูลให้ครบทุกประการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้และนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์กับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น และตอน ปลายโรงเรียนอนุบาลจอมบึง รวมถึงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์จำนวน โรงเรียนละ 5 คน ในปีการศึกษา 2567 ต่อไป ประเด็นต่อไปนี้คือ นวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” ซึ่งเป็นชุดการแต่งกายวัยเด็กของกลุ่ม 8 ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในจังหวัดราชบุรี ดังต่อไปนี้
31 ภาพประกอบที่ 4.1 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ภาพประกอบที่ 4.2 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายเขมร
32 ภาพประกอบที่ 4.3 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายจีน ภาพประกอบที่ 4.4 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายไทยทรงดำ
33 ภาพประกอบที่ 4.5 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายมอญ ภาพประกอบที่ 4.6 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายยวน
34 ภาพประกอบที่ 4.7 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง ภาพประกอบที่ 4.8 ชุดนวัตกรรมการแต่งกายวัยเด็กของชาวไทยพื้นถิ่น
35 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในบทนี้กล่าวถึงสาระสำคัญทั้งหมดของการวิจัยเรื่อง นวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของ กลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” โดยนำเสนอสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ตามลำดับดังนี้ 1. สรุปผลการวิจัย 2. อภิปรายผล 3. ข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย การวิจัยนวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” เป็นวิจัยที่ ศึกษาการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี และรวบรวมข้อมูลของการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัด ราชบุรี เพื่อนำมาทำนวัตกรรมการการเรียนการสอนที่เป็นรูปธรรม ที่น่าสนใจ สนุกสนาน และช่วยดึงดูด ผู้เรียนให้รู้จักการแต่งกายของ 8 กลุ่มชาติพันธุ์ และเพื่อเป็นการช่วยอนุรักษ์การแต่งกายของกลุ่มคนใน จังหวัดราชบุรีให้อยู่สืบไป ผลการวิจัยเป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อรวบรวมการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี 2) เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” 3) เพื่อเสนอแนวทางการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี อภิปรายผล ผลการวิเคราะห์นวัตกรรมการเรียนการสอนเรื่อง “การแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี” เป็นวิจัยที่ เสนอรูปแบบการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรี และนำมาสร้างนวัตกรรมการเรียนสอนที่สอดคล้องกับ เนื้อหาในการเรียนของเด็ก และเป็นการอนุรักษ์การแต่งกาย
36 ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ในตัวชี้วัด ป.3/6 เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสม กับกาลเทศะ และตัวชี้วัด ป.5/3 เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานกับภาษาถิ่น โดยตรงกับวัตถุประสงค์ที่ว่าสร้าง นวัตกรรมการเรียนการสอนเพื่อเสนอเป็นแนวทางในการอนุรักษ์สำหรับใช้สอนนักเรียน และสามารถสืบสาน วัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่มคนในจังหวัดราชบุรีให้คงอยู่ต่อไป ข้อเสนอแนะ 1. การวิจัยเรื่องนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนรายวิชาภาษาไทยที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ ภาษาถิ่น หรือสามารถนำไปใช้บูรณาการในการจัดการเรียนการสอน เพื่อเป็นการอนุรักษ์เกี่ยวกับการแต่งกายของ ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในจังหวัดราชบุรี 2. ควรใช้วัสดุที่คงทนต่อนวัตกรรมเพื่อจะสามารถยืดอายุการใช้งานที่นานขึ้นของนวัตกรรมได้ดียิ่งขึ้น
37 บรรณานุกรม กนกอร สว่างศร. (2561). ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในเมืองราชบุรี. ค้นเมื่อ มกราคม 27, 2567 จาก file:///C:/Users/User/Downloads/ โกศล มีคุณ. (2537). รายงานการวิจัยเรื่องสภาพสังคมวัฒนธรรมเปลี่ยนไปของชาวกระเหรี่ยง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. คณะกรรมการมูลนิธิชาวล้านนาราชบุรี . (2554). พจนานุกรมคำไทยวนราชบุรี. ราชบุรี : วิศวการพิมพ์. จวน เครือวิชฌยาจารย์. (2537). วิถีชีวิตชาวมอญ. กรุงเทพมหานคร : เมืองโบราณ. _____. (2543). ประเพณีมอญที่สำคัญ. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. ถนอม คงยิ้มละมัย. (2544). เอกสารประกอบการสอนวิชา ส 071 ท้องถิ่นของเรา1 เรื่อง อำเภอเขาย้อย. เพชรบุรี : ม.ป.ท. ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา, ผู้เรียบเรียง. (2503). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. กรุงเทพมหานคร : องค์การค้าของคุรุสภา. ทิศนา แขมมณี. (2547). นวัตกรรมการศึกษา. ค้นเมื่อ มกราคม 27, 2567 จาก https://gened2.cmru.ac.th/ge_learning/src/gen1302/GEN1302-C5.pdf เทศบาลตำบลโพหัก. (2544). วิถีชีวิตชาวโพหัก. ราชบุรี : ผู้แต่ง. นงเยาว์ กาญจนจารี. (2539). ดารารัศมี พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี. กรุงเทพมหานคร : สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์. บังอร ปิยะพันธุ์. (2541). ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัย. ปุณย์จรีย์ สรสีสม. (2556). รายงานการวิจัยเรื่องสงคราม 9 ทัพ และประวัติศาสตร์เมืองราชบุรี : กระบวนทัศน์การสืบสานอัตลักษณ์ 8 กลุ่มชาติพันธุ์. ราชบุรี: สาขาวิชาภาษาไทย คณะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. _____. (2557). รายงานการวิจัยเรื่องมโนทัศน์เรื่องผีของชุมชนไทยทรงดำ กรณีศึกษา บ้านหัวเขาจีน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี : ต้นแบบ แนวคิด ความสัมพันธ์เชิง
38 โครงสร้างทางสังคม. ราชบุรี: สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. _____. (2558). เมนูจากไหชาวไทยทรงดำ. ราชบุรี : โฟร์คัลเลอร์ ปริ้นท์. _____ (2560). ชุมชนพหุภาษาจังหวัดราชบุรี. ใน ตำราภาษาศาสตร์ภาษาไทย (ระบบ คำและระบบประโยค) สำหรับครูในชุมชนพหุภาษา จังหวัดราชบุรี บทที่ 2 (หน้า 35-61). ราชบุรี : มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. _____.(2563). ภาษาศาสตร์กับงานชาติพันธุ์วรรณนา. ใน เอกสารประกอบการสอน รายวิชา ภาษาศาสตร์สำหรับครูภาษาไทย บทที่ 9 (หน้า 285-361). ราชบุรี : มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. พัน สุขอยู่. (2556, เมษายน, 12-20). ปราชญ์ภูมิปัญญาภาษาและพิธีกรรมชาวโซ่ง. บ้านหัวเขาจีน ตำบลห้วยยางโทน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี. สัมภาษณ์. ม.ศรีบุษรา. (2530). ไทยดำรำพัน. กรุงเทพมหานคร : บรรณกิจ. รังสรรค์ เสลาหลัก. (2556). จดหมายเหตุบ้านเลือกแบบบ้าน ๆ. ราชบุรี: ม.ป.ท. วัระพงศ์ มีสถาน. (2550). ฅนราชบุรี. ราชบุรี : สำนักงานวัฒนธรรมราชบุรี. ศรีศักร วัลลิโภดม. (2547). ลุ่มแม่น้ำแม่กลองมีคนยุคหินเป็นบรรพชนคนยุคปัจจุบัน. ลุ่มน้ำ สัจจา ไกรศรรัตน์. (2555). วัฒนธรรม 8 ชาติพันธุ์จังหวัดราชบุรีในบริบทของการท่องเที่ยว ค้นเมื่อ มกราคม 28, 2567 จาก https://www.tci-thaijo.org/ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี. (2552). พจนานุกรมภาษาถิ่นในจังหวัดราชบุรี. ราชบุรี : ผู้แต่ง. _____. (2554). อาหารพื้นถิ่นชาติพันธุ์จังหวัดราชบุรี. ราชบุรี : ผู้แต่ง. สำนักศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง. (2546). ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นราชบุรี. ราชบุรี : ควอลิตี้ ออฟอาร์ต. สงวน โชติสุขรัตน์. (2508). ตำนานเมืองเหนือ. นนทบุรี : ศรีปัญญา. สภาวัฒนธรรมอำเภอบ้านคา. (2544). กะเหรี่ยงโพล่วง เขตวัฒนธรรมราชบุรี. ราชบุรี : สำนักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. สมทรง บุรุษพัฒน์. (2539). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ : ไทยโซ่ง กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก. Research Projects2012.htm.
39 สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์. (2536). สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์. (2536). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มแม่น้ำ แม่กลอง ใน ปราณี วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง: พัฒนาการทางสังคม และวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศิลปากร. _______. (2554). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นลุ่มน้ำแม่กลอง บ้านโป่ง-บ้านเจ็ดเสมียน. ราชบุรี : พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง. _______. (2554). อาหารพื้นถิ่นชาติพันธุ์จังหวัดราชบุรี. ราชบุรี : ผู้แต่ง. อุดม สมพร. (2538). งานวิจัย : ผ้าจกไท-ยวนราชบุรี : การศึกษาเชิงวิเคราะห์. กรุงเทพมหานคร : กรมอาชีวศึกษา.
40 ภาคผนวก
41 ภาพการร่างแบบหุ่นกระดาษของชุดการแต่งกาย ภาพการออกแบบและระบายสีชุดการแต่งกาย
42 ภาพการตัดชุดการแต่งกาย
43 ประวัติผู้วิจัย 1 ชื่อ – นามสกุล นายพัฒนะ บริบูรณ์ วัน เดือน ปีเกิด 28 เมษายน 2546 ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 127 หมู่ 10 ตำบลกลางใหญ่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ 41160 เบอร์โทรศัพท์ 098-203-7621 สถานศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 46 หมู่ 3 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี รหัสไปรษณีย์ 70150 ตำแหน่ง นักศึกษา (สาขาวิชาภาษาไทย) ประวัติการศึกษา พ.ศ.2552 ประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนกลางใหญ่นิโรธรังสีอุปถัมภ์ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2555 ประถมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนกลางใหญ่นิโรธรังสีอุปถัมภ์ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2558 มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนกลางใหญ่นิโรธรังสีอุปถัมภ์ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2561 มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสามัคคีพิทยาคาร ตำบลสามัคคีอำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2564 กำลังศึกษาระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี