The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mingpoomee, 2022-03-05 10:45:28

พัฒนาการ

พัฒนาการ

ในยุคสมัยอดีตถึงปัจจุบัน

THAI MUSIC



คำนำ

ดนตรีไทย เป็นศิลปะในด้านการแสดงของคนไทย ซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาเฉพาะท้องถิ่น
ที่มีการปรับเปลี่ยน แก้ไข เปลี่ยนแปลง ถึงแม้จะมีความใกล้เคียง กับดนตรีในหลายประเทศเพื่อน
บ้าน แต่ดนตรีไทย ได้สร้างความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มาจนเป็นที่จดจำของคนทั่วไป ทั้งชาว
ไทย และชาวต่างชาติ ปัจจุบัน ดนตรีไทย ถูกแรงอิทธิพลทั้งทางสังคม กาลเวลา และการเข้ามา
ของดนตรีต่างชาติ ทำให้ดนตรีไทยค่อยลดความสำคัญ และความนิยมในสังคมเรื่อยมา ทั้งนี้
อาจจะเกิดจากการไม่สนับสนุนในสังคม การไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง ทำให้
ดนตรีไทยได้รับความนิยมลดลงและหมดความสำคัญไปในที่สุด

รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาดนตรีไทย รวมถึงประชาชนคนไทยทั่วไป
เพราะทำให้เราได้รับรู้ถึงที่มา การก่อกำเนิดของดนตรีไทย วิวัฒนาการในช่วงต่างๆ ทำให้รับรู้ได้
ถึงความอัจฉริยะ ของคนโบราณ ความสามารภ รวมถึงความปราณีต ความสร้างสรรค์ ที่ทำให้
ดนตรีไทยมีความงามในเรื่องรูป และเสียงมาจวบจนปัจจุบัน ผู้จัดทำ หวังอย่างยิ่งว่า รายงาน
ฉบับนี้ จะเกิดแรงกระตุ้นให้ผู้ได้อ่าน ได้เกิดความรู้สึกสำคัญ และหวงแหนศิลปะที่บ่งบองถึง
ความเป็นชาติไทยนี้ ให้คงอยู่ มิให้ได้ลืมเลือน หรือเขียนไว้ให้อ่านเพียงในหน้าประวัติศาสตร์ หน้า
หนึ่ง ของไทย เท่านั้น หากรายงานเล่มนี้ผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วย



สารบัญ หน้า

เรื่อง 1
3
ประเภทของดนตรีไทย 8
วงดนตรีไทยสมัยสุโขทัย 11
วงดนตรีไทยสมัยอยุธยา
วงดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

1

ดนตรีไทย
มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง ?
เครื่องดนตรีมี 4 ประเภท ดีด สี ตี เป่า

2

สันนิษฐานว่าเครื่องดรีประเภท ''ตี'' เกิดขึ้นก่อนอื่น เครื่องดนตรีประเภท ''สี''
เกิดขึ้นทีหลัง ส่วนเครื่องเป่าจะมาก่อนเครื่องดีด หรือเครื่องดีดมาก่อนเครื่องเป่านั้น
ยังไม่แน่ชัด เเต่คนไทยเรารู้เรื่องการทำเสียงเหล่านี้มาแต่โบราณกาลเเล้ว ดังนั้นจึง
เชื่อได้ว่า "ดนตรีไทยเกิดขึ้นพร้อมกับคนไทย''

เครื่องดนตรีดังกล่าวนี้ ได้วิวัฒนาการต่อมาทั้งการทำให้เกิดเสียงและเปลี่ยนแปลง
ปรับปรุงรูปลักษณะต่าง ๆ ตลอดจนการนำมารวมบรรเลงเป็นวงดนตรี เป็นลำดับ
ตามยุคตามสมัย

3

วงดนตรีไทยสมัยกรุงสุโขทัย

4

1.วงบรรเลงพิณ
มีผู้บรรเลง 1 คน ทำหน้าที่ดีดพิณเเละขับร้องไปด้วย

2.วงขับไม้
ประกอบด้วยผู็บรรเลง 3 คนคือ ขับลำนำ
ซอสามสาย บัณเฑาะว์

5

3.วงเครื่องประโคม
เป็นการประสมวงขึ้นเป็นแบบพิเศษซึ่งจัดขึ้นใช้ดฉพาะในงาน
พระราชพิธีต่างๆ และใช้กันมาจนปัจจุบัน
3.1ประโคมแตรและกระทั่งมโหรทึก
3.2ประโคมแตรสังข์กลองชนะ
- สังข์ 4
- แตรสังข์ 20
- สองหน้า 2
- แตรงอน 32
- ปี่ 2 เลา
- กลองชนะเงิน กลองชนะทอง กลองชนะเขียวลายเงิน
และกลองชนะเเดงลายทอง
อย่างละ ๒๐

6

4.วงปี่พาทย์เครื่องห้า
ใช้ในงานพระราชพิธี และยังมีการประสมวงใช้ทั้งในงานพิธีเเละงาน
บันเทิงใจได้อีก
แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
4.1ปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างเบา เป็นวงที่ใช้บรรเลงประกอบละคร
ชาตรีโดยเฉพาะ
- ปี่นอก
- ทับ
- กลองชาตรี
- ฆ้องคู่
- ฉิ่ง
4.2วงเครื่องห้าอย่างหนัก
ใช้บรรเลงร่วมในงานพระราชพิธีต่างๆ ทั้งยังนำไปใช้ประกอ
บการเเสดงต่างๆ
- ปี่นอก
- ระนาดเอก
- ฆ้องวงใหญ่
- ตะโพน-กลอง (กลองทัดลูกเดียว)
- ฉิ่ง

7

5.วงมโหรีเครื่องสี่
เป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่ง ที่นำเอา วงบรรเลงพิณ กับ
วงขับไม้ มาผสมกัน เป็นลักษณะของ วงมโหรีเครื่องสี่ เพราะ
ประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน
- ขับลำนำ-กรับพวง
- ซอสามสาย
- กระจับปี่
- ทับ (โทน)

8

สมัยกรุงศรีอยุธยา

9

1.วงปี่พาทย์เครื่องห้า
ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น วงปี่พาทย์ ก็ยังคงเป็น " เครื่องห้า "
- ระนาดเอก
- ฆ้องวงใหญ่
- ปี่ใน
- ตะโพน
- กลองทัด
- ฉิ่ง

10

2.วงมโหรีเครื่องหก
ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยเพิ่มเครื่องดนตรี
รำมะนาสำหรับตีประกอบกันโทน เเละ ขลุ่ยสำหรับเป่าให้
ลำนำทำนอง
- ซอสามสาย
- กระจับปี่
- ขลุ่ย
- ทับ (โทน)
- รำมะนา
- กรับพวง

3.วงเครื่องสาย
เป็นวงดนตรีที่เหมาะสำหรับการบรรเลงในอาคาร
ในลักษณะของการขับกล่อมที่เป็นพิธีมงคล
- จะเข้
- ซอด้วง
- ซออู้
- ขลุ่ยเพียงออ
- โทน
- รำมะนา
- ฉิ่ง

11

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

12

1.วงปี่พาทย์เครื่องห้า
เเต่เดิมวงปี่พาทย์มีกลองทัดเพียง 1 ลูก ในสมัยรัชกาลที่ 1
จึงได้เพิ่มกลองทัดมา 1 ลูก
- ระนาดเอก
- ปี่ใน
- ฆ้องวงใหญ่
- ตะโพน
- กลองทัด
- ฉิ่ง
2.วงปี่พาทย์เสภา
ใช้บรรเลงประกอบการขับเสภา เเละบรรเลงเป็นตอนตาม
โอกาสในการดำเนินเรื่อง
- ระนาดเอก
- ปี่ใน
- ฆ้องวงใหญ่
- กลองสองหน้า
- ฉิ่ง

13

3.วงปี่พาทย์เครื่องคู่

เพิ่มเครื่องดนตรี ระนาดทุ้ม เเละ ฆ้องวงเล็ก เมื่อบรรเลงรวม

กับปี่พาทย์ห้า จึงได้เกิดเป็นปี่พาทย์เครื่องคู่ และได้นำปี่นอก

มาบรรเลงคู่กับปี่ในด้วย

- ระนาดเอก - ตะโพน

- ระนาดทุ้ม - กลองทัด

- ฆ้องวงใหญ่ - ฉิ่ง

- ฆ้องวงเล็ก - ฉาบเล็ก

- ปี่ใน - ฉาบใหญ่

- ปี่นอก - โหม่ง

14

4.วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่

เพิ่มเครื่องดนตรีเข้าในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ 2 ชนิด ระนาดเอกเหล็ก

และระนาดทุ้มเหล็ก เข้าร่วมบรรเลง

จึงเรียกว่าวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่

- ระนาดเอก - ปี่นอก

- ระนาดทุ้ม - ตะโพน

- ระนาดเอกเหล็ก - กลองทัด

- ระนาดทุ้มเหล็ก - ฉิ่ง

- ฆ้องวงใหญ่ - ฉาบเล็ก

- ฆ้องวงเล็ก - ฉาบใหญ่

- ปี่ใน - โหม่ง

15

5.วงปี่พาทย์นางหงษ์ (เกิดในสมัยอยุธยา เเต่มาสมบูรณ์เมื่อ

สมัยรัชกาลที่ 4 ) ปี่พาทย์ธรรมดาที่นำมาใช้บรรเลงประโคม

ศพแต่ ใช้ปี่ชวา1 เลา แทน ปี่นอก และ ปี่ใน และนำกลอง

มลายู 1 คู่ มาแทนกลองแขกโดยตัด ตะโพน และ กลองทัด

ออกแต่ยังคง โหม่ง ไว้

- ระนาดเอก - กลองมาลายู
- ระนาดทุ้ม - ฉาบใหญ่
- ปี่ชวา, - ฉาบเล็ก
- ฆ้องวงใหญ่ - โหม่ง
- ฆ้องวงเล็ก

- ฉิ่ง

16

6.วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

ใช้บรรเลงประกอบกับละครดึกดำบรรพ์โดยเฉพาะ เหตุที่มีชื่อว่า

ดึกดำบรรพ์นั้นมาจากชื่อโรงละครของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ก็เลย

เรียกเรียกวงดนตรีนี้ตามชื่อของโรงละคร

- ระนาดเอก - ตะโพน

- ระนาดทุ้ม - กลองตะโพน

- ระนาดทุ้มเหล็ก - กลองแขก

- ซออู้ - ขลุ่ยเพียงออ

- ฆ้องวงใหญ่ - ขลุ่ยอู้

- ฆ้องหุ่ย 7 ใบ - กรับพวง

- ฉิ่ง

17

7.วงปี่พาทย์มอญ
ได้ปรับปรุงขี้นใหม่โดยใช้เครื่องปี่พาทย์ของไทยผสมกับของมอญ
จนเกิดเป็นวงปี่พาทย์มอญ
- ฆ้องมอญใหญ่
- ฆ้องมอญเล็ก
- ระนาดเอก
- ระนาดทุ้ม
- ปี่มอญ
- เปิงมางคอก
- โหม่ง 3 ใบ
- ตะโพนมอญ
- ฉาบใหญ่
- ฉาบเล็ก
- ฉิ่ง
- กรับ

"ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
ฤาอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี
และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี้
ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ"


Click to View FlipBook Version