The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จัดทำโดย นางสาวนัสรีน หมัดเหย่ รหัสนักศึกษา 6506910048 (1.01)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 002 กัณตพล เสนาชาติ, 2023-03-09 11:33:47

จัดทำโดย นางสาวนัสรีน หมัดเหย่ รหัสนักศึกษา 6506910048 (1.01)

จัดทำโดย นางสาวนัสรีน หมัดเหย่ รหัสนักศึกษา 6506910048 (1.01)

เรื่องอะไหรไม่รู้555 จัดทำ โดย นางสาวนัส นั รีน รี หมัด มั เหย่ รหัส หั นัก นั ศึกษา 6506910048 เสนอ อาจารย์จิ ย์ รจิาภรณ์ บัว บั เพ็ช พ็ ร


คำ นำ ก


สารบัญ ข ความรู้เรู้บื้อบื้งต้นเกี่ยวกับจิตจิวิทวิยาสำ หรับรัครู ปัจจัยจัที่มีผมีลต่อพฤติกรรมมนุษนุย์ พัฒพันาการของมนุษนุย์ ความจำ ของมนุษนุย์ การคิดและเชาว์ปัว์ ปัญญา การรับรัรู้ การเรียรีนรู้ การศึกษาเป็น ป็ รายกรณี การแนะแนวและการให้คำ ห้ คำ ปรึกรึษา ปรัชรัญาแนวคิดทฤษฎีทางจิตจิวิทวิยา ปัจจัยจัที่ส่ง ส่ ผลต่อการเรียรีนรู้ การนำ หลักจิตจิวิทวิยาไปใช้ใช้ นการ เรื่อ รื่ ง คำ นำ สารบัญบั พัฒพันาศักยภาพของครู


ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับจิตวิทยา สำ หรับครู 1


คือ วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม หรือกิริยาอาการของ มนุษย์รวมถึงความพยายามที่จะศึกษาว่ามีอะไรบ้างหรือ ตัวแปรใดบ้าง ในสถานการณ์ใดที่เกี่ยวข้องกับการทำ ให้ เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะทำ ให้สามารถคาด คะเน หรือพยากรณ์ได้โดยใช้แนวทางหรือวิธีการทาง วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์จิตวิทยา 1. จิตวิทยาช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจตนเอง โดย ธรรมชาติของมนุษย์นั้น มักให้ความสนใจตนเองมากกว่า ผู้อื่นและอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตนเอง การศึกษา จิตวิทยาซึ่งให้คำ ตอบเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ มุมต่างๆ จึงช่วยให้ผู้ศึกษานำ ไปเปรียบเทียบกับตนเอง และเกิดความเข้าใจตนเองไปด้วย 2.จิตวิทยาช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจผู้อื่น ศาสตร์ทาง จิตวิทยาซึ่งเป็นข้อสรุปธรรมชาติพฤติกรรมของคนส่วน ใหญ่ นอกจากช่วยให้ผู้ศึกษาเกิด ความเข้าใจ พฤติกรรม ของบุคคลทั่วไปแล้ว ยังเป็นแนวทางให้เข้าใจพฤติกรรม ของผู้ที่อยู่แวดล้อมด้วยอันอาจจะเป็นบุคคลในครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มบุคคลภายนอก 2


3. จิตวิทยาช่วยให้ได้แนวทางในการวางกฎเกณฑ์ทาง สังคม เช่น กฎหมายบ้านเมือง ระเบียบปฏิบัติบางประการ มักเกิดขึ้น หรือถูกยกร่างขึ้น โดยอาศัยพื้นฐานความ เข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติพฤติกรรมของมนุษย์ ตัวอย่าง เช่น จิตวิทยาที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจในเรื่องความ ต้องการการยอมรับ ความต้องการสิทธิเสรีภาพ และความ เสมอภาคของคน 4. จิตวิทยาช่วยบรรเทาปัญหา พฤติกรรม และปัญหาสังคม ความรู้ ทางจิตวิทยาในบางแง่มุมช่วยให้ผู้ ศึกษาเกิดความเข้าใจในอิทธิพลของ สิ่งเร้า และสิ่งแวดล้อมทีมีผลต่อการ หล่อหลอมบุคลิกภาพบางลักษณะ เช่น ลักษณะความเป็นผู้หญิง ลักษณะความเป็นผู้ชาย ลักษณะผิดเพศบางประการ รวมไปถึงอิทธิพลของ สื่อมวลชนบางประเภท 5. จิตวิทยาช่วยส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต ความรู้ทาง จิตวิทยาที่ว่าด้วยการเลี้ยงดูในวัยเด็กอันมีผลต่อบุคคลเมื่อเจริญ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ส่งผลให้เกิด ความพยายาม ในการสร้างรูป แบบการเลี้ยงดูที่เหมาะสมเพื่อเสริมสร้างพัฒนาคนทั้งกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เพื่อให้ได้คนดีมีประสิทธิภาพ 3


การทดลองสามารถทำ ได้ 2 ลักษณะ คือ การทดลองในสภาพ ธรรมชาติกับการทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่ไม่ว่าจะเป็นการ ทดลองชนิดใดต้องคำ นึงถึงสิ่งสำ คัญ ได้แก่ การปฏิบัติซ้ำ เพื่อ ตรวจสอบผลให้เกิดความมั่นใจ การควบคุมเพื่อไม่ให้ผลลัพธ์ คลาดเคลื่อนจากความจริง ตัวแปร คือ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงค่าได้ และต้องมีขอบเขตจำ กัด ในการทดลองจะมีการหาค่าความ สัมพันธ์ระหว่างตัวประกอบ 2 ตัว หรือ 2กลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มทดลอง (Experimental Group) เป็นกลุ่มที่ทำ ให้มี การเปลี่ยนแปลงและอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุม (Control Group) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะถูกเปรียบเทียบกัน ปัจจุบัน วิธีทดลองถูกนำ ไปใช้ในจิตวิทยาสมัยใหม่เกือบทุก สาขาอย่างได้ผลดี 1.วิธีทดลอง (Experimental Method) 4


เป็นการให้บุคคลสำ รวจตรวจสอบตนเองด้วยการย้อน ทบทวน และความรู้สึกนึกคิดของตนเองในอดีตที่ผ่านมา แล้ว รายงานความรู้สึกออกมาดายการอธิบายทั้งเหตุและผลของการก ระทำ นั้นๆ การศึกษาด้วยวิธีการนี้มีข้อดีตรงที่เป็นข้อมูลตรงจาก ผู้ได้รับประสบการณ์ หากผู้รายงานจดจำ ได้แม่นยำ รายงาน ตามความเป็นจริงไม่ปิดบัง มีความซื่อสัตย์และจริงใจแต่อาจ เป็นข้อเสียถ้าผู้รายงานจำ เหตุการณ์ไม่ได้หรือไม่ชัดเจนหรือ ไม่ต้องการบอกข้อมูลที่แท้จริงให้ทราบซึ่งจะทำ ให้การตีความ หมายของเรื่อง เหตุการณ์นั้นคิดพลาดไม่ตรงตามข้อเท็จจริง 5 2.วิธีการตรวจสอบจิต (Introspection)


เป็นการใช้เครื่องมือที่มีเกณฑ์ในการวัดลักษณะพฤติกรรม ใดพฤติกรรมหนึ่งหรือหลายๆพฤติกรรม โดยให้ผู้รับการ ทดลองเป็นผู้ทำ แบบทดสอบ ซึ่งอาจเป็นแบบทดสอบข้อเขียน หรือข้อสอบปฏิบัติก็ได้ แบบทดสอบจะช่วยวัดความสามารถ ด้านต่างๆ ของมนุษย์ รวมทั้งการวัดบุคลิกภาพ อารมณ์ ความ ถนัด ความสนใจ ทัศนคติ และความคิดเห็นโดยใช้แบบ ทดสอบทางจิตวิทยาซึ่งมีหลายประเภท การใช้แบบทดสอบมีสิ่ง ที่ควรระวังมากที่สุดคือค่าความเชื่อมั่นและค่าความเที่ยงตรงของ แบบทดสอบซึ่งควรได้มาตรฐานและสามารแปรผลได้อย่างถูก ต้อง 6 3.วิธีใช้แบบทดสอบ (Testing Method)


การสังเกตอย่างไม่มีแบบแผน เป็นวิธีสังเกตธรรมชาติ ไม่มี การเตรียมการหรือการวางแผนล่วงหน้า ผู้จะสังเกตสามารถ สังเกตได้ตามความสะดวก การสังเกตอย่างมีแบบแผนเป็นการสังเกตที่มีการเตรีมการ และการวางแผนล่วงหน้า กำ หนดวัน เวลา สถานที่ บุคคล พฤติกรรมและสถานการณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จุดสำ คัญของการ สังเกตคือ จะต้องทำ อย่างระมัดระวัง ผู้สังเกตต้องไม่เข้าไปมี ส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวสังเกต และต้องจดบันทึกสิ่งที่ได้เห็น อย่างละเอียด การสังเกตมี 2 ลักษณะ คือ การสังเกตอย่างไม่มีแบบแผน และการสังเกตอย่างมีแบบแผน 4.วิธีสังเกต (Observation) 7


8 5.วิธีวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เป็นวิธีการศึกษาในการแก้ปัญหาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ ความเข้าใจในสิ่งนั้น วิธีนี้ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้ ขั้นการตั้งปัญหา (Problem) เป็นการตั้งประเด็นปัญหาที่ สนใจ ต้องการศึกษาและค้นคว้าเพื่อหาทางแก้ปัญหานั้น ขั้นการตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis) เป็นการคาดคะเนคำ ตอบของปัญหาไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผลเพื่อช่วยให้ผู้ ศึกษาดำ เนินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างรวดเร็วและถูก ต้อง ขั้นการรวบรวมข้อมูล (Collecting Data) เป็นขั้น รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหานั้นให้มากที่สุด และต้อง วางแผนไว้ว่าจะสามารถหาข้อมูลได้ด้วยวิธีใด เช่น การใช้ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การทดลอง ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis of Data) เป็นการนำ ข้อมูลต่างๆที่ได้มานำ แปลความหมายด้วยกาสรวิเคราะห์ ตามหลักสถิติ ขั้นการสรุปผล (Conclusion) เป็นการสรุปผลและ รายงานผลที่ได้จาการศึกษาค้นคว้าและนำ ผลนั้นไปใช้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่อไปด้วย


เป็นการศึกษาชีวประวัติความเป็นมาของบุคคลซึ่งต้องใช้ เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วรวบรวมข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ พิจารณา ตีความเพื่อให้เขาใจความเป็นมาใน อดีตและช่วยชี้ให้เห็นปัญหาที่บุคคลนั้นกำ ลังเผชิญอยู่ ทำ ให้ เข้าใจสาเหตุของปัญหาและพฤติกรรมปัจจุบัน เพื่อหาทางช่วย เหลือ แก้ไข ปรับปรุง ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมให้เป็นไป ในทางสร้างสรรค์ โดยการศึกษาหาข้อมูลของบุคคลอย่าง ละเอียด เช่น ประวัติการตั้งครรภ์ การคลอด สุขภาพ การเรียน สังคม อารมณ์ ซึ่งอาจได้จากการสัมภาษณ์ จากบุคคลใกล้ชิด เช่น บิดา มารดา ญาติพี่น้อง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่าง ละเอียดให้มากที่สุด 9 6.วิธีการศึกษารายกรณี (Case Study Method)


เป็นวิธีการที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน สามารถ ทำ ได้ทั้งอย่างมีแบบแผนและไม่มีแบบแผน จุดประสงค์เพื่อ ต้องการรู้รายละเอียดและทำ ให้เข้าใจในตัวบุคคล การใช้ เทคนิคการสัมภาษณ์มีลักษณะคล้ายแบบสอบถาม คือ เป็นการ ถามตอบเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการซึ่งสามารถทำ ได้ทั้งเป็นหมู่ และเป็นรายบุคคล โดยมีวิธีการเป็นขั้นตอนคือ ขั้นเตรียมการ ได้แก่ การเตรียมสถานที่ คำ ถาม นัดหมายเวลา และสร้างความ คุ้นเคยกับบุคคลที่จะถูกสัมภาษณ์ ขั้นสัมภาษณ์ เป็นการ ดำ เนินการตามแผนที่วางไว้ พยายามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์พูดหรือ แสดงความคิดเห็นให้มากที่สุด และขั้นสุดท้ายเป็นการยุติการ สัมภาษณ์เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม 10 7.วิธีการสัมภาษณ์ (Interview)


1) ช่วยครูให้รู้จักลักษณะนิสัย (Characteristics) ของนักเรียน โดยทราบหลักพัฒนาการ ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และบุคลิกภาพของ นักเรียนในภาพรวม 2) ช่วยให้ครูมีความเข้าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพของนักเรียน เช่น อัตมโนทัศน์ (SelfConcept) ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และ เรียนรู้ถึงบทบาทของครูในการที่จะช่วยนักเรียนให้มีอัตมโน ทัศน์ที่ดีและถูกต้องได้อย่างไร 3) ช่วยครูให้มีความเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อจะ ได้ช่วยนักเรียนเป็นรายบุคคลให้พัฒนาตามศักยภาพของแต่ละ บุคคลในทิศทางที่เหมาะสม 11


4) ช่วยให้ครูรู้วิธีจัดสภาพแวดล้อมของห้องเรียนให้เหมาะสมแก่ วัย และพัฒนาการของนักเรียน ในแต่ละขั้น เพื่อกระตุ้นให้ นักเรียนมีความสนใจและอยากที่จะเรียนรู้ 5) ช่วยให้ครูทราบถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของ นักเรียน เช่น แรงจูงใจ อัตมโนทัศน์ การรับรู้ความสามารถของ ตนเอง และการตั้งความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียน เป็นต้น 6) ช่วยครูในการเตรียมการสอน การวางแผนการเรียน เพื่อ ทำ ให้การสอนมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ ตามศักยภาพของแต่ละบุคคลได้อย่างเต็มที่ 12


1.ช่วยให้ครูเข้าใจธรรมชาติ ความเจริญเติบโตของเด็ก และสามารถนำ ความรู้ที่ได้มาจัดการเรียนการสอนได้อย่าง เหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติ ความต้องการ ความสนใจ ของเด็กแต่ละวัย 2.ช่วยให้ครูสามารถเตรียมบทเรียน วิธีสอน จัดกิจกรรม ตลอดจนใช้วิธีการวัดและประเมินผลการศึกษาได้สอดคล้องกับ วัย ซึ่งเป็นการช่วยให้จัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ 3.ช่วยให้ครูสามารถจัดกิจกรรมได้อย่างสนุกสนานด้วย บรรยากาศของความเข้าใจ การให้ความร่วมมือ และให้การ ยอมรับซึ่งกันและกัน 4.ช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครู ผู้ปกครองและเด็ก ทำ ให้ปกครองเด็กง่ายขึ้นและสามารถทำ งานกับเด็กได้อย่างราบ รื่น 5.ช่วยให้ครูป้องกันและหาทางแก้ไข ตลอดจนพัฒนา บุคลิกภาพของเด็กได้อย่างเหมาะสม 6.ช่วยให้ผู้บริหารการศึกษาวางแนวทางการศึกษา จัด หลักสูตร อุปกรณ์การสอนและการบริหารงานได้เหมาะสม 7.ช่วยให้ผู้เรียนเข้ากับสังคมได้ดี ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี 13


14 1.จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) ศึกษา เกี่ยวกับพฤติกรรมทั่วไปของมนุษย์การรับรู้ การเรียนรู้ อารมณ์ ความรู้สึก สติปัญญา ประสาทสัมผัส เป็นต้น จิตวิทยาสาขาพื้นฐานของการเรียนจิตวิทยาสาขาอื่นต่อไป 2.จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับลำ ดับขั้นตอนของพัฒนาการ เจริญเติบโตในแต่ละวัยต่างๆ ของมนุษย์ ตั้งแต่ปฏิสนธิ จนถึงวัยชรา 3.จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) ศึกษาเกี่ยว กับบทบาทความสัมพันธ์และพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่ม สังคม ปฏิกิริยาตอบสนองของบุคคลที่อยู่รวมกัน เจตคติและ ความคิดเห็นของกลุ่มชน 4.จิตวิทยาการทดลอง (ExperimentalPsychology) ศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาท และพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ในห้องทดลอง


5.จิตวิทยาการแนะแนว(Guidance Psychology) นักจิตวิทยาแนะแนวทำ หน้าที่ให้คำ แนะนำ ให้แนวทาง และให้คำ ปรึกษาสถานศึกษากับนักเรียน นักศึกษา เพื่อให้ ความช่วยเหลือผู้มีปัญหาด้านการปรับตัว ปัญหาการเรียน และปัญหาส่วนตัวอื่นๆ 6.จิตวิทยาคลีนิค (Clinical Psychology) นัก จิตวิทยาคลินิกทำ งานในโรงพยาบาลที่มีคนไข้โรคจิต สถาบันเลี้ยงเด็กปัญญาอ่อน หรืออาจเปิดเป็นคลินิกส่วนตัว ก็ได้ 7.จิตวิทยาประยุกต์ (Applied Psychology) เป็นการนำ หลักการทางจิตวิทยามาใช้ประโยชน์ในสาขา วิชาชีพต่างๆ เช่น ธุรกิจอุตสาหกรรม การแพทย์ การทหาร เป็นต้น 8.จิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำ งาน ผลกระทบของสิ่ง แวดล้อมที่มีต่อการทำ งาน แรรงจูงใจในการทำ งาน การคัด เลือกคนงาน การประเมินผลงาน 15


16 9.จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology) ศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับงานด้านการเรียนการสอน การเรียนรู้ของ ผู้เรียนเป็นวิชาที่สำ คัญสำ หรับครูและนักการศึกษา 10.จิตวิทยาการทดลอง (ExperimentalPsychology) มีการศึกษาโดยการทดลอง กับมนุษย์และสัตว์ทั้งในสภาพแวดล้อมทั่วไปและในห้อง ปฏิบัติการ วิธีการศึกษาส่วนใหญ่ใช้การสังเกต แนวความคิดของนักจิตวิทยากลุ่มต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์(Thorndike’s Classical Connectionism) ธอร์นไดค์(ค.ศ.1814-1949) เชื่อ ว่าการเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบ สนอง ซึ่งมีหลายรูปแบบบุคคลจะมีการลองผิดลองถูก(trial and error)ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบรูปแบบการตอบ สนองที่สามารถให้ผลที่พึงพอใจมากที่สุด เมื่อเกิดการเรียนรู้ แล้ว บุคคลจะใช้รูปแบบการตอบสนองที่เหมาะสมเพียงรูป แบบเดียว และจะพยายามใช้รูปแบบนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งเร้า ในการเรียนรู้ต่อไปเรื่อย ๆ


2. ทฤษฎีการวางเงื่อนไข(Conditioning Theory) ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบอัตโนมัติ(Classical conditioning)ของพาฟลอฟ พาฟลอฟ(Pavlov)ได้ทำ การทดลองให้สุนัขนํ้าลายไหลด้วย เสียงกระดิ่ง การเรียนรู้ของสุนัขเกิดจากการรู้จักเชื่อมโยง ระหว่างเสียงกระดิ่ง ผงเนื้อบดและพฤติกรรมนํ้าลายไหล ทฤษฎีการวางเงื่อนไขของวัตสัน(Watson) วัตสัน(Watson)ได้ทำ การทดลองโดยให้เด็กคนหนึ่งเล่น กับหนูขาว ก็ทำ เสียงดังจนเด็กตกใจร้องไห้ หลังจากนั้นเด็กก็จะ กลัวและร้องไห้เมื่อเห็นหนูขาว ต่อมาทดลองให้นำ หนูขาวมา ให้เด็กดูโดยแม่จะกอดเด็กไว้จากนั้นเด็กก็จะค่อยๆหายกลัวหนู ขาว 17


ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบต่อเนื่อง(Contiguous Conditioning)ของกัทธรีกัทธรี ได้ทำ การทดลองโดยปล่อยแมวที่หิวจัดเข้าไปในกล่อง ปัญหา มีเสาเล็กๆตรงกลาง มีกระจกที่ประตูทางออก มีปลา แซลมอนวางไว้นอกกล่อง เสาในกล่องเป็นกลไกเปิดประตู แมว บางตัวใช้แบบแผนการกระทำ หลายแบบเพื่อจะออกจากกล่อง แมวบางตัวใช้วิธีเดียว ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอร์แรนต์(Operant Conditioning)ของสกินเนอร์(Skinner)สกินเนอร์(Skinner) ได้ทำ การทดลองโดยนำ หนูที่หิวจัดใส่กล่อง ภายในมีคาน บังคับให้อาหารตกลงไปในกล่องได้ ตอนแรกหนูจะวิ่งชนโน่น ชนนี่ เมื่อชนคานจะมีอาหารตกมาให้กิน ทำ หลายๆครั้งพบว่า หนูจะกดคานทำ ให้อาหารตกลงไปได้เร็วขึ้น 18


3.ทฤษฎีการเรียนรู้ของฮัลล์(Hull’s Systematic Behavior Theory) 19 ฮัลล์(Hull)ได้ทำ การทดลองโดยฝึกหนูให้กดคาน โดยแบ่ง หนูเป็นกลุ่มๆแต่ละกลุ่มอดอาหาร 24 ชั่วโมงและแต่ละกลุ่มมี แบบแผนในการเสริมแรงแบบตายตัวต่างกัน บางกลุ่มกดคาน 5 ครั้ง จึงได้อาหารไปจนถึงกลุ่มที่กด 90 ครั้ง จึงได้อาหารและ อีกพวกหนึ่งทดลองแบบเดียวกัน แต่อดอาหารเพียง 3 ชั่วโมง ผลปรากฏว่า ยิ่งอดอาหารมาก คือ มีแรงขับมาก จะมีผลให้เกิด การเปลี่ยนแปลงความเข้มของนิสัย กล่าวคือ จะทำ ให้การเชื่อม โยงระหว่างอวัยวะรับสัมผัส receptor)กับอวัยวะ แสดงออก(effector)เข้มแข็งขึ้น ดังนั้นเมื่อหนูหิวมากจึงมี พฤติกรรมกดคานเร็วขึ้น


คือ มองธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะที่เป็นกลาง คือ ไม่ดี – ไม่เลว การกระทำ ต่างของมนุษย์เกิดจากอิทธิพลของสิ่ง แวดล้อมภายนอก พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการตอบสนองต่อ สิ่งเร้า(stimulus response) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยง ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง กลุ่มพฤติกรรมนิยมให้ความ สนใจกับพฤติกรรมมากเพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด สามารถวัดและทดสอบได้มีทฤษฎีที่สำ คัญอยู่ 3 กลุ่มคือ - ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์(Thorndike’s Classical Connectionism) - ทฤษฎีการวางเงื่อนไข(Conditioning Theory) - ทฤษฎีการเรียนรู้ของฮัลล์(Hull’s Systematic Behavior Theory) 20 สรุป ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม


21 4.กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) กลุ่มจิตวิทยากลุ่มนี้เน้นความสำ คัญ ของ“จิตไร้สำ นึก”(uncoscious mind)ว่า มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรม กลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่ม “พลังที่หนึ่ง”(The first force)ที่แหวกวงล้อมจากจิตวิทยายุคเดิม นักจิตวิทยาใน กลุ่มจิตวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ได้แก่ ฟรอยด์(Sigmund Freud,1856-1939)และส่วนใหญ่ แนวคิดในกลุ่มจิตวิเคราะห์นี้เป็นของฟรอยด์ซึ่งเป็น จิตแพทย์ ชาวออสเตรีย เป็นผู้ที่สร้างทฤษฎีจิต วิเคราะห์(Psychoanalytic Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีทาง ด้านการพัฒนาPsychosexualโดยเชื่อว่าเพศหรือ กามารมณ์(sex)เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของมนุษย์ แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการสนใจศึกษาและสังเกตผู้ป่วย โรคประสาท ด้วยการให้ผู้ป่วยนอนบนเก้าอี้นอนใน อิริยาบถที่สบายที่สุด


22 จากนั้นให้ผู้ป่วยเล่าเรื่องราวของตนเองไปเรื่อยๆ ผู้ รักษาจะนั่งอยู่ด้านศีรษะของผู้ป่วย คอยกระตุ้นให้ผู้ป่วยได้ พูดเล่าต่อไปเรื่อยๆเท่าที่จำ ได้ และคอยบันทึกสิ่งที่ผู้ป่วย เล่าอย่างละเอียด โดยไม่มีการขัดจังหวะ แสดงความคิดเห็น หรือตำ หนิผู้ป่วย ซึ่งพบว่าการกระทำ ดังกล่าวเป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้รักษาได้ ข้อมูลที่อยู่ในจิตใต้สำ นึกของผู้ป่วย และจากการรักษาด้วย วิธีนี้เอง จึงทำ ให้ฟรอยด์เป็นคนแรกที่สร้างทฤษฎีจิต วิเคราะห์ เขาอธิบายว่า จิตของคนเรามี 3 ส่วน คือ จิตสำ นึก(conscious mind)จิตกึ่งรู้สำ นึก(preconscious mind)และจิตไร้สำ นึก (unconscious mind)ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้ เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์ส่วนมากกำ หนดขึ้นโดย สัญชาตญาณ ซึ่งมีมาตั้งแต่กำ เนิด สัญชาตญาณเหล่านี้ ส่วนมากจะอยู่ในระดับจิตไร้สำ นึก เขาเชื่อว่าการทำ งาน ของจิตแบ่งเป็น 3 ระดับ เปรียบเสมือนก้อนนํ้าแข็งลอยอยู่ ในทะเล คือ


23 1.จิตรู้สำ นึก(Conscious mind) เป็นส่วนที่โผล่ผิวนํ้าขึ้นมา ซึ่งมีจำ นวนน้อยมาก เป็น สภาพที่รู้ตัวว่าคือใคร อยู่ที่ไหน ต้องการอะไร หรือกำ ลัง รู้สึกอย่างไรต่อสิ่งใด เมื่อแสดงพฤติกรรมอะไรออกไปก็ แสดงออกไปตามหลักเหตุและผล แสดงตามแรงผลักดัน จากภายนอก สอดคล้องกับหลักแห่งความเป็นจริง(principle of reality) 2.จิตกึ่งรู้สำ นึก(Preconscious mind) เป็นส่วนที่อยู่ใกล้ๆผิวนํ้า เป็นจิตที่เก็บสะสมข้อมูล ประสบการณ์ไว้มากมาย มิได้รู้ตัวในขณะนั้นแต่พร้อมให้ ดึงออกมาใช้ พร้อมเข้ามา อยู่ในระดับจิตสำ นึก เช่น เดิน สวนกับคนรู้จัก เดินผ่านเลยมาแล้วนึกขึ้นได้รีบกลับไป ทักทายใหม่ เป็นต้น และอาจถือได้ว่าประสบการณ์ต่างๆที่ เก็บไว้ในรูปของความจำ ก็เป็นส่วนของจิตกึ่งรู้สำ นึกด้วย เช่น ความขมขื่นในอดีต ถ้าไม่คิดถึงก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้า นั่งทบทวนเหตุการณ์ทีไรก็ทำ ให้เศร้าได้ทุกครั้ง เป็นต้น


24 3.จิตไร้สำ นึก(Unconscious mind) เป็นส่วนใหญ่ของก้อนนํ้าแข็งที่อยู่ใต้นํ้า ฟรอยด์เชื่อว่า จิตส่วนนี้มีอิทธิพลมากต่อพฤติกรรมของมนุษย์ กระบวนการ จิตไร้สำ นึกนี้ หมายถึง ความคิด ความกลัว และความ ปรารถนาของมนุษย์ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของเก็บกดไว้โดยไม่รู้ตัว แต่มีอิ มีอิ ทธิพลต่อเขา พลังของจิตไร้สำ นึกอาจจะปรากฏขึ้น ในรูปของความฝัน การพลั้งปากหรือการแสดงออกมาเป็น กิริยาอาการที่บุคคลทำ โดยไม่รู้ตัว เป็นต้น ฟรอยด์ เชื่อว่า มนุษย์มีสัญชาตญาณติดตัวมาแต่ กำ เนิด พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากแรงจูงใจหรือ แรงขับพื้นฐานที่กระตุ้นให้บุคคลมีพฤติกรรม คือ สัญชาตญาณทางเพศ (sexual instinct) 2 ลักษณะคือ 1.สัญชาตญาณเพื่อการดำ รงชีวิต(eros = life instinct) 2.สัญชาตญาณเพื่อความตาย(thanatos = death instinct)


25 โครงสร้างบุคลิกภาพ (The personality structure) ฟรอยด์ เชื่อว่าโครงสร้างบุคลิกภาพของบุคคลมี 3 ประการ คือ 1.ตนเบื้องต้น(id) คือ ตนที่อยู่ในจิตไร้สำ นึก เป็นพลัง ที่ติดตัวมาแต่กำ เนิด มุ่งแสวงหา ความพึงพอใจ(pleasure seeking principles)และเป็นไปเพื่อตอบสนองความ ต้องการของตนเองเท่านั้น โดยไม่คำ นึงถึงเหตุผล ความถูก ต้อง และความเหมาะสม ประกอบด้วย ความต้องการทาง เพศและความก้าวร้าว เป็นโครงสร้างเบื้องต้นของจิตใจ และเป็นพลังผลักดันให้ ego ทำ ในสิ่งต่างๆ ตามที่ id ต้องการ 2.ตนปัจจุบัน(ego)คือ พลังแห่งการใช้หลักของเหตุและ ผลตามความเป็นจริง(reality principle)เป็นส่วนของ ความคิดและสติปัญญา ตนปัจจุบัน จะอยู่ในโครงสร้างของ จิตใจทั้ง 3 ระดับ


26 3.ตนในคุณธรรม(superego)คือ ส่วนที่ควบคุมการ แสดงออกของบุคคลในด้านคุณธรรม ความดี ความชั่ว ความ ถูกผิด มโนธรรม และจริยธรรมที่สร้างโดยจิตใต้สำ นึกของ บุคคลนั้น ซึ่งเป็นผลที่ได้รับจากการเรียนรู้ในสังคมและวัฒน ธรรมนั้นๆ ตนในคุณธรรมจะทำ งานอยู่ในโครงสร้างของ จิตใจทั้ง 3 ระดับ การทำ งานของตนทั้ง 3 ประการ จะพัฒนาบุคลิกภาพของ บุคคลให้เด่นไปด้านใดด้านหนึ่งของทั้ง 3 ประการนี้ แต่ บุคลิกภาพที่พึงประสงค์ คือ การที่บุคคลสามารถใช้พลังอีโก้ เป็นตัวควบคุมพลังอิด และซูเปอร์อีโก้ให้อยู่ในภาวะที่สมดุล ได้ นอกจากนี้ฟรอยด์ใช้วิธีการวิเคราะห์ความฝันของผู้มี ปัญหา เขาเชื่อว่า ความฝันมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ได้ประสบ มาในชีวิตจริงปัญหาต่างๆที่แก้ไม่ได้อาจจะไปแสดงออกใน ความฝัน เพื่อเป็นการระบายออกของพฤติกรรมอีกทางหนึ่ง


5.กลุ่มเกสตัลท์(Gestalt Psychology) นักจิตวิทยาคนสำ คัญกลุ่มนี้ได้แก่ Max Werthimer,Kurt Koffka และWolfgang Kohlerทั้งหมด เป็นชาวเยอรมันเชื้อสายยิว กลุ่มนี้เชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้เป็น เพียงหน่วยรับสิ่งเร้าที่อยู่นิ่งเฉยเท่านั้น แต่จิตมีการสร้าง กระบวนการประมวลข้อมูลที่รับเข้ามาและส่งผลออกไปเป็น ข้อมูลใหม่หรือสารสนเทศชนิดใหม่นักจิตวิทยากลุ่มนี้ไม่ เห็นด้วยกับแนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยม กลุ่มนี้เน้นอธิบาย ว่า การเรียนรู้เกิดจากการรับรู้เป็นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อย รวมกัน เพราะคนเราจะรับรู้สิ่งต่างๆในลักษณะรวมๆได้ดีกว่า รับรู้ส่วนปลีกย่อย กลุ่มนี้เห็นว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้น เมื่อมี การรับรู้เป็นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อยรวมกัน มนุษย์จะรับใน สิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น สิ่งใดที่สนใจรับรู้จะเป็นภาพ สิ่งใด ที่ไม่ได้สนใจรับรู้จะเป็นพื้น 27


กลุ่มเกสตัลท์ มีแนวคิดว่าการเรียนรู้เกิดจากการจัดสิ่งเร้า ต่าง มารวมกัน เริ่มต้นด้วยการรับรู้โดยส่วนรวมก่อนแล้ว จึง จะสามารถวิเคราะห์เรื่องการเรียนรู้ส่วนย่อยทีละส่วนต่อไป ต่อมาเลวิน ได้นำ เอาทฤษฎีเกสตัลท์มาปรับปรุงเป็นทฤษฎี สนาม(Field theory โดยนำ ความรู้ทางคณิตศาสตร์และ ฟิสิกส์มาอธิบายทฤษฎีของเขาแต่ก็ยังคงใช้หลักการเดียวกัน นั่นคือการเรียนรู้ของบุคคลจะเป็นไปได้ด้วยดีและสร้างสรรค์ ถ้าเขาได้มีโอกาสเห็นภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่จะเรียนเสีย ก่อน เมื่อเกิดภาพรวมทั้งหมดแล้วก็เป็นการง่ายที่บุคคลนั้นจะ เรียนสิ่งที่ละเอียดปลีกย่อยต่อไป ปัจจุบันได้มีผู้นำ เอาวิธีการ เรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์มาใช้อย่างกว้างขวางโดยเหตุที่เขา เชื่อในผลการศึกษาค้นคว้าที่พบว่า ถ้าให้เยาวชนได้เรียนรู้ โดยหลักของเกสตัลท์แล้วเขาเหล่านั้นจะมีสติปัญญา ความ คิดสร้างสรรค์ และความรวดเร็วในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 28


หลักการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์ กลุ่มเกสตัลท์ เชื่อว่า การเรียนรู้ที่เห็นส่วนรวม มากกว่าส่วนย่อยนั้น จะต้องเกิดจากประสบการณ์เดิม และการ เรียนรู้ย่อมเกิดขึ้น 2 ลักษณะ คือ 1.การรับรู้(Perception)การรับรู้ หมายถึง การแปลความ หมายหรือการตีความต่อสิ่งเร้าของอวัยวะรับสัมผัสส่วนใดส่วน หนึ่งหรือทั้งห้าส่วน ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น และผิวหนัง การ ตีความนี้ มักอาศัยประสบการณ์เดิม ดังนั้นแต่ละคนอาจรับรู้ใน สิ่งเร้าเดียวกันแตกต่างกันได้ แล้วแต่ประสบการณ์ เช่น นางสาว ก. เห็นสีแดงแล้วนึกถึงเลือด แต่นางสาว ข.เห็นสีแดง อาจนึกถึงดอกกุหลาบสีแดงก็ได้ 2.การหยั่งเห็น(Insight) การหยั่งเห็น หมายถึง การเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยจะเกิดแนวความคิดในการเรียนรู้ หรือการแก้ปัญหาขึ้นอย่างฉับพลันทันทีทันใด(เกิดความคิด แวบขึ้นมาในสมองทันที)มองเห็นแนวทางการแก้ปัญหาตั้งแต่ จุดเริ่มต้นเป็นขั้นตอนจนถึงจุดสุดท้ายที่สามารถจะแก้ปัญหาได้ 29


30 การเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์ที่เน้น “การรับรู้เป็นส่วนรวม มากกว่าส่วนย่อย”นั้น ได้สรุปเป็นกฎการเรียนรู้ของทั้งกลุ่ม 4 กฎ เรียกว่า กฎการจัดระเบียบเข้าด้วยกัน(The Laws of Organization) ดังนี้ 1.กฎแห่งความแน่นอนหรือชัดเจน(Law of Pregnant) 2.กฎแห่งความคล้ายคลึง(Law of Similarity) 3.กฎแห่งความใกล้ชิด(Law of Proximity) 4.กฎแห่งการสิ้นสุด(Law of Closure) โดยกำ หนดFigureและBackground แต่ในที่นี้ขอ เสนอพอสังเขป ดังนี้ แนวความคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้ คือ การพิจารณา พฤติกรรมหรือประสบการณ์ของคนเป็นส่วนรวม ซึ่งส่วนรวม นั้นมีค่ามากกว่าผลบวกของส่วนย่อยต่างๆ มารวมกัน เช่น คนนั้น มีค่ามากกว่าผลบวกของส่วนย่อยต่างๆมารวมตัวกันเป็นคน ได้แก่ แขน ขา ลำ ตัว สมองฯลฯ


จิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์นิยม จึงหมายถึง จิตวิทยาที่ยึดถือเอาส่วนรวมทั้งหมดเป็นสำ คัญ นักจิตวิทยา กลุ่มนี้ยังมีความเห็นอีกว่า การศึกษาทางจิตวิทยานั้นจะต้องศึกษา พฤติกรรมทางจิตเป็นส่วนรวมจะแยกศึกษาที่ละส่วนไม่ได้ กลุ่มGESTALISM เห็นว่าวิธีการของ BEHAVIORISM ที่พยายามจะ แยกพฤติกรรมออกมาเป็นหน่วยย่อย เช่น เป็นสิ่งเร้าและการ ตอบสนองนั้นเป็นวิธีการไม่ใช่เรื่องของจิตวิทยา น่าจะเป็นเรื่อง ของเคมีหรือศาสตร์บริสุทธิ์แขนงอื่นๆ ดังนั้นกลุ่ม GESTALISM จึงไม่พยายามแยกพฤติกรรมออกเป็นส่วนๆ แล้วศึกษาราย ละเอียดของแต่ละส่วนเหมือนกลุ่มอื่นๆ แต่ตรงกันข้ามจะ พิจารณาพฤติกรรมหรือการกระทำ ของมนุษย์ทุกๆอย่างเป็นส่วน รวม เน้นในเรื่องส่วนรวม(WHOLE)มากกว่าส่วนย่อย เพ่งเล็งถึง ส่วนทั้งหมดในลักษณะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน(UNIQUE 31


32 6.กลุ่มมนุษยนิยม(Humanistic Perspective) แนวคิดกลุ่มมนุษย์นิยม(The Humanistic Perspective) เชื่อ ว่า มนุษย์มีอิสระทางความคิดที่สามารถเลือกแสดงพฤติกรรมได้ การแสดงพฤติกรรมใดๆ จึงเป็นทางเลือกของบุคคล ซึ่งทุกคนมี ศักยภาพในการเจริญงอกงาม หรือพัฒนา นักจิตวิทยากลุ่มนี้ ได้แก่ มาสโลว์(Abraham Maslow)และคาร์ล โรเจอส์(Carl Rogers) มาสโลว์(Maslow) กล่าวถึง ทฤษฎีลำ ดับขั้นความ ต้องการไว้ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ความต้องการทางกายภาพ(Physiological Needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์เป็นสิ่งที่จำ เป็นในการ ดำ รงชีวิต ได้แก่ อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยา รักษาโรค ความต้องการพักผ่อน และความต้องการทางเพศ เป็นต้น


33 2.ความต้องการความมั่นคงและปลอดภัย(Safety Needs and Needs for Security) ถ้าต้องการความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตทั้งในปัจจุบันและ อนาคต ต้องการความเป็นธรรมในการทำ งาน ความปลอดภัยใน เงินเดือนและการถูกไล่ออก สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย และการ รักษาพยาบาล รวมทั้งความเชื่อในศาสนาและเชื่อมั่นใน ปรัชญา ซึ่งจะช่วยให้บุคคลอยู่ในโลกของความเชื่อของตนเอง และรู้สึกมีความปลอดภัย 3.ความต้องการมีส่วนร่วมในสังคม(Social Belonging Needs) เมื่อความต้องการทางด้านร่างกา และความปลอดภัยได้รับ การตอบสนองแล้ว ความต้องการทางด้านสังคมก็จะเริ่มเป็นสิ่ง จูงใจที่สำ คัญต่อพฤติกรรมของบุคคล เป็นความต้องการที่จะให้ สังคมยอมรับตนเป็นสมาชิก ต้องการได้รับการยอมรับจากคน อื่นๆ ได้รับความเป็นมิตรและความรักจากเพื่อนร่วมงาน 4.ความต้องการยกย่องนับถือ(Esteem Needs) ความต้องการด้านนี้ เป็นความต้องการระดับสูงที่เกี่ยวกับความ อยากเด่นในสังคม ต้องการให้บุคคลอื่นยกย่องสรรเสริญ รวม ถึงความเชื่อมั่นในตนเองในเรื่องความรู้ความสามารถ ความ เป็นอิสระ และเสรีภาพ


34 5.ความต้องการบรรลุในสิ่งที่ตั้งใจ(Need for Self Actualization) เป็นความต้องการระดับสูงสุด ซึ่งเป็นความต้องการที่อยาก จะให้เกิดความสำ เร็จในทุกสิ่งทุกอย่างตามความนึกคิดของ ตนเอง เป็นความต้องการที่ยากแก่การได้มา 1.)มนุษย์ทุกคนมีความต้องการ ความต้องการที่มนุษย์ นี้จะอยู่ในตัวมนุษย์ตลอดไป ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อสนใจใน ความต้องการหนึ่งแล้ว ก็ยังต้องการในระดับที่สูงขึ้น 2.)อิทธิพลใดๆ ที่จะมีผลต่อความต้องการของมนุษย์ อยู่ในความต้องการลำ ดับขั้นนั้นๆ เท่านั้น หากความต้องการ ลำ ดับขั้นนั้นได้รับการสนองให้พอใจแล้วความต้องการนั้นก็ จะหมดอิทธิพลไป 3)ความต้องการของมนุษย์จะมีลำ ดับขั้นจากตํ่าไปหา สูง เมื่อความต้องการขั้นตํ่าได้รับการตอบสนองเป็นที่พอใจ แล้ว ความต้องการลำ ดับสูงขึ้นไปก็ตามมา


คาร์ล โรเจอร์ส(CarlRogers) 35 มีความเห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่ดีและมี ความสำ คัญมาก โดยมีความพยายามที่จะพัฒนาร่างกาย ให้มีความเจริญเติบโตอย่างมีศักยภาพสูงสุด โรเจอร์สตั้ง ทฤษฏีขึ้นมาจากการศึกษาปัญหาพฤติกรรมของคนไข้จาก คลินิกของเขา และได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับบุคลิกภาพที่ เกิดจากสุขภาพเป็นอย่างมาก ทฤษฏีของโรเจอร์เน้นถึง เกียรติของบุคคล ซึ่งบุคคลมีความสามารถที่จะทำ การ ปรับปรุงชีวิตของตนเองเมื่อมีโอกาสเข้ามิใช่จะเป็นเพียง แต่เหยื่อ ในขณะที่มีประสบการณ์ในสมัยที่เป็นเด็กหรือ จากแรงขับของจิตใต้สำ นึก แต่ละบุคคลจะรู้จักการสังเกต สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา โดยมีแนวทางเฉพาะของ บุคคล กล่าวได้ว่า เป็นการรับรู้สภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความ สำ คัญมาก โรเจอร์เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีตัวตน 3 แบบ


36 1.ตนที่ตนมองเห็น(Self Concept) ภาพที่ตนเห็นเอง ว่าตนเป็นอย่างไร มีความรู้ความสามารถ ลักษณะเพราะ ตนอย่างไร เช่น สวย รวย เก่ง ตํ่าต้อย ขี้อายฯลฯ การ มองเห็นอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหรือภาพที่คนอื่นเห็น 2.ตนตามที่เป็นจริง (Real Self) ตัวตนตามข้อเท็จ จริง แต่บ่อยครั้งที่ตนมองไม่เห็นข้อเท็จจริง เพราะอาจ เป็นสิ่งที่ทำ ให้รู้สึกเสียใจ ไม่เท่าเทียมกับบุคคลอื่น เป็นต้น 3.ตนตามอุดมคติ(Ideal Self) ตัวตนที่อยากมีอยาก เป็น แต่ยังไม่มี ไม่เป็นในสภาวะปัจจุบัน เช่น ชอบเก็บ ตัวแต่อยากเก่งเข้าสังคม เป็นต้น ถ้าตัวตนทั้ง 3 ลักษณะ ค่อนข้างตรงกันมากจะ ทำ ให้มีบุคลิกภาพมั่นคง แต่ถ้าแตกต่างกันสูง จะมีความ สับสนและอ่อนแอด้านบุคลิกภาพ โรเจอร์ วางหลักไว้ว่า บุคคลถูกกระตุ้นโดยความต้องการ สำ หรับการยอมรับนับถือทางบวก นั่นคือความต้องการ ความรัก การยอมรับและความมีคุณค่า บุคคลเกิดมาพร้อม กับความต้องการ การยอมรับนับถือในทางบวก และจะได้ รับการยอมรับนับถือโดยอาศัยการศึกษาจากการดำ เนิน ชีวิตตามมาตรฐานของบุคคลอื่น


ทฤษฏีของโรเจอร์ กล่าวว่า “ตนเอง”(Self) คือ การรวมกันของรูปแบบ ค่านิยม เจตคติ การรับรู้ และความรู้สึก ซึ่งแต่ละบุคคลมีอยู่และ เชื่อว่า เป็นลักษณะเฉพาะของเขาเอง ตนเอง หมายถึง ฉัน และตัวฉันเป็นศูนย์กลางที่รวมประสบการณ์ทั้งหมด ของแต่ละบุคคล ภาพพจน์นี้เกิดจากการที่แต่ละบุคคลมี การเรียนรู้ตั้งแต่วัยเริ่มแรกชีวิต ภาพพจน์นั่นเอง สำ หรับบุคคลที่มีการปรับตัวดีก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง คงที่ และมีการปรับตัวตามประสบการณ์ที่แต่ละคนมีอยู่ การสังเกตและการรับรู้ เป็นเรื่องของตนเองที่ปรับให้เข้า กับสภาพสิ่งแวดล้อมในการทำ งาน เช่น พนักงานบางคน มีการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพต่อสภาพสิ่งแวดล้อม ในการทำ งานและการเป็นผู้นำ 37


38 7.กลุ่มปัญญานิยม(Cognitive Psychology) ผู้นำ กลุ่มคนสำ คัญ คือ เพียเจต์ บรูเนอร์ และวาย เนอร์ หลังปีค.ศ.1960 กลุ่มแนวคิดปัญญานิยมได้รับ ความสนใจอย่างมาก แนวคิดกลุ่มปัญญานิยม สนใจศึกษาเรื่องกระบวนการทาง จิต ซึ่งเป็น พฤติกรรมภายในที่ไม่สามารถสังเกตได้ โดยตรง ได้แก่ การรับรู้ การจำ การคิด และความเข้าใจ เช่น ขณะที่เราอ่านหนังสือ เราจะทราบความสำ คัญของ ข้อความ คำ ต่างๆ เนื้อหาของเรื่องมากกว่าการรับรู้ตัวอักษร นักวิจัยในกลุ่มปัญญานิยมสนใจศึกษากระบวนการ ทางจิต ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มองไม่เห็นภายในตัวบุคคล ด้วยวิธีการวัดแบบวิทยาศาสตร์ แนวความคิดของกลุ่มนี้ เชื่อว่า มนุษย์จะเป็นผู้กระทำ ต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าทำ ตาม สิ่งแวดล้อม เพราะจากความรู้ ความเชื่อ และความมี ปัญญาของมนุษย์ จะทำ ให้มนุษย์สามารถจัดการกับข้อมูล ข่าวสารที่เข้ามาในสมองมนุษย์ได้ เช่น ยูริค ไน เซอร์(Ulric Neisser) กล่าวว่า บุคคลต้องแปลผลสิ่งที่รับ รู้มาเพื่อให้เข้าใจโลกรอบตัวของเขาได้ ดังนั้นเป้าหมาย ของนักจิตวิทยากลุ่มนี้คือ


39 สามารถระบุเจาะจงได้ว่า กระบวนการของจิตเกี่ยวข้อง กับการแปลความหมายสิ่งที่บุคคลรับเข้ามา แล้วส่งต่อให้ หน่วยรับข้อมูล เพื่อแปลผลอีกครั้งหนึ่งว่า มีกลไกอย่างไร บ้างที่ช่วยจัดระบบระเบียบการจำ และเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราได้พบเห็นได้ด้วยวิธีใด การทำ งานของระบบความ จำ และการใช้ความคิดในการแก้ไขปัญหา วิธีการศึกษาของนักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยม จะเน้นวิธี การทดลองเป็นส่วนใหญ่ เช่น การทดลองให้ผู้รับการ ทดลองตั้งเทียนไขให้ขนานกับแนวฝาผนังโดยไม่มี อุปกรณ์ให้ ผู้รับการทดลองต้องใช้วิธีการอย่างไรก็ได้ ซึ่ง มักจะประสบความยุ่งยากในการแก้ปัญหา และต้องคิดค้น วิธีการใหม่ๆจากการใช้อุปกรณ์ที่มี จากการทดลองนี้วิธีคิด แบบเก่าๆ จะมีผลสกัดกั้นความคิดใหม่ๆได้ เพราะฉะนั้น บุคคลจะมีวิธีการเอาชนะวิธีคิดที่ตนเองคุ้นเคยได้อย่างไร และบุคคลจะสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาได้ อย่างไร


40 ปัจจัยที่มีผลต่อ พฤติกรรมมนุษย์


Click to View FlipBook Version