The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือพืชมีพิษ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by E-book พืช, 2021-01-10 06:41:43

คู่มือพืชมีพิษ

คู่มือพืชมีพิษ

Keywords: พืช

1

2

คาํ นาํ

ตนเดือน มกราคม 2551 ผมไดนํากําลังพลไปพัฒนาสวนสมุนไพร “มูลนิธิกิตติขจรเภสัชเวทย”
ณ โรงเรียนนายรอย พระจุลจอมเกลา จังหวัดนครนายก และไดเยี่ยมคํานับ อวยพรปใหม
พลโท วรวิทย พรรณสมัย ผูบัญชาการโรงเรียนนายรอยพระจุลจอมเกลา จึงไดทราบวา สมเด็จ

พระเทพ รัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงมพี ระดําริถึงการใหความรูดานสมุนไพร พืชมีพิษ
แกนักเรียนนายรอยฯ เนื่องจากเมื่อสําเร็จการศึกษา จะตองไปปฏิบัติภารกิจในพ้ืนที่ทุรกันดาร ปา ภูเขา
จําเปนตองมีความรูเก่ียวกับพืช สมุนไพร พืชมีพิษ เพ่ือความปลอดภัยของตนเองและผูใตบังคับบัญชา อน่ึงในปน้ีเปนปมหา
มงคลที่ พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปพุทธศักราช 2551 เพ่ือเปนการ
ถวายพระพร โรงงานเภสัชกรรมทหาร จึงไดจัดทําคูมือ “พืชพิษที่พบบอยในประเทศไทย” ประกอบดวยรูปภาพ และขอมูล
จํานวน 101 ชนิด แบงกลุมตามลักษณะอาการพิษตอระบบของรางกาย ระบุสวนท่ีเปนพิษ และอาการเม่ือไดรับพิษ เพื่อให
นักเรียนนายรอยฯ มีความรแู ละความสามารถนําไปใชป ระโยชนไ ด
โรงงานเภสัชกรรมทหาร ขอขอบพระคุณ พลเอก กมล แสนอิสระ อดีตผูบัญชาการโรงเรียนนายรอย
พระจุลจอมเกลา พลโท วรวิทย พรรณสมัย ผูบัญชาการโรงเรียนนายรอยพระจุลจอมเกลาและกําลังพลทุกนายท่ีกรุณาใหการ
สนับสนุน พัฒนาสวนสมุนไพรฯ มาโดยตลอด และขอใหคํามั่นสัญญาวาจะอนุรักษ ปรับปรุง พัฒนาสวนสมุนไพรแหงนี้ อยาง
เตม็ ขีดความสามารถ เพอื่ สนองพระดําริของสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าสยามบรมราชกุมารีตลอดไป

พลตรี

(จกั รี ตันติพงศ)
ผอู ํานวยการโรงงานเภสัชกรรมทหาร
ศนู ยก ารอตุ สาหกรรมปอ งกันประเทศและพลังงานทหาร

3

4

5

6

7

สารบญั หนา
1
บทนํา 1
ภาวะเปนพษิ จากพชื และการแกไ ขเบอ้ื งตน 2
รายงานการไดรับพิษจากพืช 3
รายช่อื ฐานขอมลู พืชพิษ 4
17
พิษตอผวิ หนงั เนอื้ เยอื่ ออ น และนยั นต า 38
พษิ ตอ ระบบทางเดนิ อาหาร และระบบหมนุ เวียนโลหิต 44
พิษตอระบบประสาท และอาจทําใหเสพติด 45
พษิ ตอไต และระบบปสสาวะ 56
พิษรายแรงอาจทาํ ใหเ สียชีวิตได
บทสง ทา ย

8

บทนาํ

พืชพิษ คือ พืชท่ีประกอบดวยสารพิษ หรือผลิตสารพิษในปริมาณที่มากพอท่ีจะกอใหเกิดอันตรายตอมนุษยและสัตว
ได อันตรายที่เกิดข้ึนมีความรุนแรงท่ีตางกัน ตั้งแตระคายเคืองผิวหนัง จนถึงพิษท่ีทําใหเสียชีวิต โดยทั่วไปเม่ือผูปวยท่ีไดรับพิษ
ไดรับการแกไขท่ีถูกตองรางกายก็จะกลับคืนสูสภาวะปกติ พิษของพืชท่ีไดรับนั้นไมวาจะเปนการต้ังใจ หรือไมตั้งใจก็ตาม
อาการพษิ มกั จะสง ผลตอ รางกายในหลายระบบ เชน ผวิ หนัง ระบบทางเดนิ อาหาร ระบบหมุนเวียนโลหติ ระบบประสาท

เนื่องจากอาการพิษของพืชพิษมักเปนหลายระบบ โดยทั่วไปการดูแลรักษาผูปวยเบ้ืองตน ประกอบดวย การรักษาตาม
อาการและประคับประคองใหผูปวยพนขีดอันตราย การสกัดพิษไมใหเขาสูระบบหมุนเวียนโลหิตและเรงขจัดพิษออกสูรางกาย
และการใหยาตานพิษ การรักษาประคับประคองผูปวยใหพนขีดอันตรายกอนท่ีผูปวยจะไปถึงโรงพยาบาลนั้น นับเปนหัวใจที่
สาํ คญั ทีส่ ุดของการรักษา โดยเฉพาะการดูแลเก่ียวกับการหายใจ การรกั ษาอุณหภูมิรางกาย และการควบคมุ อาการชกั

ภาวะเปน พษิ จากพชื และการแกไ ขเบ้อื งตน
1. พษิ ตอ ผิวหนัง เน้อื เยื่อออน และนยั นตา

พืชท่ีกอใหเกิดผื่นผิวหนังอักเสบ (irritant and allergic contact dermatitis) มักจะมีอาการแสดงทางผิวหนังในลักษณะน้ี
ผิวหนงั บริเวณท่สี มั ผัสพชื จะเกดิ ผ่ืนแดง คัน รูปรางของผ่ืนอาจเปน ทางยาวๆ หรือเปนปน ข้ึนอยูกับลักษณะการสัมผัส ถา
สวนท่เี ปนพิษสมั ผสั กบั ตา อาจทําใหตาบอดชว่ั คราวหรอื ถาวรได
การรักษา
- เมื่อสัมผัสกับสารพิษในพืช ไมวาจะเปนยางหรือน้ําในลําตน ควรรีบลางบริเวณที่สัมผัสดวยนํ้าและสบู จะทําใหเกิด

อาการนอ ยลง และอาจปองกนั การเกิดผื่นได
- ในกรณีท่ีมีผ่ืนคัน ถามีอาการนอย ใหทาดวยครีมสเตียรอยด และ/หรือ รับประทานยาแกแพ เชน chlorpheniramine,

cetirizine
2. พษิ ตอ ระบบทางเดินอาหาร และระบบหมุนเวียนโลหติ

อาการพิษในระบบทางเดนิ อาหารมกั เปนอาการของการไดรับพิษจากพืชพิษทุกชนิด เปนอาการท่ีแสดงวาผูปวยไดรับพิษ
เขาไปในรางกาย กอนที่อาการทางระบบอื่น จะแสดงออกมา อาการทางระบบทางเดินอาหารอาจเปนไดตั้งแตการระคาย
เคืองตอเย่ือบุปาก และลําคอ การอักเสบของกระเพาะอาหารและลําไส ตลอดจนถึงอาการพิษตอตับ ในกรณีของพืชที่มี
พิษตอระบบหมุนเวียนโลหิต อาการพิษมักจะเริ่มดวยอาการทางระบบทางเดินอาหาร และตามดวยอาการทางหัวใจ เชน
หวั ใจเตนชา และจังหวะผดิ ปกติ ความดนั โลหิตต่าํ และเสียชวี ิตจากระบบหมุนเวียนโลหติ ลมเหลว

การรักษา
- ถาผูปวยมีอาการระคายเคืองเยื่อบุปาก และลําคอ เชน จากการรับประทานบอน, วานหมื่นป, เพชรสังฆาต, เผือก,

กระดาด ควรใหนมเย็น หรือไอศครีมเพื่อลดอาการระคายเคืองเฉพาะท่ี และไมควรทําใหอาเจียนเพราะอาจทําให
อาการระคายเคืองรนุ แรงมากขึน้
- ถาผูปวยมอี าการอาเจียน หรือทองเสียมาก ควรใหสารนา้ํ และเกลือแร และรีบนําสงโรงพยาบาล
- ถาผปู วยมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ อาจใหรับประทานยาเคลือบกระเพาะอาหารและลําไส เชน Alum milk และ
รบี นาํ สงโรงพยาบาล

9

3. พษิ ตอระบบประสาท และอาจทาํ ใหเสพติด
พิษตอระบบประสาทสวนกลาง มีฤทธ์ิกระตุนทําใหเกิดอาการชัก หรือทําใหเกิดอาการซึม หายใจชา และหมดสติ หรือมี
ผลตอ จติ ประสาททําใหป ระสาทหลอน หรือหลายอยางรวมกัน สวนใหญมักนํามาดวยการกระตุน และตามมาดวยการกด
ระบบประสาท
การรกั ษา
- รีบนําสงโรงพยาบาลทันที เพอ่ื ทาํ การลา งทอง ใหน ้ําเกลือปองกนั การชอ็ ค

4. พิษตอ ไต และระบบปส สาวะ
สารพิษบางชนดิ ทาํ ใหเ มด็ เลือดแดงแตกในกระแสโลหติ ซง่ึ จะไปจบั ที่ไต ทาํ ใหไ ตวาย
การรกั ษา
- รบี นาํ สง โรงพยาบาลทนั ที การใหน ้าํ อยา งเพยี งพอ และการทาํ ใหป ส สาวะเปนดางจะชวยแกไ ขภาวะไตวายได

5. พษิ รายแรงอาจทําใหเสยี ชีวติ ได
พืชในกลุมน้ีมีพิษรายแรง โดยอันตรายมักจะเกิดในเด็กมากกวาผูใหญ อาการพิษมักจะเปนอาการรวม สารพิษจะทําให
เกิดการทาํ ลายตับ ไต ระบบทางเดนิ อาหาร ระบบเลอื ด ระบบหายใจ และระบบสมอง
การรกั ษา
- รีบนําสงโรงพยาบาลทันที การปฐมพยาบาลเบื้องตนที่สําคัญที่สุด คือ ทําใหผูปวยอาเจียนเอาเศษอาหารออกมาให
มาก และทําการชวยดูดพิษจากผูปวยโดยวิธีใชนํ้าอุนผสมผงถาน activated charcoal แตวิธีนี้ไมควรใชกับเด็กอายุต่ํา
กวา 5 ขวบ

รายงานการไดรับพิษจากพชื
จากการสบื คน ขอ มลู ไดตวั อยางผูป ว ยทไี่ ดร บั พิษจากพชื โดยการรบั ประทานหรอื สมั ผัส ดงั ตอไปน้ี

1. หัวดองดงึ
- หญิงอายุ 28 ป รับประทานหัวดองดึงเปนอาหารเพราะเขาใจวาเปนกลอย และเสียชีวิตเนื่องจากหายใจไมได และ

หัวใจลม เหลว
- ชาวบาน 3 คน รับประทานหัวดองดึง เพราะเขาใจผิดวาเปนสมุนไพรรักษาอาการทองอืดเฟอ และปวดเม่ือยตาม

รางกายได และเสยี ชวี ติ เน่ืองจากเกดิ อาการอาเจียนอยา งรนุ แรง (ขาวจากหนงั สือพิมพ 15 ธ.ค. 2529)
- หญิงอายุ 21 ป รับประทานหัวดองดึงตมขนาด 125 มก. มีอาการอาเจียน ถายทอง หมดสติ ขาดน้ํา หัวใจเตนเร็ว

ความดนั ต่าํ ผมรวง เลอื ดออกในตา รักษาในโรงพยาบาล และรอดชวี ติ ในที่สดุ
2. ลกู เนียง
- ชาวบานในจังหวัดยะลา 2 คน ไดรับพิษจากการรับประทานลูกเนียง มีอาการปสสาวะไมออก ปวดทองนอย และ

หลงั (รายงานผูปว ย รพ. ยะลา ระหวา งป 2525-2528)
3. พญาไรใ บ
- ชายตางชาติสวมท้ังแวนตาและถุงมือ ตัดแตงตนพญาไรใบขนาดใหญ ไดรับพิษจากนํ้ายางขาวของตนพญาไรใบ มี

อาการปวดรุนแรงที่ตาจนไมสามารถลมื ตาได
4. มันแกว
- ชาวบานรายหน่ึงในจังหวัดเชียงใหมนําฝกมันแกวมาตมรับประทานจํานวน 4 ฝก มีอาการช็อค หมดสติ และหยุด

หายใจ แพทยช วยชวี ติ ได แตคนไขยังคงมอี าการทางสมองเน่ืองจากการหยดุ หายใจ

10
- ชายอายุ 28 ป รับประทานเมล็ดมันแกวเขาไป 200 กรัม เน่ืองจากเขาใจผิดวาเปนเมล็ดถั่วท่ีรับประทานได มีอาการ

เวียนศรีษะ หนามืด ตาลาย ออนเพลีย และไมสามารถกาวเดินได จากน้ันมีอาการชักกระตุกท่ีมือและเทา ควบคุม
ระบบทางเดินปส สาวะไมได ทอ งเสีย และเสยี ชวี ติ ในทสี่ ดุ (รายงานผปู ว ย รพ. ชมุ ชนเชยี งแสน จงั หวัดเชียงใหม)
5. วานหมื่นป (สาวนอยประแปง )
- ชายไทยอายุ 38 ป ในจังหวัดกรุงเทพฯ เคี้ยวและกลืนใบและลําตน ของตนสาวนอยประแปงหลายคํา เนื่องจากเมา มี
อาการน้ําลายฟูม พูดไมได ริมฝปากและกระพุงแกมบวม อาปากไดลําบาก รอนไหมและเจ็บปวดบริเวณริมฝปาก
ชองปากและในลําคอ หายใจไมออก
- เดก็ ชายชาวจีน ไดร ับสารพษิ จากยางของตน สาวนอ ยประแปงที่กระเด็นเขา ตาซา ย ทําใหล มื ตาซา ยไมได
6. โหรา
- พนักงานธนาคารในจังหวัดนครศรีธรรมราชรวม 10 ราย เกิดอาการอาหารเปนพิษอยางรุนแรงเนื่องจากรับประทาน
โหราท่ีรานขาวแกงนํามาประกอบอาหารขาย เนื่องจากเขาใจผิดวาเปนบอน มีอาการนํ้าลายฟูมปาก ช็อค หมดสติ
(รายงานจาก สสจ. เมอื งนครศรีธรรมราช)
7. มะกลํา่ ตาหนู
- ชาวบานรายหนึ่งและเด็กหญิงอายุ 8 ขวบในจังหวัดรอยเอ็ดรับประทานเมล็ดมะกล่ําตาหนูเพราะรูเทาไมถึงการณ มี
อาการเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ตับวายและไตวาย เสียชวี ติ (รายงานผปู ว ย รพ. ยโสธร)

8. สบูข าว
- เด็กนักเรียนประถมศึกษาปที่ 1 และ 2 จํานวน 5 คน ไดกินเมล็ดของตนสบูขาว ไมทราบจํานวน มีอาการคล่ืนไส

อาเจียน ทองเสีย บางรายซึม ความดันเลือดต่ํา (รายงานผูปวย โครงการศูนยพิษวิทยา คณะแพทยศาสตร รพ.
รามาธบิ ดี)
- เด็กนักเรียนประถมศึกษาปท่ี 6 อายุ 9-14 ปจํานวน 29 ราย รับประทานเมล็ดสบูขาวและสงตอใหกันขณะอยูในแถว
เคารพธงชาติ มอี าการคลนื่ ไสอาเจยี น ทอ งเสีย บางรายมนึ งง

รายชอ่ื ฐานขอมูลพชื พษิ
- ฐานขอ มลู พืชพิษสถาบันวิจยั สมนุ ไพร กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสุข
http://webdb.dmsc.moph.go.th/poison/
- ฐานขอมลู สมุนไพร มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล และ BIOTEC
http://www.medplant.mahidol.ac.th
- ฐานขอมลู พืชพิษ สํานกั งานขอ มลู สมุนไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร
http://admin.pha.nu.ac.th/toxic_plant

11

1. พิษตอ ผิวหนัง เน้อื เย่ือออ น และนัยนต า

กระดาด, กระดาดแดง Alocasia indica Schott

กระดาด Alocasia indica Schott กระดาดแดง Alocasia indica Schott var. Metalica Schott

วงศ : ARACEAE

ช่ือไทย : กระดาด, กระดาดแดง, คอื , โทปะ, บอนกาว,ี เผอื กกะลา, เผือกโทปา ด, มนั โทปาด

ช่ือองั กฤษ : GREAT-LEAVED CALADIUM

ลักษณะพืช : พชื ลมลุก ทีม่ หี วั อยูใตด ิน โดยมีกานใบสแี ดงโผลพ น ผิวดนิ ใบยาว แผน ใบกลมใหญ สีเขยี วเขมอมแดง

ขอบใบเรยี บดอกมกี าบสี เหลืองอมเขยี วหมุ

สว นทเี่ ปนพษิ : นาํ้ ยางใส

อาการ : คัน ปวดแสบปวดรอ น อักเสบบวม พองเปน ตุม นํา้ ใส ถาโดนตาทาํ ใหตาอกั เสบ อาจทําใหตาบอดชั่วคราว
หรือถาวร ถา รบั ประทานเขา ไปจะเกิดอาการไหมที่ เพดาน ปาก ลนิ้ และคอ

กระบือเจ็ดตวั : Excoecaria cochinchinensis Lour.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชื่อไทย : กระบือเจ็ดตวั , กะเบอื , กาํ ลงั กระบือ, ลน้ิ กระบือ, ใบทอ งแดง
ชอื่ องั กฤษ : YELLOW STAR
ลักษณะพืช : ไมพุม สูง 0.5 - 1.5 เมตร ใบเด่ียว รูปใบหอก หรือรูปใบหอกแกมรูปไข หลังใบสีเขียว ทองใบสีแดง ดอก
ชอ ออกท่ีปลายกิ่ง แยกเพศ ผลแหง แตกได มี 3 พู
สวนท่ีเปนพษิ : ใบ
อาการ : หากสมั ผัสใบจะทาํ ใหเ กิดอาการคัน ทาํ ใหผ ิวหนังเกดิ การระคายเคอื งเปนแผลไหม ตาแดง ปวดตา หาก
รับประทานจะทาํ ใหเ กิดการระคายเคืองทางเดนิ อาหาร ทาํ ใหอาเจียน และทอ งเสีย

12

กะลงั ตงั ชาง Girardinia heterophylla Decne

วงศ : URTICACEAE
ชอ่ื ไทย : ตําแยชา ง, กะลังตังชาง, หานสา, หานชางไห, หานชางรอง
ชือ่ อังกฤษ : THATCH GRASS , WOLLY GRASS, LALANG, ALANG-ALANG
ลกั ษณะพชื : เปนพชื ลม ลกุ สูงไดถึง 1.5 เมตร ทุกสวนมขี นสากหนาแนน ทรงใบรปู ฝา มอื ตามกา นใบมีขนเปนหนาม
แขง็ ๆ ดอกเลก็ สีเขยี วออน ผลเลก็ กลม ผวิ ผลมีหนามแข็งหนาแนน
สวนท่ีเปน พิษ : ขน หรือ หนาม
อาการ : เม่อื สมั ผัสขนหรือหนามทําใหเจ็บ คัน และปวดมาก

คริสตมาส Euphorbia pulcherrima Willd.ex Klotzsch.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชอ่ื ไทย : ครสิ ตมาส, บานใบ, โพผนั , สองระดู
ชื่ออังกฤษ : POINSETTIA, POINTED LEAF, LOBSTER PLANT, CHRISMAS STAR
ลกั ษณะพืช : ไมพ มุ สงู 1-3 เมตร ใบ เดีย่ วรปู ไข ปลายแหลม ขอบใบหยกั ทุกสวนมยี างสีขาวเหมอื นนํา้ นม ดอก ชอ
ออกปลายกิ่ง มใี บประดบั สแี ดงรปู หอกขนาดใหญอยูรอบๆ ชอดอกเปน จาํ นวนมาก
สว นทเ่ี ปนพษิ : นาํ้ ยางสีขาวจากใบ ตน
อาการ : นํา้ ยางถูกผวิ หนังจะระคายเคืองมาก ผิวหนงั เปน ปน แดง ตอมาจะบวมพองเปนตมุ น้าํ ภายใน 2- 8 ชว่ั โมง
ถารบั ประทานจะทําใหก ระเพาะอักเสบ

13

ชางแหก Neesia altissima Bl.

วงศ : BOMBACACEAE
ชอ่ื ไทย :
ชอื่ อังกฤษ : ทเุ รยี นผ,ี ชา งแหก, ชา งแฮะ
ลักษณะพชื :
-
สว นทเี่ ปน พษิ :
อาการ : ไมตน ไมผลัดใบ สงู ไดถ งึ 30 เมตร ตามกิ่งออ นมีขนรปู ดาวท่วั ไป ใบเดย่ี วติดเรียงสลบั ทรงใบรูปขอบ
ขนาน หรอื รูปไข ดอกสชี มพอู อกรวมกันเปน ชอ กระจุกตามกิง่ และงา มใบ กลีบเล้ียงเปนถงุ คลา ยโคมไฟ
เลก็ ๆ กลบี ดอก 5 กลีบ ผลเปน ชนดิ ผลแหงแตกแข็งเหมอื นไม ภายในมขี นสีน้ําตาลเปนเสีย้ นแข็งมาก
ขนแข็งภายในผล

ทาํ ใหผวิ หนงั พองเจ็บและคนั มาก

ชวนชม Adenium obesum (Forsk.) Roem.&Schult.

วงศ : APOCYNACEAE
ชอื่ ไทย : ชวนชม, ลัน่ ทมแดง, ล่ันทมยะวา
ชอื่ อังกฤษ : MOCK AZALEA, DESERT ROSE, IMPALA LILY, PINK BIGMONIA, SALSI STAR
ลักษณะพืช : ไมพุมขนาดเล็ก ลําตนอวบนํ้ามียางขาวทุกสวน ใบเด่ียว รูปชอน ดอก เดี่ยวหรือชอสั้นๆ กลีบดอกสีแดง
โคนกลีบดอกเปนหลอด ปลายแยก 5 แฉก ผล เปนฝกคูรูปยาวรี แกแตกได (ปจจุบันมีตนท่ีมีดอกสีขาว
สว นทเ่ี ปนพิษ : และสีชมพ)ู
อาการ : นํา้ ยางสขี าว
นาํ้ ยางถูกผวิ หนงั จะทําใหผิวหนังอักเสบเปนผื่นแดง ถา เขาตา ตาจะอกั เสบ กินเขาไปจะเปน พิษ แตน้ํายาง
มรี สขมมาก โอกาสกินมนี อ ย ถา กนิ จะมีผลตอหวั ใจ ทําใหหัวใจเตนออน อาจตายได

14

ตาตุมทะเล Excoecaria agallocha L.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชื่อไทย : ตาตมุ ทะเล, ตาตุม, บูตอ
ช่ือองั กฤษ : BLIND YOUR EYES
ลกั ษณะพชื : ไมยืนตนขนาดกลางที่มียางสีขาว และชอบขึ้นตามปาชายเลน หรือชายทะเลท่ัวๆไป เปลือกตนสีน้ําตาล
ดาํ ใบใหญห นาทบึ ดอกออกเปนชอตามโคน กา นใบ สวนท่ีเปน พษิ สารท่ีมีอยูในตน
สว นที่เปน พิษ : นา้ํ ยางขาว
อาการ : ถา กินเขา ไปจะทาํ ใหเ กดิ ทองรวงอยา งแรง เขาตาจะทาํ ใหตาบอด ควนั ไฟจากการเผาไหมต าตุมทะเลถา
เขาตาจะทาํ ใหต าเจ็บเปน เวลานาน และอาจทําใหตาบอดได หอยปูท่ีไปเกาะอยูท่ไี มตาตุม ถา นํามา
รบั ประทานจะทําใหเ กดิ อาการเปน พษิ ทองเสยี อยางรนุ แรง อาเจยี น

ตาํ แยชาง Dendrocnide stimulans (L.f.) Chew

วงศ : URTICACEAE
ชอื่ ไทย : ตําแยชา ง, สามแกว, หานเด่ือ หานสา, เอโกเปอ, ไอขนุ า
ชื่ออังกฤษ : -
ลกั ษณะพชื : เปนไมพุมถึงไมตนขนาดเล็ก สูงไดถึง 5 เมตร ผลัดใบ ใบเดี่ยวเรียงสลับหรือเวียนกัน ผิวใบดานลางเปน
คราบขาว ดอกเลก็ สขี าวปนเหลือง หรือสีมวงออน ออกรวมกันเปนชอยาวๆ หอยตามงามใบ ผลเล็ดกลมสี
สวนที่เปนพษิ : เขยี ว
อาการ : ขนหรือเกล็ดตามสว นตา งๆ เชน ใบ ชอ ดอก
เม่อื สัมผัสขนหรือหนามทําใหเกดิ อาการคนั ผิวหนังไหมเกรยี ม หรอื แดง เปนผน่ื และปวดมาก

15

ตาํ แยตัวเมยี Laportea interrupta Chew

วงศ : URTICACEAE
ชอ่ื ไทย : ตําแยตวั เมยี , กะลงั ตังไก, วา นชา งรอง, หานไก
ชอื่ องั กฤษ : -
ลกั ษณะพืช : เปน พชื ลมลุก สูงไมเ กนิ 60 เซนตเิ มตร ทกุ สวนมขี นน่ิม ใบคอ นขา งกลมปลายแหลม โคนใบมนหรือเกือบ
เปน หนา ตดั ดอกเลก็ ออกเปน ชอ
สว นทเี่ ปน พษิ : ขนพษิ
อาการ : ขนที่ถกู ผิวหนัง จะทาํ ใหคนั บวมเปน ปน คลายลมพษิ หรืออาจรนุ แรงจนเกิดอาการปวดแสบปวดรอ น
ผิวหนังอักเสบ

ทองหลางฝรง่ั Hura crepitans Linn.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชอื่ ไทย : ทองหลางฝร่งั , โพทะเล, โพฝรัง่ , โพศรี, โพศรมี หาดพ
ชื่ออังกฤษ : UMBRELLA TREE
ลกั ษณะพชื : ไมยืนตน สูงประมาณ 30 เมตร ลําตนมีหนามและมียางเหนียวใส ใบเดี่ยวรูปไขปลายแหลม โคนใบเวา
คลา ยรูปหวั ใจ ขอบใบจัก ผลกลมแบน เปลือกแข็งและแบง เปน พู
สว นทีเ่ ปน พษิ : เมล็ด เปลอื ก ราก นาํ้ ยาง
อาการ : น้ํายางมีฤทธ์ิกัดรนุ แรงมาก ถา ถกู ผวิ หนังจะเกดิ การระคายและเปนผ่ืนแดงถา ถกู ตา อาจทําใหตาบอดได
ถา รบั ประทานเมล็ดเขาไปจะทาํ ใหอ าการคล่นื ไส ปวดทอง และถายอยา งรนุ แรง

16

โปย เซียน Euphorbia milii Des Moul.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ช่ือไทย : ระวงิ ระไว, พระเจารอบโลก, วานเข็มพญาอนิ ทร, ไมร ับแขก, วานมุงเมือง
ชื่อองั กฤษ : CROWN OF THORNS, CORONA DE SESPINA
ลกั ษณะพืช : ไมพุมเต้ีย ลําตนเปนเหล่ียมมนสีนํ้าตาล มีหนามแหลม ออกเปนกระจุก ใบเด่ียว ออกบริเวณสวนปลายลํา
ตน ไมมกี านใบ ใบอวบนํา้ ดอกชอ ออกเปนกระจุกใกลสวนยอด มีชนิดตนดอกสีแดง สีนวล สีเหลือง ฯลฯ
สวนทเี่ ปนพษิ : ขนาดของดอกยอยแตกตางกนั ทุกสว นมีนา้ํ ยางสขี าว
อาการ : น้าํ ยาง
ถานํา้ ยางถกู ผวิ หนงั หรือเขาตา ทําใหเกดิ ระคายเคือง แสบ บวม แดง ถา รบั ประทานจะทําใหท างเดิน
อาหารอกั เสบ

ฝน ตน Jatropha multifida L.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ช่ือไทย : ฝน ตน, มะละกอฝร่ัง, มะหงุ แดง
ชือ่ อังกฤษ : CORAL BUSH, CORAL PLANT
ลักษณะพืช : ไมพุม สูง 1-3 เมตร มียางสขี าวเหลอื ง ใบเวาลึกจนดคู ลายเปน แฉก แตล ะแฉกกเ็ ปน หยัก 5-10 หยกั ดอก
สีแดงออกเปน ชอคลา ยรม ผลคอนขา งกลมผวิ เรียบ มี ๓ พลู แตล ะพลมู 1ี เมล็ด
สวนท่ีเปน พิษ : เมล็ด นํ้ายางใส
อาการ : นํ้ายางถูกผิวหนังเกิดอาการแพบวมแดงแสบรอน เมล็ดถารับประทานเขาไปจะทําใหเกิดอาการ ปวดหัว
คลื่นไส อาเจียน ทองเสีย กลามเนื้อชักกระตุก การเตนของหัวใจผิดปกติ ความดันต่ํา เม็ดมีรสอรอยแต
รับประทานเพียง 2 เมลด็ ก็เกดิ อาการได

17

พญาไรใบ Euphorbia tirucalli L.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชื่อไทย : พญาไรใบ, เคยี ะจนี , เคยี ะเทยี น, พญารอ ยใบ
ช่อื อังกฤษ : INDIAN TREE SPURGE, MILKBUSH
ลักษณะพืช : ไมพ มุ สงู 1-5 ลําตน สีเขียวเกลี้ยงขนาดเลก็ และอวบนํ้า มียางสขี าว สวนบนของลําตนจะแตกแขนง ใบเลก็
มาก และบางก่งิ ไมม ใี บ ดอกสขี าวนวลออกเปนชอ ตามขอหรือปลายก่ิง ผลคอนขา งกลม
สวนที่เปนพิษ : นา้ํ ยางขาว
อาการ : ผิวหนังอกั เสบเปนปน แดง บวมพองเปน ตมุ นา้ํ ถาสัมผัสตาจะทาํ ใหเ ย่ือบุตาอักเสบ และตาบอดชั่วคราว ถา
รบั ประทานเขา ไปจะทาํ ใหชองปากบวม คลนื่ ไส อาเจยี น กระเพาะอาหารและลาํ ไสอักเสบอยางรุนแรงอาจ
ทาํ ใหอุจจาระเปนเลอื ด

เพชรสงั ฆาต Cissus quadrangularia L.

วงศ : VITACEAE (VITIDACEAE)
ชอ่ื ไทย : เพชรสงั ฆาต, สามรอยตอ
ชอื่ อังกฤษ : -
ลกั ษณะพืช : ไมเ ถา เลือ้ ยโดยมมี อื (tendril) จบั ใบออกสลบั กัน ดอกมขี นาดเล็ก ชอ ดอกออกตรงขา มกบั ใบ ผลฉ่ํานํ้า
เมือ่ สกุ มสี ีแดงเขมเกือบดํา
สว นท่เี ปนพิษ : ทั้งตน
อาการ : พชื นถี้ าถูกผวิ หนงั ทําใหเ กดิ ผื่นแดง ถา รบั ประทานทาํ ใหระคายเคอื งตอ เย่อื เมือกในปาก และลาํ คอ

18

โพทะเล Thespesia populnea L. Soland.ex Corr.

วงศ : MALVACEAE
ช่ือไทย : บากู, ปอกะหมดั ไพร, ปอมดั ไซ
ช่ือองั กฤษ : CORK TREE, PORTIA TREE, ROSEWOOD OF SEYCHELLES, TULIP TREE
ลักษณะพชื : เปนไมยืนตน ขนาดเล็กสูง 8 – 12 เมตร ใบรูปคลายหัวใจ ดอก ออกตามงามใบ เปนดอกเดี่ยวหรือเปนคู
กลีบดอกสีเหลือง แลวจะเปล่ียนสีเปนชมพูแกมมวงออน เหี่ยวบนตน ผล เปนผลแหงแตกไมมีทิศทาง
สว นท่เี ปนพษิ : คอ นขางกลม พบมากในทดี่ อนหรือชายฝง ทะเลและริมแมน ํ้าท่ีดินเปน ดนิ รวนปนทราย
อาการ : ยางจากตน เปลือก
ถาเขา ตาทาํ ใหตาบอดได เปลอื กมฤี ทธท์ิ าํ ใหอ าเจียน

มะมว งหิมพานต Anacardium occidentale L.

วงศ : ANACARDIACEAE
ชอ่ื ไทย : มะมวงหิมพานต, กะแตแก, กายี, ตําหยาว, ทา ยลอ , นายอ, มะมว งกาสอ ฯลฯ
ชอ่ื องั กฤษ : CASHEW, CASHEW NUT TREE, CASHEWNUT
ลักษณะพืช : ไมย ืนตนขนาดกลาง สูง 6-10 เมตร ลักษณะใบเปนใบเด่ียวแบบเรียงสลับ ชอดอกยาว 15-20 เซนติเมตร
โดยแตกออกจากซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกเริ่มแรกจะมีสีขาวแลวเปลี่ยนเปนสีชมพู มีการพัฒนา
สวนที่เปน พิษ : ฐานรองดอกใหข้ึน มีลักษณะคลายผลชมพู สีเหลืองแกมชมพู แลวคอยเปลี่ยนกลายเปนสีแดง เน้ือในน่ิม
อาการ : ท่ปี ลายจะมผี ลตดิ อยูเปน รปู ไต
น้าํ ยางจากผล
บวมแดง พองเปน ตมุ นํ้าใส อาจลุกลามรุนแรงเปน โรคผวิ หนังเรอ้ื รงั

19

มะมุด Mangifera foetida Lour.

วงศ : ANACARDIACEAE
ชื่อไทย :
ชอ่ื องั กฤษ : มะแจ, มาจัง, มะมุด , มะละมุดไทย,
ลกั ษณะพืช :
HORSE MANGO
สว นทเี่ ปนพิษ :
อาการ : ไมย นื ตน ขนาดกลาง ใบเขยี วออ นยาว เปน ไมท งี่ อกงามไดใ นพ้นื ดนิ ทุกแหง ผลรสหวานแหลมกวาไมอ ่นื ๆ
ถา ปลูกโดยวธิ ีตอนกิ่งจะอยไู ดราว 70-80 ป ถา ใชเ มล็ดปลูกจะอยไู ดน านกวา นั้น
ยางจากผล

ถาใชปากกัดผลมะมุดโดยเฉพาะผลออ นมยี างมาก จะทําใหปากเปน แผลได ถา ถูกผิวหนังออ นจะทําให

เกดิ พุพองจะบวมแดง พองเปนตุม นาํ้ ใส หรืออาจลุกลามรุนแรงเปน eczematous dermatitis ถา ยางเขา

ตาอาจทาํ ใหเ ปนแผลในตาได

รกั หลวง Gluta usitata (Wall.) Ding Hou

วงศ : ANACARDIACEAE
ช่ือไทย :
ชื่ออังกฤษ : รักหลวง, ซู, ซู, มะเรียะ, รกั , รกั ใหญ, ฮกั หลวง
ลกั ษณะพืช :
BURMESE LACQUER, RED ZEBRA WOOD, VARNISH TREE
สวนทีเ่ ปน พิษ :
อาการ : ตนไมสูงถึง 20 เมตร ผลัดใบ ลําตนตรง เปลือกสีน้ําตาลคลํ้าแตกเปนสะเก็ดหนา ใบเด่ียวเปนรูปไขกลับ
ติดเรียงสลับ ดิกเล็ก สีขาว ออกรวมกันเปนชอแยกแขนงตามปลายกิ่งหรือตามงามใบใกลปลายกิ่ง ผล
กลมแขง็ มปี กกางแผเหนือตัวผล 5 ปก ข้นึ ตามปา เบญจพรรณและปา ดิบเขาท่ัวไป
น้าํ ยาง

บวมแดง พองเปนตุมนาํ้ ใส อาจลุกลามรนุ แรงเปนโรคผิวหนงั เรอื้ รัง

20

วานหมื่นป Dieffenbachia seguine (Jacq.) Schott

วงศ : ARACEAE
ชือ่ ไทย : วานหมื่นป* , ชา งเผอื ก, บวนนแี ช, วา นพญาคา ง, สาวนอ ยประแปง, อา ยใบก านยาว
ชอ่ื องั กฤษ : DUMB CANE
ลกั ษณะพืช : ไมลมลุก อวบน้ํา สูงไดถึง 70 เซนติเมตร ลําตนเปนขอปลองเห็นไดชัดเจน ลําตนตั้งตรง ลําตนมีน้ํายาง
ใสเมื่อโดนจะระคายเคือง ใบรูปขอบขนาน ผิวใบเรียบ ใบมีสีเขียวทั้งใบ บางพันธุมีจุดสีขาว ดอกออกเปน
สวนทเ่ี ปนพิษ : ชอ ชอ ดอกเปน แทง ยาว มกี าบหมุ ไว ดอกอดั แนน อยูบนแกนชอ ดอก ผลเปน ผลสดเน้อื นมุ สสี ม หรอื สแี ดง
อาการ : นํา้ ยางใส
คัน ปวดแสบปวดรอน อักเสบบวม พองเปนตมุ น้าํ ใส ถาโดนตาทาํ ใหตาอกั เสบ อาจทําใหตาบอดชั่วคราว
หรือถาวร

สมอทะเล Sapium indicum Willd.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ช่อื ไทย :
ช่อื อังกฤษ : สมอทะเล, กระหุด, กรุ ะ, กลุ า
ลกั ษณะพืช :
MACE, NUTMEG
สวนที่เปนพษิ :
อาการ : ไมตน สงู ถงึ 30 ม. โคนตน มหี นามและพพู อน ใบเดยี่ วหนาคลา ยหนัง ขอบใบหยกั มน บรเิ วณโคนใบมี
ตอมท่ขี อบใบขา งละ 2–4 ตอม ดอกเลก็ สีขาวนวล ออกเปน ชอ เชงิ ลดตามงา มใบและปลายก่ิง ผลรปู ไข
กวา ง ถงึ คอนขา งกลม
นํ้ายางใส

คัน ปวดแสบปวดรอ น อักเสบบวม พองเปนตุมนํา้ ใส ถาโดนตาทาํ ใหตาอักเสบ อาจทําใหตาบอดถาวร

21

สลดั ได Euphorbia antiquorum L.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ช่อื ไทย : สลัดได, กะลําพัก, เคียะผา, เคยี ะเลี่ยม, ทูดุเกละ, สลดั ไดปา, หงอนงู
ชอ่ื อังกฤษ : MALAYAN SPURGE TREE, TRIANGULAR SPURGE
ลกั ษณะพืช : ไมท่ีใชลําตนเปนใบในตัว ชอบข้ึนเปนกอใหญตามโขดเขา และที่ทราย มีหนามเต็มตนและยางสีขาว ลํา
ตนมกั เปนสี่เหลย่ี ม ดอกเล็กสีแดง ออกตามครบี เหลี่ยมตน เปน ไมท ีท่ นตอ ความแหงแลง และรอ นไดดีมาก
สวนที่เปนพิษ : นํ้ายางขาว
อาการ : ปวด ผวิ หนงั อกั เสบเปน ปน แดง บวมพองเปน ตุมนํ้า ถาสัมผัสตาจะทําใหเ ย่ือบุตาอกั เสบ และตาบอด
ช่ัวคราว

สลัดไดบาน Euphorbia trigona Haw.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชอื่ ไทย : สลดั ไดบา น, เคยี ะฮ้ัว, สามเหลย่ี มญ่ปี ุน
ชอื่ อังกฤษ : -
ลักษณะพืช : ไมพุม ท่มี ยี าง สูงไดถ ึง 5 เมตร ลําตนบรเิ วณโคนมีลักษณะกลมแตสงู ขึ้นไปจะเปนสามเหล่ียม 4-5 เหลี่ยม
ก่ิงกานมี 3 เหล่ียม บนเหล่ียมจะมีสวนนูนเปนระยะ โดยบนสวนนูนน้ันจะมีหนามและเปนบริเวณที่ออกใบ
สว นท่ีเปน พษิ : และดอกดวย ใบรูปไขกลับปลายแหลมมน ดอกสีขาวอมเขียวและจะคอยๆ เปลี่ยนเปนสีขาวนวลและ
อาการ : ออกเปน ชอ
นา้ํ ยางขาว
ปวด ผวิ หนังอักเสบเปนปน แดง บวมพองเปน ตมุ นํา้ ถา สมั ผัสตาจะทาํ ใหเ ย่อื บุตาอักเสบ และตาบอด
ช่วั คราว

22

หญาคา Imperata cylindrica (L.) P.Beauv.

วงศ : POACEAE (GRAMINEAE)
ชื่อไทย : ลาลาง, ลาแล
ชอ่ื อังกฤษ : THATCH GRASS , WOLLY, GRASS, LALANG, ALANG-ALANG
ลกั ษณะพืช : ไมลมลุก มีเหงาใตดินสีเหลืองออน ยาวและแข็ง ลําตนเทียมบนดินสูงได 0.3-0.8 เมตร ใบ เด่ียว แทง
ออกจากเหงา ใบเล็กยาว ขอบใบคม ดอก ชอ แทงออกจากเหงา ดอกยอย ขนาดเล็ก รวมกันอยูชอแนน
สว นทีเ่ ปน พษิ : สีเงินอมเทาออนๆ ผล เปนผลแหง ไมแตก
อาการ : ใบ
ขอบใบคม อาจบาดทําใหเ ปน แผล สัมผสั ผวิ หนังทําใหเกิดอาการคัน

หนุมานน่ังแทน Jatropha podagrica Hook.f.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ช่ือไทย : วา นเลอื ด, หัวละมานน่ังแทน
ชอ่ื องั กฤษ : GOUT PLANT, GUATEMALA RHUBARB, FIDDLE-LEAVED JATROPHA
ลักษณะพชื : ไมพ ุม ลําตน ขยายใหญม ากมนี ํา้ ยางใส ใบ เดย่ี ว กานใบยาว แผน ใบเวาลึก จะออกท่ีปลายลําตนแบบวน
สลบั ดอก ชอ กานดอกยอยและดอกยอยสแี ดงสม ออกเปนชอ เหมือนซร่ี ม
สวนท่ีเปนพษิ : เมล็ด ยาง
อาการ : นํ้ายางถูกผวิ หนังเกิดอาการแพ บวมแดงแสบรอน เมล็ดถารบั ประทานเขา ไปจะทาํ ใหเ กดิ อาการ ปวดหัว
คลนื่ ไส อาเจียน ทอ งเสีย กลามเน้อื ชักกระตกุ หายใจเร็ว การเตนของหวั ใจผดิ ปกติ ความดันตา่ํ

23

เตารา ง Caryota mitis Lour.

วงศ : PALMAE
ชอื่ ไทย :
ช่ืออังกฤษ : เตารา งแดง, เช่อื งหมู, มะเดง็ , งอื เด็ง
ลกั ษณะพืช :
Burmese fishtail palm, Clustered, fishtail palm, Common fishtail palm ฯลฯ
สว นที่เปน พิษ :
อาการ : ใบปาลม แตกกอ ลําตน ขนาด 10-15 เซนตเิ มตร ประกอบแบบขนนกสองชน้ั เรียงสลับ แผน ใบสเี ขียว

เปนมัน กาบใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกสีขาวอมเหลอื ง ออกเปนชอ แบบชอแยกแขนงระหวางกาบใบหรอื
ใตโ คนกาบใบ ผลสดแบบมเี นือ้ เมล็ดเดยี ว ออกเปนพวงๆ ทรงกลม ผลสุกสแี ดงคลาํ้
ขน

ขนตามผล และนํ้าเลยี้ งตามผวิ ใบของลําตน ทําใหเปน ผ่นื คนั ตามผวิ หนงั ถา เขาตาทาํ ใหต าบอดได

ตังตาบอด Excoecaria oppositifolia Griff.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชอ่ื ไทย : ตงั ตาบอด, ไฟเดอื นหา, ตาตมุ ปา, ยางรอ น
ช่ืออังกฤษ :
ลักษณะพชื : ไมยืนตนขนาดกลางไมผ ลัดใบ ดอกสีเขียว ๆ ขาว ๆ ผลกลมลักษณะเปน พู 3 พู ขนาด 4-5 ซม. ทุกสวนมี
นาํ้ ยางสขี าว พบตามปาดิบทว่ั ไป
สว นทีเ่ ปนพิษ : นาํ้ ยาง
อาการ : นํา้ ยางสีขาว เขาตาทําใหต าบอด ถูกเน้อื เยอ่ื ออนทําใหเ กิดเปน แผลเปอยได

24

2.พิษตอ ระบบทางเดนิ อาหาร และระบบหมนุ เวยี นโลหติ

กระถนิ Leucaena glauca Benth.

วงศ : FABACEAE (LEGUMINOSAE)
ช่อื ไทย :
กระถนิ , กระถินไทย, กระถินบา น, กะเสด็ โคก, กะเสด็ บก, ตอเบา, ผักกานถนิ , ผกั หนองบก, สะตอเทศ,
ชอื่ องั กฤษ :
ลกั ษณะพชื : สะตอเบา

สวนทีเ่ ปน พษิ : LEAD TREE, LEUCAENA, WHITE POPINAC, WILD TAMARIND
อาการ :
กระถนิ เปน ไมพ ุม ใบเปนใบประกอบคลา ยมะขาม ดอกเปน ดอกรวม สีขาวเปน ฝอยฟกู ลม ฝกแบนยาว
ประมาณ 6 เซนติเมตร กวางประมาณ 1.5 - 2 เซนตเิ มตร ภายในมเี มล็ดแบนเรียงอยู
ใบ

อาเจียน กลา มเนื้อทํางานไมป ระสานกนั หายใจลําบาก กลา มเนอ้ื ออนเปล้ีย กลา มเนอื้ กระตกุ มนึ งง ไม

รูส กึ ตวั ชกั กอนจะหมดสติ มีอาการขาดออกซเิ จน ตวั เขียว ถา ไดร บั มากจะโคมา ภายใน 10-15 นาที

กระเบา Hydnocarpus anthelminthicus Pierre

วงศ : FLACOURTIACEAE
ชอื่ ไทย : กระเบา, กระเบาตึก, กระเบาน้ํา, กระเบาเบาแขง็ , เบา
ชอื่ อังกฤษ :
ลักษณะพืช : ไมต น ขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร ลาํ ตนเปลา ใบเดยี่ ว เรยี งสลับรูปใบหอกแกมรูปไข หรือรูปขอบขนาน
ขอบเรียบ เสน แขนงใบอยเู ยือ้ งกัน เสนใบยอ ยเปนรางแห ท้งั เสน กลางใบ เสน แขนงใบ และเสน ใบยอย
สว นท่ีเปนพษิ : เหน็ ไดชัดทางดานลางจึงมกั เรยี กวา "แกว กาหลง" กลบี ดอก 5 กลีบ สชี มพู รูปขอบขนานแกมรูปไข โคน
อาการ : กลบี ดานในมีเกล็ดรปู แถบ ผลกลม ผวิ เรียบเปลอื กแข็ง มขี นหรอื เกล็ดสนี ํา้ ตาล ผลมี 30-50 เมล็ด
เมล็ดสด
หากกนิ เมลด็ พืชนี้เขาไป จะทาํ ใหเกิดอาการปวดทอง คลน่ื ไส อาเจียน อาจเกิด cyanosis และอาจถึงตาย
ได

25

โคคลาน Anamirta cocculus Wight & Arn.

วงศ : MENISPERMACEAE
ชือ่ ไทย : ขม้ินชันเครอื , เถาวลั ยท อง, วา นนางลอ ม, หวายดิน, แมน า้ํ นอง, อมพนม, พนม
ชือ่ อังกฤษ : FISH BERRY
ลักษณะพชื : ไมเถาเลื้อยพาดพันตนไมอ่ืน เปลือกเถาขรุขระ ใบโตรูปรางคลายหัวใจ แผนใบเกลี้ยง ปลายใบแหลม
ดอกขนาดเลก็ ออกเปน ชอ ดอกตวั ผูแ ละดอกตวั เมยี อยคู นละตน ผลสแี ดงเขมนมิ่ และเกล้ียง รูปคลายไต
สวนท่เี ปน พิษ : ผล
อาการ : คลื่นไส อาเจยี น ปวดศรี ษะ มีไข ชัก และตายเนอ่ื งจากหวั ใจหยุดเตน

จันทนเทศ Myristica fragrans Houtt.

วงศ : MYRISTICACEAE
ชอ่ื ไทย : จนั ทนเ ทศ, จนั ทนบ า น
ชื่ออังกฤษ : MACE, NUTMEG
ลกั ษณะพชื : ไมยืนตนขนาดใหญ ดอกเพศผูและเพศเมียแยกกันอยูคนละตน ผล ขนาดประมาณลูกหมาก ผลแกจัด
แตกคร่ึง เมลด็ เดี่ยว มีรกซงึ่ เปนแผน บาง สวนปลายมีหลายแฉกสีแดงสด เรียกกันทั่วไปวาดอกจันทนเทศ
สวนท่ีเปน พิษ : หมุ เมล็ด เมล็ดมีเปลือกแข็งสนี าํ้ ตาล เนือ้ เมลด็ มี กลนิ่ หอม เรยี กวา ลกู จนั ทนเ ทศ
อาการ : ผล
อาการเพอเหน็ ไปตางๆ โดยไมมคี วามจรงิ ปวดศีรษะ ปวดทอง อาเจยี น เคล้ิมฝน ชีพจรเตน เร็ว ตับไต
พกิ าร ผิวหนังเขยี วเน่อื งจากขาดออกซเิ จน

26

ชาแปน Solanum verbasifolium Auct. Non L.

วงศ : SOLANACEAE
ชอ่ื ไทย : ชาแปน, ฉับแปง , หคู วาย
ชอ่ื องั กฤษ : -
ลักษณะพืช : ไมพุมท่ีแตกกิ่งกานสาขามาก ใบรูปไขกวาง ขอบใบหยัก ใบปกคลุมดวยขน ดอกสีขาวเปนพวงคลาย
มะเขอื พวง ผลกลมขนาดเทา กับมะเขอื พวง แตเปน ลายเขยี ว สลบั ขาว เปน พชื ทข่ี ้นี อยตู ามทีร่ กรางทัว่ ไป
สวนทีเ่ ปนพษิ : ท้งั ตน
อาการ : ถา รบั ประทานเขาไปทาํ ใหเ กดิ อาการคนั ในปาก และลําคออยา งรุนแรง ตามมาดว ยอาการคลน่ื ไส อาเจียน
ปวดทอ ง ทองเดิน ปวดศรี ษะ กลามเนอื้ เปล้ยี หายใจขัด ข้ันสุดทา ยอจุ จาระเปนเลอื ด ไตถูกทําลาย

ชุมเห็ดเทศ Cassia alata L .

วงศ : LEGUMINOSAE
ชอื่ ไทย : ชมุ เหด็ เทศ*, ขค้ี า, กลบั มนื หลวง, หมากกะลงิ เทศ, สม เหด็ , หญาเล็บหมน่ื หลวง ฯลฯ
ชื่ออังกฤษ : RINGWORM SENNA, CANDLESTICK SENNA, CANDELABRA BUSH ฯลฯ
ลักษณะพชื : ไมพุม สูง 1 – 3 เมตร แตกกงิ่ ออกดานขา ง ในแนวขนานกับพ้นื ใบประกอบ แบบขนนก เรียงสลับ ดอกชอ
ออกท่ีซอกใบตอนปลายกงิ่ กลีบดอกสีเหลืองทอง ใบประดับ สีน้ําตาลแกมเหลืองหุมดอกยอยเห็นชัดเจน
สว นที่เปน พษิ : ผลเปนฝก มคี รบี 4 ครบี เมลด็ แบน รูปสามเหล่ยี ม
อาการ : ดอก ใบ แตทางสมุนไพรนําสารสกดั มาทาํ เปน ยาถาย ยาระบาย
ทาํ ใหถายทอง

27

ซาก Erythrophleum succirubrum Gagnep.

วงศ : FABACEAE (LEGUMINOSAE)
ชอ่ื ไทย :
ชอ่ื อังกฤษ : ซาก, ซาด, พันซาด, คราก
ลักษณะพืช :
-
สวนทเ่ี ปน พษิ :
อาการ : ไมยืนตน ทมี่ ีหใู บเล็ก ๆ รวงงายใบออกสลับกัน และเปนใบประกอบแบบขนนก 2 ชัน้ ดอกเล็กมาก
ออกเปน ชอ ที่ปลายกิง่ ผลเปน ฝกแบนมี 6-๘ เมลด็
ใบ เมล็ด เปลือกตน

หอบ หัวใจเตนไมสม่ําเสมอ มานตาหดเล็กมาก ถาไดรับขนาดสูง จะกดศูนยหายใจ นอกจากน้ีอาจพบ

ความดันโลหิตสูง คล่ืนไส อาเจียน ทองรวงอยางรุนแรง มีเลือดปนออกมากับอุจจาระ น้ําลายออกมาก

หายใจขัด

ตนี เปด ทราย Cerbera manghas L.

วงศ : APOCYNACEAE
ช่อื ไทย : ตนี เปดทราย, ตีนเปด เล็ก, เทยี นหน,ู เนยี นหน,ู ปงปง, ปากเปด , มะตากอ, รักขาว
ชอ่ื องั กฤษ : SEA MANGO
ลกั ษณะพืช : ลําตน ไมพุมหรือไมตนขนาดเล็ก สูงไดประมาณ 10 เมตร ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรี ดอกออกเปนชอ
แยกแขนงตามปลายกง่ิ ดอกสขี าว ดอกบานมแี ตม สีแดงรอบปากหลอด ผลรปู รี สุกสีแดง
สวนทเี่ ปน พิษ : ยาง ผล เมล็ด
อาการ : ระคายเคืองเยื่อบุในปากและกระเพาะอาหารกอน ตามดวยอาการอาเจียน ทองเดิน ปวดศีรษะและปวด
ทอง ถารับประทานเขาไปมาก และลางทองไมทัน สารพิษจะถูกดูดซึมผานทางลําไสและแสดงพิษตอ
หัวใจ ซึ่งจะเกิดขนึ้ ชาหรอื เรว็ ข้นึ กับชนิดของไกลโคไซด

28

เถาสงิ โต Passiflora foetida L.

วงศ : PASSIFLORACEAE
ชอื่ ไทย : เถาสงิ โต, กระโปรงทอง, กะทกรก, ตําลึงฝร่งั , เถาเงาะ, ผกั ขี้หดิ , ผกั แคบฝรั่ง ฯลฯ
ชอ่ื อังกฤษ : STINKING-PASSION FLOWER
ลักษณะพืช : ไมเ ถาเลอื้ ย ลมลุก ลําตนกลม มขี นนมุ สีเทาปกคลุม โดยเฉพาะสวนยอดออน ใบเปนใบเด่ียวเรียงสลับ รูป
หัวใจ มีขนส้ันๆปกคลุม ดอกเปนดอกเด่ียว เกิดที่ซอกใบ กลีบดอก สีขาว แยกกัน ผลทรงกลม
สวนทเ่ี ปนพษิ : เสน ผาศูนยก ลางประมาณ 1 เซนติเมตร ยงั คงมีใบประดบั ตดิ อยู ผลออ นสีเขียว ผลแกส ีเหลอื ง
อาการ : เมล็ด
อาเจยี น กลา มเน้อื ทํางานไมป ระสานกนั หายใจลาํ บาก กลามเนอื้ ออนเปลี้ย กลามเน้อื กระตุก มนึ งง ไม
รูส กึ ตวั ชกั กอนจะหมดสติ มีอาการขาดออกซิเจน ตวั เขียว ถา ไดรับมากจะโคมาภายใน 10-15 นาที

เทียนหยด Duranta repens L.

วงศ : VERBENACEAE
ชือ่ ไทย : เทียนหยด, พวงมว ง, ฟองสมุทร, เครือออน
ชอ่ื อังกฤษ : Duranta, Sky Flower, Pigeon Berry, Golden Dewdrop
ลกั ษณะพชื : ไมพ ุม แตกก่งิ กา น ก่งิ ลลู ง ใบ เด่ียว ออกสลบั รปู ไขก ลับ ปลายแหลมหรอื มน โคนสอบ ขอบใบจัก ดอก
ชอ มี 3 ชนิด คอื ดอกสขี าว สมี ว งออ น และสีมวงแกออกที่ปลายกิง่ กลบี ดอกเปนหลอดสั้นๆ ปลายแยก
สว นทเ่ี ปนพษิ : เปน 5 แฉก ผล ออกเปน ชอ หอยลง รปู กลมสีเขยี ว เมอ่ื สุกเปนสเี หลอื ง
อาการ : ใบ ผล
รับประทานผลอาจตายได จะทําใหอ าเจียน ปวดทอง ปวดศรี ษะ มีไข ตาพรา กระหายนาํ้ มาก ถา ไดรับพษิ
มาก เมด็ เลือดแดงแตกได พืชนเี้ ปนพษิ ตอ สตั วเลือดเยน็ ดวย

29

โทงเทง Physalis minima L.

วงศ : SOLANACEAE
ชือ่ ไทย :
ชอ่ื อังกฤษ : โทงเทง, โคมจนี , เตงหล่งั เชา, ทุงทิง, ทงุ ทง้ิ , เทยี งพา เชา , ปา ตอบตอก, ปุงปง , เผาะแผะ ฯลฯ
ลกั ษณะพืช :
-
สวนที่เปนพษิ :
อาการ : พชื ตระกูลเดยี วกับพริกและมะเขือเทศ ลําตน อวบนาํ้ เปลอื กเกลี้ยงสีเขยี ว สงู เต็มท่ี 120 เซนติเมตร ใบ
เดีย่ วสเี ขียวเรยี งสลับออกตามขอ ๆ ละใบ ลักษณะใบคลายใบพรกิ ดอกเล็กคลา ยดอกพริก แตก ลบี ดอก
สัน้ และแขง็ กวา
กลบี เล้ียง

ความเปนพษิ จะเกิดหลังจากกินพืชท่มี ีสารประเภทนี้แลวหลายชวั่ โมง จะรูสกึ ปวดแสบปวดรอนท่ีปากและ

คอหอย แลวจึงคลื่นไส เบือ่ อาหาร อาเจียน ปวดทอ งและทองรว ง อณุ หภูมริ างกายขนึ้ สูง อาการเปนพษิ

ในขนั้ สุดทา ยคอื ถายอุจจาระและปส สาวะเปน เลอื ด ชักกระตุก หมดสติ

บอนสี Caladium bicolor Vent

วงศ : ARACEAE
ชือ่ ไทย : บอนฝร่ัง
ชือ่ องั กฤษ : FANCY LEAF CALADIUM, CORAZON DE MARIA
ลกั ษณะพชื : ไมลมลุกท่ีคลายกับไมมีลําตน หัวใตดิน แผนใบใหญรูปหัวใจหรือรูปสามเหล่ียม ใบสีเขียวแตอาจมีแตมสี
ชมพู แดง เหลือง ขาว หรือ มวง ดานทองใบสีเขียวซีด ดอกสีขาว หรือสีขาวอมเหลืองเล็กนอย ดอก
สวนท่เี ปน พิษ : ออกเปน ชอจากโคนใบ
อาการ : ทั้งตน
ถากินเขาไปจะเกดิ อาการไหมทีเ่ พดานปาก ล้ินและคอ กลองเสยี งอาจบวม การเปลง เสียงจะผดิ ปกติ และ
มอี าการคนั อาจอาเจียนดวย ถายางเขา ตา ตาจะอักเสบระคายเคอื ง

30

ปตตาเวีย Jatropha integerrima Jacq.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชอื่ ไทย : -
ชื่อองั กฤษ : COTTON LEAVED JATROPHA
ลักษณะพืช : เปนไมพุมขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 1.5 – 2 เมตรมีสีนํ้าตาลเขม (Dark Brown) ทรงตน
คอนขางสูงโปรง ใบ มีสีเขียวแก (Dark Green) เปนรูปไขขนาดใหญ ใบเดี่ยว หลังใบคอนขางแดง ดอก
สว นที่เปนพิษ : เปนชอตามปลายก่ิง สีแดง ชมพู (Red Pink) ออกดอกเปนระยะตลอดป ดอกตัวผูกับตัวเมียแยกกัน และ
อาการ : มักจะอยคู นละชอ เมล็ด ลกั ษณะกลม เหลอื งออกน้าํ ตาล
ใบ

ถารับประทานเขา ไปทําใหค ลนื่ ไส อาเจียน ปวดทอ ง ทองเดนิ

ปอกระเจา Corchorus capsularis L.

วงศ : TILIACEAE
ช่ือไทย :
ชอ่ื อังกฤษ : ปอกระเจา, กระเจานา
ลักษณะพชื : WHITE JUTE (C. capsularis), JEW’S MALLOW (C. olitorius)
ท้ังสองชนิดเปนพืชลมลุกลําตนตั้งตรง ไมแตกก่ิงกานสาขา ใบยาวเรียวท่ีโคนใบมีต่ิงย่ืนออกมา ชนิด C.
สว นที่เปน พิษ : capsularis ดอกสีเหลืองขนาดเล็ก ผลกลมขรุขระ และเปนพู เมล็ดมีสีนํ้าตาลแดง ตางจากชนิด C.
อาการ : olitorius ทผ่ี ลเปนฝก ยาว เมลด็ มีสีน้าํ เงนิ ปนดาํ

เมล็ด

เมลด็ ปอกระเจาใชเบ่อื สุนัข ถา รบั ประทานทาํ ใหเ กิดอาการคลืน่ ไส อาเจยี น ชพี จรเตนไมไ ดจ ังหวะ เพอ
ฝน ชกั กระตกุ และถึงอาการหมดสตไิ ด

31

ผกากรอง Lantana camara L.

วงศ : VERBENACEAE
ชอ่ื ไทย : กามกงุ , เบญจมาศปา, ขะจาย, ตาป,ู มะจาย, ข้ีกา, คาํ ขไ้ี ก, ดอกไมจนี , ยส่ี ุน, สามสิบ
ชื่ออังกฤษ : CLOTH OF GOLD, HEDGE FLOWER, ORANGE SEDGE
ลักษณะพืช : ไมพ มุ สูงไดถงึ 40-90 เซนติเมตร ลําตน เปนสี่เหล่ียม มีขนทกุ สวน ยกเวนกลบี ดอกและผล ใบเดีย่ ว แผน
ใบสากมีขน ดอกชอ ดอกยอยขนาดเลก็ มาก มหี ลายสี เชน สีขาว ชมพู เหลือง มง และแดง
สว นท่เี ปน พิษ : ผลแกแตย งั ไมส ุก และใบ
อาการ : กนิ มากทําใหค ลื่นไส อาเจยี น มานตาขยาย ชพี จรผิดปกติ และอาจหมดสติ

ผกั เสย้ี น Cleome gynandra Linn.

วงศ : CLEOMACEAE (CAPPARIDACEAE)
ชอ่ื ไทย : ผกั สม เส้ียน, ผักเสีย้ นขาว
ชอื่ อังกฤษ : WILD SPIDER FLOWER
ลักษณะพืช : พชื ลม ลกุ สูงไมเ กนิ 80 เซนตเิ มตร ใบประกอบดวยใบยอย 5 ใบ ใบมีขน และขอบใบจักเปนฟนเล่ือย ดอก
สขี าวออกเปนชอ ตามปลายกงิ่ แตล ะดอกมีกา นชูปลายเกสรยาว ฝกกลมยาวภายในมเี มลด็ กลมแบน
สวนทีเ่ ปนพิษ : ทั้งตน
อาการ : ถารบั ประทานดิบจะทาํ ใหเกิดอาการคล่นื ไส อาเจยี น กลามเน้อื ทํางานไมสมั พนั ธกนั หายใจขัด กลา มเน้อื
ออนเพลีย

32

ผกั หนาม Lasia spinosa Thw.

วงศ : ARACEAE
ชอื่ ไทย :
ช่ืออังกฤษ : ผักหนาม
ลักษณะพชื :
-
สว นท่ีเปน พษิ :
อาการ : พชื ลมลกุ มีเหงา ใตด ิน ชอบขน้ึ อยูตามโคลนเลนใบรูปคลายหัวลูกศรขอบใบหยักเวา ลกึ มหี นามอยูตาม

เสนใบดา นลางและที่กานใบ ดอกออกเปนชอ เปน แทง กลมยาว

ใบออน เหงา

ถา รับประทานเขา ไป ผลึก calcium oxalate จะทม่ิ แทงผิวหนัง หรือเยอื่ เมอื กในปากทําใหเกิดความ
ระคายเคือง ใบออนกนิ เปน อาหารไดแตตองทาํ ลาย enzyme เสียกอ น การทําลายกโ็ ดยนาํ ไปหงุ ตม หรือ
ดอง เพระถา มี enzyme อยู สาร cyanogenetic glycosides จะปลดปลอ ย hydrocyanic acid ออกมาทาํ
ใหเ ปนพิษ

พลบั พลึง Crinum amabile Donn

วงศ : AMARYLLIDACEAE
ช่อื ไทย :
ชื่ออังกฤษ : พลับพลงึ ดอกแดง
ลกั ษณะพืช :
GIANT LILY
สว นทเ่ี ปน พษิ :
อาการ : ไมลมลุกที่มีหัวอยูใตดิน ลําตนอวบกลม สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ใบอวบออกรอบตน รูปรางยาว ใบ
เรียบ ดอกออกเปน ชอ ชอดอกยาว ดอกแดง โคนกลบี ตดิ กันเปนหลอด ผลคอนขางกลมสีเขยี ว
หัว ราก

รากสดรับประทานเขาไปทําใหคลื่นไส อาเจียน เหงื่อออก หัวรับประทานเขาไปทองเสียเน่ืองจากพิษ
ระคายเคืองตอเยื่อบุชองทอง

33

พลับพลงึ ตีนเปด Hymenocallis littoralis Salisb.

วงศ : AMARYLLIDACEAE
ช่อื ไทย : พลบั พลงึ ตนี เปก
ช่ือองั กฤษ : SPIDER LILY
ลักษณะพชื : ตนมีหัวอยูใตดินลําตนกลมสูงประมาณ 30 ซม. ใบรูปแถบแคบเรียวแหลม ออกตรงขามกันสองขาง ขอบ
ใบเรียบ อวบนํ้า ดอก เปนชอกระจุกโปรงมี 8 – 10 ดอก แตละดอกมีรยางคท่ีเกิดจาก กานเกสรเพศผู ที่
สวนที่เปนพิษ : เชอื่ มตดิ กันเปนวงคลา ยถวย บานตอนกลางคนื – เชา มีกลิ่นหอมออน ๆ ผล ผลสดสีเขียว รูปรางคอนขาง
อาการ : กลม แกจะเปน สีนํ้าตาล เมล็ด รปู รา งกลม ๆ เลก็ แกแ ลวเปนสนี าํ้ ตาล
หวั ใบ และราก
รับประทานเขา ไปทาํ ใหอาเจียน ทองเดนิ

พลแู ฉก Monstera deliciosa Liebm.

วงศ : ARACEAE
ชอ่ื ไทย : พลูฉกี
ชอื่ องั กฤษ : MEXICAN BREADFRUIT, SWISS CHEESE PLANT
ลักษณะพชื : เปนไมเล้ือยที่มีรากตามขอ มีรากออกตามขอของลําตน ชวยในการเกาะยึด กานใบยาว ใบคลายรูปหัวใจ
แผนใบอาจเวาลึกหลายแหง หรือไมเวาเลยก็มี ใบมีสีเขียวเปนมัน ดอกสีขาวออกเปนชอเดี่ยว หรือเปน
สวนที่เปน พษิ : กลุมบรเิ วณใกลย อด
อาการ : ยางจากตน และสารจากตน
ถา เคย้ี วเขาไปจะทาํ ไหป าก ลน้ิ เพดาน แสบและรอนแดง เกิดอาการอาเจียน ทอ งเสยี เล็กนอย เนอ่ื งจาก
สารพษิ ไประคายเคอื ง mucosa และไปกระตุนระบบประสาทสว นกลางท่ีควบคมุ การอาเจยี น

34

แพงพวยฝร่ัง Catharanthus roseus L.

วงศ : APOCYNACEAE
ชอ่ื ไทย : -
ชือ่ องั กฤษ : MADAGASCAR PERIWINKLE, WEST INDIAN PERIWINKLE
ลักษณะพชื : เปน ไมล มลุกขนาดเลก็ สงู ไดถึง 80 ซม. ลาํ ตนและก่ิงกาน มขี นละเอยี ดปกคลุม ใบเปน ใบเดี่ยว ออกเรยี ง
ตรงกนั ขาม ดอกเปนดอกชอ จาํ นวน 1-2 ดอก ออกท่ปี ลายก่งิ
สว นท่ีเปน พษิ : ทุกสว นของตน (โดยเฉพาะใบ)
อาการ : ใบทําใหทองเดนิ และมฤี ทธิ์กระตุน หัวใจ และอาจหมดสตไิ ด

ฟองสมทุ ร Duranta repens L.

Duranta repens “Alba” Duranta repens “Purple”

วงศ : VERBENACEAE
ชือ่ ไทย : ฟองสมทุ ร, พวงมว ง
ช่ือองั กฤษ : SKY-FLOWER, PIGEON-BERRY, GOLDEN DEW-DROP
ลกั ษณะพชื : ไมพุม ใบรูปไข กา นใบส้ัน ขอบใบเรยี บ ตามกิ่งมหี นาม ดอกสีนาํ้ เงนิ หรอื ขาว ผลกลมสเี หลืองหรือสม เปน
พชื ทีป่ ลกู เปน ไมประดบั ตามบา นหรอื สวน
สว นท่เี ปน พษิ : ใบ ผล
อาการ : ถา รบั ประทานทําใหเกดิ อาการคลื่นไส อาเจียน และทองรว ง

35

มะเกลือ Diospyros mollis Griff.

วงศ : EBENACEAE
ช่อื ไทย :
ชอ่ื องั กฤษ : ผเี ผา, มกั เกลือ, มะเกยี
ลกั ษณะพืช :
EBONY TREE
สว นทเ่ี ปนพษิ :
อาการ : ไมยืนตนขนาดกลางถึงขนาดใหญ สูงไดถึง30 เมตร เปลือกตนสีดําแตกเปนสะเก็ดเล็กๆ ใบเด่ียวรูปไข
ปลายแหลม โคนใบแหลมมน ตวั ใบเกลี้ยง แตใบออนมีขนเล็กนอย ดอกเล็กสีเหลืองอมเขียว ออกเปนชอ
ชอดอกเพศผูและเพศเมียอยูตางตนกนั ผลกลมเกลย้ี งสีเขียวและมีกลีบจกุ ผล 4 กลบี ผลแกเปน สีดาํ
ผลท่ีดาํ

เมอ่ื รบั ประทานผลมะเกลือทผ่ี ิวมีสีดําแลว จะเกดิ อาการ คลน่ื ไสอาเจยี น ทอ งเสียอยางรนุ แรง ตาพลา มวั
ออนเพลีย และตาบอดในที่สุด

มะเยา Vernicia fordii Airy Shaw

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชอ่ื ไทย :
ช่อื อังกฤษ : มะเยา
ลกั ษณะพืช :
TUNG OIL TREE
สวนที่เปน พษิ :
อาการ : ไมยืนตนมีใบดกหนาทึบและเปนพืชที่มียาง ใบรูปหัวใจ ชอดอกเปนพวงขนาดใหญอยูที่ยอดของก่ิง ดอก

เม่ือตูมสีชมพูออนแตเม่ือบานแลวเปนสีขาว ผลมีลักษณะเกือบกลมมีสีเขียวเขมแตเม่ือแกเต็มที่

เปล่ยี นเปน สีนาํ้ ตาล ในผลหน่งึ มี 3-7 เมลด็

เมล็ด

เปลือกของเมล็ด (nut shell) และน้าํ มนั ท่ียังไมบ ริสทุ ธเิ์ มือ่ ถกู ที่ผวิ หนงั ทาํ ใหเกิดการอักเสบ เน้ือในเมลด็
ประมาณ 3 เมล็ด เม่อื รบั ประทานทําใหม อี าการคลื่นไส อาเจยี นอยางรนุ แรง เปนตะครวิ ท่ีทอง ทองรวง
และปวดเบง กระหายน้าํ ปากและคอแหง คนไขมอี าการมึนงง มา นตาขยาย หายใจไมส มาํ่ เสมอ

36

มะคาํ ดีควาย Sapindus emarginatus Vahl

วงศ : SAPINDACEAE
ชอ่ื ไทย : มะคาํ ดคี วาย, ประคาํ ดีควาย
ชอื่ องั กฤษ : SOAPBERRY TREE
ลกั ษณะพชื : ไมยืนตนขนาดกลางถึงขนาดใหญ ใบ รูปรางคลายหอก หลังใบสีเขียวเขม สวนทองใบสีจาง ใบดกหนา
เปน พุมทึบ ดอกเลก็ สีขาว ออกเปน ชอพุมใหญตามปลายก่งิ ผลกลมสีนํ้าตาลเขม เม่ือตมกับนํ้าจะเปนฟอง
สวนทเ่ี ปนพษิ : ใชแทนสบไู ด เมลด็ มีสีดําเปลอื กแขง็ หมุ 1 เมลด็
อาการ : ผล
คลื่นไส อาเจียน ปวดทอ ง กระเพาะอาหารและลําไสอักเสบ ถามีการดูดซมึ จะมอี าการกระวนกระวาย ปวด
ศรี ษะ เปนไข กระหายนาํ้ มา นตาขยาย หนา แดง กลา มเนือ้ ออนเปลีย้ ทาํ งานไมส ัมพนั ธกัน อาจจะแสดง
พิษตอระบบไหลเวยี นโลหติ และชกั

มะระข้ีนก Momordica charantia L.

วงศ : CUCURBITACEAE
ช่ือไทย : มะระขน้ี ก, ผกั เหย, ผักไห, มะรอยรู, มะระ, มะหอย, มะไห, สุพะซู, สพุ ะเด
ชือ่ องั กฤษ : BALSAM APPLE, BALSUM PEAR, BITTER CUCUMBER, BITTER GOURD ฯลฯ
ลกั ษณะพืช : ไมเถา ลําตน เลือ้ ยพาดพันตามตน ไม ลาํ ตน เปนเสนเล็ก ยาว มีขนขึ้นประปราย ใบเดี่ยว หยักเวาลึก มี 5-7
หยัก ออกเรียงสลับกัน มีรสชาติขม ดอกเดี่ยว ออกตามบริเวณงามใบ ดอกมีสีเหลือง ผลมีลักษณะเปนรูป
สว นทเี่ ปนพษิ : กระสวยสั้น พ้ืนผวิ เปลอื กขรขุ ระ ผลออ นมีเปนสีเขียว เมือ่ แกเ ต็มที่กจ็ ะเปลย่ี นเปน สเี หลอื งอมแดง
อาการ : เมลด็ ของผลสุก
คล่ืนไส อาเจียน ปวดทอง ถามีการดูดซึม จะมีอาการกระวนกระวาย ปวดศีรษะ เปนไข กระหายนํ้า
กลามเนอื้ ออนเปลี้ย อาจจะแสดงพษิ ตอ ระบบไหลเวยี นโลหติ และชัก

37

ยโ่ี ถ Nerium indicum Mill.

วงศ : APOCYNACEAE
ช่อื ไทย : ยโ่ี ถ, ยโ่ี ถฝรงั่
ชอื่ องั กฤษ : FRAGRANT OLEANDER, OLEANDER, ROSE BAY, SWEET OLEANDER
ลกั ษณะพืช : ไมพ ุม สงู 1-3 เมตร ลาํ ตน เกลี้ยงมียางสีขาว ใบเดีย่ วรูปรา งเรียวยาว ปลายและโคนใบแหลม ดอกสีแดง
ชมพู ออกเปน ชอทปี่ ลายกิ่ง ดอกมที ัง้ ชนิดกลีบซอนและกลีบเดี่ยว มกี ลิน่ หอม ฝก แขง็ ยาวเรียว เมลด็
สว นทเี่ ปนพิษ : เรียวมีขนปลิวตามลมไดด ี
อาการ : ลําตน และยางจากทุกสว น
ระคายเคอื งเยือ่ บุในปากและกระเพาะอาหารกอ น ตามดว ยอาการอาเจยี น ทอ งเดิน ปวดศีรษะและปวด
ทอ ง ถารับประทานเขา ไปมาก และลางทอ งไมทัน สารพษิ จะถกู ดูดซึมผานทางลาํ ไสและแสดงพิษตอ
หัวใจ ซ่ึงจะเกิดข้ึนชาหรือเร็ว ขึ้นกับชนิดของไกลโคไซด

รัก Calotropis igantean (L.) R. Br. Ex Ait.

วงศ : ASCLEPIADACEAE
ชือ่ ไทย : รัก, ปอเถือ่ น, ปานเถอื่ น, รักดอก, รักดอกขาว, รกั ดอกมวง
ชอื่ อังกฤษ : CROWN FLOWER, GIANT INDIAN MILKWEED, GIANT MILKWEED, TEMBEGA
ลกั ษณะพชื : ไมพุมสูง 2-3 เมตร ลําตนและใบมียางสีขาว ใบรูปไข ขอบใบเรียบ ดอกสีมวง ออกเปนชอท่ีมีกานชอยาว
ดอกมี 5 กลบี ท่ีโคนกลบี ตดิ กนั ผลเปน ฝก คอ นขางแบน
สว นทเ่ี ปน พิษ : ยาง ใบ
อาการ : ระคายเคอื งเยือ่ บุในปากและกระเพาะอาหารกอ น ตามดวยอาการอาเจียน ทอ งเดิน ปวดศีรษะและปวด
ทอ ง ถารบั ประทานเขาไปมาก และลา งทองไมทัน สารพษิ จะถกู ดูดซมึ ผานทางลาํ ไสแ ละแสดงพิษตอ
หัวใจ ซงึ่ จะเกดิ ข้ึนชา หรอื เรว็ ข้นึ กับชนดิ ของไกลโคไซด

38

ราตรี Cestrum nocturnum L.

วงศ : SOLANACEAE
ชอื่ ไทย : ราตรี
ชอ่ื อังกฤษ : NIGHT BLOOMING JASMINE, NIGHT JESSAMINE, QUEEN OF THE NIGHT
ลกั ษณะพืช : ไมพ ุมสงู ไมเ กิน 2 เมตร ก่ิงกานแตกเปนพุม ใหญ ใบเรยี ว ดอกสเี ขยี วอมเหลือง ออกเปนชอ มีกลิน่ หอม
กลีบดอกบริเวณโคนติดกนั เปนหลอด แตป ลายดอกแยกเปน 5 แฉก
สวนที่เปนพษิ : ผล (สุก ดิบ)
อาการ : ความเปนพิษจะเกิดหลังจากกินพืชที่มีสารประเภทน้ีแลวหลายช่ัวโมง จะรูสึกปวดแสบปวดรอนที่ปากและ
คอหอย แลวจึงคลื่นไส เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดทองและทองรวง อุณหภูมิรางกายขึ้นสูง อาการเปนพิษ
ในขั้นสุดทายคือ ถายอุจจาระเปนเลือด เพราะลําไสเปนแผล ปสสาวะเปนเลือดเนื่องจากไตชํารุด ชัก
กระตกุ หมดสติ อุณหภมู ิลดต่าํ

ราํ เพย Thevetia peruviana (Pers.) K. Schum.

วงศ : APOCYNACEAE
ชอื่ ไทย : ราํ เพย, กระทอก, กระบอก, แซนา วา, แซะศาลา, บานบรุ ี, ยี่โถฝรง่ั , ราํ พน
ชือ่ อังกฤษ : BE-STILL TREE, LUCKY NUT, LUCKY NUT TREE, TIGER APPLE TREE, TRUMPET FLOWER,
YELLOW OLEANDER
ลกั ษณะพืช : ไมพุมสูงประมาณ 3 เมตร ลําตนเกลี้ยง ใบเด่ียวรูปรางเรียว ดอกสีเหลืองลักษณะคลายกรวย ออกเปนชอ
ที่ปลายก่ิง ผลเปน เหลยี่ มคอนขางกลมสเี ขยี ว ผลแกส ีดาํ มี 2-4 เมลด็
สวนที่เปน พษิ : ทั้งตน
อาการ : ระคายเคืองเยือ่ บุในปากและกระเพาะอาหารกอ น ตามดวยอาการอาเจียน ทองเดนิ ปวดศรี ษะและปวด
ทอง ถารับประทานเขาไปมาก และลางทองไมทัน สารพษิ จะถูกดูดซมึ และแสดงพิษตอหัวใจ

39

วานสี่ทศิ Hippeastrum johnsonii Bury

วงศ : AMARYLLIDACEAE
ช่ือไทย : -
ชอื่ อังกฤษ : STAR LILY
ลกั ษณะพืช : เปนพรรณไมดอกอายสุ ้ัน พมุ สงู 35 – 60 เซนตเิ มตรที่มลี กั ษณะมีลาํ ตน เปนหวั หรือเหงา อยใู ตด นิ และ
สว นที่โผลข น้ึ มานน้ั จะเปนสวนกานใบและตวั ใบเทานน้ั ใบหนา เปนรูปหอกเรียวยาว ดอกออกปลายกาน
สว นท่ีเปนพษิ : ออกเปนชอ 4 – 8 ดอก หนั ไปทั้งสท่ี ิศ ดอกรปู ถว ย มี 6 กลบี มี สขี าาว สชี มพู สแี ดง และบางชนดิ มีแถบ
อาการ : สตี างๆพาดกลบี ดอกแรกทจี่ ะบานจะรอจนดอกที่ 4 บานจงึ จะเห่ียว
หัวและใบ
ทําใหอาเจยี นและทองเดนิ ได

วานแสงอาทิตย Haemanthus multiflorus (Tratt.) Martyn

วงศ : AMARYLLIDACEAE
ชือ่ ไทย : วา นตะกรอ
ชื่อองั กฤษ : BLOOD LILY
ลกั ษณะพืช : เปนไมลมลุกใบอวบน้ํา มีลําตัวเปนหัวลักษณะคลายหอมหัวใหญ เจริญอยูใตดิน ใบรูปหอกสีเขียวเขม
เม่ือออกดอกจะชูกานดอกเปนลําตรงสีเขียวออน จากกลางตน ดอกออกติดกันแนนเปนทรงกลม มี
สว นที่เปนพษิ : เสน ผา ศูนยกลางประมาณ 3-4 นว้ิ และจะบานตดิ ตนอยูประมาณ 7-10 วันจึงจะโรย
อาการ : หวั และใบ
หัวและใบทาํ ใหทอ งเดิน หัวใจเตนเรว็ ผิดปกติ

40

วา นหางจรเข Aloe vera L. Burm. f.

วงศ : ASPHODELACEAE (LILIACEAE)
ช่อื ไทย :
ช่ืออังกฤษ : วานไฟไหม, หางตะเข
ลักษณะพชื :
ALOE, STAR CACTUS
สวนทเ่ี ปน พษิ :
อาการ : ไมล มลกุ อายหุ ลายป สูง 0.5-1 เมตร มีขอและปลองสนั้ ๆ ใบเดย่ี ว อวบน้ํามาก สเี ขียว ภายในใบมีน้าํ ยาง
สเี หลอื ง ถดั ไปเปน วุนใส ดอก ชอ กานชอดอกยาวมาก ออกจากลางตน ดอกยอ ยเปนหลอดสสี ม หอยลง
ผล เปนผลแหง แตกได
ยางสเี หลืองจากใบ

ยางสีเหลืองจากใบ ถา รบั ประทานเขาไปทาํ ใหอาเจยี น ทอ งรวง

หญาตอมตอก Solanum nigrum L.

วงศ : SOLANACEAE
ชือ่ ไทย :
ชื่ออังกฤษ : หญาตอมตอก, ขา อม, ทุมขนั , นํา้ ใจใคร, ประจาม, มะแวง นก, แวง นก, ออเตียมกยุ , โอเตียมกุย
ลักษณะพืช :
BLACK NIGHTSHADE, COMMON NIGHTSHADE, DEADLY NIGHTSHADE
สวนที่เปนพษิ :
อาการ : ไมล มลกุ สูง 30-90 เซนติเมตร ใบเดย่ี ว ออกเรยี งสลับ รปู ขอบขนานหรือรูปรไี ข ดอกออกเปนชอแบบซ่ี
รม ทซ่ี อกใบ ดอกยอ ยสีขาว มี 4 -6 ดอก ขนาดเลก็ เกสรเพศผสู เี หลืองชูเดน ชดั
ผล

ความเปน พษิ จะเกิดหลงั จากกนิ พืชทม่ี ีสารประเภทน้แี ลว หลายชัว่ โมง จะรูส ึกปวดแสบปวดรอนที่ปากและ

คอหอย แลว จึงคลน่ื ไส เบอ่ื อาหาร อาเจยี น ปวดทองและทอ งรว ง อุณหภูมิรางกายข้นึ สูง อาการเปนพิษ

ในข้นั สุดทายคอื ถา ยอจุ จาระและปสสาวะเปน เลอื ด ชกั กระตุก หมดสติ

41

โหรา Alocasia macrorhiza [L.] G. Don

กระดาดดํา กระดาดเขียว

วงศ : ARACEAE
ช่ือไทย :
ชื่อองั กฤษ : บอนเขยี ว, กระดาดเขยี ว, กระดาดดาํ
ลักษณะพชื :
Ear elephant
สว นท่ีเปน พษิ :
อาการ : ไมลมลุก ลําตนอวบน้ํา ใบเด่ียว รูปไขขนาดใหญ โคนใบเวาลึกแคบๆ คลายเงี่ยงลูกศร ขอบใบเปนคล่ืน
หรอื มวนเขา ดา นใน ใตใ บและกานใบสีเขียวเขมหรือมวงแดง ออกเปน ชอ ยาว
นาํ้ ยางจากท้งั ตนและเมลด็

รับประทานสวนของพืชท่ีมีน้ํายาง จะทําใหเกิดการระคายเคืองตอเย่ือเมือกในปากและลําคอ ทางเดิน

อาหารอักเสบ คันปาก คันคอ แสบรอน เพดานบวมพองเปนตุมนํ้าใส สัมผัสนํ้ายางจะทําใหเกิดการระคาย

เคอื งผวิ หนงั มีผ่นื คนั ผวิ หนังบวมแดง ปวดแสบปวดรอน หากเขา ตาจะทําใหตาอกั เสบ

สบูขาว Jatropha curcas L.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชอ่ื ไทย : สบูขาว, พมกั เยา, มะเยา, มะหัว, มะหงุ ฮ้ัว, มะโหง , สบดู าํ , สบูหวั เทศ, สลอดดํา ฯลฯ
ชื่อองั กฤษ : PHYSIC NUT
ลักษณะพชื : ไมพ มุ สูง 3-5 เมตร มยี างเหนียวสีเหลอื ง ใบมี 3-5 หยกั ดอกเล็กสีเหลืองอมเขยี ว ผลรรู ยี าวผดิ เรยี บ ผล
ออนเปนสเี ขียว ผลแกจ ะเปน สีเหลอื งแลว เปน สีนํ้าตาลดาํ แตกเปน 3 พู แตล ะพมู ี 1 เมล็ด
สวนที่เปน พษิ : ผล เมลด็ นํ้ายางใส
อาการ : อาการพิษในเดก็ จะเกิดขน้ึ เมอ่ื รับประทานเพยี ง 4-5 เมล็ดเทาน้นั สว นในผใู หญป ระมาณ 1-20 เมล็ด โดย
จะเกดิ อาการ คลื่นไส อาเจียน ทอ งเดิน อาจเกดิ ถายเปนเลือด ยางทาํ ใหคัน ปวดแสบปวดรอน อักเสบ
บวม พองเปนตุมนํา้ ใส ถาโดนตาทําใหต าอักเสบ อาจทาํ ใหตาบอดชั่วคราวหรือถาวร

42

สบูแ ดง Jatropha gossypifolia L.

วงศ : EUPHORBIACEAE
ชอื่ ไทย : สบูแดง, ละหงุ แดง, สบเู ลือด, สลอดแดง, สีลอด, หงสเ ทศ
ชอื่ อังกฤษ : BELLY YACHE BUSH
ลกั ษณะพืช : ไมพุมสูง 1-2 เมตร ลําตนสั้นและมีก่ิงกานแผออกไป บริเวณยอดมีขน และมีตุมเล็กๆ ที่มียางสีเหลืองใส
เหนยี ว ใบมี 3-5 แฉกและมตี มุ เหนียว ใบออ นสมี วงเขม หรอื สีนํ้าตาลแดง ดอกเล็กสแี ดงเขมและมีสีเหลือง
สว นทเ่ี ปนพษิ : อยตู รงกลาง ผลรยี าวมี 6 รอง สเี ขียวเม่ือแหง เปนสีนาํ้ ตาล
อาการ : ผล เมล็ด นาํ้ ยางใส
เหมือนสบูข าว

อุตพดิ Typhonium trilobatum Schoot

วงศ : ARACEAE
ชื่อไทย :
ช่ือองั กฤษ : มะโหรา
ลักษณะพชื :
-
สว นทเี่ ปนพิษ :
อาการ : พืชลม ลุกทม่ี ีหวั ใตด ิน เจริญงอกงามและออกดอกในฤดูฝน ใบกลมโตปลายแหลม แตม ีสวนเวาลกึ ทาํ ให
คลายกับแบงใบออกเปน สามสวน กา นใบยาว ดอกออกจากโคน เปนสีมวงแกมนํา้ ตาลกลิน่ เหมน็ คลา ย
อาจม
ลาํ ตน

ถา รบั ประทานเขา ไปจะเกิดอาการไหมท ่ีเพดาน ปาก ลิน้ และคอ กลอ งเสียงจะบวมการเปลง เสียงจะ

ผดิ ปกติ อาเจียน ทอ งเสยี

43

หอมปนัง Strophanthus gratus (Wall. et Hook.) Baill.

วงศ : APOCYNACEAE
ชื่อไทย :
ช่อื อังกฤษ : หอมปนงั , บานทน, แยมปนัง
ลกั ษณะพืช :
OUABAIN
สว นท่ีเปน พิษ :
อาการ : ไมพุม แกมเถา ใบออกตรงขา ม เสน กลางใบดา นทอ งใบสมี วงแดง ดอกสชี มพูอมมวง มีกลน่ิ หอม ดอกออก
กระจุกท่ีปลายกง่ิ ฝก ยาวประมาณ 15 เซนตเิ มตร กวาง 5-7 เซนติเมตร เมลด็ แบนรูปรางคอนขางเปน
กระสวย ผิวสีนํ้าตาล กวา ง 5-7 เซนตเิ มตร ยาว 12-20 เซนติเมตร
ไมไดร ะบุ

ระคายเคืองเยื่อบุในปากและกระเพาะอาหารกอน ตามดวยอาการอาเจียน ทองเดนิ ปวดศีรษะและปวด

ทอ ง ถา รบั ประทานเขา ไปมาก และลา งทองไมท ัน สารพิษจะถูกดูดซมึ ผา นทางลาํ ไสแ ละแสดงพิษตอ

หวั ใจ ซึ่งจะเกดิ ข้ึนชา หรือเร็ว ขึ้นกบั ชนิดของไกลโคไซด

เหด็ นํา้ ผึ้ง Phaeogyroporus portentosus (Berk.et Broone) Mc. Nabb.

ชื่อไทย : เห็ดน้ําผง้ึ , เห็ดหา
ชื่อองั กฤษ :
ลักษณะพชื : หมวก รปู กระทะควํา่ เสน ผาศนู ยก ลาง 12-30 เซนติเมตร ดอกออน มีขนละเอียดคลา ยกํามะหยส่ี ีนา้ํ ตาล
เมื่อบานเตม็ ที่กลางหมวดเวา ลงเล็กนอ ย ผิวปรแิ ตกเปนแหง ๆ เนื้อในสีเหลืองเมอ่ื ตดั จะเปลีย่ นเปน สีน้ํา
สวนทเ่ี ปน พิษ : เงินอมเขยี ว โคนกา นโปงเปนกระเปาะ เห็ดชนิดนพ้ี บทางภาคเหนอื ข้ึนเปน กลมุ (5-10 ดอก/กลมุ )
อาการ : ท้งั ตน
รับประทานสกุ ๆ ดิบ ๆ เปนพษิ ทาํ ใหค ล่นื ไส เวยี นศีรษะและทองเดิน พษิ จะหายภายใน 3-5 ชว่ั โมง

44

เห็ดหวั กรวดครีบเขียว
Chlorophyllum molybdites (Meyer. ex. Fr.) Mass.

ชือ่ ไทย : เห็ดหวั กรวดครีบเขียว, เหด็ กระโดงตีนตาํ่
ชื่อองั กฤษ :
ลักษณะพชื : หมวก สีขาวรูปกระทะคว่ํา เสนผาศูนยกลาง 10-20 เซนติเมตร กลางหมวกสีนํ้าตาล ผิวมีเกล็ดสีเหล่ียมสี
น้ําตาล ครีบสีขาวคอย ๆ เปลี่ยนเปนสีเขียวออน แลวเปล่ียนเปนสีน้ําตาลออนอมเขียวหมน กาน รูป
สวนทเ่ี ปน พิษ : ทรงกระบอกสีขาว หรือนํ้าตาลออน เนอื้ เห็ดสีขาวเวลาตัดหรือชาํ้ มีสแี ดงเร่อื ๆ ชอบขึ้นบนสนามหญา
อาการ : ท้งั ตน
เม่อื รับประทานดิบจะเปน พิษ แตถาตม สุกแลว ไมเปนอนั ตรายเพราะความรอนทําใหพิษถูกทําลาย อาการ
พิษ คือ คลืน่ ไส อาเจยี น และทอ งรวง ถาเดก็ รบั ประทานเหด็ พิษกลุม นป้ี ริมาณทมี่ ากกอ็ าจถงึ ตายได

ไฮแดรนเยยี Hydrangea macrophylla Thunb.) Ser.

วงศ : HYDRANGEACEAE
ช่ือไทย : ดอกสามเดอื น, ดอกหกเดอื น
ชื่ออังกฤษ : HYDRANGEA
ลักษณะพชื : ไมพ ุม สงู 0.8-1.3 เมตร แตกกิ่งกาน ใบ เดี่ยว รูปไข โคนใบมน ปลายใบมน แตแหลมกวาโคนใบ ขอบใบ
จกั ใบออนสีเขยี ว ใบแกส ีเทา ดอก ชอ ออกเปน กลุมใหญ ดอกสีนํ้าเงิน ฟา ชมพูออน หรือเม่ือบานนานๆ
สว นที่เปนพิษ : จะเปนสีขาว (ดอกบานไดหลายวัน)
อาการ : ทั้งตน สด
รบั ประทานจะทําใหเ กิดอาการคล่ืนไส อาเจยี น กลามเนอื้ ทํางานไมสมั พนั ธก นั เดนิ เซเหมอื นคนเมา
หายใจลําบาก กลา มเน้อื เปลีย้ ถา เปน มากหมดสติ บางรายมอี าการชัก

45

3. พิษตอ ระบบประสาท และอาจทาํ ใหเสพตดิ

กระทอม Mitragyna speciosa (Roxb.) Korth.

กระทอมกานเขยี ว กระทอมกา นแดง

วงศ : RUBIACEAE

ชอ่ื ไทย : กระทอม, อถี า ง, ทอม

ชอ่ื อังกฤษ : KRATOM

ลักษณะพชื : เปนไมตน ขนาดกลาง สงู ไดถึง 20 เมตร ใบเปน ใบเดี่ยว เรยี งตรงกนั ขาม รูปไขกวาง ปลายใบแหลมหรือ

เปนติง่ แหลม โคนใบปา นกลม แผนใบบาง ดานทอ งใบมีเสน ใบเปน สนั ขนึ้ มาชดั เจนเมอ่ื แก ดอกออกเปน

ดอกชอ กระจุกกลม แตกจากปลายก่งิ มี 1-3 ชอ แตละชอประกอบดว ยดอกสีเหลือง

สวนทเี่ ปน พษิ : ใบ เปลือกตน

อาการ : ทาํ งานไมรจู กั เหนด็ เหนื่อย ทนแดดไมร สู ึกรอน ปากแหง นอนไมหลบั ทองผกู ทาํ ใหร างการทรดุ โทรม มี
อาการประสาทหลอน จติ ใจสับสน อาจมีอาการขาดยาทางรางกายแตไ มรนุ แรง

กญั ชา Cannabis sativa L.

วงศ : CANABACEAE
ชือ่ ไทย :
ชอ่ื องั กฤษ : กัญชา, กญั ชาจนี , คุนเชา, ปาง, ยานอ
ลักษณะพืช :
HEMP, INDIAN HEMP, GANJA, KIF, WEED, GRASS, POT
สวนที่เปนพษิ :
ไมล มลุกปเ ดียว ลาํ ตน ตงั้ ตรง สูง 0.9-1.5 ซม. ไมค อ ยแตกสาขา ใบเดย่ี ว รูปฝา มอื ขอบใบเวา ลกึ จนถงึ
อาการ :
จุดโคนใบเปน 5-7 แฉก ดอกแยกเพศ อยูต า งตน ออกเปน ชอตามงามใบและปลายยอด

ใบและชอดอก ยอดของตนเพศเมียท่กี าํ ลังออกดอกเรียก กะหล่กี ญั ชา เมอ่ื ตากใหแ หง แลวนยิ มนํามาใช

สูบ กะหลี่กญั ชาใหเ รซนิ ซ่งึ เปน ยาเสพยตดิ

ผูท เ่ี มากัญชาจะมอี าการเกดิ ข้ึนตางๆ กนั ข้ึนอยกู บั สภาพแวดลอม อาจมีอารมณสนกุ หรือโศกเศราก็ได
ฤทธข์ิ องกญั ชาอยูในรา งกายไดน าน 3-5 ช่ัวโมง หลงั จากนผี้ เู สพจะมีอาการเซอ่ื งซมึ และหิวกระหาย ผทู ่ี
สูบเปนประจํามกั สมองเสอ่ื มและเปน โรคเกี่ยวกับทางเดนิ หายใจ

46

ทองหลางใบมน Erythrina Fuscsa Lour.

วงศ : LEGUMINOSAE
ชอื่ ไทย : ทองหลางใบมน, ทองหลางนํา้ , ทองโหลง, ทองหลางบาน
ชื่อองั กฤษ : CHEKRING, CORAL BEAN, PURPLE CORAL-TREE, SWAMP
ลกั ษณะพืช : เปนไมยืนตนขนาดใหญ ก่ิงกานมีหนาม ใบประกอบ เรียงสลับ มี 3 ใบยอย มีหูใบ ใบยอยรูปไขหรือโคง
ใบมีขน ดอกออกเปนชอ ดอกออกแบบสลับ ออกท่ยี อด ดอกยอ ยออกเปนกระจุก กระจายกันตามกานดอก
สวนที่เปน พษิ : ดอกสีแดงอิฐ มีใบประดับรปู ไข ผลเปน ฝก เปลอื กแข็ง มขี นปกคลุม
อาการ : เมลด็
ถารบั ประทานเมลด็ เขาไป ทําใหคลมุ คล่ัง คลายวกิ ลจริต

ใบระบาด Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer

วงศ : CONVOLVULACEAE
ชอื่ ไทย : ผกั ระบาด, เมอื งบอน
ช่อื องั กฤษ : MORNING GLORY, BABY HAWAIIAN WOODROSE
ลักษณะพืช : ไมเถา ยาวไดถ งึ 10 เมตร ทุกสว นมยี างสีขาว และขนสีขาวหนาแนน ใบเดี่ยว รูปหัวใจ ดอกสีมวงอมชมพู
ออกเปน ชอตามซอกใบ
สวนทเ่ี ปนพิษ : ใบ เมล็ด
อาการ : ใบ ถารบั ประทานเขา ไปทําใหค ลุมคลัง่ ตาพรา มนึ งง เมล็ด ถา รบั ประทานเขาไปทําใหป ระสาทหลอน

47

ผักบงุ ทะเล Ipomoea pes-caprae ( L.) R.br.

วงศ : CONVOLVULACEAE
ชือ่ ไทย : ละบูเลาห
ชือ่ อังกฤษ : GOAT'S FOOT CREEPER, BEACH MORNING GLORY
ลักษณะพชื : ไมเลื้อยลม ลกุ เลื้อยไปตามผิวทรายหรือดิน ชอบข้ึนในพื้นที่ใกลทะเล ทั้งตนมีน้ํายางสีขาว ใบเด่ียว แผน
ใบกวาง โคนใบรูปหัวใจ ปลายใบเวาลึก ดอก ชอ มี 4-6 ดอก กลีบดอกสีชมพูอมมวง กลีบดอกติดกัน
สวนทเ่ี ปนพิษ : ปลายบานคลา ยปากแตร ดอกบานตอนเชา บา ยๆ จะหุบเหีย่ ว ผล เปน ผลแหง แตกได
อาการ : เมล็ด
ถารบั ประทานเขาไปทาํ ใหประสาทหลอน คลุมคลั่ง หวาดผวาคลา ยวิกลจรติ

ฝน Papaver somniferum L.

วงศ : PAPAVERACEAE
ชอื่ ไทย :
ชือ่ องั กฤษ : ฝน
ลกั ษณะพชื :
OPIUM POPPY
สวนที่เปนพิษ :
อาการ : เปนไมลมลุก มีอายุปเดียว สูง 70-120 เซนติเมตร ใบสีเขียวอมเทา ดอกสีขาวหรือมวงอมแดง ผลเปน

แคปซูลมรี เู ปด ทกุ สว นของพชื มที อ ลาํ เลียงน้ํายาง

ยางของผลฝน

อาการของการขาดยาเสพติด คอื นํา้ ตา นํ้ามกู ไหล ปวดหวั เกดิ อาการคนั หาวนอน ขนลกุ สะบัดรอน
สะบดั หนาว มา นตาขยาย ผตู ิดยาเสพตดิ จะหงุดหงิด กระวนกระวาย ตน่ื ตกใจ อาการข้นั รุนแรงขึ้น คือ
นอนไมหลบั เหงื่อออก ปวดเมื่อยตามแขนขา คล่ืนเหียนอาเจยี น มีอาการทองรว ง

48

ยาสูบ Nicotiana tabacum L.

วงศ : SOLANACEAE
ชือ่ ไทย : ระวงิ ระไว, พระเจารอบโลก, วา นเขม็ พญาอนิ ทร, ไมร ับแขก, วานมงุ เมอื ง
ชอื่ อังกฤษ : TOBACCO
ลกั ษณะพชื : เปน พชื ลม ลกุ อายปุ เ ดียว มีลําตน ตัง้ ตรง สูง 0.7-1.50 ม. ใบเปน ใบเดย่ี ว มีขนาดใหญ ใบมีลกั ษณะหยาบ
รูปไขแ กมรี ดอกเปน ดอกชอ ออกทป่ี ลายตน กลบี เลย้ี งมีสีเขียวรูปถวยเชอ่ื มติดกนั ท่ีโคนกลบี กลบี ดอกมี
สวนทีเ่ ปนพษิ : สีขาว ชมพู มวงออน ฯลฯ ผลเปนชนดิ แหงแลว แตก รูปไข มเี มล็ดเลก็ ๆ ภายในจาํ นวนมาก
อาการ : ใบ
จัดเปน สารเสพติดที่ติดงายย่ิงกวา อลั กอฮอล จัดเปน สารสงบประสาท, ระงบั ความอยากอาหาร, เพิ่ม
นาํ้ ตาลในโลหติ เลก็ นอย ทําใหประสาทเกย่ี วกับการรับรสเสยี ไป กอ ใหเ กิดโรคมะเร็งปอด

ลาํ โพง Datura metel L.

วงศ : SOLANACEAE
ช่อื ไทย :
ช่ืออังกฤษ : ลําโพงขาว, มะเขือบา , ม่ังโตะ โละ , ละองั กะ, เล๊ียก
ลักษณะพชื :
APPLE OF PERU, GREEN THORN APPLE, HINDU DATURA, METEL, THORN APPLE
สวนท่ีเปนพิษ :
อาการ : ไมพ ุมลมลกุ สงู ประมาณ 1-1.5 เมตร กง่ิ ออ นมีขน ใบคอ นขางกลม ขอบใบหยักเปน คล่นื ดอกเดีย่ วเปน รปู
ลําโพง กลีบดอกอาจเปน ช้นั เดยี วหรือมี 2-3 ช้ัน หยกั สขี าวหรอื สมี วง ผลกลม ผิวมหี นามสน้ั
ทุกสว น

สายตาพรามัว ปากแหง กระหายนา้ํ มาก มา นตาขยาย ตาสแู สงไมไ ด ผวิ หนงั รอนแดง มผี ื่นแดงตาม

ใบหนา คอ และหนาอก ไขข นึ้ สงู ปวดศีรษะ ความรูสึกสับสน การทํางานของกลามเนอื้ ผิดปกติ วกิ ลจริต

เพอคลงั่ เคลิม้ ฝน มอี าการทางจิตและประสาท ในกรณีทเี่ ปน รนุ แรง ผปู วยจะมอี าการไมรูสึกตัว โคมา

49

เหด็ เกลด็ ดาว Amanita pantherina (Dc. Ex. Fr.) Secr.

ช่ือไทย : เห็ดเกล็ดดาว
ชือ่ องั กฤษ : -
ลกั ษณะพชื : ดอกเห็ด เม่ือยังออนมีเปลือกหุมรูปกลม หรือรูปไขสีขาว ดานบนปริแตกออกเปนเกล็ดเล็ก ๆ ติดอยูบน
หมวกซ่ึงหลุดงาย หมวกรูปกระทะควํ่า สีนํ้าตาลอมเหลือง ผิวมีขนหรือเกล็ดบาง ๆ สีขาวเห็นชัดเจนบน
สว นท่เี ปน พิษ : บริเวณโคนกาน โคนโปงเปนกระเปาะและมีเปลอื กหมุ ดอกออน พบในปาผลดั ใบและปา สนทางภาคเหนอื
อาการ : ท้ังตน
ผูรบั ประทานเกิดอาการเพอ คลงั่ เคลิบเคล้มิ หมดสติอยเู ปน เวลานาน ไมมผี ลทางสมอง คนปวยไมถ งึ แก
ความตาย แตมีอาการปางตาย ยกเวนมโี รคอืน่ แทรกซอ นหรือเปน เด็ก

เหด็ ขอนสีทองเกล็ดแดง Gymanopilus aeruginosus (Peck) Sing.

ชื่อไทย : เห็ดขอนสีทองเกล็ดแดง
ชอื่ องั กฤษ : -
ลกั ษณะพชื : หมวก มีเสน ผา ศูนยก ลาง 1-5 เซนติเมตร รูปกระทะควํ่าและแบนลง สีเหลืองทอง ผิวมีเกล็ดและขนสีแดง
อมมวง บางแหงมีสีเขียวปนเปอน กานยาว 2-12 เซนติเมตร เสนผาศูนยกลางใหญ 3-5 มิลลิเมตร ผิว
สว นท่เี ปนพษิ : เรยี บสเี หลือง ครีบสีเหลืองยาวลงไปติดกาน บนกานมีวงแหวนบาง ๆ สเี หลอื ง มักจะแหงหายไป เห็ดชนิด
อาการ : นีข้ น้ึ เปนดอกเดยี่ วอยูใกลก ันเปนกลุม ใหญบ นขอนไม
ทั้งตน
ประสาทหลอนหรือฝนและมึนเมา อาจถึงข้ันวิกลจริต กลาวกันวามีอาการเห็นอะไรเปนสีเขียวหมด ตอมา
อาการจะหายเปนปกติ แตก็มีรายงานวาอาจถึงตายไดถารับประทานมาก มีฤทธิ์แบบกัญชา จึงเปนที่
ตอ งการของตลาดและซอื้ ขายกันอยา งลับ ๆ จดั วาเปน เหด็ ประเภทยาเสพติด

50

เห็ดหง่ิ หอย Coprinus atramentaris (Bull.) Fr.

ช่ือไทย : เหด็ หง่ิ หอย, เห็ดน้ําหมกึ , เหด็ ถว่ั
ชื่อองั กฤษ :
ลกั ษณะพืช : หมวกเห็ดรูประฆัง สีขาวนวลหรือนํ้าตาลออน เสนผาศูนยกลาง 2-4 เซนติเมตร หมวกเห็ดมีเน้ือหนากวา
เห็ดถ่ัวชนิดอ่ืน ครีบสีขาวแลวเปล่ียนเปนสีดําและยอยตัวเปนของเหลวสีดํา ครีบไมติดกาน กาน รูป
สว นทเ่ี ปน พษิ : ทรงกระบอก ยาว 5-11 เซนติเมตร ผิวเรียบ เปนมันเงา สีขาว ปกติจะมีวงแหวนบริเวณโคนกานซ่ึงหลุด
อาการ : งา ย เห็ดชนิดนชี้ อบขึ้นอยูบนอนิ ทรยี วัตถุ เชน กองเปลอื กถั่วเหลอื ง เกิดดอกเปน กลมุ ใหญ
ทงั้ ตน
ผูท่ีด่ืมสุราพรอมกับรับประทานเห็ดชนิดน้ี จะมีอาการใจสั่น หายใจหอบ หายใจลําบาก แนนหนาอก
คลืน่ ไส อาเจยี น ปวดศรี ษะ แตจ ะหายเปน ปกติภายในเวลา 3-4 ชัว่ โมง


Click to View FlipBook Version