วิถีชีวิตชาวประมง และ การเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเล
จังหวัดเพชรบุรี 4 วัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น 6 วิถีชีวิตชาวประมง 8 คำบอกเล่าจากบรรพบุรษ 10 ปัญหาที่เกิดขึ้น 12 ฟาร์มทะเลตัวอย่าง 14 การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบไร้มลภาวะ 16 กิจกรรมภายในโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง 20 01 02 จังหวัดเพชรบุรี วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตชาวประมง คำบอกเล่าจากบรรพบุรษ ปัญหที่เกิดขึ้น ฟาร์มทะเลตัวอย่าง การเพาะเลี้ยงสัตว์แบบไร้มลภาวะ กิจกรรมในโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง สารบัญ
สัตว์เศรษฐกิจ 2 น้ำ 7 ชนิด 28 ปลานวลจันทร์ทะเล 30 ปลานิล 32 ปลากะพงขาว 34 กุ้งขาว 36 กุ้งก้ามกราม 38 ปลาจาระเม็ด 40 ปลาหมอเทศ 42 อาชีพที่สร้างรายได้ 44 ปูม้า 46 สาหร่ายพวงองุ่น 49 03 04 สัตว์เศรษฐกิจ 2 น้ำ 7 ชนิด ปลานวลจันทร์ทะเล ปลานิล ปลากะพงขาว กุ้งขาว กุ้งก้ามกราม ปลาจาระเม็ด ปลาหมอเทศ อาชีพที่สร้างรายได้ ปูม้า สาหร่ายพวงองุ่น สารบัญ
4
เพชรบุรีเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นเมืองหน้า ด่านที่สำ คัญของไทยในกลุ่มหัวเมืองฝ่ายตะวันตกมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ มีหลักฐานชื่อเรียกปรากฏในหนังสือชาวต่างประเทศ เช่น ชาวฮอลันดาเรียกว่า พิพรีย์ ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า พิพพีล์ และ ฟิฟรี จึงสันนิษฐานกันว่าชื่อ "เมืองพริบพรี" จังหวัดเพชรบุรี 5
6
วิถีชีวิตชาวประมงทะเลแบบดั้งเดิมจากท้อง ทะเลอ่าวไทย ที่ผูกโยงเข้ากับกับป่าชายเลนและผืนน้ำอันกว้าง ใหญ่ได้อย่างงดงามและลงตัวแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ ของระบบนิเวศทางทะเล โค้งอ่าวลุ่มน้ำเพชรบุรีกลายเป็นหมุด หมายใหม่ของแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนโดยเฉพาะหมู่บ้าน วัฒนธรรมและ มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น 7
วิถีชีวิตชาวประมง PHETCHADURI 8
วิ ถี ชี วิ ต คื อ ก า ร เ ป็ น สั ง ค ม เกษตรกรรมที่ทุกคนอาศัยอยู่รวมกันเป็น ชุมชนในระดับครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย ที่มีคนหลายรุ่นอาศัยอยู่รวมกัน คือ รุ่นปู่ย่า ตายาย รุ่นพ่อแม่ รุ่นลูก รุ่นหลาน รวม ทั้งมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ใกล้ชิดกันโดยมี ศูนย์กลางของชุมชน คือ ศาสนสถาน เช่น วัด มัสยิด ผู้ใหญ่ในชุมชน เช่น พระ ผู้ใหญ่ บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้รับการนับถือและเป็นผู้ ตัดสินความขัดแย้งในชุมชน มีขนบธรรมเนียม ประเพณี การละเล่น และความเชื่ออันเนื่องมา จากการเป็นสังคมเกษตรกรรมจากการนับถือ ศาสนาและความเชื่อดั้งเดิมเรื่องการนับถือผี สางเทวดา ชาวประมงคือการจับปลาและสัตว์ น้ำอื่น ๆ จากแม่น้ำ ทะเลสาบ หรือมหาสมุทร รวมถึงแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง อาจแบ่งเป็น หลายประเภท เช่น ประมงน้ำจืด ประมงน้ำเค็ม ประมงชายฝั่งประมงน้ำลึก ประมงนอกอ่าวไทย วิถีชีวิต ชาวประมง คือโดยจะทำ มาหากินออกหาสัตว์น้ำ จำ พวกกุ้ง หอย ปู ปลา แถบชายฝั่งทะเลเป็นการทำประมงแบบ วันเดียว และต้องทำมาหากินตามฤดูกาล โดยใช้เครื่อง มือประมงแบบง่ายๆที่ทำขึ้นเอง ดังนั้น ‘ทะเล’ จึงเปรียบ เสมือนลมหายใจของชาวบ้านที่คอยหล่อเลี้ยงและผูกพัน กับ ‘วิถีชีวิตชาวประมง’ ตั้งแต่เกิดจนเติบโตซึ่งดูเป็นชีวิต ที่เรียบง่ายและพอเพียงแต่เปี่ยมไปด้วยความสุข จึงทำให้ เรารู้ว่าพื้นที่ทำมาหากินแห่งนี้เป็นที่รักและหวงแหน เพราะ อนาคตทั้งหมดได้ฝากไว้กับชายฝั่งซึ่งเป็นที่พึ่งแรกและที่ พึ่งสุดท้ายของชาวประมง แต่วิถีชีวิตประจำวันคือการทำประมงเพียงอย่าง เดียวนั้นอาจทำ ให้เกิดปัญหาเมื่อช่วงเวลาที่เกิดมรสุม และการหาปลาที่เน้นปริมาณมากจนเกินไปจึงส่งผลกระ ทบอย่างหนักต่อชาวบ้าน ดังนั้นเพื่อให้ทะเลอันเป็นแหล่ง วิถีชีวิตและบ้านของพวกเขายังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ นั้นการทำประมงอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นมิตรต่อ ท้องทะเลนี่เองคือทางออกของการปกป้องทรัพยากรทาง ประมงพื้นบ้าน หมายความว่า การทำการประมงในเขต ทะเลชายฝั่งไม่ว่าจะใช้เรือประมงหรือใช้เครื่อง มือโดยไม่ใช้เรือประมงทั้งนี้ที่มิใช่เป็นประมง พาณิชย์ 9
10
ในอดีตนั้นเมืองเพชรบุรี เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญของสยามประเทศ มาแต่เก่าก่อนจนกระทั่งสยามประเทศได้มี การทำ สนธิสัญญาเบอร์นีเพื่อให้มีเพียง แค่เมืองท่าเดียวคือท่าเรือกรุงเทพ(ท่าเรือ คลองเตย) หลังจากสนธิสัญญาได้ยกเลิก ไปแล้วนั้นรัฐบาลก็ไม่ได้เคยคิดฟื้นฟูเมือง ท่าตามหัวเมืองอีกเลย ” ในสมัยเมืองเพชร ยังมีความรุ่งเรืองมีการติดต่อค้าขายกับต่าง ประเทศเช่น ประเทศจีน ฮอลันดา โปรตุเกส อินเดีย เป็นต้น จึงยังความให้ชาวเมืองเพชร ได้รับ อารยธรรมจากที่อื่นในการประกอบ อาหารคาว-หวาน จนเป็นเอกลักษณ์ของ คนเมืองเพชร ‘‘ คำบอกเล่าจากบรรพบุรุษ ’’ จากการเล่าขานเหล่านี้ก็ได้มีอยู่ว่า “ได้มี สำเภาจีนได้บรรทุกสินค้า จาน ชาม แก้ว แหวน เงินทอง มาเต็มลำเพื่อมาค้าขายยัง เมืองเพชร แต่ได้ประสบกับลมมรสุมจนเรือ ได้อับปางลง สินค้าและทรัพย์สินมีค่าจึงได้ จมลง จากตำนานดังกล่าวทำให้บรรพบุรุษ เชื่อว่าที่ดินในพื้นที่ตำ บลบางแก้วซึ่งใน อดีตเป็นทะเลมีทรัพย์สินที่มีค่าอยู่ในผืน แผ่นดินแห่งนี้ประกอบกับชายหาดของ บางแก้วที่มีกระซ้าซึ่งเป็นเปลือกหอยที่มี อยู่มากที่ชายฝั่งทะเลบางแก้วยามเมื่อต้อง แสงตะวันเป็นประกายระยิบระยับ ชาวบ้าน จึงได้ออกหาสิ่งที่มีค่าที่ยังคงสภาพอยู่ บริเวณชายหาดทำ ให้ได้เรียกขนานนาม ว่า “บางแก้ว” จนมาถึงปัจจุบัน และตำนาน นี้ก็ยังเป็นเรื่องเล่าสู่ลูกหลานกันต่อไป 11
กาลเวลาผ่านไปประเทศไทยได้มีการพัฒนาประเทศจากเกษตรแบบพึ่งพาอาศัยเกื้อกูล มาเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ทำให้กระซ้า (เปลือกหอย) ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ชาว บ้านที่อาศัยใกล้เคียงชายทะเลอ่าวบางแก้วจึงได้ลักลอบเข้าขุดกระซ้าบรรจุถุงจำหน่าย และปัญหาการบุกรุกป่า ชายเลนได้มีความรุนแรงขึ้นจนไม่มีสภาพความเป็นป่าชายเลน เกิดปัญหาการกัดเซาะชายทะเลอย่างรุนแรงแบบ ที่ไม่เคยมีมาก่อน สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนของประชาชน วัดวาอาราม ต้องรื้อย้ายเข้ามาในแผ่นดินมาก ขึ้น อันเนื่องจากไม่มีปราการธรรมชาติในการป้องกันแรงกระแทรกของคลื่นลมที่พัดเข้าชายฝั่งในฤดูกาลที่คลื่น ลมแรง ประกอบกับการสร้างเขื่อนทำให้มีการขังน้ำไว้ในเขื่อน ตะกอนที่แขวนลอยในน้ำจึงตกตะกอนในเขื่อน ตะกอนที่จะลอยตามน้ำออกปากอ่าวแล้วมาเติมให้กับชายฝั่งจึงลดลง ทางด้านชายฝั่งทะเลอ่าวบางแก้ว (อ่าวไทย) ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาก ที่สุด มีการกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้หมู่บ้าน ศาลากลางบ้านบางแก้ว วัดโคมนารามต้องดำเนินการย้ายสิ่งก่อสร้าง ขยับเข้ามาในผืนดินให้มากขึ้น จนกระทั่งได้มีศึกษาผลกระทบจากปัณหาดังกล่าวเพื่อแก้ไขอย่างเร่งด่วน และ ได้ทำการสร้างเขื่อนหินโดยสร้างจากชายฝั่งเป็นจำนวน 14 กอง เพื่อช่วยในการลดความแรงที่จะเข้ามาปะทะ ชายฝั่งของคลื่นลมที่จะปะทะกับชายฝั่งได้ หลังจากสร้างเขื่อนแล้วปัญหาการกัดเซาะได้ลดความรุนแรงของการ พังทลายของชายฝั่งลง ปัญหาที่เกิดขึ้น.... 12
13
ฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ จังหวัดเพชรบุรี มีสภาพพื้นดินเดิมเป็นดินเค็มเนื่องจากเป็นนา เกลือทิ้งร้างดังนั้นการพัฒนาเป็นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจึงจำเป็นต้องนำดินมาถมสร้างคันบ่อและพื้นบ่อเพื่อกักเก็บ น้ำทะเลและวางระบบการหมุนเวียนของน้ำระหว่างน้ำจืดและน้ำทะเลให้สมดุลและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของ สัตว์น้ำทะเลแต่ละช่วงชีวิต สรุปผลการดำเนินงาน ดังนี้ บริเวณโครงการฯ มีแหล่งน้ำจืดจากคลองซอยชลประทาน ทำให้สามารถเลี้ยงสัตว์สองน้ำ เช่น กุ้ง ก้ามกราม ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากะพงขาวจนถึงปลาน้ำเค็ม เช่น ปลากุดสลาด ปลากะรัง และปลาหมอทะเล เป็นต้น โดยในฟาร์มมีระบบท่อน้ำเชื่อมโยงถึงกันทุกฟาร์มย่อย ทั้งนี้ของเสียจากทุกฟาร์มย่อยจะถูกนำมา ใช้เป็นอาหารของไรน้ำเค็ม (อาร์ทีเมีย) ที่ดำรงชีวิตโดยการกรองกินอินทรีย์สารทุกชนิด และตัวไรน้ำเค็มเอง สามารถนำมาใช้เป็นอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อนในฟาร์มด้วย น้ำที่เค็มจัดจากการเลี้ยงไรน้ำเค็มจะส่งต่อไปยังแปลงสาธิตการทำนาเกลือ ที่เป็นอาชีพดั้งเดิมของ เกษตรกรแหล่งนี้แต่พัฒนาต่อยอดไปสู่การทำน้ำทะเลธรรมชาติแบบผงที่สะดวกต่อการนำไปใช้เพาะเลี้ยงสัตว์ น้ำในที่ห่างไกลจากทะเลเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตเกลือให้มีราคาสูงขึ้น ฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ จังหวัดเพชรบุรี 14
กระบวนการสุดท้ายของการทำนาเกลือจะได้ปุ๋ยสำหรับนำไปเพาะปลูกต้นไม้ ซึ่งสรุปว่าฟาร์มทะเลตัวอย่างจะไม่มี การปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มสู่สิ่งแวดล้อม เรียกว่า ฟาร์มซีโร่เวสท์ (Zero waste) นอกจากนี้ฟาร์มทะเลสามารถ คงความเค็มของน้ำทะเลในทุกฟาร์มย่อยต่างๆ ให้คงที่ได้ตลอดทั้งปีซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ของ สัตว์น้ำ โดยมีการพัฒนาระบบน้ำไหลเวียนขึ้นลงเลียนแบบธรรมชาติ หรือหลักการนำพาออกซิเจน แร่ธาตุ รวมทั้งสารอาหารไปหาผู้ใช้ประโยชน์ คือ สาหร่ายเซลล์เดียวจนถึงสาหร่ายขนาดใหญ่ ครบวงจรทำให้ลดการ เน่าเสียหรือการล้มลงของห่วงโซ่อาหารทุกห่วงโซ่เป็น องค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างได้ ฟาร์มทะเลตัวอย่างฯจังหวัดเพชรบุรีนับเป็นที่ รวมของนวัตกรรมการพัฒนาอุปกรณ์ในการเพาะ เลี้ยงสัตว์น้ำที่เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดย ไม่จำเป็นต้องซื้อจากต่างประเทศ เช่น อุปกรณ์แยก ของเสียจำพวกโปรตีนออกจากน้ำ เรือและถังลำเลียง ปลาให้มีชีวิตรอด ถังรวบรวมไข่ปลาทูหลังการวางไข่ เครื่องให้อากาศพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องให้อาหาร สัตว์น้ำอัตโนมัติ กระชังเลี้ยงสัตว์น้ำที่เคลื่อนที่ได้ ฯลฯ ในส่วนพื้นที่ตามคันบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในฟาร์ม ยังจัดให้มีการปลูกพืชคลุมดิน เช่น ผักเบี้ย ตะไคร้ หอม ส่วนพืชยืนต้นทนเค็มที่หายาก ได้แก่ มะพร้าว น้ำหอม มะพร้าวสีทอง มะแพร้ว มะขามป้อม ทับทิม มะม่วงหาวมะนาวโห่ มะขวิด กระทิง ในฟาร์มยังคงสภาพผืนป่าชายเลนภายใน ฟาร์มให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของประชาชนทั่วไป และแหล่งเลี้ยงตัวของสัตว์น้ำวัยอ่อน และทรัพยากร มีชีวิตอื่นๆ ส่วนในทะเลมีแปลงสาธิตการเลี้ยงหอย แมลงภู่แบบแพเชือก ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงแบบใหม่ ที่ลดปัญหาการตายของหอยแมลงภู่จากการหักล้ม ของหลักไม้ในฤดูมรสุมและความเสื่อมโทรมของสิ่ง แวดล้อมบริเวณแปลงเลี้ยงที่เกษตรกรมักตัดโคน หลักทิ้งตอไว้ในพื้นทะเล รวมทั้งการปักหลักล่อหอย ที่หนาแน่นเป็นสาเหตุของการเป็นโรคพยาธิในหอย สองฝาหลายชนิด 15
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) หมายถึง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หมุนเวียนน้ำ และบำบัดคุณภาพน้ำตามธรรมชาติ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศวิทยา ให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของ สัตว์น้ำตลอดระยะเวลาการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยไม่มีการระบายน้ำที่ผ่านการเลี้ยง และสารอินทรีย์ลงสู่สิ่งแวดล้อม เมื่อสิ้นสุดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบไร้มลภาวะ (Zero Waste) นอกจากจะได้ผลผลิตสัตว์น้ำ ยังสามารถนำของเสียมาทำให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่า โดยน้ำทะเลที่ผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำจะเปลี่ยนเป็นเกลือ ทะเล หรือน้ำทะเลผง ส่วนของเสียจากการเลี้ยงสัตว์น้ำและสารอินทรีย์อื่นๆ เช่น เศษอาหาร สิ่งขับถ่ายของ สัตว์น้ำ เป็นต้น จะเปลี่ยนเป็นไรน้ำเค็มหรืออาร์ทีเมีย จึงเป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน และลดผลกระทบ จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เกิดต่อสิ่งแวดล้อม รูปที� ๑ การเลี�ยงสัตว์นํ�าไร้มลภาวะ (ZERO WASTE) เครื�องดันนํ�า เครื�องตีนํ�า ทิศทางการไหลเวียนของนํ�า ทิศทางการนําสารอาหาร ไปเลี�ยงอาร์ทีเมีย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบไร้มลภาวะ (Zero Waste) โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ 16
1.การเตรียมบ่อและคลองบำบัดคุณภาพน้ำ 1.การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) จะประกอบด้วย ตามรูปที่ 1 - บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ขนาดประมาณ 40x70x2.5 เมตร เตรียมน้ำทะเลเข้าสู่บ่อเลี้ยง พร้อมติดตั้ง เครื่องตีน้ำ เครื่องให้อากาศ และแอร์โอทู อย่างละ 1 ชุด และเปิดเครื่องตีน้ำเป็นระยะๆ จนกระทั่งสาหร่ายทะเล หรือหญ้าทะเลเริ่มขึ้นน้ำในบ่อเลี้ยงจะใส จึงปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยง - บ่อเลี้ยงอาร์ทีเมีย ขนาดประมาณ 40x75x4 เมตร เตรียมน้ำความเค็ม 90 – 170 ส่วนในพัน เพื่อเลี้ยงไรน้ำเค็ม (อาร์ทีเมีย) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการเลี้ยงสัตว์น้ำจะนำเศษอาหาร สารอินทรีย์อื่นๆ จากบ่อ เลี้ยงสัตว์น้ำ ไปเลี้ยงไรน้ำเค็ม - นาเกลือ รับน้ำทะเลจากธรรมชาติ หรือน้ำความเค็มสูงจากบ่อเลี้ยงไรน้ำเค็ม ที่นำไปบำบัดบ่อเลี้ยง สัตว์น้ำแล้ว ผลิตเป็นเกลือแกง และน้ำทะเลผง - คลองบำบัดคุณภาพน้ำ รอบบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยแบ่งคลองบำบัดน้ำเป็นรูปตัวซี ขนาดด้านละ ประมาณ 15x230x2.5 เมตร เตรียมน้ำทะเลเข้าสู่คลองบำบัดคุณภาพน้ำ พร้อมบำบัดคุณภาพน้ำด้วยการ หมุนเวียนน้ำ การเติมอากาศ การเลี้ยงสาหร่ายทะเล และการเลี้ยงปลากินพืชในกระชัง และปลากินเนื้อ เช่น ปลากะพงขาว 2.การหมุนเวียนน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ 1. การหมุนเวียนน้ำทะเลคลองบำบัดคุณภาพน้ำ เป็นเลียนแบบการขึ้นลงของน้ำทะเล โดยเปิดเครื่องดัน น้ำในคลองบำบัดคุณภาพน้ำ เพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้นด้านหนึ่ง (น้ำขึ้น) และระดับน้ำลดลงอีกด้านหนึ่ง(น้ำลง) และดำเนินการสลับเปลี่ยนทิศทางการขึ้นลงของน้ำทุกวัน เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของมวลน้ำทะเล นำสาร อาหารแพร่กระจายไปสู่สาหร่ายทะเลในคลองบำบัดคุณภาพน้ำ 2. การหมุนเวียนน้ำทะเลในบ่อเลี้ยง โดยรับน้ำทะเลจากคลองบำบัดคุณภาพน้ำด้านที่มีระดับสูงเข้าบ่อ เลี้ยง และระบายน้ำออกลงคลองด้านคลองบำบัดคุณภาพน้ำที่มีระดับน้ำต่ำ ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง และ ดำเนินการสลับทิศทางการรับน้ำเข้าและออกของบ่อเลี้ยง ตามการเลียนแบบการขึ้นลงของน้ำในคลองบำบัด คุณภาพน้ำ 3.น้ำที่ผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำและหมุนเวียนลงคลองบำบัดคุณภาพน้ำ จะได้รับการปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยชีวะวิธี คือ - การเลี้ยงสาหร่ายทะเล เช่น สาหร่ายกลวง สาหร่ายเม็ดพริกไทย เป็นต้น ในคลองบำบัดคุณภาพน้ำ เพื่อดูดใช้สารอาหาร (แอมโมเนีย และไนไตร์ท) ที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์น้ำ - การเลี้ยงปลากินพืชในกระชัง ตามคลองบำบัดคุณภาพน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณสาหร่ายทะเล และ แพลงค์ตอน ให้เหมาะสมต่อการบำบัดคุณภาพน้ำ เช่น ปลากะบอก ปลาทู ปลานวลจันทร์ทะเล เป็นต้น - การเลี้ยงปลากินเนื้อ เพื่อควบคุมประชาการปลากินพืชในคลองบำบัดคุณภาพน้ำ และปลากินพืช หลุดรอดจากกระชัง เช่น ปลากะพงขาว ปลากะรัง เป็นต้น 17
แผนผังแสดงกลไกการทํางานของเครื�องผันนํ�า (มุมมองด้านข้าง) 3.การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าของเสีย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) จะเป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ไม่มีการระบายของเสียลงสู่สิ่ง แวดล้อม ทั้งระหว่างการเลี้ยง และเมื่อสิ้นสุดการเลี้ยง แต่จะเพิ่มคุณค่าของเสียให้เกิดมูลค่า ดังนี้ 1.เมื่อสิ้นสุดการเลี้ยงสัตว์น้ำ สารอินทรีย์ และเศษอาหารที่ตกค้างพื้นบ่อเลี้ยง จะดำเนินการบำบัดด้วย การพรวนดินพื้นบ่อด้วยเครื่องแอร์โอทู 2 – 3 ครั้ง และจะนำไปเพิ่มมูลค่าด้วยการเลี้ยงไรน้ำเค็มหรืออาร์ทีเมีย เพื่อจำหน่ายหรือใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป 2.น้ำทะเลที่ผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำ จะไม่มีการถ่ายเทลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติแต่จะดำเนินการเพิ่มมูลค่า โดยผ่านกระบวนการเปลี่ยนเป็นเกลือแกง และน้ำทะเลผงสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือการเลี้ยงปลาสวยงาม 18
4.ผลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ ดำเนินการเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) มีผลผลิตสัตว์น้ำและอื่นๆ 11,048 กิโลกรัมและสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายสัตว์น้ำและผลผลิต จำนวน 872,349 บาท 19
กิจกรรมภายในโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 20
21
การทำ การประมงของชาวประมงท้องถิ่นมี หลายแบบ เช่น การเดินเก็บหอย ปู การขึงอวนดักปลา กุ้ง ปู สัตว์น้าต่างๆขณะน้ำทะเลลงต่ำ การใช้เรือรุน เรืออวนปู เรืออวนปลาและเรืออวนล้อมนอกจากนี้ยัง มีเรือประมงขนาดใหญ่จากต่างถิ่นเข้ามาทำการประมง ผิดประเภททำให้ปริมาณสัตว์น้ำในบริเวณนี้มีน้อยลง จนในฤดูร้อนแทบจะจับสัตว์น้าไม่ได้เลยแต่หลังจาก มีโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำ ริฯ อีกทั้งกรมประมงยังมาส่งเสริมเรื่องธนาคารปูม้าอีก ด้วยและเป็นแหล่งอนุบาลลูกปูมีที่สำคัญของพื้นที่นี้ 1.กิจกรรมกลุ่มธนาคารปูม้า ดำเนินการโดยชาวประมงพื้นบ้านตำบลบางแก้ว อีกทั้งชาวบ้านเริ่มมีความรู้สึกหวงแหน ทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่มากขึ้น ช่วยกันสอดส่อง ดูแลไม่ให้คนต่างถิ่นเข้ามาลุกล้าทาการประมงอย่าง ผิดกฎหมาย ปูตัวเล็ก ส่งผลให้สัตว์ทะเล ปู กุ้ง มี เพิ่มมากขึ้น ไม่ต้องออกเรือไปหาสัตว์สัตว์ทะเลไกลๆ มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ทำให้ชาวประมงและ คนในชุมชนมีความหวังในการประกอบอาชีพมาก ขึ้นพร้อมร่วมแรงร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของ พวกเขา 22
2.กิจกรรมการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบไร้มลภาวะ (Zero Waste Farm) โดยมีระบบน้ำไหลขึ้น-ลง เลียนแบบกลไกธรรมชาติ พร้อมจัดสมดุลของระบบหมุนเวียนระหว่าง น้ำจืด น้ำทะเล ให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำแต่ละช่วงชีวิต ตั้งแต่ความเค็ม 5 ส่วนในพัน ถึงมากกว่า 170 ส่วนในพัน จึงสามารถเลี้ยงสัตว์สองน้ำ เช่น กุ้งก้ามกราม ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากะพง ขาว จนถึงปลาทะเล เช่น ปลากุดสลาดปลากะรัง และปลาหมอทะเล เป็นต้น 3.กิจกรรมเพิ่มมูลค่าของเสียจากฟาร์มย่อยโดยใช้เป็นอาหารของไรน้ำเค็ม น้ำความเค็มสูงจากการเลี้ยงไรน้ำเค็ม ผลิตเกลือหรือน้ำทะเลผง ที่สะดวกต่อการนำไปใช้เพาะเลี้ยงสัตว์ น้ำในที่ห่างไกลจากทะเลกระบวนการสุดท้ายของการเพาะเลี้ยงแบบไร้มลภาวะจะไม่มีการถ่ายเทของเสียสู่สิ่ง แวดล้อม 23
4.กิจกรรมปูแสมคืนถิ่นและปลูกพืชยืนต้นทนเค็ม ปลูกผักเบี้ยเพื่อสร้างแหล่งหลบซ่อน และอาหารแก่ปูแสม ปลูกพืชยืนต้นทนเค็มกินได้ไม่ผลัดใบ เป็น พืชคลุมดิน ช่วยลดการพังทลายของคันดิน 5.กิจกรรมพัฒนาสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์สองน้ำระบบปิด เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์สองน้ำ เช่น กุ้งก้ามกราม กุ้งขาว ปลาจาระเม็ด ปลานวลจันทร์ ปลากะพงขาว ปลาจาระเม็ดทอง ปลานิล ปลาหมอเทศ ฯลฯ 24
6.กิจกรรมพัฒนาสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทนเค็มสูงระบบปิด เป็นการเลี้ยงไรน้ำเค็มในน้ำความเค็มสูง ระหว่าง 90 ถึง 170 20 ส่วนในพันส่วน โดยใช้ของเสียจาก การเลี้ยงสัตว์น้ำ และมูลฝอยภายในฟาร์มย่อยเป็นอาหารไรน้ำเค็ม และเป็นแหล่งผันน้ำความเค็มจัดไปใช้ต่อ ในฟาร์มย่อยอื่นๆ 7.กิจกรรมพัฒนาสาธิตการผลิตเกลือและน้ำทะเล ผงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของน้ำเค็มจากฟาร์มย่อยต่างๆเป็นน้ำทะเลผงเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชายฝั่ง และมีผลพลอยได้เป็นปุ๋ยขี้แดด 25
8.กิจกรรมการเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแพเชือก เป็นการเปลี่ยนสารอาหารจากธรรมชาติเป็นรายได้ด้วยการเลี้ยงหอยทะเลที่กรองกินแพลงก์ตอน ธรรมชาติที่มีมากในทะเลเป็นอาหารและเปรียบเสมือนปะการังเทียมลอยน้ำเป็นแหล่งอาศัยและขยายพันธุ์ ของสัตว์ทะเลชนิดต่างๆ เพิ่มความชุกชุมของสัตว์น้ำเพื่อประโยชน์แก่ชาวประมงพื้นบ้าน 26
9.กิจกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังเป็นการพัฒนาต่อยอดการจับและลำเลียงสัตว์ทะเลมีชีวิต โดยรวบรวมสัตว์น้ำ ที่อาศัยหลบซ่อนใต้แพเชือกเลี้ยงหอย และลำเลียงมาเพาะเลี้ยงในบ่อดินหรือโรง เพาะฟักภายในฟาร์มทะเลต่อไป 27
28 กุ้งก้ามกราม ปลาจาระเม็ด กุ้งขาว ปลานิล ปลานวลนางจันทร์ทะเล ปลาหมอ ปลากะพงขาว
สัตว์เศรษฐกิจ 2 น้ำ 7 ชนิด 29
ยังมีชื่อเรียกอื่นว่า ‘‘ ปลาทูน้ำจืด ’’ เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่งที่สามารถอาศัยในน้ำ กร่อยหรือน้ำจืดได้พบได้ตามชายฝั่งทะเลแถบ อบอุ่นทั่วภูมิภาคของโลก ปลานวลจันทร์ทะเล การเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อปีพ.ศ.2508จากการที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มี การเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในเชิงพาณิชย์ หลังจากที่ได้ทรงรับการทูลเกล้าฯถวายพันธุ์ปลา นิลจากมงกุฎราชกุมารอะกิฮิโตะแห่งญี่ปุ่นแล้ว จึงเริ่มมีการเพาะเลี้ยง โดยมีการนำปลาส่วนหนึ่งที่จับได้จากธรรมชาติไป ทดลองเลี้ยงในอ่างเก็บน้ำ เขาเต่าอำ เภอหัวหินในโครงการ พระราชดำ ริและนำ ลูกปลาไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่ด้วยองค์ความรู้ทางการประมงในขณะนั้นยังมีไม่เพียง พอเรื่องการเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลก็ได้ถูกลืมเลือน หายไปจนกระทั่งในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปี พ.ศ.2544 สภาพพื้นที่เลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล Chanos chanos มักอยู่รวมกันเป็นฝูงกินอาหาร ได้แก่ ปลาอื่นๆที่มีขนาดเล็กกว่าและสัตว์น้ำชนิด อื่นๆรวมถึงสาหร่ายทะเลด้วยมีขนาดโตเต็มที่ ยาวได้ถึง1.5เมตรในประเทศไทยพบมากที่แถบ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรและบาง ส่วนในจังหวัดตราดโดยมีการสำ รวจพบครั้ง แรกที่บ้านคลองวาฬอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 30 ปลานวลจันทร์ทะเล เป็นปลาที่สามารถเลี้ยงได้ทั้ง น้ำจืดรวมถึงน้ำเค็มสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ อย่างมากมายทั้งยังมีรสชาติที่อร่อย นำไประกอบอาหารได้ หลายประเภทปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมากทั้ง จากตลาดภายในประเทศเองรวมถึงต่างประเทศอีกทั้งยังเป็น ปลาที่มีผู้เพาะเลี้ยงน้อยจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เกษตรกร สามารถใช้เป็นช่องทางเพาะเลี้ยงที่สามารถทำ เงินได้ สำหรับปลานวลจันทร์ทะเลนั้นเป็นปลาที่เลี้ยงดูง่าย กินผัก กินพืช กินแมลง กินอาหาร ได้หลายชนิด ในประเท ศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วมีการพัฒนาเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ ทะเลอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์โดย เฉพาะฟิลิปปินส์ถือว่าปลานวลจันทร์ทะเลเป็นปลาประจำ ชาติเรียกตามภาษาตากาล็อกว่า บังงุส (Bungus) หรือ ภาษาอังกฤษเรียกปลาชนิดนี้ว่า Milk Fish หรือปลาน้ำนม ด้วยลักษณะที่มีสีขาวเป็นเงินยวงบางประเทศเลี้ยงเป็น อาหารให้กับประชาชนทำรายได้ดีมาก คือ ประเทศไต้หวัน
ซึ่งปลานวลจันทร์ทะเลจะเกี้ยวพาราสีแล้วปล่อยน้ำเชื้อกับไข่เข้ามาผสมกัน โดยในบ่อพ่อ แม่พันธุ์นี้จะมีถุงเก็บไข่ เป็นถุงไนลอนครอบไว้ตรงปากท่อลม ซึ่งถุงจะเป็นตัวกรองไข่ของปลา นวลจันทร์ทะเล เนื่องจากปลาชนิดนี้จะไข่ในช่วงกลางคืนจนถึงเช้ามืด ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้ถุง กรองไข่ปลาแทนการลากอวนกรองไข่ปลานั้น เพราะปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ว่ายน้ำเร็ว หากนำอวน ไปลากอาจทำให้ปลาว่ายหนีชนขอบบ่อเกิดบาดแผล ทำให้ปลาติดเชื้อโรคได้ เมื่อพูดถึงการเพาะเลี้ยงและการอนุบาลลูกปลานวลจันทร์ทะเล เมื่อฟักออกจากไข่ ได้ระยะ 1-2 วัน จนถึง 10 วัน จะมีการให้ไรน้ำเค็ม (โรติเฟอร์) เมื่ออายุได้ 10 วัน ขึ้นไปแล้ว จึง มีการให้อาร์ทีเมียแรกฟักแทน จนปลามีอายุถึง 1 เดือนครึ่ง จึงเริ่มปรับให้ปลากินอาหารสำเร็จรูป แทน โดยการลดปริมาณอาร์ทีเมียแรกฟักลง ลูกปลาที่นำมาฟักในบ่ออนุบาล เมื่อมีอายุครบ 40 วันแล้ว จึงสามารถจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดได้ 31
ปลานิล ปลานิลเป็นปลาในวงศ์ Cichlidae มีรูปร่าง คล้ายปลาหมอเทศโดยมีริมฝีปากบนและล่างเสมอกัน แตกต่างกันเพียงปลานิลมีลายสีดำและจุดสีขาวสลับ กันไป บริเวณครีบหลัง ครีบก้น และลำตัวมีสีเขียวปน น้ำตาล ตรงกลางเกล็ดมีสีเข้ม มีลายดำพาดขวางกลาง ลำตัว ที่กระดูกแก้มมีจุดสีเข้มอยู่ 1 จุด ขนาดความ ยาวของตัวปลานิลจะอยู่ประมาณ 10-30 เซนติเมตร ปลานิลมีคุณลักษณะ พิเศษคือกินอาหารได้ทุกชนิด เช่น ไรน้ำ ตะไคร่น้ำ ตัวอ่อนของ แมลงและสัตว์น้ำ เล็กๆเป็นปลา ที่แพร่ขยายพันธุ์ง่ายมีรสชาติ ดีมีความอดทนและปรับตัวเข้า กับสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี ณ ปัจจุบันปลานิลจึงอยู่ได้ทั้ง ตามแหล่งธรรมชาติและถูกนำ ไปเลี้ยงในบ่อเพาะเลี้ยงกลาย เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำ คัญ ของไทย และยังเป็นปลาน้ำจืด ที่คนไทยบริโภคมากที่สุดอีก ด้วย ปลาน้ำ จืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาหมอสีเป็น ปลาเศรษฐกิจ แพร่ขยายพันธุ์ง่าย และมีรสชาติดี เดิมพบในแอฟริกาตอนเหนือและพื้นที่ลิแวนต์ เช่น อิสราเอลและเลบานอน และยังมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่น จำนวนมากนอกพื้นที่ดั้งเดิม Oreochromis niloticus 32
ปลาเศรษฐกิจ ก า ร เ พ า ะ พั น ธุ์ ป ล า นิ ล ใ น ประเทศไทยเริ่มมีการบันทึกสถิติในปี พ.ศ. 2517 นับจากนั้นมาปลานิลหน้า ฟาร์มได้สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่ น้อยกว่า 107,000 ล้านบาท จนถึง ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการผลิตปลา นิลไม่น้อยกว่า 220,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหน้าฟาร์ม 12,000 ล้าน บาท ปลานิลยังเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการ ส่งออกที่มีศักยภาพสูงกว่าปลาชนิด อื่น นอกจากนี้แล้ว ปลานิลยังเป็น ปลาที่ชาวไทยบริโภคกันมากที่สุดแล้ว ยังทำ ให้เกิดการมีงานทำ แก่ประชาชน มากกว่าล้านคนในฟาร์มปลานิลที่มีอยู่ ไม่ต่ำกว่า 300,000 แห่งทั่วประเทศ 33 ในปัจจุบันประเทศไทยยังส่งออกปลา นิลไปยังตลาดต่างประเทศทั้งในยุโรป,ตะวันออกกลาง, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และเอเชีย ในปี พ.ศ. 2551 ตลาดสหภาพยุโรปกลายเป็นตลาดอันดับ 1 ของปลานิล คิดเป็นปริมาณส่งออก 7,758.98 ตัน รองลงมาคือ ประเทศ ในกลุ่มตะวันออกกลาง มีปริมาณการส่งออก 5,583.91 ตัน ส่วนตลาดสหรัฐฯอยู่ในลำดับที่ 3 มีปริมาณ 4,786.27 ตัน คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกปลานิลไทย ไปยังประเทศต่างๆในสหภาพยุโรปมากที่สุดถึงร้อยละ 40 รองลงมาคือ สหรัฐฯร้อยละ 37 ส่วนประเทศในแถบ ตะวันออกกลางมีสัดส่วนราวร้อยละ 15 ของการส่งออก รวม โดยทำการส่งออกทั้งหลายรูปแบบทั้งปลานิลสด, ปลานิลที่ยังมีชีวิต และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ลักษณะของปลาพ่อพันธุ์ที่ดีควรมีขนาดความ ยาวของลำตัวตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป มีน้ำหนักตัว ประมาณ 2.5 กิโลกรัม มีอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป สำ หรับลักษณะปลาแม่พันธุ์ที่ดีควรมีขนาด ใหญ่กว่าปลาพ่อพันธุ์ อีกทั้งควรมีน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม ซึ่งปลาขนาดดังกล่าวจะมีอายุโดยประมาณ ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ปัจจุบันประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์ ปลากะพงขาวได้เป็นจำนวนมาก เพื่อเลี้ยงใน ประเทศและส่งขายต่างประเทศ ในปัจจุบันพบ ปลากะพงขาวแพร่กระจายอยู่ทุกจังหวัดทั้ง ในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันจะอาศัยอยู่ ในแหล่งน้ำ ที่ไม่ห่างออกไปจากชายฝั่งมากนัก โดยอาศัยอยู่ชุกชุมตามปากแม่น้ำ ลำ คลอง และปากทะเลสาบ อย่างไรก็ตาม ปลากะพงขาว ยังสามารถขึ้นไปอาศัยและเจริญเติบโตยังแหล่ง น้ำจืดได้อีกด้วย จึงจัดเป็นปลาประเภทสองน้ำ อย่างแท้จริง ปลากะพงขาว Giant Perch, Sea Bass หรือ White Sea Bass เป็นปลาน้ำ กร่อยขนาดใหญ่สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม ปลาชนิดนี้เลี้ยงกันแพร่หลายในเขต จังหวัดชายทะเลของประเทศไทย เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อมีรสชาติดีและมีราคา 34
1. การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อซีเมนต์หรือในถัง บ่ออนุบาลที่ใช้มีขนาด 2-3 ตารางเมตร ความ ลึกของน้ำ 30-50 เซนติเมตร น้ำทะเลที่ใช้เลี้ยงมีความ เค็ม 15-20 ppt ความหนาแน่นในการอนุบาล 150-200 ตัวต่อตารางเมตร เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2-3 วัน และต้อง ทำ ความสะอาดดูดตะกอนและเศษอาหารเหลือออกทิ้ง ทุกวัน ให้อาหารวันละ 2-3 ครั้ง โดยอาหารที่ให้เป็นพวก ปลาสับชิ้นเล็กๆ และคัดขนาดเป็นประจำ เนื่องจากปลา ตัวโตมากๆ จะกินปลาตัวที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหาร 2. การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อดิน บ่อที่ใช้มีพื้นที่ 25-50 ตารางเมตร มีความลึก 80-100 เซนติเมตร บ่อควรมีประตูระบายน้ำทั้ง 2 ด้าน ความหนาแน่นของลูกปลาในการอนุบาล 200-400 ตัว ต่อบ่ออาหารที่ให้คือเศษปลาหรือปลาเป็ดสับเป็นชิ้น เล็กๆ 3. การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในกระชัง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำ ให้ได้ผลผลิตดีสะดวก สามารถอนุบาลลูกปลาได้ในจำนวนมาก และไม่มีปัญหา เรื่องการถ่ายเทน้ำ ขนาดกระชังที่ใช้ 20-25 ตารางเมตร ลึก 2 เมตร ขนาดตาอวน 0.5 มิลลิเมตร สามารถใช้ อนุบาลลูกปลาได้ 300-500 ตัวต่อกระชัง ให้อาหาร 8-10% ของน้ำหนักตัว การผสมพันธุ์วางไข่ เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนเวลาผสมพันธุ์ อยู่ระหว่าง19.00-23.00น.ซึ่งเมื่อปลาเพศเมียไข่แก่ปล่อยไข่ออก มาปลาเพศผู้จะปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสมกับไข่ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะ ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำส่วนไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะจมลงพื้นบ่อรวบรวม ไข่โดยใช้อวนที่ทำด้วยผ้าตาถี่ ฆ่าเชื้อด้วยยาเหลืองเข้มข้น 5 ppm นาน 1 นาที และล้างด้วยน้ำทะเลสะอาดอีกครั้ง จากนั้นนำไปฟักใน ทะเลความเค็ม 30 ppt อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 17 ชั่วโมง 35
เกษตรกรในประเทศไทยนิยมเรียกว่ากุ้งขาวแวนนาไมหรือเรียกกันว่า “กุ้งขาว” เป็นกุ้งที่เลี้ยงง่ายมี การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพ่อแม่พันธุ์ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาเป็นเวลาช้านาน ทำให้มี การนำเข้าไปเลี้ยงในหลายๆประเทศกุ้งชนิดนี้ได้มีการนำเข้ามาเลี้ยงในทวีปเอเชียครั้งแรกในประเทศไต้หวัน ปี พ.ศ.2539 และต่อมาได้นำเข้าไปในประเทศจีนในปี พ.ศ.2541 สำหรับประเทศไทยได้มีการนำกุ้งขาว เข้ามาทดลองเลี้ยงในปี พ.ศ.2541 แต่การทดลองในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนกระทั่งเดือน มีนาคม พ.ศ.2545 กรมประมงได้อนุญาตให้นำพ่อแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อ จากต่างประเทศเข้ามาทดลอง เลี้ยง กุ้งขาว Litopenaeus vannamei 36
เนื่องจากพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวทั้งหมดนำ เข้ามา จากต่างประเทศส่วนใหญ่มาจากประเทศไต้หวันและ สหรัฐอเมริกาอาจจะมีการนำเข้าจากประเทศอื่นๆบ้าง โดย เฉพาะประเทศแถบอเมริกาใต้พ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวที่มีอยู่ใน ประเทศไทยขณะนี้ มีลักษณะแตกต่างกันบ้างพอจะสังเกต ได้ เช่น พ่อแม่พันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศไต้หวันลักษณะ สำ คัญคือส่วนหัวจะโตกว่าพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งอื่นๆ ซึ่งสันนิษฐานว่าสายพันธุ์ที่นำ เข้าไปในประเทศไต้หวันใน ระยะแรกน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่นำ เข้ามาจากมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมามีการผสมพันธุ์กับสาย พันธุ์อื่นบ้างจนมีลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน คือส่วนหัวจะโต และสีจะแดงเข้ม บริเวณหางมีลักษณะสีแดงตัวผู้มีขนาดใหญ่ กว่าตัวเมียเล็กน้อย แต่ละตัวมีน้ำหนักเฉลี่ย 120 กรัม สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว หากอยู่ในสภาพภูมิอากาศและสภาวะที่เหมาะสมของ น้ำ ก็จะทำ ให้มีชีวิตอยู่รอดและอาศัยอยู่ได้อย่างสบาย วิธีการเลี้ยงกุ้งขาวเริ่มจากการเตรียมบ่อ โดยจะปรับความเป็นกรดและด่างของดินให้มีค่าเท่ากับ7 หากดินมีความเป็นกรดและด่างไม่เท่ากับค่าดังกล่าวก็ให้ ใช้ปูนขาวที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมออกไซด์ประมาณ 25-30เปอร์เซ็นต์ใส่ลงไปในดินในปริมาณ10-20 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ จากนั้นให้ทำการคราดดิน โดยการถ่าย น้ำเข้าบ่อแค่เพียง 10 เซนติเมตร ก่อนที่จะใช้คราดเหล็ก คราดดิน หรือ จะใช้รถไถคราดดินก็ได้ ให้ทำการคราดดิน ไปพร้อมๆ กับการเทปูน เพื่อให้ละลายน้ำ และให้คราดดิน จนมีความลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร คราดดินอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อทำการกำจัดศัตรูกุ้งและเชื้อโรคต่างๆ เมื่อ เสร็จแล้วก็ให้หว่านปูนขาวตามขอบบ่อทิ้งไว้เป็นเวลา 2 วัน กุ้งขาว มีลักษณะลำตัวเป็นปล้องๆ มีสีขาวใส สามารถมองเห็นถึงในตัวกุ้ง 37
กุ้งก้ามกราม Macrobrachium rosenbergii de Man กุ้งก้ามกราม เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีเนื้อแน่น รสชาติดี ลักษณะรูปร่างภายนอกจะมีส่วนหัวชิดติด กับช่วงอกและมีขนาดใหญ่กว่าลำตัวอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับกุ้งทะเลแล้วจะมีลำตัวที่อ้วนกลมและมีเปลือกหุ้ม ที่แข็งกว่า ทั้งยังมีขาเดินคู่หน้าที่ส่วนปลายเป็นก้ามหนีบ ส่วนมากขาเดินคู่นี้จะมีความยาวมากกว่าช่วงลำตัว และมีสีฟ้าเข้มเด่นชัด กุ้งก้ามกรามนั้นมีอีกหลายชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ เช่น กุ้งใหญ่ กุ้งหลวง กุ้งนาง กุ้งแม่น้ำ เป็นต้น แหล่งที่อยู่อาศัยของกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกราม สามารถพบกุ้งก้ามกรามที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติได้ จากแหล่งน้ำจืดทั่วไปแต่ต้องเป็นน้ำจืดที่มีจุดเชื่อม ต่อกับแหล่งน้ำ เค็มเท่านั้นจากข้อมูลของกองเพาะ เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งกล่าวว่ากุ้งก้ามกรามจะเดินทาง ไปยังพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งน้ำ กร่อยเพื่อทำ การผสม พันธุ์และวางไข่ตามฤดูกาลจากนั้นก็เฝ้าเลี้ยงดูตัว อ่อนจนกว่าจะโตได้ระยะหนึ่งถึงค่อยเดินทางกลับมา ใช้ชีวิตในแหล่งน้ำจืดต่อไป ระยะเวลาการเลี้ยงและจับหลัง จากกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกรามที่เลี้ยงไว้โตเต็ม วัยและมีขนาดใหญ่พอที่จะจับได้แล้วเราจะลดน้ำ ในบ่อลงประมาณ 50 เซนติเมตร พร้อมกับใช้ อวนที่มีตาขนาด 4 เซนติเมตรในการจับการใช้ อวนตาเล็กเกินไปจะสร้างความบอบช้ำ ให้กุ้งใน บ่อมาก และอาจจับได้กุ้งที่ยังไม่โตขึ้นมาอีกด้วย เสร็จแล้วทำการคัดแยกกุ้งเพื่อส่งขายต่อไปโดย จะแยกเป็น ตัวผู้ใหญ่ขนาด 100 กรัม ตัวผู้รอง ขนาด 70 กรัม ตัวผู้เล็กขนาด 50 กรัม ตัวผู้ขา ยาว ตัวเมียไม่มีไข่ ตัวเมียมีไข่ กุ้งนิ่ม และกุ้งแคระ แกร็นที่ไม่ลอกคราบ ซึ่งราคาซื้อขายก็จะไล่จาก ราคาสูงมาราคาต่ำตามลำดับ 38
การเลี้ยงดูแลกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกราม หากแบ่งการเลี้ยงกุ้งแม่น้ำ หรือกุ้งก้ามกรามตามมาตรฐานGAPของกรมประมงจะแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้ กุ้งก้ามกรามที่ไม่ผ่านการอนุบาลหมายถึงการจับลูกกุ้งที่คว่ำ ตัวแล้วลงบ่อเพาะเลี้ยงทันทีแล้ว ปล่อยให้เติบโตในบ่อนั้นจนครบเวลาประมาณ4เดือนจึงเริ่มจับไปขายอัตราการเพาะเลี้ยงจะอยู่ที่ ประมาณ30000-50000ตัวต่อไร่เหมาะกับเกษตรกรที่มีพื้นที่ไม่มากจำนวนบ่อน้อยข้อดีคือประหยัด ต้นทุนได้บางส่วนและประหยัดเวลาเตรียมการอนุบาลแต่ก็มีข้อเสียตรงที่ลูกกุ้งบางส่วนที่ตายไปอาจจะส่ง ผลเสียต่อกุ้งตัวอื่นและการทยอยจับแต่ละครั้งก็อาจทำให้กุ้งที่เหลือบอบช้ำได้ กุ้งก้ามกรามที่ผ่านการอนุบาล หลักการก็คือนำลูกกุ้งมาลงบ่ออนุบาลก่อนประมาณ 2 เดือน เพื่อคัดกรองเอาเฉพาะกุ้งที่เติบโตได้ อย่างแข็งแรงไปลงบ่อเพาะเลี้ยงต่อ อัตราการเพาะเลี้ยงจะอยู่ที่ประมาณ 8000-10000 ตัวต่อไร่ ข้อดีคือ ผลผลิตที่ได้ค่อนข้างมีคุณภาพดี ตัวกุ้งจะมีขนาดไล่เลี่ยกัน และใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่าปกติ แต่ก็มีข้อจำกัด ในเรื่องของพื้นที่และปริมาณการเพาะเลี้ยง หากบ่อเลี้ยงมีน้อยและจำนวนกุ้งที่ต้องการเลี้ยงน้อยเกินไปรูป แบบนี้อาจไม่คุ้มค่าการลงทุน 39
ปลาจาระเม็ดป็นสัตว์น้ำทะเล ที่ชอบ ใช้ชีวิตแบบฝูงสามารถพบได้ในประเทศไทยเรา ทั้งฝั่งทะเลตะวันออกและฝั่งตะวันตกรวมไปถึง บริเวณที่มีน้ำ กร่อยเป็นปลาที่มีรูปลักษณะ แปลกเพราะลำ ตัวเป็นทรงสี่เหลี่ยมเปียก ปูนตัวสั้นและแบนเหมือนฝ่ามือเนื้อละเอียด แต่ก่อนถือว่าเป็นเมนูระดับภัตตาคารหรูเท่านั้น เพราะหายาก เมนูยอดฮิตได้แก่ ปลาจาระเม็ด นึ่งมะนาว นึ่งซีอิ๊ว นึ่งบ๊วย ราดพริก ปลาจาระเม็ดจะมีปลา อีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกันแต่เป็นปลา น้ำจืด ชื่อ ปลาคู้ หรือ เปคู ที่ถูกขนานนามว่าเป็น ปลาจาระเม็ด น้ำจืด แต่มีลำตัวที่ใหญ่แตกต่างกัน มากครับ โปรดอย่าสับสนกันนะครับ 40
White pomfret ปลาจาระเม็ดที่มีลำตัวเป็นสีเทาเงิน ปลาชนิดนี้เราเรียกกันว่าปลา เต๋าเต้ย เต๋าโต้ย หรือ ปลาฮ่องเต้ แค่ชื่อก็สุดหรูกันแล้วครับ ปลาชนิดนี้เป็นปลาจาระเม็ดที่อาศัยอยู่ในน้ำ ทะเลลึก มีขนาดลำตัวที่ใหญ่ ก้างน้อยมาก เนื้อนุ่ม รสชาติหวาน สามารถนำมาแล่เนื้อปรุง อาหารได้หลากหลายเมนู เพราะตัวใหญ่จึงมีเนื้อเยอะ ราคาเนื้อสดที่ขายในท้องตลาดจึง แพงกว่าปลากะพงขาว ราคาตัวละไม่ต่อกว่า 1,000 บาทกันเลยครับ ซึ่งปลาทั้งสองชนิดนี้ คนส่วนใหญ่มักจำสับสนกันมาก ปลาจะระเม็ดมีประโยชน์สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์นะครับ เพราะมีโอเมก้าสูง มีไขมัน ต่ำ ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการระบบสมอง ประสาท และสายตาของเด็กในครรภ์ สารอาหาร ที่เด่นๆ ใน ปลาจะระเม็ดคือโอเมก้า-3 ที่ถูกจัดให้เป็นไขมันมหัศจรรย์ เป็นกรดไขมันไม่ อิ่มตัวที่มีโครงสร้างแบบเชิงเดียว ที่ร่างกายเราสร้างเองไม่ได้ แต่มีความสำคัญต่อร่างกาย ถ้าต้องการโอเมก้า-3 ก็คือต้องรับประทานเข้าไปเท่านั้นครับ และเจ้าปลาจะระเม็ดนี้ก็มีโอเม ก้าชนิดนี้สูงกว่าปลาชนิดอื่นครับ ปลาจาระเม็ด 41
ปลาหมอเทศ ปลาหมอเทศ เป็นปลาน้ำจืดและปลาน้ำกร่อย ที่มี ถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกาใต้และประเทศในเขตอบอุ่นถึง ร้อน ได้นำเข้ามาในระเทศไทยมากกว่า 500 ปี ด้วยความ ที่ปลาชนิดนี้มีความสามารถในการแพร่พันธุ์ได้เร็วและเลี้ยง ง่าย จึงกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในประเทศไทยเรา ลักษณะของปลาหมอเทศนั้นจะมีหัวปลาที่ใหญ่ ปากใหญ่ ขากรรไกรบนแคบกว่าขากรรไกรล่าง ด้านข้าง ของลำตัวแบน หลังปลาเป็นสีเทาเข้มออกดำ แต่ลำตัวจะเป็น สีน้ำตาล บริเวณท้องปลามีสีเหลืองแกมน้ำตาลอ่อนมีครีบ เป็นหยักแหลมและแข็งมีขนาดลำ ตัวเต็มที่35เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม และเป็นสัตว์น้ำที่อายุยืนถึง 11 ปี ปลาตัวเมียจะมีขนาดเล็กกว่าปลาตัวผู้ และมีสีของลำ ตัวสีอ่อนกว่าตัวผู้ Oreochromis mossambicus ปลาหมอเทศมีลักษณะรูปร่างทั่วไปคล้าย ปลานิลซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในวงศ์เดียวกันและสกุล เดียวกันแต่ว่าปลาหมอเทศมีรูปร่างที่เล็กกว่า มีลำตัวแบนข้าง หัวสั้น ปากกว้าง มีฟันซี่เล็กละเอียด ครีบอกยาวแหลม ครีบก้นมีก้านแข็ง 3 ชิ้น ปลาย ครีบหางตัดตรง มีเกล็ดตั้งแต่บริเวณแก้ม หัว ถึง โคนหาง เกล็ดเป็นแบบเกล็ดสาก เส้นข้างลำตัว ขาดช่วง ด้านบนลำตัวมีสีคล้ำอมเขียวหรือน้ำเงิน แก้มมีสีจางเป็นปื้น ลำตัวมีแถบสีคล้ำ 8–9 แถบ พาดตามแนวตั้ง ท้องสีจางหรือเหลืองอ่อน ขอบครีบ มีสีแดงหรือน้ำตาลรวมถึงครีบอกปลาขนาดเล็กมีสี คล้ำหรือสีเทา มีความแตกต่างจากปลานิล คือ ปาก ยาวกว่า และไม่มีแถบหรือลายบนครีบ แต่มีปื้นสีจาง บนแก้มของปลาตัวผู้ 42
การเลี้ยงปลาหมอเทศเราจะเริ่มต้นกันตั้งแต่การเตรียมบ่อดินแล้วตากบ่อไว้ราว2-4สัปดาห์ก่อน ที่จำนำปูนขาวมาเทลงในบ่อในปริมาณ 150 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินของบ่อและเป็นการฆ่าเชื้อ โรคที่ปะปนอยู่ในเนื้อดินด้วยแล้วจึงปล่อยน้ำที่ผ่านการกรองเข้ามาในบ่อก่อนที่จะปล่อยลูกปลาที่เกิดจาก พ่อแม่พันธุ์ที่เป็นสายพันธุ์แท้ที่สมบูรณ์ โดยลูกปลามีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตรลงในบ่อ โดยใช้สัดส่วน ไร่ละ 8,000 ตัว ข้อควรระวังคือ ควรเลือกลูกปลามาจากพ่อแม่พันธุ์ที่หลากหลาย โดยปลา 8,000 ตัวนี้ ควรนำมาจากพ่อแม่พันธุ์มากกว่า 50 คู่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสายเลือดชิดต่อไป การให้อาหารปลานั้นเรา จะนำอาหารปลาดุกที่มีโปรตีนมากกว่าร้อยละ 30 มาโรยลอยน้ำ ให้วันละ 1 มื้อ และต้องทำการเปลี่ยนถ่าย น้ำในบ่อทุกสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้ปลาเจริญได้ดี เมื่อเลี้ยงจนครบ 6 เดือนจึงคัดเลือกปลาที่มีคุณลักษณะ ตามสายพันธุ์ที่แข็งแรงและสมบูรณ์เพื่อนำ มาเป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อทำ การขยายพันธุ์ปลาหมอเทศต่อไป เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์แล้วให้นำ มาปล่อยในบ่อใหม่ที่เตรียมไว้จะใช้เป็นบ่อดินกระชังหรือบ่อ คอนกรีตก็ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณของเพื่อนๆเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงโดยบ่อคอนกรีตนั้นจะมีต้นทุน ที่สูงแต่การเก็บรวบรวมพ่อแม่พันธุ์และการดูแลรักษาบ่อจะทำ ได้ง่ายกว่าบ่อดินการปล่อยพ่อแม่ พันธุ์ลงในบ่อนั้นให้ปล่อยในสัดส่วนตารางเมตรละไม่เกิน3ตัวให้อาหารปลาดุกเช่นเดิมและหมั่น ตรวจสอบดูไข่ปลาทุก7วันหากพบว่ามีไข่ปลาอยู่ในช่องปากของแม่พันธุ์ให้เราเคาะไข่ปลาออกจาก แม่พันธุ์ทีละตัวและแยกไข่ปลาใส่ในภาชนะตัวละ1ใบแล้วนำ ไปล้างในน้ำ ที่ผสมด่างทับทิมแล้วจึงนำ ไข่ ไปใส่ถาดฟักเมื่อไข่ปลาฟักออกมาเป็นตัวแล้วว่ายน้ำ ได้จึงย้ายปลาหมอเทศไปไว้ในบ่ออนุบาลต่อไป 43
44 อาชีพ ที่สร้าง รายได้
45
มีก้ามยาวเรียว มีสีฟ้าอ่อน และมีจุดขาวตกกระทั่วไป ทั้งกระดองและก้าม พื้นท้องเป็นสีขาว จับปิ้งเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียวสูง มีก้ามสั้นกว่ากระดอง และก้ามมีสีฟ้าอมน้ำตาลอ่อน และมีจุดขาวตกกระทั่วไปทั้งกระดองและก้าม เมื่อถึงฤดูกาลวางไข่ ปูม้าตัวเมียจะมีไข่ติดอยู่บริเวณ รยางค์ซึ่งเคยเป็นขาว่ายน้ำในระยะวัยอ่อน โดยในระยะแรกไข่จะอยู่ภายในกระดองต่อมากระดอง ทางหน้าท้องเปิดออกทำให้เห็นไข่ชัดเจน จึงเรียกปูม้าลักษณะนี้ว่า ปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง ปูม้าตัวผู้ ปูม้าตัวเมีย ปูม้า Portunus armatus 46
การฟื้นฟูปูม้า ที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ของประเทศไทยที่เคยมีการใช้ประโยชน์จากปูม้าโดยส่วนใหญ่ จะประกอบอาชีพ การประมงอวนปู และนำปูม้าที่ได้มาขายเป็นปูสดหรือนำมาต้มแกะเนื้อขาย และยังมีชาวประมงบางส่วนที่ดำเนิน การจับปูโดยไม่ได้คำนึงขนาดปู ซึ่งขัดต่อกฎหมาย และทำให้ทรัพยากรปูตามธรรมชาติขาดแคลน ทำให้หลาย หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งจัดการฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรปูม้า ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เพื่อจะทำให้มีทรัพยากร เพียงพอ เกิดความมั่นคงอาหารมากขึ้น เช่น การทำธนาคารปู ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่นเปลี่ยนจากระบบ ไฟฟ้าบ้านทั่วไป มาเป็นระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและลดปัญหา ไฟตก ไฟกระชากที่มีผลต่อปั๊มออกซิเจนในบ่อเพาะเลี้ยง และการปรับอาหารในการเลี้ยงปูลูกอ่อนเพื่อให้ปูมี ความสมบูรณ์ได้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาปูม้าของชาวประมงขนาดเล็กให้เข้าสู่มาตรฐาน สินค้าเกษตร โดยเน้นเรื่องของสุขลักษณะในการทำการประมง ตั้งแต่โครงสร้างของเรือประมงที่เป็นแหล่งจัดเก็บ ปูม้าขณะทำการเก็บเกี่ยว รวมทั้งพัฒนาไปถึงแพปูม้า ที่เป็นแหล่งเก็บรักษาและกระบวนการทำความสะอาดหลัง การเก็บเกี่ยว ให้สะอาด ไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน แบ่งแยกพื้นที่ในการจัดเก็บชัดเจน ถูกสุขลักษณะและอนามัย และผู้ปฏิบัติงานทุกคนในทุกกระบวนการต้องมีสุขอนามัยที่ดีด้วย 47
โครงการธนาคารปูม้าเป็นการใช้ประโยชน์และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทรัพยากรปูม้าฟื้นฟูกลับสู่ความสมบูรณ์รวมถึงปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรทาง ทะเลให้มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อชาวประมง สามารถสร้างอาชีพประมงปูม้าอย่างยั่งยืน เพิ่มทรัพยากร ทางทะเลเพื่อการบริโภคให้ชาวประมงพื้นบ้านส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องครอบคลุมและ ยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพและการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ทั้งชาวประมงและผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมการส่งออก มีจำนวนปูม้าที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โครงการธนาคารปูม้า 48
สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายพวงองุ่นพบได้ที่ไหน? ส่วนมากสาหร่ายพวงองุ่น จะพบอยู่บนโขดหิน ก้อนกรวด และพื้นทรายในทะเลลึก โดยอาจอยู่รวม ตัวกันเป็นกระจุก หรือปะปนกับสาหร่ายชนิดอื่นตามซอกหิน หรือปะการัง ปัจจุบันสามารถพบสาหร่าย พวงองุ่นได้ในเขตประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังแพร่กระจายไปในเขต ร้อนอย่าง เคนยา มาดากัสการ์ โมซัมบิก แทนซาเนีย และปาปัวนิวกินี ส่วนในประเทศไทย ก็มีการเพาะเลี้ยง ได้ด้วยเช่นกันในระบบบ่อเลี้ยง โดยการสนับสนุนของกรมประมง ในปัจจุบันประเทศไทย สามารถหาซื้อสาหร่ายพวงองุ่นได้ จะมีตลาดขายสาหร่ายพวงองุ่นใน พื้นที่แถบจังหวัดทางภาคใต้ เช่น จังหวัดภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ เพชรบุรี ฯลฯ หรือภาคตะวันออก ก็ จะมีบ้าง ส่วนถ้าอยู่ในกรุงเทพ ก็สามารถไปหาซื้อได้ที่ร้านขายของนำเข้าจากญี่ปุ่น อาจจะพอมีนำเข้า มาขายอยู่บ้าง และตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำ Green Caviar สาหร่ายพวงองุ่นมีหลากหลายชื่อจะเรียกกันไป ตามแต่ละพื้นที่ ซึ่งคนไทยจะรู้จักกันในชื่อของ สาหร่าย พวงองุ่น, สาหร่ายพริกไทย, คาเวียร์สีเขียว ด้วยรูปลักษณ์ของสาหร่ายชนิดนี้จะเป็นเม็ดกลม เล็ก ๆ สีเขียวเกาะกันเป็นพวงเป็นช่อ มองดูคล้ายพวงองุ่น จิ๋วและบางทีดูไปดูมาก็เหมือนช่อพริกไทยสดจึงมีหลาย คนเข้าใจว่าสาหร่ายช่อพริกไทยและสาหร่ายพวงองุ่น คืออย่างเดียวกันอันที่จริงก็จัดอยู่ในตระกูลเดียวกันแต่ สาหร่ายช่อพริกไทยจะมีขนาดเล็กกว่าสาหร่ายพวงองุ่น เล็กน้อย 49
- แหล่งรวมวิตามินมากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี และวิตามินเคช่วยบำรุงสายตา - แก้อาการเหน็บชา ดูแลกระดูก และฟัน บำรุงผิวพรรณ และช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ง่ายปรับสมดุลในร่างกาย - รักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว - บำรุงสมอง บำรุงเส้นผม - ต่อต้าน และยับยั้งเซลล์มะเร็ง - กากใยสูง แคลอรี่ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก - แมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ - แคลเซียม บำรุงกระดูก - โปแคสเซียม ช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ และความสมดุลของน้ำในร่างกาย - สังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย - ไอโอดีน ช่วยป้องกันและรักษาโรคคอพอก - เบต้าแคโรทีน ต้านอนุมูลอิสระ - กรดอะมิโนที่จำเป็นอีกหลายชนิดที่ไม่พบในพืชบนบก - เหมาะกับผู้ป่วยหลายโรค เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ รู้ไหม? สาหร่ายพวงองุ่นสามารถนำมาทานสด ๆ ได้เลย ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น 50