การผลิต การใช้สื่อการเรียนการสอน และการเก็บรักษาสื่อ การเรียนการสอน
คำนำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book) เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการเรียน การสอนรายวิชา PR64604 สื่อ แหล่งเรียนรู้ นวัตกรรมสำหรับครูประถมศึกษา กลุ่มวิชาชีพครู ตามหลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พุทธศักราช 2564 เปิดสอนสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภายในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( E-book) เล่มนี้ประกอบไปด้วย หลักการผลิตสื่อการเรียนการสอน การ ผลิตสื่อแต่ละประเภท การผลิตสื่อแต่ละหมวดวิชา การใช้สื่อการเรียนการสอน วัตถุประสงค์ของการใช้สื่อการ เรียนการสอน บทบาทของสื่อการเรียนการสอน เทคนิคการใช้สื่อการเรียนการสอน หลักเกณฑ์ในการเลือกใช้สื่อ การเรียนการสอน หลักการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน ขั้นตอนการใช้สื่อการสอน วันที่ 30 เมษายน 2566 ก
สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญภาพ ค บทที่ 3 การผลิต การใช้ การเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอน หลักการผลิตสื่อการเรียนการสอน 1 การผลิตสื่อแต่ละประเภท 1 การผลิตสื่อแต่ละหมวดวิชา 6 การใช้สื่อการเรียนการสอน 9 วัตถุประสงค์ของการใช้สื่อการเรียนการสอน 9 บทบาทของสื่อการเรียนการสอน 10 เทคนิคการใช้สื่อการเรียนการสอน 10 หลักเกณฑ์ในการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน 11 หลักการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน 11 ขั้นตอนการใช้สื่อการสอน 15 ตัวอย่างการใช้สื่อการเรียนการสอน 17 การเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอน 18 แนวทางการเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอน 19 บทสรุป 20 คำถามทบทวน 21 บรรณานุกรม ง ข
สารบัญภาพ ภาพประกอบที่ หน้า 1 การใช้สื่อการเรียนการสอนกับผู้เรียน 17 2 การใช้สื่อการเรียนการสอน 17 3 การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการใช้สื่อการเรียนการสอน 18 ค
บทที่ 3 การผลิตสื่อการเรียนสอน การใช้สื่อการเรียนการสอน และการเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอน การผลิตสื่อการเรียนการสอน หลักการผลิตสื่อการเรียนการสอน หลักการผลิตสื่อการสอนต่าง ๆ ได้มีผู้คิดค้นหลักการหรือระบบการสอนขึ้นหลายหลักการ ดังนี้ ต้องออกแบบให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย เหมาะสมกับผู้เรียน ผลิตโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะนำไปใช้งาน สามารถนำไปใช้ได้ง่าย วิธีการใช้ไม่ยุ่งยาก มีคู่มือประกอบการใช้งาน การสื่อบางประเภทไม่จำเป็นต้องแสดงรายละเอียดมากนัก คำนึงถึงความประหยัดทั้งงบประมาณและเวลาให้เหมาะสม การผลิตสื่อแต่ละประเภท การประดิษฐ์ตัวอักษร การผลิตสื่อจะขาดเสียมิได้เลยคือ การประดิษฐ์ตัวอักษร ไม่ว่าจะใช้ประกอบในการจัดทำบัตรคำ ป้าย นิเทศ ป้ายโฆษณา การเขียนเพื่อประกอบเป็นคำบรรยายต่างๆ ถือได้ว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับครูธุรกิจ การประดิษฐ์ตัวอักษรอย่างเหมาะสมจะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ทั้งนี้ตัวอักษรที่ประดิษฐ์ต้องมีขนาด พอเหมาะกับระยะในการเรียนรู้ ชัดเจน อ่านง่าย หลักในการประดิษฐ์ตัวอักษร การเลือกแบบ หรือลักษณะของตัวอักษรที่จะเขียน หัวเรื่อง หรือใจความสำคัญควรจะมีการ เน้นรูปแบบ ขนาดที่แตกต่างจากข้อความธรรมดา ขนาดของตัวอักษร ควรสัมพันธ์กับระยะความห่างจากตัวอักษร เช่น ผู้อ่านอยู่ห่าง 4.8 เมตร ตัวอักษรควรจะมีขนาด 1.2 เซนติเมตร ช่องไฟ ต้องคำนึงถึงช่องไฟ เพื่อความสวยงาม ดูเป็นระเบียบ อาจใช้การประมาณด้วยสายตา หรือถือหลักช่องไฟระหว่างตัวอักษรเป็น 1 ใน 3 หรือ 2 ใน 3 ส่วนของตัวอักษร ทั้งนี้ก่อนที่จะ
2 ประดิษฐ์ตัวอักษร ควรนับจำนวนตัวอักษรเสียก่อน จากนั้นก็หาจุดศูนย์กลาง แล้วจึงลงมือร่าง ประเภทของการประดิษฐ์ตัวอักษร การประดิษฐ์อักษรด้วยมือ เช่น ปากกา ดินสอน ปากกาสปีดบอล พู่กัน ชอล์ก ปากกาเมจิ เป็นต้น การประดิษฐ์อักษรด้วยเครื่อง เช่น เครื่องพิมพ์ดีด คอมพิวเตอร์ ตัวอักษรแบบฉลุ ตัวอักษร แบบฝน เป็นต้น วิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรด้วยมือ กำหนดจุดสองจุดเป็นส่วนสูงของตัวอักษร แล้วใช้ไม้ฉากลากเส้นขนานผ่านทั้ง 2 จุดนั้น ลากเส้นคู่ขนานกันทั้งด้านบนและล่าง เพื่อเป็นขนาดของหัวตัวอักษร แบ่งช่องออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆกัน ใช้เขียนตัวอักษรเพียง 3 ส่วน อีก 1 ส่วน เป็นช่องไฟและกำหนดความหนาของอักษรเป็น 1 ใน 3 ส่วนของขนาดตัวอักษร วิธีการประดิษฐ์ตัวอักษรแบบฉลุ 1. ร่างแบบตัวอักษรลงบนกระดาษ 2. แล้วจึงตัดโดยใช้ใบมีดคมๆ เอาตัวอักษรออกมา 3. นำตัวอักษรแบบฉลุมาวางบนกระดาษ หรือแผ่นป้ายที่ต้องการ 4. แล้วระบายลงในร่องด้วยหมึก, ใช้การพ่นสีผ่านตัวอักษรแบบฉลุ บัตรคำ บัตรคำเป็นสื่อวัสดุที่ทำด้วยกระดาษแข็งให้เป็นบัตรรูปสี่เหลี่ยมที่มีขนาดต่างๆกัน บัตรคำมักจะเขียนเป็น คำๆ หรือเป็นประโยค โดยอาจจะมีรูปประกอบด้วยก็ได้ ตัวอักษรที่เขียนบนบัตรควรจะคำนึงถึงสีและความ เหมาะสมด้วย การผลิตบัตรคำ 1. ตัดกระดาษแข็งให้เป็นบัตรสี่เหลี่ยมตามขนาดและจำนวนที่ต้องการ 2. เขียนตัวอักษรที่ต้องการลงบนบัตรตามความเหมาะสม โดยอาจจะมีรูปภาพประกอบมาปะ บนบัตรคำ 3. เมื่อเขียนเสร็จแล้วควรทิ้งไว้ให้แห้ง การเก็บบัตรคำ เพื่อความเรียบร้อย สะดวกในการนำ ออกมาใช้งาน ควรเก็บเป็นหมวดหมู่ โดยอาจจะเก็บในกล่องลิ้นชัก ตู้เก็บอุปกรณ์ 2
3 การผนึกภาพ คือ การเก็บรักษาวัสดุการสอนที่เป็นกระดาษที่ฉีกขาดง่าย โดยการผนึกเข้ากับวัสดุที่แข็ง กว่า เช่น ผ้า กระดาษหนา ซึ่งจะช่วยให้ใช้ได้นาน วัสดุที่จะผนึก คือ ภาพจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิว โปสเตอร์ ซึ่งอาจจะเป็นรูปภาพพิมพ์กระดาษ หยาบๆ หรือเป็นภาพลายวาด หรือพิมพ์ ภาพถ่าย อาจจะเป็นภาพสี หรือขาวดำ วัสดุที่รองผนึกได้ควรเป็น กระดาษแข็ง ซึ่งมีความแข็งปานกลาง มีน้ำหนักเบาและราคาไม่แพง วัสดุอีกอย่างคือ ผ้า ทำให้ง่ายต่อการพับ งอ ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการใช้งาน ประเภทของการผนึกภาพ 1. การผนึกแบบธรรมดา เป็นการผนึกด้วยกาวยางน้ำ แป้งเปียก กาวลาเท็กซ์ เป็นต้น 2. การผนึกแบบใช้ความร้อนช่วย เช่น การผนึกโดยใช้แผ่นเยื่อผนึกแห้ง วิธีการผนึกด้วยกาวลาเท็กซ์ 1. นำกระดานที่มีขนาดพอเหมาะกับภาพที่ต้องการจะผนึก 2. นำภาพที่ต้องการไปแช่น้ำให้ทั่วทั้งภาพประมาณ 10 นาที หรือจนน้ำซึมเข้าทั่วทั้งภาพ 3.ทากาวลาเท็กซ์บนกระดาน 4. วางภาพบนกระดานทำให้เรียบ อาจจะใช้ขวดน้ำเกลี้ยงบนภาพให้เรียบ 5. ทากาวบนภาพให้ทั่วอีกครั้ง และทิ้งไว้ให้แห้ง วิธีการใช้แผ่นเยื่อผนึกแห้ง 1. วางภาพไว้ระหว่างแผ่นเยื่อผนึกแห้ง 2. ใช้กระดาษสะอาดปิดด้านบนของรูปภาพ แล้วสอดรูปภาพและกระดาษรองดังกล่าวเข้าไปใน เครื่องอัดภาพ ประมาณ 1 นาที ที่อุณหภูมิความร้อน 225 องศา 3. ได้ภาพผนึกแห้งที่ต้องการ สมุดลำดับภาพ สมุดลำดับภาพ เป็นสมุดรวบรวมภาพเป็นชุด แสดงเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาติดต่อกันตามลำดับ อาจ เป็นนิทาน เรื่องสั้นสำหรับเด็ก หรือเนื้อหาที่เป็นลำดับขั้นตอน เช่น วิธีการเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต, ขั้นตอนในการ เข้าพบลูกค้า เป็นต้น สมุดลำดับภาพ อาจใช้การผนึกภาพ หรือเขียนลงบนกระดาษ , ผ้าก็ได้ วิธีการใช้รูปภาพผนึกลงบนกระดาษหรือผ้า 1. พิจารณาเนื้อหาว่าจุดไหนเป็นจุดสำคัญของเรื่อง ควรเสนอเป็นภาพ 3
4 2. รวบรวมภาพ แยกหมวดหมู่ของภาพให้เข้ากับเนื้อหาที่วางไว้ 3. เขียนหมายเลขตามลำดับภาพ เพื่อกันภาพสลับกัน 4. ผนึกภาพบนกระดาษ หรือผ้า ถ้ามีคำอธิบายใต้ภาพ ก่อนผนึกควรคำนึงถึงเนื้อที่ข้างล่างของ ภาพไว้สำหรับคำบรรยาย 5. เขียนคำบรรยายใต้ภาพด้วยภาษาที่ง่าย กะทัดรัดได้ใจความ 6. ตรวจดูควรเรียบร้อย และการลำดับภาพก่อนเข้าเล่ม การขยายภาพ การขยายภาพจะช่วยทำให้ภาพที่ต้องการซึ่งมีขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการสอน หรือจัดแสดง ได้ง่ายขึ้น การขยายภาพยังทำให้เห็นส่วนประกอบของภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ประเภทของการขยายภาพ 1. การใช้เครื่องมือขยายภาพ เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ, เครื่องขยายภาพแผนที่, ฉายสไลด์ เป็นต้น 2. การขยายภาพแบบตาราง วิธีการขยายภาพโดยใช้เครื่องฉายข้ามศีรษะ 1. วางกระดาษวาดเขียนติดกับผนังโดยใช้สก๊อตเทป 2. เปิดสวิทซ์เครื่องฉาย แล้ววางแผ่นโปร่งใส 3. ปรับขนาดและความคมชัดของภาพ 4. เมื่อภาพคมชัดดีแล้ว ลงมือร่างภาพตามต้องการ วิธีการขยายภาพโดยวิธีเขียนตาราง 1. ตีกรอบสี่เหลี่ยมรอบภาพ อาจเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็ได้ แล้วแต่ความ เหมาะสมของภาพ 2. แบ่งด้านทุกด้านออกเป็นส่วนๆส่วนละเท่าๆกัน พร้อมทั้งเขียนหมายเลขกำกับจากน้อยไปหา มาก ด้านตรงข้ามจะมีหมายเลขตรงกัน ลากเส้นระหว่างจุดของด้านตรง จะได้ตารางออกมา 3. นำกระดาษวาดเขียนมาตีกรอบสี่เหลี่ยม ทำเหมือนข้อ 2 แต่การแบ่งส่วนของแต่ละด้านต้องมี ขนาดใหญ่กว่าเดิม 4. ใช้ดินสอวาดภาพบนกระดาษเบาๆ สังเกตเส้นของภาพเดิมว่ามีความสัมพันธ์กับเส้นตาราง อย่างไร หมายเลขที่กำกับจุดและเส้นจะเป็นเครื่องช่วยในการวาดรูปให้ถูกตำแหน่ง 5. แต่งเติมเส้นให้ชัดเจนด้วยหมึก หรือสีตามความต้องการ แผนภูมิ 4
5 แผนภูมิแสดงความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริง หรือแนวความคิดต่างๆ เป็นการแสดงเปรียบเทียบ แสดง พัฒนาการของขบวนการ แสดงโครงสร้างขององค์กร ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าใจได้ง่าย โดยทำเป็นแผ่นภาพซึ่ง ประกอบด้วยรูปภาพ สัญลักษณ์ต่างๆและตัวหนังสือ แผนภูมิมีหลายประเภทเช่น แผนภูมิต้นไม้ แผนภูมิแบบต่อเนื่อง แผนภูมิแบบเปรียบเทียบ แผนภูมิแบบ องค์กร แผนภูมิอธิบายภาพ แผนภูมิแบบวิวัฒนาการ แผนภูมิแบบตาราง การผลิตแผนภูมิสามารถใช้การวาด หรือ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการสร้างก็ได้ แผนสถิติ แผนสถิติใช้เสนอข้อมูลที่เป็นจำนวนเลข แผนสถิติจะแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูล เช่น แนวโน้ม ความเปลี่ยนแปลง การเปรียบเทียบ การแสดงข้อมูลในรูปแบบของสถิติจะทำให้ ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้รวดเร็ว และน่าสนใจ แผนสถิติมีหลายประเภท เช่น แผนสถิติแบบพื้นที่ แผนสถิติแบบแท่ง แผนสถิติแบบรูปภาพ แผนสถิติแบบ วงกลมและแผนสถิติแบบเส้น การใช้แผนสถิติขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับเนื้อหา ซึ่งควรศึกษาข้อดี – ข้อเสียเพื่อ เลือกใช้ให้ถูกต้อง การผลิตแผนสถิติสามารถใช้การวาดภาพ ปะกระดาษสี หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยสร้างก็ได้ ภาพโปร่งใส ภาพโปร่งใส เป็นแผนสไลด์ขนาดใหญ่ใช้กับเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ สามารถใช้ได้กับทุกกลุ่มวัย ภาพ โปร่งใสสามารถแสดงความคิดรวบยอด ขบวนการ ข้อเท็จจริง หัวข้อได้ ทั้งนี้ในระดับวัยเด็ก สามารถสร้างแผน โปร่งใสเคลื่อนไหว เพื่อดึงดูดความสนใจได้อีกด้วย การผลิตแผ่นโปร่งใสเคลื่อนไหว 1. ทำขอบติดแผ่นโปร่งใส 2. วาดภาพ หรือข้อความที่ต้องการลงบนแผ่นโปร่งใส 3. ตัดกระดาษแข็งให้พอดีกับคำที่ต้องการจะปิดไว้ แล้วติดกระดาษแข็งกับกรอบของแผ่นโปร่งใส ด้วยสก๊อตเทปทั้งนี้แผ่นโปร่งใสยังสามารถนำไปผลิตได้อีกหลายรูปแบบ เช่น สามารถดึงขึ้นลง ได้ หรือตัดแผ่นโปร่งใสเป็นรูปคนใช้ในการเล่าเรื่อง สนทนาก็ได้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ กำหนดเรื่องที่ต้องการจะผลิต ควรจะเป็นเรื่องที่มีความถนัด ความเข้าใจ และมีความน่าสนใจ ศึกษาและรวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูลที่หลากหลายโดยที่ข้อมูลควรจะต้องมีความทันสมัย นอกจากรวบรวมข้อมูลแล้วก็ยังต้องมีการกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะจัดทำ และต้องศึกษากลุ่มผู้เรียน 5
6 กำหนดรูปแบบ วางโครงสร้างของสื่อว่าต้องการให้มีส่วนประกอบอะไรบ้าง เช่น ส่วนของเนื้อหา แบบทดสอบและเกมการศึกษา เป็นต้น เน้นที่เนื้อหาหรือรูปภาพให้เหมาะสมกับผู้เรียนและ สามารถดึงดูดความสนใจ จัดทำStory board เป็นการร่างโครงสร้างของการจัดทำสื่อทั้งหมด กำหนดการเชื่อมโยงแต่ละ หน้าเข้าด้วยกัน การทำStory board ก่อนจะทให้สะดวกในการผลิต จัดทำสื่อโดยเลือกโปรแกรมที่มีความสามารถในการจัดทำตามเนื้อหาใน Story board ที่ได้วาง โครงสร้างไว้ เพราะแต่ละโปรแกรมจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป จึงควรเลือกให้เหมาะสม กับความต้องการและความสามารถของโปรแกรม การผลิตสื่อแต่ละหมวดวิชา การผลิตสื่อการสอนเป็นรายหมวดวิชาแตกต่างกันไปตามธรรมชาติ และลักษณะเนื้อหาของหมวดวิชา ต่างๆ ต่อไปนี้จะเสนอแนวการผลิตสื่อการสอนพอเป็นพื้นฐานเพียงบางหมวดวิชา แนวทางผลิตและเลือกสื่อการสอนหมวดวิชาภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ โดยที่ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษเป็นวิชาทักษะ การใช้สื่อการสอนทั้งสองวิชาต้องคำนึงถึงหลักบูรณาการสื่อ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีพัฒนาการทางการใช้ภาษาทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน การผลิตสื่อการสอนวิชาภาษาไทย/อังกฤษ มีแนวดังนี้ 1. ควรผลิตและเลือกสื่อที่จะเอื้อต่อลำดับขั้นของการพัฒนาทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้านควร เน้นการใช้สื่อที่จะให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการฝึกปฏิบัติทั้งที่เป็นสถานการณ์ จริง คือ การได้ฟัง พูดอ่านและเขียนจริง หรือในสถานการณ์จำลองที่มีสื่อโสตทัศน์ เช่น เครื่องบันทึกเสียงเข้าช่วย 2. ควรผลิตและเลือกสื่อที่ครอบคลุมสื่อประเภทวัสดุประเภทของจริงที่พบหาได้ในชีวิตประจำวัน และสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น แบบเรียน ภาพชุด บัตรคำต่างๆ 3. ควรผลิตและเลือกสื่อประเภทอุปกรณ์ที่ช่วยนักเรียนให้ได้ฝึกทักษะทางภาษา เช่น เครื่องฝึกผสม คำหรือผสมประโยค เครื่องบันทึกเสียง สำหรับฝึกการออกเสียง เป็นต้น 4. ควรจัดให้มีสื่อประเภทวิธีการ เช่น การสนทนา โต้ตอบระหว่างครูกับผู้เรียน และผู้เรียนกับ ผู้เรียน การเล่นแสดงบทบาทการเล่นละคร และการเล่นเกม ฝึกทักษะต่างๆ 6
7 แนวทางการผลิตและเลือกสื่อการสอนหมวดวิชาคณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์เป็นทักษะเชิงสติปัญญาที่ต้องใช้กระบวนการทางสติปัญญาสูงกว่าทักษะ ทางกายอื่นๆ เนื้อหาสาระทางคณิตศาสตร์เป็นประสบการณ์นามธรรม สิ่งที่ผู้เรียนได้พบเห็นส่วนใหญ่เป็นสัญลักษณ์แทนจำนวน ผู้เรียนที่มีประสบการณ์น้อยจะมีปัญหาด้านนามธรรม การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ จึงมุ่งไปที่การ สร้างสภาพการณ์และประสบการณ์รูปธรรม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจประสบการณ์นามธรรมดีขึ้น สื่อการสอน คณิตศาสตร์ จึงมีตั้งแต่วัสดุที่ใช้แทนจำนวนไปจนถึงสื่อที่สามารถแสดงให้เห็นกระบวนการทางคณิตศาสตร์ชั้นสูง เช่น แสดงการเกิดสมการทางคณิตศาสตร์ต่างๆ ในรูปของภาพยนตร์หรือเทปโทรทัศน์ เป็นต้น การผลิตและเลือก สื่อการสอนวิชาคณิตศาสตร์มีแนวคิดดังนี้ 1. ต้องผลิตสื่อตามเนื้อหาที่ผ่านการวิเคราะห์แล้ว โดยกำหนดเป็นหน่วยที่แยกย่อยลงไป จนถึงหนึ่งหน่วยต่อการสอน 1 ครั้ง 2. ควรผลิตและเลือกสื่อการสอนในลักษณะที่มีสื่อมาประกอบกันเป็นชุดการสอน 1 ชุด สำหรับการสอน 1 ครั้ง โดยมีชุดอุปกรณ์หรือ "KIT" ประกอบด้วย 3. ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การสอนคณิตศาสตร์ทำไม่ได้เพียงด้วยการพูดให้ฟัง ดังนั้นจึงควรผลิต และใช้สื่อการสอนในทุกโอกาสที่จะทำได้ 4. การผลิตและเลือกสื่อการสอน ควรคำนึงถึงธรรมชาติของสื่อในการที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ รูปธรรมให้ ผู้เรียนมากที่สุด ทั้งที่เป็นสื่อที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น เช่น เมล็ดพืช ก้อนกรวด ก้อน หิน ฯลฯ และสื่อที่มีผู้ผลิตจำหน่าย เช่น ไม้บล๊อค หรือภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นการเกิดรูปทรง ต่างๆ โดยเทคนิคการสร้างภาพเคลื่อนไหวเข้าช่วย 5. การเรียนคณิตศาสตร์ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน การฝึกฝนแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ จึงเป็นกิจกรรมที่ ต้องบูรณาการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตสื่อการสอนคณิตศาสตร์ 6. ก่อนผลิตและเลือกสื่อการสอนคณิตศาสตร์ ครูควรได้ศึกษาวิธีการจากระบบสื่อการสอน คณิตศาสตร์ที่มีผู้คิดขึ้นแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการผลิตสื่อ แนวการผลิตและเลือกสื่อการเรียนการสอนหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติปรากฏการณ์ตามธรรมชาติและการนำ ทฤษฎีหรือหลักการมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรืออีกนัยหนึ่งวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบตัวมนุษย์การสอน วิทยาศาสตร์จึงสามารถใช้ธรรมชาติเป็นสื่อการสอนได้ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ทดลองปฏิบัติให้เกิด ประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง การผลิตและเลือกสื่อการสอนวิชาวิทยาศาสตร์มีแนวคิดดังนี้ 7
8 1. อุปกรณ์การสอนวิทยาศาสตร์ครอบคลุมวัสดุอุปกรณ์ และวิธีการที่สามารถจัดหาและผลิต ขึ้นมาได้เองในท้องถิ่นและที่มีผู้ผลิตจำหน่ายครูจึงควรพิจารณาผลิตและเลือกสื่อการสอนที่ เหมาะสม 2. ควรถือว่ากิจกรรมภาคปฏิบัติ เช่น การทดลองในห้องปฏิบัติการเป็นสื่อการสอนสำคัญที่ครูควร จัดให้แก่นักเรียน มิใช่การสอนวิทยาศาสตร์เพียงด้วยการพูดให้ฟัง หรือให้นักเรียนจดตาม กระดานดำ 3. อุปกรณ์การทดลองบางอย่างครูสามารถผลิตสื่อทดแทนขึ้นใช้เองได้แต่อุปกรณ์บางอย่างและ สารเคมีบางประเภท ทางโรงเรียนควรต้องหางบประมาณซื้อหามาไว้ในห้องปฏิบัติการ วิทยาศาสตร์ แนวการผลิตและเลือกสื่อการสอนวิชาสังคมศึกษา สังคมศึกษาเป็นวิชาที่ว่าด้วยมนุษย์และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสมาชิกอื่นในสังคม ตัวผู้เรียน โรงเรียนและชุมชน จึงเป็นสื่อการสอนวิชาสังคมศึกษาที่ครูสามารถจะนำมาใช้ได้เสมอ การผลิตและเลือกสื่อการ สอนหมวดวิชาสังคมศึกษามีข้อคิดดังนี้ 1. ควรผลิตและเลือกสื่อการสอนสังคมศึกษาที่ครอบคลุมทั้งวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการสื่อที่ผลิตและ เลือกหาได้ง่าย คือ ภาพชุดต่างๆ 2. ควรจัดให้สื่อประเภทวิธีการ ได้แก่ กิจกรรมต่างๆ เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การเล่นเกม และ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เป็นต้น 3. ครูควรถือว่าการสอนสังคมศึกษา ไม่ควรจำกัดเพียงแต่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ควรถือว่ากิจกรรม นอกห้องเรียนและกิจกรรมในชุมชนเป็นสื่อการสอนสังคมศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูง และทำให้ การเรียนวิชาสังคมศึกษาสนุกสนานประสิทธิภาพสูง และทำให้การเรียนวิชาสังคมศึกษา สนุกสนาน 4. การสอนสังคมศึกษาด้วยการพูดให้ฟังหรือบอกให้จด เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย ครูจึงควรจัด กิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติมากกว่าการฟังจากครูฝ่ายเดียว ครูจึงควรจัดหาสื่อการสอนที่จะ ช่วยจัดสภาพการณ์ให้นักเรียนได้ฝึกฝนมากกว่าเรียนจากการฟัง 8
9 การใช้สื่อการเรียนการสอน ปัจจุบันสื่อการเรียนการสอนมีอยู่หลากหลายรูปแบบหลากหลายประเภท การเลือกสื่อการเรียนการ สอนจึงมีความสำคัญมากต่อกระบวนการเรียนการสอน ในการตัดสินใจเลือกใช้สื่อการสอนต้องพิจารณาถึงปัจจัย หลายๆ อย่างร่วมกัน ผู้ใช้สื่อไม่ควรยกเอาความสะดวก ความถนัด หรือความพอใจส่วนตัวเป็นปัจจัยสำคัญในการ เลือกสื่อการสอน เพราะอาจเกิดผลเสียต่อกระบวนการเรียนการสอนได้ Romiszowski (1999) ได้เสนอแนวทางอย่างง่ายในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนไว้ว่า ในการเลือกสื่อ การสอนนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการเลือกสื่อที่จำเป็นต้องนำมาพิจารณา ปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่ 1. วิธีการสอน (Instructional Method) การเลือกวิธีการสอนเป็นปัจจัยแรกที่ควบคุมการเลือกสื่อ หรือ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นสิ่งที่จำกัดทางเลือกของการใช้สื่อการสอนในการนำเสนอ เช่น ถ้าเลือกใช้วิธีการสอน แบบอภิปรายกลุ่ม (Group Discussion) เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกันระหว่าง 2. งานการเรียนรู้ (Learning Task) สิ่งที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกในการเลือกสื่อการสอนอีกประการหนึ่งคือ งานการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน เพราะสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่จำกัดหรือควบคุมการเลือกวิธีการสอน ตัวอย่างเช่น การฝึกอบรมผู้ตรวจการ หรือทักษะการบริหารงาน 3. ลักษณะของผู้เรียน (Learner Characteristics) ลักษณะพิเศษเฉพาะของผู้เรียนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มี อิทธิพลโดยตรงต่อการเลือกสื่อการสอน ตัวอย่างเช่น การสอนผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ช้า โดยการใช้หนังสือหรือ เอกสารเป็นสื่อการสอน จะเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาในกระบวนการเรียนการสอน ผู้เรียน กลุ่มนี้ควรเรียนรู้จากสื่ออื่นๆ ที่ทำการรับรู้และเรียนรู้ได้ง่ายกว่านั้น 4. ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ (Practical Constrain) ข้อจำกัดในทางปฏิบัติในที่นี้หมายถึง ข้อจำกัดทั้งทางด้าน การจัดการ และทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทางเลือกในการเลือกใช้วิธีการสอนและ สื่อการสอน เช่น สถานที่ใช้สื่อการสอน สิ่งอำนวยความสะดวก ขนาดพื้นที่ งบประมาณ เป็นต้น 5. ผู้สอนหรือครู (Teacher) สื่อการสอนแต่ละชนิดไม่ว่าจะมีข้อดีอย่างไร แต่อาจไม่ถูกนำไปใช้เพียงเพราะ ผู้สอนไม่มีทักษะในการใช้สื่อนั้นๆ นอกจากประเด็นในเรื่องทักษะของผู้สอนแล้ว ประเด็นในเรื่องทัศนคติ ของผู้สอนก็เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเลือกสื่อการสอนเช่นกัน เนื่องจากสื่อการเรียนการสอนเป็นตัวกลางนำความรู้ในกระบวนการสื่อความหมายระหว่างผู้สอนกับ ผู้เรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน ประกอบกับหลาย ๆ ส่วนดังนี้ 9
10 วัตถุประสงค์ของการใช้สื่อการเรียนการสอน เฉลิม มลิลา (2526: 118) กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการใช้สื่อการสอน ดังนี้ 1. เพื่อให้ประสบการณ์ตรง (Direct Experience) และเป็นจริงแก่นักเรียน 2. เพื่อให้นักเรียนได้โดยง่าย และสะดวกขึ้น 3. เพื่อเร้านักเรียนให้มีความสนใจในบทเรียนอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอน และตลอดเวลา 4. เพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน 5. เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะความสามารถเนื่องจากไดเรียนรู้ด้วยการลงมือทดลองและฝึกปฏิบัติ (Learning by doing) 6. เพื่อให้นักเรียนกล้าแสดงออกทางความคิด และการแสดงบทบาทอย่างสมควรและโดยสมเหตุสมผลตาม แนวทางที่ดีและเป็นที่พึงประสงค์ของสังคม 7. เพื่อให้นักเรียนเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 8. เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนการสอน 9. เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี (interaction) ระหว่างนักเรียนครู 10.เพื่อให้ประหยัดเวลา วัสดุ อุปกรณ์ ค่าใช้จ่าย และบุคลากร ในขณะเดียวกัน ทำให้นักเรียนจำนวนมากเกิด การเรียนรู้อย่างคุ้มค่า ภายใต้สถานการณ์ที่ดีและได้มาตรฐานอย่างเดียวกัน บทบาทของสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอนในแต่ละคาบทั้งนี้เพราะสื่อการเรียนการ สอนมีคุณค่าและประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในหลายๆ ด้านด้วยกัน คือ 1. ช่วยให้ครูกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการตอบสนองตามที่คาดหวัง จะให้เกิดในตัวนักเรียน 2. ช่วยให้ครูจัดประสบการณ์ให้ นักเรียนได้หลายรูปแบบเช่น ใช้เทปเสียง วีดีทัศน์ การสาธิต หรือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น 3. ช่วยครูในการเพิ่มพูนประสบการณ์ ความรู้ให้แก่นักเรียน เช่น ทำรายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ สไลด์ มาให้เด็กชม 4. ช่วยครูจำลองของแทนของจริงที่ไม่สามารถนำมาให้ดูได้ เช่นการเดินทางของดวงจันทร์หมุนรอบ โลก ลูกโลก 5. ช่วยครูสื่อความหมายกับนักเรียนได้ดีขึ้น จากบทบาททั้ง 5 ข้อ สามารถนำมาพิจารณาในกระบวนการเรียนการสอน ได้ดังนี้ วิธีแรก ครูใช้สื่อในการเรียนการสอนโดยยึดวัตถุประสงค์ เนื้อหา และกิจกรรมเสนอให้นักเรียนดูโดยตรง เช่น การใช้ บทเรียนสำเร็จรูป ชุดรูปภาพ 10
11 วิธีที่สอง ครูใช้สื่อเป็นองค์ประกอบอยู่ในกระบวนการเรียนการสอน โดยครูและสื่อจะต้องเข้าไปสัมพันธ์ กับวัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมและตัวนักเรียน เช่น การใช้วีดีทัศน์เป็นสื่ออันหนึ่งในการเรียนการสอน เมื่อชมวีดี ทัศน์แล้ว มีกิจกรรมอื่นตามมา เช่น มีใบงาน ให้อภิปราย ตอบคำถาม สรุป เป็นต้น ในการเรียนการสอนแต่ละครั้ง ครูควรพิจารณาเลือกใช้สื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะสอน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสนใจ สนุกสนาน และบรรลุวัตถุประสงค์ เทคนิคการใช้สื่อการเรียนการสอน การใช้สื่อการเรียนการสอน ย่อมจะมีเทคนิคที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ลักษณะและคุณสมบัติของสื่อแต่ละประเภท กลุ่มผู้เรียน ผู้สอน สถานที่ ความพร้อมของอุปกรณ์และเครื่องมือ ประกอบตลอดจนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เป็นต้น แต่หลักการสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงอยู่เสมอก็คือ “เงื่อนไข การเรียนรู้” ดังต่อไปนี้ 1. ไม่มีวิธีการสอนหรือวัสดุประกอบการสอนชนิดใด ที่จะสามารถใช้กับผู้เรียนและบทเรียนทั่วไปได้ วิธีสอนและวัสดุประกอบการสอนแต่ละประเภทย่อมมีจุดมุ่งหมายเฉพาะของมันเอง 2. ในบทเรียนหนึ่ง ๆ ไม่ควรใช้สื่อการเรียนการสอนมากเกินไป ควรใช้เพียงแต่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ในบางครั้งก็ไม่ควรใช้สื่ออย่างเดียวตลอด 3. สื่อการเรียนการสอนที่ใช้ควรจะต้องสอดคล้องกับบทเรียนและกระบวนการเรียนการสอน 4. สื่อการเรียนการสอนควรสร้างให้เกิดโอกาสที่ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเตรียมและการใช้ อันก่อให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ไม่ลืมง่าย 5. ก่อนใช้สื่อการเรียนการสอน ผู้สอนควรทดลองใช้ก่อนเพื่อความแน่ใจว่าจะใช้ได้ถูกต้อง และ มีประสิทธิภาพนอกจากนั้นยังต้องจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือประกอบให้พร้อมทุกอย่าง หลักเกณฑ์ในการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน เลือกสื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอน วัตถุประสงค์การสอนจะเป็นตัวกำหนดให้ทราบว่าจะให้ผู้เรียนทำไร เรียนรู้อะไร วิธีการนี้ต้องกระทำ ภายใต้สถานการณ์ใดและต้องมีปริมาณหรือคุณภาพอย่างไรบ้าง การใช้วัตถุประสงค์การสอนเป็นแนวทางในการ พิจารณาเลือกสื่อ ทำให้สามารถเลือกสื่อได้อย่างมีความหมายต่อกระบวนการเรียนรู้ เพราะวัตถุประสงค์การสอน ที่มีความชัดเจนย่อมรับประกันได้ว่า สิ่งเร้าที่เสนอโดยสื่อที่เลือกใช้จะเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การ สอน เช่น กำหนดวัตถุประสงค์ให้นักเรียนได้เรียนรู้และสามารถแยกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ว่า หลักฐาน ใดเชื่อถือได้หรือเชื่อถือไม่ได้เป็นรายบุคคล ในการเลือกใช้สื่อสำหรับกรณีนี้ ควรเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือหนังสือ ใน กรณีที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ กำหนดให้ผู้เรียนสามารถแยกประเภทวัสดุที่ใช้ทำ เครื่องปั้นดินเผา เช่น แยกประเภทของดิน ทราย และโคลนได้ โดยเลือกสื่อที่นักเรียนต้องใช้ประสาทสัมผัส หลายอย่างคือ การใช้ประสบการณ์ตรงโดยใช้ของจริงได้แก่ ตัวอย่างของดิน ทราย และโคลน เป็นต้น 11
12 บางครั้งอาจเลือกสื่อโดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ทางด้านความรู้ความเข้าใจ ทักษะและเจตคติโดย ต้องคำนึงถึงว่า ในด้านความรู้นั้น สื่อชนิดหนึ่งใช้ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเหมาะสมกับเนื้อหาหนึ่ง ๆ เท่านั้น การเรียนรู้หรือการฝึกทักษะบางอย่างอาจต้องใช้ภาพเคลื่อนไหวจึงจะเข้าใจเนื้อหาได้ดีดังนั้น ภาพยนตร์ และของจริงจึงเป็นสื่อที่ควรพิจารณาในด้านทักษะทางสังคมที่ต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างผู้เรียน กับครู หรือระหว่างผู้เรียนกับชุมชน โดยต้องเลือกสื่อที่สนองปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่าสื่อที่เป็น สัญลักษณ์หรือเป็นภาษาเขียน เช่น ใช้ภาพยนตร์ หรือรูปภาพจะดีกว่าหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะในระยะ เริ่มต้นการเรียนรู้หรือการฝึกปฏิบัติ เลือกสื่อที่เหมาะสมกับลักษณะผู้เรียน การพิจารณาหลักการเลือกสื่ออีกประการหนึ่ง คือ จะต้องเลือกสื่อให้เหมาะสมกับลักษณะผู้เรียน ซึ่งมี ความแตกต่างกัน 4 ประการ คือ 2.1 สภาพทั่วไป ได้แก่ อายุ เพศ 2.2 สภาพทางการศึกษา ได้แก่ การใช้ภาษา วิธีการเรียนประสบการณ์เดิม ทักษะ 2.3 สภาพทางสังคม ได้แก่ วัฒนธรรม พื้นฐานทางครอบครัว อาชีพ สภาพทางเศรษฐกิจ 2.4 สภาพทางจิตใจ ได้แก่ ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติความสนใจ ผู้เรียนที่มีระดับสติปัญญาแตกต่างกันจะมีความสามารถในการเรียนได้เร็ว-ช้าต่างกัน แปลความหมาย หรือรับรู้ในเรื่องต่าง ๆ ได้ต่างกัน อายุ พื้นฐานทางสังคม และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ต้องใช้สื่อในการเรียนการ สอนแตกต่างกันด้วย ครูต้องเลือกสื่อให้สนองความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ให้เขาได้เรียนตาม ความสามารถและความพร้อม ผู้เรียนบางคนต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ไม่เหมาะสมที่จะใช้สื่อบทเรียนโปรแกรม หรือการศึกษา เป็นรายบุคคล แต่ควรจัดให้เรียนและใช้สื่อแบบเป็นกลุ่มย่อยหรือกลุ่มใหญ่จึงจะเหมาะสม ผู้เรียนบางคนชอบ เรียนและเรียนได้ดีจากสื่อสิ่งพิมพ์ ในขณะที่บางคนชอบเรียนจากเครื่องบันทึกเสียง และบางคนชอบเรียนจาก ของจริง ผู้เรียนบางคนต้องทำงานแต่ละสาขาด้วยแนวทางกายภาพเพื่อสร้างความคิดรวบยอด แต่บางคน เนื่องจากว่ามีความแตกต่างในด้านประสบการณ์และมีปัญหาในด้านทัศนคติก็อาจจะเรียนความคิดรวบยอดจาก ข้อสนเทศหรือข่าวสารที่เป็นภาษา เป็นการไม่ถูกต้องที่จะคาดหวังว่าผู้เรียนที่มีทักษะทางภาษาน้อยจะเรียนรู้ ความคิดรวบยอดที่มีเนื้อหาเป็นแต่ภาษาล้วน ๆ หรือมีภาพเพียงเล็กน้อย การเลือกให้เหมาะสมกับระดับสติปัญญาของผู้เรียนนั้นมีแนวทางที่น่าสนใจ ดังนี้ 1. บุคคลที่มีความสามารถทางสติปัญญาสูง ย่อมได้รับประโยชน์จากการเสนอสื่อที่ให้การรับรู้ สลับซับซ้อน มีข้อสนเทศมาก มีภาพเคลื่อนไหว และสื่อประสมได้มากกว่าผู้ที่มีสติปัญญาต่ำกว่า 12
13 2. บุคคลที่มีความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าย่อมได้รับประโยชน์มากกว่าผู้มีสติปัญญาสูง กว่า ถ้าการจัดระบบการจัดดำเนินการดี(ใช้วิธีเสนอเค้าโครงล่วงหน้า) จัดกระบวนการเสริมแรงและ แรงจูงใจได้ดีและติดตามด้วยสื่อที่เหมาะสม 3. บุคคลที่มีความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าย่อมได้รับประโยชน์มากกว่าบุคคลที่มี สติปัญญาสูงกว่า ถ้ามีกระบวนการการกำกับความสนใจ ความตั้งใจเรียนที่ดี 4. ผู้เรียนที่มีความสามารถทางสติปัญญาสูงกว่าจะได้รับประโยชน์มากกว่าผู้เรียนที่มีระดับ สติปัญญาต่ำกว่า ถ้าได้มีการฝึกปฏิบัติซ้ำบ่อย ๆ เลือกสื่อโดยพิจารณาประสิทธิภาพของสื่อ ตามหลักการนี้จะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบของสื่อชนิดต่าง ๆ แต่ละชนิดและการเสนอ สื่อชนิดนั้น ๆ ว่ามีลักษณะเช่นไร มีคุณสมบัติอย่างไร เป็นการพิจารณาสื่อตามคุณลักษณะของสื่อและการรับรู้ ของบุคคล คำกล่าวที่ว่า “สื่อแต่ละชนิดเราสามารถนำมาใช้ให้เกิดผลดีที่สุดในการสอนได้นั้นก็ต่อเมื่อ เราเข้าใจ องค์ประกอบหรือหน้าที่ของสื่อแต่ละชนิดเป็นอย่างดี” เนื่องจากสื่อแต่ละชนิดมีคุณค่ามีประโยชน์ใช้สอย มี ศักยภาพหรือพลังแฝงอยู่ในตัว ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสื่อแต่ละชนิด พลังแฝงหรือคุณสมบัติของสื่อ เราสามารถใช้ ให้เป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพ เมื่อสื่อชนิดนั้นได้รับการเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การเลือกสื่อโดยใช้หลักความเหมาะสม การเลือกสื่อวิธีนี้จะเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าจะสอนอะไร ผู้เรียน จะต้องทำกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างไรบ้าง เช่น จะต้องดู ฟัง อ่าน อภิปราย หรือฝึกปฏิบัติอะไรบ้าง จึงจะบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนการ สอน ดังนั้นจึงต้องเลือกสื่อที่เหมาะสมกับความจำเป็น เช่น นักเรียนต้องการที่จะทราบข้อผลิตพลาดในการพูด ปาฐกถาของตนเองเพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น ควรใช้แถบบันทึกเสียง ถ้าโรงเรียนมีกล้องถ่ายภาพวีดีทัศน์ ใช้ ก็ควรเลือกใช้วิธีบันทึกภาพวีดีทัศน์ เพราะผู้เรียนจะได้ทบทวนปรับปรุงบุคลิกภาพหรือแก้ไขข้อบกพร่องใน ด้านอื่น ๆ ได้ การเลือกสื่อโดยคำนึงถึงความถูกต้องเที่ยงตรง สื่อที่เลือกนั้นจะต้องมีเนื้อหาถูกต้อง เที่ยงตรง เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนเกินไป มีความทันสมัย อยู่ใน เกณฑ์มาตรฐาน เช่น 90/90 ความคิดรวบยอด การสรุป ค่านิยม และตัวแบบจะต้องถูกต้อง การเลือกสื่อโดยยึดหลักคุณภาพ สื่อที่ใช้จะต้องมีคุณภาพดีเทคนิคการจัดทำดี มีระบบการจัดทำดี มีความประณีต มีความชัดของ ภาพและเสียงหรือข้อความ ตัวอักษร รูปภาพ เป็นต้น นอกจากนี้ควรเลือกสื่อที่มีคุณค่าทางการเรียนรู้มากกว่า สื่อที่จัดทำอย่างสวยงาม แต่ไม่มีคุณค่าทางการเรียนรู้ 13
14 การเลือกสื่อโดยยึดหลักความเหมาะสมกับราคาค่าใช้จ่ายและความพยายาม ครูจะต้องเลือกสื่อที่อยู่ในฐานะที่จะจัดหาได้ จัดทำได้ จัดซื้อได้ หรือขอยืมได้ เปรียบเทียบคุณค่าของ สื่อกับประโยชน์ที่ได้คุ้มกับราคา คุ้มกับการลงทุนและความพยายาม เช่น การใช้ภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ที่ทาง โรงเรียนไม่มีจะต้องขอยืมจากสถานบันอื่นหรือจัดทำขึ้นเอง ถ้าเนื้อหานั้นมีประโยชน์ใช้สอยคุ้มค่าก็น่าลงทุน ถ้า ไม่คุ้มค่าก็ไม่ควรจัดทำ ควรเลือกสื่อชนิดอื่นแทน สื่อประเภทสถานการณ์จำลอง เกมทางการศึกษาที่เลือกใช้ต้อง พิจารณาว่า สื่อนั้นนำเสนอเนื้อหาตรงกับวัตถุประสงค์การสอน ใช้แล้วนักเรียนได้แนวคิดในการแก้ปัญหา ก็ สมควรพิจารณาจัดซื้อจัดหารือผลิตขึ้น โดยพิจารณาการลงทุน การสนับสนุนทางการเงิน เครื่องมือผลิต ผู้ผลิต ที่จะจัดทำเพียงพอหรือไม่ หรือมีความรู้ความชำนาญเพียงพอหรือไม่ การเลือกสื่อโดยยึดหลักการพิจารณาใช้สื่อประสม สื่อบางชนิดแม้ว่าจะเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การสอน แต่ถ้าใช้ตามลำพังอาจทำให้บทเรียนน่า เบื่อ หรือไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร การใช้สื่อหลายชนิดหรือสื่อประสมต้องมั่นใจว่าสื่อที่ใช้นั้นจะต้องไม่คาดหวังว่า นักเรียนจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้า 2 สิ่งที่เข้ากันไม่ได้ในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น จะให้ผู้เรียนใช้ เครื่องมือ ในขณะเดียวกันให้เขาอ่านหนังสือเพื่อให้รู้วิธีใช้เครื่องมือก่อน นั้นย่อมไม่เหมาะสม ในกรณีนี้ควรใช้ แถบบันทึกเสียงเพียงอย่างเดียวจะเหมาะสมกว่า และในการจัดลำดับการใช้สื่อนั้นต้องมีหลักประกันในการเปลี่ยน สื่อจากชนิดหนึ่งไปเป็นอีกชนิดหนึ่งได้อย่างเหมาะสม กล่าวคือ ต้องมีความนิ่มนวล รวดเร็ว แต่ไม่ถี่เกินไป การเลือกสื่อการสอนจะทำได้ไม่ดี ถ้าไม่เข้าใจหลักการใช้สื่อในประเด็นนี้ต้องพิจารณาว่า จะใช้สื่อนั้น กับการสอนจริงได้อย่างไร ซึ่งมีหลักการดังนี้ คือ 1. ในการถ่ายโอนความรู้จากสภาพการณ์เรียนนำมาใช้ปฏิบัติจริง จะเกิดผลดีได้ถ้าเนื้อหาและ กระบวนการของสื่อได้เสนอสิ่งเร้าตรงกับพฤติกรรมที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น ถ้ากำหนดวัตถุประสงค์การสอนไว้ ว่า ผู้เรียนสามารถต่อฟิล์มภาพยนตร์จนสามารถใช้การได้ ถ้าครูใช้ภาพยนตร์เรื่องการตัดต่อฟิล์มภาพยนตร์ เรื่อง นี้จะใช้ได้เหมาะสม เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้สาธิตให้เห็นกระบวนการตัดต่อฟิล์มเป็นขั้นตอน แล้วให้ผู้เรียนฝึก ปฏิบัติตาม การสาธิตที่ทำให้ผู้เรียนได้เห็นกระบวนการทีละขั้นตอนนี้ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ สามารถนำ ความรู้และสามารถถ่ายโอนมาฝึกปฏิบัติต่อฟิล์มภาพยนตร์ได้ด้วยตนเอง อนึ่งในการทำงานบางอย่าง ผู้เรียน จำต้องได้เห็นวัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์จึงจะทำให้ผู้เรียนกระทำพฤติกรรมได้ผลดี ตัวอย่างเช่น นักเรียนจะ สามารถใช้เครื่องบันทึกเสียงได้ นักเรียนจะต้องได้เห็นเครื่องบันทึกเสียง 2. การเรียนรู้เกี่ยวกับความจริงหรือความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรมจะเรียนได้ผลดีถ้าใช้สื่อที่เหมาะสม กับความจริงหรือความคิดรวบยอดนั้น การใช้สื่อทัศนวัสดุที่มีรูปแบบเป็นรูปธรรม มีลักษณะเฉพาะ มีโครงสร้างที่ ดี จะใช้ได้ผลดีกว่าสื่อที่เป็นตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ เช่น การสอนภาษาต่างประเทศ ถ้าใช้ภาพ บ้าน สุนัข ต้นไม้ จะทำให้เรียนคำนามเหล่านี้ได้ดีกว่าภาษาเขียน 14
15 3. สื่อที่ใช้เป็นตัวอย่างของความคิดรวบยอดที่จะเรียนนั้น ควรจะเป็นสื่อที่ช่วยในกระบวนการเรียนด้วย เช่น ครูต้องการสอนความคิดรวบยอดเกี่ยวกับส่วนรวมทั้งหมดเท่ากับผลบวกของส่วนย่อย ถ้าครูใช้ฝรั่งผ่าเป็นชิ้น ๆ ประมาณ 4 ชิ้น หรือใช้กระดาษตัดเป็นแผ่น 2-3 แผ่น ก็จะเหมาะกับวัตถุประสงค์การสอน และ กระบวนการสอนได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังช่วยในกระบวนการสอนให้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น 4. สื่อที่นำเสนอเนื้อหาที่มีหลายความคิดรวบยอด มีข้อเท็จจริง ข้อสนเทศมาก ควรจะมีเครื่องชี้นำให้เห็น ความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับข้อความ ส่วนมากจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งมีข้อความบรรยายและมีภาพประกอบ ถ้า หากจะเลือกภาพมาช่วยประกอบข้อความด้วย จะทำให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น หรือถ้าต้องการใช้การเรียนการสอน แบบการอภิปรายแก้ปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ภาพประกอบ แต่ต้องแนะนำแหล่งที่สามารถหาคำตอบไว้ให้ด้วย 5. ในการสอนเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่เป็นคำพูด หรือคำศัพท์หรือความคิดรวบยอดซึ่งเป็นนามธรรมนั้น ผู้สอนควรจะเลือกใช้สื่อที่สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงหรือความคิดรวบยอดอันเป็นนามธรรมในรูปแบบสิ่งชี้นำที่มี ประสิทธิภาพ เช่น ใช้แผนที่ภูมิศาสตร์กายภาพ โดยพิจารณาจากสีที่ใช้แทนพื้นที่ต่าง ๆ ถูกต้องตามหลักการ หรือไม่ เช่น ใช้สีน้ำตาลแทนพื้นที่ภูเขาหรือสีเขียวแทนพื้นที่ราบ เป็นต้น 6. หลักการเลือกใช้สื่อที่ช่วยสร้างความสนใจตลอดเวลาโดยเลือกใช้สื่อหลายชนิดในเรื่องเดียวกันหรือ ตัวอย่างเดียวกัน เช่น ให้ดูภาพกับสไลด์ หรือสไลด์กับวีดีทัศน์ หรือต้องการเน้นความคิดรวบยอดและทัศนคติ บางอย่างควรทำบ่อย ๆ ฉายซ้ำ ๆ แต่เปลี่ยนตัวอย่าง หรือรูปแบบของสื่อ หรือเทคนิคการนำเสนอสื่อและเทคนิค การถ่ายทำ เช่น ให้ดูตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่าง โดยที่ในแต่ละตัวอย่างอาจนำเสนอในรูปแบบ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพช้า ภาพวาด หรือตัดฉากเร็วจากฉากหนึ่งไปยังฉากหนึ่งเพื่อไม่ให้คนดูเบื่อ หรือ อาจจะเปลี่ยนบรรยากาศภายในเนื้อหาของสื่อ และเทคนิคการนำเสนอ เช่น จากช้าเป็นเร็ว เนื้อหาใดที่ผู้เรียน เข้าใจแล้วตัดออกไปบ้าง สร้างบรรยากาศชักชวนให้ผู้เรียนอยากร่วมลงมือปฏิบัติด้วย เป็นต้น หลักการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน 1. เตรียมตัวผู้สอน เป็นการเตรียมความพร้อมของตัวผู้สอนในการใช้สื่อการสอน โดยการทำความ เข้าใจในเนื้อหาที่มีในสื่อ ขั้นตอน และวิธีการใช้สื่อ เป็นต้น 2. เตรียมจัดสภาพแวดล้อม เช่น สถานที่ ห้องเรียน ห้อง Lab วัสดุอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 3. เตรียมตัวผู้เรียน เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเรียน อาจมีการทดสอบ มีการอธิบายวิธีการใช้สื่อ อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆบอกวัตถุประสงค์ แนะนำหรือให้ความคิดรวบยอดของเนื้อหาในสื่อนั้นๆ เป็นต้น 4. การใช้สื่อให้เหมาะกับขั้นตอนและวิธีการ ตามที่ได้เตรียมไว้แล้ว และควบคุมการนำเสนอสื่อ เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น 15
16 5. การติดตามผล ( Follow Up ) หลังจากการใช้สื่อการสอนแล้ว ควรมีการติดตามผลเพื่อเป็นการ ทดสอบว่า ผู้เรียนเข้าใจบทเรียน และเรียนรู้ จากสื่อที่นำเสนอไปนั้นอย่างถูกต้องหรือไม่ เช่นการ ให้ผู้เรียนตอบคำถาม อภิปราย ทำรายงาน เป็นต้น เพื่อผู้สอนจะได้ทราบจุดบกพร่อง สามารถ นำมาแก้ไขปรับปรุงสำหรับการสอนในครั้งต่อไป ขั้นตอนการใช้สื่อการสอน การใช้สื่อการสอนนั้นอาจจะใช้เฉพาะขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการสอน หรือจะใช้ทุกขั้นตอนก็ได้ ดังนี้ 1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเนื้อหาที่กำลังจะเรียนนั้น สื่อที่ใช้ในขั้นนี้จึง เป็นสื่อที่แสดงเนื้อหากว้างๆ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนในครั้งก่อน ยังมิใช่สื่อที่เน้นเนื้อหาเจาะลึกอย่าง แท้จริง และควรเป็นสื่อที่ง่ายต่อการนำเสนอในระยะเวลาอันสั้น เช่น ภาพ บัตรคำ เป็นต้น 2. ขั้นดำเนินการสอนหรือประกอบกิจกรรมการเรียน เป็นขั้นที่จะให้ความรู้ เนื้อหาอย่างละเอียดเพื่อ สนองวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ผู้สอนควรเลือกสื่อให้ตรงกับเนื้อหา และวิธีการสอน ต้องมีการจัดลำดับขั้นตอนการใช้ สื่อให้เหมาะและสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียน การใช้สื่อในขั้นนี้ จะต้องเป็นสื่อที่เสนอความรู้อย่างละเอียด ถูกต้องและชัดเจนแก่ผู้เรียน เช่น สไลด์ แผนภูมิ วีดีทัศน์ เป็นต้น 3. ขั้นวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติ เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ตรงแก่ ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองนำ ความรู้ที่เรียนมาแล้วไปใช้แก้ปัญหาในขั้นฝึกหัด โดยการลงมือ ฝึกปฏิบัติเอง สื่อในขั้นนี้จึงเป็นสื่อที่เป็นประเด็น ปัญหาให้ผู้เรียนได้ขบคิด โดยผู้เรียนเป็นผู้ใช้สื่อเองมากที่สุด เช่น ภาพ บัตรปัญหา สมุดแบบฝึกหัด เป็นต้น 4. ขั้นสรุปบทเรียน เป็นการย้ำเนื้อหาบทเรียนให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ ที่ถูกต้อง และตรงตามวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้ ขั้นสรุปควรใช้เวลาเพียงสั้นๆ สื่อที่สรุปจึงควร ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญทั้งหมด เช่น แผนภูมิ แผ่นโปร่งใส เป็นต้น 5. ขั้นประเมินผู้เรียน เป็นการทดสอบว่าผู้เรียนเข้าใจในสิ่งที่เรียนไปถูกต้องมากน้อยเพียงใด และบรรลุ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ สื่อในขั้นการประเมินนี้มักจะเป็นคำถามจากเนื้อหาบทเรียนโดยอาจมีภาพ ประกอบด้วยก็ได้ 16
17 ตัวอย่างการใช้สื่อการเรียนการสอน ภาพประกอบที่ 1 การใช้สื่อการเรียนการสอนกับผู้เรียน ภาพประกอบที่ 2 การใช้สื่อการเรียนการสอน 17
18 ภาพประกอบที่ 3 การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับการใช้สื่อการเรียนการสอน การเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอน แนวทางการเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอน เนื่องจากสื่อการสอนมีหลายแบบหลายชนิด แตกต่างกันทั้งในด้านขนาด รูปร่าง และความแข็งแรง ทนทาน ดังนั้น จึงออกจะยุ่งยากลำบากในการเก็บรักษา แต่อย่างไรก็ตาม สื่อการสอนที่เป็นสื่อสำเร็จรูปและ สามารถจัดเข้าพวกแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ ควรปฏิบัติดังนี้ 1. จัดให้มีระบบโดยจัดเรียงลำดับให้ง่ายต่อการใช้และทำความเข้าใจ 2. ควรจัดทำชั้น ตู้ ลิ้นชัก ฯลฯ เก็บรักษา โดยใช้วัสดุในท้องถิ่นให้มากที่สุด 3. จัดระบบการใช้ให้ประหยัดพื้นที่ให้มากที่สุด 4. สภาพแวดล้อมในการเก็บรักษาควรดีพอสมควร คือปราศจากฝุ่น ความชื้นและอุณหภูมิพอเหมาะ เป็นต้น หมายเลขทะเบียนหรือเลขหมวดหมู่ควรติดไว้ที่ตัวสื่อให้มองเห็นได้ง่าย ถ้าสื่ออยู่ในกล่อง ก็ควรติดหมายเลข ทะเบียนไว้ด้านนอกให้มองเห็นได้ชัดเจน 5. หมั่นตรวจซ่อมบำรุงรักษาอยู่เสมอ ปรับปรุง ซ่อมแซมส่วนชำรุด 6. ตรวจดูแลรักษาสื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมจะใช้งานได้ตลอดเวลา 7. ทำความสะอาด ดูแลเรื่องความชื้น อุณหภูมิของอากาศตามความเหมาะสมของสื่อแต่ละประเภท นอกจากนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการเก็บรักษาสื่อการศึกษาแต่ละประเภทให้เหมาะสมตามชนิดของ สื่อ โดยเฉพาะสื่อประเภทฟิล์มและเทป (โดยเฉพาะแถบวีดิทัศน์) ควรเอาใจใส่ในการบำรุงรักษาเป็นพิเศษ การ บำรุงรักษาสื่อการสอนประเภทเครื่องมือ เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือได้ยาวนาน นอกจากจะใช้ได้อย่างถูกต้อง 18
19 และเหมาะสมแล้ว การเก็บและการบำรุงรักษาเครื่องมือที่ถูกวิธีก็มีส่วนทำให้อายุการใช้งานของเครื่องมือนี้ ยาวนานได้ด้วย ดังนั้น ผู้ใช้ควรอ่านคู่มือการใช้เครื่องมือนั้น ๆ ให้เข้าใจและปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด 19
20 บทสรุป การใช้สื่อการเรียนการสอน และการเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการส่งเสริมการเรียนการสอนระหว่างผู้เรียนและผู้สอน สื่อ การสอนแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติพิเศษมีคุณค่าในตัวของมันเองในการเก็บ และแสดงความหมายที่เหมาะสมกับ เนื้อหาทั้งยังมีเทคนิควิธีการใช้อย่างมีระบบ ดังนั้น ผู้ใช้จึงควรศึกษาด้านการผลิตสื่อการเรียนการสอน การใช้สื่อ การสอน ประกอบไปด้วย หลักการใช้สื่อ หลักการเลือกใช้สื่อ รวมถึงควรศึกษาถึงกระบวนการเก็บรักษาสื่อการ เรียนการสอนเพื่อให้สื่อการสอนมีประสิทธิภาพ โดยการผลิตสื่อการเรียนการสอน ต้องออกแบบให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย เหมาะสมกับผู้เรียน ผลิตโดย คำนึงถึงประโยชน์ที่จะนำไปใช้งาน สามารถนำไปใช้ได้ง่าย วิธีการใช้ไม่ยุ่งยาก มีคู่มือประกอบการใช้งาน การสื่อ บางประเภทไม่จำเป็นต้องแสดงรายละเอียดมากนัก และคำนึงถึงความประหยัดทั้งงบประมาณและเวลาให้ เหมาะสม ส่วนการใช้สื่อการเรียนการสอน ซึ่งปัจจุบันสื่อการเรียนการสอนมีอยู่หลากหลายรูปแบบหลากหลาย ประเภท การเลือกสื่อการเรียนการสอนจึงมีความสำคัญมากต่อกระบวนการเรียนการสอน ในการตัดสินใจ เลือกใช้สื่อการสอนต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายๆ อย่างร่วมกัน ผู้ใช้สื่อไม่ควรยกเอาความสะดวก ความถนัด หรือ ความพอใจส่วนตัวเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกสื่อการสอน เพราะอาจเกิดผลเสียต่อกระบวนการเรียนการสอน โดยหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอน คือ เลือกสื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอนเลือกสื่อที่ เหมาะสมกับลักษณะผู้เรียน การเลือกสื่อโดยใช้หลักความเหมาะสม เป็นต้น สำหรับการเก็บรักษาสื่อการเรียนการสอนที่มีหลายแบบหลายชนิด แตกต่างกันทั้งในด้านขนาด รูปร่าง และความแข็งแรงทนทาน ดังนั้น จึงออกจะยุ่งยากลำบากในการเก็บรักษา แต่อย่างไรก็ตาม สื่อการสอนที่เป็นสื่อ สำเร็จรูปและสามารถจัดเข้าพวกแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ ควรจัดให้มีระบบโดยจัดเรียงลำดับให้ง่ายต่อการใช้และทำ ความเข้าใจ ควรจัดทำชั้น ตู้ ลิ้นชัก ฯลฯ จัดสภาพแวดล้อมในการเก็บรักษาควรดีพอสมควร คือปราศจากฝุ่น ความชื้นและอุณหภูมิพอเหมาะ เป็นต้น ตรวจดูแลรักษาสื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมจะใช้งานได้ตลอดเวลา และทำ ความสะอาด สม่ำเสมอ หากปฏิบัติตามนี้จะสามารถยืดอายุการใช้งานสื่อการเรียนการสอนและใช้สื่อได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น 20
21 คำถาม ทบทวน คำถามทบทวน 1. วัตถุประสงค์ของการใช้สื่อการเรียนการสอนมีอะไรบ้าง 2.แนวการผลิตและเลือกสื่อการสอนวิชาสังคมศึกษามีอะไรบ้าง 3.ขั้นตอนการใช้สื่อการสอนมีกี่ขั้นตอนอะไรบ้าง 4.วิธีการเลือกสื่อโดยใช้หลักความเหมาะสมมีอะไรบ้าง 5.หลักการผลิตสื่อการเรียนการสอนมีอะไรบ้าง 21
22 การประเมินสื่อการเรียนการสอน. [online] Available : https://amtasanee.wordpress.com/ (วันที่ค้นข้อมูล: 24 ธันวาคม 2562). ประเภทและลักษณะการประเมินผลสื่อการเรียนรู้. [online] Available https://sites.google.com/site/innovation0503111social. (วันที่ค้นข้อมูล: 25 ธันวาคม 2562). หลักการและขั้นตอนการใช้และการประเมินสื่อการเรียนการสอน. [online] Available : http://oknation.nationtv.tv/blog/Apinya0936. (วันที่ค้นข้อมูล: 25 ธันวาคม 2562). บรรณานุกรม ง