1
ประติมากรรมปูนปัน้ ประดับศาสนาคารในภาคอสี าน
นายศรีพัฒน์ เทศารนิ ทร์
นักศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฏบี ัณฑติ สาขาวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม
คณะศลิ ปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ศิลปะเป็นส่ิงท่ีบ่งบอกถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้แสดงอัตลักษณ์ของบรรพบุรุษและสามารถ
สืบทอดจากอดีตไปสู่อนาคตเพ่ือเป็นการสะท้อนถึงรูปแบบและคติความเช่ือของคนในสังคมนั้นๆคติความเช่ือ
ในด้านพุทธศาสนาได้ก่อให้เกิดมิติทางสังคมและวัฒนธรรมซึ่งมีส่วนสาคัญในการสร้าง งานศิลปกรรมขึ้นเพื่อ
ต้องการแสดงออกถึงความเชื่อและการนับถือพุทธศาสนา สถาปัตยกรรมในทางพุทธศาสนาถือเป็นศูนย์รวม
ของงานศิลปกรรมที่สาคัญอย่างหน่ึงเป็นสิ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาของกลุ่มชนท่ีได้รังสรรค์ข้ึนมาเพื่อประกอบ
กิจกรรมทางศาสนา ชาวอีสานมีความยึดมั่นต่อพุทธศาสนาในเร่ืองของบุญกุศล ความสานึกของชาวอีสานเมื่อ
ต้ังบ้านเมืองแล้วก็พร้อมใจกันตั้งวัดวาอารามเพ่ือบวชลูกหลานไว้ในพุทธศาสนาอันเป็นขนบธรรมเนียม
ประเพณีวดั จึงเป็นสว่ นสาคัญของหม่บู า้ น(สุวิทย์ จิระมณ,ี 2545)
ฉะนั้นวัดจึงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของศิลปวัฒนธรรมอันเป็นขนบธรรมเนียม
ประเพณีของพื้นถ่ินตลอดจนวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมพ้ืนถิ่นวัดเป็น
สถาบันทางพุทธศาสนาประกอบไปด้วยอาคารท่ีใช้ประกอบกิจของสงฆ์และประกอบพิธีทาบุญกุศลตาม
ประเพณขี องชาวบา้ นซง่ึ สถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาสามารถจาแนกประเภทออกตามหน้าทีแ่ ละความสาคัญ
ได้แก่เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส เขตสาธารณะหรือเขตปรก(พิทักษ์ น้อยวังคลัง,2540)ซ่ึงประกอบไปด้วย
อาคารตา่ งๆเชน่ กฏุ ิ หอไตร หอกลอง วิหาร ศาลาการเปรยี ญและโบสถ์ซงึ่ ในภาษาอีสานเรยี กว่า สิม ซ่งึ คาว่าสิ
มมาจากคาว่าเสมาหรือสีมาแปลว่าหลักเขตการทาสังฆกรรม(ไพโรจน์ สโมสร,2532)ใช้สาหรับประกอบ
พิธกี รรมในทางพุทธศาสนาของพระภิกษสุ งฆ์ สิมอสี านแบ่งตามลักษณะภูมิประเทศที่ก่อสรา้ งสามารถแบ่งได้ 2
ประเภท คือสิมน้ากับสิมบกซ่ึงมีจุดมุ่งหมายในการสร้างเหมือนกันคือใช้เป็นท่ีทาสังฆกรรมของสงฆ์และสิมบก
แบ่งได้ 2 รูปแบบ คือสิมทึบกับสิมโปร่ง ในส่วนของส่วนประกอบตกแต่งสิมสามารถแยกได้เป็น 3 ส่วนดังน้ี
(คาพนั ธ์ ยะปะตงั ,2556)
1.ส่วนบนคือส่วนของหลังคาทั้งหมดจะมีส่วนประดับตกแต่งเช่น ช่อฟ้า โหง่ ลายอง หางหงส์ เชิง
ชาย และสีหน้าเปน็ ตน้
2.ส่วนกลางส่วนมากสิมโปร่งจะไมม่ ีการตกแต่งมากเทา่ สิมทึบซ่ึงในส่วนนี้จะก่ออิฐฉาบปูนเป็นส่วน
ใหญ่มีส่วนประกอบตกแต่งเช่น ประตู หน้าต่าง คันทวย ฮังผึ้งและบางแห่งอาจมีฮูปแต้มท้ังภายนอกและ
ภายในตลอดถึงฐานชุกชพี ระประธาน
2
3.สว่ นฐานคือส่วนเอวขนั ที่ก่ออิฐฉาบปูนทาเป็นโบกคว่า โบกหงายและมีท้องกระดาน กระดูกงงู าน
ช่างของภาคอีสานมีการวางจังหวะและสัดส่วนต่างไปจากภูมิภาคอ่ืนๆและนอกจากน้ันก็มีการป้ันรูปสัตว์
ประดับตกแต่งในส่วนต่างๆทง้ั เชิงบันได อาทิเชน่ จระเขเ้ หรา สงิ ห์ ตวั มอม พญานาคเปน็ ต้น
ภาพท่ี 1 ประติมากรรมปนู ป้ันรูปสงิ ห์ วัดสระบวั แก้ว อาเภอหนองสองหอ้ ง จงั หวดั ขอนแก่น
ส่วนประกอบที่สาคัญที่จะทาให้ศาสนาคารมีความสมบูรณ์ นอกจากรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่
เป็นลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมพ้ืนถ่ินอีสานแล้ว ในส่วนของการประดับตกแต่งอาคารท่ีทาให้มีความ
สมบูรณท์ ั้งในด้านของศลิ ปะและคตคิ วามเชื่อ ประกอบด้วยการตกแต่งด้วยงานจติ รกรรมฝาผนังโดยนยิ มเขยี น
ภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือในภาษาถ่ินอีสานเรียกว่า ฮูปแต้ม ไว้ทั้งผนังด้านในและผนังด้านนอกของสิมหรือ
โบสถ์ และการประดับตกแต่งอีกอย่างหนึ่งที่มีความสาคัญก็คือการประดับตกแต่งศาสนาคารด้วยงาน
ประติมากรรม ประติมากรรม (Sculpture) เป็นงานศลิ ปะประเภทวัตถุแขนงหนึ่ง แสดงให้เหน็ ถึงวัฒนธรรม
ทางด้านศิลปกรรมท้องถิ่น สร้างข้ันต่างกรรมต่างวาระ เพื่อแสดงความศรัทธาเคารพและสักการะโดยเฉพาะ
เช่น พระพุทธปฏิมากรหรือพระพุทธรูปหรือพระบูชาก็เรียก ซ่ึงผลงานท่ีสร้างขึ้นดังกล่าว จะปรากฏคุณค่า
และจุดมุ่งหมายการสร้างเหมือนและแตกต่างกัน ประติมากรรมท้องถ่ินนับเป็นผลงานท่ีน่าสนใจอย่างยิ่ง
ประติมากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนามีอายุสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน พุทธประติมากรรม
เหล่าน้ีสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาของศาสนิกชน และความสามารถทางเชิงช่างได้อย่าง
ชัดเจน ประติมากรรมดังกล่าว นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ท่ีสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญและหรือ
ความเสอื่ มของศิลปวัฒนธรรมท้องถิน่ และของชาติไทยโดยรวมแต่ละยคุ แต่ละสมัยได้อีกทางหนึ่งด้วย
อารี สทุ ธพิ นั ธ.ุ์ (2535) ได้แบง่ ประเภทของผลงานประติมากรรมท้องถ่ินในอดีตจวบจนปจั จบุ ัน
สามารถจาแนกลักษณะของผลงานเป็นเกณฑ์ได้ 3 ประเภท คือ
3
1. ประติมากรรมลอยตัว (Round Relief) ได้แก่ผลงานที่ปั้น แกะสลัก หล่อ ขึ้นเป็นรูปทรง
ลอยตัวมองเห็นได้รอบด้าน ไม่มีพื้นหลัง เช่นรูปประติมากรรมที่เป็นอนุสาวรีย์ ประติมากรรมรูปเหมือน
เกี่ยวกบั คน สตั ว์ และรวมถึงประติมากรรมสาหรับตกแตง่ บนช้ันประดับสถาปตั ยกรรมเป็นตน้
2. ประติมากรรมนูนสูง (High Relief) ได้แก่ประติมากรรมที่มีพ้ืนด้านหลัง ผลงานยื่นออกมา
จากพื้นหลังคอ่ นข้างสูงแต่มีพื้นฉากหลังประกอบอยู่ นิยมสาหรับการใช้ตกแต่งสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนา
ประติมากรรมเหล่านี้จะรวมถึงประติมากรรมท่ีเป็นลวดลายประดับตกแต่ง เช่น ประติมากรรมปูนป้ันและ
หรอื ประดับกระจก หน้าบนั (สีหนา้ ) โบสถ์ (สิม) วิหาร ศาลาการเปรียญ (หอแจก) เมรุ หอกลอง – หอ
ระฆงั เป็นตน้
3. ประติมากรรมนูนต่า (Bas Relief) ได้แก่ งานประติมากรรมท่ีมีลักษณะคล้ายคลึงกับ
ประติมากรรมประเภทนูนสูง แต่รูปทรงผลงานท่ียื่นออกมาจากพื้นหลังมีความแบนหรือบางกว่า ได้แก่
ประติมากรรมที่เป็นลวดลายประดับตกแต่ง เช่น งานสลักไม้ หิน ปูนป้ัน ซ่ึงอาจเป็นเรื่องราวเก่ียวกับ
ลวดลาย ภาพเล่าเรือ่ ง ภาพเครือ่ งหมาย ภาพจากวรรณกรรม หรอื ตามวตั ถปุ ระสงค์ของสถาปัตยกรรมที่นา
ประติมากรรมนั้นไปประกอบ นอกจากน้ี ประติมากรรมประเภทนี้ยังนิยมนามาใช้ในการปั้น พระเครื่อง
เหรียญชนิดตา่ ง ๆ รวมถงึ การปนั้ เครือ่ งหมาย ตรา เปน็ ตน้
พิทักษ์ น้อยวังคลัง.(2540) ได้ศึกษาองค์ประกอบของศิลปะการทาลวดลายประติมากรรม
ประดับสถาปตั ยกรรมทางศาสนา สามารถจาแนกส่วนประดับลวดลายได้สามส่วน คือ สว่ นฐาน ส่วนกลาง
และส่วนบน ส่วนฐาน การสร้างลวดบัวและหรือฐานสิงห์อาจได้รับอิทธิพลจากอินเดีย แนวคิด และการ
สร้างรูปทรงลวดบัว ฐานล่าง บริเวณส่วนฐานของสถาปัตยกรรมทางศาสนาในภาคอีสาน ช่างผู้สร้างได้รับ
แรงบันดาลใจหรือิทธิพลจากเร่ืองราวทางพุทธศาสนา และหรือการรับอิทธิพลลอกเลียนแบบและหรือนามา
ประยุกต์ตามความเหมาะสมจากแบบแผนสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาภาคกลาง ซ่ึงเป็นวัฒนธรรมท่ี
เข้มแข็งกว่า จากการศึกษาพบว่าแนวคิดและการสร้างรูปทรงลวดบัวดังกล่าว ช่างบางกลุ่มขาดความรู้ความ
เข้าใจเก่ียวกับมูลเหตุและที่มาทางประติมานวิทยาอย่างลึกซ้ึง การสร้างจึงดาเนินไปในลักษณะสืบทอด รับ
อิทธิพล และถือเป็นแบบต่อมา ช่างบางกลุ่มจะปิดบังแนวคิดและปรัชญาการสร้างรูปทรงดังกล่าวเป็น
ความลับเป็นปมปริศนา หากมีผู้สนใจศึกษา จะต้องเป็นหน้าที่ของผูศ้ ึกษาต้องศึกษาสังเกตได้โดยการตคี วาม
ตามพ้ืนฐานประสบการณ์ของผู้ศึกษาเอง แต่อย่างไรก็ตามยังมีครูช่างผู้ล่วงลับ ได้กล่าวถึงการก่อสร้างฐาน
ในองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอีสานความว่า ฐานในภาษาอีสานเรียก “แม่คี่ไฟ” ตรงกับภาคกลางว่า ฐาน
ชุกชี ฐานเบอ้ื งลา่ งเรียก “ตีนธรณี” ที่เปน็ ส่ีเหลีย่ มมีช้นั ลด บางคร้ังจะย่อไม้สิบสอง ช่างบางคนเรียกแบบเสา
ขอม ตีนธรณีมีช้ันลดสามช้ันเรียกว่า รัตนตรัยท้ังสาม บางคนทาเป็นสี่ชั้นหมายถึงธาตุท้ังสี่ประกอบด้วยธาตุ
ดิน ธาตุน้า ธาตุลม และธาตุไฟ ถัดจากตีนธรณีสามช้ันหรือส่ชี ั้น จึงทาเปน็ บัวคว่าแอวขันธ์หรือ ดูกงูก็เรียก
และบัวหงายทับด้วยฐานปากพานอีกชั้นหนึ่ง บางครั้งการสร้างโบสถ์ (สิม) สามารถสร้างตีนธรณีสองช้ันก็ได้
ฐานล่างสถาปัตยกรรมบางแห่งนิยมทาเป็นฐานสิงห์ รองรับส่วนบนที่ประดิษฐ์เป็นชุดบัวสาหรับตกแต่ง สื่อ
ความหมายเกยี่ วกับสญั ลกั ษณ์แสดงถงึ อานาจอันย่ิงใหญ่ ปนู ป้นั รูปสัตว์ นยิ มสร้างประดับบริเวณส่วนล่างของ
สถาปัตยกรรม เชน่ ปูนป้ันรูปนาค รูปทรงลอยตัวแม่บันไดทางขึ้นโบสถ์ (สิม) ศาลาการเปรยี ญ (หอแจก)
แมบ่ นั ไดทางขน้ึ หอระฆัง และบนกาแพงเช่อื มตอ่ กบั ประตูโขงก่อนเขา้ สู่เขตพ้ืนท่ีของวัด ปูนปนั้ รูปสงิ ห์รปู ทรง
ลอยตัวบนแม่บนั ไดทางข้ึนศาลาการเปรียญ (หอแจก) และเฝา้ ประตูโขงทางเข้าเขตพืน้ ที่ของวดั ในส่วนของ
ปูนป้ันรูปนาค นาคในลักษณะของเทววิทยาในพุทธศาสนา ถือว่ามีลักษณะบางประการที่เป็นเทพซ่ึงถือว่า
4
เป็นเทพชั้นต่า นาคอาจทาหน้าที่เหมือนผู้ปกปักรักษาพุทธศาสนสถานและเป็นนาคแห่งรุ้งกินน้า คือเป็น
เหมอื นสะพานเช่ือมโยงระหว่างมนุษยโ์ ลกและสวรรคส์ ัญลักษณข์ องนาครุ้งกินนา้ ดงั กลา่ ว จะยึดถือเอาส่วนหัว
เป็นเบ้ืองล่างตรงบันไดทางขึ้นโบสถ์ (สิม) ศาลาการเปรียญ (หอแจก) หอระฆัง และบนกาแพงวัดต่อเชื่อม
กับประตูโขง เปรียบเสมือนโลกมนุษย์ ส่วนลาตัวและหางนาคจะทอดยาวสู่เบ้ืองบน เหล่านี้เป็นเหมือน
สวรรค์ ( พิทกั ษ์ นอ้ ยวังคลัง.2540)
ภาพที่ 2 สว่ นฐานบนั ไดรูปนาควัดสนวนวารพี ัฒนาราม จงั หวดั ขอนแก่น
ส่วนกลาง นิยมสร้างบนฐานรองรับหรือบนปากพาน เรียกว่าส่วนกลางของโบสถ์ (สิม) ศาลาการ
เปรยี ญ (หอแจก) เมรุ หอกลอง – หอระฆงั และประตโู ขง นิยมทาส่วนประดับลวดลายเหมือนและแตกต่าง
กัน แนวคิดและการสร้างรูปทรงกระจังตีนเสาและกาบหุ้มเสา ช่างในอดีตได้แนวคิดจากกาบของพันธ์ุไม้ก่อน
แตกยอดลาย ช่างผู้สร้างได้รับอิทธิพลจากสมุดภาพลายไทยโดยการลอกแบบ และหรือนามาประยุกต์ตาม
ความเหมาะสม ซึ่งกระจังตีนเสาและกาบหุ้มเสามีหน้าท่ีกาหนดตัวลาย กรรมวิธีการสร้างกระจังตีนเสาและ
กาบหุ้มเสานิยมหล่อผลงานจากแม่พิมพ์ แลว้ นาไปประดบั บนส่วนทกี่ าหนดไว้ แล้วตกแต่งระบายสี กรรมวิธี
การทาลวดลายบัวบนหัวเสา นิยมหล่อผลงานจากแมพ่ มิ พ์ แล้วนาไปประดับบนส่วนประดับ ตกแต่งระบายสี
แนวคิดการสร้างส่วนประดับดังกล่าวช่างผู้สร้างได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาจากลอกแบบหรือนามาประยุกต์
ตามความเหมาะสม บนพ้ืนฐานประสบการณ์ของต้นจากแบบแผนสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาจากภาค
กลาง หรือจากสมุดภาพลายไทย ภาพถา่ ย ภาพจากส่ือสง่ิ พมิ พ์ เป็นต้น ส่วนประดบั ลวดลายในบานประตู –
หน้าต่างนิยมทาลวดลายไทย ภาพเล่าเรื่องเป็นรปู ทรงนูนสูง โดยใช้กรรมวธิ ีแกะสลักไม้ ตกแต่งด้วยสีชักเงา
หรือสีทองหรือปิดทองคาเปลว พื้นปิดกระจก การสร้างส่วนประดับดังกล่าวช่างผู้สร้างได้รับอิทธิพลจากการ
ลอกแบบหรอื ประยุกต์จากสมุดภาพลายไทยภาพถา่ ย ภาพจากสอ่ื ส่ิงพิมพ์ และจากวรรณคดี
ส่วนบน นิยมสรา้ งตอ่ จากส่วนกลางของสถาปตั ยกรรมทางพทุ ธศาสนาหรือของหลังคาทงั้ หมดมีสว่ น
ประดบั ตกแต่ง เชน่ ช่อฟ้ากลาง, ชอ่ ฟา้ (โหง่), เคร่ืองลายอง, หนา้ บนั (สหี นา้ ) และยอด
5
ชอ่ ฟ้ากลาง (หรอื ยอดช่อฟา้ หรือยอดปราสาทหรือช่อฟ้าสันหลังคากเ็ รยี ก) กรณีประดับบนโบสถ์
(สิม) ชา่ งได้รบั แรงบนั ดาลใจ หรืออิทธิพลจากยอดช่อฟ้าบนสนั หลังคาสมิ อีสานในอดีต เป็นสว่ นประดบั บน
สันหลังคามีส่วนยอดทรงมณฑป โดยการกรรมวิธกี ารก่อสรา้ งคอนกรตี เสริมเหล็กกอ่ อิฐถอื ปนู ประดับลวดลาย
นูนสงู ตกแตง่ ด้วยสี อาจเป็นสญั ลกั ษณข์ องสวรรคช์ ้ันฟ้า ซ่งึ หมายถงึ เทวะโลกทั้งหกในกามภูมิ
ช่อฟ้า (โหง่) นิยมสร้างแบบปากนกและแบบปากปลาเป็นรูปทรงลอยตัวโดยใช้กรรมวิธีป้ันรูปทรง
ลอยตัว ตกแต่งระบายสีหรือประดับกระจกสี รูปแบบช่อฟ้า (โหง่) บนส่วนประดับสถาปัตยกรรมทางพุทธ
ศาสนา ล้วนได้รับอทิ ธพิ ลจากชอ่ ฟ้าที่อยบู่ นพ้ืนฐานวฒั นธรรมที่เข้มแข็งของภาคกลางแทบทั้งสนิ้
เคร่ืองลายอง คือส่วนท่ีทอดลาตัวนาคลงมาจากช่อฟ้า (โหง่) ส่วนสันแบ่งเป็นซี่ ๆ เรียกใบระกา
(วันแลน่ ป้านลม) และส่วนล่างสุดคอื หางหงส์นิยมเคร่ืองลายองตกแต่งเป็นนาคสะดุ้งหน่ึงถึงสองครัง้ และนิยม
ตกแตง่ เป็นลายองทไ่ี ม่มีนาคสะดุ้ง โดยใช้กรรมวิธปี ้นั ปูน แล้วจงึ นาขึ้นไปประดับบนสว่ นประดบั ตกแต่งดว้ ย
สี หรือปิดกระจกเคร่ืองลายองเปน็ รปู ทรงนาคทอดลงส่เู บอ้ื งล่าง นาคเป็นสัญลักษณ์ของน้า เครอ่ื งลายองจึง
เปรียบได้กับสายน้า ที่ไหลจากเบ้ืองสูงลงสู่เบื้องล่างจนถึงฐานโบสถ์ มีแม่บันไดรูปนาคซ่ึงเป็นสัญลักษณ์ของ
นา้ เบอื้ งลา่ งอันแผไ่ พศาล
หน้าบัน (สีหน้า) นิยมทาลวดลายและหรือรูปภาพสามรูปแบบ คือ ภาพลายไทย ภาพเล่าเร่ือง
และภาพเครื่องหมาย โดยใช้กรรมวิธีปั้นหรือหล่อ (บางแห่งหล่อด้วยไพเบอร์กลาส) ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพล
จากภาพกลางแทบทั้งส้ิน ลวดลายและรูปภาพบนส่วนประดับนี้แบ่งออกได้สองประเภท คือประเภทท่ีหน่ึง
เกี่ยวกับลวดลายพันธ์พฤกษา สัตว์ มนุษย์ เทวดาและสมมติเทพตรงฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี
พทุ ธศักราช 2539 หรือเรียกว่าประเภทที่เกี่ยวกับจักรวาลตามคตทิ างพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ลทั ธิหนิ ยาน
ผสมผสานกับศาสนาพราหมณ์ ประเภทท่ีสองเก่ียวกับน้าได้แก่การป้ันรูปนาคเป็นส่วนประกอบลวดลาย ซ่ึง
นาคเปน็ สญั ลักษณแ์ หง่ นา้
หลังคาและยอดปราสาท หลังคาของโบสถ์ (สิม) นยิ มทาซ้อนกันสองชัน้ สามตับ (สามน้าตก) และ
สามชั้นสามตับ (สามน้าตก) มุขลดหน้าหลัง หลังคาศาลาการเปรียญ (หอแจก) นิยมทาชั้นเดียวมุขหน้า
หลัง นิยมทาหลังคาตรีมุข และจัตุรมุขมียอดปราสาทตรงกลางหลังคาเมรุนิยมทาจัตุรมุข และหลังคาทรง
มณฑป บริเวณหลงั คาเมรุนิยมทามุขหน้าหลัง ลดมุขด้านหน้าต่อเช่ือมกับศาลาหน้าเมรุ บริเวณส่วนหลังคา
ทรงมณฑปหลังคาหอระฆัง – หอกลอง นิยมทาจัตุรมุข มีทั้งหลังคาหน่ึงชั้นและสองช้ันมุขลดส่วนยอด
ปราสาทบนหลังคาจตุรมขุ นยิ มทาเปน็ ทรงมณฑปพระปรางค์ และพรหมสีห่ น้า ซึง่ เป็นสญั ลักษณ์ของสวรรค์
และเขาพระสุเมรตุ ามลาดบั ( พิทักษ์ นอ้ ยวังคลัง.2540)
6
ภาพที่ 3 ประติมากรรมบนยอดหลังคาศาลาการเปรียญวัดโพธาราม อาเภอนาดนู จงั หวัดมหาสารคาม
กรรมวิธีในงานประติมากรรมประดบั ศาสนาคารในภาคอสี าน
วิเชียร อินทรกระทึก.(2539 ) กล่าวว่า กรรมวิธีทางประติมากรรม หมายถึง วิธีการท่ีประติ
มากรใช้ในการสร้างผลงาน เพ่ือให้เกิดมวล (mass) ปริมาตร (value) ซ่ึงก่อให้เกิดรูปทรง(form)ท่ีกินระวาง
พนื้ ท่ีในอากาศ เพ่ือแสดงถึงแนวความคิดหรือเร่ืองราวต่าง ๆ ตามความมุ่งหมายของประติมากร กรรมวิธตี ่าง
ๆ นั้นประตมิ ากรเปน็ ผู้เลอื กใช้ เพื่อสนองตอบแนวความคดิ และความมุ่งหมายของการสร้างสรรค์
กรรมวิธใี นการสร้างงานประติมากรรม
การปั้น (Modeling) หมายถึง วิธีการสร้างรูปทรง ซ่ึงเป็นวิธีในลักษณะบวก โดยการพอก
เพื่อให้เกิดรูปทรงด้วยวัสดุที่อ่อนตัว สามารถเปล่ียนแปลงได้ตามความต้องการ เช่น ดินเหนียว ดินน้ามัน
ขผี้ ง้ึ เปน็ ตน้ การปั้นน้ันสามารถพอก ขูดออก และพอกเพ่ิมเข้าไปใหมอ่ ีกได้ ลักษณะเดน่ ของการป้นั ไดแ้ ก่
ประติมากรสามารถสร้างรูปทรงให้มีโครงสร้างสัดสว่ น และขนาดได้ตามความต้องการ เมื่อเกิดข้อผิดพลาดก็
สามารถพอกเพมิ่ ขูด ควกั ออก ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา จนกว่าจะพึงพอใจ รวมถงึ ยังสามารถสร้างพนื้ ผิว
ในลักษณะต่าง ๆ ได้อีกด้วย การป้ันเป็นกรรมวิธีที่เหมาะแก่การสร้างงานในลักษณะเหมือนจริง การสร้าง
7
ลวดลายและการสร้างต้นแบบในการหล่อชิ้นงานด้วยรวมถึงการสร้างแบบจาลอง 3 มิติ (Sketch Model)
เพ่ือการทดลองและการจัดองคป์ ระกอบรูปทรงที่ตอบสนองความมุ่งหมายในการสรา้ งสรรค์ของประติมากรอีก
ดว้ ย
พิทักษ์ น้อยวังคลัง.(2540) ได้ศึกษากรรมวิธีการป้ัน (Technique) สาหรับการทาลวดลายประดับ
สถาปตั ยกรรมทางศาสนาในภาคอีสาน
การป้ัน (Modeling) หรือเรียกว่ากระบวนการในทางบวก (Additive process) เป็นการเอาส่วนย่อยเพ่ิม
เข้าเพื่อให้เป็นส่วนรวม สามารถจาแนกตามวัสดุท่ีนามาใช้ในการสร้างงาน คือ งานป้ันรูปดินเหนียว หรือ
ดนิ นา้ มัน กับงานปน้ั ปูน
1.1 งานปั้นรปู ดินเหนยี วหรือดนิ นา้ มันรปู ทรงนูนต่า นนู สูง คอื การกอ่ ตวั ดว้ ยดนิ เหนียว
หรอื ดินนา้ มนั เป็นเค้าโครงโดยรวมของลวดลายและหรือรูปภาพท่ปี น้ั หรือต้องการแสดงออก
1.1.1 ดินและการเตรียมดิน ดินเหนียวเป็นวัสดุจากธรรมชาติที่หาได้จากแหล่ง ส่วนดิน
นา้ มันซื้อจากรา้ นวสั ดุตามท้องตลาด เก่ียวกับดินมีวิธีการเตรียมดินต่างกัน กลา่ วคอื ดินเหนียวจากแหล่งต้อง
นามาคัดเศษส่ิงปะปนออกก่อนจึงนาไปหมักแล้วจึงนวดให้มีความเหนียวเหมาะแก่การขึ้นรูป ส่วนดินน้ามัน
นามานวดให้อ่อนตัวโดยใช้แสงแดดช่วยเพิม่ อณุ หภูมิสูงขน้ึ จงึ สะดวกตอ่ การขึน้ รปู ซงึ่ ดนิ ทง้ั สองประเภทช่างไม่
นามาใชข้ ึ้นรูปปะปนกนั ในงานช้นิ เดียวกันโดยเด็ดขาด
1.1.2 อุปกรณ์งานข้ึนรปู ได้แก่ มดี , เครื่องมือปน้ั ท่มี จี าหนา่ ยตามท้องตลาดและเคร่ืองมือ
ป้นั ท่ปี ระยกุ ต์ขึน้ ใชเ้ อง เชน่ ไม้ไผน่ ามาเหลา เจยี นตกแต่ง เหลก็ เสน้ นามาดดั ให้ไดข้ นาดแลว้ ตีสว่ นปลายให้
แบน นาไปลับกบั หินลับมีด ดัดแปลงใหส้ อดคลอ้ งกบั งานท่จี ะปั้น
1.1.3 วิธกี ารและขนั้ ตอนงานปนั้ รปู ด้วยดินเหนยี วหรอื ดนิ นา้ มัน มกี ระบวนการงานขึน้
รูปตามขั้นตอน ดังนี้
1.1.3.1 งานขน้ึ รูป คือการก่อตวั ดว้ ยหินเหนียวหรอื ดินน้ามนั เร่ิมจากรา่ งแบบลวดลาย
ลงบนวสั ดุแผ่นเรียบทม่ี ีโครงสร้างมัน่ คง เช่น ไมแ้ ผน่ เพ่ิมดินพอกขนึ้ เปน็ รปู ทรงเลา ๆ พอให้เค้าโครงใน
ขอบเขตของเสน้ ร่าง
1.1.3.2 งานป้นั รปู คือการนาดนิ เหนยี วหรือดินนา้ มนั เพมิ่ เติมเค้าโครงรปู ทรงทไ่ี ด้ขน้ึ รูปไว้
แต่ต้น ให้ปรากฏรูปลักษณะท่ีชัดเจนตามลวดลายท่ีต้องการอย่างสมบูรณ์ตามความมุ่งหมาย ส่ิงที่ต้อง
คานึงถึงอย่างเคร่งครดั คือลวดลายแต่ละส่วนตัวลายต้องเป็นแนวตั้งฉาก หรือเอียงสอบขึ้นไม่เว้าง้า เพราะจะ
เปน็ อุปสรรคต่อการทาแม่พิมพ์ และขัน้ ตอนการหลอ่ ชนิ้ งานในโอกาสต่อไป (ช้ินงานหล่อออกมาจะบิ่น แตก
ไม่สมบรู ณ์ หรือชิน้ งานอาจจะถอดไมอ่ อกจากแม่พิมพ)์
1.1.3.3 งานป้ันเก็บรายละเอียด เปน็ กระบวนการปน้ั ข้นั ตอนสดุ ทา้ ย โดยเนน้ การเกบ็
รายละเอียดให้ชดั เจนทัง้ ทางด้านรปู แบบและเน้ือหา
1.2 งานป้ันปนู คอื การก่อตวั ดว้ ยปนู ซีเมนตเ์ ปน็ เคา้ โครงโดยรวมของรูปภาพและหรือลวดลาย
งานปน้ั ท่ตี อ้ งการแสดงออก
8
1.2.1 ปูนและการเตรียมปูน ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุที่ซ้ือจากร้านวัสดุก่อสร้างตามท้องตลาด
ส่วนใหญ่นิยมใชป้ นู ตรานกอนิ ทรีย์ ปูนซีเมนตม์ ีวิธกี ารเตรียมเพอื่ ให้เหมาะแกก่ ารข้นึ รูปคือ หากปูนมีลักษณะ
เป็นเม็ดต้องใช้ตะแกรงร่อนหรือเปล่ียนปูนถึงใหม่ทันที ร่อนทรายละเอียดคัดส่ิงปะปนออกจนหมด นา
ปูนซีเมนต์ผสมกับทรายละเอียดอัตราส่วน 1 : 1 ลงในภาชนะคนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ผสมน้าสะอาดคน
ให้ทว่ั ไม่ใหข้ ้นหรือเหลวจนเกนิ ไป
1.2.2 อุปกรณ์งานข้ึนรูป ได้แก่ มีด, เครื่องมือป้ันที่มีจาหน่ายตามท้องตลาดและเครื่องมือปั้นที่
ประยุกต์ขึ้นใช้เอง เช่น ไม้ไผ่นามาเหลา เจียรตกแต่ง เหล็กเส้นนามาดัดให้ได้ขนาดแล้วตีส่วนปลายให้แบน
นาไปลบั กับหินลบั มีด ดัดแปลงใหส้ อดคล้องกับงานทจ่ี ะปน้ั
1.2.3 วิธีการและข้ันตอนงานป้นั รปู ดว้ ยปูนซเี มนต์ มกี ระบวนการงานข้ึนรูปตามขั้นตอน ดงั น้ี
1.2.3.1 งานขึ้นรูป คือการก่อตัวด้วยปูนซีเมนต์ เริ่มจากร่างแบบลวดลายลงบนวัสดุ
แผ่นไม้อัดเรียบท่ีมีโครงสร้างม่ันคง นาเล่ือยมาฉลุไม้อัดส่วนที่ไม่ต้องการ (ส่วนพื้น) แยกออกจากส่วนที่ร่าง
ไว้เป็นแบบ (ส่วนรูป) เช่น งานขึ้นรูปนาครปู ทรงลอยตัวประดบั ประตูโขงวัดทุง่ ลัทธิวัน ตาบลสระคู อาเภอ
สุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด หรอื การรา่ งแบบลวดลายลงบนสงั กะสีแผ่นเรยี บ ใช้กรรไกรตัดส่วนที่ไม่ตอ้ งการ
(ส่วนพ้ืน) แยกออกจากส่วนที่ร่างไว้เป็นแบบ (ส่วนรูป) เช่นงานขึ้นรูปลายนกเครือหน้าบัน (สีหน้า) โบสถ์
(สิม) วัดบ้านอุปราช ตาบลท่าสองคอน จังหวัดมหาสารคาม ใช้สีเคมีชนิดแท่งเขียนตาแหน่งที่จะวาง
เหล็กเส้นผูกยึดกันเป็นเส้นแกนโครงสร้างภายในบนแบบ นาเหล็กเส้นขนาด 4 หุน, 2 หุน มาดัดตามเส้น
รา่ ง ใช้ลวดสาหรับมัดเหล็กผูกยึดให้แน่น นาปูนซีเมนต์ท่ีเตรียมไว้พอกข้ึนเป็นรูปทรงเลา ๆ พอเป็นเค้าโครง
ทบั โครงเหล็กเส้น ใช้มีดปาด ตดั แต่งส่วนทลี่ น้ ออกนอกแบบ ซ่งึ แบบทาหนา้ ทเี่ ป็นตวั กาหนดเสน้ รอบนอก
1.2.3.2 งานป้ันรูป คือการนาปูนซีเมนต์ผสมทรายเพิ่มเติมเค้าโครงรูปทรงท่ีได้ข้ึนรูปไว้แต่ต้น ใช้
เครือ่ งมอื ปาด ขดู ขุด ให้ปรากฏรูปลักษณะท่ีชัดเจน ตามลวดลายทตี่ อ้ งการอย่างสมบรู ณต์ ามความมุ่งหมาย
1.2.3.3 งานปั้นเก็บรายละเอียด เป็นกระบวนการป้ันข้ันตอนสุดท้ายโดยเน้นการเก็บรายละเอียด
ให้ชัดเจนทั้งทางด้านรูปแบบและเน้ือหา เช่นการใช้ฟองน้าชุบน้าปั้นหมาดมาเช็ดถูให้เรียบ หลังจากผลงาน
ปูนปั้นเร่ิมมีปฏิกิริยาแข็งตัวจึงขยับเลื่อนแบบออกจากผลงานเพื่อนาไปเป็นแบบสาหรับป้ันปูนช้ินต่อ ๆ ไปให้
ได้ปริมาตรตามต้องการ (ในกรณีท่ีต้องการให้ผลงานป้ันปูนเป็นรูปทรงลอยตัว หลังจากปูนซีเมนต์แข็งตัว
เต็มท่ีแล้ว ในวันถัดไปต้องนาผลงานน้ัน ๆ มาหงายข้ึน นาเหล็กเส้นมาดัดผูกยึดด้วยลวดมัดเหล็กติดกับ
เหล็กเส้นทีว่ างแผนเอาไว้สาหรับยึด หลงั จากนั้นจึงข้ึนรูป ปั้นรูป เกบ็ รายละเอยี ดตามลาดับ) อนง่ึ การปั้น
ปนู ผลงานบางอย่าง ไม่จาเป็นต้องมีแบบรองรบั เป็นตัวกาหนดเส้นขอบ เช่น การปั้นลาตวั ของนาคแม่บันได
เริ่มจากดัดเหล็กแต่ละเสน้ เป็นโครงลาตัวนาค (เส้นแกน ดัดคดโค้งตามจุดประสงค์) ใช้ลวดมัดเหล็กเป็นปลอก
แต่ละปลอกห่างกันประมาณ 15 เซนติเมตร ผสมปูนทรายละเอียดอัตราส่วน 1 : 3 ผสมน้าพอเหมาะกับ
การขึ้นรูป นาปูนไปพอกส่วนต่าง ๆ บนโครงเหล็กท่ีออกแบบเอาไว้ เช่น ลาตัว ท้อง แผงหลัง เกล็ด
(บางครงั้ ใช้ลวดลายเกล็ดหลอ่ จากแม่พมิ พ)์ อวัยวะส่วนหางและหัวนาค จะใชก้ รรมวิธีการหล่อจากแม่พิมพ์ท่ี
จดั ทาเอาไว้ นาส่วนหัวหรือหางซึ่งหล่อเตรียมไว้แล้วสองซีกซ้ายขวา มาประกอบผูกยดึ เหล็กให้แนน่ หนาโบก
ปนู ทบั รอยตอ่ แมพ่ มิ พ์ทงั้ สองชนิ้ ใหแ้ นบเนียนเปน็ สว่ นเดียวกัน
9
1.2.3.4 การตกแต่ง สามารถทาได้หลายวิธี เช่น การตกแต่งด้วยกาปิดกระจก การระบายสี
กล่าวคือ การตกแต่งด้วยการปิดกระจก มักนากระจกที่มีจาหน่ายตามร้านสังฆภัณฑ์ มาตัด เจียนให้เกิด
รูปร่างที่ต้องการ ทาด้วยกาวอีป๊อกซ่ีประดบั ตกแต่งส่วนที่เป็นรูปหรอื พ้ืน หรืองานปูนป้ันตามต้องการ ขณะ
ทากาวไม่ควรให้กาวไหลเยิ้มด้านหน้ากระจก เพราะจะทาให้เกดิ กระจกพร่ามัว การสะท้อนแสงจะไม่แจ่มชัด
การตกแต่งด้วยการระบายและเขียนสี ส่วนใหญ่จะลงมือหลังจากการประดับลวดลายบนโครงสร้าง
สถาปตั ยกรรมเรยี บร้อยแล้ว โดยการรองพนื้ ดว้ ยสนี า้ พลาสตกิ สขี าว (สีรองพนื้ กันด่าง) แล้วจงึ ลงสีจริง เช่นสี
เหลอื ง สแี ดง หรือใช้สที อง.(พทิ กั ษ์ น้อยวังคลัง,2540 )
สกุลช่างประตมิ ากรรมปูนป้ันประดบั ตกแตง่ ศาสนาคารในภาคอีสาน
ส่วนตกแต่งองค์ประกอบสถาปัตยกรรมศาสนาคาร มีองค์ประกอบแบบไตรภาคประกอบด้วย (1)ส่วน
ฐาน ได้แก่ ฐานมุขบันได และฐานตัวเรือน (2) ส่วนตัวเรือน ได้แก่ช่องเปิดประตู ช่องเปิดหน้าต่างหรือช่องลม
ช่องแสง บัวหัวเสา คันทวย และฮังผึ้ง (3) ส่วนยอด ได้แก่ สีหน้าหรือหน้าบัน โหง่ ช่อฟ้าและหางหงส์ โดย
ทั้งหมดสามารถจาแนกออกตามคุณลกั ษณะเปน็ 3 สกุลชา่ ง
1) กลุ่มสกุลช่างพ้ืนบ้าน (ชาวบ้าน)ช่างกลุ่มน้ีมักสร้างสรรค์ผลงานฝากไว้ตามวัดในชุมชนรอบนอก
ของชนบทอันห่างไกลจากตัวเมืองโดยเฉพาะเทคนิคการใช้สีสันท่ีฉูดฉาดหรือรูปทรงสัดส่วนท่ีแปลกแตกต่าง
จากท่ีพบเห็นโดยท่ัวไป ปรัชญาช่างกลุ่มนี้คือ เน้นการพึ่งพาตนเอง มีความเป็นอิสรเสรีทางความคิด ไม่มีแบบ
แผนที่ตายตัว กล่าวคืองานช่างกลุ่มนี้จึงมุ่งสร้างสรรค์โดยไม่จาเป็นต้องมีความประณีตบรรจงโดยศิลปินหรือ
ช่างอาจทางานอย่างหยาบและรวดเร็วแต่เป่ียมด้วยอารมณ์และความมีชีวิตจิตใจ ท้ังน้ีจะพบว่าสกุลช่าง
พื้นบ้านนั้นมีความพยายามที่จะรักษาลักษณะบางอย่างของวัฒนธรรม ดั้งเดิมซ่ึงได้รับมาจากเผ่าพันธุ์เดิม
(ethnic origins)ของตนนั้นไว้แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับและต้องการที่จะนารูปแบบบางอย่างของวัฒนธรรม
แบบเมืองเข้ามาผสมผสานและเปลี่ยนแปลงรูปแบบเดิมๆของตนอยู่เร่ือยๆ แต่ทั้งหมดล้วนมีพลังต่อรองด้วย
จารีตแห่งระบบความเชื่อของสงั คมวฒั นธรรมเดมิ
2) กลุ่มสกุลช่างพื้นเมือง อิทธิพลช่างหลวงทั้งราชสานักล้านช้างและสยาม)เป็นกลุ่มสกุลช่างท่ีมี
ทักษะฝีมือท่ีพัฒนามาจาก ช่างพื้นบ้าน ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นช่างฝีมืออาชีพ หรือที่สุดก็คือกลุ่มช่างหลวงท่ีมี
ประสบการณ์มีทักษะฝีมือ นิยมใช้เทคนิคการตกแต่งด้วยลงรักปิดทองโดยเฉพาะท่ีเก่ียวกับงานช่างด้านการ
ก่อสร้างท้ังช่างไม้และช่างปูนจนฝีมือพัฒนาอยู่ในขั้นสูงสามารถเทียบเคียงกับช่างหลวงหรือช่างราชสานัก
ผลงานของช่างสกุลน้ี มักฝากฝีมือไว้ตามวัดวาอารามในเขตเมืองเป็นส่วนใหญ่ โดยรูปแบบทางศิลปะกลุ่มน้ีมี
ลักษณะร่วมที่นิยมแพร่หลาย ในหลายบริบทวัฒนธรรม มีฉันทลักษณ์แห่งระบบระเบียบในการออกแบบ ช่าง
กลุ่มนี้จะมีแนวคิดหลักในเรื่องปริวิสัย(Objectivity) ความสมเหตุสมผล(Rationality)และความพอดี
(moderation)อันเป็นคุณลักษณะเฉพาะอย่างช่างราชสานักโดยนาเข้ามาบูรณาการกับวัฒนธรรมเดิม
โดยเฉพาะกลุ่ม ช่างคาหมา แสงงาม สานุศิษย์คนสาคัญสายช่างพระครูวิโรจน์ รัตโนบล แห่งเมืองอุบลที่เป็น
กลมุ่ ช่างทอ้ งถนิ่ อสี านยุคบุกเบิกในการรับเหมางานก่อสรา้ งแข่งกับชา่ งญวน
10
3) กลุ่มสกุลช่างญวน เป็นกลุ่มสกุลช่างที่เกิดจากเงอื่ นไขทางการเมืองจากการเคล่ือนย้ายหนีภัย
สงครามเข้ามาในอีสานและ สปป.ลาวในยุคล่าอาณานิคมของฝร่ังเศสท่ีมีการนาเข้ารูปแบบศิลปะอย่างจีน
เวียดนาม และฝร่ังเศสเข้ามาใช้ในศิลปะอีสาน และลาวโดยแสดงออกผ่านรูปแบบและเทคนิคด้านวัสดุรวมถึง
คติสัญลักษณ์ต่างๆในเชิงช่าง โดยต้ังแต่ประมาณปี พ.ศ. 2460-2500 (วิโรฒ ศรีสุโร,2536)โดยเฉพาะช่วง
ระหว่างปี พ.ศ. 2460-2480 ในพ้ืนที่ภาคอีสานตอนใต้แถบจังหวัดอานาจเจริญ อุบลราชธานี ยโสธร ยุคน้ีมี
ความนิยมศิลปะแบบอย่างญวนมาก โดยกลุ่มช่างญวนถือเป็นกลุ่มช่างผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นอาชีพกลุ่มแรก
ของอีสานโดยช่างญวนจะรับผิดชอบในส่วนงานปนู และโครงสร้างท่ีเป็นความเช่ียวชาญ ส่วนการตกแตง่ งานไม้
ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของช่างในท้องถิ่นน้ันๆที่เข้ามามีในส่วนร่วมและจากหนังสือสิมอีสานของอาจารย์
วิโรฒ ศรีสุโร กล่าวว่าในแถบเมืองนครพนมจะมีช่างญวนที่มากฝีมือท่ีมีชื่อว่า องแมด ได้ฝากผลงานอยู่ที่วัด
กลาง อ.ท่าอุเทน และงานตกแต่งลวดลายฐานพระธาตุท่าอุเทน หรือในเมืองสกลนครวัดพระธาตุศรีมงคล อ.
วาริชภูมิ จ.สกลนคร รวมถึงสิมหลังน้ีก็เป็นฝีมือช่างญวนท่ีชื่อ นายตีงัว หรือท่ีกาฬสินธ์ุก็มีงานช่างญวนที่ช่ือ
ทองคา แซ่อ่ึง ท่ีฝากผลงานไว้ท่ีสิมวัดอุดมประชาราษฎร์ สิมวัดบ้านหนองอีบุด สิมวัดบ้านนา(วิโรฒ ศรีสุโร
,2536) อย่างที่มุกดาหาร ก็มีแกวพุด เป็นนายช่างใหญ่สร้างสิมวัดนรวราราม อ.หนองสูง ในปี 2468 โดยส่วน
งานไม้แกะสลักเป็นฝีมือช่างเถิงช่างท้องถ่ินชาวผู้ไทยบ้านหนองโอใหญ่ หรือในลาวแถบแขวงจาปาสักก็มี อง
เสา รังสี ช่างญวนท่ีมีผลงานการก่อสร้างในเมืองปากเซอยู่จานวนมาก แต่หลังจากปี พ.ศ. 2500 ช่างญวนใน
อีสาน ได้ถูกลดบทบาทลงด้วยนโยบายแบบรัฐชาตินิยมสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ท่ีจากัดสิทธิในอาชีพแก่
คนตา่ งด้าว (ต๊ิก แสนบุญ,2553)
ชวลิต อธิปตั ยกลุ .(2556).ได้สรุปลักษณะของศลิ ปะสกุลชา่ งญวนทีป่ รากฏในสมิ อีสานไวด้ ังนี้ ช่าง
ญวนได้รับจ้างท้ังการออกแบบและควบคุมหรือลงมือกระทาดว้ ยตนเองเสมอดงั น้ันอาจทาให้ช่างญวนไดซ้ ึมซับ
ถึงพลังแห่งความศรัทธาของผู้คนในชุมชนที่มีต่อศาสนสถานหลังดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลให้การประดับจากคติ
ความเชื่อของวัฒนธรรมเวียดนาม ที่รับผ่านจากจีนเข้ามาปรากฏในสิมอีสานจวบจนกระทั่งทุกวันน้ีก็เป็นได้
ระยะท่ีช่างญวนเริ่มใชค้ ติความเชื่อด้ังเดิมของตนเข้ามาผสมกับคติความเช่ือในพ้ืนถิ่น ได้ถือกาเนิดข้ึนภายหลัง
จาก พ.ศ. 2470 เป็นต้นมาท่ีมกี ารประดับตกแต่งลวดลายตา่ งๆท่ีปรากฏตามสิมหลายๆหลัง การประดับ มังกร
ลายหงส์ รปู บคุ คลยนื เฝ้าหน้าประตูทางเข้า คา้ งคาว ดอกโบตั๋น ลายล่อู ี้ มังกรทร่ี าวบันได ล้วนเป็นสัญลกั ษณ์ท่ี
มีความหมายลายมงคลในทางท่ีดีท้ังส้ิน สะท้อนให้เห็นถึงช่างญวนได้ให้ความสาคัญกับสิมส่ิงก่อสร้างท่ีตนเอง
ได้รับเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างให้กับชุมชนและชุมชนได้ตอบรับถึงคติความเชื่อใน วัฒนธรรมต่างถิ่น
เช่นเดียวกัน เทคนิคในการก่อสร้าง มีความเป็นเฉพาะตัว การก่อผนังจะก่อให้มีความหนากว่าปกติเพ่ือรองรับ
โครงสร้างหลังคา บันไดทางขึ้นช่างญวนได้รับอิทธิพลจากฝร่ังเศส มักทาบันไดด้านหน้าผายออกเสมอ โดยมี
การตกแต่งต้นเสาของราวบันได ที่ราวบันไดนิยมเจาะช่องวงรีทางต้ังและแบบเป็นช่องสี่เหล่ียมเป็นซี่ๆ หลังปี
พ.ศ. 2470 การก่อประดับที่ราวบันไดจะใช้เทคนิคการทาเป็นคิ้วบัวที่ราวบันไดเสมอส่วนหลังจากน้ันช่างญวน
จะออกแบบโดยป้ันเป็นรูปมังกรหรือพญานาคแทน การประดับตกแต่งส่วนบริเวณมุขด้านหน้า ช่างญวนใช้
เทคนิคก่อผนังขึ้นไปจบด้วยมุมจั่ว พื้นท่ีระหว่างชว่ งเสาช่างญวนใช้วิธกี ารปนั้ ประดับเป็นรปู ต่างๆด้วยกรรมวิธี
การป้ันแบบนูนต่า
11
ภาพท่ี 4 ประตมิ ากรรมรปู สิงห์บนั ไดทางขึน้ ศาลาการเปรียญวดั โพธาราม อาเภอนาดูน จงั หวัดมหาสารคาม
คติความเช่ือรูปสัตว์ในงานประตมิ ากรรมปนู ปน้ั ประดบั ศาสนาคารในอสี าน
1.ประติมากรรมปูนป้ันรูปสิงห์ เป็นสัตว์มงคลที่มีอานาจในภาคพ้ืนดิน ให้คุณทางด้านแคล้วคลาด
จากภยันตรายทั้งปวง มีความสง่างามกายาล่าสัน เสียงร้องก้องกังวาน ถือเป็นเจ้าแห่งสัตว์ป่าท้ังปวง สิงห์จึง
เป็นที่ช่ืนชม เคารพบูชาต้ังแต่กษัตริย์ จนถึงขุนนาง และนิยมจัดตั้งสิงห์คู่ไว้หน้าสถานท่ีสาคัญ เช่นหน้า
พระราชวงั โบสถ์ วัด ชาวจีนเช่อื ว่า การจัดต้ังสงิ ห์ไว้หน้าประตู หรอื ปลายหัวเสา แสดงถงึ อานาจ นา่ เกรงขาม
เพราะสิงห์เป็นสัตว์เทพมงคล ดังนั้นสิงห์จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องคุ้มภัย และมีอานาจขจัดภูตผีปีศาจ
ให้กบั สถานทนี่ ั้นๆอย่างยอดเย่ียมในคติความเชื่อของคนในอุษาคเนย์มีความเช่ือว่าสิงห์คือสัญลกั ษณ์ของความ
แข็งแกร่ง กล้าหาญ เป็นสัตว์ท่ีมีพลังในการดูแลรักษาสถานที่และเป็นยังเป็นสัตว์ประจาทิศ 1 ใน 4 ตัว ตาม
ประตมิ านวิทยาสมัยอนิ เดียโบราณอกี ด้วย(เชษฐ์ ตงิ สญั ชลี,2558)
2.ประติมากรรมรูปช้าง ซึง่ ช้างน้ันมีลักษณะท่โี ดดเด่นและมีความสาคญั เพราะช้างเปน็ สญั ลักษณข์ อง
ความศักด์ิสิทธ์ิมีมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล ซ่ึงช้างถือเป็นสัตว์สัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ โดยมีเรื่องที่กล่าว
ว่าในการปฏิสนธิของพระพุทธองค์นั้น พระมารดาทรงพระสุบินว่ามีช้างมาเข้าในพระอุทร โดยช้างมีความ
หมายถึงยอดของบรรดาสัตว์ท้ังหลายท้ังปวงในทางที่มีคุณธรรมอันประเสริฐนั้นเอง(พุทธทาสภิกขุ, 2552)
นอกจากนี้ช้างยังเป็นสัตว์ที่มีความสาคัญในดินแดนแถบถ่ินสุวรรณภูมิ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศต่างๆเช่น
ไทย ลาว เป็นสัตวค์ ู่บารมีของพระมหากษตั ริย์ แสดงถึงพลังอานาจบารมขี องพระเจ้าแผ่นดินแสดงถึงสถานะที่
ช้างเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นใหญ่ทางการเมืองการปกครองด้วย ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่มีความเก่ียวข้องกับ
ศาสนา เป็นสญั ลกั ษณ์คูบ่ ารมีของพระเจ้าแผน่ ดนิ และมีความผูกพนั กบั สายน้า
12
3.ประติมากรรมรูป มกร มกรมีงวงส้ันๆลาตัวมีเกร็ดแบบจระเข้มกรมีงวงยาวลาตัวยาวแบบงู
มกรมีงวงยาวมีเขาและมีลาตัวยาวแบบงูและมกรมีตัวคล้ายกับสิงห์มหี างแบบปลา มกร หรอื เบญจลักษณ์เป็น
สัตว์ตามความเช่ือของพม่า ล้านนา สยาม และเขมร เรียกอีกอย่างว่าตัวสารอกเน่ืองจากในงานศิลปะ มกร
มกั จะคายหรือสารอกเอาวัตถุใดๆ ออกมาทุกคร้ัง เช่น มกรคายนาค (พญานาค)ในเทววิทยาฮินดู มกร จดั เป็น
สัตว์ประหลาดในทะเลชนิดหนึ่ง ปกติมักแสดงอยู่ในรูปของสัตว์ผสม คร่ึงหน้าอาจเป็นสัตว์บกอย่างรูปช้าง,
จระเข้ หรอื กวางคร่ึงหลงั เป็นรูปสัตว์นา้ (มกั เปน็ สว่ นหาง) เช่น หางเปน็ ปลา หรอื ท่อนหลงั เปน็ แมวน้า บางคร้ัง
อาจปรากฏสว่ นหางเป็นรปู นกยูงก็มี มกรจดั เป็นเทพพาหนะสาหรับพระแม่คงคา เทพเจ้าแห่งแม่น้าคงคา และ
พระวรุณ เทพแห่งทะเลและสายฝน สันนิษฐานว่ารูปประติมากรรมแกะสลักนูนต่ารูปมกรท่ีพบในสระแก้วนั้น
สรา้ งขน้ึ เพ่ือเป็นสัญลักษณข์ องความศักด์ิสทิ ธิ์ เพื่อแสดงออกถึงความอุดมสมบูรณ์ของสายน้าและสายฝน มกร
คือ สัตว์ผสมระหว่างจระเข้กับช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับ “น้า” ดังนั้นมกรจึงเป็นสัญลักษณ์มงคล สื่อถึง
“ความอุดมสมบูรณ์” นอกจากนี้มกร ซึง่ มักจะ “คาย” สิ่งต่างๆ ออกมาจากปากเสมอ เชน่ คายทอ่ นพวงมาลัย
หรือ รูปสัตวต์ ่างๆ ยงั สามารถส่ือถึงการเปน็ “ผใู้ ห้ทกุ สิง่ ” ได้อกี ดว้ ย (เชษฐ์ ตงิ สัญชลี,2558)
4.ประติมากรรมปูนปั้นเป็นรูปนาคเป็นความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในแถบถิ่นลุ่มน้าโขง ตั้งแต่ตอน
ใต้ของมณฑลยูนนาน ประเทศจีนเรื่อยลงมาจนถึงปากแม่น้าโขงล้วนแล้วแต่มีคตินับถือบูชางูหรือนาค โดยใน
ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี มีหลักฐานสาคัญที่อธิบายความหมายเชื่อมโยงจากลวดลายเขียนสีที่บ้านเชียง
จงั หวัดอุดรธานี ซ่ึงปรากฏลวดลายเขียนสีเป็นรปู งูท่ภี าชนะดินเผาที่ใช้เซ่นบูชาศพจานวนมากซึง่ ท้ังหมดแสดง
ให้เห็นร่องรอยความเช่ือมโยงถึง ลัทธิความเช่ือดั้งเดิมท่ีมีต่องูว่าผู้คนในแถบอุษาคเนย์น้ันเคารพบูชางูมาไม่
น้อยกว่า 3,000 ปี (ปราณี วงษ์เทศ,2543) ในคติพุทธนาคเป็นสัญลักษณแ์ ทนกิเลส หรอื ความชั่วร้ายท้ังหลาย
ท่ีมีพษิ สงฉกาจฉกรรจ์ ทาใหค้ นท้ังโลกตกอยู่ภายใต้อานาจน้ัน บัดนี้ไดถ้ ูกพระพุทธเจา้ ทรงเอาชนะมันได้ การที่
พระพุทธเจ้าประทับนั่งบนพญานาคเท่ากับบอกให้โลกรู้ว่าบัดน้ีพระพุทธเจ้าทรงเอาชนะกิเลสท้ังม วลได้
เด็ดขาดแล้ว(เสถียรพงษ์ วรรณปก,2537) ในส่วนของความเป็นสัญลักษณ์จากงูสู่นาค นาคในมิติเชิงช่างใน
ด้านสถาปัตยกรรมประเภทศาสนาคารคติความเช่ือท่ีปรากฏอยู่ในรูปทรงและองค์ประกอบมักจะถูกเชื่อมโยง
กับคติฮินดู และระบบจักรวาลแบบฮินดูเช่นกรณีช่อฟ้าท่ีเป็นรูปหัวพญานาค ส่วนสันมุมหลังคาทาเป็นรูปสัน
หลังของพญานาคกาลังเลื้อยลงมาเป็นช้ันๆจนถึงชายหลังคาช้ันล่างสุดแล้วจึงมีทวยไม้สลักเป็นนาคค้ายันไว้
สญั ลักษณ์ที่เรียงกนั มาเช่นน้ีเปรียบเสมอื นสายน้าที่กาลังไหลจากภเู ขาที่เป็นจุดศูนย์กลางสู่เบ้ืองล่างจนกระทั่ง
ถงึ ฐานโบสถห์ รอื อีกนัยยะหน่ึงคือมหาสมุทรอันกวา้ งใหญไ่ พศาลอนั เปน็ ทรี่ วมของน้าทง้ั หมด(สเุ มธ ชมุ สาย ณ
อยุธยา,2528) จึงทาให้มีคติความเช่ือในการทาประติมากรรมรูปนาคมีปรากฏในศาสนาคารทุกแห่งในภาค
อีสานถอื ว่าเปน็ ประติมากรรมรปู สัตวท์ ีพ่ บมากที่สดุ ในศาสนาคารในภาคอสี าน
13
ภาพที่ 5 บันไดรูปนาควดั สนวนวารพี ฒั นาราม
ปัจจุบนั งานประติมากรรมปูนปั้นประดับศาสนาคารในภาคอีสาน มสี ภาพที่ค่อนขา้ งทรุดโทรมและ
ผุกร่อนไปตามระยะเวลาท่ีกอ่ สร้างมาอย่างยาวนาน จึงทาให้สภาพของวัสดุซ่งึ เป็นปูนซีเมนต์ ท่ีใช้ในการปั้นรูป
ประติมากรรมนูนต่าน้ันทรุดโทรมและเส่อื มสลายไปตามกาลเวลาซ่ึงเป็นไปตามหลักของพุทธศาสนาที่กล่าวว่า
ทุกอย่างมีเกิดข้ึน ตั้งอยู่และก็สลายไปตามกาลเวลา ประติมากรรมปูนป้ันประดับศาสนาคารในภาคอีสาน ก็
เป็นเช่นเดียวกัน ก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและก็ค่อยๆเส่ือมสลายไปในที่สุด แต่หากผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องในการ
ดูแลรักษาโบราณสถานและงานประติมากรรมปูนป้ันประดับศาสนาคาร เช่น ผู้นาชุมชน ชาวบ้านในชุมชน
พระสงฆ์ ช่วยกันดูแลกันอย่างเต็มกาลังความสามารถ และถ่ายทอดองค์ความรูท้ ่ีเก่ียวกับคติความเชื่อ รูปแบบ
ของงานประติมากรรมและชี้ให้เห็นถึงความสาคัญของแหล่งโบราณคดีและประติมากรรมปูนป้ันเหล่านั้นว่ามี
ความจาเป็นและสาคัญต่อชุมชนที่อยู่รอบๆบริเวณโบราณสถานอย่างไร ให้คนในชุมชนโดยรอบได้รับทราบ
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงเยาวชนร่นุ ใหม่ใหพ้ วกเขาเหน็ คุณค่าและประโยชนท์ มี่ ีต่อชุมชนของพวกเขาเอง ส่ิงนน้ั แหละ
จะเป็นการรักษาไม่ให้แหล่งโบราณสถานและคติความเชื่อแบบโบราณเส่ือมสลายและสูญหายไปจากใจของ
พวกเขา ดังนั้นจึงต้องสร้างจิตสานึกให้คนในชุมชนท่ีอยู่รอบๆมีความรู้ความเข้าใจในคุณค่าและช่วยกันดูแล
รกั ษาเพ่อื ใหค้ งอยู่คูก่ บั ชุมชนและประเทศชาติสบื ไป
14
เอกสารอ้างอิง
คาพันธ์ ยะปะตงั .(2556).แลศิลป์อสี านภูมิปญั ญาท้องถนิ่ กับงานทศั นศลิ ป์.ขอนแกน่ :
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
ชวลิต อธิปตั ยกุล.(2556).สมิ ญวนในอสี าน.อดุ รธานี : สานักพิมพ์เตา้ -โล้.
เชษฐ์ ติงสัญชลี.(2558).ประวตั ศิ าสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้.กรุงเทพฯ:มิวเซียมเพรส.
ติก๊ แสนบญุ .(2553).ลกั ษณะอีสานวา่ ด้วยเรื่องศลิ ปะและวัฒนธรรม.อบุ ลราชธานี:โรงพิมพม์ หาวทิ ยาลัย
อบุ ลราชธาน.ี
ปราณี วงษเ์ ทศ.(2543).สงั คมและวฒั นธรรมในอษุ าคเนย์. กรงุ เทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์.
พทิ กั ษ์ นอ้ ยวงั คลัง.(2540).ศิลปกรรมท้องถ่นิ .มหาสารคาม:มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
พุทธทาสภิกขุ.(2552). พทุ ธประวตั จิ ากหนิ สลัก. กรงุ เทพฯ: อมรินทรพ์ ริน้ ตง้ิ แอนด์พับลชิ ชงิ่ จากดั .
ไพโรจน์ สโมสร.(2532).จติ รกรรมฝาผนงั อสี าน.กรุงเทพฯ: อมรนิ ทรพ์ รินติง้ กร๊ฟุ
วิเชยี ร อินทรกระทึก.(2539).ประตมิ ากรรม.กรงุ เทพฯ:อักษราพิพัฒน์.
วโิ รฒ ศรีสโุ ร.(2536).สมิ อสี าน.กรงุ เทพฯ:เมฆาเพรส จากัด.
สวุ ทิ ย์ จิระมณี.(2545).ศลิ ปสถาปัตยกรรมพ้นื ถ่นิ อีสานในวัฒนธรรมไทย-ลาว.ชลบุรี:
มหาวทิ ยาลัยบรู พา
สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา.(2528).น้าบ่อเกดิ แห่งวัฒนธรรมไทย.กรงุ เทพฯ:สานกั พิมพ์ไทยวฒั นาพานิช.
เสถยี รพงษ์ วรรณปก.(2537).นาคคือใคร.กรงุ เทพฯ : มตชิ นสดุ สัปดาห์.
อารี สุทธิพนั ธ์ุ .(2535). ศิลปะนยิ ม พิมพ์ครัง้ ท่ี 4. กรุงเทพฯ:โอเอสพร้ินตง้ิ เฮาส์.