13
บทที่ 4
อาหารหวานไทย
1. ความหมายและประวตั คิ วามเปน มา
การทาํ ขนมไทยในอดีตใชเ วลาในการทาํ คอนขา งนาน เพราะอาศยั การทาํ ดว ยวธิ ีธรรมชาติเกอื บทกุ ข้นั ตอน
ตัง้ แตก ารประดิดประดอยปนแตงดวยมอื สว นการเพมิ่ สีสนั ทาํ ไดจากการค้นั นา้ํ จากพชื มาใช เชน คน้ั นาํ้ ใบเตย
เพื่อใหขนมมสี เี ขยี ว นา้ํ ดอกอญั ชันไดข นมสีฟา แตเ ม่ือบีบมะนาวผสมลงไปจะกลายเปน สมี ว ง ความหอมคอื ส่งิ
สําคญั ทจ่ี ะขาดไมไ ดในการทาํ ขนมไทยแทบทกุ ชนดิ สว นที่นยิ มนํามาใชเ พิม่ ความหอมใหก ับขนมมีดอกมะลิ ดอก
กระดังงา ดอกกุหลาบ และดอกชมนาด
สวนผสมของขนมไทยประกอบดวยแปง กะทิ และน้าํ ตาลเสมอ ในสมยั กอ นแปงทีน่ ยิ มใชทาํ ขนมมเี พียง
2 อยา งเทานัน้ คือ แปง ขาวเจา และแปง ขาวเหนยี ว น้าํ ตาลทนี่ ยิ มใชส ว นมากจะเปน นา้ํ ตาลปบ และนา้ํ ตาล
ทรายแดงเทา นนั้ ขนมฝม อื ชาวบา นและชาววังนนั้ ในเรื่องของรสชาติและการเรยี กช่ือขนมไมแ ตกตางกนั มากนกั
รูปรางลกั ษณะมีความคลายกันมาก แตข นมชาววงั จะเปน ชนิ้ เลก็ ๆ นา รบั ประทาน และใชฝมือในการ
ประดดิ ประดอยมากกวา ขนมทชี่ าวบา นทํา สวนขนมที่ทาํ ยากนัน้ นยิ มทาํ กนั แตใ นวงั เทา นัน้ เชน ขนมจา มงกุฎ
ขนมไมวา จะเปน ของชาติใดก็ลว นแตมีรสชาติความหวานเจอื ปนอยูเหมือนกนั แตความหวานของขนม
ไทยจะออกรสชาติแบบหวานมนั และละมนุ มากกวาชาติอ่นื ๆ โดยเฉพาะขนมไทยจะตอ งใสกะทิควบคูกบั นํ้าตาล
ดวยเสมอ ความมนั จากกะทิจะชว ยลดความหวานของนา้ํ ตาล ลกั ษณะพเิ ศษทแี่ ตกตางจากขนมของชาติอ่นื ๆ
คือ เมือ่ นาํ มาจัดวางใหเ ปน ระเบียบจะดสู วยงามและกล่นิ หอมอยูในตัวชวนใหน ารบั ประทานมากยง่ิ ขนึ้ ขนมที่ข้ึน
ชอ่ื ของไทยและไดรับความนยิ มจากชาวตางชาติมากที่สดุ คอื ขนมจา มงกฎุ และลกู ชบุ เพราะเปน ขนมทที่ าํ ได
ยาก แตมคี วามสวยงามและรสชาติอรอยเปนเลิศ เปนเอกลกั ษณท ่ีโดดเดนในดานความรสู กึ ของชาวไทยและ
ชาวตางชาติ
1.1 ความหมายของขนม
ขนม คอื อาหารท่มี รี สชาตหิ วานมัน นยิ มรบั ประทานหลังอาหารมอ้ื หลัก หรือรบั ประทานไดทกุ เวลา คกู ับ
เครอ่ื งดืม่ ทัง้ รอ นและเยน็ ใหค วามรสู กึ อม่ิ อรอ ย สดชนื่ (ผองศรี , 2542)
14
ราชบัญฑติ ยสถาน (2539) ไดใ หค วามหมายของขนมไวว า “ ขนม ” (ขะหนม) เปน นาม ของกนิ ท่ไี มใช
กบั ขา ว มกั ปรุงดวยแปงหรอื ขา วกับกะทหิ รอื น้าํ ตาล ของหวานทางภาคเหนอื เรยี กวา “ ขาวหนม ”
พระเจาราชวงศเธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏภิ าณ ทรงสนั นษิ ฐานไวว า คาํ วา “ ขนม ” เขา ใจวา มาจากคาํ
สองคําที่ผสมกัน คือ “ ขาวหนม ” กบั “ ขา วนม ” ขาวหนมนั้นเขา ใจวาเปน ขา วผสมกบั นาํ้ ออย นาํ้ ตาล โดยคาํ
วา หนม แปลวา หวาน ขา วหนมก็แปลวาขา วหวาน ตอมาเรียกสน้ั ๆ เร็ว ๆ จงึ เพีย้ นกลายเปน ขนมไป สวนทวี่ า
มาจากขาวนม ( ขาวเคลานม ) ออกดเู ปนแขก เพราะอาหารของแขกบางชนิดใชขาวผสมกับนมอยางกับขาว
มธุปายาสของแขกโบราณ ( ดังทนี่ างสุชาดาทาํ ถวายพระพุทธเจาเมอื่ ตอนตรัสรูซึง่ เปน ขา วหงุ กับนม ) และ
เชน เดียวกนั เม่อื พูดสั้น ๆ เร็ว ๆ จงึ เพ้ยี นกลายเปน คาํ วา ขนมแทน คําวา ขนมมใี ชม านานหลายรอยป ไมว าจะ
เปน คาํ ผสมของอะไร จงึ เปน การยากทสี่ นั นษิ ฐานใหไดแนน อน
บางทานกว็ าคํานนี้ า จะมาจากภาษามอญวา “ คนมุ ” หรอื “ คนอม ” เชนชาวรามญั เรียกขนมจีนวา “
คนอมตรกุ ” แตข นมจนี ไมใชข องหวาน เปนแตชือ่ เรยี กเทา นนั้ ขนมของมอญเรยี กวา “ หวาน ” เม่อื เรยี กกนิ ขนม
เขาพดู วา “ เจี๊ยะหวาน ”
อยางไรกต็ ามเมือ่ พจิ ารณาจากภาษาถน่ิ ตา ง ๆ แลว พบวา คาํ ทีใ่ ชเ รียกขนมมีความนา สนใจมาก เชน
ภาษาถน่ิ แถวอาํ เภอธาตพุ นม จงั หวัดนครพนมและบา นเซบง้ั ไฟ ประเทศลาว มคี าํ วา “ หนม ” เปนคํากริยา
แปลวา นวด เชน นวดแปง นวดดนิ กว็ า หนมแปง หนมดนิ ในพงศาวดารเมอื งนา น ( ประชุมพงศาวดาร ภาค
10 ) เรียกขนมวา “ เขา หนม ” กวาอยา งอืน่
คําวา “ เขา ” เขียนตามแบบโบราณ ในปจ จุบนั เขยี นวา “ ขา ว ” ขา วหนมกค็ อื ขาวที่นาํ มานวดหรอื บดเปน
แปงทําเปนของหวานแลวนนั่ เอง
หลกั ฐานทีเ่ กา ทส่ี ดุ ทพี่ บคาํ วา ขนม ก็คือ “ ไตรภมู ิพระรว ง ” ปรากฏเปนหลกั ฐานอยา งหนง่ึ วา คนไทย
กินขนมหรือของหวานมาแตโ บราณนานมาก
ของท่ีเรยี กวาขนมหรอื ของหวานในสมัยโบราณหรือในสมยั ท่มี ีคาํ วา ขนมเกดิ ขึ้นนนั้ เขา ใจวา จะเปนของท่ี
เกดิ จากขาว ซง่ึ ตําหรือโมบ ดจนปน ละเอยี ดซึ่งเรียกวา แปง แลว เอาไปผสมกบั นํา้ ตาลเพียงสองสิ่งเทา นน้ั กอ น
ตอ มาจึงมมี ะพรา วเขา ไปผสม ขนมไทยรุนแรกแบบโบราณจึงมีแตแ ปง นา้ํ ตาล และมะพราว ของสามสง่ิ นเ้ี ปน
15
ของพนื้ บา นพนื้ เมอื งทพี่ อหาและมีปลูกมที าํ กนั ทว่ั ไป ขนมประเภททใี่ ชข า ว (แปง ) นา้ํ ตาล และมะพราว มมี าแต
สมยั สโุ ขทยั และในสมัยกรงุ ศรอี ยุธยามีตลาดขายขนมเหมอื นกัน เรยี กวา ปา ขนม
1.2 ประวัตขิ องขนมไทย
ขนมไทยสมยั แรก ๆ จะนาํ ขา วมาตาํ หรอื บดจนปนละเอยี ด เรยี กวาแปงผสมกบั นํ้าตาลเพยี งสองอยาง
เมอ่ื มกี ารปลกู มะพรา วจงึ มกี ะทเิ ปน สว นผสมเพ่ิมขนึ้ ขนมตม สมยั สุโขทัยทาํ จากขาวเหนยี ว กะทิ และนา้ํ ตาลเปน
ขนมท่ีใชป ระกอบบายศรีในพิธีกรรมเพ่ือบชู าเทพเทวดา ใชใ นพธิ ีไหวค รู พิธสี ขู วัญ ตามความเชอ่ื ของศาสนา
พราหมณแ ละฮนิ ดู
คาํ จารกึ จากพอ ขนุ รามคาํ แหง ไดกลาวถงึ การปลกู มะพรา วและพืชผลตาง ๆ ดงั น้ี “ สรางปา หมาก ปา พลู
ทว่ั เมืองนท้ี กุ แหง ปา พรา วกห็ ลายในเมืองนี้ ปา ลางกห็ ลายในเมอื งน้ี หมากมว งกห็ ลายในเมอื งน้ี ใครสรา งไดไว
แกมัน ” (สจุ ติ ต , 2520)
จากขอความนีแ้ สดงถงึ สมัยพอ ขุนรามคาํ แหงทรงโปรดใหปลูกปา หมาก ปา พลูทว่ั เมอื งสุโขทัย พืชที่
สาํ คญั คือ หมากพรา ว หมากลาง หมากมว ง หมากขาม เมอ่ื ราษฎรผูใดปลกู อะไรไวก็ยอ มมีสทิ ธิใ์ นพชื ผล
เหลา นน้ั
คําวา “ ปา หมากปา พลู ” หลวงวิจิตรวาทการไดกลา วไวใ นประวัตศิ าสตรเศรษฐกิจของไทยตอนหนง่ึ วา “
ปา หมาก ” ไมใชส วนตน หมากและ “ ปา พลู ” กไ็ มใชสวนตน พลู แต “ หมาก ” หมายถงึ ผลไมท มี่ ีผลกนิ ได เชน
หมากพรา ว (มะพราว) หมากมว ง (มะมว ง) หมากลาง (ขนนุ ) สว นคาํ วา พลู หมายถงึ ไมท ่มี ีใบกินได เปน
ประเภทผกั ชนดิ ตาง ๆ จงึ กลา วไดวา สมยั พอขนุ รามคาํ แหงทรงพฒั นาท่ดี นิ ท่ัวกรงุ สุโขทัย ทรงสนบั สนุนและทาํ
เปน ตัวอยา งใหร าษฎรปลกู ไมผ ลไมใบสําหรบั เปน พชื ผลทบี่ ริโภคไดต ลอดป
อักษรไทยสมยั พอ ขนุ รามคาํ แหงประดษิ ฐขนึ้ ราว พ.ศ. 1826 เปน ตน กาํ เนดิ ของศิลปวิทยาสาขาตาง ๆ
มากมาย ขนมไทยในสมัยนั้นทําเพ่ือใชในพธิ บี วงสรวง ใชใ นเทศกาลงานบญุ ทําเพื่อแจกจายลกู หลาน และเพื่อ
ถนอมอาหารไวบ ริโภคในครัวเรือน นับเปนตนกาํ เนดิ ของขนมไทยท่ีใชพ ชื ผลทางการเกษตร นํามาดัดแปลงเปน
ขนมตา ง ๆ ในโอกาสตอ มา
16
พนื้ ฐานการกนิ ขาวแตด ง้ั เดมิ ของผคู นในตระกูลไทยและลาวกค็ ือขาวเหนยี ว หรอื ขา วนง่ึ สบื มาต้ังแตดกึ ดํา
บรรพก อนสมยั ทวาราวดี ตอ มาภายหลงั ขา วเจาไดแ พรหลายในภาคกลางและภาคใตม ากกวาขาวเหนียว เพราะ
ดินแดนเหลา น้ีอยูใกลท ะเล มีการติดตอคา ขายกับชาวตางชาตอิ ยูเสมอ มากกวาผูคนในดินแดนภาคอืน่ ๆ ทอ่ี ยู
ในตอนบน รวมทงั้ ความกา วหนาทางเทคโนโลยีในการปลกู ขา วตลอดถงึ สภาพภมู ิศาสตรทีเ่ อ้ืออาํ นวย จงึ ทาํ ใหข า ว
เจา แพรห ลายมากกวา ในประเทศทีป่ รับเปลี่ยนมากนิ ขาวเจา เปน หลกั และทาํ นาขา วเจา เชน ในภาคกลางกม็ กี ารปลกู
แปลงขา วเหนยี วไวเพอื่ ทาํ เปน ขนม เหตผุ ลทส่ี ําคัญคอื คณุ สมบตั ิทเี่ กาะตวั กนั งายและเหนยี วนมุ ของแปง ขา ว
เหนยี วเหมาะแกการทาํ ขนมมากกวา แปง ขา วเจา ขนมสวนมากจงึ คงทําจากแปง ขา วเหนยี ว การนาํ ขา วเหนยี วมา
ทาํ ใช เรม่ิ ตั้งแตน ําขา วเปลอื กขา วเหนยี วธรรมดา มาคัว่ ในกระทะรอ นจดั จนเปลือกแตกออกเปน “ ขาวตอก ”
มีมาต้ังแตสมัยสุโขทัยใชในการเซนบูชา จึงมีคาํ เรียกกันวา “ ขาวตอก ดอกไม ” นอกจากน้ียงั มกี ารโปรย
ขาวตอกนาํ หนา ศพกอ นฝง หรอื เผา แสดงถึงการจากทไ่ี มมวี ันจะกลบั คืน และขาวตอกสามารถนาํ มาปรุงเปน ขนม
ไดอ ีกหลายอยา ง เชน “ ขาวตอกน้าํ กะทิ ” หรือทําเปน “ ขา วตอกต้ัง ” นอกจากนย้ี ังใชเ ปน สว นผสมในการทาํ “
กระยาสารท ” ขนมในเทศกาลเดือน 10
ขา วเมา เปน อาหารท่ที าํ จากขาวเปลือกทเี่ ปลือกนอกเริ่มเหลอื ง ถอื วา เปน ผลผลิตแรกของขา ว ชาวนา
นิยมเก็บเกย่ี วมาทาํ ขนมเพอ่ื เซนบรรพบุรษุ หรือเทพยดาทชี่ าวนานบั ถือ เพอ่ื แสดงความขอบคุณที่บนั ดาลใหเก็บ
เกี่ยวพชื ผลได เชนเดยี วกบั อนิ เดียตอนใต มกี ารตมขา วกับนาํ้ นม เรียกวา “ ขาวทพิ ย ” เพื่อบูชาพระพิฆเนศ
นอกจากนนี้ ีส้ มัยโบราณยงั นิยมใช “ ขาวทพิ ย ” เปน เสบียงสําหรบั เดินทางไกลเพราะเกบ็ ไวไ ดนาน ขาวเมายงั
นําไปปรงุ เปน ขนมอยา งอน่ื ไดอ กี เชน ขา วเมา ทอด หรือจะเอาขา วเมา มาคัว่ จนพองแลว รับประทานกับนาํ้ กะทิ
เรียกวา “ ขาวเมาราง ”
ในหนงั สอื ไตรภมู พิ ระรวงซง่ึ เขียนข้นึ ในสมยั สุโขทยั ไดก ลา วถงึ พระเจา ศรีธรรมาโศกราชซ่ึงโปรดปรานสนม
นางหนึ่งช่อื นางอสันธมิ ติ ตา จนนางสนมทงั้ หลายเกดิ ความอิจฉาริษยา พระเจา ศรีธรรมาโศกราชทรงทราบ และ
ตอ งการใหน างสนมทงั้ หลายไดร ูวานางอสนั ธิมติ ตาเปน ผูม ีบญุ
“ กาลวนั หนง่ึ พระองคจิงใหห าเขา หนมตม ได 16,000 ลกู พระองคจิงถอดแหวนพระธํามรงคดวงหน่ึงออก
จากพระกรแหง พระองค พระองคจงิ ใสเ ขาในเขาหนมนนั้ แลวพระองคจ งิ เอาเขาหนมอันท่ีใสแ หวนนน้ั วางไวเ หนือ
เขา หนมทง้ั หลายนนั้ แลว พระองคจ ิงใหเรียกนางทัง้ หลาย 16,000 มาชมุ นมุ กนั แลวพระองคจงิ ตรสั วาฉนั นีด้ กู ร
นางท้งั หลายเขา หนมที่ในตระไลทองนน้ั ลกู ใดลูกหนึ่งทพี่ ึงใจสูไส สเู ลอื กเอาแลคนแลดวง แลถอื เขา หนมนน้ั อยูใ น
17
มือสู เมื่อใดสทู งั้ หลายเอาเขา หนมนนั้ แลวถวน 16,000 แลยงั เขา หนมแตลกู เดียวไส กูจงิ จะใหแกเจา สนั ธมิ ิตตา
เอาตอ ภายหลงั สูทงั้ หลาย ” ปรากฏวา นางสันธมิ ติ ตาก็ไดข นมตม ลูกทมี่ ีแหวนซอ นอยูจริง ๆ
ขนมตม เดิมเปน ของพวกพราหมณท มฬิ ถกู นาํ มาใชใ นการบวงสรวงเทวดา การบายศรีสขู วญั การไหวค รู
ขนมตมมี 2 ชนดิ คูกนั คอื ขนมตมขาวและขนมตม แดง ขนมตม ขาวลักษณะเปน แปง ลูกกลม ๆ ขางในใสไ ส
มะพราวเค่ยี วน้าํ ตาล สว นขนมตมแดงไมมีไส ทาํ เปน แผนกลมขนาดเล็ก ตม ใหส กุ คลกุ นา้ํ ตาลจึงเปนสีแดง
นอกจากนห้ี ลกั ฐานซ่งึ ปรากฏบนหลกั ศลิ าจารึกกลา วถงึ ชอ่ื ขนมไทยไว 4 ชนิด แตไมระบชุ ดั เจนวา อยูใน
สมยั ใด ขนมด้งั เดมิ ของคนไทยในสมยั นน้ั คอื “ ไขก บ นกปลอ ย นางลอย อา ยต้อื ” มคี นเขา ใจภายหลงั วา ไข
กบหมายถงึ เมด็ แมงลัก นกปลอยหมายถงึ ลอดชอง นางลอยหมายถงึ ขา วตอก และอา ยตอ้ื หมายถงึ ขาวเหนียว
ซ่งึ ตกั ใสไ วใ นถวยโดยมีนา้ํ กะทแิ ยกไวใหเ ติมตา งหาก เมอ่ื ถึงฤดเู กบ็ เก่ียว หลงั จากนวดขา วหรอื ชว ยกนั ทํางานตาง
ๆ เสรจ็ แลว ผหู ญงิ จะเตรยี มขนมท้งั 4 ชนดิ นีไ้ วเลยี้ งหลงั เลกิ งานอยูเ สมอ จนเรยี กการเล้ยี งขนมแบบนี้วา “
ประเพณี 4 ถวย “ ขนมไทยทัง้ 4 ชนดิ นีม้ ีสว นผสมหลกั เพียง 3 อยา ง คอื แปงขา วเจา กะทิ และนา้ํ ตาล
เทานนั้ ซง่ึ ขนมของคนไทยในยุคตอ ๆ มายังคงมีสว นผสมท้งั สามสว นนปี้ ระกอบอยเู สมอ
จากหลักฐานดงั กลาวเชื่อวา อาจเกิดในแผน ดินสมเด็จพระนารายณม หาราช ประมาณป พ.ศ. 2215 –
2220 ขณะนน้ั บา นเมอื งอยูในความสงบสขุ ไมม ศี กึ สงคราม ราษฎรอยูกนั อยา งผาสขุ แผน ดินมีความอดุ ม
สมบรู ณ การเพาะปลกู เจรญิ งอกงามไดผ ลผลิตดีโดยเฉพาะขา วเจา ซ่งึ ปลูกอยทู วั่ ราชอาณาจกั ร มีบรโิ ภคอยาง
เหลอื เฟอ จนมกี ารแลกเปลย่ี นซือ้ ขายกับตางประเทศทงั้ ประเทศแถบตะวันตกและประเทศในเอเซยี
ขนมเกา แกอีกชนดิ หน่งึ คอื “ ขนมเบื้อง ” เขา มาพรอ มกับการเผยแพรลัทธพิ ราหมณจ ากอนิ เดยี วิธกี าร
ทําขนมเบือ้ งแบบอนิ เดียเปน สว นหนง่ึ ของพิธกี รรม การทําขนมเบอ้ื งแพรหลายในไทยมาต้งั แตสมยั สุโขทัยจนมาถึง
กรงุ ศรีอยุธยาและกรงุ รัตนโกสนิ ทรถอื เปน พิธหี นงึ่ ในพระราชพิธี 12 เดอื น ซ่ึงทาํ กนั ในเดอื นอาย ตรงกับเดือน
ธันวาคม เมอ่ื ไทยรับมาก็ดดั แปลงเครอื่ งใชแ ละเพม่ิ เตมิ เครอื่ งปรงุ นอกจากแปงก็มกี งุ มะพรา ว นาํ้ ตาล จากท่ี
เคยทอดกล็ ะเลงกบั กระทะกระเบือ้ ง อันเปน ทมี่ าของช่อื ขนม
ในหนังสอื จดหมายเหตุคาํ ใหการของขนุ หลวงหาวดั ไดกลาวถงึ ขนมในสมัยอยธุ ยาไวต อนหนง่ึ วา “ บา น
หมอ ปน หมอ ขา วหมอแกงใหญเ ล็ก และกระทะ เตาขนมครก ขนมเบ้ือง ” และอกี ฉบับหน่งึ มวี า “ ยา นปาขนม
ขายขนมชะมด กงเกวียน ตม ถั่ว สําปน นี ” แสดงวาในสมยั อยธุ ยามขี นมไทยหลายชนิดแลว โดยเฉพาะในสมยั
18
สมเดจ็ พระนารายณม หาราช ประเทศไทยเรม่ิ มคี วามสมั พนั ธท างการคา และการทตู กบั ตา งประเทศมากขนึ้ เกดิ
การเรยี นรแู ละแลกเปลี่ยนวฒั นธรรม ขนมจึงมีสว นผสมและหนา ตาเปล่ยี นไป และมีหลากหลายชนดิ มากข้นึ สตรี
ตา งชาตใิ นประวัตศิ าสตรไทยทีค่ นรจู กั กนั ในนาม “ ทา วทองกบี มา ” ( ช่ือเดมิ ของทา วทองกบี มา คือ ดอญากโู ย
มาร เดอปย า มารี กมี าร ) มีบิดาชอื่ ฟานคิ (Phanick ) เปนลกู ครง่ึ ญป่ี ุนผสมแขกเบงกอล มารดาช่อื อุรสลุ า ยา
มาดา ( Ursula Yamada ) เชอ้ื สายญป่ี นุ ผสมโปรตเุ กส มารี กีมาร เปน สตรีท่มี ีรปู งาม เปนทีห่ มายปองของชาว
ยุโรปในสมยั กรุงศรอี ยธุ ยา นับถือศาสนาครสิ ตนกิ ายคาธอลกิ มคี วามเครง ครัดในศาสนา จิตใจเอ้ือเฟอ เมตตา
ซอื่ สัตย สจุ รติ และมีความอดทนเปน เลศิ แตง งานกับฟอลคอน สแตนตนิ เชอ้ื สายกรกี เขารบั ราชการสมยั เดจ็
พระนารายณม หาราช ประมาณป พ.ศ. 2225 และตอมาไดร บั การแตงตัง้ ใหเปน “ เจาพระยาวิชาเยนทร ” สว น
ภรรยาเปน ผทู มี่ ฝี มือในการทาํ อาหารและขนมแบบฝรงั่ จึงปรุงแตงอาหารและของหวานไวค อยตอนรบั ราช
อาคันตกุ ะและแขกในหนาทีร่ าชการอยตู ลอดเวลา เปน ทชี่ นื่ ชอบแกผูม าเยือน ตอมาจงึ ไดเขารับราชการในวงั
และไดร ับบรรดาศักดิภ์ ายหลงั เปน “ ทา วทองกบี มา “ ตาํ แหนง หวั หนา หองเครอื่ งตน ดูแลเครื่องเงนิ เครือ่ งทองของ
หลวง เก็บพระภษู าฉลองพระองค ดูแลของเสวย มีสตรีอยูใตบ ังคบั บัญชาเปน จาํ นวนมาก ทา วทองกีบมาทาํ งาน
ดว ยความซอื่ สัตยสจุ ริต เปน ทีช่ นื่ ชมยกยอ ง จนมีเงินคนื ทอ งพระคลงั ปล ะมาก ๆ ทา วทองกบี มาเปนคนใจบุญ ได
อปุ การะเดก็ กาํ พรา ลกู ทาสหรือลูกคร่งึ ทถ่ี กู บดิ าชาวตา งชาติทอดทงิ้ ไมเหลยี วแล เปน จํานวนมาก เด็กสาวเหลา น้ี
ไดร ับการอบรมสัง่ สอนใหท าํ อาหารคาวหวานจนกลายเปนความรูและความชาํ นาญงานติดตัว เมอื่ แตงงานมี
ครอบครัวก็นาํ ความรไู ปเผยแพรท ําใหต าํ รบั การทาํ ขนมและอาหารทปี่ รงุ อยา งพิเศษเปน ของสูงในพระราชวงั ไดเผย
แผออกไปสปู ระชาชนทวั่ ไป ตลอดชว งชีวติ ของทาวทองกบี มา ไดผ านการเปลยี่ นแปลงแผน ดินถงึ 4 ราชกาลคือ
รชั กาลของสมเดจ็ พระนารายณม หาราช รชั กาลพระเพราชา รัชกาลสมเดจ็ พระเจา เสือ และรชั กาลสมเดจ็ พระเจา
ทา ยสระ จงึ สามารถกลาวไดวา ทา วทองกบี มา นา จะมอี ายุถงึ 70 ป แมจะมกี าํ เนิดเปน ชาวตา งชาติ แตก ็เกิด
เตบิ โตมีชีวิตอยใู นเมอื งไทยจวบจนสนิ้ อายุขยั ยงั ทงิ้ สง่ิ ทค่ี ิดคน ใหเ ปน มรดกแกค นรนุ หลงั คือตาํ รบั ขนมไทย สบื มา
จนถงึ ปจ จุบนั
หนงั สอื จดหมายเหตฝุ ร่งั โบราณกลา วไวว า ขนมหลายชนดิ เชน ทองหยบิ ทองหยอด ฝอยทอง
ขนมทองโปรง ทองพลุ ทองมวน ขนมสาํ ปน นี ขนมฝร่งั และขนมหมอแกง บางคนเขา ใจวา เปน ขนมของชาติไทย
แทจ รงิ แลว ตนตํารบั คือ ทา วทองกีบมา ทา นนเี้ ปน ผถู า ยทอดใหแ กค นไทยทงั้ สนิ้ ในครงั้ นถ้ี ือเปนจดุ พลกิ เปลีย่ น
โฉมหนาของขนมไทยคร้งั สาํ คญั คอื การนําไขม าเปน สว นประกอบหลัก ใชน ้ําตาลทรายหรือนา้ํ ตาลละเอียดเปน
สวนประกอบรองนอกจาก แปง นาํ้ ตาล และกะทิซง่ึ มอี ยูเดมิ ทาวทองกบี มา ใชนาํ้ ตาลนี้เพราะนา้ํ ตาลไทยละลาย
ชา ในสมยั น้ันชาวยโุ รปนยิ มดืม่ ชาใสน า้ํ ตาลทรายละเอยี ดจึงหาไดไมยาก สามารถสั่งซ้ือไดจ ากเรอื สินคา ของ
ชาวตา งชาติ ทา วทองกบี มา ยงั ไดท ดลองนาํ วัตถดุ บิ ทมี่ ีอยูใ นเมอื งไทย และไขขาวทเ่ี หลือจากการทําของหวาน
19
แบบยโุ รปซึ่งใชแ ตไขแ ดงลวนมาดัดแปลงเปน ขนม เชน ขนมหมอ แกง ซง่ึ ไดจากการนาํ ไขข าวที่เหลอื จากการทาํ
ทองหยบิ ทองหยอด มาผสมกับถวั่ เขยี ว นํา้ ตาลโตนด กะทิ และแปง ขา วเจา ขนมหวานตาง ๆ เรม่ิ ทจ่ี ะมมี าก
ขึน้ ในสมัยสมเดจ็ พระนารายณม หาราช กอนหนา นน้ั ไมปรากฏ มกี ็เพยี งแตข นมสถี่ ว ยด้ังเดิมของไทยเทา นน้ั
นอกจากนย้ี งั มีขนมอกี หลายอยา งที่คนไทยไดรับมาจากตางประเทศแลว นาํ มาดดั แปลงรสชาติใหถ กู ปากคนไทย
มากยงิ่ ขน้ึ คอื มัศกอด มาจากประเทศโปรตุเกส กะละแมเปนขนมของฝร่ังเศส ขนมเบอ้ื งญวน ขนมบา บ่ิน
และขา วตม มดั ลว นเปน ขนมจากตา งประเทศทั้งสน้ิ โดยทคี่ นไทยรบั เขามาแลวโอนเปนขนมไทยในทสี่ ดุ
ขนมอยางแรกทีเ่ กิดข้ึนในวงั สมยั กรุงรตั นโกสินทรค อื ขนมไขเห้ีย เปน เร่อื งเลา กนั วา เม่อื คร้งั ที่สมเดจ็ พระ
พทุ ธยอดฟา จฬุ าโลก มพี ระราชประสงคจ ะเสวยไขเ หีย้ แตเ นอ่ื งจากไมส ามารถหามาถวายได เน่ืองจากไมใชฤ ดทู ี่
เหีย้ จะวางไข เจา จอมแวน หรอื มฉี ายาวา คณุ เสอื จงึ คดิ ทําไขเห้ียขนึ้ ถวาย โดยเอาถั่วเขยี วมาโขลกกบั เกลอื ปน
เปนไขแดง เอาแปง ขา วเหนยี วมาหมุ เปนเปลอื กแลว ทอดนํ้ามนั จนเหลือง นาํ ขน้ึ ถวาย
ถงึ แมว า ขนมไขเ ห้ียจะอรอ ย แตก ม็ ีคนไมช อบชอ่ื คดิ หาชือ่ เรียกใหม เรยี กกนั วา “ ไขส วรรค ” บา ง “ ไข
หงษ ” บา ง ตอมาภายหลงั มีนกั ภาษาคนหนึ่งวา นาจะเรยี กวา ขนมฟองแลน ความจริงฟองแลนกห็ มายถงึ ไขเหยี้
นัน่ เอง ภาษาถน่ิ ใตเ รยี กเหยี้ และตะกวดวา แลน สวนทางอีสานเรยี กตะกวดวา แลน เรยี กเหย้ี วา เหยี่ ถงึ
กระนน้ั กเ็ รยี กแทนขนมไขเหยี้ ไมไ ดอ ยดู ี เพราะขนมฟองแลนตัวจรงิ เขามอี ยูแ ลว
ความประณตี บรรจงและความหลากหลายของขนมไทยนัน้ สามารถดไู ดจากงานพระราชนพิ นธของสมเด็จ
พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลยั เชน กาพยเหเ รือ เพ่อื ใชในพระราชพธิ กี าพยเ หชมเครอื่ งควาวหวาน เปน งานประพนั ธท่ี
กลา วถึงการดาํ เนนิ ชีวติ ของคนในราชสํานกั ยามบา นเมืองสงบสุข ในสมยั รชั กาลที่ 2 ประเทศไทยมีความรม เย็น
นานพอทจ่ี ะสรา งศลิ ปะและวรรณกรรมทมี่ ีช่อื ถือเปน ยุคทองของสมยั รตั นโกสทิ ร บทเหชมเคร่ืองคาวหวานกลาว
ไวดังนี้
โคลง
ผลชิดแชอ ม่ิ โอ เอมใจ
หอมช่ืนกลนื หวานใน อกชู
ร่นื ร่ืนรสรมยใด ฤาดุจนแี้ ม
หวานเลศิ เหลือรรู ู แตเ น้ือนงพาล ฯ
20
กาพย
ผลชิดแชอ่ิมอบ หอมตรลบล้ําเหลอื หวาน
รสไหนไมเปรียบปาน หวานเหลือแลว แกวกลอยใจ
ตาลเฉาะเหมาะใจจริง รสเยน็ ยง่ิ ยิง่ เย็นใจ
คิดความยามพสิ มัย หมายเหมอื นจรงิ ยิ่งอยากเห็น
ผลจากเจาลอยแกว บอกความแลว จากจาํ เปน
จากชา้ํ นาํ้ ตากระเด็น เปนทกุ ขท า หนา นวลแตง
หมากปรางเจาปอกแลว ใสโ ถแกวแพรว พรายแสง
ยามชน่ื ร่นื โรยแรง ปรางอ่มิ อาบซาบนาสา
หวนหว งมว งหมอนทอง อีกอกรอ งรสโอชา
คิดความยามนทิ รา อรุ าแนบแอบอกอร
ลิน้ จีม่ คี รนุ ครนุ เรยี กสมฉุนใชน ามกร
หวนถวนิ ลนิ้ ลมงอน ชะออนถอยรอ ยกระบวน
พลับจีนจักดว ยมีด ทําประณตี นํา้ ตาลกวน
คิดโอษฐออนยม้ิ ยวน ยลยง่ิ พลบั ยบั ยบั พลัน
นอยหนา นาํ เมลด็ ออก ปลอ นเปลือกปอกเปน อศั จรรย
มือใครไหนจกั ทัน เทียบเทียมที่ฝม อื นาง
ผลเกดพิเศษสด โอชารสล้ําเลิศปาง
คาํ นงึ ถงึ เอวบาง สางเกศเสน ขนเมนสอย
ทับทมิ พร้มิ ตาตรู ใสจ านดดู ุจเม็ดพลอย
สกุ แสงแดงจักยอ ย อยา งแหวนกอ ยแกว ตาชาย
ทุเรยี นเจียนตองปู เนื้อดดี ูเหลอื งเรอื งพราย
เหมอื นศรฉี วกี าย สายสวาทพที่ ค่ี ูคิด
21
ลางสาดแสวงเนอื้ หอม ผลงอมงอมรสหวานสนิท
กลนื พลางทางเพง พศิ คิดยามสารทยาตรามา
มลอนเมล็ดและเหลือปญญา
ผลเงาะไมงามแงะ จาเจาเงาะเพราะเหน็ งาม
หวนเห็นเชนรจนา คดิ ลาํ ตน แนนหนาหนาม
นามสละมละเมตตา ฯ
สละสาํ แลงผล
ทาท่มิ ปม ปน กาม
โคลง เคยมี
สงั ขยาหนา ไขค นุ โศกยอม
สมรแม มาแม
แกมกับขา วเหนยี วสี เพียบแออ กอร ฯ
เปน นัยนาํ วาที
แถลงวา โศกเสมอพอม ขา วเหนียวใสส โี ศกแสดง
กาพย แจงวาเจา เศราโศกเหลือ
แทรกใสน ํา้ กะทิเจือ
สงั ขยาหนา ไขต ัง้ ไดเสพหรม่ิ พิมเสนโรย
เปนนัยไมเคลือบแคลง นึกโฉมฉมหอมชวนโชย
โหยใหห าบุหงางาม
ซา หร่ิมลิ้มหวานลา้ํ นา สงสัยใครข อถาม
วิตกอกแหง เครือ ขนมนามนี้ยงั แคลง
แผแ ผน กลมเพยี งแผนแผง
ลําเจยี กชือ่ ขนม แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย
ไกลกลนิ่ ดน้ิ แดโดย
มศั กอดกอดอยางไร
กอดเคลน จะเหน็ ความ
ลดุ ตีน่ ้ีนา ชม
โอชานา ไกแ กง
22
ขนมจีบเจา จบี หอ งามสมสอ ประพิมพประพาย
นกึ นองนุงจีบทวาย ชายพกจีบกลีบแนบเนยี น
ประดิษฐท ําขนมเทยี น
รสรกั ยักลาํ นํา เทยี นหลอเหลาเกลากลงึ กลม
คํานึงนวิ้ นางเจยี น สามหยิบชัดนา เชยชม
กม หนาเมินเขนิ ขวยใจ
ทองหยิบทิพยเ ทียมทดั เพยี งไฟฟอนฟอกอกใน
หลงหยบิ วายาดม เมือ่ ไรเหน็ จะเย็นทรวง
เหมือนนกแกลงทาํ รงั รวง
ขนมผิงผิงผา วรอน ยังยนิ ดีดวยมรี ัง
รอ นนักรักแรมไกล ทองมวนมดิ คดิ ความหลงั
แตลําพังสองตอสอง
รังไรโรยดว ยแปง ใสชื่อดุจมงกุฎทอง
โออกนกท้ังปวง สะอิ้งนองน้ันเคยยล
คิดบัวกามแกว กบั ตน
ทองหยอดทอดสนิท สถนนุชดจุ ประทมุ
สองปส องปดบัง หอมปรากฏกลโกสุม
หมุ หอ มวงดวงพดุ ตาน
งามจรงิ จา มงกุฎ เหมือนเสน ไหมไขข องหวาน
เรียมราํ่ คาํ นงึ ปอง เยบ็ ชนุ ใหไ หมทองจนี ฯ
บังลอยเลหบ วั งาม
ปลั่งเปลงเครงยคุ ล
ชอมว งเหมาะมีรส
คิดสีสไบคลุม
ฝอยทองเปนยองใย
คิดความยามเยาวมาลย
กาพยเ หช มเคร่ืองคาวหวาน พระราชนิพนธใ นพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา นภาลัย ทรงนิพนธในสมยั
รชั กาลท่ี 1 สมเดจ็ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพไดท รงประทานคาํ อธบิ ายไวว า พระราชนพิ นธท ที่ รงนพิ นธชนิ้ น้ี
23
ทรงชมสมเดจ็ พระสุรเิ ยนทราบรมราชินีตง้ั แตยังเปนสมเดจ็ พระเจา หลานเธอ ดวยกระบวนแตงเครือ่ งเสวยไมม ีผใู ด
จะดเี สมอ
จากพระนพิ นธด ังกลาวไดแ สดงถงึ ความอดุ มสมบรู ณแ ละววิ ฒั นาการของอาหารและขนมไทยตลอดถึง
แนวทางดาํ เนนิ ชวี ติ ในพระราชสาํ นัก มคี วามสงบสขุ รม เยน็ เครอื่ งเสวยมคี วามประณตี งดงามยากที่จะหาสมัย
ไหนเสมอเหมอื น นอกจากพระราชนพิ นธกาพยเ หช มเครือ่ งคาวหวานแลว พระราชนพิ นธในพระบาทสมเดจ็ พระ
จุลลอมเกลาเจา อยหู ัว เรอ่ื งพระราชพิธสี ิบสองเดอื น ไดก ลา วถึงขนบธรรมเนยี มประเพณีอนั ดงี ามของไทยไวเปน
แนวทางในการศกึ ษาเกยี่ วกบั ชวี ติ ความเปน อยขู องไทยในยคุ ตน รัตนโกสนิ ทรเชน กนั
2. ขนมกบั ธรรมเนยี มประเพณไี ทย
ขนบธรรมเนยี ม คอื วธิ ปี ฏิบัติตนในโอกาสตาง ๆ ทสี่ งั คมยอมรบั
ประเพณี คอื ระเบียบแบบแผนทก่ี าํ หนดพฤตกิ รรมในสถานการณตา ง ๆ ที่สงั คมถอื ปฏบิ ตั ิสืบตอกนั มา
ประเพณไี ทยมักมีพธิ ีกรรมทางศาสนาสมั พนั ธอ ยดู วยในลกั ษณะท่เี ก้ือกูลใหประโยชนเ ปน แนวทางยึดถอื
ปฏบิ ัติใหเ กดิ ความสงบสขุ รมเยน็ และในเวลาเดยี วกนั กท็ ําใหศ าสนามีความเจริญรงุ เรือง
ขนมไทย มีความสาํ คญั ตอ ชวี ติ ความเปนอยู และขนบธรรมเนียมประเพณอี นั ดงี าม ซง่ึ จาํ แนกประเพณี
ตามการดําเนนิ ชีวติ
การใชพ ชื ผลทางการเกษตรนํามาปรุงแตง เปน อาหารหรือขนมเพ่ือใชในพิธีกรรมเพอื่ กอ ใหเกดิ ความ
ผกู พนั แกหมคู ณะ เปนแนวทางการปฏิบัติสบื ตอ กันมา ประเพณีเกยี่ วกบั ชวี ติ จะทาํ ขนึ้ ตามความเชอ่ื ประกอบ
กบั พธิ ที างพุทธศาสนา ประเพณีทีเ่ กีย่ วกบั ชีวิตจัดทาํ ขน้ึ เปนสว นบคุ คล ไดแกป ระเพณตี าง ๆ ทนี่ ยิ มปฏบิ ตั ิดงั นี้
1. ประเพณที ่ีเกยี่ วกบั ชีวติ เชน การเกดิ การบวช การแตงงาน งานศพ งานแสดงความยนิ ดี เนื่องใน
โอกาสประสพความสาํ เร็จในหนา ทก่ี ารงาน งานขึ้นบา นใหม
2. ประเพณแี ละพระราชพิธใี นเทศกาลตา ง ๆ เชน ประเพณสี งกรานต ประเพณีแรกนาขวัญ ประเพณี
ลอยกระทง พธิ ตี รยี ัมปวาย
3. ประเพณเี น่ืองในพธิ ีกรรมทางพระพทุ ธศาสนา เชน วนั เขา พรรษา วนั ออกพรรษา วนั วสิ าขบูชา
24
ประเพณเี กยี่ วกบั ชวี ติ
เมือ่ ถึงงานบญุ ประเพณตี าง ๆ ใครทม่ี ฝี มอื ในการทาํ ขนมอะไรจะมาชว ยกนั คนละไมล ะมอื เปน วฒั นธรรม
อันดที ่ีสรางความสามคั คีในหมูบา นหรือบา นใกลเ รือนเคยี งท่ีมีมาตั้งแตส มัยโบราณ ทกุ วนั นยี้ งั มใี หเหน็ อยูบา งตาม
ตางจงั หวดั เมอ่ื มงี านบุญงานกศุ ลตาง ๆ ขนมที่ใชใ นงานประเพณีจะเปน ขนมทมี่ ชี อ่ื ในความหมายดี ๆ เสมอ เปน
มงคลนาม มลี กั ษณะที่แลดูเหมาะสม เพื่อนาํ ไปใชใ นแตล ะงานไดอยางเหมาะสมมากยงิ่ ขึ้น
ขนมทีใ่ ชใ นงานบุญงานกุศลตาง ๆ ของชาวไทยในสมยั กอนทน่ี ิยมทาํ กันมีมากมาย โดยจะแยกเปนพธิ ี
หรือประเพณดี งั นี้
1.3.1.1 พิธีมงคลตาง ๆ สวนมากใชขนมถวยฟู ขนมฝกบัว ขนมทองเอก ขนม
ทองพลุและขนมทม่ี ีช่ือเรียกท่ีขึ้นตน วา “ ทอง “ ขนมเทยี น ขนมชน้ั (นยิ มทาํ เปน 9 ช้ัน) และขนมจามงกุฎ ซง่ึ ถอื
วาเปน ขนมสดุ ยอดของไทยทน่ี ิยมนํามาใชใ นพิธีรบั การโปรดเกลาฯ เลื่อนยศถาบรรดาศักดิข์ องเจา นายในสมัยกอน
1.3.1.2 พธิ แี ตงงาน นอกจากจะมขี นมทใ่ี ชใ นงานเดยี วกบั พิธีมงคลแลว ยงั มี
ขนมกง (รูปรางเปนลอ รถ ไมมีรอยตอ ซง่ึ มคี วามเชือ่ วา จะทําใหความรกั ของคบู าวสาว จรี งั ยงั่ ยนื ไมม วี นั แยกจาก
กัน ) ขนมโพรงแสม (มรี ปู รางยาวใหญค ลา ยเสาบานเสาเรือนทําใหอ ยกู นั ยนื ยาว) ขนมสามเกลอ (มีลกั ษณะเปน
สามกอ นตดิ กนั เตรยี มไวส าํ รับใหคบู า วสาวเสย่ี งทายวา จะอยดู ว ยกนั ไดนานหรอื ไม หากขนมแยกออกจากกนั กถ็ อื
วา ไมใ ชเนอ้ื คทู ่ีแทจริง ) นอกเหนือจากนย้ี ังมี ขนมใสไส ขนมฝก บวั ขนมบาบน่ิ และขนมนมสาวอกี เปนตน
1.3.1.3 พธิ บี วงสรวงสงั เวยเทพยดา ขนมทนี่ ยิ มใชก ันมาต้ังแตส มัยโบราณจนถงึ ปจ จุบันคอื ขนม
ตมแดงและขนมตมขาว ซงึ่ เปน ความเชอื่ ถอื ในลทั ธิพราหมณ
ขนมทีใ่ ชใ นการทําบุญบานเมื่อมีการตง้ั ศาลพระภมู เิ จา ท่ี มขี นม 4 อยาง คอื ตมแดง ตม ขาว คันหลาว
หูชาง ขนมเหลา นี้ประกอบดว ยของ 3 อยางคือ แปง นา้ํ ตาล มะพราว ของสามอยา งนี้ ถา ใครรูจ ักนําไปคดิ คน
คัดแปลงทําขนมตา ง ๆ ยอมจะเกดิ รสอาหาร เปรียบไดกับพระรตั นตรัย คอื พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ถา
ผูใดทาํ ใจใหถ งึ พระรัตนตรัยเปน ทพี่ งึ่ แนวแน จิตใจจะผอ งแผว ปราศจากโลภะ โทสะ โทหะ สน้ิ ทกุ ประการ
25
งานมงคลตา ง ๆ ในชวี ติ ของคนไทย ไมวา จะเปน งานบวช งานแตง งาน งานขน้ึ บา นใหม งานทาํ บญุ อายุ
งานฉลองยศ ฯลฯ ซงึ่ จะมกี ารทาํ บญุ เลย้ี งพระและเลยี้ งคนดว ยน้ัน มักจะมีลกั ษณะของการขอแรงมาชว ยกันเสยี
มากกวา ขนมทนี่ ยิ มทาํ เลย้ี งพระและคนในงานมงคลเหลาน้ไี ดแ ก ขนมชนั้ ขนมเทยี นแกว ขนมถว ยฟู ขนมสี่ถวย
ขนมปุยฝา ย ขนมจามงกฎุ ฯลฯ ซงึ่ อยา งหลงั นี้นยิ มทาํ ในงานฉลองยศ ฉลองตําแหนง เพราะถอื วาดวยช่อื ของจา
มงกุฎนีแ้ สดงถึงลาภยศอนั สูงสง เปนนมิ ติ หมายอนั ดใี นหนาที่การงานสบื ไป สวนขนมช้นั เปน ขนมอกี กอยา งทน่ี ยิ ม
ทําในงานฉลองยศ เพราะมคี วามหมายถงึ ชน้ั ลาํ ดบั ยศ ยศถาบรรดาศกั ดิ์ โบราณนยิ มทาํ กนั ถงึ 9 ช้ัน เพราะถอื
เคล็ดของเลข 9 วาเกา หนา ในหนาทก่ี ารงาน สาํ หรบั ขนมถว ยฟูกับขนมปุยฝา ยนั้น โดยช่ือและรปู บงบอกถงึ ความ
เฟอ งฟอู ยใู นตวั อยูแ ลว ขนมเทียนจะใหค วามหมายทดี่ ีเพราะเทยี นนั้นแทนความสวางไสวรงุ โรจนของชวี ติ ขา ว
เหนยี วแกว ถือกนั วา หากงานใดมีขาวเหนยี วแกว ชวี ิตจะมีความเหนยี วแนน เปน ปก แผน ดงั ชอ่ื ขาวเหนยี ว
นอกจากน้ีขนมในตระกูลทองทง้ั หลาย ไดแก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองเอก ทองพลุ ทองโปรง
ทองมวน ฯลฯ เปน ความเชอ่ื วา จะมีเงนิ มีทองใชก นั อยา งไมรูจ บ สว นเมด็ ขนุนใหค วามหมายวา จะทํากิจการใดก็
จะมีคนคอยสนบั สนนุ ค้าํ จนุ ชวยเหลือ ไมมวี นั ตกตาํ่ เรอ่ื งงานแตง งานบา งวามขี นมเพยี ง 9 อยางเทา นนั้ คอื
ขนมสอดไส ขนมหนา นวล ขนมเลบ็ มอื นาง ขนมละมดุ ขนมพระพาย ขนมทอง ขนมบา บิ่น ขนมทองพลุ และ
ขนมชะมด ซง่ึ เปนขนมเฉพาะในพิธแี หข นั หมาก
อยางไรกต็ าม เก่ียวกบั ขนมไทยนีม้ คี วามเห็นทค่ี ลายกันประการหนง่ึ คือ ขนมไทยไมมีสูตรทแ่ี นนอน
ตายตวั หากอยทู ค่ี วามชา งสงั เกต ชา งจดชางจาํ ของผทู ําเปน สําคญั ตวั อยา งเรอื่ งความหวาน ความมนั ของขนม
ใชวาจะตายตวั เสมอ ปรมิ าณของนํ้าตาลหรือมะพรา วทใ่ี สลงไปเพราะในแตละชว งเวลาแตละฤดกู าล ผลิตผลจาก
สงั คมเกษตรเหลาน้มี ักใหค วามหวานมนั ทไ่ี มเ ทา กนั จงึ เปน เร่อื งของผทู าํ ที่จะตองใสใจจดจําในรายละเอียด
เล็กนอยเหลา นีเ้ อาเอง ทั้งเร่ืองของการชงั่ ตวง วัด ไมมอี ุปกรณท แี่ นน อนตายตวั เหมือนปจ จุบนั แตเปนการใช
สัดสว นของรางกายในการชงั่ เชน หยิบมอื กาํ มือ ฯลฯ
3. ความเปลย่ี นแปลงของยคุ สมัยกบั ขนมไทย
การเปลีย่ นแปลงการปกครองเม่อื พ.ศ. 2475 จนถงึ สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 และสงครามเวียดนาม สภาพ
เศรษฐกจิ และสังคมเรมิ่ เขา สกู ารเปล่ียนแปลงตามระบบสากลมากขึ้น ตา งคนตางดิ้นรนทาํ งานหาเลยี้ งตัวเองและ
ครอบครวั ผหู ญงิ เริม่ ทาํ งานนอกบา น มบี ทบาทในสงั คมมากขนึ้ ทาํ ใหมีเวลาใหก บั ครอบครัวนอ ยลง และชวงเวลา
น้คี า นิยมตะวนั ตกไดเขา มามีบทบาทมากขึน้ คนไทยเรมิ่ นิยมรับประทานขนมปง กาแฟ ขนมอบของชาวตะวนั ตก
เพราะสามารถทําไดง า ย รวดเร็ว โดยเฉพาะสมัยสงครามเวียดนาม อุตสาหกรรมขนมอบเร่ิมขยายขน้ึ เรื่อย ๆ ทํา
26
ใหมกี ารส่งั ขาวสาลจี ากตางประเทศมากขน้ึ และเกดิ โรงงานผลติ แปง สาลีออกจาํ หนา ยสูตลาด ทง้ั ยังมีการสง
ผเู ชี่ยวชาญไปสาธติ วิธกี ารทาํ ขนมอบหลายชนดิ ทัง้ ในกรงุ เทพ ฯ และตา งจงั หวัด อตุ สาหกรรมในดา นนจี้ งึ เปน ท่ี
รูจกั ดีในสงั คมไทยต้งั แตนนั้ มา สิง่ เหลานค้ี ือปจจัยทท่ี ําใหขนมไทยเรม่ิ เส่อื มความนิยมลงไปเรื่อย ๆ
ขนมไทยโบราณเร่มิ ที่จะสูญหายไปไมมใี หเ ห็นเหมอื นในอดีต สว นมากขนมทเี่ ห็นจะเปน ขนมทท่ี ํางา ย ๆ
ไมต อ งใชความปราณตี บรรจงมากนกั และกรรมวธิ ีการทาํ ขนมบางอยา งก็ลดั ขนั้ ตอนและถกู ดัดแปลงใหส ะดวก
รวดเรว็ ยง่ิ ขนึ้ มกี ารใชสารแตง สี แตงกลน่ิ ใสผงฟู ความหวานมันแบบไทย ๆ รปู รางหนาตาของขนมบางอยาง
เปล่ยี นแปลงไปดวยเชน กนั
แตไ มนานมานี้ คนไทยเริ่มหันมาสนใจขนมไทยมากขน้ึ มกี ารนํามาเปน ของฝากกนั ในงานเทศการตาง ๆ
รวมทง้ั กรมพานิชสัมพันธและการทองเทย่ี วแหง ประเทศไทยไดจัดงานแสดงขนมไทยในตางประเทศ ซึ่งไดร บั ความ
สนใจจากชาวตางประเทศกนั เปน อยางมาก เพราะชาวตา งชาติเหลานตี้ างหลงใหลในเสนหข องขนมไทยอยเู ปน
จาํ นวนมาก ไมวา จะเปน ในเรื่องความละเอยี ดออน การประดดิ ประดอย และรสชาตทิ ีห่ อมหวานชวนรับประทาน
3. พัฒนาการของขนมไทย
ความใหญโตของขุนนางตา งดาว ซง่ึ ภายหลังไดร บั การแตง ตง้ั ใหเปน เจาพระยาวชิ าเยนทรผูน ้ี ดูจะแพรเ ขา
ไปถงึ ฝายในดว ย เมื่อภรรยาชาวโปรตุเกสช่ือ คทั รีน ดที อรค วีมา หรอื ทา นผูห ญงิ วชิ าเยนทรไดร ับบรรดาศักดเ์ิ ปน
ทา วทองกบี มา ซงึ่ เปน ตาํ แหนง วเิ ศทกลาง ถือศักดนิ า 400 ไร “ ไดเปน ผกู าํ กบั การพนกั งานของหวาน คือ
ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมทองโปรง ทองพลุ ขนมผงิ ขนมฝรั่ง ขนมขงิ ขนมไขเ ตา ขนมทองมวน
ขนมสัมปน นี ขนมหมอ แกง เปนตน เหตุเดมิ ที่ทา วทองกบี มา ทาํ และสอนใหชาวสยาม “
และนี่อาจถอื ไดว าเปน จดุ ทพ่ี ลกิ ผนั เปลีย่ นโฉมหนา ของขนมไทยครัง้ สาํ คญั โดยมกี ารนาํ เอาไขเขามาเปน
สว นประกอบหลกั อกี อยางหนงึ่ ของขนมไทย นอกเหนอื ไปจากแปง นํ้าตาล มะพราว ท่ีมอี ยแู บบดง้ั เดิม แตเดมิ
สว นผสมของขนมไทยมีไขเพียงเลก็ นอยเทานนั้ ไมใชส วนประกอบหลักดังแปง น้ําตาล มะพราว พอมาไดต ํารับ
ใหมใชไขเปนหลัก ทั้งยงั ตอ งแยกไขข าวไขแดง ตีไขแดงใหข ้ึนฟู แลว นาํ มาหยอดในนํา้ เชอ่ื มบา ง โรยในนํ้าเช่ือม
บา ง บา งกห็ ยบิ จบั เปน ดอกเปนกลบี เลยเปน ลูกเลน ใหม ๆ ทมี่ ีใหคนในวังเลนกนั ไมรูเบ่ือ
27
4. การแบงประเภทของขนมไทย
ขนมไทย สามารถจัดแบง เปน ชนดิ ตาง ๆ ไดต ามลกั ษณะของเครอ่ื งปรงุ ลักษณะกรรมวิธีในการ
ทํา และลักษณะการหงุ ตม คอื
1. ขนมประเภทไข เชน ฝอยทอง ทองหยบิ ทองหยอด สังขยา ฯลฯ
2. ประเภทนง่ึ เชน ขนมชน้ั ขนมสาล่ี ขนมนาํ้ ดอกไม ขนมทราย ฯลฯ
3. ขนมประเภทตม เชน ขนมตมแดง ขนมตมขาว มนั ตมนํ้าตาล ฯลฯ
4. ขนมประเภทกวน เชน ขนมเปย กปูน ซา หรม่ิ ขนมตะโก ฯลฯ
5. ขนมประเภทอบและผงิ เชน ขนมดอกลําดวน ขนมบา บนิ้ ขนมหนา นวล ฯลฯ
6. ขนมประเภททอด เชน ขนมกง ขนมฝก บวั ขนมสามเกลอ ฯลฯ
7. ขนมประเภทปง เชน ขา วเหนยี วปง ขนมจาก ฯลฯ
8. ขนมประเภทเชือ่ ม เชน กลว ยเช่ือม สาเกเชอื่ ม ฯลฯ
9. ขนมประเภทฉาบ เชน เผือกฉาบ กลว ยฉาบ มนั ฉาบ ฯลฯ
10. ขนมประเภทนาํ้ กะทิ เชน เผอื กนํ้ากะทิ ลอดชองนํ้ากะทิ ฯลฯ
11. ขนมประเภทนํ้าเชื่อม เชน ผลไมล อยแกว วนุ นา้ํ เชอื่ ม ฯลฯ
12. ขนมประเภทบวด เชน กลว ยบวชชี แกงบวดเผือก ฯลฯ
13. ขนมประเภทแชอมิ่ เชน มะมว งแชอิ่ม มะเขอื เทศแชอมิ่ สะทอนแชอิ่ม ฯลฯ