การส่อื สารถา่ ยทอด
ดนตรีสากล
คานา
รายงานฉบับน้ี เป็ นส่วนหน่ึ งของวิชา
ดนตรสี ากล (รหสั วิชา) ศ30207 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
6/ โดยมีจุดประสงค์เพ่ือศึกษาความรู้ที่ได้จากเร่ือง
การส่ือสาร ถ่ายทอดดนตรีสากล ซ่ึงรายงานน้ี มี
เน้ือหาเกีย่ วกบั ความรูจ้ าก ดนตรีสากล
ผู้จัดทาได้เลือกหัวข้อนี้ในการทา e-book
เน่ื องมาจากเป็นเร่ืองท่ีน่ าสนใจผู้จัดทาหวังว่า
e-book แล่มนี้ จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่
ผ้อู ่านทกุ ๆ ท่าน
สารบญั ประวตั ิ ความสาคญั ของดนตรีสากล
ความเช่ือ ดนตรสี ากล
ดนตรสี ากล
และการแตง่ กายในดา้ นดนตรี
มารยาทในการฟังดนตรี
ดา้ นการฟังดนตรี
ประวัติ ความสาคญั ของดนตรสี ากล 1
ดนตรสี ากลเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตก
เร่ิมจากการท่ีชาวยุโรปมีการบันทึกทานองเพลงท่ีเป็น
แบบแผนเดียวกันโดยใช้สัญลักษณะท่ีเรียกว่าโนต้ สากลและใช้กับ
เคร่ืองดนตรีสากลทีไ่ ดร้ บั การ พัฒนาอย่างต่อเน่ืองจนเป็นท่ียอมรับ
อยา่ งกวา้ งขวางในปัจจุบนั
ดนตรีสากลเป็นดนตรีประเภทหน่ึงท่ีชาวตะวันตกได้
นามาเผยแพร่จน เป็นท่ีรู้จักกันทั่วโลกจึงทาให้ชนหลายชาติหลาย
ภาษาสามารถเล่นดนตรี สากลได้เคร่ืองดนตรีสากลท่ีใช้กันในชน
ชาติต่างๆ
ส่ ว น ใ ห ญ่ เ ป็ น ม า ต ร ฐ า น เ ดี ย ว ก ั น ช นิ ด เ ดี ย ว ก ั น มี ก า ร
บันทึกทานองเพลงโดยใช้สัญลักษณ์เดียวกัน ซ่ึงสัญลักษณ์ท่ีใช้
บันทึกทานองเพลงเรียกว่า โนต้ สากล 1 โนต้ สากลใช้เพ่ือบันทึก
ทานองเพลงเพ่ือกันลืมและเป็นการกาหนดทานอง เพลงว่าจะใช้
เสียงสั้นยาวเพียงใด หรือเนน้ เสียงหนักเบาตรงช่วงใดนอกจากนี้
โนต้ สากลยังมีความหมายอ่ืน ๆ อีกมากมายรูปแบบของดนตรี
สากลในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะแตกต่างกัน ออกไป ดนตรีสากล
ได้พัฒนาท้ังรูปแบบของเพลงและเคร่ืองดนตรีมาสู่ยุคปัจจุบันเป็น
ทน่ี ิยมทั่วโลก
2
การสืบสาวเร่อื งราวเกีย่ วกับความเป็นมาของดนตรีต้ังแตส่ มัยโบราณมา นับว่า
เป็นเร่ืองยากที่จะให้ได้เร่ืองราว สมัยของการรู้จักใช้อักษรหรือสัญลักษณ์อ่ืนๆ เพ่ึงจะมี
ปรากฏและเร่ิมนิยมใช้กันในสมัยเร่ิมต้นของยุค Middle age คือระหว่างศตวรรษที่ 5-6
และการบันทึกมีเพียงเคร่ืองหมายแสดงเพียงระดับของเสียง และจังหวะ (Pitchand
time ) ดนตรีเกิดข้ึนมาในโลกพร้อม ๆกับมนษุ ย์เราน่ันเอง ในยุคแรกๆมนษุ ย์อาศัยอยู่
ในป่าดง ในถ้า ในโพรงไม้ แต่ก็รู้จักการร้องราทาเพลงตามธรรมชาติ เช่นรู้จักปรบมือ
เคาะหิน เคาะไม้ เป่าปาก เป่าเขา และเปล่งเสียงร้องตามเร่ือง การร้องราทาเพลงไปเพ่ือ
ออ้ นวอนพระเจ้าเพ่อื ช่วยให้ตนพน้ ภยั บันดาลความสุขความอุดมสมบูรณ์ต่างๆให้แก่ตน
หรือเป็นการบชู าแสดงความขอบคุณพระเจา้ ท่ีบันดาลใหต้ นมีความสขุ ความสบาย
โลกได้ผ่านหลายยุคหลายสมัย ดนตรีได้วิวัฒนาการไปตามความเจริญและ
ความคิดสร้างสรรค์ของมนษุ ย์ เคร่ืองดนตรีท่ีเคยใช้ในสมัยเร่ิมแรกก็มีการวิวัฒนาการ
มาเป็นข้ันๆ กลายเป็นเคร่ืองดนตรี ท่ีเราเห็นอยู่ทุกวัน เพลงท่ีร้องเพ่ืออ้อนวอนพระเจ้า ก็
กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนา และเพลงร้องโดยท่ัวๆไปในระยะแรก ดนตรีมีเพียง
เสียงเดียวและแนวเดยี วเทา่ นน้ั เรียกว่า Melodyไมม่ กี ารประสานเสียงจนถึงศตวรรษที่ 12
มนุษย์เราเร่ิมรู้จักการใช้เสียงต่างๆมาประสานกันอย่างง่ายๆ เกิดเป็นดนตรีหลายเสียง
ข้นึ มา
3
การสืบสาวเร่ืองราวเก่ียวกับความเป็นมาของดนตรีต้ังแต่สมัยโบราณมา นับว่าเป็น
เร่ืองยากที่จะให้ได้เร่ืองราว สมัยของการรู้จักใช้อักษรหรือสัญลักษณ์อ่ืนๆ เพ่ึงจะมีปรากฏและ
เร่ิมนิยมใช้กันในสมัยเร่ิมต้นของยุค Middle age คือระหว่างศตวรรษที่ 5-6 และการบันทึกมี
เพียงเคร่ืองหมายแสดงเพียงระดับของเสียง และจังหวะ ( Pitch and time ) ดนตรี เกิดข้ึนมา
ในโลกพรอ้ ม ๆ กบั มนษุ ยเ์ ราน่นั เอง ในยคุ แรกๆมนษุ ย์อาศัยอยู่ในปา่ ดง ในถ้า ในโพรงไม้ แต่ก็
รู้จักการร้องราทาเพลงตามธรรมชาติ เช่นรู้จักปรบมือ เคาะหิน เคาะไม้ เป่าปาก เป่าเขา และ
เปลง่ เสยี งร้องตามเร่อื ง การร้องราทาเพลงไปเพ่ือออ้ นวอนพระเจ้าเพ่ือช่วยให้ตนพ้นภัย บันดาล
ความสุขความอุดมสมบูรณ์ต่างๆให้แก่ตน หรือเป็นการบูชาแสดงความขอบคุณพระเจ้าที่
บนั ดาลให้ตนมคี วามสขุ ความสบายโลกไดผ้ า่ นหลายยุคหลายสมยั ดนตรไี ด้วิวัฒนาการไปตาม
ความเจริญและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เคร่ืองดนตรีท่ีเคยใช้ในสมัยเร่ิมแรกก็มีการ
วิวัฒนาการมาเป็นข้ันๆ กลายเป็นเคร่ืองดนตรี ท่ีเราเห็นอยู่ทุกวัน เพลงที่ร้องเพ่ืออ้อนวอนพระ
เจ้า ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนา และเพลงร้องโดยท่ัวๆไปในระยะแรก ดนตรีมีเพียง
เสียงเดียวและแนวเดียวเท่าน้ันเรียกว่า Melody ไม่มีการประสานเสียง จนถึงศตวรรษที่ 12
มนษุ ย์เราเร่ิมร้จู ักการใช้เสยี งต่างๆมาประสานกนั อยา่ งงา่ ยๆ เกิดเป็นดนตรีหลายเสียงข้นึ มา
โลกได้ผ่านหลายยุคหลายสมัย ดนตรีได้วิวัฒนาการไปตามความเจริญและความคิด 4
สร้างสรรค์ของมนุษย ์ เคร่ืองดนตรีที่เคยใช้ในสมัยเร่ิมแรกก็มีการวิวัฒนาการมา
เป็นขั น้ ๆ กลายเป็นเคร่ืองดนตรี ท่ีเราเห็นอยู่ทุกวัน เพลงที่ร้องเพ่ืออ้อนวอนพระเจ้า 4
ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนา และเพลงร้องโดยทั่วๆไปในระยะแรก ดนตรีมี
เพียงเสียงเดียวและแนวเดียวเท่าน้ันเรียกว่า Melodyไม่มีการประสานเสียง จนถึง
ศตวรรษที่ 12 มนษุ ย์เราเร่ิมรู้จักการใช้เสียงต่างๆมาประสานกันอย่างง่ายๆ เกิดเป็น
ดนตรีหลายเสียงข้ึนมาการศึกษาวิชาประวัติดนตรีตะวันตกหลายคนคงคิดว่าเป็น
เร่ืองไกลตั วเหลือเกิน และมักมีคาถามเสมอว่าจะศึกษาไปทาไมคาตอบก็คือ ดนตรี
ตะวันตกเป็นรากเหง้าของดนตรที เี่ ราไดย้ นิ ได้ฟังกนั ทกุ วันน ้ี ความเป็นมาของดนตรี
หรือประวัติศาสตร์ดนตรีนั้นหมายถึงการมองย้อ นหลังไปใน อดีตเพ่ือพยายามทา
ความเขา้ ใจกับแงม่ มุ ตา่ ง ๆ ของอดีตในแตล่ ะสมยั นับเวลายอ้ นกลับไปเป็นเวลาหลาย
พันปีจากสภาพส ังคมที่แวด ล้อมทัศนะคติและรสนิยมของผู้สร้างสรรค์และผู้ฟัง
ดนตรีในแต่ละสม ัยนั้นแตก ต่างกันอย่างไรจากการลองผิดลองถูกลองแล้วลองอีก
การจินตนาการตาม แนวคิดของผู้ ประพันธ์เพลงจนกระทั่งกล่ันกรองออกมาเป็น
เพลงใหผ้ ู้คนไดฟ้ ังกนั จนถงึ ปัจจบุ ันน้ี
ความเช่อื 5
ดนตรสี ากล
คาว่า "ความเช่ือ" ในที่น้ีหมายถึง การยอมรับว่าส่ิงใดส่ิงหน่ึงดี
มีคุณประโยชน์หรือมีอยู่จริง ซ่ึงความเช่ือนั้นอาจเกิดจาก
ประสบการณ์ตรง หรือเกิดจากการไตร่ตรองและการอนุมาน
โดยอาศยั ความรู้อีกอย่างหน่ึงทีเ่ รยี นร้มู าแล้ว
คนในสังคมไทยมีวัฒนธรรมความเช่ือเก่ียวกับดนตรีเป็น
จานวนมาก เช่น ความเช่ือเก่ียวกับความขลังของเสียงดนตรี
ความเช่ือว่าเคร่ืองดนตรีเป็นของสูง การเคารพศรัทธาครูดนตรี
การกาหนดเพลงหนา้ พาทย์ต่างๆ ข้ึน เพ่ือใช้บรรเลงในพระราช
พิธีของราชสานัก เช่น ใช้เพลงสาธุการบรรเลงอัญเชิญส่ิง
ศักด์ิสิทธ์ิ ใช้เพลงองค์พระพิราพบรรเลงในพิธีกรรมอัน
ศักด์สิ ทิ ธ์ิ เป็นต้น
ดังน้นั เม่ือวัฒนธรรมความเช่ือเกี่ยวกบั การใช้ดนตรีสากล
ประกอบในพิธีศักด์ิสิทธ์ิและพิธีการอันเคร่งครัดเผยแพร่เข้ามา
ในสังคมไทย คนในสังคมสังคมไทยจึงยอมรับได้ ย่ิงทั้งฝ่าย
พระราชพธิ ีและฝา่ ยรัฐพธิ ีนามาใช้ให้ประชาชนเหน็ เป็นประจักษ์
ก่อน ประชาชนผู้อยู่ในความปกครองก็ย่ิงมีความเช่ือในความ
ศักด์ิสิทธ์ิและความเกรียงไกรของดนตรีสากลน้ัน เช่น การ
บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ เพลงมหาชยั ในงานพธิ กี ารต่างๆ
ความเช่ืออีกด้านหน่ึงของคนไทยที่มีต่อดนตรี 6
สากล คือ ความเช่ือด้านการใช้ความรู้และทักษะด้านดนตรี
สากลประกอบเป็นวิชาชีพได้ คนไทยยุคเก่าเคยดูแคลนว่า
การประกอบอาชีพดา้ นการแสดงดนตรีเป็นอาชีพท่ีต้อยต่า
เน่ืองจากมีรายได้นอ้ ยและไม่จีรังยั่งยืน จึงมีความเช่ือว่า
อาชีพนกั ดนตรี นักร้อง และนักแสดง เป็นอาชีพเต้นกินรา
กินแบบหาเช้ากินค่า ไม่อาจพัฒนาให้มีรายได้เล้ียงดู
ครอบครัวได้ แต่ในสมัยปัจจุบันน้ีการศึกษาวิชาการดนตรี
ก้าวไกลสู่ระดับสากล ทาให้คนไทยเป็นนักวิชาการดนตรี
สากล นักดนตรีสากล นักร้องเพลงสากล ตลอดจน
วาทยากรวงดนตรีระดับวิชาชีพจานวนมาก และหลายคน
พัฒนาตนไปสู่ระดับโลก นอกจากนี้ บางท่านก็ได้รับการ
ยกย่องจากมวลชนและองค์กรต่างๆใ้เป็นศิลปินแห่งชาติ
หรือศิลปินแห่งโลก ตัวอย่างเช่น พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซ่ึงทรงมีพระปรีชาสามารถ
ด้านดนตรีสากลระดับเอกอัครศิลปิน โดยพระองค์ได้รับ
การทูลกระหม่อมถวายพระเกียรติคุณจากรัฐบาลประเทศ
ออสเตรีย โดยสถาบันการดนตรีและศิลปะแห่งกรุง
เวียนนา ให้เป็นสมาชิกกิตติมศักด์ิหมายเลข 23 ลงวันที่
24 เดือนกันยายน พ.ศ.2507 พร้อมกับได้รับการบันทึก
พระนามลงบนแผ่นศิลาแห่งเกียรติคุณ ณ สถาบันแห่งนั้น
ด้วย เป็นต้น
ความเช่ือ ดนตรสี ากล 7
และการแต่งกายในด้านดนตรี
ยคุ กลาง (Middle Ages )
เร่ิมประมาณปี ค.ศ. 400 - 1400 ในสมัยกลางนี้โบสถ์
เป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านดนตรี ศิลปะ การศึกษาและการเมือง
วิวัฒนาการของดนตรีตะวันตกมีการบันทึกไว้ตั้งแต่เร่ิมแรกของ
คริสต์ศาสนา บทเพลงทางศาสนาซ่ึงเกิดข้ึนจากกราประสม
ประสานระหวา่ งดนตรีโรมัน โบราณกับดนตรียิวโบราณ เพลงแต่ง
เพ่ือพิธีทางศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ โดยนาคาสอนจากพระ
คัมภีร์มาร้องเป็นทานอง เพ่ือให้ประชาชนได้เกิดอาราณ์ซาบซ้ึง
และมีศรัทธาแก่กล้าในศาสนา ไมใช่เพ่ือความไพเราะของทานอง
หรือความสนุกสนานของจังหวะ เม่ือศาสนาคริสต์แพร่กระจายไป
ทว่ั โลก ประเทศตา่ งๆ ไดน้ าบทเพลงที่ชาติตนเองคุ้นเคยมาร้องใน
พิธีสักการะพระเจ้า ดังนั้นเพลงท่ีใช้ร้องในพิธีของศาสนาคริสต์จึง
แตกต่างกันไปตามภ มิภาค2. ยุคเรเนสซองส์ หรือยุคฟ้ ืนฟู
ศลิ ปวิทยา (The Renaissance Period)
9
สมัยเรเนสซองส์ หรือ สมัยฟ้ ืนฟูศิลปวทิ ยา
เร่ิมประมาณ ค.ศ. 1400 – 1600 เพลงศาสนายังมี
ความสาคญั อยู่เช่นเดิม เพลงสาหรับประชาชนทั่วไป เพ่ือให้ความ
บนั เทงิ ความสนกุ สนาน กเ็ กดิ ข้นึ ด้วย การประสานเสียงได้รับการ
พัฒนาให้กลมกลืนข้ึน เพลงศาสนาเป็นรากฐานของทฤษฎีการ
ประสานเสียง เพลงในยุคนี้แบ่งเป็นสองแบบ ส่วนใหญ่จะเป็น
แบบที่เรียกว่า อิมมิเททีฟโพลีโฟนี (Imitative Polyphony) คือ
มีหลายแนว และแต่ละแนวจะเร่ิมไม่พร้อมกัน ทุกแนวเสียงมี
ความสาคัญแบบท่ีสองเรียกว่า โฮโมโฟนี (Homophony) คือ มี
หลายแนวเสียงและบรรเลงไปพร้อมกัน มีเพียงแนวเสียงเดียวท่ี
เด่น แนวเสียงอ่นื ๆ เป็นเพียงเสยี งประกอบ เพลงในสมยั นี้ ยังไม่มี
การแบ่งจังหวะที่แน่นอน คือ ยังไม่มีการแบ่งห้องออกเป็น 3/4
หรือ 4/4 เพลงส่วนใหญ่ก็ยังเกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาอยู่เพลง
ประกอบข้ันตอนต่างๆ ของพิธีทางศาสนาท่ีสาคัญ คือ เพลงแมส
(Mass) และโมเต็ท (Motet) คาร้องเป็นภาษาละติน เพลงที่ไม่ใช่
เพลงศาสนาก็เร่ิมนิยมกันมากข้ึน ได้แก่ เพลงประเภท แมดริกัล
(Madrigal)ซ่ึงมีเน้ื อร้องเกี่ยวกับความรัก หรือยกย่องบุคคล
สาคัญ และมักจะมีจังหวะสนุกสนาน นอกจากนี้ยังใช้ภาษาประจา
ชาติของแต่ละชาติและเช้อื ชาตทิ ีน่ ับถือ
10
ยคุ คลาสสิค ( Classic Period ; ค.ศ. 1750 -1825)
กา รละค รสม ั ยนี้ ม ักจะแสด ง เ ป็ น ป ระเ ภ ทโ ศ กน า ฏ กรรม
(Tragedyมาจากคาภาษากรีก Tragoidosซ่ึงแยกออกได้เป็น 2 คา คือ
Tragosแปลว่า แพะ และ Oidosแปลว่า นักร้อง สันนิษฐานว่าพวกนักร้อง
อาจแตง่ กายดว้ ยหนงั แพะ หรือ แพะคือรางวัลสาหรับเพลงท่ีดีท่ีสุด ) เร่ืองท่ี
แสดงส่วนใหญ่มักเป็นเร่ืองเกี่ยวกับเทพเจ้ากรีก โดยเฉพาะเทพเจ้าไดโอ
นิซุส นอกจากนั้นก็เป็นเร่อื งราวเก่ียวกับวีรบุรุษในสมัยโฮเมอร์ ส่วนใหญ่มัก
จบด้วยความเศร้า นักแต่งละครโศกนาฏกรรม ท่ีมีช่ือเสียงในสมัยนี้ ได้แก่
อีสคิลุส มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 524 –456 ก่อนคริส์ตกาล ละครท่ีมีช่ือเสียง
ของเขา คือ โพรเมเตอุส ,บาวด,์ โซเฟอคลสิ , ยูรพิ ดิ สิ
ป ร ะ โ ย ช น์ ข อ ง ด น ต รี 11
ส่ิงท่ีทาให้เกิดดนตรีข้ึนอีกอย่างหน่ึงก็คือ “ความสบายอกสบายใจ” นักปราชญ์ได้
สันนิษฐานว่าผู้หน่ึงผู้ใดท่ีออกไปล่าสัตว์ ขณะทีเรารอดักสัตว์อย่างสบายอารมณอ์ ยู่น้ัน เขขาอาจจะ
เอาคันธนูหรือหนา้ ไม้มาลองดีดสายดู เม่ือเขาสามารถดีดให้เกิดเสียงสูงต่าบ้าง เขาก็เกิดความ
พอใจ และคันธนูก็ได้เป็นต้นกาเนิดของพิณข้ึนในเวลาต่อมา ส่วนป่ ีและขลุ่ยเกิดข้ึนมาอย่างไรน้ัน
นักปราชญ์ก็ได้สันนิษฐานว่าพวกเด็กเลี้ยงแกะ เด็กเลี้ยงวัว เม่ือนาฝูงสัตว์ของตนออกไปเลี้ยงตาม
ท้องทุ่งก็อาจเกิดความรู้สึกเบ่ือหน่ายแลกงอยเหงา การท่ีจะแก้อาการเหล่านี้ เขาอาจจะไปตัดปล้อง
ไมห้ รือเกบ็ เอากระดูกสตั วม์ าถือจบั เล่นก่อน เผอิญปล้องไม้หรือกระดูกสัตว์น้ันเกิดมีรู และเผอิญอีก
เช่นกันทเ่ี ขาเอามนั มาลองเปา่ ดู คร้นั เกดิ เป็นเสยี งเขาก็คงจะท่ึงจะกับมันมาก และพยายามปรับปรุง
ส่ิงเหล่านั้นจนกลายเป็นเพ่ือนแก้เหงาได้ สาหรับกลองนั้น นักปราชญ์ให้ความเห็นว่า มนษุ ย์ในยุค
นั้นคงลองเอาขนสัตว์ขึงบนหินที่กลวงหรือไม่ก็บนต้นไม้กลวง เม่ือเอาลองมือและไม้ตีบนหนังที่ขึง
ตึงนั้นก็จะเกิดเสียงดังข้ึน และนี่คือต้นกาเนิดกลองใบแรกของโลก ท่านท้ังหลายคงจะเคยเห็น
รูปร่างและเคยฟังเสียงของเคร่ืองดนตรีบางชนิดของวงดุริยางค์ในปัจจุบันมาแล้ว เป็นต้นว่า พิณ
ฮาร์พ ขลุ่ยฟลูท กลองทิมปานี เคร่ืองดนตรีเหล่านี้ได้มีวิวัฒนาการเป็นข้ันๆ ต่อเน่ืองกันมานาน
นักหนาแล้วจากส่ิงที่คนในยุค กอ่ นประวัตศิ าสตร์ไดก้ อ่ กาเนิดมันข้ึนตามทไี่ ดก้ ลา่ วมาแลว้
12
ประโยชนท์ ว่ั ไป
1. เสียงดนตรเี ป็นส่งิ ท่ีกล่อมหวั ใจของคนให้อ่อนโยน เยอื กเย็นดับทุกขไ์ ด้ช่วั ขณะ ปลุกใจให้ร่ืนเริง
กลา้ หาญ ส่ิงเหล่านี้ยอ่ มเกิด แก่บุคคลผฟู้ ังทั่วๆไป
2. เป็นเคร่อื งทที่ าใหโ้ ลกครึกคร้นื
3. การแสดงมหรสพต่างๆ เป็นต้นว่า โขนละคร ดนตรีกเ็ ป็นผ้ปู ระกอบให้น่าดสู นกุ สนานข้ึนสม
อารมณผ์ ูด้ ูและผ้แู สดง
4. ทาความสมบรู ณใ์ หแ้ กฤ่ กษ์และพธิ ีตา่ งๆ ทงั้ ของประชาชนและของชาติ
5. เป็นเคร่อื งประกอบในการสงคราม ซ่งึ เคยใช้ได้ผลมาแล้วหลายชาติ โดยเฉพาะชาตไิ ทยคราว
สมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ า โลก เม่อื ยงั ดารงพระยศเป็นเจา้ พระยาจักรีทรงรักษาเมืองพษิ ณโุ ลกต่อสู้
อะแซหวนุ่ ก้ี ก็ได้ทรงใช้ดนตรเี ป็นเคร่ืองประกอบอบุ าย เป็นตน้
6. ทาให้โลกเห็นว่าชาติไทยมีวัฒนธรรมเป็นอันดี ชาติใดท่ีมีวัฒนธรรมของตนอยอู่ ยา่ งดยี ่อมเป็นที่
ยกยอ่ งของชาตทิ ้งั หลาย
ประโยชนเ์ ฉพาะผบู้ รรเลง
1. ได้ช่ือวา่ เป็นผทู้ าประโยชน์ทัว่ ไปดงั กลา่ วมาแลว้
2. เป็นอาชีพในทางท่ีชอบอันหน่ึง
3. เป็นผู้รกั ษาและเผยแพร่วัฒนธรรมของชาติ
4. จะเป็นผมู้ อี ารมณเ์ ยือกเย็น สขุ มุ กวา่ ปกติ
5. มีเคร่ืองกล่อมตนเองเม่ือยามทกุ ข์ ปลกุ ตนเองเม่อื ยามเหงา
6. เป็นเคร่ืองฝึกสมองอย่ใู นตัว
7. จะเป็นผ้มู เี กยี รติยศช่อื เสียงปรากฏแกโ่ ลก
8. ทาการสมาคมใหก้ วา้ งขวางไดเ้ ป็นอย่างดี ต้งั แต่ชั้นต่าจนถึง
ชน้ั สูงสดุ
มารยาทในการฟังดนตรี 8
มารยาทท่วั ไปในการเขา้ ชมการแสดงดนตรี
เป็นส่ิงพ้นื ฐานทผ่ี ูฟ้ ังดนตรีทกุ คนจาเป็นต้องเรยี นรู้
เพ่ือท่ีจะสามารถปฏบิ ตั ติ ัวได้อย่างถกู ตอ้ งในระหวา่ งเข้าชมการแสดง
ไม่เผลอไปรบกวนผู้อ่ืนโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือทาตัวเสียมารยาทต่อผู้เข้าชม
ท่าน อ่ืนๆ รวมถึงนักแสดงดนตรีในวันน้ีผู้เขียนจึงจะมาแนะนาเกร็ดความรู้เล็กๆ
เกยี่ วกับมารยาททัว่ ไปในการเข้าชมการแสดง
ซ่ึงมารยาทต่างๆโดยทว่ั ไปมีดงั ต่อไปนี้
1. แต่งกายให้สุภาพ ไมส่ วมรองเท้าเตะ ควรสวมรองเทา้ หมุ้ สน้ ใสก่ ระโปรง
หรอื กางเกงขายาวท่สี ภุ าพให้เกียรตแิ กส่ ถานท่ี ไมค่ วรใส่ส้ันจนน่าเกลยี ด
2. มาก่อนเวลาเร่ิมการแสดงอย่างนอ้ ย 30 นาที ผู้เข้าชมการแสดงควรมา
ก่อนการแสดงเร่ิมอย่างนอ้ ย 30 นาทีเพ่ือเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่การแสดง
จะเร่ิม และจะไดเ้ ขา้ ไปนั่งประจาที่ได้ทันก่อนเวลาเพราะหากมาช้าก็จะเป็นการรบกวน
ผู้เข้าชมท่านอ่ืนๆ นอกจากนี้การเข้ามาหลังจากการแสดงเร่ิมไปแล้วนั้นตามหลัก
สากลจะถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก ผู้เข้าชมจึงไม่ควรมาช้าแต่หากมีเหตุ
สุดวิสัยที่ทาให้มาไม่ทันได้จริงๆ ก็ควรจะรอจนกว่าการแสดงท่ีกาลังแสดงอยู่จบแล้ว
จึงเข้าไปหรือหาท่ีน่ังข้างหลังน่ังไปก่อน เม่ือจบเพลงแล้วจึงค่อยรีบนั่งประจาท่ีของ
ตัวเอง
ดา้ นการฟังดนตรี 13
ดนตรีเป็นศิลปะที่อาศัยเสียงเพ่ือเป็นส่ือในการถ่ายทอดอารมณค์ วามรู้สึกต่าง ๆ ไปสู่ผู้ฟังเป็นศิลปะท่ีง่ายต่อ
การสัมผัส ก่อให้เกิดความสุข ความปล้ืมปิติพึงพอใจให้แก่มนุษย์ได้ นอกจากน้ีได้มีนักปราชญ์ท่านหน่ึงได้กล่าวไว้ว่า
“ดนตรีเป็ภาษสากลของมนุษยชาติ เกิดข้ึนจากธรรมชาติและมนุษย์ได้นามาดัดแปลงแก้ไขให้ประณีตงดงามไพเราะเม่ือ
ฟังดนตรีแล้วทาให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ ”น้ันก็เป็นเหตุผลหน่ึงที่ทาให้เราได้ทราบว่ามนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด
ภาษาใดก็สามารถรับรู้อรรถรสของดนตรีได้โดยใช้เสียงเป็นส่ือได้เหมือนกันมีบุคคลจานวนไม่นอ้ ยท่ีตั้งคาถามว่า “ดนตรี
คืออะไร” แล้ว “ทาไมต้องมีดนตรี”คาว่า “ดนตรี” ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้
ความหมายไว้วา่
“เสียงท่ีประกอบกันเป็นทานองเพลง เคร่ืองบรรเลงซ่ึงมีเสียงดังทาให้รู้สึกเพลิดเพลิน หรือเกิด
อ า ร ม ณ์ ร ั ก โ ศ ก ห รื อ ร่ื น เ ริ ง ” จ า ก ค ว า ม ห ม า ย ข้ า ง ต้ น จึ ง ท า ใ ห้ เ ร า ไ ด้ ท ร า บ ค า ต อ บ ท่ี ว่ า ท า ไ ม ต้ อ ง มี
ดนตรีก็เพราะว่าดนตรีช่วยทาให้มนุษย์เรารู้สึกเพลิดเพลินได้ คาว่า “ดนตรี” มีความหมายท่ีกว้างและหลากหลายมาก
นอกจากน้ียังมีการนาดนตรีไปใช้ประกอบในกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีเราคุ้นเคยเช่น การใช้ประกอบในภาพยนต์ เน่ืองจากดนตรี
น ้ั น ส า ม า ร ถ น า ไ ป เ ป็ น พ้ื น ฐ า น ใ น ก า ร ส ร้ า ง อ า ร ม ณ์ ล ั ก ษ ณ ะ ต่ า ง ๆ ข อ ง แ ต่ ล ะ ฉ า ก ไ ด้ พิ ธี ก ร ร ม ท า ง
ศ า ส น า ก็ มี ก า ร น า ด น ต รี เ ข้ า ไ ป มี ส่ ว น ร่ ว ม ด้ ว ย จึ ง ท า ใ ห้ มี ค ว า ม ข ล ั ง ค ว า ม น่ า เ ช่ื อ ถื อ ค ว า ม ศ ร ั ท ธ า
มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ม า ก ข้ึ น น อ ก จ า ก น้ี ด น ต รี บ า ง ป ร ะ เ ภ ท ถู ก น า ไ ป ใ ช้ ใ น ก า ร เ ผ ย แ พ ร่ ค ว า ม เ ป็ น อ ั น ห น่ึ ง
อ ั น เ ดี ย ว ก ั น ข อ ง ก ลุ่ ม ค น ห รื อ เ ช้ื อ ช า ติ บ า ง ค ร ้ั ง ม นุ ษ ย์ เ ร า ใ ช้ ด น ต รี เ ป็ น เ ค ร่ื อ ง มื อ ใ น ก า ร แ ย ก ป ร ะ เ ภ ท
ข อ ง ม นุ ษ ย์ อ อ ก เ ป็ น ก ลุ่ ม ๆ เ ช่ น ว ั ย รุ่ น ใ น เ มื อ ง ก็ จ ะ ช อ บ ฟั ง เ พ ล ง ท่ี มี จ ั ง ห ว ะ ห รื อ ท า น อ ง ส นุ ก ๆ
ค ร้ื น เ ค ร ง ค ว า ม ร ั ก ห ว า น ซ้ึ ง ส่ ว น ว ั ย รุ่ น ท่ี อ ยู่ ใ น ช น บ ท ก็ ม ั ก จ ะ ช อ บ ฟั ง ป ร ะ เ ภ ท เ พ ล ง เ พ่ื อ ชี วิ ต เ พ ล ง ลู ก ทุ่ ง
ว ั ย ห นุ่ ม ส า ว ก็ ช อ บ เ พ ล ง ท า น อ ง อ่ อ น ห ว า น ที่ เ กี่ ย ว ก ั บ ค ว า ม ร ั ก ส า ห ร ั บ ผู้ ใ ห ญ่ ก็ ม ั ก จ ะ ช อ บ ฟั ง เ พ ล ง ที่ มี
จังหวะหรือทานองที่ฟังสบาย ๆ และชอบฟังเพลงที่ค้นุ เคย
14
การฟังดนตรี
ดนตรีเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับเสียงโดยตรง เป็นปัจจัยหน่ึงในการ
พัฒนารสนิยม ค่านิยม และบุคลิกภาพ ดนตรีเป็นทั้งศาสตร์และ
ศิลป์ท่ีไมส่ ามารถแยกออกจากชวี ิตคนเราได้ ดนตรีเป็นนามธรรม
ทไ่ี ม่สามารถจับต้องหรือมองเห็น ต้องอาศัยความรู้สึกสัมผัสการที่
มนุษย์จะได้รับอรรถรสหรือสุนทรีย์ของเสียงดนตรีนั้นอวัยวะที่
จาเป็นท่ีสุดคือหู หูถือว่าเป็นอวัยวะด่านแรกที่ทาให้มนุษย์เราได้
ยินเสียงต่าง ๆ จากน้ันจึงจะส่งกระแสเสียงไปยังอวัยวะท่ีรับรู้ส่วน
อ่ืน ๆ ของร่างกาย ปกติแล้วหูของมนษุ ย์เราสามารถรับฟังเสียงได้
ท่ีระดับความถี่ 16-20,000 รอบต่อวินาที แต่เสียงที่
นามาใช้สร้างเสียงดนตรีจะมีช่วงความถี่อยู่ระหว่าง 27-4,000
รอบตอ่ วนิ าที ซ่งึ ปรากฏอยใู่ นเสยี งของเปียโน ความผกู พันระหว่าง
ดนตรีกับชีวิตดูเหมือนว่าดนตรีอยู่ใกล้ตัวเรา แต่ในขณะเดียวกัน
ความไม่มีตัวตนของดนตรีทาให้ดูเหมือนว่าดนตรีเป็นเร่ืองไกล
ตวั
15
เ ม่ื อ ย้ อ น จ า ก อ ดี ต จ น ถึ ง
ปัจจุบันนับได้ว่าดนตรีเป็นปัจจัยที่
ส า ค ั ญ อ ย่ า ง ห น่ึ ง ข อ ง ม นุ ษ ย์ ใ น
ชีวิตประจาวันได้มีการนาเอาดนตรี
ไ ป ใ ช้ ใ น กิ จ ก ร ร ม ต่ า ง ๆ อ ย่ า ง
แพร่หลายเช่นใช้ดนตรีในพิธีกรรม
ทางศาสนา ใช้ประกอบการแสดง ใช้
บรรเลงในสถานเริงรมย์ต่างๆ ใช้ใน
กิ จ ก ร ร ม ท า ง ด น ต รี ฯ ล ฯ
ท้ังหมดน้ี เป็นไปในลักษณะของการ
ใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบเท่าน้ัน
ไ ม่ ไ ด้ มี จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ที่ จ ะ บ ร ร เ ล ง
ให้ผู้ฟังตั้งใจฟังดนตรีแต่อย่างใด
ถึงแมว้ า่ ผฟู้ ังจะตง้ั ใจฟังอย่างจริงจังก็
ไ ม่ ไ ด้ ร ั บ อ ร ร ถ ร ส ห รื อ สุ น ท รี ย์
เ ท่ า ที่ ค ว ร เ น่ื อ ง จ า ก ด น ต รี ต้ อ ง
ประกอบด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ
อยา่ ง
อา้ งองิ 16
https://sites.google.com SCHOOL
http://athornmusic.blogspot.com FUNNY
http://www.musiclib.psu.ac.th TOY
krusanti.org
Thank
you
CHAPTER
Nunc gravida diam a Nunc gravida diam a
turpis dictum, id turpis dictum, id
elementum enim elementum enim
lacinia. lacinia.
Nunc gravida diam a
turpis dictum, id
elementum enim
lacinia.