วิเคราะห์คณุ ค่า วรรณคดี เร่ือง ลิลิตตะเลงพา่ ย
โดย ครกู มลวรรณ สังข์ทอง
ด้านเน้ือหา
ลลิ ิตตะเลงพา่ ยเปน็ วรรณคดีแนวประวตั ศิ าสตรแ์ ละเป็นวรรณคดี
เฉลิมพระเกยี รติทีม่ งุ่ สดุดวี รี กรรมของสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
การท่ผี ู้ประพันธใ์ ช้คาประพันธ์ประเภทลิลติ จึงเหมาะสมอยา่ งย่งิ
เพราะคาประพนั ธป์ ระเภทลิลิตมักนยิ มใชพ้ รรณนาเรอ่ื งราวที่สงู ส่ง
สมพระเกียรติ
องค์ประกอบของเรื่อง
แก่นเรื่อง คือ การยอพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการทายุทธหัตถี มีชัยเหนือพะมหาอุปราชา
อีกทั้งยังมีพระปรีชาสามารถด้านการปกครองและพระราชจริยวัตร
อันกอปรด้วยธรรมของพระราชา
องค์ประกอบของเรื่อง
โครงเรื่อง ขอบเขตของเนื้อหาที่มุ่งนาเสนอการทายุทธหัตถีและ
มุ่งเน้นไปในแนวทางประวัติศาสตร์เรื่อง “ตะเลงพ่าย” คือ การดาเนิน
ความตามเค้าเรื่องพงศาวดาร ได้แก่ การทาสงคราม การต่อสู้แบบ
ยุทธหัตถี การจัดทัพและรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามตาราพิชัย
สงครามและโบราณราชประเพณที ุกอย่าง สาหรบั เน้ือหาทีเ่ ปน็ ส่วนเพิ่มเติม
ส่วนเสรมิ เรอ่ื ง คือ บทประพนั ธท์ ีเ่ ป็นลักษณะนริ าศ
ด้านวรรณศิลป์
การสรรคา
ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นวรรณคดีมรดกล้าค่าที่คนไทยควรศึกษา
เพ่อื ให้เกดิ ความภาคภูมิใจในวรี กรรมของนกั รบไทยและภมู ใิ จในภาษาไทยท่ี
กวีใช้ถา่ ยทอดเรอื่ งราวไดอ้ ย่างมีคณุ ค่าทางด้านวรรณศิลป์ ด้วยการเลือกใช้
ถอ้ ยคาไดอ้ ยา่ งไพเราะ ดงั นี้
ด้านวรรณศิลป์
การใช้คาท่เี หมาะแก่เนือ้ เรอ่ื งและฐานะของบุคคล กวีเลอื กใช้คาที่
แสดงฐานะของบุคคล ดังน้ี
เบ้อื งน้ันนฤนาถผู้ สยามินทร์
เบ่ยี งพระมาลาผิน ห่อนพอ้ ง
ศสั ตราวุธอรินทร์ ฤาถกู องคเ์ อย
เพราะพระหตั ถห์ ากปอ้ ง ปดั ด้วยขอทรง
ด้านวรรณศิลป์
จากโคลงบทน้ี กวเี ลอื กใชค้ าทมี่ ศี กั ดิ์คาสูง แสดงใหเ้ ห็นภาพเดน่ ชัดและไพเราะ เชน่
นฤนาถ หมายถึง กษัตรยิ ์
สยามินทร์ หมายถึง กษัตรยิ ์สยาม (กษตั ริย์อยุธยา)
พระมาลา หมายถึง หมวก
ศัตราวธุ อรนิ ทร์ หมายถงึ อาวธุ ของขา้ ศึก
องค์ หมายถึง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระหัตถ์ หมายถึง มอื
ขอทรง หมายถึง ขอสับสาหรับบงั คับช้างอยใู่ ตค้ อของชา้ ง
ด้านวรรณศิลป์
การใชค้ าโดยคานึงถงึ เสยี ง ความไพเราะของถอ้ ยคาหรอื ความงาม
ของถ้อยคาน้ัน พิจารณาทกี่ ารใช้สัมผสั การเลน่ คา เล่นความ การเลียน
เสียงธรรมชาติ เปน็ ตน้
ลิลติ ตะเลงพา่ ยมกี ารใชค้ าทม่ี เี สียงเสนาะ ดงั นี้
ด้านวรรณศิลป์
มกี ารใช้สมั ผสั สระและสมั ผัสพยัญชนะในคาประพันธ์ทุกบท
ทาให้เกดิ ความไพเราะ เช่น
“…..ถับถงึ โคกเผาเขา้ พอยามเช้ายงั สาย หมายประมาณโมงครบ ประทบทัพ
รามัญ ประทันทัพพม่า ขบั ทวยกลา้ เข้าแทง ขบั ทวยแขงเข้าฟัน สองฝ่ายยัน
ยืนยทุ ธ์ อุดอึงโหเ่ อาฤกษ์ เอกิ อึงเหเ่ อาชยั สาดปนื ไฟยะแย้ง แผลงปนื พษิ ยะ
ย่งุ พุ่งหอกใหญ่คะคว้าง ขว้างหอกซัดคะไขว่ ไล่คะคลกุ บกุ บัน เงื้อดาบฟนั
ฉะฉาด งาง้าวฟาดฉะฉับ…..”
ด้านวรรณศิลป์
สมั ผสั สระ ไดแ้ ก่ เขา้ – เชา้ สาย – หมาย ครบ – ทบ
รามญั – ทนั พม่า – กล้า แทง – แข็ง
ฟนั – ยัน ยทุ ธ์ – อุด ฤกษ์ – เอิก
ชยั – ไฟ แยง้ – แผลง ยุ่ง – พงุ่
คว้าง – ขว้าง ไขว่ – ไล่ บนั – ฟัน ฉาด – ฟาด
ด้านวรรณศิลป์
สมั ผสั พยัญชนะ ไดแ้ ก่ ถบั – ถึง โคก – เข้า ยาม – ยังหมาย
ประมาณ –โมง ประทบ – ทบั ประทนั – ทัพ
ขบั – เขา้ ทวย – แทง ขบั – แขง – เขา้
ยนั – ยนื – ยุทธ์ อุด – องึ – เอา เอิก – อึง – เอา
ยะ – แยง้ ยะ – ยุ่ง คะ – คว้าง
บุก– บนั ฉะ – ฉาด ง่า – งา้ ว ฉะ – ฉับ
ด้านวรรณศิลป์
มกี ารใช้สมั ผัสพยัญชนะเดยี วกันเกอื บท้งั วรรค เช่น
กรตระกองกอดแก้ว เรียมจักร้างรสแคลว้
คลาดเคลา้ คลาสมร
จาใจจรจาจากสร้อย อยู่แมอ่ ย่าละหอ้ ย
ห่อนชา้ คืนสม แมแ่ ล
ด้านวรรณศิลป์
วรรคท่ี ๑ ไดแ้ ก่ กร – กอง – กอด – แกว้
วรรคที่ ๒ ได้แก่ เรยี ม – รา้ ง – รส
วรรคที่ ๓ ไดแ้ ก่ คลาด – เคล้า – คลา
วรรคท่ี ๔ ได้แก่ อยู่ – อยาก
ด้านวรรณศิลป์
การเล่นคา เพื่อใหม้ คี วามลึกซ้ึงและเกิดอารมณก์ ระทบใจผู้อา่ น
โดยเน้นนัยของคาวา่ สายหยุด ว่าดอกสายหยดุ จะหยดุ ส่งกล่นิ หอมเมื่อลว่ ง
เข้าเวลาสายแตย่ ามสายน้นั กม็ ิอาจหยดุ ความรกั ความเสนห่ า ทม่ี ีตอ่ นางอัน
เปน็ ท่ีรักได้ เชน่
ด้านวรรณศิลป์
สายหยุดหยุดกลิ่นฟุง้ ยามสาย
สายบ่หยดุ เสน่หห์ าย ห่างเศรา้
กี่คืนกวี่ ันวาย วางเทวษ ราแม่
ถวลิ ทกุ ขวบคา่ เช้า หยุดไดฉ้ นั ใด
ด้านวรรณศิลป์
การเลยี นเสยี งธรรมชาติ เช่น
“….เจา้ พระยาไชยานุภาพ เจ้าพระยาปราบไตรจักร ตรับตระหนักสาเนยี ง
เสยี งฆอ้ งกลองปืนศึก อึกเอิกก้องกาหล เรง่ คารนเรยี กมัน ชนั หู ชหู าง
เลน่ แปรน้ แปรแ๋ ลคะไขว.่ ”
ด้านวรรณศิลป์
การใช้คาอัพภาส คือ การซ้าอกั ษรลงหนา้ คาศัพท์ ทาใหเ้ กิดความไพเราะ
เชน่
“…สาดปนื ไฟยะแยง้ แผลงปืนพษิ ยะย่งุ พุ่งหอกใหญค่ ะคว้าง ขว้างหอกซัด
คะไขวไ่ ลค่ ะคลุกบกุ บัน เงือ้ ดาบฟันฉะฉาด ง่าง้าวฝาดฉะฉบั …”
ด้านวรรณศิลป์
การใชโ้ วหาร กวีเลือกใชถ้ ้อยคาในการบรรยาย พรรณนาและเปรยี บเทยี บ
ได้อย่างเหมาะสมกบั เนอื้ เรื่อง ทาใหผ้ ้อู า่ นมองเห็นภาพชัดเจน
๑. การใชค้ าให้เกดิ จินตภาพ
๒. การใช้โวหารโดยการเปรียบเทียบ
๓. การใชถ้ ้อยคาสร้างอารมณ์และความรูส้ ึก
ด้านสังคม
สะทอ้ นให้เหน็ ธรรมชาตมิ นุษย์
พระเจ้าหงสาวดีตรัสประชดพระมหาอุปราชาว่า กษัตริย์กรุงศรี
อยุธยา มีพระโอรสที่กล้าหาญไม่ครั่นคร้ามจ่อการศึกสงครามแต่พระโอรส
ของพระองค์เป็นคนขลาด ทาให้พระมหาอุปราชาทรงอับอายและเกรงพระ
ราชอาญา จึงเกิดขัตติยมานะยอมกระทาตามพระราชประสงค์ของพระราช
บิดา
ด้านสังคม
สะท้อนเกี่ยวกบั ขนบธรรมเนยี มประเพณี ขนบธรรมเนียม
เมื่อพระมหาอุปราชาจะออกศึก พระเจ้าหงสาวดีทรงประสาทและให้โอวาท
การสร้างขวัญกาลังใจแก่ทหารและความเด็ดขาดในการรบ ความรู้เกี่ยวกับตาราพิชัย
สงคราม การจัดทัพ การตั้งทัพ ประเพณี และพิธีกรรมเกี่ยวกับสงคราม เช่น พิธี
โขลนทวารตัดไม้ข่มนาม เพื่อการสร้างขวัญกาลังใจแก่ทหาร ดังที่ปรากฏในบท
ประพนั ธท์ ี่กล่าวถึงพธิ โี ขลนทวารซงึ่ เป็นพิธบี ารุงขวญั ทหารก่อนออกศึกเหล่าทหารต่าง
ฮึกเหมิ และมีกาลังใจเพราะมีพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์และประพรมน้าพระพุทธมนต์
ให้
ด้านสังคม
สะท้อนข้อคิดเพื่อนาไปใชใ้ นการดาเนินชีวติ
ความรับผดิ ชอบตอ่ หนา้ ที่ ความเมตตา ความนอบน้อม การให้อภัย เป็นต้น
โดยสอดแทรกอยู่ในบทประพันธ์ ผู้อ่านจะสามารถซึมซับคุณธรรมเหล่านี้
ผ่านความงามของภาษา สามารถจรรโลงใจผู้อ่านได้ เช่น ตอนที่พระเจ้า
นันทบุเรง ทรงสอนการศึกสงครามแก่พระมหาอุปราชา ก็เป็นข้อคิดที่มี
คณุ คา่ ยงิ่ ตอ่ การดาเนินชวี ติ ทุกยุคสมยั
ลิลิตตะเลงพา่ ย
วรรณคดีเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย นับเป็นวรรณคดีชั้นสูง ที่ผู้อ่าน
จะตอ้ งมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคาศัพท์ยากบางคามาบ้างแล้ว นอกจากจะ
มีความไพเราะในด้านวรรณศิลป์อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ผู้อ่านยงจะได้
รับความรู้ด้านสังคมวัฒนธรรมอีกมาก แต่ผู้อ่านต้องอ่านอย่างตั้งใจ
มีการวิเคราะห์และหาความหมายศัพท์ยาก จึงจะสามารถตีความได้
อยา่ งชัดเจนและทาให้เกดิ ความซาบซง้ึ ในรสวรรณคดีมากยง่ิ ขึ้น