มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
จัดทำโดย
นางสาว วรศรัทธา นวลนก ม.๕/๔ เลขที่๓๒
ประวัติผู้แต่ง
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เกิดในช่วงปลายสมัยอยุธยา รับ
ราชการในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน กรุงธนบุรี โดยมี
บรรดาศักดิ์เป็นหลวงสรวิชิต ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระยา
พิพิฒนโกษา ก่อนจะเลื่อนมาเป็นเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดี
จตุสดมภ์กรมท่า ซึ่งนอกจากผลงานด้านราชการแล้ว
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยังมีผลงานด้านการประพันธ์
จำนวนมาก เช่น สามก๊ก (ฉบับแปล) ราชาธิราช บทมโหรีเรื่อง
กากี อิเหนาคำฉันท์ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร
และกัณฑ์มัทรี ฯลฯ
ลักษณะคำประพันธ์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี มีลักษณะคำประพันธ์เป็นแบบร่าย
ยาว โดยหนึ่งบทจะมีกี่วรรคก็ได้ ส่วนใหญ่จะนิยมแต่ง ๕ วรรคขึ้นไป
แต่ละวรรคมีจำนวนคำ ๖-๑๐ คำ และใช้คำสร้อย เช่น นั้นแล แล้วแล
ดังนี้ ฯลฯ ซึ่งคำสร้อยนี้จะมีก็ได้หรือไม่มีก็ได้
ฉันทลักษณ์ของร่ายยาว จะมีการบังคับเฉพาะคำสุดท้ายของวรรค
ก่อนหน้าจะสัมผัสกับคำที่ ๑ ถึงคำที่ ๕ ของวรรคถัดไป เช่น
“...จึ่งตรัสว่าโอ้โอ๋เวลาปานฉะนี้เอ่ยจะมิดึกดื่น จวนจะสิ้นคืนค่อนรุ่ง
ไปเสียแล้วหรือกระไรไม่รู้เลย พระพายรำเพยพัดมารี่เรื่อยอยู่เฉื่อย
ฉิว...”
จุดเด่นของร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก คือ การมีคาถาบาลีขึ้นต้น
เช่น
“...อิมาตา โปกฺขรณี รมฺมา เจ้าเคยมาประพาสสรงสนานในสระศรี
โบกขรณีตำแหน่งนอกพระอาวาส นางเสด็จลีลาสไปเที่ยวเวียนรอบ
จึ่งตรัสว่าน้ำเอ๋ยเคยเปี่ยมขอบเป็นไร…”
ความเป็นมาของมหาเวสสันดรชาดก
ความหมายของคำว่า ‘ชาดก’ ชาดกเกิดจากการสร้างคำแบบบาลี
สันสกฤต โดยคำว่า ชาดก มาจาก ชาตะ แปลว่า เกิด และ ก (อ่าน
ว่า กะ) แปลว่า ผู้, หมวด ดังนั้น ชาดก จึงหมายถึง ผู้ที่เกิดมาแล้ว
อย่างคำว่า ทศชาติชาดก ที่แปลว่า ผู้ที่เกิดมาแล้วสิบชาติ หรือ
พระพุ ทธเจ้านั่นเอง
ที่มาของ ‘มหาเวสสันดรชาดก’ มีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเสวยพ
ระชาติมาหลายชาติ ทั้งคนทั้งสัตว์เดรัจฉาน โดยแต่ละชาติ
พระองค์ได้บำเพ็ญบารมีแตกต่างกันออกไป ซึ่งมหาเวสสันดร
ชาดกเป็นชาติสุดท้ายก่อนจะประสูติมาเป็นพระพุ ทธเจ้าในชมพู
ทวีป(ชาติสุดท้ายก่อนพระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน) และมี
การบำเพ็ญบารมีด้วยการให้ทาน โดยบริจาคลูกและบริจาคเมีย
เป็นทาน (บุตรทารทาน) สำหรับที่มาที่ไปของมหาเวสสันดรชาดก
เริ่มต้นขึ้นเมื่อพระพุ ทธเจ้าเสด็จไปที่เมืองกบิลพัสดุ์
พร้อมกับพระอรหันต์สองรูป เพื่อจะไปเทศนาโปรดพระ
บิดาและพระญาติ แต่พระญาติเกิดอัตตา ไม่ยอมไหว้
พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงแสดงปาฏิหารย์ โดยการ
เหาะเหินเดินอากาศ ทำให้ฝุ่นใต้พระบาทาปลิวมาติดหัว
พระญาติ และมีฝนโบกขรพรรษตกลงมาสู่เบื้องล่าง ฝน
โบกขรพรรษเป็นฝนที่มีสีแดงใสบริสุทธิ์ราวกกับทับทิม
ถ้าต้องการเปียกฝนนั้น ฝนก็จะเปียกเนื้อตัวตามปกติ แต่
ถ้าไม่ต้องการเปียกฝน เม็ดฝนนั้นก็จะระเหยหายไปทันที
(ถ้ามีฝนแบบนี้ที่บ้านเรา คงหายห่วงเรื่องภัยแล้ง น้ำ
ท่วมแน่เลย แต่น่าเสียดายที่ฝนโบกขรพรรษเป็นฝนที่เกิด
ขึ้นกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุ ทธเจ้าเท่านั้น)
เมื่อเกิดฝนโบกขรพรรษขึ้น พระอรหันต์ที่ตามพระพุทธเจ้าไปจึง
ถามว่าฝนนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พระองค์จึงบอกว่า ฝนนี้เคยเกิดมา
แล้วในครั้งที่พระพุ ทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร
พระพุ ทธเจ้าเลยถือโอกาสนี้เล่าว่าพระองค์สามารถระลึกชาติได้
โดย 10 ชาติสุดท้ายหรือทศชาติ ได้แก่ เตมีย์ชาดก มหาชนกชาดก
สุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก มโหสถชาดก ภูริทัตชาดก จันท
ชาดก นารทชาดก วิทูรชาดก และเวสสันดรชาดก ซึ่งแต่ละชาติ
พระองค์ได้บำเพ็ญบารมีในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับชาติสุดท้าย คือ เวสสันดรชาดก ประกอบด้วย 13 กัณฑ์
แต่ละกัณฑ์จะมีผู้ประพันธ์แตกต่างกันออกไป โดยจุดประสงค์หลัก
ในการแต่งคือใช้สำหรับเทศนาให้กับพุ ทธศาสนิกชนหรือบุคคลที่
สนใจ ส่วนกัณฑ์ที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ประพันธ์ มี 2 กัณฑ์
ได้แก่ กัณฑ์กุมาร และกัณฑ์มัทรีซึ่งอยู่ในบทเรียนวิชาภาษาไทย
ม.5 ของเพื่อน ๆ นั่นเอง
ตัวละครในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
พระเวสสันดร พระเวสสันดรเป็นตัวละครหลักของร่าย
ยาวมหาเวสสันดรชาดก เป็นพระโอรสของ พระเจ้ากรุง
สัญชัยและพระนางผุสดีแห่งเมืองสีพี
พระนางมัทรี พระนางมัทรีเป็นพระราชธิดาของกษัต
ริย์มัทราช อภิเษกสมรสกับพระเวสสันดร
พระชาลี พระชาลีเป็นพระราชโอรสของพระเวสสันดรกับ
พระนางมัทรี
พระกัณหา พระกัณหาเป็นพระราชธิดาของพระ
เวสสันดรกับพระนางมัทรี และเป็นพระกนิษฐา (น้อง
สาว) ของพระชาลี
ชูชก ชูชกเกิดในตระกูลพราหมณ์แต่กลับเที่ยวขอทานผู้อื่นเพื่อ
เลี้ยงชีพ
ถอดคำประพันธ์ มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
คืนก่อนที่พระนางมัทรีจะออกจากอาศรมไปเก็บผลไม้ในป่า พระ
กุมารทั้งสองฝันร้าย ทำให้พระนางหวั่นวิตกนึกถึงลูกตลอดเวลา
จนน้ำตาอาบแก้มทั้งสองข้าง พลางสังเกตเห็นว่าต้นที่มีผลไม้กลับ
กลายเป็นดอกไม้ ส่วนต้นที่มีดอกไม้กลับกลายเป็นผลไม้ขึ้นแทน
ส่วนดอกไม้ที่เคยเก็บไปร้อยให้ลูกก็ถูกลมพัดปลิวร่วงลงมา เมื่อ
มองไปรอบทิศก็มืดมัวทุกหนแห่ง ท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีแดง
คล้ายกับลางบอกเหตุร้าย สายตาของพระนางก็เริ่มพร่ามัว ตัว
สั่นใจสั่น ของที่ถือก็หลุดจากมือ คานที่หาบไว้ก็ร่วงลงจากบ่าซึ่ง
เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยิ่งพระนางคิดเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์ใจ
มากขึ้นเท่านั้น
ด้วยความหวั่นใจเรื่องลูก พระนางจึงรีบเก็บผลไม้เพื่อจะได้รีบ
กลับไปหาลูกที่อาศรม แต่ระหว่างทางกลับเจอ สิงโต เสือเหลือง
และเสือโคร่ง ขวางทางไว้ นางกลัวจนใจสั่นร่ำไห้ คิดไปว่าเป็น
กรรมของตนเอง นางจะหนีไปทางไหนก็ไม่ได้เพราะถูกสัตว์ทั้งสาม
กั้นไว้ทุกทิศทางจนฟ้ามืด พระนางมัทรีไม่รู้จะทำอย่างไร
จึงยกมือไหว้อ้อนวอนขอให้สัตว์หิมพานต์ทั้งสามเปิดทางให้ตน โดย
กล่าวว่า พระนางคือพระนางมัทรีเป็นภรรยาของพระเวสสันดร
ตามมาอยู่ที่อาศรมในป่าด้วยความบริสุทธิ์ใจและกตัญญูต่อสามี นี่
ก็เวลาย่ำค่ำแล้วลูกคงหิวนม โปรดเปิดทางให้พระนางกลับไปที่
อาศรมแล้วตนจะแบ่งผลไม้ให้ จากนั้นไม่นานสัตว์หิมพานต์ทั้งสาม
จึงยอมเปิดทางให้ พระนางมัทรีก็รีบวิ่งกลับไปที่อาศรมด้วยแก้มที่
อาบน้ำตา
เมื่อถึงที่พักพระนางมัทรีก็ตกใจไม่เห็นลูกอยู่ในอาศรม ร้องเรียกหา
เท่าไรก็ไม่มีใครตอบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะออกมาหาแม่กันพร้อมหน้า
ทั้งกัณหาขอกินนม ส่วนชาลีจะขอกินผลไม้ พระนางมัทรีเสียใจมาก
พร่ำบอกว่าที่ผ่านมาก็ดูแลลูกอย่างดีแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม
หวังจะกลับมาพบลูกให้ชื่นใจ ก่อนหน้านี้ยังได้ยินเสียงลูกเล่นกันอยู่
แถวนี้ นั่นก็รอยเท้าชาลี นี่ก็ของเล่นกัณหา แต่เมื่อลูกหายไปอาศรม
กลับดูเงียบเหงาเศร้าหม่น นางจึงไปถามพระเวสสันดรว่าลูกหายไป
ไหน เหตุใดจึงปล่อยให้คลาดสายตา หากมีสัตว์ป่าจับไปจะทำ
อย่างไร แต่พระเวสสันดรกลับไม่ตอบอะไร ทำให้นางกลุ้มใจยิ่งไปว่า
เก่า
ด้วยความกลุ้มใจ ตัวก็ร้อน น้ำตาก็ไหล กระวนกระวายพลางบอก
ว่า ไม่เคยมีครั้งใดที่นางรู้สึกแค้นเคืองใจขนาดนี้ เพราะนางออกจาก
เมืองมาก็หวังว่าอย่างน้อยจะได้สุขใจเพราะอยู่พร้อมหน้ากับลูกและ
สามี แต่เมื่อลูกหายตัวไป ความหวังนั้นก็คล้ายจะดับสิ้น
พระนางมัทรีอ้อนวอนขอให้พระเวสสันดรตรัสกับนางบ้าง
เพราะการนั่งนิ่งเหมือนโกรธเคืองพระนางมัทรีนั้นยิ่งทำให้
ปวดใจราวกับมีคนเอาเหล็กรนไฟมาแทงที่หัวใจ หรือเป็น
คนไข้ที่หมอนำยาพิษมาให้ดื่ม อีกไม่กี่วันคงสิ้นชีวิตอย่าง
แน่นอน เมื่อพระเวสสันดรได้ยินพระนางมัทรีดังนั้น ก็คิดว่า
หากใช้ความหึงหวงคงเป็นวิธีคลายความโศกให้พระนางได้
จึงตรัสว่า ในป่าหิมพานต์แห่งนี้มีทั้งพระดาบสและนายพราน
จำนวนมาก เจ้าออกไปเก็บผลไม้ตั้งแต่เช้าจนย่ำค่ำ หากไปทำ
อะไรในป่าแห่งนี้ก็คงจะไม่มีใครรู้เห็น เหตุใดจึงทิ้งลูกหนีเข้าไป
ในป่านานถึงเพียงนี้ พอกลับมายังห่วงแต่ลูก ไม่ห่วงสามีแต่
อย่างใด หรือหากไม่นึกถึงสามีก็ไม่ควรหายเข้าไปในป่านาน
ถึงเพียงนี้ จะให้เราเข้าใจได้อย่างไร
เมื่อพระนางมัทรีได้ยินดังนั้น จึงกราบทูลว่า เหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ยิน
เสียงของราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง เพราะสัตว์ทั้งสามนี้ทำให้
ทำให้พระนางไม่สามารถกลับอาศรมได้ ทั้งยังเกิดเหตุร้ายหลาย
ประการขณะที่นางเข้าไปในป่า ทั้งของที่ถือก็หลุดจากมือ คานที่หาบไว้ก็
ร่วงลงจากบ่า ต้นไม้ที่เคยผลิดอกก็ออกผล ต้นไม้ที่เคยออกผลก็ผลิ
ดอกออกมา ชวนให้หวาดกลัวจนตัวสั่น อธิษฐานภาวนาให้ลูกและสามี
ปลอดภัย แล้วรีบกลับมายังอาศรมแต่ถูกสัตว์ร้ายทั้งสามตัวนอนขวาง
ทางเอาไว้ จึงต้องกราบอ้อนวอนสัตว์ทั้งสามให้เปิดทางให้จน
พระอาทิตย์ตกดินสัตว์ทั้งสามจึงหลีกทาง แล้วพระนางมัทรีก็รีบวิ่ง
กลับมายังอาศรมนี้ มิได้ไปทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรแต่อย่างใด ฝ่าย
พระเวสสันดรเมื่อฟังคำตอบของพระนามัทรีก็เอาแต่นิ่งเงียบทั้งคืน จน
กระทั่งรุ่งเช้า
ระหว่างนั้นพระนางมัทรีโศกเศร้าร่ำไห้ คร่ำครวญว่าตนปฏิบัติ
ต่อสามีดั่งศิษย์ปฏิบัติต่อครู ดูแลลูกทั้งสองแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้
ตอม ทั้งบดขมิ้นไว้ให้อาบน้ำ จัดหาอาหารมาให้มิได้ขาด แล้ว
อ้อนวอนให้สามีเรียกลูกมากินอาหารที่ตนหามา ถามว่าลูกอยู่
แห่งหนใดเหตุใดจึงยังไม่ยอมออกมา แต่ไม่ว่าจะร้องขออ้อนวอน
อย่างไรสามีก็นิ่งเฉยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา
พระนางจึงถวายบังคมลาออกไปตามหาลูกทั้งสองในป่าหิมพานต์ เมื่อออก
ตามหาจนทั่วแล้วไม่พบจึงกลับมาที่อาศรมพบว่าพระเวสสันดรยังคงนั่งนิ่ง
อยู่เหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด พระนางจึงตัดพ้อว่า เหตุใดพระเวสสันดรจึงยัง
นั่งนิ่งอยู่ไม่ลุกมาผ่าฝืน ตัดน้ำใส่บ่อ หรือก่อไฟไว้อย่างที่เคยทำเป็นประจำ
ทุกวัน พร้อมกับบอกว่าพระเวสสันดรนั้นเป็นที่รักของพระนางมัทรีอย่างยิ่ง
เมื่อกลับมาจากป่าเห็นพระพักตร์ของพระองค์และได้เห็นลูกทั้งสองวิ่งเล่น ก็
คลายความเหนื่อยล้าเป็นปลิดทิ้ง แต่วันนี้กลับกลายเป็นความทุกข์ร้อน เศร้า
โศก เพราะพระองค์ไม่ยอมตรัสสิ่งใดกับพระนาง แม้พระนางมัทรีจะได้ออก
ตามหาพระกัณหาและพระชาลีไปทั่วป่า ทั้งราตรี แล้วกลับมาหาพระ
เวสสันดรอย่างไรพระองค์ก็ไม่ยอมตรัสสิ่งใดอยู่เช่นเดิม นางมัทรีสะอื้นไห้จน
หมดสติล้มลงกับพื้น
พระเวสสันดรบรรพชาเป็นดาบสมากว่า 7 เดือน ไม่เคยได้แตะต้องตัวพระ
นางมัทรี แต่วันนี้ด้วยความเศร้าโศกและตระหนกตกใจเกรงว่าพระนางจะ
เป็นอะไรไป พระเวสสันดรจึงเข้าไปตรวจชีพจรดูแลนางจนได้สติตื่นฟื้นขึ้น
มา ฝ่ายพระนางมัทรีเมื่อฟื้นขึ้นมาก็ทูลถามอีกครั้งว่าลูกทั้งสองอยู่แห่ง
หนใด กลับมาแล้วหรือไม่ พระเวสสันดรจึงตอบว่าตนได้ยกพระกัณหากับ
พระชาลีให้กับชูชกไปแล้ว แต่พระองค์มิได้บอกกับพระนางมัทรีตั้งแต่ต้น
เกรงว่าพระนางจะเศร้าโศกเสียใจ เมื่อได้รู้ความจริงแล้ว พระนางมัทรีจึง
คลายความทุกข์ เศร้าลงแล้วอนุโมทนาบุญกับบุตรทานที่พระเวสสันดรได้
ปฏิบัติในครั้งนี้