The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา การโปรแกรมคอมพิวเตอร์เชิงโครงสร้าง 1-2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patsarit3089, 2022-05-25 01:13:06

วิชา การโปรแกรมคอมพิวเตอร์เชิงโครงสร้าง 1-2565

วิชา การโปรแกรมคอมพิวเตอร์เชิงโครงสร้าง 1-2565

การทำซำ้ ท่ีตรวจสอบเงื่อนไขกอ่ นทำ

รูปแบบนกี้ ่อนทจี่ ะเข้าไปทำตามคำที่อยู่ในลปู (Loop) คือคำส่ัง A และ B (ต้องเข้าใจว่าคำส่ังท่ีอยู่
ในลูปจะมีก่ีคำสั่งก็ได้) โปรแกรมจะทำการตรวจสอบเง่ือนไขก่อน ถ้าผลลัพธ์เป็นจริง ก็จะเข้าไปทำคำสั่งใน
ลูป แล้ววนข้ึนมาตรวจสอบเง่ือนไขใหม่ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้ารอบใดที่พบว่าเงื่อนไขเป็นเท็จก็จะจบการ
ทำซ้ำ มาทำตามคำสง่ั C

การทำซำ้ ทที่ ำก่อน 1 รอบแล้วจึงตรวจสอบเงอ่ื นไข

รูปแบบนี้โปรแกรมจะเข้าไปทำงานในลูปก่อน 1 คร้ัง แล้วจึงตรวจสอบเง่ือนไข ถ้าผลลัพธ์เป็นจริง
ก็จะวนกลับขึ้นไปทำสั่งในลูปอีกคร้ัง แล้วจึงตรวจสอบเง่ือนไขใหม่ เป็นอย่างนี้ไปเร่ือยๆ ถ้ารอบใดที่พบว่า
เงอื่ นไขเป็นเท็จก็จะจบการทำซำ้ มาทำตามคำส่งั C

จริงๆ แล้วการเขียนโปรแกรมถ้าผู้เขียนโปรแกรมมีความเข้าใจเก่ียวกับการทำซ้ำแล้วก็สามารถ
เลือกใช้รูปแบบใดรูปแบบหน่ึงไปใช้แกป้ ัญหาได้อยูแ่ ล้ว นักเรยี นจึงไม่ต้องกงั วลว่าจะต้องใช้ครบทุกรูปแบบ
ของการทำซำ้

ตวั อย่างผงั งานต่อไปน้ี จะเป็นตวั อยา่ งเชิงโปรแกรมมากขึน้ ซึ่งจะเป็นการทำซ้ำโดยใหแ้ สดงตัวเลข
ต้งั แต่ 1 ถงึ 10 ออกทางจอภาพ ดังแผนภาพต่อไปน้ี

แผนการจัดการเรยี นรู้มุง่ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 5

ชอ่ื หนว่ ย โปรแกรมแบบวนรอบทำซ้ำ สอนครง้ั ท่ี 6-7
ชั่วโมงเรยี น 10

จำนวนช่ัวโมง 5

5.1 การนำเข้าสู่บทเรียน

5.1.1 ผู้สอนจัดเตรยี มเอกสาร พรอ้ มกับแนะนำหน่วยเรียน วธิ กี ารใหค้ ะแนนและวธิ ีการเรยี น
5.1.2 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหน่วยเรียน และขอให้ผู้เรียนร่วมกันทำกิจกรรมการเรียน
การสอน
5.1.6 ผสู้ อนให้ผู้เรียนแสดงความรู้ โดยตงั้ คำถามว่า เก่ยี วกบั หน่วยท่ีเรียน

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1 ผสู้ อนทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยการเรียน โดยการถาม – ตอบ
5.2.2 ผู้สอนอธิบายเนื้อหาเก่ียวกับบทเรยี น
5.2.6 ผู้สอนและผู้เรียนรว่ มกันอธบิ ายพร้อมยกตวั อย่างไดศ้ กึ ษาจากบทเรยี น

5.3 การสรปุ

5.3.1 อธิบายเพิม่ เติมและสรุปเนอื้ หาในหนว่ ยการเรียนรู้
5.3.2 ให้ผู้เรยี นทำกิจกรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ
5.3.3 ใหผ้ เู้ รียนทำแบบทดสอบเพือ่ ประเมนิ ผลหลังการเรยี นรู้
5.3.4 มอบหมายให้ผู้เรียน ไปทบทวนบทเรียน และเตรียมอ่านหนงั สอื เพื่อเตรียมพร้อมในการเรียน
ครัง้ ตอ่ ไป

5.4 การวดั และประเมนิ ผล

5.4.1 ทดสอบความรู้กอ่ นการเรียนรู้
5.4.2 สังเกตพฤตกิ รรมการเรยี น
5.4.3 ประเมนิ จากการนำเสนอผลงาน
5.4.4 ทดสอบความร้คู วามเขา้ ใจท้ายหน่วยการเรยี นรู้

แผนการจดั การเรียนร้มู ุง่ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 5
สอนครงั้ ที่ 6-7
ช่อื หนว่ ย โปรแกรมแบบวนรอบทำซ้ำ ชวั่ โมงเรยี น 10
จำนวนชั่วโมง 5
6. สอื่ การเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สอื่ ส่ิงพมิ พ์

6.1.1 หนังสอื เรยี น

6.2 สอ่ื โสตทศั น์ (ถ้ามี)

6.2.1 PowerPoint

6.3 ห่นุ จำลองหรอื ของจรงิ (ถ้ามี)

……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

6.4 อ่ืน ๆ (ถ้ามี)

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)

2.3 ใบความร้แู ละใบงานประจำหนว่ ยการเรยี นรู้

8. การบรู ณาการ/ความสัมพนั ธ์กับวิชาอื่น

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรยี นรู้มงุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 5
สอนครง้ั ที่ 6-7
ช่ือหนว่ ย โปรแกรมแบบวนรอบทำซ้ำ ชัว่ โมงเรียน 10
จำนวนชัว่ โมง 5
9. การวดั และประเมนิ ผล
9.1 ก่อนเรยี น

9.1.1 ทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนประจำหน่วยการเรียนรู้
9.1.2 แจง้ หวั ข้อการเรยี นการสอนประจำหนว่ ยการเรยี นรู้

9.2 ขณะเรียน

9.2.1 อธบิ ายเนื้อหาประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.2.2 ถาม-ตอบ เน้อื หาประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.2.3 สรุปเนื้อหาประจำหน่วยการเรียนรู้

9.3 หลงั เรียน

9.3.1 ทำแบบทดสอบหลงั การเรยี นรปู้ ระจำหน่วยการเรียนรู้
9.3.2 ทำใบงาน ประจำหน่วยการเรยี นรู้
9.3.3 เฉลยใบงานประจำหน่วยการเรยี นรู้

แผนการจดั การเรยี นรู้ม่งุ เนน้ สมรรถนะ หน่วยท่ี 5

ชื่อหน่วย โปรแกรมแบบวนรอบทำซ้ำ สอนครัง้ ท่ี 6-7
ช่วั โมงเรยี น 10

จำนวนชวั่ โมง 5

10. บนั ทกึ หลังการสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรียนรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

10.2 ผลการเรยี นรขู้ องนักเรียน นกั ศกึ ษา

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจดั การเรียนร้มู ุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 6

ชื่อหนว่ ย การสร้างฟังก์ช่ันในภาษาซี สอนครั้งที่ 9-10
ชั่วโมงเรียน 10

จำนวนชว่ั โมง 5

1. สาระสำคญั

การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรน์ ้ันสามารถสร้างคำใหมข่ ึน้ มาได้ และสามารถเรียกใช้ไดเ้ ม่ือต้องการ
โดยคำใหม่ที่สร้างขึ้นจะประกอบด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ รวมกันอยู่ ถ้าหากคำใหม่ท่ีสร้างขึ้นน้ีไม่มีการคืนค่า
ออกมา การทำงานจะทำงานเป็นโปรแกรมย่อย ถ้ามีการคืนค่ากลับออกมาจะทำงานเป็นฟังก์ช่ัน ถ้าหาก
ผู้เขียนโปรแกรมทำความเข้าใจวิธีการสร้างคำใหม่หรือการสร้างฟั งก์ช่ันนี้จะทำให้โปรแกรมทำงานได้มี
ประสิทธภิ าพยิ่งขน้ึ

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย

2.1 แสดงความรเู้ กีย่ วกบั การสร้างฟังกช์ ัน่ ในภาษาซี

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

3.1 ด้านความรู้
1. การสรา้ งฟงั กช์ นั่
2. โปรโตไทป์
3. ตวั แปรทวั่ ไปและตวั แปรเฉพาะที่
4. ฟงั ก์ช่นั ประเภทตา่ งๆ
5. ฟงั ก์ชน่ั มาตรฐาน

3.2 ด้านทกั ษะ
1. ผ้เู รียนมคี วามเข้าใจเก่ียวกบั ความหมายของฟงั กช์ ่ัน
2. ผู้เรยี นสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการสรา้ งโปรแกรมย่อย
3. ผู้เรียนสามารถเขา้ ใจเกี่ยวกับตัวแปรแบบโลคอลและโกลบอล
4. ผู้เรยี นสามารถใช้ฟงั ก์ชนั่ ในภาษาซี
5. ผเู้ รียนสามารถใช้ฟังกช์ ัน่ มาตรฐาน

3.3 คณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ่ ประสงค์
1. ความมวี ินยั
2. ความสนใจใฝ่รู้
3. ความซอื่ สตั ย์สุจริต
4. ความมคี ุณธรรม/จริยธรรม
5. ความรับผิดชอบ

แผนการจัดการเรียนรมู้ ุง่ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 6

ชอื่ หนว่ ย การสรา้ งฟังก์ช่ันในภาษาซี สอนคร้งั ที่ 9-10
ชว่ั โมงเรยี น 10

จำนวนช่วั โมง 5

4. เนอ้ื หาสาระการเรยี นรู้

ฟงั กช์ ันในภาษา C
สำหรบั เน้ือหาในบทนจ้ี ะกล่าวถงึ ฟงั กช์ นั ในภาษา C โดยจะประกอบไปดว้ ยเน้อื หาหลกั ๆ คอื

เรอ่ื งทหี่ นง่ึ ฟงั ก์ชนั มาตรฐาน เป็นฟงั ก์ชนั ทบ่ี รษิ ทั ทผ่ี ลิตภาษา C ได้เขยี นขน้ึ และเก็บไวใ้ น header file
ภาษา C คือเกบ็ ไวใ้ นแฟม้ ท่มี ีนามสกุล *.h ต่าง ๆ ส่วนเร่อื งทสี่ อง เป็นฟงั ก์ชนั ทเี่ ขียนขนึ้ หรือเรยี กอีกอย่างว่า
โปรแกรมย่อย ทีผ่ ู้เขียนโปรแกรมเขยี นข้ึนมาใช้งานอย่างใดอยา่ งหน่งึ ตามความต้องการของงานนนั้ ๆ โดย
รายละเอยี ดของแต่ละฟังก์ชนั มีดังตอ่ ไปนี้

ฟังก์ชันมาตรฐาน (standard functions)
เป็นฟังก์ชนั ที่บรษิ ทั ท่ผี ลิตภาษา C ไดเ้ ขียนขนึ้ และเก็บไว้ใน header file ภาษา C คือเกบ็ ไวใ้ นแฟม้ ทมี่ ี
นามสกลุ *.h ตา่ ง ๆ เมอ่ื ตอ้ งการใช้ฟงั กช์ ันใด จะต้องรู้ว่าฟงั กช์ ันนัน้ อยู่ใน header file ใดจากนน้ั จงึ คอ่ ยใช้
คำสง่ั #include<header file.h> เข้ามาในสว่ นตอนตน้ ของโปรแกรม จงึ จะสามารถใช้ฟังกช์ ันทต่ี ้องการได้
ซึ่งฟงั กช์ นั มาตรฐานเป็นฟังกช์ ันท่ีบรษิ ัทผ้ผู ลติ C compiler เขยี นขึ้นเพอื่ ให้ผู้ใช้นำไปช่วยในการเขียน
โปรแกรมทำให้การเขียนโปรแกรมสะดวกและง่ายข้นึ บางครัง้ เราอาจจะเรียกฟังกช์ นั มาตรฐานว่า ”ไลบรารี
ฟังก์ชนั ” (library functions)

แสดงตัวอยา่ งฟังก์ชันมาตรฐาน เช่น ฟังกช์ นั pow(x,y) คือ ฟงั กช์ ันทใ่ี ช้หาค่ายกกำลังของ xy
โดยทต่ี ัวแปร x และตัวแปร y มีชนดิ เปน็ double ซง่ึ ฟงั กช์ นั pow(x,y) จะถกู เกบ็ ไว้ใน header file ทช่ี ื่อ
วา่ math.h ดงั น้ันจงึ ตอ้ งใช้คำสัง่ #include<math.h> แทรกอยูใ่ นสว่ นตอนต้นของโปรแกรมเหนือฟงั กช์ ัน
main( ) จึงจะสามารถเรียกใชฟ้ ังกช์ ัน pow(x,y) มาใชง้ านภายในโปรแกรมนี้ได้ สำหรับฟงั ก์ชันมาตรฐานท่ี
จะกลา่ วถึงในหวั ข้อนจ้ี ะกลา่ ว เฉพาะฟังก์ชนั มาตรฐานท่ีจำเปน็ และเรียกใชง้ านบ่อย ๆ เทา่ นั้น ซ่ึงมี
ดังต่อไปน้ี

ฟังกช์ ันทางคณิตศาสตร์ (mathematic functions)
เปน็ ฟังกช์ นั ทใ่ี ชส้ ำหรบั การคำนวณทางคณิตศาสตร์ และก่อนท่ีจะใช้ฟังก์ชนั ประเภทนี้ จะตอ้ งใชค้ ำส่งั
#include <math.h> แทรกอย่ตู อนตน้ ของโปรแกรม และตัวแปรที่จะใช้ฟงั กช์ ันประเภทน้จี ะต้องมชี นิด
(type) เปน็ double เนอ่ื งจากผลลพั ธท์ ีไ่ ดจ้ ากฟังก์ชันประเภทนี้จะได้ค่าสง่ กลับของขอ้ มูลเปน็ double
เช่นกนั

ฟังกช์ ันทางคณิตศาสตรท์ ี่ควรทราบ มดี ังนี้
acos(x) asin(x) atan(x)
sin(x) cos(x) tan(x)
sqrt(x) exp(x) pow(x,y)
log(x) log10(x) ceil(x)
floor(x) fabs(x)

1) ฟังกช์ ัน acos(x)
เป็นฟังกช์ ันทใี่ ชค้ ำนวณหาคา่ arc cosine ของ x โดยที่ x เป็นค่ามุมในหน่วยเรเดียน (radian)
รปู แบบ
acos(x);

2) ฟงั กช์ ัน asin(x)
เปน็ ฟงั ก์ชนั ที่ใชค้ ำนวณหาค่า arc sine ของ x โดยที่ x เป็นคา่ มุมในหน่วยเรเดียน
รปู แบบ
asin(x);

3) ฟังก์ชนั atan(x)
เป็นฟงั กช์ นั ท่ใี ช้คำนวณหาค่า arc tan ของ x โดยท่ี x เปน็ คา่ มมุ ในหน่วย
เรเดียน
รูปแบบ
atan(x);

4) ฟงั ก์ชัน sin(x)
เป็นฟังก์ชนั ทใ่ี ชค้ ำนวณหาคา่ sine ของ x โดยที่ x เปน็ ค่ามุมในหนว่ ยเรเดยี น
รปู แบบ
sin(x);

5) ฟังกช์ นั cos(x)
เปน็ ฟงั ก์ชันที่ใชค้ ำนวณหาค่า cosine ของ x โดยที่ x เปน็ ค่ามมุ ในหน่วย
เรเดยี น
รปู แบบ
cos(x);

6) ฟงั กช์ นั tan(x)
เป็นฟงั กช์ ันท่ีใช้คำนวณหาค่า tan ของ x โดยท่ี x เปน็ ค่ามุมในหน่วยเรเดียน
รปู แบบ
tan(x);

แผนการจดั การเรียนรมู้ ่งุ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 6

ชอ่ื หนว่ ย การสร้างฟังก์ชัน่ ในภาษาซี สอนครั้งท่ี 9-10
ชวั่ โมงเรยี น 10

จำนวนช่วั โมง 5

5.1 การนำเข้าสบู่ ทเรียน

5.1.1 ผู้สอนจัดเตรยี มเอกสาร พรอ้ มกับแนะนำหน่วยเรยี น วธิ กี ารให้คะแนนและวธิ ีการเรียน
5.1.2 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหนว่ ยเรียน และขอให้ผู้เรียนร่วมกันทำกิจกรรมการเรียน
การสอน
5.1.7 ผู้สอนให้ผเู้ รยี นแสดงความรู้ โดยตง้ั คำถามวา่ เกย่ี วกบั หน่วยท่เี รียน

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1 ผสู้ อนทดสอบความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกบั หน่วยการเรียน โดยการถาม – ตอบ
5.2.2 ผู้สอนอธบิ ายเนอ้ื หาเก่ียวกับบทเรยี น
5.2.7 ผสู้ อนและผูเ้ รียนร่วมกันอธิบายพรอ้ มยกตวั อย่างได้ศึกษาจากบทเรยี น

5.3 การสรุป

5.3.1 อธบิ ายเพ่ิมเติมและสรุปเนื้อหาในหนว่ ยการเรียนรู้
5.3.2 ใหผ้ ู้เรียนทำกิจกรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ
5.3.3 ใหผ้ ้เู รียนทำแบบทดสอบเพ่อื ประเมินผลหลังการเรยี นรู้
5.3.4 มอบหมายให้ผู้เรียน ไปทบทวนบทเรียน และเตรียมอ่านหนงั สอื เพื่อเตรียมพรอ้ มในการเรียน
ครง้ั ตอ่ ไป

5.4 การวดั และประเมินผล

5.4.1 ทดสอบความรู้กอ่ นการเรียนรู้
5.4.2 สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น
5.4.3 ประเมนิ จากการนำเสนอผลงาน
5.4.4 ทดสอบความรคู้ วามเขา้ ใจทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้

แผนการจดั การเรียนร้มู ุ่งเนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 6
สอนครง้ั ที่ 9-10
ชอ่ื หนว่ ย การสร้างฟงั ก์ช่นั ในภาษาซี ชัว่ โมงเรยี น 10
จำนวนช่วั โมง 5
6. ส่อื การเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สอื่ สิ่งพิมพ์

6.1.1 หนงั สอื เรยี น

6.2 สื่อโสตทศั น์ (ถ้ามี)

6.2.1 PowerPoint

6.3 ห่นุ จำลองหรือของจริง (ถ้ามี)

……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

6.4 อ่นื ๆ (ถ้ามี)

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

7. เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)

2.4 ใบความรูแ้ ละใบงานประจำหน่วยการเรียนรู้

8. การบูรณาการ/ความสัมพนั ธ์กับวิชาอ่นื

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรยี นร้มู ุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 6
สอนคร้ังที่ 9-10
ช่ือหนว่ ย การสร้างฟังก์ช่ันในภาษาซี ชวั่ โมงเรียน 10
จำนวนชวั่ โมง 5
9. การวัดและประเมินผล
9.1 ก่อนเรยี น

9.1.1 ทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.1.2 แจง้ หวั ข้อการเรียนการสอนประจำหน่วยการเรียนรู้

9.2 ขณะเรียน

9.2.1 อธบิ ายเนื้อหาประจำหนว่ ยการเรยี นรู้
9.2.2 ถาม-ตอบ เนอ้ื หาประจำหนว่ ยการเรยี นรู้
9.2.3 สรปุ เนื้อหาประจำหน่วยการเรียนรู้

9.3 หลังเรียน

9.3.1 ทำแบบทดสอบหลงั การเรยี นรปู้ ระจำหน่วยการเรียนรู้
9.3.2 ทำใบงาน ประจำหนว่ ยการเรยี นรู้
9.3.3 เฉลยใบงานประจำหนว่ ยการเรียนรู้

แผนการจัดการเรยี นรู้มงุ่ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 6

ชอ่ื หนว่ ย การสร้างฟังก์ชน่ั ในภาษาซี สอนคร้งั ท่ี 9-10
ช่วั โมงเรยี น 10

จำนวนชั่วโมง 5

10. บันทึกหลังการสอน
10.1 ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรยี นรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

10.2 ผลการเรียนรู้ของนกั เรยี น นักศึกษา

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

10.3 แนวทางการพฒั นาคุณภาพการเรยี นรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรยี นรมู้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 7

ชื่อหน่วย ตวั แปรชนิดอารเ์ รยแ์ ละสตริง สอนครง้ั ที่ 11-12
ช่วั โมงเรียน 10

จำนวนชว่ั โมง 5

1. สาระสำคัญ

ตัวแปรประเภทหน่ึงท่ีใช้ช่ือตัวแปรชื่อเดียวแต่สามารถเก็บข้อมูลเป็นกลุ่มได้ เรียกว่า ตัวแปรแบบ
อาร์เรย์ ถ้าหากประกาศตัวแปรประเภทน้ีข้ึนมาผู้ใช้สามารถเก็บข้อมูลหลายๆ ค่าติดๆ กันได้ และสามารถ
เรียกขอ้ มูลแตล่ ะคา่ ข้ึนมาได้ ตวั แปรแบบอาร์เรยน์ ี้มีทั้งแบบหนึ่งมติ ิและหลายมิติ สำหรับตัวแปรแบบสตรงิ ก็
คือตัวแปรท่นี ำตัวอกั ขระมาต่อกันเป็นอาร์เรย์ประเภทหนึง่

2. สมรรถนะประจำหน่วย

2.1 แสดงความรูเ้ กยี่ วกบั ตัวแปรชนดิ อารเ์ รย์ และสตริง

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้
1. ขอ้ มลู ชนิดอาร์เรย์
2. ตัวแปรอารเ์ รย์ 1 มิติ
3. ตัวแปรอาร์เรย์ 2 มิติ
4. ขอ้ มูลชนดิ สตริง

3.2 ด้านทกั ษะ
1. ผ้เู รียนเข้าใจเกีย่ วกับความหมายของตัวแปรอารเ์ รย์
2. ผู้เรียนเขา้ ใจเก่ียวกับการใชง้ านตัวแปรอารเ์ รย์
3. ผู้เรียนเขา้ ใจเกีย่ วกับการประมวลผลสตรงิ
4. ผ้เู รียนมีความรู้ความสามารถในการใช้ฟงั ก์ชั่นทก่ี ระทำกบั สตรงิ

3.3 คุณลักษณะที่พึ่งประสงค์
1. ความมวี ินัย
2. ความสนใจใฝ่รู้
3. ความซือ่ สตั ย์สุจรติ
4. ความมีคุณธรรม/จรยิ ธรรม
5. ความรับผิดชอบ

แผนการจัดการเรียนรมู้ งุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 7

ชื่อหน่วย ตัวแปรชนดิ อารเ์ รยแ์ ละสตริง สอนคร้งั ท่ี 11-12
ชว่ั โมงเรยี น 10

จำนวนชัว่ โมง 5

4. เน้อื หาสาระการเรียนรู้

ขอ้ มูลชนดิ อาร์เรยแ์ ละสตริง

array คือกลุ่มของข้อมูลที่เรียงลำดับกัน มีจำนวนแน่นอนซ่ึงข้อมูลจะเป็นประเภทเดียวกัน
ข้อมูลแต่ละตัวของอาร์เรย์ จะเรียกว่า อีลีเมนต์(Element) และข้อมูลแต่ละอีลีเมนต์จะมีหมายเลข
เพื่อใช้ในการอ้างอิงถึงเรียกตัวเลขน้ี ว่า เลขดัชนี (Index) จะเป็นตัวแปรท่ีช่ือ เหมือนกัน แต่จะ
แตกตา่ งกนั ตรงหมายเลข

ตัวแปรarray 1 มิติ
การใช้ตัวแปร array มรี ูปแบบดงั นี้
ประเภทตวั แปร ช่อื ตวั แปรarray[จำนวนสมาชกิ ของ array];

เช่น
int Score[4];
ในที่น้ีมคี วามหมายว่า เปน็ การประกาศตัวแปร array ช่อื Score มจี ำนวน 4 รายการ โดยมีรายการ
ที่
Score[0]
Score[1]
Score[2]
Score[3]
Score[0] Score[1] Score[2] Score[3]
int int int int

รายการของ array จะเร่ิมที่ 0 ไม่ได้เริ่มท่ี 1 ถ้าเราประกาศตัวแปร array เช่น int i[3] ก็จะมี
รายการท่ี 0 ถึง 2 จะไมม่ หี มายเลข อินเดก็ ซ์ 3

ตัวแปรอารเ์ รย์หลายตวั
การประกาศอาร์เรย์หลายตัวทำไดด้ ังนี้
int [] abc , xyz;
abc = new int[500];
xyz = new int[10];
หรือเขียนรวมกันได้ดังนี้
int[] abc = new int [500], xyz = new int[10];
***ขอ้ ควรระวัง***
int [] a , b ; a และ b เปน็ Array
int a[], b ; a เป็น Array b ไม่เปน็ Array

การกำหนดค่าเรม่ิ ต้นใหก้ ับอารเ์ รย์ 1 มติ ิ
สามารถกำหนดค่าเร่ิมตน้ ใหก้ ับ array ได้ตง้ั แต่ตอนประกาศตัวแปร

ค่าที่ก ำหน ดต้องอยู่ใน เครื่องหมาย { } และถ้ามีมากก ว่า 1 ค่า ต้องแยก จาก กัน ด้วย
เครือ่ งหมาย ,(comma)
เชน่ int a[5] = {10,20,30,40,50 } ;

ถา้ ในตอนประกาศตัวแปรอาร์เรยไ์ มก่ ำหนดค่าเริม่ ต้นให้กบั มันแล้ว ค่าท่ีอยู่ในตวั แปรจะเป็น
ค่าทคี่ ้างอย่ใู นหน่วยความจำชว่ งที่เราจองไว้เป็นอารเ์ รย์น้นั

ถ้ากำหนดค่าเริ่มต้นต้ังแต่ตอนประกาศตัวแปรแต่กำหนดไม่ครบ ในกรณีที่เป็นอาร์เรย์แบบ
ตัวเลขทัง้ จำนวนเต็มและจำนวนจรงิ คา่ ที่เหลือจะถกู กำหนดเป็น 0 โดยอตั โนมตั ิ

เชน่ float price[5] = {50.5,2.25,10.0} ;

บางครงั้ ถ้ากำหนดค่าเร่มิ ตน้ ใหแ้ กอ่ ารเ์ รยเ์ ลย เราไม่จำเป็นต้องใสข่ นาดของอารเ์ รยก์ ็ได้
เช่น float a[ ] = {1,2,3,4,5} ;
ความหมายคือ เป็นการกำหนดตัวแปรอารเ์ รยข์ องจำนวนจรงิ แบบ float ขนาด 5 ช่อง
***เราไม่สามารถประกาศตัวแปรอาร์เรย์โดยไม่ใส่ขนาดของอาร์เรย์ได้ ยกเว้นมีการกำหนดค่า
เรมิ่ ต้นใหก้ ับมันต้ังแต่แรก***
การประมวลผลอารเ์ รย์

Element ของอาร์เรย์ ลำดับแรกจะเป็น 0 เสมอ ลำดับของ Element ของอาร์เรย์โดย
ส่วนมากจะเป็นค่าตัวเลขจำนวนเต็ม ตวั อยา่ งเช่น ใช้อารเ์ รย์ scores เราจะเขา้ ถึง Element แรกได้
ดงั นี้
scores[0]
และถา้ ตอ้ งการจะประมวลผล Element ทง้ั หมด ก็สามารถใชล้ ปู เขา้ มาชว่ ยได้ดงั ตัวอยา่ งด้านล่างน้ี
for (i=0;<9;i++)
scores[i]…;

อารเ์ รย์กบั การผ่านคา่
การส่ง Array เข้าไปใน Method จะเป็น การส่งตำแหน่งของ Array ( Reference ) เข้าไป
ให้กับ Parameter ของ Method

อาร์เรย์ของออบเจก็ ต์
อาร์เรย์สามารถเก็บ reference ของ Object ได้ โดยกำหนดให้อาเรย์ เป็น Class น้ันๆ ในตอน
ประกาศอาเรย์ มรี ูปแบบดังนี้
className [] arrayName = new className[size];
เชน่ Student [ ] studentList = new Student[10];
Student [ ] studentList = new Student[3];
studentList[0] = new Student();
studentList[1] = new Student();

studentList[2] = new Student();

อาร์เรย์ 2 มิติ
• อาร์เรย์ 2 มติ ิ เป็นตัวแปรชุดที่มีการจัดการข้อมูล Row (แถว) , Column (หลกั ) ซง่ึ อยู่ในรูปแบบ
ตาราง ทีม่ ีแสดงตำแหน่ง 2 ตัว
• อารเ์ รย์ 2 มิติ คอื array of array กลา่ วคอื array 2 มติ ิ เปน็ array ของ array 1 มติ ิ นั่นเอง

# การประกาศตวั แปรอารเ์ รย์ 2 มิติ
• แบบที่ 1 แบบระบุขนาดไม่กำหนดค่าเร่มิ ตน้

data_type array_name[row_size][column_size];
• ตวั อย่าง

int score[2][10];
char id[2][10];
**สร้างตวั แปรท่ีมี 2 แถว 10 หลกั สำหรับเกบ็ ตวั เลขจำนวนเต็ม**
# การกำหนดคา่ เร่ิมต้นใหก้ บั อารเ์ รย์ 2 มิติ
ตัวอย่างรูปแบบท่ี 1 int num[2][3] = {11,12,13,21,22,23};
ตัวอยา่ งรูปแบบที่ 2 int num[2][3] = {{11,12,13},{21,22,23}};
ตวั อย่างรูปแบบที่ 3 int num[3][3] = {{11,12,13},{21,22,23}};
โดยทก่ี ารประกาศตัวแปรทั้ง 3 รูปแบบใหผ้ ลลพั ธเ์ หมือนกนั คือ

** ข้อสงั เกต **
อาร์เรย์ขนาด 2 มิติข้ึนไป จะไม่ระบุขนาดได้เฉพาะมิติท่ี 1 เท่าน้ัน ส่วนมิติอื่นๆ ต้องมีการระบุ

ขนาดดว้ ยทกุ คร้ัง
คลาส ArrayList

ArrayList เป็นคลาสท่ีรวบรวมคำสั่งพิเศษท่ีชว่ ยสั่งงานอาร์เรย์ ต่างจาก array ปกตทิ ่ีจะเป็น
การกำหนดขนาดของตวั แปรอาร์เรย์คงที่ แต่ ArrayList จะสามารถแกไ้ ขขนาดได้ เวลาใส่ข้อมลู เข้า
ไปก็ไม่ตอ้ งกำหนดขนาดเฉพาะไวก้ อ่ น
*** การเรียกใชง้ านต้อง import เข้ามา ***
import java.util.ArrayList;
# method ท่ใี ช้ในการจดั การขอ้ มลู ดังนี้

1.add(ตำแหนง่ อารเ์ รย์,คา่ ขอ้ มลุ ในอาร์เรย์)
2.remove(ตำแหน่งอาร์เรย์)
3.get(ตำแหนง่ อารเ์ รย์)
4.indexOf(ขอ้ มูลอารเ์ รย)์
5.ชอ่ื อารเ์ รย์.size()
สตรงิ (String)

สตริงเป็นออปเจค (Object) ท่ีสืบทอดคุณสมบัติมาจากคลาสสตริง (Class String) ถ้า
ตอ้ งการสร้างออปเจคจากคลาสสตรงิ ต้องประกาศดังนี้
String str = new String(“Java”);
หรอื String str = “Java”;
ถ้าเราตอ้ งการให้ str มีค่าวา่ งตอ้ งประกาศเชน่ นี้ String str = null;

การเก็บข้อมูลของสตริงนั้น จะมีการเก็บขอ้ มลู อยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นข้อมูลตัวอักษรโดย
เก็บเรียงกันไป แบะส่วนที่ 2 จะเกบ็ จุดสิ้นสุดของสตริง ซึ่งจสุ ิ้นสุดของสตริงจะใช้ Null Character
หรือ ‘\0’
** ตัวอย่าง **
class string2 {
public static void main (String[] args) {
String one = "Principle ";
String two = "programming";

String three = null;
three = one + two;
System.out.printf("%s%n",three);
}
}
** ผลลพั ธท์ ี่ไดค้ ือPrinciple programming
การเปรียบเทยี บ String
โดยใช้ equals( )ซึ่ง เป็น method ตัวนึงท่ีอยู่ใน String Class โดยจะทำหน้าท่เี ปรยี บเทียบ String
2 ชุดวา่ มีสมาชกิ หรือข้อความทีเ่ หมอื นกันหรือไม่ มีรปู แบบการใชง้ านดงั น้ี

อธิบายโปรแกรม จากโปรแกรมมีการกำหนดตัวแปร s1 และ s2 เป็น String โดยมีข้อความ
เหมือนกัน จากนั้นกำหนดเงื่อนไขของ if ว่าให้นำ String ทั้ง 2 มา เปรียบเทียบกันว่าเหมือนกัน
หรือไม่ โดยใช้เงื่อนไข s1.equals(s2) ถ้ามีข้อความเหมือนกันจริงก็จะ พิมพ์ข้อความ "s1 equals
s2" แต่ถ้าข้อความไม่เหมือนกันก็จะพมิ พ์ข้อความ "s1 not equals s2" ออกมาแทน ใหเ้ ราทดสอบ
โดยการไปเปลี่ยนข้อความในตัวแปร s1 หรือ s2 แค่เปลี่ยนตัวอักษรตัวเล็กเป็นตัวใหญ่ก็ถือว่า
ขอ้ ความไม่เหมอื นกัน

แผนการจดั การเรียนรู้มุง่ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 7

ชอ่ื หน่วย ตัวแปรชนิดอารเ์ รยแ์ ละสตริง สอนครัง้ ท่ี 11-12
ชั่วโมงเรยี น 10

จำนวนช่ัวโมง 5

5.1 การนำเข้าสบู่ ทเรยี น

5.1.1 ผู้สอนจัดเตรยี มเอกสาร พร้อมกบั แนะนำหน่วยเรยี น วธิ กี ารใหค้ ะแนนและวธิ ีการเรียน
5.1.2 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหน่วยเรียน และขอให้ผู้เรียนร่วมกันทำกิจกรรมการเรียน
การสอน
5.1.8 ผ้สู อนใหผ้ เู้ รียนแสดงความรู้ โดยตงั้ คำถามวา่ เก่ียวกับหน่วยทีเ่ รยี น

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1 ผสู้ อนทดสอบความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั หน่วยการเรียน โดยการถาม – ตอบ
5.2.2 ผู้สอนอธบิ ายเน้อื หาเก่ยี วกบั บทเรยี น
5.2.8 ผสู้ อนและผเู้ รียนรว่ มกนั อธิบายพร้อมยกตัวอย่างไดศ้ กึ ษาจากบทเรยี น

5.3 การสรุป

5.3.1 อธิบายเพิม่ เตมิ และสรปุ เนื้อหาในหน่วยการเรียนรู้
5.3.2 ใหผ้ เู้ รยี นทำกิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ
5.3.3 ให้ผเู้ รียนทำแบบทดสอบเพ่อื ประเมนิ ผลหลังการเรียนรู้
5.3.4 มอบหมายให้ผ้เู รยี น ไปทบทวนบทเรยี น และเตรียมอา่ นหนงั สือเพอื่ เตรยี มพรอ้ มในการเรยี น
ครง้ั ตอ่ ไป

5.4 การวดั และประเมินผล

5.4.1 ทดสอบความรู้ก่อนการเรยี นรู้
5.4.2 สงั เกตพฤติกรรมการเรยี น
5.4.3 ประเมนิ จากการนำเสนอผลงาน
5.4.4 ทดสอบความรูค้ วามเขา้ ใจทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้

แผนการจดั การเรียนรู้มุง่ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 7
สอนครั้งที่ 11-12
ชอื่ หน่วย ตัวแปรชนดิ อาร์เรย์และสตริง ชัว่ โมงเรยี น 10
จำนวนชวั่ โมง 5
6. สือ่ การเรียนร้/ู แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สอ่ื ส่ิงพิมพ์

6.1.1 หนงั สือเรยี น

6.2 ส่ือโสตทัศน์ (ถ้ามี)

6.2.1 PowerPoint

6.3 หุ่นจำลองหรอื ของจรงิ (ถ้ามี)

……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

6.4 อื่น ๆ (ถ้ามี)

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)

2.5 ใบความรแู้ ละใบงานประจำหน่วยการเรยี นรู้

8. การบรู ณาการ/ความสัมพันธ์กับวิชาอื่น

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 7
สอนครงั้ ที่ 11-12
ชอื่ หน่วย ตัวแปรชนิดอาร์เรย์และสตริง ชว่ั โมงเรยี น 10
จำนวนชัว่ โมง 5
9. การวัดและประเมินผล
9.1 ก่อนเรยี น

9.1.1 ทำแบบทดสอบก่อนเรยี นประจำหน่วยการเรียนรู้
9.1.2 แจ้งหวั ข้อการเรียนการสอนประจำหนว่ ยการเรยี นรู้

9.2 ขณะเรยี น

9.2.1 อธบิ ายเน้ือหาประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.2.2 ถาม-ตอบ เนื้อหาประจำหน่วยการเรียนรู้
9.2.3 สรุปเนื้อหาประจำหน่วยการเรียนรู้

9.3 หลังเรยี น

9.3.1 ทำแบบทดสอบหลังการเรยี นรู้ประจำหน่วยการเรยี นรู้
9.3.2 ทำใบงาน ประจำหน่วยการเรียนรู้
9.3.3 เฉลยใบงานประจำหน่วยการเรยี นรู้

แผนการจัดการเรยี นรมู้ ุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 7

ชือ่ หนว่ ย ตวั แปรชนิดอารเ์ รยแ์ ละสตริง สอนคร้ังที่ 11-12
ชวั่ โมงเรยี น 10

จำนวนชั่วโมง 5

10. บนั ทกึ หลงั การสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

10.2 ผลการเรียนรูข้ องนักเรยี น นักศึกษา

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

10.3 แนวทางการพฒั นาคุณภาพการเรียนรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรยี นรมู้ ุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 8

ชอื่ หน่วย ตัวแปรโครงสร้างและยเู นียน สอนครัง้ ท่ี 13-14
ชั่วโมงเรยี น 10

จำนวนช่ัวโมง 5

1. สาระสำคัญ

ถา้ หากตอ้ งการประกาศตวั แปรที่เก็บข้อมลู ในลกั ษณะเปน็ กลุ่ม โดยที่ข้อมูลในกลุ่มนน้ั เปน็ ขอ้ มลู ต่าง
ประเภทกันจะต้องสร้างตัวแปรประเภทโครงสร้าง ถ้าหากผู้เขียนโปรแกรมเข้าใจการทำงานและการใช้งาน
ตวั แปรประเภทโครงสรา้ งน้ีจะทำใหโ้ ปรแกรมท่ีเขยี นขึ้นสามารถเก็บขอ้ มูลเปน็ แบบเรคคอรด์ ได้อีกดว้ ย

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย

2.1 แสดงความรู้เกย่ี วกบั ตัวแปรโครงสร้างและยูเนียน

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 ด้านความรู้
1. การประกาศตัวแปรโครงสรา้ ง
2. อารเ์ รย์ของตัวแปรโครงสรา้ ง
3. การกำหนดตัวแปรโครงสรา้ งซ้อนโครงสร้าง
4. การคืนคา่ โครงสรา้ งจากฟังก์ชั่น
5. ยเู นยี น

3.2 ดา้ นทกั ษะ
1. ผเู้ รยี นเขา้ ใจเกีย่ วกบั ความหมายของตัวแปรแบบโครงสร้าง
2. ผูเ้ รยี นเขา้ ใจเกีย่ วกบั ตวั แปรแบบยเู นียน
3. ผู้เรยี นมคี วามรคู้ วามสามารถในการนำตัวแปรแบบโครงสร้างมาใช้งาน

3.3 คุณลกั ษณะท่พี ึง่ ประสงค์
1. ความมวี นิ ยั
2. ความสนใจใฝร่ ู้
3. ความซอ่ื สัตย์สุจริต
4. ความมีคุณธรรม/จรยิ ธรรม
5. ความรบั ผิดชอบ

แผนการจัดการเรียนรูม้ ุ่งเนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 8

ชื่อหนว่ ย ตัวแปรโครงสร้างและยูเนียน สอนคร้ังท่ี 13-14
ช่ัวโมงเรียน 10

จำนวนช่วั โมง 5

4. เนื้อหาสาระการเรยี นรู้

ข้อมลู แบบโครงสร้างและยูเนยี น

สำหรับในบทนี้จะกล่าวถึง ข้อมูลแบบโครงสร้าง (structures) ซ่ึงเป็นข้อมูลชนิดหนึ่งท่ีมี
ลักษณะสำคัญ คือ สามารถรวบรวมข้อมูลหลาย ๆ ชนิดเขา้ มาเก็บไว้ด้วยกัน เพ่ือความสะดวก
ในการจัดการข้อมูลต่างชนิดกัน และช่วยในการจัดเก็บข้อมูลแบบ record ซึ่งเป็นพ้ืนฐานที่
สำคัญในการจัดการแฟ้มข้อมูลต่อไป ส่วนในตอนท้ายของบทน้ีจะกล่าวถึงข้อมูลแบบยูเนียน
(unions) ซึ่งเป็นข้อมูลชนิดหนึ่งท่ีทำให้เราสามารถใช้ตัวแปรหลาย ๆ ชนิด ภายในเน้ือที่
เดียวกัน ทำให้การใช้เนื้อท่ีในหน่วยความจำลดลง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น
ความหมายและลักษณะของข้อมลู แบบโครงสร้าง

ข้อมูลแบบโครงสรา้ ง คือ ข้อมูลชนดิ หนึ่งท่ีเกิดจากการรวบรวมตวั แปรหลาย ๆ ชนิด
ม าเก็ บ ไว้ ด้ ว ย กั น โด ย เก็ บ ไว้ ภ าย ใต้ ช่ื อ โค ร ง ส ร้าง (structure name) เดี ย ว กั น
ตัวอย่าง ต้องการเก็บข้อมูลของพนักงานแต่ละคนซ่ึงประกอบด้วย ชื่อพนักงาน ตำแหนง่ และ
เงินเดือน จำนวน 10 คน ดังน้ันข้อมูลของพนักงานคนที่ 1, 2, 3…, 10 จะมีโครงสร้าง
แฟม้ ขอ้ มูลดงั น้ี คอื
ตารางที่ 8.1 แสดงโครงสร้างแฟ้มขอ้ มลู ของพนกั งาน

คนท่ี ชอ่ื พนกั งาน ตำแหนง่ เงนิ เดือน
(ตัวแปรตวั ท่ี 1) (ตวั แปรตวั ท่ี 2) (ตัวแปรตวั ที่ 3)

1 นาย ก. ผจู้ ัดการทัว่ ไป 20,000
2 นาย ข. โปรแกรมเมอร์ 10,000
3 นาย ค. นกั วเิ คราะห์ระบบ 12,000
…. ……… …………………. ……….
10 นาย ช. นกั บญั ชี 15,000

จะเห็นว่าข้อมูลของพนักงานแต่ละคนจะมีตัวแปรท้ังหมด 3 ตัวแปร คือ ตัวแปรท่ี

เกบ็ ชอ่ื พนักงาน ตัวแปรทเ่ี ก็บตำแหนง่ และตวั แปรที่เก็บเงนิ เดือน ตามลำดับ ลกั ษณะเช่นนี้เรา

สามารถนำขอ้ มูลของพนกั งานแตล่ ะคนมาจดั เปน็ ข้อมูลแบบโครง สรา้ งไดด้ งั นี้

ตาราง แสดงขอ้ มูลแบบโครงสร้าง

ข้อมลู ช่อื ตัวแปร ชนิดตวั แปร

(data) (variable name) (type of variable)

ช่อื พนกั งาน emp_name string

ตำแหนง่ position string

เงินเดอื น salary integer(int)

แผนการจดั การเรียนรูม้ ุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 8

ชอ่ื หนว่ ย ตัวแปรโครงสร้างและยเู นียน สอนครง้ั ที่ 13-14
ชั่วโมงเรยี น 10

จำนวนชว่ั โมง 5

5.1 การนำเขา้ สบู่ ทเรยี น

5.1.1 ผู้สอนจดั เตรยี มเอกสาร พรอ้ มกับแนะนำหนว่ ยเรยี น วธิ ีการใหค้ ะแนนและวธิ ีการเรยี น
5.1.2 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหน่วยเรียน และขอให้ผู้เรียนร่วมกันทำกิจกรรมการเรียน
การสอน
5.1.9 ผสู้ อนใหผ้ ู้เรียนแสดงความรู้ โดยตงั้ คำถามว่า เกยี่ วกับหน่วยทเ่ี รยี น

5.2 การเรียนรู้

5.2.1 ผู้สอนทดสอบความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกบั หนว่ ยการเรยี น โดยการถาม – ตอบ
5.2.2 ผสู้ อนอธบิ ายเน้ือหาเก่ยี วกับบทเรยี น
5.2.9 ผูส้ อนและผู้เรยี นรว่ มกันอธบิ ายพรอ้ มยกตัวอย่างได้ศกึ ษาจากบทเรยี น

5.3 การสรปุ

5.3.1 อธบิ ายเพ่ิมเติมและสรปุ เน้อื หาในหน่วยการเรียนรู้
5.3.2 ให้ผเู้ รียนทำกิจกรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ
5.3.3 ให้ผู้เรยี นทำแบบทดสอบเพอ่ื ประเมนิ ผลหลังการเรียนรู้
5.3.4 มอบหมายให้ผู้เรยี น ไปทบทวนบทเรยี น และเตรียมอา่ นหนงั สือเพอ่ื เตรยี มพรอ้ มในการเรียน
คร้ังต่อไป

5.4 การวดั และประเมนิ ผล

5.4.1 ทดสอบความรู้ก่อนการเรียนรู้
5.4.2 สังเกตพฤตกิ รรมการเรยี น
5.4.3 ประเมินจากการนำเสนอผลงาน
5.4.4 ทดสอบความร้คู วามเขา้ ใจท้ายหน่วยการเรยี นรู้

แผนการจดั การเรยี นร้มู งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 8
สอนครง้ั ท่ี 13-14
ช่อื หน่วย ตวั แปรโครงสร้างและยูเนยี น ช่ัวโมงเรยี น 10
จำนวนชัว่ โมง 5
6. สื่อการเรยี นรู้/แหลง่ การเรยี นรู้
6.1 ส่อื ส่ิงพิมพ์

6.1.1 หนังสอื เรยี น

6.2 สื่อโสตทศั น์ (ถ้ามี)

6.2.1 PowerPoint

6.3 หุ่นจำลองหรอื ของจรงิ (ถ้ามี)

……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

6.4 อ่นื ๆ (ถ้ามี)

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)

2.6 ใบความรูแ้ ละใบงานประจำหน่วยการเรยี นรู้

8. การบูรณาการ/ความสัมพนั ธก์ ับวิชาอ่ืน

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจดั การเรียนรู้มุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยที่ 8
สอนครงั้ ท่ี 13-14
ชอื่ หนว่ ย ตัวแปรโครงสร้างและยูเนียน ชวั่ โมงเรียน 10
จำนวนช่ัวโมง 5
9. การวัดและประเมินผล
9.1 ก่อนเรยี น

9.1.1 ทำแบบทดสอบก่อนเรียนประจำหน่วยการเรยี นรู้
9.1.2 แจง้ หวั ขอ้ การเรียนการสอนประจำหนว่ ยการเรยี นรู้

9.2 ขณะเรียน

9.2.1 อธบิ ายเนื้อหาประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.2.2 ถาม-ตอบ เนื้อหาประจำหน่วยการเรยี นรู้
9.2.3 สรปุ เนื้อหาประจำหนว่ ยการเรียนรู้

9.3 หลังเรียน

9.3.1 ทำแบบทดสอบหลังการเรยี นรปู้ ระจำหนว่ ยการเรยี นรู้
9.3.2 ทำใบงาน ประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.3.3 เฉลยใบงานประจำหน่วยการเรยี นรู้

แผนการจดั การเรยี นร้มู งุ่ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 8

ชอ่ื หน่วย ตวั แปรโครงสร้างและยูเนียน สอนครงั้ ที่ 13-14
ช่ัวโมงเรียน 10

จำนวนช่ัวโมง 5

10. บันทกึ หลังการสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรยี นรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

10.2 ผลการเรยี นรูข้ องนักเรยี น นักศึกษา

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

10.3 แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพการเรียนรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรียนรมู้ ุ่งเนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 9

ช่ือหนว่ ย พอยเตอร์ (Pointer) สอนครัง้ ท่ี 15-16
ชัว่ โมงเรยี น 10

จำนวนช่วั โมง 5

1. สาระสำคญั

ในการประกาศตัวแปรสำหรับเก็บข้อมูล ตัวแปรแต่ละตัวจะมีพ้ืนที่หน่วยความจำประจำตัวอยู่ ซึ่ง
เราสามารถเขา้ ถึงไดโ้ ดยตรงด้วยการใชต้ วั แปรแบบพอยน์เตอร์ชไ้ี ปทต่ี ำแหน่งหนว่ ยความจำน้ัน การใชพ้ อยน์
เตอร์จะใช้กับการเขียนอ่านข้อมูลเป็นจำนวนมาก อาร์เรย์ขนาดใหญ่ หรือการทำงานกับไฟล์ ซ่ึงจะมีความ
รวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ติดๆ กันได้รวดเร็วกว่าการใช้ตัวแปร และเราจะเห็นการใช้งานพอยน์เตอร์
บ่อยมากในการทำงานเกี่ยวกบั ไฟล์

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย

2.1 แสดงความร้เู กยี่ วกับพอยน์เตอร์ในภาษาซี

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 ดา้ นความรู้
1. การประกาศตัวแปรพอยน์เตอร์
2. การกำหนดค่าใหพ้ อยน์เตอร์
3. พอยน์เตอรก์ ับอารเ์ รย์
4. Ragged Array

3.2 ด้านทกั ษะ
1. ผู้เรียนมคี วามรูค้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกับตวั แปรประเภทพอยน์เตอร์
2. ผเู้ รยี นมสี ามารถประกาศตวั แปรพอยนเ์ ตอร์สำหรบั เกบ็ ขอ้ มูลชนิดตา่ งๆได้
3. ผู้เรียนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในการนำพอยนเ์ ตอรม์ าใช้งาน
4. ผูเ้ รียนมีความรูค้ วามเขา้ ใจในการกระทำทางคณติ ศาสตร์กบั พอยน์เตอร์

3.3 คณุ ลกั ษณะทพ่ี ึ่งประสงค์
1. ความมวี นิ ัย
2. ความสนใจใฝร่ ู้
3. ความซื่อสัตย์สุจรติ
4. ความมคี ุณธรรม/จริยธรรม
5. ความรับผิดชอบ

แผนการจัดการเรยี นรมู้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 9

ชอ่ื หนว่ ย พอยเตอร์ (Pointer) สอนครงั้ ที่ 15-16
ชัว่ โมงเรยี น 10

จำนวนช่วั โมง 5

4. เนื้อหาสาระการเรยี นรู้

ในการประกาศตัวแปรแต่ละคร้ัง ไม่ว่าจะเป็นตัวแปรชนิด int float char หรือชนิดใดก็ตาม ตัวแปร
เหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ ซ่ึงตัวแปรแต่ละตัวก็จะมีตำแหน่งระบุเอาไว้ว่าอยู่ใน
สว่ นใดของหนว่ ยความจำ เรียกว่า “แอดเดรส (Address) ของตวั แปร” ซึ่งในการใช้งานตัวแปรโดยท่วั ไปน้ัน
เรากำหนดไดเ้ ฉพาะค่าของตัวแปรเทา่ น้ัน แตไ่ ม่สามารถท่จี ะกำหนดแอดเดรสของตัวแปรได้ ตัวอย่างเช่น ใน
มตี วั แปรอยู่ 2 ตวั คือ x และ y

- ตัวแปร x มแี อดเดรสอยู่ที่ตำแหนง่ 55900 และค่าของ x คอื 10
- ตัวแปร y มแี อดเดรสอยูท่ ่ีตำแหน่ง 60000 และค่าของ y คอื 5
หากต้องการท่ีจะรู้ว่าตัวแปรแต่ละตัวอยู่ที่ตำแหน่งใดในหน่วยความจำ ให้ใช้เคร่ืองหมาย & นำหน้าตัวแปร
ตัวอย่างเช่น แอดเดรสของตวั แปร x เขยี นแทนไดด้ ว้ ย &x

int x = 10; 60000 y
... 55900
5
int y = 5; ...

x
10
...

รูปการเก็บค่าของตัวแปรในหน่วยความจำ

มตี วั แปรอยชู่ นิดหนึ่งที่ใชใ้ นการเก็บคา่ แอดเดรสของตัวแปรอนื่ ตัวแปรชนดิ น้ันคือ “พอยน์เตอร์
(Pointer)”

สญั ลักษณใ์ นการใชง้ านพอยน์เตอร์ (Pointer Operators)
การประกาศตัวแปรพอยนเ์ ตอร์
ในการประกาศตัวแปรพอยน์เตอร์จะใช้สัญลักษณ์ * เป็นการบ่งบอกว่าตัวแปรที่ประกาศน้ันเป็น

พอยนเ์ ตอร์ ตัวอยา่ งเชน่
int *numPtr;
เป็นการประกาศตัวแปร countPtr เป็นชนิดพอยน์เตอร์ที่ใช้เก็บแอดเดรสของตัวแปร int ได้ และ

จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าตัวแปรพอยน์เตอร์จะใช้ในการเก็บค่าแอดเดรสของตัวแปรตัวอ่ืน ดังนั้นในการ
กำหนดคา่ ของตัวแปรพอยน์เตอร์ ก็มักจะกำหนดดว้ ยแอดเดรสของตวั แปร ตวั อย่างเช่น

int num = 6;
numPtr = &num;
เปน็ การกำหนดให้ numPtr มีคา่ เท่ากับแอดเดรสของตวั แปร num ซง่ึ จากรูป ถ้าสมมตุ ิวา่ ตวั แปร num ถกู
เกบ็ อยทู่ ต่ี ำแหนง่ 50000 ตัวแปรพอยนเ์ ตอร์ numPtr กจ็ ะมีค่าเท่ากับ 50000 ด้วย

40000 numPtr 50000 num
50000 6

รูปการเกบ็ คา่ ของ num และ numPtr ในหนว่ ยความจำ

แตใ่ นการเขียนโปรแกรมนั้น ไม่จำเป็นจะตอ้ งรู้วา่ ตอ้ งรวู้ า่ ตวั แปร num ถูกเกบ็ อยู่ทีต่ ำแหน่งไหน
เพียงแค่รู้วา่ numPtr เปน็ พอยน์เตอร์ทใ่ี ช้ในการอา้ งองิ ไปยงั ตำแหน่งของตัวแปร num ไดก้ ็พอ ซึง่ มกั จะใช้
คำพูดว่า “numPtr ชไ้ี ปยงั num” และในการอธิบายก็จะใช้แผนภาพตามรูป

numPtr num

6

รปู แผนภาพทใี่ ช้ในการอธิบายว่า numPtr ชไี้ ปยัง num

การอ้างถงึ คา่ ในตำแหนง่ ทพี่ อยนเ์ ตอร์ช้ีอยู่

ในการอ้างถึงค่าในตำแหน่งท่ีพอยน์เตอร์ช้ีอยู่น้ัน ให้ใช้เคร่ืองหมาย * นำหน้าตัวแปร ซ่ึงเรียกว่า

การ Dereferencing ตัวอย่างเชน่ จากคำส่งั ต่อไปนี้

cout << *numPtr;

ค่าท่ีพิมพ์ออกทางหน้าจอคือ 6 เน่ืองจากในรูป น้ันจะเห็นว่า numPtr ช้ีไปยังตัวแปร num ดังนั้นค่าใน

ตำแหน่งที่ numPtr ชี้อยู่ก็คือค่าของ num น่ันเอง ซ่ึงก็คือ 6 หากสังเกตจะเห็นเราสามารถแทนค่าของ

*numPtr ด้วย num ได้เลย

นอกจากน้ีหากต้องการแก้ไขค่าในตำแหน่งท่ีพอยน์เตอร์ช้ีอยู่ก็สามารถทำได้ในทำนองเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น จากคำส่งั

*numPtr = 20;
เป็นการกำหนดให้ค่าในตำแหน่งที่ numPtr ชี้อยู่มีค่าเท่ากับ 20 ดังนั้นค่าของตัวแปร num ก็จะถูก
เปลย่ี นเปน็ 20 ไปด้วย
ตัวอยา่ ง ตวั อยา่ งการใช้งานตวั แปรพอยน์เตอร์

#include <iostream.h>
int main()
{

float a = 2.5,b = 5.6;
float *p,*q;
p = &a;
q = &b;
cout << "*p = " << *p << endl;
cout << "*q = " << *q << endl;
*p = *p + 1;
*q = *q + 3;
cout << "a = " << a << endl;
cout << "b = " << b << endl;
return 0;
}
ผลลพั ธข์ องโปรแกรม:
*p = 2.5
*q = 5.6
a = 3.5
b = 8.6

แผนการจดั การเรียนรมู้ ุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 9

ชอ่ื หน่วย พอยเตอร์ (Pointer) สอนคร้งั ที่ 15-16
ชว่ั โมงเรียน 10

จำนวนชว่ั โมง 5

5.1 การนำเข้าสบู่ ทเรียน

5.1.1 ผ้สู อนจดั เตรยี มเอกสาร พร้อมกบั แนะนำหน่วยเรยี น วธิ กี ารให้คะแนนและวิธีการเรียน
5.1.2 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหน่วยเรียน และขอให้ผู้เรียนร่วมกันทำกิจกรรมการเรียน
การสอน
5.1.10 ผ้สู อนให้ผู้เรยี นแสดงความรู้ โดยตงั้ คำถามว่า เกี่ยวกบั หน่วยที่เรยี น

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1 ผสู้ อนทดสอบความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกับหน่วยการเรยี น โดยการถาม – ตอบ
5.2.2 ผู้สอนอธบิ ายเนื้อหาเกี่ยวกับบทเรยี น
5.2.10 ผู้สอนและผเู้ รียนรว่ มกนั อธิบายพรอ้ มยกตวั อยา่ งไดศ้ กึ ษาจากบทเรียน

5.3 การสรปุ

5.3.1 อธบิ ายเพม่ิ เตมิ และสรุปเนื้อหาในหน่วยการเรยี นรู้
5.3.2 ให้ผู้เรยี นทำกิจกรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ
5.3.3 ใหผ้ ู้เรียนทำแบบทดสอบเพอ่ื ประเมนิ ผลหลังการเรียนรู้
5.3.4 มอบหมายให้ผู้เรยี น ไปทบทวนบทเรียน และเตรียมอ่านหนงั สือเพือ่ เตรยี มพร้อมในการเรยี น
คร้ังต่อไป

5.4 การวัดและประเมนิ ผล

5.4.1 ทดสอบความรู้กอ่ นการเรียนรู้
5.4.2 สงั เกตพฤตกิ รรมการเรียน
5.4.3 ประเมินจากการนำเสนอผลงาน
5.4.4 ทดสอบความรคู้ วามเข้าใจท้ายหน่วยการเรยี นรู้

แผนการจดั การเรยี นรูม้ ่งุ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 9
สอนครงั้ ท่ี 15-16
ชอ่ื หนว่ ย พอยเตอร์ (Pointer) ชวั่ โมงเรียน 10
จำนวนช่ัวโมง 5
6. สื่อการเรียนร/ู้ แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สือ่ ส่ิงพมิ พ์

6.1.1 หนังสอื เรียน

6.2 สื่อโสตทัศน์ (ถ้ามี)

6.2.1 PowerPoint

6.3 หนุ่ จำลองหรอื ของจรงิ (ถา้ มี)

……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

6.4 อน่ื ๆ (ถ้ามี)

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)

2.7 ใบความรูแ้ ละใบงานประจำหนว่ ยการเรียนรู้

8. การบรู ณาการ/ความสมั พันธก์ บั วชิ าอ่นื

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจดั การเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 9
สอนครง้ั ท่ี 15-16
ชอ่ื หน่วย พอยเตอร์ (Pointer) ช่ัวโมงเรียน 10
จำนวนชว่ั โมง 5
9. การวดั และประเมนิ ผล
9.1 ก่อนเรยี น

9.1.1 ทำแบบทดสอบก่อนเรียนประจำหน่วยการเรียนรู้
9.1.2 แจง้ หวั ขอ้ การเรียนการสอนประจำหนว่ ยการเรียนรู้

9.2 ขณะเรยี น

9.2.1 อธบิ ายเน้ือหาประจำหน่วยการเรยี นรู้
9.2.2 ถาม-ตอบ เนอื้ หาประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.2.3 สรุปเน้ือหาประจำหนว่ ยการเรียนรู้

9.3 หลงั เรียน

9.3.1 ทำแบบทดสอบหลงั การเรียนร้ปู ระจำหน่วยการเรียนรู้
9.3.2 ทำใบงาน ประจำหน่วยการเรยี นรู้
9.3.3 เฉลยใบงานประจำหน่วยการเรียนรู้

แผนการจัดการเรยี นรมู้ ่งุ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 9

ชือ่ หน่วย พอยเตอร์ (Pointer) สอนครง้ั ที่ 15-16
ชว่ั โมงเรียน 10

จำนวนชว่ั โมง 5

10. บนั ทกึ หลงั การสอน
10.1 ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

10.2 ผลการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

10.3 แนวทางการพฒั นาคุณภาพการเรียนรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรยี นร้มู งุ่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 10

ชื่อหนว่ ย การจดั การไฟล์ สอนครัง้ ที่ 17
ชัว่ โมงเรียน 5

จำนวนชว่ั โมง 5

1. สาระสำคญั

ในงานบางประเภทจะต้องนำผลการทำงานของโปรแกรมเก็บลงในหน่วยความจำสำรอง ลักษณะ
ของข้อมูลท่เี กบ็ ในหน่วยความจำสำรองนจ้ี ะเก็บเป็นไฟล์ ซง่ึ ไฟลใ์ นภาษาซีมีอยหู่ ลายประเภท แตล่ ะประเภท
มีคำสั่งในการอ่านเขียนไฟลต์ า่ งกัน ดังน้ันถา้ หากต้องการเขียนข้อมูลเป็นไฟล์จะต้องทำความเข้าใจฟงั ก์ชั่นท่ี
กระทำกบั ไฟล์ดว้ ย

2. สมรรถนะประจำหนว่ ย

2.1 แสดงความร้เู กีย่ วกับความหมาย การจัดการไฟล์

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้
1. ความหมายของไฟล์
2. ขั้นตอนการอ่านเขียนไฟล์
3. คำส่ังทใ่ี ช้อ่านเขียนไฟล์
4. การเขยี นข้อมูลท่ีประมวลผลลงหนว่ ยความจำสำรอง

3.2 ด้านทกั ษะ
1. ผู้เรียนเข้าใจเกี่ยวกบั ความหมายของไฟล์
2. ผู้เรยี นเข้าใจเกีย่ วกบั ข้นั ตอนการอ่านเขียนไฟล์
3. ผเู้ รยี นเข้าใจเกย่ี วกบั คำสง่ั ทีใ่ ช้อา่ นเขยี นไฟล์
4. ผู้เรยี นมีสามารถในการเขยี นขอ้ มูลทปี่ ระมวลผลลงหน่วยความจำสำรอง
5. ผู้เรียนมคี วามสามารถในการอ่านขอ้ มูลจากหน่วยความจำสำรองข้นึ มาทำงาน

3.3 คุณลักษณะท่ีพงึ่ ประสงค์
1. ความมวี ินยั
2. ความสนใจใฝ่รู้
3. ความซอื่ สัตย์สุจริต
4. ความมีคุณธรรม/จรยิ ธรรม
5. ความรบั ผิดชอบ

แผนการจัดการเรียนรูม้ งุ่ เนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 10

ชื่อหน่วย การจัดการไฟล์ สอนครั้งท่ี 17
ชัว่ โมงเรยี น 5

จำนวนชวั่ โมง 5

4. เนอ้ื หาสาระการเรยี นรู้

การจัดการไฟล์
ชนดิ ของไฟล์

ไฟล์ (files)หรอื แฟ้ม ทจี่ ะศึกษากันน้ีแบ่งเปน็ 2 ชนดิ คือ
1. แฟ้มข้อความ หรือ text files ไฟล์ประเภทนี้จะจัดเก็บข้อมูลเป็นข้อความในรูปของรหัสแอสกี
(ASCII) ไฟล์ประเภทนี้ ส่วนมามีส่วนขยาย เป็น txt , bat c ini nfg log bak หรืออื่น ๆ ไฟล์เหล่าน้ี
สามารถเปิดได้โดยใช้ text editor เช่น notepad โดยจะปรากฏเป็นข้อความ ไฟล์เหล่านน้ีเมื่อใช้รหัส
บางอย่าง เช่น \n เวลาบันทึกไฟล์ จะถูกเปลี่ยนเป็น รหัส carriage return หรือ line feed และเม่ืออ่าน
ไฟลเ์ หลา่ นี้รหสั นีจ้ ะถูกเปล่ยี นเป็น \n
2. แฟ้มในระบบเลขฐานสอง หรือ binary files ไฟล์เหลา่ น้จี ัดเก็บขอ้ มูลไว้ในรูปเลขฐานสอง เมือ่ บนั ทึก
ไฟล์ประเภทน้ี จะไม่เปล่ียนรหัสคำสั่ง เช่น \n เป็น carriage return หรือ line feed ไฟล์ประเภทน้ีไม่
สามารถเปิดด้วย notepadเปิดขึ้นมาจะได้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งดูไม่รู้เร่ือง ต้องเปิดด้วยโปรแกรมเฉพาะที่
จดั การกับแฟ้มเหลา่ นนั้ เชน่ ไฟลท์ ่มี สี ่วนขยาย xls doc exe com bmp gif dat jpg เปน็ ต้น
ขนั้ ตอนการจดั การกบั ไฟล์ หรอื ขน้ั ตอนในการเขยี นโปรแกรมกับไฟล์
อาจพิจารณาแบ่งเปน็ 3 ขน้ั ตอน คอื
1. การเปดิ ไฟล์
2. การประมวลผลข้อมลู ในไฟล์ เชน่ การอา่ น การจัดเกบ็ การแก้ไข การเพิ่ม และ การลบขอ้ มูล
3. การปดิ ไฟล์

ในการจัดกระทำกบั ไฟล์ เชน่ การแก้ไข การเพม่ิ ฯลฯ ไม่ได้กระทำกบั ไฟล์ท่ีเก็บอยใู่ นดิสก์ หรือ
ฮาร์ดดิสก์ โดยตรง แต่กระทำกับพ้ืนที่ในหน่วยความจำ(memory) ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์จัดเตรียมไว้
เพ่ือประมวลผลเกี่ยวกับไฟล์ หนว่ ยความจำท่ีจัดเตรยี มไว้เพ่อื เป็นตัวกลางในการประมวลผลกับไฟล์นเ้ี รียกว่า
บัฟเฟอร์ เข่น ถ้าจะกระทำการกับไฟล์ 3 ไฟล์ คือ ไฟล์ x ,y ,z คอมพิวเตอร์จะเตรียมบัฟเฟอร์ไว้ 3 ส่วน
สำหรบั แตล่ ะไฟล์

ไฟล์ในภาษาซีมกี ารจัดเก็บในลักษณะเรียงตอ่ กันไปต้งั แต่ต้นจนจบไมม่ ีการแบ่งเป็นช่วง ดังนั้น
การจะกระทำกับข้อมูลในไฟล์จะต้องระบุตำแหน่ง สิ่งท่ีใช้ในการหาตำแหน่งของข้อมูลในไฟล์ โดยใช้ตัวช้ี
ตำแหน่งไฟล์ เรียกว่า ไฟล์พอยน์เตอร์ (file pointer) โดยเมื่อเปิดไฟล์จะต้องมีการสร้างตัวชี้ไฟล์หรือไฟล์
พอยน์เตอร์ ซ่ึงจะชี้ไปยังตำแหน่งเริ่มต้นของไฟล์ และเปลี่ยนตำแหน่งไปยังตำแหน่งที่ถูกระบุ ในการ

ประมวลผลหลายไฟล์ แตล่ ะไฟล์จะมีตวั ช้ตี ำแหนง่ เปน็ ของมนั เองไม่ได้ใช้รว่ มกบั ไฟลอ์ น่ื
ไดเร็กทอรี่ (directory) คือสารบัญที่เก็บรวบรวมรายชื่อของไฟล์ และข้อมูลบางอย่าง ท่ีสำคัญ

ของไฟล์เอาไว้ ในระบบปฏิบัติการทุกระบบจะต้องมีไดเร็กทอรี่เพื่อเก็บรายช่ือไฟล์ท้ังหมดในระบบไว้ ผู้ใช้
สามารถตรวจดูไฟล์ต่างๆ ได้จากไดเร็กทอร่ี ไดเร็กทอรี่เองก็ถือว่าเป็นไฟล์เช่นกัน โครงสร้างของไดเร็กทอรี่
ประกอบด้วยหน่วยย่อยหลายหน่วย ใน 1 หน่วยจะเก็บข้อมูลของไฟล์ 1 ไฟล์ เช่น ชื่อ ส่วนขยาย ชนิด
ขนาด และอืน่ ๆ

วิธีทำไดเร็กทอรใ่ี หก้ ับระบบที่งา่ ยที่สุด คอื ในระบบจะมีไดเร็กทอรี่อยเู่ พยี งไดเรก็ ทอรี่เดียว และ
ให้ไฟล์ทุกๆ ไฟล์ในระบบรวมอยู่ในไดเร็กทอรี่เดียวกัน ระบบนี้เรียกว่า ระบบไดเร็กทอร่ีเดี่ยว (single
directory) หรอื ไดเรก็ ทอร่ี 1 ระดบั (1 level directory) ไดเรก็ ทอร่แี บบนไี้ ม่คอ่ ยสะดวกในการใชง้ าน ถ้ามี
ผใู้ ช้หลายคน แตล่ ะคนมีไฟล์หลายไฟลห์ ลายชนิด ไฟล์ทั้งหมดน้ีจะอยู่ปนกัน ไม่สามารถจัดแบ่งแยกไฟล์ของ
ผ้ใู ช้แต่ละคนออกจากกัน ถ้าเกิดกรณีท่ีมีการสร้างไฟล์ของผู้ใช้คนหนึ่งตรงกับไฟล์ของผู้ใช้คนอื่น (มีช่ือและ
สว่ นขยายเดยี วกัน) อาจทำให้ไฟล์ของผู้ใช้คนน้ันทำลายไฟล์เก่าทมี่ ีอยแู่ ล้ว (โดยถูกเขียนทับ) หรอื อาจทำให้
การสร้างไฟล์นั้นทำไม่ได้ ในระบบปฏิบัติการ ของไมโครคอมพิวเตอร์รนุ่ เก่าๆ เท่าน้นั ท่ีมกี ารทำระบบไดเร็ก
ทอร่ีเดี่ยว

เพื่อแก้ไขปัญหาของการต้ังช่ือไฟล์ตรงกัน และไฟล์ของผู้ใช้ทุกคนอยู่ปะปนกัน ผู้ออกแบบ
ระบบปฏิบตั ิการ ในระยะต่อมาจึงพฒั นาโครงสร้างของระบบไดเรก็ ทอรี่เสียใหม่ คือให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถ
สรา้ งไดเร็กทอรข่ี องตนเองได้ 1 ไดเร็กทอรี่เรียกว่าเปน็ ไดเร็กทอร่ียอ่ ย (sub-directory) ไดเร็กทอร่ียอ่ ยนี้จะ
อยู่ภายใต้ไดเรก็ ทอร่ีเดยี วกัน เรียกว่าเป็น ไดเร็กทอร่ีราก (root directory) หรือเรียกสนั้ ๆ ว่ารทู (root) รูท
จะมไี ดเรก็ ทอรย่ี ่อยไดห้ ลายไดเรก็ ทอรี่ ภายในไดเรก็ ทอร่ีย่อยนมี้ ีหลายไฟล์ได้หลายๆ ไฟล์ ผู้ใช้สามารถต้ังช่ือ
ไฟล์และชนิดให้ตรงกับไฟล์ของผู้ใช้คนอื่นได้ถ้าไฟล์ทั้ง 2 น้ีอยู่ต่างไดเร็กทอรี่กัน เราเรียกระบบไดเร็กทอรี่
แบบนวี้ า่ ระบบไดเร็กทอร่ี 2 ระดบั (2 level directory) อยา่ งไรกต็ าม ไดเรก็ ทอรแี่ บบนย้ี งั มีปัญหากับผูใ้ ช้ท่ี
มีไฟล์มากๆ เขายังคงไม่สามารถแบ่งแยกหรือจัดไฟล์ออกเป็นหมวดหมู่ได้ (ถึงแม้ว่าไม่มีไฟล์ของผู้อื่นมา
ปะปนกับไฟล์ของเขา) เช่นมีผู้ใช้คนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เขามีไฟล์หลายไฟล์ท่ีเกี่ยวกับงานเขียน
ตำราเรียน ไฟล์งานเขียนบทความ ไฟล์การบ้านนักเรียนที่ส่งมา ไฟล์ของงานวิจัยท่ีกำลังศึกษาอยู่ ไฟล์
เก่ียวกับผู้อุปการะและทุนการศึกษา ไฟล์ที่เป็นเกมส์ และไฟล์อ่ืนๆ ในลักษณะน้ีเขาก็ยังคงพบกับปัญหาท่ี
ไฟลห์ ลายๆ ประเภทอยูร่ วมปะปนกนั

เพ่อื แกป้ ัญหาท่ีเกิดกบั ผู้ใชใ้ นระบบไดเร็กทอรี่ 2 ระดบั ระบบปฏิบัติการในรนุ่ หลังๆ น้ีจึงยอมให้
ผู้ใช้สามารถสร้างไดเร็กทอร่ีย่อยของตนเองได้มากตามท่ีต้องการ เพ่ือให้ผู้ใช้สามารถแบ่งแยกไฟล์ประเภท
เดยี วกันใหอ้ ย่ใู นไดเร็กทอรี่เดียวกัน ไม่ปะปนรวมกับไฟล์ประเภทอ่นื เมอ่ื ผูใ้ ชส้ ร้างไดเร็กทอร่ีขึน้ มามากมาย
ทำให้ระบบไดเร็กทอร่มี ลี ักษณะเหมือนเป็นโครงสร้างตน้ ไม้ (tree structure) เราเรยี กระบบไดเร็กทอร่ี นว้ี ่า
ไดเร็กทอร่หี ลายระดบั

การอ้างถึงไฟล์แต่ละไฟล์ในไดเรก็ ทอรี่ ("ไฟล์" ในที่น้ีหมายรวมถึงไดเร็กทอร่ีด้วย อย่าลืมว่าได
เร็กทอรี่ก็คือไฟล์เช่นกัน) จำเป็นจะต้องบอกท่ีอยู่หรือพาธ (path) ของไฟล์น้ันๆ เพ่ือให้ระบบรู้ว่าเรากำลัง

อ้างถึงไฟล์ใน ไดเรก็ ทอรใ่ี ด (ไฟล์คนละไฟล์ท่ีอย่ใู นไดเร็กทอรี่ต่างกันอาจมีชื่อเหมือนกันได้ การบอกพาธจะ
ทำให้ระบบทราบวา่ เรากำลงั อ้างถึงไฟล์ใด และอยทู่ ี่ไหนในระบบ) การอ้างถึงไฟล์มี 2 วธิ ี คอื การอ้างถึงช่ือ
พาธสัมบรู ณ์ (absolute path name) หรือ ชื่อพาธสัมพันธ์ (relative path name)

แผนการจัดการเรยี นรมู้ ุง่ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 10

ช่ือหน่วย การจัดการไฟล์ สอนครัง้ ที่ 17
ชัว่ โมงเรียน 5

จำนวนชัว่ โมง 5

5.1 การนำเข้าสู่บทเรียน

5.1.1 ผสู้ อนจดั เตรยี มเอกสาร พร้อมกับแนะนำหน่วยเรียน วธิ กี ารใหค้ ะแนนและวิธีการเรยี น
5.1.2 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรียนของหน่วยเรียน และขอให้ผู้เรียนร่วมกันทำกิจกรรมการเรียน
การสอน
5.1.11 ผ้สู อนใหผ้ ้เู รียนแสดงความรู้ โดยตง้ั คำถามว่า เก่ียวกับหน่วยทเ่ี รียน

5.2 การเรยี นรู้

5.2.1 ผสู้ อนทดสอบความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกับหนว่ ยการเรียน โดยการถาม – ตอบ
5.2.2 ผสู้ อนอธบิ ายเนอ้ื หาเกี่ยวกับบทเรียน
5.2.11 ผสู้ อนและผเู้ รียนรว่ มกันอธบิ ายพรอ้ มยกตวั อย่างไดศ้ กึ ษาจากบทเรียน

5.3 การสรุป

5.3.1 อธบิ ายเพิม่ เติมและสรปุ เนอ้ื หาในหน่วยการเรียนรู้
5.3.2 ให้ผ้เู รียนทำกิจกรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ
5.3.3 ใหผ้ เู้ รยี นทำแบบทดสอบเพ่อื ประเมินผลหลังการเรียนรู้
5.3.4 มอบหมายให้ผู้เรยี น ไปทบทวนบทเรียน และเตรยี มอา่ นหนงั สือเพอ่ื เตรยี มพรอ้ มในการเรยี น
ครั้งตอ่ ไป

5.4 การวัดและประเมินผล

5.4.1 ทดสอบความรู้ก่อนการเรียนรู้
5.4.2 สังเกตพฤตกิ รรมการเรียน
5.4.3 ประเมนิ จากการนำเสนอผลงาน
5.4.4 ทดสอบความรคู้ วามเขา้ ใจทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้

แผนการจัดการเรียนรมู้ ่งุ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 10
สอนคร้งั ที่ 17
ช่ือหน่วย การจัดการไฟล์ ชั่วโมงเรียน 5
จำนวนชว่ั โมง 5
6. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรยี นรู้
6.1 สอ่ื สิ่งพมิ พ์

6.1.1 หนังสอื เรยี น

6.2 สือ่ โสตทศั น์ (ถ้ามี)

6.2.1 PowerPoint

6.3 หุน่ จำลองหรือของจริง (ถ้ามี)

……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

6.4 อน่ื ๆ (ถ้ามี)

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ)

2.8 ใบความรูแ้ ละใบงานประจำหนว่ ยการเรยี นรู้

8. การบรู ณาการ/ความสัมพันธ์กับวชิ าอ่ืน

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรยี นรู้ม่งุ เน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 10
สอนครง้ั ที่ 17
ช่ือหนว่ ย การจดั การไฟล์ ชวั่ โมงเรยี น 5
จำนวนช่วั โมง 5
9. การวดั และประเมนิ ผล
9.1 กอ่ นเรียน

9.1.1 ทำแบบทดสอบก่อนเรยี นประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.1.2 แจ้งหวั ขอ้ การเรียนการสอนประจำหน่วยการเรยี นรู้

9.2 ขณะเรียน

9.2.1 อธิบายเน้ือหาประจำหนว่ ยการเรยี นรู้
9.2.2 ถาม-ตอบ เนือ้ หาประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.2.3 สรปุ เนื้อหาประจำหน่วยการเรียนรู้

9.3 หลงั เรียน

9.3.1 ทำแบบทดสอบหลังการเรยี นรูป้ ระจำหนว่ ยการเรยี นรู้
9.3.2 ทำใบงาน ประจำหนว่ ยการเรียนรู้
9.3.3 เฉลยใบงานประจำหน่วยการเรียนรู้

แผนการจดั การเรยี นรูม้ ุ่งเนน้ สมรรถนะ หนว่ ยท่ี 10

ชอ่ื หน่วย การจดั การไฟล์ สอนคร้ังที่ 17
ชว่ั โมงเรียน 5

จำนวนชว่ั โมง 5

10. บันทกึ หลังการสอน
10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………

10.2 ผลการเรยี นรูข้ องนักเรียน นกั ศึกษา

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………

10.3 แนวทางการพัฒนาคณุ ภาพการเรียนรู้

………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………..………………………………………………………………………..…………
……………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………


Click to View FlipBook Version