สื่อความรู้กฎหมายเพื่อประชาชน
ตอน การรับบุตรบุญธรรม
กลุ่มนโยบายและวิชาการ
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดร้อยเอ็ด
การรับบุ ตรบุ ญธรรม
การรับบุตรบุญธรรม (ADOPTION) นางปราณี ประทุมมา
หมายถึง การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไปรับบุคคลหนึ่ง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดร้อยเอ็ด
มาอุปการะเลี้ยงดูเหมือนบุตรของตนเองโดยบุคคลนั้นไม่ใช่
บุตรโดยกำเนิดของตนซึ่งผู้รับบุตรบุญธรรมกับผู้ที่จะมาเป็น
บุตรบุญธรรมจะมีความเกี่ยวพันกันในทางเครือญาติหรือไม่
ก็ได้ คืออาจไม่ใช่ญาติสืบสายโลหิต และผู้ที่จะมาเป็น
บุตรบุญธรรมอาจจะเป็นผู้เยาว์หรือบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
หรืออาจไม่ได้ มีสัญชาติ เดียวกันกับผู้รับบุตรบุญธรรมก็ได้
อย่างไรก็ตามการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวจะต้องดำเนินการ นางรัมภา เวียงวิเศษ
จดทะเบียนให้ ถูกต้องตามกฎหมาย มิฉะนั้นแล้วย่อมไม่ก่อให้ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ
หัวหน้ากลุ่มนโยบายและวิชาการ
เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม
แต่อย่างใด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย์จังหวัดร้อยเอ็ด ศาลากลางจังหวัด
ดังนั้น เพื่อให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ของการรับบุตร หลัง 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด
จังหวัดร้อยเอ็ด 45000
บุญธรรมสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตร
HTTP://ROIET.M-SOCIETY.GO.TH/
บุญธรรมและเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการรับเด็กเป็นบุตร
บุญธรรมอันเป็นการช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้งตามสถาน โทร. 043-511099,043-511993
สงเคราะห์ เด็กเร่ร่อน เด็กยากไร้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โทรสาร 043-511993
13
00
กับกฎหมายซึ่งประกอบด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับบุตร สายด่วน
ตลอด 24 ชั่วโมง
บุญธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระ
ราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมพ.ศ.๒๕๒๒ และ
อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองเด็กและความร่วมมือในการ
รับรองบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศตลอดจนข้อควรพิจารณา
ที่สำคัญเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรม
หน้
า 2
ในครอบครัวของสังคมไทยที่ผ่านมาการรับบุตรบุญธรรม
เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านานแล้วซึ่งแต่เดิมการรับบุตร
บุญธรรมเป็นไปในลักษณะของ การอุปการะเลี้ยงดูบุคคลที่เป็นเครือ
ญาติเท่านั้น ต่อมาเมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีเด็กยากไร้
เด็กเร่ร่อน เด็กขอทาน และเด็กกำพร้ามากขึ้น การรับบุตรบุญธรรม
จึงเปลี่ยนจากการรับบุคคลในเครือญาติมาเป็นบุตรบุญธรรมเป็น
การรับเด็กที่ด้อยโอกาสมาเป็นบุตรบุญธรรมมากขึ้น การรับบุตร
บุญธรรมในปัจจุบันนั้นเป็นไป ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตร
บุญธรรม พ.ศ. 2522
คุณสมบัติของผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรม และผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม
ผู้จะรับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุมากกว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม
อย่างน้อย 15 ปี
ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องเป็นผู้ให้ความยินยอมด้วยตนเอง
ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้เยาว์ จะต้องได้รับความยินยอมจาก บิดา และมารดา หรือ ผู้ปกครอง
ของตนเสียก่อนกรณีที่บิดาหรือมารดาถึงแก่ความตาย หรือถูกเพิกถอนอำนาจปกครอง ต้องได้รับ
ความยินยอมจากมารดา หรือบิดาซึ่งยังมีอำนาจปกครอง
กรณีผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้เยาว์ถูกทอดทิ้ง และอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็ก
ให้สถานสงเคราะห์เป็นผู้ให้ความยินยอมแทนบิดามารดา
ผู้จะรับบุตรบุญธรรม หรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส
เสียก่อน ในกรณีที่คู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ และหาตัวไม่พบ
ไม่น้อยกว่า 1 ปีต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่ง แทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น
ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีก ในขณะเดียวกันไม่ได้
เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม
องค์การสวัสดิภาพเด็ก หมายความรวมถึง มูลนิธิ สมาคม หรือก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายโดยมี
วัตถุประสงค์ในการสงเคราะห์เด็ก และปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เฉพาะที่ได้รับ
ใบอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเท่านั้น
หมายเหตุ ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจะยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ครั้งละ 1 คน เว้นแต่ ผู้ขอรับเด็กเป็น
บุตรบุญธรรมเป็น ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า หรืออาของเด็ก หรือเด็กนั้นเป็นบุตร หรือบุตรบุญธรรม หรือเด็กนั้นเป็น
พี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาเดียวกันหากการยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเพิ่มขึ้นหลังจากที่ได้
ยื่นคำขอไว้แล้วจะกระทำได้เมื่อได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรธรรมตามคำขอครั้งก่อนแล้ว
หน้
า 3
การรับบุตรบุญธรรมต้องยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ใด
การยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมนั้น มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้
กรณีที่ผู้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาในประเทศไทย
กรณีผู้จะรับบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ประสงค์ขอรับบุตรบุญธรรม
ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอต่อ
อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ณ ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาในจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำขอต่อผู้ว่าราชการ
จังหวัด ณ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด
โดยให้ยื่นพร้อมหนังสือแสดงความยินยอมของบุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการ
รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ละต้องแนบเอสารและหลักฐานเกี่ยวกับผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมดังต่อไปนี้
มาประกอบการพิจารณาด้วย
เอกสาร หลักฐานประกอบการยื่นคำขอ
(1)สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่ นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน
(2)สำเนาทะเบียนบ้าน
(3)สำเนาทะเบียนสมรสหรือทะเบียนหย่า (ถ้ามี)
(4)ใบรับรองแพทย์ซึ่งแสดงว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์
(5)รูปถ่ายของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมและคู่สมรส (ถ้ามี) ขนาด
4.5x6 เซนติเมตร ซึ่งถ่ายมาแล้ว ไม่เกิน 6 เดือน จำนวนคนละ 2 รูป และ
(6)หนังสือแสดงความยินยอมของคู่สมรสหรือคำสั่งอนุญาตของศาลแทน
การให้ความยินยอม (ถ้ามี) คำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมและหนังสือให้
ความยินยอมให้เป็นไปตามแบบ บธ.๔ และแบบ บธ.๖
ตัวอย่างแบบ บธ.๔ ตัวอย่างแบบ บธ.๖
หน้
า 4
กรณีผู้จะรับบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ แต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
ประสงค์ขอรับบุตรบุญธรรม
ในกรณีผู้จะรับบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับ
ประเทศไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและมีระยะเวลาสำหรับการทดลองเลี้ยงดูในประเทศไทยไม่น้อยกว่า
6 เดือน ยื่นคำขอต่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ณ ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
โดยให้ยื่นพร้อมหนังสือแสดงความยินยอมของบุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตร
บุญธรรม และต้องแนบเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมดังต่อไปนี้มาประกอบการ
พิจารเณอากสาร หลักฐานประกอบการยื่นคำขอ
(1)สำเนาหนังสือเดินทาง หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง
สำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่
(2)สำเนาทะเบียนสมรสหรือทะเบียนหย่า (ถ้ามี)
(3)ใบรับรองแพทย์ซึ่งแสดงว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์
(4)เอกสารรับรองการทำงานและรายได้
(5)เอกสารรับรองการเงินย้อนหลังไปไม่เกิน 6 เดือน
(6)เอกสารรับรองทรัพย์สิน
(7)รูปถ่ายของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมและคู่สมรส (ถ้ามี) ขนาด
4.5x6 เซนติเมตร ซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน จำนวนคนละ 4 รูป
(8)เอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตร
บุญธรรมมีภูมิลำเนา ซึ่งรับรองว่าผู้นั้นสามารถรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
ได้ตามกฎหมายของประเทศนั้น
(9)เอกสารจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ
ประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา ซึ่งรับรองว่าการนำ
เด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเข้าประเทศ สามารถทำไดตามกฎหมายของ
ประเทศนั้น
(10) หนังสือแสดงความยินยอมของคู่สมรสหรือคำสั่งอนุญาตของศาล
แทนการให้ความยินยอมของคู่สมรส (ถ้ามี)
(11) สำเนาใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว และ
12) เอกสารรับรองความประพฤติและความเหมาะสมทั่วไปของผู้ขอรับเด็ก
เป็นบุตรบุญธรรมจากผู้ที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 คน
เอกสารตาม (1) ถึง (10) จะต้องได้รับการรับรองโดยสถานทูตหรือ
สถานกงสุลของประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา
หมายเหตุ คำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมและหนังสือให้ความยินยอมให้เป็นไปตามแบบ บธ.๔ และแบบ บธ.๖
เมื่อผู้จะขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมยื่นคำร้องแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติและ
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่และความเหมาะสมของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม บุคคลผู้มีอำนาจ
ให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม เพื่อเสนอต่ออธิบดีกรม
พัฒนาสังคมและสวัสดิการ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อมีคำสั่งว่าสมควรจะให้ผู้ขอรับเด็ก
เป็นบุตรบุญธรรมนำเด็กไปทดลองเลี้ยงดูหรือไม่
หน้
า 5
ในกรณีที่เด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้ที่ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์
เด็กตามกฎหมายว่าด้วยการสงเคราะห์และคุ้มครองเด็ก หรือไม่ได้ถูกทอดทิ้งแต่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู
ของสถานสงเคราะห์ดังกล่าว โดยบิดาและมารดา หรือบิดา หรือมารดา ในกรณีที่มารดาหือบิดาคนใดคน
หนึ่งตาย หรือถูกถอนอำนาจปกครอง ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้สถานสงเคราะห์เด็กดังกล่าวเป็น
ผู้มีอำนาจให้ความยินยอมให้การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแทนตน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะได้มีการยื่น
คำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ณ ท้องที่ใด ให้เสนอต่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อมีคำสั่ง
ว่าสมควรจะให้ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมนำเด็กไปทดลองเลี้ยงดูหรือไม่
การทดลองเลี้ยงดู
การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต้องมี การทดลองเลี้ยงดูและได้รับอนุมัติให้รับเป็นบุตรบุญธรรม
ตามพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522
บุคคลดังต่อไปนี้ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำการทดลองเลี้ยงดู
(1) ผู้ซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตทางฝ่ายบิดาของเด็กที่ผู้นั้นจะรับเป็นบุตรบุญธรรม ได้แก่ ทวด ปู่ ย่า ลุง ป้า
หรืออาของเด็ก ในกรณีที่บิดามารดาของเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและบิดาของเด็กไม่ได้จดทะเบียน
รับรองบุตร
(2) ผู้ซึ่งเป็นคู่สมรสของญาติสืบสายโลหิตทางฝ่ายบิดาหรือมารดาของเด็ก ซึ่ง๕สมรสนี้ ได้จดทะเบียน
สมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือจดทะเบียนสมรสน้อยกว่า 6 เดือน แต่เด็กเคยอยู่ร่วมกับคู่สมรสดัง
กล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ในกรณีที่ญาติสืบสายโลหิตดังกล่าวได้ยื่นคำขอรับเด็กนั้นเป็นบุตรบุญธรรม
(3) ผู้ซึ่งขอรับบุตรหรือบุตรบุญธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบุตรบุญธรรม และคู่สมรสนี้ได้จด
ทะเบียนสมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือจดทะเบียนสมรสน้อยกว่า 6 เดือน แต่เด็กเคยอยู่ร่วมกับคู่
สมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
(4) ผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้อุปการะเลี้ยงดูเด็กที่ถูกทอด
ทิ้งแบบครอบครัวอุปถัมภ์ และได้อุปการะเลี้ยงดูเด็ก ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
1 ปี โดยมีผลการเลี้ยงดูเป็นที่น่าพอใจ
(5) ผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็กที่ถูกทอดทิ้งไว้กับตน โดยได้รับอุปการะเลี้ยงดูเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นมาแล้ว
เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของบิดามารดาในการรับเด็ก
เป็นบุตรบุญธรรม
หมายเหตุ การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต้องมีการทดลองเลี้ยงดูเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
หน้
า 6
ขั้นตอนการทดลองเลี้ยงดูกรณีรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในประเทศไทย
การขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในประเทศไทย ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(1)ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมไม่มีคู่สมรส ผู้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต้องมา
รับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูด้วยตนเอง
(2)ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมและคู่สมรสต้อง
มารับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูด้วยตนเอง เว้นแต่คู่สมรสไม่สามารถรับเด็กได้ ในกรณีนี้ให้คู่สมรสมีหนังสือ
แจ้งเหตุผลที่ไม่สามารถมารับเด็กได้ เพื่อให้อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการพิจารณาอนุญาต
ในระหว่างการทดลองเลี้ยงดู
ผู้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม มีหน้าที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การสวัสดิภาพ
เด็กไปเยี่ยมเด็กและครอบครัวที่ได้อุปการะเลี้ยงดูเด็ก เพื่อรายงานผลการทดลองเลี้ยงดูเด็กต่ออธิบดี
กรมพัฒนาสวัสดิการและสังคม ทุกระยะเวลา 2 เดือน
เพื่อสังเกตสภาพความเป็นอยู่
สุขภาพร่างกายและจิตใจของเด็ก
ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
และเรื่องอื่ นๆที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงเด็ก
ในระหว่างการทดลองเลี้ยงดู หากผู้รับบุตรบุญธรรมมีความประสงค์จะย้ายภูมิลำเนา
ต้องทำอย่างไร
กรณีย้ายภูมิลำเนาในประเทศไทย
ในระหว่างการทดลองเลี้ยงดูเด็ก กรณีผู้รับบุตรบุญธรรมประสงค์จะย้ายที่อยู่ ต้องแจ้ง
เป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การสวัสดิภาพเด็กทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน
เว้นแต่การย้ายที่อยู่ในกรณีฉุกเฉินซึ่งไม่อาจแจ้งล่วงหน้าได้ ให้แจ้งเป็นหนังสือภายใน 7 วันนับแต่วันย้าย
กรณีย้ายภูมิลำเนาไปต่างประเทศ
ในระหว่างการทดลองเลี้ยงดูเด็ก กรณีผู้รับบุตรบุญธรรมมีเหตุจำเป็นต้องนำเด็กไปทดลอง
เลี้ยงดูนอกราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอต่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และเมื่ออธิบดีฯเห็นสมควร
ให้มีการนำเด็กไปทดลองเลี้ยงดูนอกราชอาณาจักร ให้อธิบดีฯเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้
ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พา หรือจัดส่งออกไปนอราชอาณาจักรเพื่อวัตถุประสงค์ให้มีการรับเด็ก
เป็นบุตรบุญธรรม
ขั้นตอนจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ เมื่อทดลองเลี้ยงดูเด็กครบระยะเวลา 6 เดือนแล้ว ถ้าอธิบดี
เห็นว่าผลของการทดลองเลี้ยงดูเป็นที่น่าพอใจ ให้เสนอต่อคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
หรือคณะอนุกรรมการตามที่คณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมอบหมาย เพื่ิอพิจารณาอนุมัติให้
ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมไปดำเนินการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการ
จดทะเบียนครอบครัวต่อไป และให้นำหนังสือแจ้งคำอนุมัติของคณะการดังกล่าวไปร้องขอจดทะเบียนรับ
บุตรบุญธรรม ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือเขต แห่งใดก็ได้
หมายเหตุ หากอธิบดีเห็นว่าผลการทดลองเลี้ยงดูเด็กยังไม่เป็นที่น่าพอใจ อาจสั่งขยายระยะเวลาการทดลอง
เลี้ยงดูเด็กออกไปอีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน
หน้
า 7
กรณีที่ผู้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ
ขั้นตอนการปฏิบัติการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
ต้องเป็นกรณีผู้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ซึ่งมี
ความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและมีระยะเวลาสำหรับการทดลอง
เลี้ยงดูในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 6 เดือน ให้ยื่นคำขอตามแบบ บธ.๕ ต่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการ ณ ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม โดยให้ยื่นพร้อมหนังสือแสดงความยินยอม
ของบุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และต้องแนบเอกสารและหลักฐาน
เกี่ยวกับผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมาประกอบการพิจารณาด้วย
ทั้งนี้ต้องมีเอกสารจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
หรือที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศ
ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนา หรือองค์การสวัสดิภาพเด็ก
ของประเทศนั้นซึ่งได้รับอนุญาตจากต่างประเทศ
ดังกล่าวให้ดำเนินการเพื่อให้มีการรับเด็กเป็นบุตร
บุญธรรมในต่างประเทศดังนี้
1. เอกสารรับรองว่าผู้ขอรับเด็กเป็น
บุตรบุญธรรมมีคุณสมบัติและความเหมาะสมที่
จะรับเป็นเด็กบุตรธรรม
2. เอกสารรับรองว่าจะทำการควบคุม
การทดลองเลี้ยงดูเด็ก และส่งรายงานผลการ
ทดลองเลี้ยงดูเด็กให้อธิบดีทราบทุกระยะเวลา 2
เดือน และ
3. รายงานการศึกษาเกี่ยวกับสภาพ
ความเป็นอยู่และครอบครัวของผู้รับเด็กเป็น
บุตรบุญธรรม
4. ต้องมีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ของ ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และหนังสือรับรองว่าผู้ขอรับเด็กเป็น
บุตรบุญธรรม มีระยะเวลาการทดลองเลี้ยงดูในประเทศนั้นไม่น้อยกว่า 6 เดือนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ของประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีถิ่นที่อยู่
ยื่นคำขอที่ใด
โดยอาจยื่นผ่านสถานทูตไทย หรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนา หรือยื่น
ผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนา หรือองค์การ
สวัสดิภาพเด็กของประเทศนั้นซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศดังกล่าวให้ดำเนินการเพื่อให้มีการ
รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในต่างประเทศก็ได้
หน้า 8
เอกสาร หลักฐานประกอบการยื่นคำขอ
1. สำเนาหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง สำเนาใบสำคัญประจำตัวคน
ต่างด้าว หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่
2. สำเนาทะเบียนสมรส หรือทะเบียนหย่า (ถ้ามี)
3. ใบรับรองแพทย์ซึ่งแสดงว่ามีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์ จากแพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวช
4. เอกสารรับรองการทำงานและรายได้
5. เอกสารรับรองการเงินย้อนหลังไปไม่เกิน 6 เดือน
6. เอกสารรับรองทรัพย์สิน
7. รูปถ่ายของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และคู่สมรส (ถ้ามี) ขนาด 4.5 X 6 เซนติเมตร ซึ่ง
ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน จำนวนคนละ 4 รูป
8. เอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา ซึ่ง
รับรองว่าผู้นั้นสามารถรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ตามกฎหมายของประเทศนั้น
9. เอกสารจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศที่ผู้ขอรับเด็ก
เป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา ซึ่งรับรองว่าการนำเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเข้าประเทศสามารถกระทำได้
ตามกฎหมายของประเทศนั้น
10. หนังสือแสดงความยินยอมของคู่สมรส หรือคำสั่งอนุญาตของศาลแทนการให้ความยินยอม
ของคู่สมรส (ถ้ามี)
11. สำเนาใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว และ
12. เอกสารรับรองความประพฤติและความเหมาะสมทั่วไปของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
จากผู้ที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 คน
หมายเหตุ 1 ถึง 10 จะต้องได้รับการรับรองโดยสถานทูต หรือสถานกงสุลของประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็น
บุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา ทั้งนี้ คำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมและหนังสือแสดงความยินยอม ให้เป็นไป
ตามแบบ บธ.๕ และแบบ บธ.๖
ขั้นตอนการทดลองเลี้ยงดูกรณีรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในต่างประเทศ
การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต้องมีการทดลองเลี้ยงดูเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน เว้นแต่บุคคลดัง
ต่อไปนี้ซึ่งได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำการทดลองเลี้ยงดู คือ
(1)ผู้ซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตทางฝ่ายบิดาของเด็กที่ผู้นั้นจะรับเป็นบุตรบุญธรรม ได้แก่ ทวด ปู่ ย่า ลุง ป้า
หรืออาของเด็ก ในกรณีที่บิดามารดาของเด็กไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและบิดาของเด็กไม่ได้จดทะเบียน
รับรองบุตร
(2)ผู้ซึ่งเป็นคู่สมรสของญาติสืบสายโลหิตทางฝ่ายบิดาหรือมารดาของเด็ก ซึ่ง๕สมรสนี้ได้จดทะเบียน
สมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือจดทะเบียนสมรสน้อยกว่า 6 เดือน แต่เด็กเคยอยู่ร่วมกับคู่สมรสดัง
กล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ในกรณีที่ญาติสืบสายโลหิตดังกล่าวได้ยื่นคำขอรับเด็กนั้นเป็นบุตรบุญธรรม
(3)ผู้ซึ่งขอรับบุตรหรือบุตรบุญธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบุตรบุญธรรม และคู่สมรสนี้ได้จด
ทะเบียนสมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือจดทะเบียนสมรสน้อยกว่า 6 เดือน แต่เด็กเคยอยู่ร่วมกับคู่
สมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
(4)ผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้อุปการะเลี้ยงดูเด็กที่ถูกทอด
ทิ้งแบบครอบครัวอุปถัมภ์ และได้อุปการะเลี้ยงดูเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
1 ปี โดยมีผลการเลี้ยงดูเป็นที่น่าพอใจ
(5)ผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็กที่ถูกทอดทิ้งไว้กับตน โดยได้รับอุปการะเลี้ยงดูเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นมา
แล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของบิดามารดาในการรับ
เด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว
หน้า 9
ขั้นตอนการรับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูในต่างประเทศ
การขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในต่างประเทศ ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม หรือผู้ขอรับ
เด็กเป็นบุตรบุญธรรมและคู่สมรส แล้วแต่กรณี ต้องมารับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูด้วยตนเอง เว้นแต่จะได้
รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ตามที่คณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
เสนอ ในกรณีดังต่อไปนี้
1. เด็กนั้นได้เดินทางไปยังประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบัตรบุญธรรม
มีภูมิลำเนา หรือมีถิ่นที่อยู่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเป็นระยะเวลา
ไม่น้อยกว่า 6 เดือน
2. ผู้ขอรับเด็กเป็นบัตรบุญธรรมเคยได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนรับ
เด็กเป็นบุตรบุญธรรมมาก่อนแล้ว และในการขอรับเด็กเป็น
บุตรธรรมครั้งหลังนี้ ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีเหตุจำเป็น
อันสมควรที่ไม่สามารถมารับเด็กไปทดลองเลี้ยงดูได้ โดยทำเป็น
หนังสือต่ออธิบดีฯ พร้อมแสดงความจำนงว่าจะออกค่าใช้จ่ายสำหรับ
พนักงานเจ้าหน้าที่และเด็กเพื่อนำเด็กนั้นไปส่งยังประเทศที่ผู้ขอรับ
บุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนา หรือมีถิ่นที่อยู่
เมื่อผู้จะขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้ยื่นคำขอแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจ
สอบคุณสมบัติและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพความเป็นและความเหมาะสมของผู้ขอรับเด็กเป็นบุตร
บุญธรรม บุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม และเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม
เพื่อเสนอต่ออธิบดีฯ เพื่อมีคำสั่งว่าสมควรให้ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมนำเด็กไปทดลองเลี้ยงดูหรือไม่
เมื่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีคำสั่งให้ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมนำเด็ก
ไปทดลองเลี้ยงดูแล้ว อธิบดีกรมฯเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
ของมนุษย์ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พาเด็ก หรือจัดส่งเด็กออกไป
นอกราชอาณาจักร เพื่อวัตถุประสงค์ให้มีการรับเด็กเป็นบุตรธรรม
หมายเหตุ ในกรณีที่อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีคำสั่งว่าไม่ควรนำเด็กไปทดลองเลี้ยงดู
ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมอาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลภายใน 60 วัน
นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง และคำสั่งของศาลชั้นต้นให้เป็นที่สุด
เมื่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการมีคำสั่ง ให้ทดลองเลี้ยงดูเด็ก ให้ผู้ขอรับเลี้ยงดู
เด็กรับมอบเด็กที่จะรับเป็นบุตรบุญธรรมไปทดลองเลี้ยงดู โดยการทดลองเลี้ยงดูเด็กต้องมีระยะเวลา
ไม่น้อยกว่า 6 เดือนนับแต่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้รับมอบเด็กเข้าอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู ทั้งนี้
ให้องค์การสวัสดิภาพเด็กของประเทศนั้นซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศนั้นให้การดำเนินการ
เพื่อให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในต่างประเทศ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือที่ได้รับมอบหมาย
จากรัฐบาลของประเทศที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนา
หน้า 10
ในระหว่างการทดลองเลี้ยงดูในต่างประเทศ
ผู้รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม มีหน้าที่ให้องค์กรสวัสดิภาพเด็กของประเทศนั้นซึ่งได้รับ
อนุญาตจากรัฐบาลของประเทศนั้นให้การดำเนินการเพื่อให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในต่างประเทศ
หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนา ไปเยี่ยมเด็ก
และครอบครัวที่ได้อุปการะเลี้ยงดูเด็ก
(1) เพื่อสังเกตสภาพความเป็นอยู่
(2) สุขภาพร่างกายและจิตใจของเด็ก
(3) ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
(4) และเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงเด็ก
เพื่อรายงานผลการทดลองเลี้ยงดูเด็กต่ออธิบดีกรมพัฒนา
สวัสดิการและสังคม ทุกระยะเวลา 2 เดือน
ในระหว่างการทดลองเลี้ยงดูเด็กในต่างประเทศ กรณีผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมย้ายถิ่นที่อยู่
ภายในประเทศ
กรณีผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ประสงค์จะย้ายที่อยู่
ต้องดำเนินการแจ้งเป็นหนังสือให้องค์กรสวัสดิภาพเด็กของประเทศนั้น
ซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศนั้นให้การดำเนินการ เพื่อให้
มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในต่างประเทศ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
หรือที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนา ทราบล่วง
หน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เว้นแต่การย้ายที่อยู่ในกรณีฉุกเฉินซึ่งไม่อาจแจ้ง
ล่วงหน้าได้ ให้แจ้งเป็นหนังสือภายใน 7 วันนับแต่วันย้าย และหน่วยข้างต้น
แจ้งเป็นหนังสือให้อธิบดีทราบโดยเร็ว
ในระหว่างการทดลองเลี้ยงดูเด็กในต่างประเทศ กรณีผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมย้ายถิ่นที่อยู่
ไปประเทศอื่น
กรณีผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาในต่าง
ประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย และเป็นกรณี
ได้ยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมไปแล้ว แต่ไปมีถิ่นที่อยู่ในประเทศอื่น
ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย มีเหตุจำเป็นต้องนำเด็ก
ไปทดลองเลี้ยงดูในประเทศอื่ นที่ไม่ใช่ประเทศที่ผู้ขอรับเด็กเป็น
บุตรบุญธรรมมีภูมิลำเนาหรือประเทศที่ผู้นั้นมีถิ่นที่อยู่ แล้วแต่กรณี ให้ยื่น
คำขอต่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ณ ศูนย์อำนวยการรับ
เด็กเป็นบุตรบุญธรรม เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้นำเด็กไปทดลองเลี้ยงดู
ในประเทศอื่น ทั้งนี้อาจยื่นผ่านองค์กรสวัสดิภาพเด็กของประเทศนั้น
ซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศนั้นให้การดำเนินการเพื่อให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
ในต่างประเทศ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศที่ผู้นั้น
มีภูมิลำเนา แล้วแต่กรณี
หน้า 11
การติดตามผลการทดลองเลี้ยงดูเด็กในต่างประเทศ
ให้ศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมติดตามผลการทดลองเลี้ยงดูจนกว่าจะครบระยะ
เวลาตามที่อธิบดีกำหนด และเมื่อทดลองเลี้ยงดูเด็กครบระยะเวลา 6 เดือนแล้ว ถ้าอธิบดีกรมพัฒนา
สังคมและสวัสดิการเห็นว่าผลของการทดลองเลี้ยงดูเป็นที่น่าพอใจ ให้เสนอต่อคณะกรรมการการรับ
เด็กเป็นบุตรบุญธรรม หรือคณะอนุกรรมการตามที่คณะกรรมการที่คณะกรรมการการรับเด็กเป็น
บุตรบุญธรรมมอบหมาย เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมไปดำเนินการจดทะเบียน
รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัวต่อไป
หมายเหตุ หากอธิบดีเห็นว่าผลการทดลองเลี้ยงดูเด็กยังไม่เป็นที่น่าพอใจ อาจสั่งขยายระยะเวลาการ
ทดลองเลี้ยงดูเด็กออกไปอีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน
ผลของการรับบุตรบุญธรรม
บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะ อย่างเดียวกับบุตรชอบด้วย
กฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม บิดามารดาโดยกำเนิด หมดอำนาจ
ปกครองนับแต่วันเวลาที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรม แต่เด็กไม่สูญสิทธิ
และหน้าที่ ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา และให้นำบทบัญญัติในลักษณะ
2 หมวด 2 สิทธิหน้าที่ระหว่าง บิดามารดาและบุตรมาใช้บังคับกับ
ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมโดยอนุโลม (มาตรา 1598/28)
บุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรม โดยถือว่าเป็น
ผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 1627)
แต่ผู้รับ บุตรบุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะ
ทายาทโดยธรรม (มาตรา 1598/29) หากบุตรบุญธรรมซึ่งไม่มี คู่
สมรสหรือผู้สืบสันดานตายก่อนผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้รับบุตร-
บุญธรรมมีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่ตนได้ให้แก่บุตรบุญธรรมคืน
จากกองมรดกของบุตรบุญธรรมเพียงเท่าที่ทรัพย์สินนั้นยังคงเหลือ
อยู่ภายหลังที่ ชำระหนี้ของกองมรดกเสร็จสิ้นแล้ว (มาตรา 1598/30)
มาตรา 1598/28 บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตร
บุญธรรมนั้น แต่ไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา ในกรณีเช่นนี้ ให้บิดามารดาโดย
กำเนิดหมดอำนาจปกครองนับแต่วันเวลาที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว
ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 2 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 1598/29 การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาท
โดยธรรมเพราะเหตุการณ์รับบุตรบุญธรรมนั้น
มาตรา 1598/30 ถ้าบุตรบุญธรรมซึ่งไม่มีคู่สมรสหรือผู้สืบสันดานตายก่อนผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้รับ
บุตรบุญธรรมมีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่ตนได้ให้แก่บุตรบุญธรรมคืนจากกองมรดกของบุตร
บุญธรรมเพียงเท่าที่ทรัพย์สินนั้นยังคงเหลืออยู่ภายหลังที่ชำระหนี้ของกองมรดกเสร็จสิ้นแล้ว
ห้ามมิให้ฟ้องคดีเรียกร้องสิทธิตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ผู้รับบุตรบุญธรรมได้
รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของบุตรบุญธรรมหรือเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันที่บุตรบุญธรรมตาย
มาตรา 1627 บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน
เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้
หน้า 12
การเลิกรับบุตรบุญธรรม
การเลิกรับบุตรบุญธรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจเกิดขึ้นได้ 3 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 การตกลงเลิกรับบุตรบุญธรรม หากบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแล้วผู้รับบุตรบุญธรรม
กับบุตรบุญธรรมจะตกลงกันเลิกรับบุตรบุญธรรมเมื่อใดก็ได้ หากบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ
การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดาและมารดา และหากบุตรบุญธรรมมีอายุ
ไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากบุตรบุญธรรมด้วย ในกรณีที่มีการรับผู้เยาว์จากสถานสงเคราะห์
เป็นบุตรบุญธรรม การเลิกรับบุตรบุญธรรมให้กระทำได้ต่อเมื่อมีคำสั่งศาลโดยคำร้องขอของผู้มีส่วนได้เสีย
หรืออัยการ ทั้งนี้ การเลิกรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย
กรณีที่ 2 ผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม
กรณีที่ 3 ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรมอาจฟ้องคดี เลิกการรับบุตรบุญธรรมได้เมื่อมีเหตุ
ดังนี้
ฝ่ายหนึ่งทำการชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เป็นเหตุให้อีกฝ่าย
หนึ่งอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับ
ความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
ฝ่ายหนึ่งหมิ่นประมาท หรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีก
ฝ่ายหนึ่งอันเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ ถ้าบุตรบุญธรรม
กระทำการดังกล่าวต่อคู่สมรสของผู้รับ บุตรบุญธรรม ผู้รับบุตรบุญธรรม
ฟ้องเลิกได้
ฝ่ายหนึ่งกระทำการประทุษร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีก
ฝ่ายหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อย่างร้ายแรงและ
การกระทำนั้นเป็นความผิดที่มีโทษอาญา อีกฝ่ายหนึ่ง ฟ้องเลิกได้
ฝ่ายหนึ่งไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
ฝ่ายหนึ่งจงใจ ละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกิน ๑ ปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษา ถึงที่สุดให้จำคุกเกิน ๓ ปี เว้นแต่ความผิดที่กระทำ
โดยประมาท อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
ผู้รับบุตรบุญธรรมทำผิดหน้าที่บิดามารดา และการกระทำนั้นเป็นการละเมิด
หรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 1564 มาตรา 1571 มาตรา 1573 มาตรา 1574 หรือ
มาตรา 1575 เป็นเหตุให้เกิดหรืออาจเกิดความ เสียหายอย่างร้ายแรงต่อ
บุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้, ผู้รับบุตรบุญธรรมถูกถอนอำนาจ
ปกครองบางส่วนหรือทั้งหมด และเหตุที่ถูกถอนอำนาจปกครองนั้นมี
พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นไม่สมควร เป็นผู้รับบุตรบุญธรรมต่อไป
บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
การฟ้องคดีเลิกการรับบุตรบุญธรรม
มีอายุความ 1 ปี นับแต่ วันที่ผู้ขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมรู้หรือควรได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุ
ให้เลิกการนั้น หรือเมื่อพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่เหตุนั้นเกิดขึ้น (มาตรา 1598/34) ในกรณีที่ บุตรบุญธรรม
มีอายุไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์ ให้บิดามารดาโดยกำเนิดเป็นผู้มีอำนาจฟ้องแทน แต่ถ้าบุตรบุญธรรมมีอายุ 15 ปี
บริบูรณ์แล้ว บุตรบุญธรรมฟ้องได้โดยไม่ต้องได้รับ ความยินยอมจากผู้ใด (มาตรา 1598/35) การเลิกรับ
บุตรบุญธรรมโดยคำพิพากษา ของศาลย่อมมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อม
สิทธิของบุคคล ภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่ได้จดทะเบียนแล้ว (มาตรา 1598/36)
หน้า 13
ผลของการเลิกรับบุตรบุญธรรม
เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตาย หรือมี
การเลิกรับบุตรบุญธรรม ถ้าบุตรบุญธรรมยัง
ไม่บรรลุนิติภาวะ ให้บิดามารดา โดยกำเนิด
กลับมีอำนาจปกครองนับแต่เวลาที่ผู้รับบุตร
บุญธรรมตาย หรือนับแต่เวลาที่จดทะเบียน
เลิกการรับบุตรบุญธรรม หรือนับแต่เวลาที่
ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ เลิกการรับ
บุตรบุญธรรม (มาตรา 1598/37)
กรณีการยกเลิกรับบุตรบุญธรรมซึ่งยังเป็นเด็ก
กระบวนการให้คำปรึกษาเยียวยาก่อนเลิกรับบุตรบุญธรรมซึ่งยังเป็นเด็ก เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรม
แจ้งความประสงค์จะเลิกรับบุตรบุญธรรมซึ่งยังเป็นเด็ก ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบถามผู้รับบุตรบุญธรรม
ถึงปัญหาการเลิกรับบุตรบุญธรรมและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและพัฒนา
ความสัมพันธ์ในเบื้องต้น และหากผู้รับบุตรบุญธรรมยังคงประสงค์จะเลิกรับบุตรบุญธรรมอยู่ ให้มี
การเข้าสู่กระบวนการให้คำปรึกษาเยียวยาดังต่อไปนี้
1. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบเสาะข้อเท็จจริง
เกี่ยวกับสภาพปัญหาการเลิกรับบุตรบุญธรรมดังต่อไป
นี้ เพื่อดำเนินการให้คำปรึกษาเยียวยาให้แล้วเสร็จภายใน
60 วันนับแต่วันได้รับแจ้งจากผู้รับบุตรบุญธรรมว่ายัง
คงประสงค์จะเลิกรับบุตรบุญธรรมหรือไม่
สาเหตุของการเลิกรับบุตรบุญธรรม
สภาพจิตใจและสภาพสังคมของบุตรบุญธรรม
ประเมินสภาพปัญหาการเลิกรับบุตรบุญธรรม
หมายเหตุ ในกรณีจำเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม หรือพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์ แล้วแต่กรณี อาจขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้งครั้งละไม่เกิน 15 วัน
2. ในการดำเนินการตามข้อ 1 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
หารือร่วมกันในการวางแผนและดำเนินการให้คำปรึกษา
เยียวยา โดยอาจเชิญผู้เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้มาร่วม
ประชุมหารือได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น
บุคคลผู้ได้ให้ความยินยอมในการรับเด็กเป็นบุตร
บุญธรรม
ผู้รับบุตรบุญธรรม
บุตรบุญธรรม
ผู้เกี่ยวข้องด้านเด็ก เช่น นักจิตวิทยา นัก
สังคมสงเคราะห์ แพทย์ หรือจิตแพทย์
หน้า 14
กรณีหากบุตรบุญธรรมนั้นยังเป็นเด็กและเคยอยู่ในความปกครองของสถานสงเคราะห์
หรือไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครองที่จะดูแลต่อไป ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการ เพื่อจัดให้เด็กได้รับ
การสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ โดยผู้รับบุตรบุญธรรมยังคง มีหน้าที่ในการเสียค่าใช้จ่ายในการ
อุปการะเลี้ยงดูและการศึกษาตามสมควรและ ตามความสามารถของตนจนกว่าเด็กนั้นจะบรรลุนิติภาวะ
และจำต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการอุปการะเลี้ยงดูต่อไปหากเด็กนั้นเป็นคนพิการหรือทุพพลภาพและหา
เลี้ยงตนเอง ไม่ได้แม้ว่าจะบรรลุนิติภาวะแล้ว เว้นแต่ในกรณีที่บุตรบุญธรรมกระทำการต้องด้วย มาตรา
1598/33 (1) (2) (3) หรือ (6) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือมีผู้รับบุตรบุญธรรมผู้อื่นรับ
อุปการะเลี้ยงดู (มาตรา 31/1)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/33 คดีฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมนั้น เมื่อ
(1) ฝ่ายหนึ่งทำการชั่วร้ายไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งอับอายขายหน้า
อย่างร้ายแรง หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้
(2) ฝ่ายหนึ่งหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่งอันเป็นการร้าย
แรง อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกได้ ถ้าบุตรบุญธรรมกระทำการดังกล่าวต่อคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม ให้
ผู้รับบุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(3) ฝ่ายหนึ่งกระทำการประทุษร้ายอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีหรือคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหตุให้เกิด
อันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างร้ายแรงและการกระทำนั้นเป็นความผิดที่มีโทษอาญา อีกฝ่ายหนึ่งฟ้อง
เลิกได้
(4) ฝ่ายหนึ่งไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
(5) ฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องเลิกได้
(6) ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกินสามปี เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท อีกฝ่าย
หนึ่งฟ้องเลิกได้
(7) ผู้รับบุตรบุญธรรมทำผิดหน้าที่บิดามารดา และการกระทำนั้นเป็นการละเมิด หรือไม่ปฏิบัติตาม
มาตรา 1564 มาตรา 1571 มาตรา 1573 มาตรา 1574 หรือมาตรา 1575 เป็นเหตุให้เกิดหรืออาจเกิดความ
เสียหายอย่างร้ายแรงต่อบุตรบุญธรรม บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกได้
(8) ผู้รับบุตรบุญธรรมผู้ใดถูกถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมด และเหตุที่ถูกถอนอำนาจ
ปกครองนั้นมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมต่อไป บุตรบุญธรรม
ฟ้องเลิกได้
กรณีผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
ผู้จะรับบุตรบุญธรรม หรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมสามารถดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนรับ
บุตรบุญธรรมได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือเขต แห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของ
คณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม สิทธิตามกฎหมายของเด็กที่เป็นบุตรบุญธรรม บิดา หรือมารดา
บุญธรรมกับบุตรบุญธรรมมิใช่สายเลือดเดียวกัน แต่เกิดจากความยินยอมพร้อมใจกันระหว่างบิดาหรือ
มารดาบุญธรรม กับ บิดามารดาที่แท้จริงของเด็ก และเด็กที่เป็นบุตรบุญธรรมด้วยเหตุผลบางประการเช่น
เพื่ออนาคตของเด็ก หรือเพื่อให้ผู้รับบุตรบุญธรรมที่ไม่มีบุตรได้มีบุตรสมใจปรารถนา การจดทะเบียน
รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กฎหมายจะให้ความคุ้มครองสิทธิเด็กให้มีฐานะอย่างเดียวกับบุตรที่ชอบด้วย
กฎหมายของบิดา หรือมารดาบุญธรรมทันทีนับแต่วันที่จดทะเบียน เช่น มีสิทธิได้รับมรดก มีสิทธิใช้
นามสกุลของบิดา หรือมารดาบุญธรรมโดยที่บิดา หรือมารดาบุญธรรมไม่มีสิทธิที่จะมารับมรดกของ
บุตรบุญธรรมนอกจากนี้แล้ว บุตรบุญธรรมยังไม่เสียสิทธิที่พึงมีตามกฎหมายในครอบครัวเดิมแต่อย่าง
ใด คือ ยังมีสิทธิรับมรดกของบิดามารดาที่แท้จริงได้ และบิดามารดาที่แท้จริงมีสิทธิไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนได้
ตามสมควรทั้งนี้กฎหมายยังคุ้มครองเด็กโดยบิดา หรือมารดาบุญธรรมจะเลิกรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมได้
ต้องได้รับความยินยอม จากบิดามารดาที่แท้จริงเสียก่อน และจะฟ้องให้มีการเลิกรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
โดยไม่มีเหตุอันควรไม่ได้