45
คำยืมภำษำเขมร
ภาษาเขมรเป็นภาษาคาโดด จัดอยู่ในตระกูลมอญ-เขมร คาด้ังเดิมส่วน
ใหญ่เป็นคาพยางค์เดียวและเป็นคาโดด ถือเอาการเรียงคาเข้าประโยคเป็น
สาคัญเช่นเดียวกบั ภาษาไทย แต่มลี ักษณะบางอย่างต่างไปจากภาษาไทย
ตวั อย่ำงคำยมื ภำษำเขมร
กระบือ ประจาน เพลงิ กระทอ่ ม
เชลย กาเดา กาแพง สาราญ
รญั จวน แสวง กังวล ทรวง
เผด็จ โปรด กระพัง ถนน
นางสาวมลทพิ ย์ โพธ์ศิ รี รหสั นกั ศกึ ษา 019
46
คำยมื ภำษำชวำ
ภาษาชวา ปัจจุบันเรียกว่าภาษาอินโดนีเซีย เป็นภาษาคาติดต่ออยู่ใน
ตระกูลเดียวกับภาษามลายู ภาษาชวาที่ไทยยืมมาใช้ส่วนมากเป็นภาษา
เขยี น ซ่ึงรับมาจากวรรณคดีเรื่องอเิ หนาเป็นส่วนใหญ่ ถ้อยคาภาษาเหล่าน้ีใช้
สื่อสารในวรรณคดี และในบทร้อยกรองต่าง ๆ มากกว่าคาที่นามาใช้ส่ือสาร
ในชีวิตประจาวัน
ตวั อย่ำงคำยมื ภำษำชวำ
ระเดน่ ระตู ดาหงัน บุหรง
บุหลัน ยาหยี ยหิ วา วิรงั รอง
ดาลดั
สะการะ ติกาหลัง มะตาหะรี บายสหุ รี
สะตาหมัน ปัน้ เหน่ง ซ่าหรม่ิ
นางสาวมลทพิ ย์ โพธศ์ิ รี รหสั นักศกึ ษา 019
47
คำยมื ภำษำมลำยู
ภาษามลายูหรือภาษามาเลย์ ปัจจุบันเรียกว่า ภาษามาเลเซีย จัดเป็น
ภาษาคาติดต่อ (Agglutinative Language) อยู่ในตระกูลภาษาชวา-มลายู มี
วิธีการสร้างคาใหม่โดยวิธีเอาพยางค์มาต่อเติมคาทาให้ความหมาย
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คาในภาษามลายูส่วนใหญ่จะมีสองพยางค์และสาม
พยางค์
ตวั อยำ่ งคำยมื ภำษำมลำยู
กรง กระดังงา กระจง กะพง
กระจูด กายาน บูดู ทุเรียน
ปาเตะ๊ มงั คดุ สละ สลกั
สลาตัน โสรง่ หนัง จาปาดะ
นางสาวมลทพิ ย์ โพธิ์ศรี รหสั นกั ศกึ ษา 019
48
นางสาวมลทิพย์ โพธ์ศิ รี รหสั นกั ศึกษา 019
กำเนิดพยัญชนะไทย
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึ กษา 025
50
กำเนิดพยัญชนะไทย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖ โดยทรง
ดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัดและอักษรไทยเดิม ซึ่ งดัดแปลงมาจากอักษรมอญและคิด
อักษรไทยขึ้นใหม่ให้มีสระ และวรรณยุกต์ให้พอใช้กับภาษาไทย และทรงเรียกอักษรดัง
กล่าว ลายสือไทย ดังมีกล่าวในศิ ลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงตอนหนึ่งว่า
“เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือ
ไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึงมีพ่อขุนรามคำแหงผู้นั้นใส่ไว้…”
(ปี ๑๒๐๕ เป็นมหาศั กราชตรงกับพุทธศั กราช ๑๘๒๖)
เกิดขึ้นหลังจากที่คนไทยสร้างเมืองของตนเองขึ้นแล้ว คือ สุโขทัย เมื่อปี
พ.ศ. ๑๘๒๖ พ่อขุนรามคำแหง กษัตริย์องค์ที่ ๓ ของเมืองสุโขทัย ทรงจารึก
เรื่องตัวหนังสือไทยไว้ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ตอนหนึ่งว่า
เมื่อประมาณ ๗๐๐ ปี ที่แล้วมา เมืองสุโขทัยของคนไทยนับว่าเป็นเมืองใหม่ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้า
นั้นชนชาติอื่นๆ รอบด้าน มีการรวมตัวกันเป็นเมืองอยู่ก่อนแล้วและที่เป็นเมืองแล้วต่างก็มีภาษาเขียนเป็นของตนเองทั้ง
สิ้น เมืองเขมร เมืองมอญ เมืองพม่า ล้วนมีภาษาเขียนของตนเองก่อนคนไทย ในยุคนั้นและก่อนหน้านั้นเท่าที่ปรากฏใน
อินเดีย ลังกา และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจารึกเรื่องของการปกครองเมือง ศาสนา และประชาชน นับเป็นประเพณี
นิยมของกษัตริย์ทั่วไป เมื่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นปกครองเมือง เมื่อมีการทำสงคราม การทำบุญครั้งใหญ่ หรือเมื่อมี
เหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นในเมือง ก็เป็นประเพณีของกษัตริย์ที่จะทรงบันทึกเรื่องราวไว้ ในอินเดียและลังกา มีการเก็บ
บันทึกจารึกต่างๆ ทั้งของวัดและกษัตริย์นับได้เป็นจำนวนแสน ประเพณีการจารึกเรื่องราวนี้ ได้แพร่หลายมาถึงเอเชียตะวัน
ออกเฉียงใต้ด้วย และในย่านนี้ จารึกโบราณมีทั้งภาษาบาลีสันสกฤต และต่อมาก็มีจารึกเป็นภาษาของคนพื้นเมืองด้วย คน
ไทยคงจะใช้ตัวอักษรอื่นที่ใช้แพร่หลายกันอยู่ในย่านนั้นมาก่อนซึ่ งมีทั้งอักษรมอญและขอม แต่เมื่อคนไทยมีเมืองเป็นของ
ตนเอง มีกษัตริย์ไทยเองแล้ว แรงผลักดันที่จะต้องมีตัวอักษรของตนเองเพื่อบันทึกเรื่องราวของกษัตริย์และเมืองตาม
ประเพณีอยู่ในขณะนั้นก็ย่อมเกิดขึ้น การใช้ภาษาของไทยเองย่อมจะทำให้เมืองไทยมีฐานะเท่าเทียมกับเมืองอื่นๆ ที่มีอยู่
ก่อนแล้ว เราอาจนับว่าการเป็นเมืองและประเพณีการจารึกเรื่องราวของกษัตริย์และเมือง เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้
เกิดการประดิษฐ์ อักษรไทยขึ้ น
แม่ครับภาษาเขียนของคนไทย
เกิดขึ้นเมื่อไหร่ครับแม่ ?
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึ กษา 025
51
กำเนิดพยัญชนะไทย
ตัวอักษรที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ เป็นตัวเขียนที่มีวิวัฒนาการสืบเนื่องมา
จากลายสือไทยที่พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อประมาณ ๗๐๐
ปีที่แล้ว เข้าใจว่าคงจะได้เปรียบเทียบหรือปรับปรุงจากตัวอักษรที่มีใช้
อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ตัวหนังสือในปัจจุบันแตกต่างไปจากสมัยสุโขทัย
มากแต่ระบบของตัวพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ยังคงเดิม
อักษรไทยมีใช้มานานประมาณ ๗๐๐ ปีแล้วจึงเป็น
ธรรมดาที่ จะมีลักษณะแตกต่างไปจากภาษาในปัจจุบันทั้ งในด้าน
การเขียนและการแทนเสียงและเพราะเหตุว่าตัวเขียนไทยเป็น
ตัวอักษรแทนเสียงระบบภาษาเขียนจึงเป็นเสมือนบันทึกของ
ลักษณะเสียงของภาษาไทยเมื่อสมัยประมาณ ๗๐๐ ปี มาแล้ว
ได้เป็นอย่างดี นักภาษาศาสตร์สามารถใช้วิธี การที่เป็น
วิทยาศาสตร์อธิบายให้เห็นว่าเสียงของภาษาในสมัยสุโขทัยต่าง
ไปจากเสียงในสมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึ กษา 025
52
กำ เ นิ ด พ ยั ญ ช น ะ ไ ท ย
แม่ครับลักษณะอักษรไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหง
เป็นแบบไหนหรอครับ ?
ลักษณะอักษรไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหง ก็จะมี
๑. อักษรสมัยพ่อขุนรามคำแหงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัด มีดังนี้ คือ ก ข ค ฆ
ง จ ฉ ช ญ ฎ ฐ ณ ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม ย ร ล ว ศ ษ ส ห และได้เพิ่มพยัญชนะและ
วรรณยุกต์ให้พอกับภาษาไทยในสมัยนั้น ได้แก่ ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ อ และวรรณยุกต์เอก
และโท
๒. สระและพยัญชนะเขียนเรียงอยู่ในบรรทัดเดียวกัน และสูงเสมอกัน เขียนสระไว้
หน้าพยัญชนะ ยกเว้นสระอะ สระอาเขียนอยู่ข้างหลัง ส่วนวรรณยุกต์เขียนไว้ข้างบน
๓. สระอะเมื่อมีตัวสะกด ใช้พยัญชนะซ้อนกัน เช่น น่งง (นั่ง) ขบบ (ขับ)
๔. สระเอีย ใช้ ย แทน เช่น สยง (เสียง) ถ้าไม่มีตัวสะกดใช้สระอี โดยไม่มีไม้หน้า
๕. สระอัว ที่ไม่มีตัวสะกด ใช้ วว เช่น ตวว (ตัว)
๖. สระอือและสระออที่ไม่มีตัวสะกด ไม่ใช้ อ เช่น ชี่ (ชื่อ) พ่ (พ่อ)
๗. สระอึ ใช้สระอิและสระอีแทน เช่น ขิ๋น (ขึ้น) จี่ง (จึ่ง)
๘. ตัว ม ที่เป็นตัวสะกดใช้นฤคหิต เช่น กลํ (กลม) ฯลฯ
อักษรไทยของพ่อขุนรามคำแหง ใช้แพร่หลายในเขตล้านนา ล้านช้าง และกรุงศรีอยุธยา ต่อมา
ชาวล้านนาและชาวล้านช้างเลิกใช้อักษรไทยสมัยกรุงสุโขทัยและใช้อักษรของพวกลื้อ ซึ่ งเป็นอักษรไทย
พวกหนึ่งแทนส่วนกรุศรีอยุธยายังคงใช้อักษรไทยและดัดแปลงแก้ไขมาเป็นระยะ ๆ จนเป็นเช่นอักษรไทย
ปัจจุบัน
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึ กษา 025
พูดอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึกษา 025
54
พูดอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล
การพูดมีบทบาทต่อการปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม เพราะช่วยให้ผู้พูดได้นำเสนอความคิด
ความรู้สึก โคยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สังคมโลกมีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย และ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตยบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างกว้างขว้าง
สามารถมี โอกาสพูดในสถานที่และ โอกาสต่างๆได้อย่างหลากหลาย
การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ กล่าวคือ
- เป็นศาสตร์ เพราะมีกฎกณฑ์และหลักการที่เข้าใจได้
- เป็นศิลป์ เพราะต้องฝึกฝนและพัฒนา เอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยความตั้งใจ และอดทน
หลักเกณฑ์การพูด 1.ความหมายและความสำคัญของการพูด
การพูดมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตมนุษย์อย่างมาก
ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อสื่ อสารกับคนอื่ นได้และยังเป็น
เครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด ความต้อง
การเพื่อตอบสนองต่อสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้อง
การพูดจัดเป็นวิชาการ/ศาสตร์ที่มีผู้สนใจกันมาก และยอ
มรบั ว่ามีส่วนเสริมต่อความสำเร็จในการประกอบอาชีพของ
บุคคลอย่างมากหากเป็นการพูดที่มีประสิทธิผล แต่ถ้าพูดไม่
ดีย่อมก่อให้เกิดผลร้ายได้เช่นกัน
ดังคำประพันธ์ของสุนทรภู่ที่กล่าวถึงความสำคัญของการพูดไว้ว่า...
" ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมติ ร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา"
หรือคำประพันธ์ที่รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพรธ์เกี่ยวกับความสำคัญของ
การพูดไว้ว่า...
" ปากเป็นเอกเลขเป็นโทโบราณว่า
หนงั สือตรีมีปัญญาไม่เสียหลาย
ถึงรู้มาก ไม่มีปากลำบากตาย
มีอุบายพูดไม่เป็นเห็นป่วยการ"
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึกษา 025
55
พูดอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล
2. จุดมุ่งหมายของการพูด
- เพื่อถา่ ยทอดความรู้สึกนึกคิด
-เพื่อแสวงคำตอบหรือความรู้ ความเข้าใจเรื่องต่างๆ
- เพื่อโน้มน้าวใจ/จูงใจผู้อื่นให้คล้อยตามความคิด/การกระทำ
-เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล
-เพื่อจรรโลงใจ ทำให้ผฟู้ ังมีความสุข สนุกสนาน บันเทิงใจ
*** ผู้พูดจะต้องวิเคราะห์จุดมุ่งหมายของการพูดให้ได้ก่อนว่า
การพูดนั้นมีจุดมุ่งหมายอย่างไร จึงจะสามารถพูดได้อย่างสัมฤทธิผล
3. ประเภทของการพูด
การพูดโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่
- แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการพูด
หลักเกณฑ์การพูด 1. การพูดเพื่อให้ความรู้ : เป็นการอธิบาย ชี้แจง แสดงเหตุผล
เช่น การอบรม ประกาศ แถลงการณ์
2. การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ : เชิญชวน จูงใจ ปลุกเร้าใจ ให้เห็น
ด้วยคล้อยตาม เช่น การปราศรัยหาเสียง การโฆษณาสินค้า
3. การพูดเพื่อจรรโลงใจ : เพื่อให้เห็นความดีงาม งดงาม
ค่านิยม เรื่องราว เช่น การเทศนา เล่านิทาน การอวยพรโอกาส
ต่างๆ
- แบ่งตามลักษณะของวิธีพูด
1. การพูดแบบอ่านจากต้นฉบับ : ข่าวจากรัฐบาล แถลงการณ์ คำปราศรัยสำนักนายก
รัฐมนตรี ประกาศทางราชกาล
2. การพูดแบบท่องจำ : การพูดสั้นๆ 3-5 นาที นิยมใช้ในการแสดงละคร หรือในโอกาสพิเศษ
3. การพูดแบบเตรียมล่วงหน้า : การพูดทั่วๆไป ไม่ใช่การท่องจำมาพูด เป็นการพูดที่ได้ศึกษา
ข้อมูลเตรียมมาถ่วงหน้า
4. การพูดโดยไม่เตรียมล่วงหน้า : การพูดโดยไม่รู้ตัวปฏิเสธไม่ได้ เช่น การอวยพรบ่าวสาว
การแสดงความเห็นต่างๆต้องมีไหวพริบ ความรู้ ประสบการณ์
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึกษา 025
56
พูดอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล
4. ขั้นตอนในการเตรียมการพูด
การพูดให้ได้ประสิทธิผลจะต้องเตรียมพร้อมทั้งค้านเนื้อหาสาระและกลวิธีการนำเสนอ
ดังนี้
- การเลือกหัวข้อเรื่อง : ต้องพิจารณากลุ่มผู้ฟังว่า เป็นกลุ่มใด อาชีพอะไร วัยใด เพศ
ใด อายุเฉลี่ย และต้องพิจารณาโอกาสในการพูดด้วย เช่น งานมงคล อวมงคล เป็นต้น
- การกำหนดวัตถุประสงค์ : พูดเพื่ออะไร
- การกำหนดขอบเขต : พิจารณาจากความยากง่ายของเรื่องที่พูด และความรู้พื้นฐาน
ของผู้ฟัง
- การรวบรวมข้อมูล : การค้นคว้าจากตำรา สิ่งพิมพ์ การสัมภาษณ์ เพื่อสร้างความ
น่าเชื่อถือของการพูด และทำให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
หลักเกณฑ์การพูด -การวางโครงเรื่อง : แบ่งได้เป็น ๓ ส่วน ได้แก่
1. ส่วนนำเรื่อง
(เริ่มต้นด้วยการทักทาย บทประพันธ์ นิทาน เร้าความสนใจให้ติดตาม)
2. ส่วนเนื้อหา
(การลำดับเรื่องราว อธิบายรูปธรรมสู่นามธรรม ความสำคัญ ราย
ละเอียด)
3. ส่วนสรุป
(พูดสรุปด้วยข้อคิด สุภาษิต บทเพลง โดยมีหลักว่าสรุปสั้นๆ ชัดเจน
และประทับใจที่สุด)
- การเรียบเรียงเรื่อง : เติมรายละเอียดประเด็นที่จะพูดให้ครบถ้วน
สมบูรณ์และครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด
- การนำเสนอเรื่อง : การพูดจริงตามรายละเอียดที่วางไว้ตามโครง
เรื่อง โดยจะต้องปฏิบัติตามหลักการ ดังนี้
1. สร้างความมั่นใจ
2. คำนึงในโวหาร
3. ตระการกลวิธี
4. ลีลาน้ำเสียง
5. ร้อยเรียงท่าทาง
6. จัดวางสื่อประกอบ
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึกษา 025
57
พูดอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล
การใช้ภาษาในการพูด
ในการพูดทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการนั้นต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ภาษาในการ
พูดแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ วัจนภาษา และ อวัจนภาษา
1.วัจนภาษา
ภาษาถ้อยคำหรือคำพูดเป็นภาษาที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้หลักการ 2. อวัจนภาษา
ใช้วัจนภาษาในการพูดคือ ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดเป็นการแสดงออกทางกายลักษณะต่างๆที่
-ใช้คำพูดกระชับตรงความหมาย
สามารถจะสื่อความหมายให้ผู้ฟังเข้าใจได้ในการพูดผู้พูดมักจะแสดง
-ใช้คำพูดชัดเจนไม่กำกวม อวันจภาษาดังนี้
-ใช้คำพูดเหมาะสมกับผู้ฟังกาลเทศะและโอกาส -การเน้นเสียงใช้เสียงเบาเสียงดัง
-ใช้คำสุภาพ -การใช้สายตา
-ใช้คำลึกซึ้งกินใจและเกิดจินตนาการ -การแสดงสีหน้า
-การเรียบเรียงประโยคชัดเจนถูกต้อง -การวางตัวยืนเดิน
-การแสดงท่าทางใช้มือแขนไหล่และศีรษะ
การพูดที่ดีจำเป็นต้องรู้จักใช้คำพูดอย่างถูกต้องและแสดง
กิริยาท่าทางที่เหมาะสมจึงจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการพูด
การพูดในโอ
กาสต่างๆ 1. การพูดต่อประชุมชน
เป็นการพูดที่มีลักษณะพิเศษ คือ ผู้พูดจะต้องพูดคนเดียวโดยมีผู้ฟัง
2.การพูดแสดงทรรศนะ จำนวนมาก พูดในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งโดยเฉพาะ และเนื่องในโอกาส
พิเศษเป็นกรณีไป มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ
-เพื่อแถลงความรู้ อธิบายเรื่องทางวิชาการ
-เพื่อเล่าเรื่องให้ความสนุกสนาน
- เพื่อสร้างความประทับใจในคุณความดีของบุคคล
- เพื่อเพื่อเชิญชวนให้เชื่อและปฏิบัติตาม
- เพื่อชักจูง ขอร้อง อ้อนวอน เกลี้ยกล่อม
เป็นการพูดเพื่อชี้แจงสันนิษฐานสาเหตุความเป็นมาวินิจฉัยและ 1.ที่มา หมายถึงแหล่งต้นกำเนิด/ต้นเรื่องของสิ่งที่ประสงค์จะ
ประเมินค่าเรื่องราวหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหรือเรื่องราวที่อยู่ใน แสดงทรรศนะผู้แสดงทรรศนะจะต้องบอกแหล่งที่มาของเรื่องให้ชัดเจน
ความสนใจด้วยความมีเหตุผลมีข้อสรุปข้อเสนอแนะเพื่อให้ผู้ฟัง ว่านำเรื่องนั้นมาจากที่ใดเช่นหนังสือพิมพ์คำพูดภาพยนตร์ฯลฯ
เข้าใจและเกิดความเชื่อถือโดยการใช้ภาษาและกิริยาท่าทางที่สุภาพ 2.เหตุผล/ข้อสนับสนุนเป็นการยกเอาเหตุผลหรือหลักการที่
การพูดแสดงทรรศนะเกิดขึ้นบ่อยมากในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะ ได้รับการยอมรับมาประกอบทรรศนะเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือหรืออาจ
ในที่สารารณะที่มีการพูดเพื่อแสดงความคิดเห็นต่างๆการแสดง อ้างคำกล่าวของบุคคลสำคัญก็ได้
ทรรศนะจึงเป็นการพูดที่นิยมมากรูปแบบหนึ่งส่วนประกอบของ 3.ข้อสรุปคือการสรุปซึ่งจะเป็นส่วนที่ผู้พูดจะบอกให้ผู้ฟัง
การพูดแสดงทรรศนะมี๓ส่วนได้แก่ ทราบว่าตนเองคิดอย่างไรข้อสรุปอาจจะอยู่ในรูปของการเสนอแนะ
การสันนิษฐานการวินิจฉัยหรือการประเมินค่าก็ได้
ในการพูดแสดงทรรศนะทุกครั้งผู้พูดจะขาคข้อสรุปมิได้เพราะหากขาดข้อสรุปไปก็เท่ากับแสดงทรรศนะโดยไม่รู้ว่าผู้พูดคิดอะไร
ต้องการเสนออะไรทำให้ขาดจุดยืนของตนเองและไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ฟัง
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึกษา 025
58
ขอเชิญเที่ยวงาน ประเพณีแห่มาลัยข้าวตอก
ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก ณ อำเภอมหาชนะชัย
จังหวัดยโสธร
นายธนวัฒน์ รวมธรรม รหัสนักศึกษา 025
นายธญั ธร เวทยวรี ะพงศ 027
60
ภาษาบาลี-สนั สกฤต
ในบรรดาภาษาตางประเทศที่มีอิทธิพลตอภาษาไทย
มากทสี่ ุด คอื ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต คำยืมใน
ภาษาไทยที่ยืมมาจากทั้งสองภาษานี้ เปนคำที่มีใชใ น
ชวี ติ ประจำวนั เปนจำนวนมากทั้งภาษาพดู และภาษา
เขียน ภาษาบาลีเขามาทางศาสนาพุทธ สวนภาษา
สันสกฤตเขามาทางศาสนาพราหมณและวรรณคดี
เรอ่ื งมหาภารตะและรามายณะ
ภาษาจีน
จีนเปนมิตรประเทศที่ติดตอเจริญสัมพันธไมตรี และ
คาขายแลกเปลี่ยนสินคาและศิลปะ วัฒนธรรมอันดี
งามมาชานาน ชาวจีนที่มาคาขายไดเขามาตั้งถิ่นฐาน
อยูในประเทศไทยเปนจำนวนมาก ภาษาจีนจึงเขามาสู
ไทยโดยทางเชอื้ ชาติ นอกจากน้ีภาษาจนี และภาษาไทย
ยังมีลักษณะที่คลายคลึงกัน จึงทำใหมีคำภาษาจีนเขา
มาปะปนอยูในภาษาไทยจนแทบแยกกันไมอ อก
ภาษาอังกฤษ
ภาษาอังกฤษที่ไดรับความนิยมใชเปนภาษาเพื่อการ
สอื่ สารมากที่สุด มปี ระเทศตาง ๆ ยอมรบั ภาษาอังกฤษ
เปน ภาษาราชการ เปนภาษาสากลของชาวโลก ไทยได
ศึกษาภาษาอังกฤษเปนภาษาที่สองมาเปนเวลานาน
จนภาษาอังกฤษเขามามีอิทธิพลตอชีวิตของคนไทย
มากขึ้น ทั้งในดานการพูดและการเขียนสื่อสารใน
ชีวิตประจำวัน คำยืมจากภาษาอังกฤษจึงหลั่งไหลเขา
มาในภาษาไทยมากขึน้ ทกุ ขณะ
นายธัญธร เวทยว รี ะพงศ 027
61
ภาษาเขมร
ภาษาเขมรดั้งเดิมสวนใหญเปนคำพยางคเดียวและ
เปนคำโดด มีลักษณะบางอยางตางไปจากภาษาไทย
การเปนประเทศเพื่อนบานทำใหภาษาเขมรเขามามี
อิทธิพลในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการอพยพของ
ชาวมอญและชาวจามเขามาในประเทศไทย ปจจุบัน
ภาษาเขมรอยูคูกับวิถีชีวิตคนไทยผานทางวรรณคดี
และคำราชาศพั ทเ ปน สวนมาก
ภาษาชวา-มลายู
ภาษาชวาและมลายู เปนภาษาตระกูลคำติดตอ ภาษา
ชวาที่ไทยยืมมาใชสวนมากเปนภาษาเขียน ซึ่งรับมา
จากวรรณคดีเรื่อง ใชในวรรณคดีและบทรอยกรอง
มากกวาคำที่นำมาใชในชีวิตประจำวัน และเขามา
ปะปนเพราะมีเขตแดนติดตอกัน จึงติดตอสัมพันธกัน
ท้ังทางดา นการคาขาย ศาสนา วัฒนธรรม
ภาษาญ่ีปนุ
ภาษาญี่ปุนเปนประเทศที่มีอารยธรรมเปนเอกลักษณ
และมีความเจริญกาวหนาในหลายดานทั้งดาน
เทคโนโลยีนวัตกรรมตาง ๆ ดานเศรษฐกิจ ไทยเรามี
การติดตอกับญี่ปุนและไดรับวัฒนธรรมรวมถึงภาษา
ของญี่ปุนเขามาจากการคาขายและเปลี่ยนสินคาเปน
สวนใหญ อีกทั้งคนไทยเริ่มนิยมศึกษาเลาเรียน
ภาษาญี่ปนุ เปนความรูเพ่ิมขึ้น ทำใหภาษาญี่ปุนเขามา
ปะปนกบั ไทยเราอยางกลมกลนื
นายธญั ธร เวทยว รี ะพงศ 027
62
ภาษาเปอรเ ซีย
ภาษาเปอรเซียเปนภาษาที่คนไทยหยิบยืมเอามาใช
แสดงถึงความสัมพันธ และการแลกเปลี่ยนทาง
วัฒนธรรมที่มีมายาวนาน จนทำใหคำเปอรเซีย
ปรากฏอยูในภาษาไทยดวย เปนภาษาที่ใชกันใน
ประเทศอิหราน ประเทศอัฟกานิสถาน ประเทศทาจิ
กสิ ถาน ประเทศบาหเ รน และประเทศอุซเบกิสถาน
ภาษาโปรตเุ กส
โปรตุเกสเปนชนชาติแรก ๆ ที่เดินทางมาติดตอคาขาย
กับประเทศไทยตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา การติดตอ
ระหวางโปรตุเกสและไทยนั้น มีทั้งดานการคาขาย
เผยแพรศาสนา และการเขามาเปนทหารอาสาสมัคร
ของพระมหากษัตริยไทย ทำใหอยุธยาไดรับวัฒนธรรม
ทั้งดานการทหาร การจัดทัพอยางยุโรป แบบอยาง
เคร่ืองยศ ตำรายาบางชนิด รวมท้งั อาหาร ขนมหวาน
ภาษาทมฬิ
ภาษาทมิฬไดเขามาปะปนในภาษาไทยโดยผานทาง
ลังกา เพราะไทยนบั ถือพุทธศาสนาลัทธลิ ังกาวงศ และ
การคาขายซึ่งทมิฬในสมัยโบราณเคยเขามาคาขายกับ
ประเทศตาง ๆ ทางแถบเอเชีย เชน ชวา มลายู เขมร
มอญ ไทย จึงไดหยิบยืมภาษาใชกันเปนธรรมดา
ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร คือ ศิลาจารึก
ภาษาทมิฬ ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัด
นครศรธี รรมราช
นายธัญธร เวทยวรี ะพงศ 027
นายธัญธร เวทย์วรี ะพงศ์ 027
64
รางวลั ซไี รต์ (S.E.A. Write) มชี ่อื เต็มวา่ รางวลั วรรณกรรม
สร้างสรรค์ยอดเย่ียมแห่งอาเซียน (Southeast Asian Writers
Award) เริ่มก่อตั้งเม่ือปี พ.ศ. 2522 เป็นรางวัลประจําปีที่มอบ
ให้แก่กวแี ละนักเขียนใน 10 ประเทศในอาเซยี น โดยงานเขียนท่ีได้รบั
รางวัลเป็นผลงานท่ีได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางอย่าง กวี
นิพนธ์ เร่อื งส้ัน นวนิยาย
- หนังสอื ดรี างวัลซีไรตเ์ ล่มแรก -
ลกู อสี าน
คําพูน บุญทวี (นวนิยาย) ปี 2522
ภาพสะท้อนชีวิตของชาวอีสาน ผ่านเร่ืองเล่าคล้ายสารคดีชีวิตผสมนว
นิยายที่แพรวพราวไปด้วยชนั้ เชิงวรรณศิลป์ งดงามด้วยสรอ้ ยอักษร ฉายภาพ
วิถีชีวิตอันแร้นแค้นของชาวอีสาน ปลุกจิตสํานึกให้เห็นถึงแนวทางการ
เปล่ียนแปลงของสังคม
เพียงความเคล่ือนไหว
เนาวรตั น์ พงษ์ไพบูลย์ (กวนี ิพนธ์) ปี 2523
ความคิดทางการเมืองต่อเหตุกาณ์ 14 ตุลาคม 2516 เร่ือยมาจนถึง 6
ตุลาคม 2519 ชี้ความต่ืนตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง แฝงวิถีชีวิต
พ้ื นบ้านเอาไว้มาก แสดงจิตสํานึกของชาติไทยยุคปัจจุบัน เป็นบันทึกทาง
ความคิด มุมมอง อารมณ์ ความรสู้ ึก ต่อเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏข้ึน
ขุนทอง…เจา้ จะกลับเม่อื ฟา้ สาง
อศั ศิริ ธรรมโชติ (รวมเร่อื งสั้น) ปี 2524
จนิ ตนาการจากกวี “เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว” สู่เหตุการณ์ต่อสู้ทางการ
เมืองยุค 14 ตุลาคม 2516 เป็นงานก่อให้เกิดความคิด ความร้สู ึกใหม่ ๆ ความ
จริง ความปลอม ความเงียบ ความสงสัย ซ่ึงล้วนเป็นพลังในอาณาจักร
วรรณกรรม ถือเปน็ งานเขียนที่ทรงคณุ ค่าอย่างยิง่
นายธัญธร เวทยว์ รี ะพงศ์ 027
Timeline หนังสือรางวลั ซไี รต์ 65
ปี 2522-2564 คําพิพากษา
ชาติ กอบจติ ติ
(นวนิยาย)
2525
2522 2523 2524
ลูกอีสาน เพียงความเคล่ือนไหว ขุนทอง…เจา้ จะกลับเม่อื ฟา้ สาง
คําพูน บุญทวี เนาวรตั น์ พงษ์ไพบูลย์ อศั ศิริ ธรรมโชติ
(นวนิยาย) (กวนี ิพนธ์) (รวมเร่อื งสั้น)
นาฏกรรมบนลานกวา้ ง
คมทวน คันธนู 2526
(กวนี ิพนธ์)
อัญมณีแหง่ ชวี ติ ตล่ิงสูงซงุ หนัก ซอยเดียวกัน
วาณิช จรงุ กิจอนันต์ 2527
มือนั้นสีขาว คําพูน บุญทวี นิคม รายยวา
(รวมเร่อื งส้ัน) (นวนิยาย) (รวมเร่อื งสั้น)
ศักด์ิสิริ มสี มสืบ
(กวนี ิพนธ์) 2533 2531 ปูนปดิ ทอง
กฤษณา อโศกสิน 2528
2532
ใบไม้ท่ีหายไป (นวนิยาย)
2535 จริ ะนันท์ พิตรปรชี า 2530 2529
(กวนี ิพนธ์)
ก่อกองทราย ปณิธานกวี
ไพฑรู ย์ ธัญญา อังคาร กัลยาณพงศ์
(รวมเร่อื งส้ัน) (กวนี ิพนธ์)
2534 เจา้ จนั ท์ผมหอม นิราศพระธาตอุ นิ ทรแ์ ขวน
มาลา คําจนั ทร์ (นวนิยาย)
เวลา 2536 ครอบครวั กลางถนน
ชาติ กอบจติ ติ ศิลา โคมฉาย (รวมเร่อื งส้ัน)
(นวนิยาย)
ม้าก้านกล้วย แผ่นดินอ่ืน ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
2537
ไพวรนิ ทร์ ขาวงาม กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ วนิ ทร์ เลียววารณิ
(กวนี ิพนธ์) (รวมเร่อื งสั้น) (นวนิยาย)
2538 2539 2540
นายธัญธร เวทย์วรี ะพงศ์ 027
Timeline หนังสือรางวลั ซไี รต์ 66
ปี 2522-2564 ความน่าจะเป็น
ปราบดา หยุ่น
(รวมเร่อื งส่ัน)
2545
2541 2542 2543 2544
ในเวลา สิ่งมชี วี ติ ท่ีเรยี กวา่ คน อมตะ บ้านเก่า
แรคํา ประโดยคํา วนิ ทร์ เลียววารณิ วมิ ล ไทรน่ิมนวล โชคชยั บณั ฑิต
(กวนี ิพนธ์) (รวมเร่อื งส้ัน) (นวนิยาย) (กวนี ิพนธ์)
ชา่ งสําราญ
เดือนวาด พิมวนา 2546
(นวนิยาย)
ไม่มหี ญิงสาว เราหลงลืมอะไร แม่น�าราํ ลึก
บางอยา่ ง เรวตั ร์ พันธุ์พิพัฒน์ 2547
แดดเชา้ รอ้ น ในบทกวี
วชั ระ สัจจะสารสิน (กวนี ิพนธ์)
เกินกวา่ จะ ซะการยี ์ยา อมตยา (รวมเร่อื งสั้น)
น่ังจบิ กาแฟ (กวนี ิพนธ์) เจา้ หงญิ
2551 บนิ หลา สันกาลาคีรี 2548
จเด็จ กําจรเดช 2553
(รวมเร่อื งส้ัน)
(รวมเร่อื งส้ัน)
2554 2552 2550 2549
คนแคระ ลับแล,แก่งคอย โลกในดวงตาขา้ พเจา้ ความสุขของกะทิ
มนตรี ศรยี งค์ งามพรรณ เวชชาชวี ะ
วภิ าส ศรที อง อทุ ิศ เหมะมูล
(นวนิยาย) (กวนี ิพนธ์) (นวนิยาย)
(นวนิยาย)
2555
2556 หวั ใจหอ้ งที่หา้ 2564 เดฟ่ นั
ไส้เดือน ศริ วิ ร แก้วกาญจน์
ตาบอดใน อังคาร จนั ทาทิพย์ (กวนี ิพนธ์) (นวนิยาย)
เขาวงกต
2557 อสรพิษและเร่อื งอ่นื ๆ 2563
วรี พร นิติประภา
(นวนิยาย) แดนอรญั แสงทอง (รวมเร่อื งสั้น)
2558 สิงโตนอกคอก พุทธศักราชอัสดง ระหวา่ ง คืนปีเสือ
กับทรงจาํ ของทรงจาํ ทางกลับบ้าน
2559 จดิ านันท์ ของแมวกุหลาบดํา และเร่อื งเล่า
นครคนนอก เหลืองเพียรสมุท วรี พร นิติประภา องั คาร จนั ทาทิพย์
(รวมเร่อื งส้ัน) (นวนิยาย) (กวนี ิพนธ์) ของสัตวอ์ ่ืน ๆ
พลัง เพียงพิรฬุ ห์
(กวนี ิพนธ์) 2560 2561 2562 จเด็จ กําจรเดช
(รวมเร่อื งสั้น)
นายธัญธร เวทยว์ รี ะพงศ์ 027
1. มาจากภาษาจนี แตจ้ ว๋ิ เชอ่ื วา่ คาวา่ ดอกทอง
มาจากภาษาจีนแต้จ๋ิว คือคาว่า หลกท่ง ที่
หมายถึง แดงเหมือนเหล็กเผาไฟ คาดว่า
เปรียบเทียบกบั อวยั วะเพศที่รอ้ นแรงจนตอ้ งหา
ผูช้ าย เป็ นดา่ ท่ีรุนแรง แตเ่ มื่อคนไทยนามาใชก้ ็
เพ้ียนเป็ นดอกทอง
2 . ม า จ า ก ภ า ษ า พู ด ข อ ง จีน ฮ ก เ ก้ี ย น เ ช่ือ ว่า
คาวา่ ดอกทองมาจากภาษาพูดของจีนฮกเก้ียน คือคาวา่
หลกท่ง เป็ นภาษาคาพูดแปลว่าโสเภณี โดยใชภ้ าษา
มลายู อินโดนีเซีย ก็ยืมคาน้ีไปใช้เป็ น loktong
ท่ีหมายถึงโสเภณี เช่นกนั แต่บา้ งก็ว่าคนจีนฮกเก้ียน
สมยั กอ่ น ไมม่ ีคาน้ีใชใ้ นภาษาพูด น่าจะยืมจากคาไทยคือ
วา่ ดอกทอง มากอ่ นมากกวา่ และมีขอ้ สงั เกตที่ตง้ั ข้ึนมา
วา่ คาวา่ ฮวย ในภาษาจีนท่ีแปลวา่ ดอกไมน้ นั้ หมายถึง
หญิงโสเภณี และฮกเก้ียนยงั มีคาด่า ลกหรือเชา้ ลก ซ่ึง
แปลวา่ ลก แปลว่า หญงิ โสเภณที ่ีเหม็นโฉ่
นางสาวมนิ ตรา ดุมแก้ว รหัส 029 ช้ันปี ท่ี 4
3. ลายดอกบนตวั เห้ีย เน่ืองจากเห้ียเป็ นสตั วท์ ่ีสงั คมไทย
รงั เกียจมาชา้ นาน อีกทงั้ เห้ียยงั ถูกใชเ้ ป็ นคาดา่ ของคนไทยจึง
นาลายดอกบนตวั เห้ียมาใชด้ ่าผูห้ ญิงที่ทาตวั ไม่ดี คือคาว่า
ดอกทอง ซึ่งบา้ งก็ เห้ีย แสดงออกถึงช่วงที่พรอ้ มผสมพนั ธุ์
ดว้ ยการที่หนงั ของมนั เป็ นจุดดอกสาวจะเปลี่ยนเป็ นสีเหลือง
ก็อาจเป็นทมี่ าของคาวา่ ดอกทอง อกี ขอ้ สนั นิษฐานหนึ่ง
4. การลงโทษหญิงที่มีชูใ้ นสมยั อยุธยา การบนั ทึกใน
จดหมายเหตุลาลูแบร์ ซ้ึงใดเ้ ขา้ มาในสมยั พระนารายณ์
มหาราชนนั้ บนั ทึกเร่ืองการลงโทษหญิงท่ีมีชูใ้ นกรุงศรี
อยุธยาไวว้ า่ หญิงใดทีก่ ระทาการมีชูจ้ ะตอ้ งโดนโทษทณั ฑ์
ดว้ ยการโกนศรี ษะหญิงนน้ั เป็นตะแลงแกง ทดั ดอกชบา
สองหู ข้ึนขาหย่างประจาน 3 วนั ในบางกรณี ก็จะรอ้ ย
ดอกดอกชบาเป็ นพวงมาลยั สวมคอหญิงชายท่ีทาชูน้ นั้
ดว้ ย ซึ่งดอกชบาดังกล่าวมีลักษณะเป็ นสีแดงแซม
สีเหลือง จึงเรียกวา่ ดอกทอง นี่จึงเป็ นอีกขอ้ สนั นิษฐาน
หนึ่งของคาวา่ ดอกทอง
5. คาผวน ดว้ ยความท่ีรูปศพั ทข์ องคาวา่ ดอกทอง
ไม่มีความหมายเชงิ ลบดว้ ยตวั ดว้ ยตวั ของมนั เอง จึง
มีผูส้ นั นิษฐานวา่ คาวา่ ดอกทอง เป็ นคาผวน ท่ีผวน
แลว้ จะไดว้ า่ ดอกถอก มีความหมายท่เี กี่ยวกบั อวยั วะ
เพศชาย แต่หากสงั เกตแลว้ คาด่าส่วนใหญ่ในอดีต
จะพบว่ามีความหมายตรงตวั ไม่ซบั ซอ้ น เช่นคาว่า
อมี่ กั ชู้ อมี่ กั ผวั ข้คี รอก อเี่ ยด็ ซอ้ น
6. คากร่อน ในสมยั รชั กาลที่ 5 มีมหาดเล็กที่ตาม
เสด็จพระพาสตน้ คราวหนึ่ง หนีไปเท่ยี วซอ่ งโสเภณีซ้งึ
มีตน้ ทองกวาวอยู่หนา้ ซ่อง จนทรงตรสั บริภาษว่า
“ไปหาอดี อกทองกวาวกนั หมด” ซง่ึ ดอกทองกวาวใน
ที่น้ีมีการกรอ่ นคาจนเหลือเป็ น ดอกทอง ดว้ ยคาวา่
ดอกทองถูกพบว่ามีการใชม้ าตั้งแต่สมัยอยุธยา
ขอ้ สนั นิษฐานน้ีจึงถูกปัดตกไปดว้ ยเหตุผลเร่ืองของ
ยุคสมยั
7. เครื่องแต่งกายของโสเภณีจีน ในสมยั อยุธยามีคา
เรียกโสเภณีตรงตวั อยู่ก่อนแลว้ และปรากฏในกฎหมาย
ตรงสามดวงในพระไอยการลกั ษณะผวั เมียดว้ ย อีกทง้ั ใน
นิราศ พระยามหาภาพ ก็มีการใชค้ าว่า อีดอกทอง
เรยี กโสเภณีชาวจนี
ในสมยั อยุธยา โสเภณีชาวจีนท่ีเขา้ มาทางานในไทย
นิยมรบั แขกชาวจีนดว้ ยกนั เท่านั่นดงั ปรากฎในนิราศ
ชมตลาดสาเพ็ ง วรรณคดีในสมัยรัตนโกสินทร์
แต่ลักษณะเด่นของโสเภณีจีนที่เข้ามาทางานในไทย
คือ การนุ่งห่มผา้ แพรลายดอกสีทอง ดงั ปรากฏในนิราศ
จนั ทบุรี-กรุงเทพฯ จงึ เป็ นขอ้ สนั นิษฐานวา่ การแตง่ กาย
ดว้ ยผา้ แพรลายดอกอาจเป็นทมี่ าของคาวา่ ดอกทอง
เหภ็นเาป็พนภพำพจมนีจิน์ คตือนำถกอ้ ำยรคในำทก่ีำเปร็ถน่ำสยำทนอวดนอโำรวมหณำร์ไดทอ้ ำยใำ่ หง้
กวำ้ งขวำงและลึกซ้ึงกวำ่ กำรบอกเล่ำท่ีตรงไปตรงมำ
นางสาวมนิ ตรา ดุมแก้ว รหัส 029 ช้ันปี ที่ 4
1. อุปมา คือ กำรเปรียบส่ิงหน่ึงวำ่ เหมือนกบั อีกส่ิงหน่ึง มกั มี
คำวำ่ ดุจ ประดุจ เหมือน ราวกบั เล่ห์ ปาน เพยี้ ง ละม้าย ฯลฯ
“สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด เปรียบนำงประแดะ
งำมละมำ้ ยคลำ้ ยอูฐกะหลำป๋ ำ” วำ่ เหมือนอูฐ
นำงประแดะ อูฐ
2. อุปลักษณ์ คือ กำรเปรี ยบสิ่ งหน่ึงว่ำเป็ นอีกส่ิ งหน่ึง
มกั มีคำวำ่ เป็ น คือ
ครูคือแม่พิมพข์ องชำติ
เปรียบครูวำ่ “เป็น” ร้ัวของชำติ
3. อติพจน์ คือ กำรกล่ำวเกินควำมจริงเพ่อื เนน้ ควำมรู้สึก
ร้อนตบั จะแตก เหนื่อยสำยตวั แทบขำด คิดถึงใจจะขำด
4. อวพจน์ คือ กำรกล่ำวนอ้ ยเกินควำมจริงเพ่อื เนน้ ควำมรู้สึก
“รู้สึกในใจกแ็ คเ่ น้ีย
เจบ็ นิด ๆ นะ เจบ็ นิด ๆ นะ
เจบ็ เหมือนมดกดั นิดเดียว
แสบเลก็ ๆ นะ แสบเลก็ ๆ นะ
อีกสักแป๊ บกห็ ำยไป”
กล่ำวนอ้ ยเกินควำมจริง ตรง เจบ็ เหมือนมดกดั นิดเดียว แต่
ควำมเป็นจริงน้นั กำรที่เขำไม่รักเจ็บกวำ่ กำรโดนมดกดั ท้งั รัง
เสียดว้ ยซ้ำ
5. บุคคลวัต คือ ทำสิ่งไม่มีชีวิตให้มีชีวิต มีควำมรู้สึกเหมือน
มนุษย์
ฟ้ำร้องไห้
ร้องไหไ้ ม่ได้ เพรำะไม่มีชีวติ
6. สัทพจน์ คือ เลียนเสียงธรรมชำติ
ลูกนกร้องจิ๊บ ๆ เลียนเสียงนก
7. ปฏพิ ากย์ คือ กำรใชถ้ อ้ ยคำตรงขำ้ มกนั หรือขดั แยง้ กนั
สวรรค์บนดิน บาปบริสุทธ์ิ
เลวบริสุทธ์ิ
22
22
22
สเรนยี กุ นกรบั ู้
คำไวพจน้์ แสนสนกุ
คำไวพจน์ คอื คำท่ีมคี วำมหมำยเหมือนกนั แตใ่ ชในบรบิ ท
ตำ่ ง้ๆ้กนั ้หรอื เรยี กอกี อยำ่ งว่ำ คำพองควำม ควำมหมำยตำม
พจนำนุกรมฉบบั รำชบณั ฑิตยสถำน้พุทธศกั รำช้2552 ให
ใคำกอลธเบคิ ยำี ยงวก่ำนั ้ม“คำำกท”่เี ขเชยี ่นน้ตมำ่ งนกุษนั ยแ์้ตกม่ บั ีค้วคำนม้หบมำำนย้เกหบมั ้ือเนรกอื นนั ห้รรออื ้
กบั ้คอย้ป่ ำ้กบั ้ดง้ เป็ นตน
หสั ดี กุญชร ดำริ
คชินทร์ คชำธำร สำร
คเชนทร์ กรี กรนิ ทร์ วำรณ
พยคั ฆำ ศำรทลู พำฬ ทวชิ วหิ ค ปักษิณ บุหรง
พยคั ฆ์ ขำล สกณุ ี สกณุ ำ สกุณ ทิชำกร
ปกั ษี ปักษำ ทวชิ ำชำติ
ชลจร ปุถโุ ลม มจั ฉำ
มจั ฉำชำติ มสั ยำ มิต
อมั พชุ ำ มีน มีนำ วำรชี ำติ
บุษบำ บปุ ผำ บุปผชำติ
บหุ งำ บษุ บง บุษบนั
ผกำ มำลำ ผกำมำศ
มำลี สมุ ำลี สคุ นั ธชำติ
อมั พร หำว เวหำ นภำ
โพยม นภ ทิฆมั พร
คคนำงค์ คคนำนต์ นภดล
เวหำศ อำกำศ นภำลยั
พนำวนั ชฎั เถ่อื น พนสั
พนำ อรญั ญกิ พงพนำ
ไพรวนั พงพี พงไพร
ไพรสณั ฑ์ พนำดร พนำลี
คงคำ นที สมทุ ร สำคร อุทก
ชลำลยั
อุทก ชโลทร อำโป อมั พุ
หรรณพ ชลธำร ชลำศยั สินธุ
ชลธี ธำร ธำรำ รตั นำกร
สลลิ อรรณพ อุทกธำรำ สำคเรศ
หลำ เมธนิ ี ภูมิ ภพ พสธุ ำ
ภูวดล ธำษตรี โลกธำตุ ดำว
ปัถพี ปฐวี ปฐพี ธรำดล ธรณี
พิภพ ภูตลำ พสุมดี มหิ
กนก สวุ รรณ สพุ รรณ
บุหงำ กำญจนำ กำณจน์
ชมพูนทุ เหม มำศ
รชั ตะ รชั ฎำ
ปรกั หิรญั
ธำนี รำชธำนี ธำนินทร์ บุรี
นคร นครนิ ทร์ นคเรศ
สถำนิย ประเทศ บุรนิ ทร์
พำรำ กรุง นครำ
ยกั ษำ อสูร อสรุ ำ กมุ ภณั ฑ์
รำมสรู รำกษส รำพณ์ รำพณำสรู
บุหลนั แข รชั นีกร
นิ ศำกร ศศิธร
83
นางสาวบษุ ยน ํ้าเพชร ตรองจติ ต รหสั 031
84
นางสาวบษุ ยน ํ้าเพชร ตรองจติ ต รหสั 031
85
นางสาวบษุ ยน ํ้าเพชร ตรองจติ ต รหสั 031
86
นางสาวบษุ ยน ํ้าเพชร ตรองจติ ต รหสั 031
87
นางสาวบษุ ยน ํ้าเพชร ตรองจติ ต รหสั 031
88
ครุฑ ตัวเปนมนุษย มีปกยาวเหมือนอินทรีย มีปาก
เหมือนนก และมีพละกําลังแข็งแกรงกลา ไมมี
อาวุธชนิดใดที่สามารถตอกรกับพญาครุฑได
สิง่ มีชีวติ ทีส่ ุภาพไมทํารา ยใครและซื่อสตั ย และเปน
สตั วป ระจํากายของพระนารายณ
พญานาค เปนสง่ิ มีชวี ิตท่ีโบราณของไทยเชื่อกันวา
ยังมีชีวิตอยูทุกวันนี้ อาศัยอยูในถํ้าหรือบาดาลและ
บางชนิดสามารถพนไฟพน พษิ ไดอีกดว ย เมื่ออยูใน
นํ้าจะมีพละกําลังมหาศาลเปนอยางมาก และ
สามารถแปลงกายเปนมนุษยได เปนตัวแทนของ
ความอุดมสมบูรณ
นรสิงห จากอสูรกายที่ชื่อวา หิรัณยกศิปุ ไดไปขอ
พรกับพระพรหมวาขอใหตอนนั้นมีพละกําลัง
อํานาจมหาศาลไมมีใครหยุดยั้งเขาได พระอินทร
จึงทูลเชิญพระนารายณอวตารเกิดมาเปนนรสิงห
ที่มีหัวเหมือนสิงโต และพละกําลังที่แข็งแกรง
มหาศาลมาจดั การกบั หริ ณั ยกศปิ ุ จนมนั ตาย
นางสาวบษุ ยน ้ําเพชร ตรองจิตต รหสั 031
89
มานิลมังกร เปนสิ่งมีชีวิตที่ดุรายอยางมาก มีหัว
เปนมังกรมีตัวเปนมามีหางเปนนาค และมีพลังขา
เหนอื กวามาหลายรอยเทาจึงสามารถวิ่งบนอากาศ
ได จนสุดทายก็โดนสุดสาครปราบ และกลายเปน
เปนสตั วประจําตัวของสดุ สาคร
หนุมาน มีลักษณะคลายลิงเผือกและมีพละกําลัง
อํานาจที่มหาศาลสามารถขยายตัวไดใหญขึ้น
สามารถยืดหางออกมาใหยาวขึ้นได และที่สําคัญ
คือเปนอมตะ เมื่อสําแดงฤทธิ์ จะมี 4 หนา 8 มือ
และหาวเปนดาวเปนเดอื น
เงือก จะมีลักษณะคลายมนุษยอาศัยอยูใตนํ้าครึ่ง
ทอนบนเปนมนุษยและครึ่งทอนลางเปนปลา
สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ถูกสรางจากจินตนาการของสุนทร
ภูอีกเชนเคยที่แตงในเรื่องพระอภัยมณี และทั่ว
โลกก็ยงั เชอ่ื ดวยวา นางเงอื กนน้ั มีอยจู รงิ
กินรี ทอนบนจะมีรูปรางเปนมนุษย ทอนลางก็จะ
เปน นกและมปี ก สง่ิ มีชีวิตชนิดนี้มีตนกําเนิดมาจาก
ปาหิมพานตอยบู รเิ วณเทอื กเขาไกรลาส
นางสาวบุษยน ํ้าเพชร ตรองจติ ต รหสั 031
90
มักกะลีผล นารีผล เปนตนไมชนิดหนึ่งที่ออกผลมา
เปนมนุษยผูหญิงและสามารถสงเสียงได เมื่อโต
เต็มวัยก็จะยื่นขาออกมาเหมือนมนุษย ทําใหมีผูคน
จํานวนมากแมกระทั่งษีก็แยงชิงฆาฟนกันเพื่อ
แยง มักกะลผี ล
ชางเอราวัณ ชางเอราวัณนั้นจะมีสามเศียรภายใน
1 เชือก เศียรแรกนั้นพระศิวะเปนผูตั้งชื่อใหวา
เอราวัณ เศียรที่ 2 พระพรหมเปนผูประทานชื่อให
วา คีรีเมขลไตรดายุค เศียรสุดทาย พระวิษณุ
ประธานช่ือใหวา เอกทันต
วารีกุญชรหรือชางนํ้า เปนสัตวในตํานานลักษณะ
รูปรางทอนบนเปนชาง ทอนลางเปนปลา สามารถ
วายนํ้าไดอยางดีและดํานํ้าลึกไดอยางสบาย
และเกิดท่ีปา หมิ พานต
นางสาวบษุ ยน ้ําเพชร ตรองจิตต รหสั 031
ไหบวอพกพรกิ ะดั 9 วดั 91
ในกรุงเทพฯ
78 5
สะพานปนเกลา
อนสุ าวรียฯ
ทาพระจันทร สนามหลวง
3 ทา ชา ง 4 6
2 9
ทาเตียน
1
1 วดั กัลยาณมิตรวรมหาวหิ าร 2 วดั อรณุ ราชวรารามวรมหาวิหาร
3 วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวหิ าร 4 วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม
5 วดั สระเกศราชวรมหาวิหาร 6 วดั สทุ ศั นเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
7 วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร 8 วัดบวรนเิ วศวิหาร ราชวรมหาวิหาร
9 วัดพระเชตุพนวิมลมงั คลารามราชวรมหาวิหาร
นางสาวบุษยนํ้าเพชร ตรองจติ ต รหสั 031
หมวด หนังสือนิตยสาร