บทที่ 13
การขยายพนั ธ์ุพชื โดยการแบ่งและแยก
เนื้อเรื่องในบทเรียน
เร่ืองท่ี 1 ชนดิ ของรากและลาต้นพเิ ศษ
การขยายพนั ธุพ์ ชื โดยวธิ ีการแบง่ และแยกเป็นการขยายพนั ธุพ์ ชื โดยการใชต้ น้ และรากพเิ ศษซ่ึงอยใู่ ตด้ ิน
และเหนือดินท่นี ิยมเรียกทวั่ ไปวา่ “หวั ” “เหงา้ ” “หน่อ” และ “แง่ง” ลาตน้ และรากพเิ ศษของพชื ทนี่ ามาใช้
ขยายพนั ธุม์ ีหลายชนิด
บลั บ์ (Bulb)
บลั บ์ คอื หวั ของพชื ทอี่ ยใู่ ตร้ ะดบั ผวิ ดินของพชื ประเภทใบเล้ียงเดี่ยว โดยส่วนตา่ งๆของตน้ ถูก
เปลี่ยนเป็ นที่เก็บสะสมอาหารและใชส้ ืบพนั ธุ์ ซ่ึงหวั จะประกอบดว้ ยลาตน้ ท่สี ้นั และอวบสด ใจกลางของหวั จะ
เป็นจดุ เจริญหรือจดุ ใหก้ าเนิดดอกท่ีห่อหุม้ ดว้ ยกาบใบท่หี นา
นอกจากน้ียงั มีจุดเจริญเล็กๆ เรียกวา่ บลั บเ์ ล็ท เกิดข้ึนท่ีงา่ มกาบใบ เม่ือบลั บเ์ ล็ทโตเตม็ ทเ่ี รียกวา่ ออฟ
เซ็ท ( Offsets) ในกรณีท่บี ลั บเ์ ลท็ จริงอยเู่ หนือผวิ ดินหรือในอากาศ เรียกวา่ บลั บลิ พชื ที่มีหวั แบบน้ีไดแ้ ก่
หอมหวั ใหญ่ พลบั พลึง วา่ นส่ีทิศ บวั สวรรค์ วา่ นแสงอาทติ ย์ ทิวลิป เป็ นตน้
โครงสร้างบัลบ์ของหัวหอม
http://www.tutorvista.com
โครงสร้างบลั บข์ องกระเทยี ม
http://www.tutorvista.com
ทวิ เบอร์ (Tuber) ทวิ เบอร์ของมนั ฝรั่ง
ทวิ เบอร์ คอื ส่วนของยอดท่ีอวบส้นั ของตน้ http://www.tutorvista.com
ท่เี กิดจากการสะสมอาหารอยใู่ ตร้ ะดบั ผวิ ดิน
จะมีขอ้ ทเ่ี กิดบนผวิ ของหวั เรียกวา่ อาย “Eye”
ท่อี ายจะมีตาเลก็ ๆอยตู่ ้งั แต่ 1 ตาหรือมากกวา่
อยภู่ ายในรอยบุ๋ม พชื ทีม่ ีหวั แบบทวิ เบอร์ไดแ้ ก่
มนั ฝรง่ั บอนสี เผอื ก เป็นตน้
ทิวเบอรัสรูท (Tuberous root)
ทิวเบอรสั รูท คอื รากของพชื ท่มี ีหวั อวบ
และพองตวั เนื่องจากเกิดการสะสมอาหารจานวนมาก
ทิวเบอรัสรูทจะแตกตา่ งไปจากทิวเบอร์ตรงทไี่ ม่มีขอ้
และปลอ้ ง พชื ทีร่ ากแบบน้ีไดแ้ ก่ รกั แรก มนั เทศและ
ดองดึง
ทิวเบอรสั รูสของมนั เทศ
http://www.allposters.com
ซูโดบลั บ์ (Pseudobulb)
ซูโดบลั บ์ คือลาตน้ พชื ทอ่ี ยบู่ นดินมีหนา้ ทเ่ี กบ็ สะสมอาหาร ประกอบดว้ ยส่วนของตน้ ที่อวบส้นั จะพบ
มากในกลว้ ยไมป้ ระเภทกอ ซ่ึงเรียกวา่ ลาลูกกลว้ ย เช่น แคทลียา หวายชนิดตา่ งๆ
kanchanapisek.or.th/.../pictures ซูโดบลั บข์ องกลว้ ยไม้
www.anbg.gov.au/cpbr/cd-keys/orchidkey/html
คอร์ม(Corm)และคอร์เมล (Cormel)
คอร์ม คือ ส่วนของโคนพชื ที่พองโต ซ่ึงห่อหุม้ ดว้ ยกาบ
(Scale) ทมี่ ีลกั ษณะคลา้ ยใบ มีขอ้ และปลอ้ งชดั เจน ดา้ นบนสุด
ของหวั คอื ส่วนทีเ่ ป็นตายอดที่เจริญเป็นใบและช่อดอก ทกุ ๆขอ้
บนหวั จะมีตาขา้ ง
คอร์เมล คือ คอร์มเลก็ ๆท่เี กิดข้นึ ระหวา่ งคอร์มหวั เก่าและ
คอร์มหวั ใหม่ คอร์เมลจะเกิดข้นึ หลงั จากปลูกประมาณ 2--3
เดือนพชื ทม่ี ีหวั ลกั ษณะน้ีไดแ้ ก่ แกลดิโอลสั การปลูกแกลดิ
โอลสั ถา้ ปลูกต้นื เกินไปจะมี คอร์เมลจานวนมากกวา่ การ
ปลูกลึก
โครงสรา้ งคอร์มของ colocasia
http://www.tutorvista.com
ไรโซม (Rhizome)
ไรโซม คือ ลาตน้ ทเี่ จริญอยใู่ นแนวระดบั ซ่ึงอาจอยใู่ ตด้ ินหรือเหนือระดบั ผวิ ดินกไ็ ด้ ลาตน้ แบบน้ีพบใน
พชื มากมายหลายชนิด ท้งั ท่ีเป็นพชื เศรษฐกิจและวชั พชื เช่น ไผ่ กลว้ ยไม้ หน่อไมฝ้ รง่ั เฟิ ร์น พทุ ธรักษา ขิง ข่า
หญา้ คา แหว้ หมู เป็นตน้
ลกั ษณะลาตน้ แบบไรโซมของขิง
http://www.tutorvista.com/content/biology/biology-iii/angiosperm-morphology/underground-
stem-modifications.php
เร่ืองที่ 2 การขยายพนั ธ์ุพชื โดยวธิ กี ารแบ่ง
การขยายพนั ธุพ์ ชื โดยวธิ ีแบง่ (Division) เป็ นวธิ ีการขยายพนั ธุพ์ ชื ทีส่ ่วนของตน้ พชื ตดิ รวมกนั ไม่
สามารถทีจ่ ะแบ่งออกไดโ้ ดยใชม้ ือเปล่าๆ จาเป็ นตอ้ งใชเ้ ครื่องมือ เช่น กรรไกร มีด ตดั แบง่ ออกเป็ นส่วนๆ ไดแ้ ก่
พชื จาพวก ทิวเบอร์ ทวิ เบอรัสรูท และไรโซม เป็นตน้
การขยายพนั ธ์ุพืชประเภทหัว ( Tuber)
พชื ท่นี ิยมไดแ้ ก่ มนั ฝรั่ง และพชื ท่ีอยใู่ นตระกูลบอน บอนสี
วธิ ีการขยายพนั ธุพ์ ชื
1. การขยายพนั ธุม์ นั ฝรั่ง มีวธิ ีปฏิบตั ิดงั น้ี
1.1 นาหวั มนั ฝรง่ั ชนิดหวั แก่จดั มาลา้ งน้าใหส้ ะอาดแลว้
ผ่งึ ใหแ้ หง้
1.2 ใชม้ ีดทีค่ มและสาดตดั แบง่ หวั มนั ฝรั่งออกเป็น
ส่วนๆ ใหแ้ ตล่ ะส่วนมีตาตดิ ไปดว้ ย มนั ฝรง่ั ท่ตี ดั แบ่งแตล่ ะช้ินควรมี
น้าหนกั ประมาณ 30-50 กรมั และควรตดั ใหม้ ีพ้นื ทร่ี อยตดั นอ้ ยท่ีสุดเท่าท่ี
จะทาได้
1.3 นามนั ฝร่งั ทีแ่ บ่งเสร็จแลว้ ไปจมุ่ น้ายาป้ องกนั เช้ือรา
และผ่งึ ใหแ้ หง้ ในท่ีร่มช้ืนประมาณ 2-3 วนั ก่อนนาไปปลูกในแปลงปลูก
หรืออาจใชป้ นู แดงทารอยแผลแทนยากนั เช้ือราก็ได้
http://vcharkarn.com/varticle/42616
1.4 การปลูกตอ้ งปลูกใหล้ ึกประมาณ 3 นิ้ว ควรปลูกในพน้ื ทท่ี ่ีมีสภาพอากาศกลางวนั รอ้ นและ
กลางคืนเยน็ มนั ฝรงั่ จะเกิดหวั ไดด้ ี
1.5 หลงั จากปลูกประมาณ 3-4 เดือน ลาตน้ และใบบนดินจะเร่ิมเหี่ยวแหง้ และตายในที่สุด
แสดงวา่ หวั มนั ฝรง่ั แก่พร้อมท่จี ะขดุ ข้นึ มาใชป้ ระโยชน์ได้
1.6 การขดุ หวั มนั ฝรงั่ พยายามอยา่ ใหห้ วั มนั เกิดรอยแผลเพราะอาจทาใหเ้ น่าเสียไดง้ ่าย หลงั จาก
ขดุ ข้นึ มาแลว้ ใหน้ าไปผ่งึ ในที่ร่มใหห้ วั แหง้
http://www.bansuanporpeang.com/node/10827
http://www.phkaset.com http://vcharkarn.com/varticle/42616
2. การขยายพนั ธุพ์ ชื ตระกูลบอน
หวั ของพชื ประภทบอน ไดแ้ ก่ หวั บอนสี หวั เผอื ก และหวั ของตน้ กระดาษ เป็ นหวั ทเ่ี กิดจาก
ตน้ มีการเจริญในแนวต้งั ลกั ษณะหวั คอ่ นขา้ งกลม หรือกลมรี มีขอ้ ถี่ ทกุ ขอ้ จะมีตาขา้ งส่วนตายอดจะอยบู่ นหวั
รากจะมีมากท่ีฐานของหวั ทฝ่ี ังอยใู่ ตด้ ิน ส่วนบริเวณขอ้ ก็มีดว้ ยแตไ่ ม่มากนกั พชื หวั ทกุ ชนิดจะเจริญเติบโต
ในช่วงฤดูฝน ส่วนฤดูร้อนและฤดูหนาวจะพกั ตวั ท้ิงใบ หยดุ การเจริญเติบโต มีวธิ ีปฏิบตั ดิ งั น้ี
2.1 นาหวั บอนทอ่ี ยใู่ นระยะการเจริญเตบิ โตมาลา้ งทาความสะอาด
2.2 จุ่มหวั บอนลงในน้ายาป้ องกนั เช้ือรานาน 15 นาที แลว้ นาข้ึนผ่งึ ใหห้ มาด
2.3 ใชม้ ีดท่คี มและสะอาดตดั แบ่งหวั ใหแ้ ตล่ ะส่วนมีตาขา้ งติดไปดว้ ย 1-2 ตา
2.4 ทาส่วนทเ่ี ป็นรอยตดั ดว้ ยยาป้ องกนั เช้ือรา หรืออาจจะใชป้ ูนแดงก็ได้ ท้ิงไวป้ ระมาณ 20
นาที ใหย้ าหรือปูนซึมเขา้ ไปในเน้ือเยอื่ ก่อนนาไปปักชา
2.5 วสั ดุที่ใชใ้ นการปักชาควรใชท้ รายผสมข้เี ถา้ แกลบอตั ราส่วน 2 : 1
การขยายพันธ์ุพืชประเภทราก ( Tuberous root)
พชื ท่ีนิยมไดแ้ ก่ มนั เทศ รักแรก เป็นตน้
วธิ ีการขยายพนั ธุพ์ ชื
1. การขยายพนั ธุม์ นั เทศ (Sweet potato)
การปลูกมนั เทศโดยทวั่ ไป ชาวสวนจะนิยมใชส้ ่วนของตน้ ซ่ึงเป็ นเถาหรือยอดมาปลูก แต่ใน
ตา่ งประเทศนิยมใชห้ วั ปลูก โดยนาหวั ไปแช่ในน้าอุ่นแลว้ นาไปชาเพอื่ ใหเ้ กิดยอด หลงั จากน้นั จงึ แยกยอด
ออกไปปลูกเพอ่ื ใหไ้ ดจ้ านวนตน้ มากข้นึ จึงนิยมใชว้ ธิ ีแบง่ ซ่ึงมีข้นั ตอนดงั น้ี
1.1 ลา้ งหวั มนั เทศใหส้ ะอาด แลว้ นาไปแช่น้าอุ่นอุณหภมู ิ 35 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 วนั
หลงั จากน้นั จึงนาไปจุม่ ในน้ายาป้ องกนั เช้ือราประมาณ 5-10 นาที
1.2 นามาผ่งึ ใหห้ มาด แลว้ ใชม้ ีดที่คมและสะอาดตดั แบ่งหวั มนั เทศออกเป็ นรูปสามเหล่ียมดา้ น
เทา่ โดยใหม้ ีพ้นื ทผ่ี วิ แตล่ ะส่วนประมาณ 3 ตารางนิ้ว
1.3 ทารอยแผลดว้ ยปูนแดง หรือกามะถนั ผงเพอ่ื ป้ องกนั เช้ือรา
1.4 นาไปชาในวสั ดุปักชา เมื่อแตกยอดและเจริญข้ึนมีรากมากพอจงึ ยา้ ยไปปลูกในแปลงปลูก
ต่อไป
2. การขยายพนั ธุร์ ักแรก (Dahlia)
หวั รักแรกเกิดจากรากเช่นเดียวกบั หวั มนั เทศ ผดิ กนั ที่หวั มนั เทศสามารถเกิดรากได้ แต่รักแรก
ไม่สามารถเกิดตาทห่ี วั ได้ หวั รกั แรกจึงเป็นส่วนท่ีเก็บสะสมอาหารเพยี งอยา่ งเดียวเทา่ น้นั ดงั น้นั การแบง่ หวั รกั
แรกจึงตอ้ งตดั แบ่งใหแ้ ต่ละหวั มีตาท่อี ยโู่ คนตน้ ตดิ ไปดว้ ยอยา่ งนอ้ ย 1 ตา ซ่ึงมีวธิ ีปฏบิ ตั ิดงั น้ี
2.1 ใชห้ วั รักแรกท่ีมีรากและโคนตน้ สมบูรณ์มาทาความสะอาด
2.2 แช่หวั ท้งั หมดลงในน้ายาป้ องกนั เช้ือราและทิ้งไวป้ ระมาณ 10-15 นาที แลว้ เอาข้ึนมาผ่งึ ให้
แหง้ พอหมาด
2.3 ใชม้ ีดท่ีคมและสะอาดตดั แบ่งหวั ออกเป็ นส่วนๆ โดยใหแ้ ตล่ ะส่วนมีตาที่โคนติดไปดว้ ย
2.4 ทารอยแผลดว้ ยยาป้ องกนั เช้ือรา ก่อนนาไปชาหรือปลูก
การขยายพันธ์ุพืชประเภทเหง้าหรือแง่ง ( Rhizome)
พชื ที่มีลาตน้ เป็นเหงา้ หรือแง่งส่วนใหญ่เป็นพชื ประเภทใบเล้ียงเดี่ยว ทล่ี าตน้ เจริญอยรู่ ะดบั ผวิ ดินและ
บนดิน ลาตน้ จะมีขอ้ และปลอ้ ง ทข่ี อ้ จะมีตาอยเู่ หนือกา้ นใบ รากจะเกิดท่ีขอ้ ใตผ้ วิ ดิน พชื ประเภทน้ีมีจานวนมาก
ท้งั ที่เป็ นพชื เศรษฐกิจและวชั พชื เช่น กลว้ ย หน่อไมฝ้ ร่งั ขิง ข่า เฟิ ร์น ไผ่ พทุ ธรักษา หญา้ สนาม หญา้ คา และ
แหว้ หมู เป็ นตน้ พชื ทีน่ ิยมขยายพนั ธุโ์ ดยการตดั แบ่งเหงา้ หรือแงง่ ไดแ้ ก่ ขิง ซ่ึงมีวธิ ีการปฏิบตั ิดงั น้ี
1. นาแง่งขิงพนั ธุท์ ่ีพกั ตวั เตม็ ท่พี รอ้ มจะเจริญตอ่ ไป โดยสงั เกตท่ปี ่ มุ ตาจะมีลกั ษณะบวมพองมาลา้ งน้า
ใหส้ ะอาด แลว้ นาไปแช่ในน้ายาป้ องกนั เช้ือรานานประมาณ 15 นาที โดยผสมน้ายาจบั ใบลงไปดว้ ย
2. นาแงง่ ขิงท่ีผา่ นการจุ่มน้ายาแลว้ มาตดั แบง่ เป็นทอ่ นๆ ใหแ้ ต่ละทอ่ นมีตา 1-2 ตา พร้อมท้งั ทารอยแผล
ดว้ ยน้ายาป้ องกนั เช้ือราแลว้ นาไปผ่งึ ไวใ้ นทรี่ ่มช้ืน นาน 2-3 วนั ก่อนนาไปปลูกหรือชา
เร่ืองท่ี 3 การขยายพนั ธ์ุพชื โดยวธิ แี ยก
การขยายพนั ธุพ์ ชื โดยวธิ ีแยก (Seperation) เป็ นวธิ ีการขยายพนั ธุพ์ ชื ท่ีส่วนของตน้ พชื ทเ่ี กาะกนั อยอู่ ยา่ ง
หลวมๆ สามารถแยกออกจากกนั ไดโ้ ดยใชม้ ือเปล่าๆไม่ จาเป็นตอ้ งใชเ้ ครื่องมือ เช่น กรรไกร มีด ตดั แบง่ ไดแ้ ก่
พชื จาพวก หวั ทีเ่ กิดจากกาบใบ และคอร์ม
การขยายพนั ธ์ุพืชประเภทหัวทเ่ี กิดจากกาบใบ หรือ บลั บ์ (Bulb)โดยวธิ ีธรรมชาติ
พชื ที่นิยมไดแ้ ก่ หอม บวั สวรรค์ กระเทียม เป็นการขยายพนั ธุพ์ ชื จาพวกบลั บท์ ม่ี ีหวั แน่นและหวั ขนาด
เล็ก มีวธิ ีปฏบิ ตั ิดงั น้ี
1. เลือกหวั ที่มีลกั ษณะสมบรู ณ์และพน้ ระยะพกั ตวั แลว้
2. นาหวั ไปแช่ในน้ายาป้ องกนั เช้ือรานานประมาณ 10-15 นาที
3. เอาหวั ข้นึ จากน้ายาแลว้ ห่อดว้ ยผา้ เกบ็ ไวใ้ นทีม่ ืดช้ืน
4. เม่ือรากเร่ิมงอกทีโ่ คนหวั จงึ นาไปปลูกในแปลงท่เี ตรียมไว้
การขยายพนั ธ์ุพชื ประเภทหัวที่เกิดจากกาบใบ หรือ บลั บ์ (Bulb)โดยวิธีการคว้านหัว (Scooping)
เป็ นวธิ ีการขยายพนั ธุพ์ ชื ทม่ี ีหวั แน่นและหวั ขนาดใหญ่ เช่น วา่ นแสงอาทติ ย์ วา่ นสี่ทศิ พลบั พลึง
หอมหวั ใหญ่ เป็นตน้ มีวธิ ีการปฏิบตั ดิ งั น้ี
1. นาหวั พชื ดงั กล่าวทีม่ ีเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางของหวั ต้งั แต่ 1 น้ิวข้ึนไป มาตดั ส่วนโคนทีเ่ ลยกาบใบออก
2. ใชม้ ีดควา้ นผลไมค้ วา้ นฐานของหวั ใหส้ ่วนที่เป็ นเน้ือ (Basal plate) หมดไป ใหเ้ หลือเฉพาะส่วนทเี่ ป็น
กาบใบ
3. ทารอยแผลทค่ี วา้ นดว้ ยยาป้ องกนั เช้ือราแลว้ นาไปผ่งึ ไวใ้ นที่ร่ม 1-2 วนั โดยวางเรียงลงในภาชนะกน้
แบน เช่น ถาด กระจาด แตอ่ ยา่ ใหซ้ อ้ นกนั
4. นาภาชนะบรรจุหวั พชื ดงั กล่าวไปเกบ็ ไวใ้ นทช่ี ้ืน คลุมดว้ ยขยุ มะพรา้ วหรือทรายบางๆ
5. ประมาณ 2-3 เดือนจะเกิดหวั เลก็ (Bulblet) ข้ึนบริเวณโคนกาบใบตรงบริเวณรอยตดั
6. เมื่อหวั ทีเ่ กิดใหม่ มีขนาดโตพอทีจ่ ะยา้ ยปลูกได้ คือ มีใบจริง 1-2 ใบ ใหใ้ ชม้ ีดเล็กๆตดั แยกไปปลูก
ถา้ เป็นไมด้ อก เช่น พลบั พลึง บวั สวรรค์ วา่ นแสงอาทิตย์ จะใชเ้ วลาประมาณ 1-2 ปี จงึ จะออกดอก
การขยายพันธ์ุพชื ประเภทหัวทเ่ี กดิ จากกาบใบ หรือ บัลบ์ (Bulb)โดยวิธีการบาก (Scoring)
วธิ ีน้ีเป็ นวธิ ีที่ใชก้ บั พชื ที่มีหวั ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางมากกวา่ 1 นิ้ว การบากหวั จะบากทฐี่ านของหวั
จานวนรอยบากอาจมีต้งั แต่ 2-8 ส่วน ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั ขนาดของหวั รอยบากแตล่ ะส่วนจะตอ้ งมีฐานของหวั ตดิ ไป
ดว้ ยบางส่วนและรอยบากจะตอ้ งลึกจนสามารถทาลายตายอดได้ แตก่ าบใบยงั ตดิ อยู่ การท่ีตายอดถูกทาลายจะทา
ใหต้ าขา้ งเจริญออกมา ซ่ึงมีวธิ ีการปฏิบตั ดิ งั น้ี
1. นาหวั วา่ นสี่ทิศมาตดั เอาส่วนโคนหวั ทีเ่ ลยกาบใบออก
2. บากหวั ทางดา้ นขา้ งชิดโคนหวั จนเปิ ดตาขา้ งท่จี ะเจริญออกมาไดแ้ ละตายอดถูก
3. การบากคร้งั ต่อไปก็ปฏบิ ตั ิเช่นเดียวกบั คร้ังแรก เมื่อไดจ้ านวนรอยบากมากตามตอ้ งการแลว้ ใหท้ า
รอยแผลดว้ ยยาป้ องกนั เช้ือรา แลว้ ปฏบิ ตั ิต่อไปเช่นเดียวกบั วธิ ีควา้ นหวั
การขยายพนั ธ์ุพืชประเภทหัวท่ีเกิดจากกาบใบ หรือ บัลบ์ (Bulb)โดยวธิ ีการเจาะหัว (Coring)
เป็ นวธิ ีท่ีดดั แปลงมาจากวธิ ีการบากหวั โดยเจาะหวั ทางดา้ นโคนหวั ดว้ ยท่ีเจาะจุกไม้ ท้งั น้ีเพอื่ ทาลายตา
ยอดทาใหต้ าขา้ งเจริญออกมาเป็นตน้ และเกิดเป็นหวั ข้นึ ซ่ึงมีวธิ ีปฏบิ ตั ิดงั น้ี
1. เลือกและเตรียมหวั เช่นเดียวกบั วธิ ีควา้ นหวั
2.ใชท้ ่เี จาะจุกไมซ้ ่ึงมีลกั ษณะเป็นเกลียวเจาะทางดา้ นโคนหวั และเจาะใหต้ รงตายอด
3. ปฏิบตั ติ อ่ ไปเช่นเดียวกบั วธิ ีควา้ นหวั
การขยายพนั ธ์ุพชื ประเภทหัวที่เกิดจากกาบใบ หรือ บลั บ์ (Bulb)โดยวธิ ีการผ่าหัว (Bulb cutting)
เป็นวธิ ีการขยายพนั ธุพ์ ชื หวั ประเภทบลั บท์ ่ีนิยมทากนั มาก การผา่ หวั สามารถผา่ ออกเป็ น 2-16 ส่วนท้งั น้ี
แลว้ แต่ขนาดของหวั โดยใหแ้ ต่ละส่วนมีกาบใบติดอยู่ 3-4 ชิ้น เม่ือนาไปชาจะเกิดตน้ จากตาขา้ งที่ติดอยรู่ ะหวา่ ง
กาบใบ มีข้นั ตอนปฏบิ ตั ิดงั น้ี
1. เตรียมหวั พนั ธุเ์ ช่นเดียวกบั วธิ ีควา้ นหวั
2. ใชม้ ีดคมและสะอาดผา่ หวั ตามยาวออกเป็ น 2 ซีก เสร็จแลว้ แบง่ ออกเป็ นส่วนยอ่ ย แต่ละส่วนจะมีกาบ
ใบตดิ อยปู่ ระมาณ 3-4 ช้ิน และมีส่วนของตน้ ตดิ อยทู่ โ่ี คนกาบใบ
3. นาส่วนท่ีแบ่งแลว้ ไปคลุกยาป้ องกนั เช้ือรา ก่อนนาไปปักชาในทรายผสมข้เี ถา้ กลบ หรือทรายผสมขยุ
มะพรา้ ว อตั ราส่วน 1 : 2 โดยใชก้ ระบะชาหรือภาชนะอ่ืนๆ ที่เคลื่อนยา้ ยไดง้ ่าย
4. นาภาชนะที่ปักชาหวั แลว้ ไปไวใ้ นทร่ี ่มช้ืน เมื่อเกิดเป็ นตน้ ใหม่ มีใบ 1-2 ใบจึงแยกไปปลูก
http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/book/book.php?book=5&chap=6&page=t5-6-
infodetail06.html
การขยายพนั ธ์ุพชื ประเภทคอร์ม (Corm)
หวั ประเภทคอร์มหรือคอร์เมลเป็นหวั ที่มีเน้ือแน่นมีลกั ษณะภายนอกเหมือนหวั ทเ่ี กิดจากกาบใบแต่มี
ลกั ษณะภายในเหมือนลาตน้ จริง (True stem) ทถ่ี ูกกดใหส้ ้นั เป็ นรูปกลมแบน ดงั น้นั จงึ มีตายอด ตาขา้ ง ขอ้ และ
ปลอ้ งทชี่ ิดกนั ไดแ้ ก่ หวั ของแกลดิโอลสั การขยายพนั ธุแ์ กลดิโอลสั โดยวธิ ีธรรมชาติจะเกิดหวั ใหม่ (New Corm)
และหวั เลก็ ๆ (Cormel) จานวนมาก หลงั จากปลูกหวั เก่าเพอื่ ตดั ดอก
การปลูกแกลดิโอลสั เพอื่ เก็บหวั ไวท้ าพนั ธุม์ ีวธิ ีปฏิบตั ิดงั น้ี
1. เลือกหวั พนั ธุข์ นาดใหญพ่ เิ ศษและมีน้าหนกั มาก
2. นาไปวางไวใ้ นท่ีช้ืนประมาณ 3-5 วนั เพอ่ื ใหเ้ กิดป่ มุ ราก
3. นาหวั ทีม่ ีป่ ุมรากแขง็ แรงลงปลูกในแปลงท่เี ตรียมดินใหร้ ่วนซุยแลว้ ฝังหวั ใหล้ ึกประมาณ 3 น้ิวกลบ
ดินใหพ้ อมิด
4. เม่ือหวั แกลดิโอลสั แทงยอดออกามยาวประมาณ 15 เซนติเมตร จึงค่อยๆ กลบหลุมใหเ้ สมอผวิ แปลง
5. ประมาณ 2-3 เดือนหลงั จากปลูกก็จะใหด้ อกเมื่อตดั ดอกไปแลว้ จงึ คอ่ ยๆ ลดจานวนการใหน้ ้าลง
เรื่อยๆ เป็นเวลา 2 เดือน ยอดจะเห่ียวและพบั ลง แสดงวา่ ตน้ แกลดิโอลสั เขา้ สู่ระยะพกั ตวั
6. ขดุ หวั แกลดิโอลสั ข้นึ มาผ่งึ ในท่ีร่มมีลมพดั ผา่ น จนผวิ เปลือกนอกแหง้ ดีแลว้ จงึ คดั แยกหวั ออกเป็ น
หวั เลก็ และหวั ใหญ่ (คอร์มและคอร์เมล)
7. นาคอร์มและคอร์เมลไปจ่มุ ในน้ายาฆ่าเช้ือราแลว้ ผ่งึ ไวจ้ นแหง้ สนิทจากน้นั นาไปเกบ็ ไวใ้ นอุณหภูมิ
40 องศาฟาเรนไฮต์ ความช้ืนสมั พทั ธ์ 70-80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อหวั พนั ธุพ์ น้ ระยะพกั ตวั จงึ สามารถนาไปปลูกและ
ขยายพนั ธุไ์ ด้
หนงั สืออ้างองิ
วทิ ยา ไม่ซ่าผลและคณะ. หลกั การขยายพันธ์ุพชื . ฟาร์อีสพบั บลิเคชนั่ . 2532. หนา้ 134-143.
สนน่ั ขาเลิศ. หลกั และวธิ ีปฏบิ ตั กิ ารขยายพันธ์ุพืช. ภาควชิ าพชื สวน มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. 2525. หนา้ 5-
21
http://www.hort.cornell.edu/department/faculty/wmiller/bulb/type.html
www. kanchanapisek.or.th/.../pictures
www.anbg.gov.au/cpbr/cd-keys/orchidkey/html
กจิ กรรมท้ายบทที่ 11
จงตอบคาถามต่อไปนี้
1. จงบอกความหมายของชนิดของรากและลาตน้ พเิ ศษ พร้อมท้งั ยกตวั อยา่ งประกอบ
ชนิดของรากและ ความหมาย ตวั อย่างพชื วิธีขยายพนั ธ์ุ
ลาต้นพิเศษ
บลั บ์ (Bulb)
ทวิ เบอร์ (Tuber)
ทวิ เบอรสั รูท
(Tuberous root)
ซูโดบลั บ์ (Pseudobulb)
คอร์ม (Corm)
คอร์เมล (Cormel)
ไรโซม (Rhizome)
2. การขยายพนั ธุพ์ ชื โดยวธิ ีแบง่ และการขยายพนั ธุพ์ ชื โดยวธิ ีแยกเหมือนหรือตา่ งกนั อยา่ งไรจงอธิบาย
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
3. บลั บต์ ่างจากคอร์มอยา่ งไร
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
4. ทิวเบอร์ต่างจากทิวเบอรัสรูทอยา่ งไร
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
5. ซูโดบลั บต์ า่ งจากไรโซมอยา่ งไร
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
6. การแบ่งและการแยกส่วนทเ่ี ป็ นรากทีน่ ามาขยายพนั ธุไ์ ดแ้ ก่...............................................................................
ส่วนทเี่ ป็นลาตน้ พเิ ศษไดแ้ ก่....................................................................................................................................
7. การขยายพนั ธุพ์ ชื โดยวธิ ีแยกพชื จาพวกหวั ทีเ่ กิดจากกาบใบมี........................................วธิ ี ไดแ้ ก่
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
8. จงอธิบายวธิ ีการทา Scooping
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
9. จงอธิบายวธิ ีการทา Scoring
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
10. จงอธิบายวธิ ีการทา Coring
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
11. จงอธิบายวธิ ีการทา Bulb cutting
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
12. จงเขียน Mind mapping เร่ืองการขยายพนั ธุโ์ ดยวธิ ีการแบง่ และแยก
บทปฏบิ ัติการบทท่ี 11
จุดประสงค์การเรียนรู้
นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั กิ ารขยายพนั ธุพ์ ชื โดยการแบ่งและแยกได้
เนื้อหา
ใหน้ กั เรียนตดิ ตา โดยวธิ ีการปฏิบตั ิการขยายพนั ธุพ์ ชื โดยการแบ่งและแยกแบบตา่ งๆ
วสั ด-ุ อุปกรณ์
1. มีดคตั เตอร์สะอาด
2. น้ายาป้ องกนั เช้ือราหรือปนู แดง
3. วสั ดุชา ไดแ้ ก่ ทราย ขยุ มะพรา้ ว ข้ีเถา้ แกลบ
4. ภาชนะใส่วสั ดุชา ไดแ้ ก่ ตะกร้าพลาสตกิ ถุงดา
5. พชื ไดแ้ ก่ บวั สวรรค์ พลบั พลึง วา่ นแสงอาทติ ย์ วา่ นส่ีทศิ กลว้ ยไม้ เป็นตน้
6. ป้ ายเขยี น วนั เดือน ปี ที่ปฏบิ ตั แิ ละวธิ ีการขยายพนั ธุ์
ลาดับข้นั ตอนการปฏบิ ัติ
1. เลือกพชื ที่จะขยายพนั ธุโ์ ดยการแบ่งอยา่ งนอ้ ย 10 ช้ินส่วนและแยกอยา่ งนอ้ ย 10 ช้ินส่วน
2. ปฏบิ ตั กิ ารขยายพนั ธุพ์ ชื
3. ผกู ป้ ายวนั เดือน ปี ทต่ี ดิ ตาและวธิ ีการทา
4. ดูแลรกั ษาและสงั เกตการเจริญเตบิ โตเมื่อตาของส่วนท่ีขยายพนั ธุเ์ ริ่มแตก
5. จดบนั ทึกขอ้ มูลการเจริญเตบิ โต การแตกของตาของส่วนท่ีนามาขยาย
6. ยา้ ยส่วนที่เจริญเตบิ โตลงถุงดา ถุงละ 1ตน้
7. สรุปผลการปฏิบตั กิ ิจกรรม ระยะเวลาที่ใชใ้ นการเจริญเติบโต