การพัฒนาระบบจัดการบ ารุงรักษาเครื่องจักร เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิผลในสายการผลิต เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. กุณฑล ทองศรี
จัดท าโดย นาย วัชรากร กายสิทธิ รหัส 660407300802 นาย ตาวัน พึ่งเพ็ง รหัส 660407300803 นาย ธนากร ปาละโท รหัส 660407300801 นาย เกรียงไกร สมานทอง รหัส 660407300813 นาย วรฉัตร วรรณสุข รหัส 660407300491 นายบัณฑิต บุญเทียม รหัส 660407301470 นาย อมรทรงพล สุขเกษม รหัส 660407300187 นาย อิสรพงษ์ ตุ่มหนแย้ม รหัส 660407300191 นาย กษิดิ์เดช บุญจิตร รหัส 660407300193 นาย ดิเรก ด าเนินงาม รหัส 660407300817 นาย ศรายุทธ ทานาศรี รหัส 660407300796
ค าน า ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตได้มีขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลายมากขึ้นทั้ง ด้านคุณภาพ มาตรฐานสินค้าการขนส่งและการน าเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยเร่งยอดการผลิตและสามารถ ผลิตชิ้นงานได้มากขึ้นเพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งปัจจัยที่มีความส าคัญต่อการขั้นตอนการผลิตคือเครื่องจักรเมื่อมี ความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่มาก เครื่องจักรก็จะท างานหนักต่อเนื่องไม่มีการหยุดพักอย่างไรก็ตามเครื่องจักรก็มีขีดความสามารถใน ด้านอายุการใช้งาน โดยเฉพาะชิ้นส่วนอุปกรณ์ของเครื่องจักรที่เกิดเสื่อมสภาพและช ารุดเสียหายจากการใช้งานติดต่อกันเป็น เวลานานส่งผลให้อายุการใช้งานของเครื่องจักรสั้นลงไปรวม ถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลงไปด้วยถึงแม้จะมีการควบคุมดูแลซ่อม บ ารุงเครื่องจักรแล้วก็ตาม แต่ปัญหาการช ารุดเสียหายของเครื่องจักรยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการก าหนดวิธีการ บ ารุงรักษาเพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ดีนั้นต้องมีวิธีการที่เหมาะสมและเอื้ออ านวยกับการดูแลรักษาเครื่องจักรให้สามารถท างานได้ ต่อเนื่องไม่เกิดการหยุดกะทันหันหรือสร้างผลกระทบต่อความสูญเสียด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงอันตรายในการ ท างานกับเครื่องจักรที่ไม่สมบูรณ์รวมถึงก าหนดเวลาการส่งมอบสินค้าเป็นต้น
ความเป็นมาและความส าคัญของการบ ารุงรักษา ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตได้มีขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลายมากขึ้น ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐานสินค้า การขนส่งและ การน าเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยในการผลิตและ สามารถผลิตชิ้นงานได้มากขึ้น เพื่อให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งปัจจัยที่มีความส าคัญต่อขั้นตอนการผลิตคือเครื่องจักร เมื่อมีความต้องการของผลิตภัณฑ์ที่มาก เครื่องจักรท างานหนักต่อเนื่องไม่มีการหยุดพัก อย่างไรก็ตามเครื่องจักรมีขีด ความสามารถของอายุการใช้งาน โดยเฉพาะชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่เกิดเสื่อมสภาพและช ารุดเสียหายส่งผลให้อายุการใช้งาน ของเครื่องจักรสั้นลงไปด้วยรวม ถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลงถึงแม้จะมีการดูแลซ่อมบ ารุงแล้วก็ตาม แต่ปัญหาการช ารุด เสียหายยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งระบบของเครื่องจักรสภาพแวดล้อม รวมไปถึงระยะเวลา ในการใช้งาน ดังนั้นการก าหนดวิธีการบ ารุงรักษาเพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ดีนั้นต้องมีวิธีการที่เหมาะสมกับการดูแลรักษาให้ สามารถท างานได้ต่อเนื่องไม่เกิดการหยุดกะทันหันหรือสร้างผลกระทบต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ และให้ทันกับการส่งมองให้ถึงมือ ลูกค้าอย่างสมบูรณ์ บทที่1
1. เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักร 2. เพื่อเพิ่มยอดการผลิตและลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต 3. เพื่อจัดล าดับความส าคัญในการวางแผนและจัดเตรียมอะไหล่ในการซ่อมบ ารุง วัตถุประสงค์ ขอบเขตของการศึกษา 1. ศึกษาและวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางการแก้ปัญหาโดยออกแบบวิธีการเพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลของเสียในกระบวนการผลิตจากใน สายการผลิตด้วยระบบฐานข้อมูลการเก็บประวัติเชิงวิเคราะห์ปัญหา 2. น าข้อมูลมาวิเคราะห์แที่เกิดขึ้นและเป็นสาเหตุที่ท าให้เกิดการสูญเสียขึ้นในกระบวนการ ท าการพัฒนาโดยใช้กิจกรรม TPM มาช่วย ปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักร
วิธีการด าเนินงาน 1. ศึกษาสาเหตุความเสียหายเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตพร้อมท าการเก็บข้อมูลเพื่อท าประวัติ 2. ก าหนดตัวชี้วัดความส าเร็จของงานด้วยค่าประสิทธิผลของเครื่องจักร (Overall Effective Efficiency, OEE) ประกอบด้วยอัตราการเดินเครื่อง(Availability Rate), ค่าประสิทธิภาพ (Performance Rate) และคุณภาพการผลิต(Quality Rate) 3. เลือกเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาและป้องกันเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ของเครื่องจักร 4. ปรับปรุงขั้นตอนวิธีการดูแลรักษาเครื่องจักรในขณะมีผลิตต่อเนื่องเพื่อลดความสูญเสียในกระบวนการ โดยจัดตั้งทีมกลุ่มย่อยของ พนักงานและน ามาฝึกอบรมพัฒนาทักษะเชิงช่าง 5. วัดผลการปรับปรุงก่อนและหลังการโดยเปรียบเทียบผลประสิทธิภาพการผลิต
บทที่2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การบ ารุงรักษา คืองานที่ต้องปฏิบัติเพื่อรักษาสภาพหรือยกสภาพของเครื่องจักรให้ได้มาตรฐานที่ก าหนดหรืออีก นัยหนึ่งคือบ ารุงรักษาดูแลเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพในการท างาน ดังต่อไปนี้ 1. เครื่องจักรสามารถเดินเครื่องได้เมื่อต้องการท าการผลิต 2. เครื่องจักรต้องไม่ช ารุดขณะที่ท าการผลิตอยู่ 3. เครื่องจักรต้องสามารถท าการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ในระดับที่ต้องการ 4. การหยุดเครื่องจักรเพื่อซ่อมแซมต้องไม่ขัดกับแผนการผลิต 5. หยุดเครื่องจักร (Downtime) ต้องให้น้อยที่สุดเท่าที่ท าได้
( ประเภทของการบ ารุงรักษา โดยทั่วไปงานซ่อมแซมเครื่องจักรของหน่วยงานซ่อมบ ารุง เมื่อในอดีตจะเป็นการดูแลรักษาสภาพเครื่องจักรเมื่อเกิดการช ารุดเสียหาย ปัจจุบันซ่อมบ ารุงรักษาได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ มีการใช้หลักการทางด้านวิศวกรรมศาสตร์วัสดุศาสตร์ และสถิติเข้ามาใช้ในงานบ ารุงรักษาเพื่อท าการจัดประเภท ของการบ ารุงรักษาตามโครงสร้างดังต่อไปนี้ การบ ารุงรักษา Maintenance การบ ารุงรักษา แบบมีแผน การบ ารุงรักษา แบบไม่มีแผน การซ่อมฉุกเฉิน หยุดกระทันหัน การบ ารุงรักษา แบบแก้ไข การบ ารุงรักษา แบบป้องกัน การบ ารุงรักษา ขณะหยุดเครื่อง การบ ารุงรักษา ขณะเครื่องเสีย การบ ารุงรักษา ขณะเดินเครื่อง
จุดมุ่งหมายของการบ ารุงรักษาเครื่องจักร การบ ารุงรักษาอุปกรณ์เครื่องจักรนอกจากจะลดปัญหาความขัดข้องต่างๆที่เกิดขึ้นเท่านั้นแต่การบ ารุงรักษายัง สามารถเพิ่มปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรได้แก่ 1. ประสิทธิผล(Effectiveness) คือ ความสามารถในการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ได้ตรงวัตถุประสงค์ที่จัดหามากที่สุด 1. สมรรถนะ (Performance) คือ ช่วยให้เครื่องจักรมีอายุการใช้ได้นานๆไม่ให้เกิดการช ารุดเสียหาย 2. ความน่าเชื่อถือ(Reliability) คือ การท าให้เครื่องมือเครื่องใช้มีมาตรฐานไม่คลาดเคลื่อน 3. ความปลอดภัย(Safety) คือ เครื่องมือ,เครื่องใช้จะต้องมีความปลอดภัยเป็นจุดมุ่งหมายส าคัญ 4. สิ่งแวดล้อม (Environment) คือ การบ ารุงรักษาเครื่องมือไม่ให้ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน 5. พลังงาน (Energy) คือการดูแลให้อยู่ในสภาพดีการเผาไหม้สมบูรณ์
จุดมุ่งหมายของการบ ารุงรักษาเครื่องจักร ประเภทและข้อจ ากัดของการซ่อมบ ารุง 1. การบ ารุงรักษาแบบซ่อมเมื่อเสีย (Breakdown Maintenance) หลักการคือซ่อมก็ต่อเมื่อเครื่องจักรหรือใช้งานไม่ได้ 2. การบ ารุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) เป็นการบ ารุงรักษาตามระยะเวลาการใช้งานที่ก าหนด 3. การบ ารุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) การใช้เครื่องมือเทคนิคอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา ช่วยเป็นก าหนดแผนระยะบ ารุงรักษาเชิงพยากรณ์ลักษณะอาการเริ่มต้นก่อนการช ารุดแบ่งตามไปลักษณะอาการที่พบ 4. รักษาเชิงปฏิบัติการ (Proactive Maintenance) เป็นการบ ารุงรักษาแบบค้นหาแก่นของปัญหาในเชิงลึกเพื่อแก้ไข
จุดมุ่งหมายของการบ ารุงรักษาเครื่องจักร การบ ารุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม (Total Productive Maintenance: TPM) การบ ารุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วมถือว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยปัญหาความเสียหายของเครื่องจักรได้เป็นอย่าง ดีโดยเฉพาะหลักการของ TPM เป็นแนวคิดการท างานเป็นทีมและปลูกฝังความรับผิดชอบที่ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงพนักงานทุกระดับที่ต้องมีส่วนในการดูแลรักษาไม่ใช่ท าเฉพาะเครื่องจักรต้องท าทั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้อุปกรณ์ของส านักงานรวมไปถึงสภาพอาคารพื้นที่ส านักงาน โดยผลส าเร็จนั้นไม่ได้เกิดจากฝ่ายใด ผ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นผลจากการร่วมมือของทุกฝ่าย
จุดมุ่งหมายของการบ ารุงรักษาเครื่องจักร
จุดมุ่งหมายของการบ ารุงรักษาเครื่องจักร หลักการและทฤษฎีการบ ารุงรักษาแบบทวีผลที่ทุกคนมีส่วนร่วม การบ ารุงรักษาทวีผล หรือTPM (Total Productive Maintenance) เป็นแนวคิดวิถีทางปรัชญา (Philosophy) ต่อการบริหารโดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ในองค์กรให้ส าเร็จสูงสุดที่สามารถวัดผลได้เช่นต้นทุนที่ลดลง (Reduction Cost Functional) สินค้าที่มีคุณภาพ (Product Quality) การส่งมอบสินค้าที่ตรงเวลา (On Time Delivery) รวมไปถึงความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในการท างาน (Safety and Environment) เริ่มต้นจากการดูแล รักษาเครื่องจักรอย่างสม่ าเสมอเพื่อให้ท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ลดความสูญเสียต่างๆ ที่จะน าไปสู่ปัญหาอื่นๆ เป้าหมายสูงสุดของ TPM คือปัญหาของการผลิตต้องเป็นศูนย์ Zero Breakdown คือการลดปัญหาของเครื่องจักรเสียให้เป็นศูนย์ Zero Defect คือการลดปัญหาการผลิตของเสียให้เป็นศูนย์ Zero Accident คือการลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์
จุดมุ่งหมายของการบ ารุงรักษาเครื่องจักร ขั้นตอนที่ใช้ส าหรับช่วยในการแก้ไขปัญหา เพื่อลดความสูญเสียต่างๆ ให้เป็นศูนย์ เรียกว่าเสาหลัก 8 ประการ 1. การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Focused Improvement) 2. การบ ารุงรักษาด้วยตนเอง (Autonomous Maintenance) 3. การบ ารุงรักษาตามแผน (Planned Maintenance) 4. การอบรมทักษะการบ ารุงรักษา (Operations Skills Training) 5. การจัดการเครื่องจักรใหม่(Early Management) 6. การบ ารุงรักษาเชิงคุณภาพ (Quality Maintenance) 7. การบ ารุงรักษาส่วนงานบริหาร (TPM in Administrative) 8. ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม (Safety and Environment)
การประเมินดัชนีชี้วัดสมรรถนะขององค์กร ประสิทธิผลโดยรวมเครื่องจักร(Overall Equipment Effectiveness-OEE) หมายถึงเครื่องจักรสามารถท างานได้เป็นอย่างดีมีก าลังเดินการผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสร้างผลผลิต ได้อย่างเต็มก าลังความสามารถ แต่ถ้าเครื่องจักรใช้งานได้ตลอดเวลาและเดินเครื่องได้เต็มก าลังแต่ผลผลิตที่ได้ออกมา ไม่มีคุณภาพ ก็ไม่ก่อเกิดประโยชน์เพราะเป็นการเพิ่มภาระงานรวมถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นดังนั้นเรื่องคุณภาพของการ ผลิตจึงเป็นปัจจัยร่วมในการวัดความสามารถของเครื่องจักร โดยที่OEE เป็นการวัดประสิทธิผลของเครื่องจักรหรือระบบ การผลิต หากเราสามารถที่จะลดความสูญเสียได้มากเท่าไหร่ก็จะท าให้ประสิทธิผลของเครื่องจักร(OEE) ดีมากขึ้นเช่นกัน
การประเมินดัชนีชี้วัดสมรรถนะขององค์กร สูตรการค านวณประสิทธิผลโดยรวมเครื่องจักร สูตรการค านวณ (Availability) = (Loading Time – Downtime) X 100 Loading Time สูตรหารค านวณ (Performance) = (Cycle Time X Actual Time ) x 100 Net Operation Time สูตรการค านวณ (Rate of Quality) = (Actual Output X Defect) X 100 Actual Output สูตรการค านวณ %OEE = Availability x Performance Efficiency x Rate of Quality Efficiency
บทที่3 วิธีด าเนินงาน วิธีด าเนินงานพัฒนาระบบด้านการบ ารุงรักษาเครื่องจักร ศึกษาปัญหาของการบ ารุงรักษาเครื่องจักรเพื่อการปรับปรุงและหาวิธีการปฏิบัติเพื่อป้องกันและลดความสูญเสีย ที่เกิดจากปัญหาเครื่องจักรเสียหาย ลักษณะของการเกิดปัญหาจะมีรูปแบบที่ซ้ ากันดังนั้นการบ ารุงรักษาส่วนใหญ่มักจะ ไม่ประสบความส าเร็จเพราะขาดความรู้ขาดข้อมูลที่เพียงพอท าให้มองข้ามปัญหาไปซึ่งเป็นการค้นหาต้นเหตุของปัญหาที่ ไม่ตรงจุดโดยส่วนมากช่างซ่อมบ ารุงจะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวมาแก้ปัญหาทั้งยังขาดวิธีการเก็บข้อมูลปัญหาที่พบและ วิธีการแก้ไขปัญหาพร้อมทั้งปรับปรุงระบบการบ ารุงรักษาเครื่องจักรด้วยหลักของ TPM (Total Productive Maintenance) ในการวิเคราะห์หาสาเหตุและป้องกันเครื่องจักรเสียด้วยแนวทาง การบ ารุงรักษาด้วยตนเองและ การบ ารุงรักษาตามแผน มาใช้ในการน าเนินงานวิจัยเพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิผลในการผลิต
วิธีด าเนินงาน วิธีด าเนินงานพัฒนาระบบด้านการบ ารุงรักษาเครื่องจักร ตัวอย่างแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
วิธีด าเนินงาน หน้าที่การท างานของเครื่องจักรที่ใช้ในการปรับปรุง การท างานของเครื่องบรรจุภัณฑ์ลงขวดเป็นเครื่องจักรที่มีการท างานแบบ Rotary ที่สามารถปรับปริมาตรการบรรจุ ได้2ขนาด คือขนาดการบรรจุปริมาตร 640 มล. และปริมาตร 330 มล. โดยการบรรจุแบบเย็นด้วยสร้างสภาวะ สุญญากาศเพื่อท าให้เกิด แรงดันส าหรับการบรรจุลงขวด อุปกรณ์หลักของเครื่องบรรจุ(Filler) ประกอบด้วย 1. ระบบการบรรจุ(Piston filling machine) 2. ถังพักผลิตภัณฑ์(Tank), หัวบรรจุ(Vent tube) 3. วาล์วปิด – เปิดระบบ (Valve) 4. ปั๊มปรับสภาวะแรงดัน(Vacuum Pump)
วิธีด าเนินงาน ปัญหาการช ารุดเสียหายของเครื่องบรรจุ จากข้อมูลของปีพ.ศ. 2555 พบว่าปัญหาไม่สามารถท าการผลิตได้อย่างต่อเนื่องเพราะต้องหยุดซ่อมจากความ เสียหายของเครื่องบรรจุ(Filler) โดยแสดงสาเหตุการหยุดของเครื่องบรรจุส่วนใหญ่เกิดจากตัวอุปกรณ์ที่ช ารุด และสึกหรอจากสภาพการใช้งาน ดังนั้นการช ารุดเสียหายและการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์จะส่งผลต่อระบบการบรรจุให้ ระบบ Filling ไม่สามารถบรรจุได้ตามเกณฑ์ที่ก าหนด โดยปัญหาหลักที่เกิดขึ้นคือปัญหาการบรรจุไม่ได้ระดับเรียกว่า short & over Fill ซึ่งเป็นปัญหาที่ส าคัญเพราะมีการปัญหาขึ้นซ้ าครั้งมากที่สุด
วิธีด าเนินงาน การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา จากสภาพการใช้งานของเครื่องจักรที่เร่งการผลิตให้ทันต่อความต้องการ ของลูกค้าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานปัญหาหลักที่พบต่อการช ารุดของเครื่องจักร คืออุปกรณ์อะไหล่ที่เสื่อมสภาพรวมไปถึงแก้ไขปรับแต่งเครื่องจักรบ่อยครั้ง จนท าให้เกิดปัญหา Short & Over fill อุปกรณ์ที่ช ารุดเสียหายได้ถูกน ามาแยกกลุ่ม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจ านวนอุปกรณ์ที่เกิดความสูญเสียอันส่งผลให้เครื่องจักรหยุดบ่อย
วิธีด าเนินงาน แนวทางด าเนินการแก้ไขปัญหา เพื่อการแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมีเหตุและผลจึงเลือกที่จะใช้ “ระบบการบ ารุงรักษาแบบทวีผล” มาประยุกต์กับวิธีการ บ ารุงรักษาแบบเดิมที่มีอยู่โดยมุ่งเน้นหลักการในส่วนการบ ารุงรักษาด้วยตนเอง และการบ ารุงรักษาตามแผน เพื่อให้สอดคล้อง กับสภาพงานในสายการผลิตเครื่องดื่ม รวมไปถึงการวางแผนเพื่อบ ารุงรักษาเพื่อป้องกันความเสียหายของเครื่องจักร เพื่อลดความ สูญเสียที่เกิดขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องจักร จึงได้ด าเนินงานดังต่อไปนี้ 1. สร้างระบบสารสนเทศส าหรับงานบ ารุงรักษา 2. การก าหนดวิธีการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและแนวทางการวางแผน 3. การสร้างรูปแบบเอกสารส าหรับการบันทึกข้อมูล 4. วิธีการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องจักร 5. การก าหนดและสร้างตัวชี้วัดผลประสิทธิภาพของเครื่องจักร
บทที่4 ผลการวิจัยและอภิปรายผล ผลการปรับปรุงวิธีในการบ ารุงรักษาเครื่องจักร จากการด าเนินงานวิจัยเพื่อปรับปรุงรูปแบบของระบบการบ ารุงรักษาโดยการซ่อมแบบอ้างอิงเพียงคู่มือที่ไม่มี การจัดแผนงานซ่อมบ ารุงที่ชัดเจนทั้งยังขาดการดูแลรักษาสภาพเครื่องจักรของพนักงานควบคุมที่ใช้งานเพียงอย่างเดียว โดยการเปลี่ยนวิธีการและพัฒนารูปแบบที่ใช้หลักการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมมาช่วยในการดูแลและแก้ไขปัญหาที่ให้ เข้าถึงสาเหตุและปัจจัยที่ท าให้เครื่องจักรเกิดการเสียหาย รวมถึงการป้องกันเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในการผลิต โดยเฉพาะเครื่องบรรจุซึ่งเป็นเครื่องจักรที่มีความส าคัญต่อสายการผลิตเนื่องด้วยเครื่องจักรในสายการผลิตจะไม่ สามารถผลิตอะไรได้เลย ถ้าหากเครื่องบรรจุเกิดเสียหายและหยุดซ่อมแซม รวมไปถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์จาก
ผลการวิจัยและอภิปรายผล ผลการปรับปรุงวิธีในการบ ารุงรักษาเครื่องจักร 1. ไม่มีระบบในการบ ารุงรักษาเครื่องจักรที่เป็นมาตรฐาน 2. เครื่องจักรเกิดขัดข้องมีอุปกรณ์เสียหรือช ารุด(Breakdown Maintenance) 3. ความขัดแย้งระหว่างพนักงานควบคุมเครื่องจักรกับช่างซ่อมบ ารุง 4. การเก็บบันทึกประวัติและอาการความผิดปกติของเครื่องจักรที่ยังไม่เป็นระบบ 5. สูญเสียเวลาและหยุดการผลิตจากเครื่องจักรหยุดซ่อม(Downtime) ค่อนข้างสูง 6. เครื่องจักรเกิดการขัดข้องและเสียหายในระหว่างการผลิตเป็นประจ า
ผลการวิจัยและอภิปรายผล ผลการปรับปรุงวิธีในการบ ารุงรักษาเครื่องจักร เนื่องจากวิธีการซ่อมบ ารุงแบบเดิมนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลดลงได้จึงท าการปรับรูปแบบและวิธีการเพื่อใช้ วางแผนและวิเคราะห์ปัญหา แก้ไขและป้องกันให้ได้ตามหลักวิธีของ TPM โดยทุกคนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมทั้ง พนักงานควบคุมเครื่องจักรและทีมช่างซ่อมบ ารุงมาจัดกลุ่มท างานที่เรียกว่า“กลุ่มงานย่อย หรือSmall group activity” เพื่อสร้างคู่มือมาตรฐานในการบ ารุงรักษา และปรับปรุงเครื่องจักรให้ดียิ่งขึ้นรูปแบบการด าเนินการ ประกอบด้วย พนักงานในสายการผลิตเรียกว่ากลุ่มงานย่อย (Small Group Activity) โดยมีบทบาทหน้าที่เป็นก าลัง หลักในการด าเนินกิจกรรมต่างให้ประสบความส าเร็จ
ผลการวิจัยและอภิปรายผล หลังจากที่ได้จัดท ามาตรฐานระบบการบ ารุงรักษาเครื่องจักรการวิเคราะห์รูปแบบความเสียหายและผลกระทบ ขั้นตอน ต่อไปคือการน าไปปฏิบัติใช้งานจริงโดยเก็บข้อมูลปัญหาของเครื่องบรรจุเครื่องดื่มซึ่งจะต้องเตรียมความพร้อมโดยการให้ความรู้ พื้นฐานการบ ารุงรักษาเครื่องจักร โดยให้วิศวกรหรือผู้ที่มีความช านาญด้านการบ ารุงรักษาท าการฝึกอบรมพนักงานประจ าเครื่อง และช่างบ ารุงรักษาถึงขั้นตอนการท างาน การใช้เอกสารและระบบการบ ารุงรักษาอย่างละเอียดส าหรับเครื่องจักรที่ต้องท าการ บ ารุงรักษาทุกประเภทเพื่อให้มีความเข้าใจเป็นมาตรฐานเดียวกันสามารถน าไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
ผลการวิจัยและอภิปรายผล 1. ท าการฝึกอบรมพนักงานคุมเครื่องและพนักงานซ่อมบ ารุง เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานระบบการบ ารุงรักษาเครื่องจักร
ผลการวิจัยและอภิปรายผล ท าการสอนขั้นตอนในการตรวจสอบการบ ารุงรักษา การค้นหาความผิดปกติของเครื่องจักรโดยละเอียดและทวนสอบการลงบันทึกข้อมูลว่าสามารถปฏิบัติตามรูปแบบ ที่ก าหนดได้อย่างถูกต้องให้ครบถ้วน ทั้งนี้แบบบันทึกข้อมูลมีรายละเอียดดังต่อไปนี้วันที่ปฏิบัติชนิดเครื่องจักร รหัสเครื่องจักรชิ้นส่วนเครื่องจักรชื่อผู้ปฏิบัติงาน จ านวนเวลาปฏิบัติงาน รวมไปถึงรายละเอียดของการใช้เครื่องมือ ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน และวิธีการบันทึกข้อมูล เพื่อให้ได้รายละเอียดที่ครบถ้วน
ผลการวิจัยและอภิปรายผล 3. การวิเคราะห์หาสาเหตุและขั้นตอนการป้องกันแบบระยะยาว การจัดการที่ดีของวิธีการค้นหาสาเหตุจ าเป็นต้องประชุมระหว่างพนักงานที่เกี่ยวข้องกับทีมงานของช่างซ่อมบ ารุง โดยพนักงานที่เกี่ยวข้องจะแจ้งข้อมูลลักษณะอาการที่พบ ก่อนจะเกิดความผิดปกติของเครื่องจักรรวมถึงวิธีการแก้ไข ชั่วคราว วิธีการประชุมจะเป็นการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือทางวิศวกรรมอุตสาหการ ในการหาสาเหตุของปัญหาต้นเหตุ หรืออาการที่บ่งบอก ก่อนที่จะเกิดความช ารุดเสียหายของเครื่องจักรโดยหาแนวทางการแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นซ้ าและ สร้างมาตรฐานวิธีการตรวจสอบเพื่อป้องกันในระยะยาว โดยสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมมีสิทธิเสนอแนวทางและวิธีการ แก้ไขและป้องกัน
บทที่5 สรุปผลการด าเนินงาน สรุปผลการวิจัย สรุปได้ว่าค่าประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรหลังการปรับปรุงเพิ่มสูงขึ้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ การเพิ่มประสิทธิผลโดยรวมเนื่องจากปรับปรุงความพร้อมในการท างานของเครื่องจักรในเรื่องการลดเวลาที่สูญเสียซึ่งประโยชน์ที่ได้ จากงานวิจัยนี้คือลดเวลาที่สูญเสียจากเครื่องจักรเกิดการขัดข้องและลดจ านวนครั้งของการขัดข้องทั้งหมด ที่กล่าวมาถือเป็นประโยชน์ ที่ได้จากการดูแลรักษาเครื่องจักรอย่างเป็นระบบตั้งแต่ขั้นพื้นฐานและได้ปประโยชน์ทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการด าเนินกิจกรรม ได้แก่ 1. พนักงานฝ่ายบ ารุงรักษาและฝ่ายผลิตมีการตื่นตัวในการท างานมากขึ้น 2. มีสภาพแวดล้อมในการท างานดีขึ้นเนื่องจากการท าความสะอาดพื้นที่และเครื่องจักร 3. มีความปลอดภัยในการท างานมากขึ้น 4. พนักงานท างานอย่างมีระบบมากขึ้น 5. เป็นสายการผลิตตัวอย่างที่สามารถน าไปประยุกต์ใช้กับสายการผลิตอื่นๆ ได
สรุปผลการด าเนินงาน ข้อเสนอแนะ 1. ในขั้นตอนการศึกษากระบวนการผลิตและการเข้าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสายการผลิตจ าเป็นต้องศึกษาจากการปฏิบัติงานจริงใน สายการผลิตเพราะยังมีข้อจ ากัดในเรื่องการปัจจัยบางตัวที่ต้องใช้ระยะ เวลาในการศึกษาเป็นเวลานานดังนั้นข้อมูลจากการท างาน วิจัยครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเพื่อแก้ไขปัญหาควรมีการศึกษาปัจจัยด้านอื่นๆเพื่อน ามาใช้วิเคราะห์ผลมีความสมบูรณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น 2. เมื่อด าเนินการปรับปรุงวิธีการบ ารุงรักษาเครื่องจักรไปแล้วนั้นจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการติดตามข้อมูลการเกิดเหตุขัดข้องของ เครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง 3. ปัญหาจากพนักงานที่ยังเคยชินกับการปฏิบัติงานในแบบลักษณะเดิมอยู่นจ าเป็นอย่างยิ่งที่มีการอบรมชี้แจงให้พนักงานเข้าใจถึง ความส าคัญของระบบและควรจะมีการสรุปผลการด าเนินการให้พนักงานรับรู้เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น 4. ควรให้มีการเก็บรายการข้อมูลที่ได้จากหน้างานและท าการลงบันทึกของพนักงานไปท าการประมวลผลโดยใช้โปรแกรคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับระบบงานบ ารุงรักษาทุกครั้ง