การพัฒนาทักษะการอานสระ พยัญชนะและการประสมคาํ ภาษาองั กฤษ
ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปท่ี 4 โรงเรยี นบานกลาง
โดยการใชบตั รคําศพั ทแ ละปฏทิ ินประสมคาํ
กัญญวรา ยอดดี
กัษมาวตี โสะเตง
กานตช นก บัตรทอง
งานวจิ ัยฉบบั นเ้ี ปน สวนหนึ่งของรายวชิ า 1044409 การวิจัยเพอื่ พฒั นาการเรยี นรู
สาขาวิชา ภาษาอังกฤษ คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสงขลา
พ.ศ. 2562
การพัฒนาทักษะการอานสระ พยัญชนะและการประสมคาํ ภาษาองั กฤษ
ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปท ่ี 4 โรงเรยี นบานกลาง
โดยการใชบตั รคําศพั ทแ ละปฏทิ ินประสมคาํ
กัญญวรา ยอดดี
กัษมาวตี โสะเตง
กานตช นก บัตรทอง
งานวจิ ัยฉบบั นเ้ี ปน สวนหนึ่งของรายวชิ า 1044409 การวิจัยเพอื่ พฒั นาการเรยี นรู
สาขาวิชา ภาษาอังกฤษ คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสงขลา
พ.ศ. 2562
ก
ชือ่ เรอื่ ง การพฒั นาทกั ษะการอา นสระ พยญั ชนะและการประสมคํา
ชือ่ ผวู ิจยั ภาษาองั กฤษของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปท ่ี 4 โรงเรียนบา นกลาง
ประเภทผลงานวชิ าการ โดยการใชบัตรคําศัพทแ ละปฏิทินประสมคาํ
ปการศึกษา กญั ญวรา ยอดดี
อาจารยท่ีปรกึ ษา กษั มาวตี โสะเตง
กานตช นก บตั รทอง
ผลงานวจิ ัย
2562
ดร. ปรีดา เบญ็ คาร
บทคดั ยอ
จุดมงุ หมายของการวจิ ัยน้ี เพ่ือพฒั นาทกั ษะการอา นสระ พยัญชนะและการประสมคํา
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปท่ี 4 โรงเรียนบานกลางโดยการใชบ ัตรคําศัพทแ ละปฏิทนิ
ประสมคํา โดยมวี ธิ ีดาํ เนินการกับกลมุ เปา หมาย ไดแ ก นักเรียนระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ 4 โรงเรียน
บานกลาง ตําบล พะวง อาํ เภอ เมือง จงั หวดั สงขลา จํานวน 10 คน เครื่องมอื ท่ีใชในการศกึ ษา
ไดแ ก บัตรคําศพั ทและปฏิทินประสมคาํ ผลการประเมนิ คาดัชนีความสอดคลอง (IOC) ของสือ่ บัตรคาํ
และปฏทิ นิ ประสมคาํ คอื 1.00 วเิ คราะหข อมลู เปรียบเทียบคะแนนกอนและหลงั การใชบตั ร
คําศพั ทแ ละปฏิทนิ ประสมคําโดยพิจารณาจากคา ความแตกตา ง
ผลการศึกษาพบวา
ผลการพฒั นาทักษะการอา นสระ พยญั ชนะและการประสมคําภาษาองั กฤษของนกั เรยี นช้นั
ประถมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรียนบานกลางโดยการใชบตั รคาํ ศัพทแ ละปฏิทนิ ประสมคํา เมอ่ื เปรยี บเทียบ
คะแนนกอ นและหลงั การใชบ ตั รคาํ ศพั ทแ ละปฏทิ นิ ประสมคาํ พบวาทกั ษะของนกั เรยี นทกุ คนสงู ขน้ึ
หลงั จากใชสอื่ บัตรคําศัพทแ ละปฏทิ นิ ประสมคํา คา ผลตา งของคะแนนจากแบบทดสอบกอนใชแ ละ
หลงั ใชส่อื บัตรคาํ ศัพทและปฏทิ ินประสมคาํ มคี า สงู สุดคือ 12 ตาํ่ สุดคือ 2 ไดคาเฉล่ียคะแนนทดสอบ
กอนใชส อ่ื บัตรคาํ ศัพทและปฏิทินประสมคําเทา กับ 10.3 คิดเปนรอ ยละ 51.5 ไดคะแนนเฉลย่ี ทดสอบ
หลงั ใชส ่อื บตั รคาํ ศัพทแ ละปฏิทนิ ประสมคําเทากับ 18.6 คดิ เปนรอ ยละ 93 ซง่ึ คะแนนทดสอบหลังใช
สือ่ บตั รคาํ ศัพทแ ละปฏิทินประสมคําสูงกวา คะแนนกอนใชสอ่ื บัตรคําศพั ทและปฏิทินประสมคําเทา กบั
8.3 คิดเปนรอยละ 83
ข
กติ ตกิ รรมประกาศ
งานวิจยั ฉบบั นี้มีจดุ มุงหมายเพ่ือศึกษาสภาพปญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
ผวู จิ ัยขอขอบคุณ อาจารยปรดี า เบญ็ คาร ท่ีไดใ หค าํ ปรึกษาและขอ มูลเพื่อใชในการทาํ วิจยั ในครงั้ นี้
การดําเนินการวิจัยมิอาจสําเร็จลุลวงไปไดหากปราศจากความรวมมือจากผูอํานวยการ
โรงเรียนบา นกลางและคุณครูนิธกิ าญจน ชาตโร คุณครกู ลุมสาระวิชาภาษาอังกฤษ รวมถึงสถานท่ีใน
การดาํ เนินการจดั ทําวิจยั
สดุ ทา ยนผี้ ูว จิ ัยขอขอบพระคุณบิดา มารดา ทใ่ี หก ารอุปการะอบรมเล้ียงดู ตลอดจนสงเสริม
การศึกษาและใหก ําลงั ใจเปนอยางดี อกี ท้งั ขอขอบคุณเพื่อนๆท่ีใหการสนับสนุนและชวยเหลือดวยดี
เสมอมา และขอขอบพระคุณเจาของเอกสารและงานวิจัยทุกทานท่ีผูวิจัยคนควาไดนํามาอางอิงใน
การทาํ วิจัย จนกระท่งั งานวจิ ัยฉบับนีส้ ําเรจ็ ลุลวงไปไดดวยดี
คณะผูว ิจัย
ค
สารบัญ
หนา
บทคัดยอ ......................................................................................................................................... ก
กติ ตกิ รรมประกาศ .......................................................................................................................... ข
สารบญั ........................................................................................................................................... ค
สารบญั ตาราง ................................................................................................................................. ฉ
สารบัญภาพ ................................................................................................................................... ช
บทท่ี 1 บทนํา ................................................................................................................................. 1
ความเปนมาและความสําคัญของปญ หา ............................................................................ 1
วตั ถปุ ระสงคของการวิจัย .................................................................................................. 2
ขอบเขตของการวจิ ยั …………………………………………………………………………………………….. 2
สมมตฐิ านการวิจยั …………………………………………………………………………………………….…. 3
นิยามศัพทเฉพาะ .............................................................................................................. 3
ประโยชนท ค่ี าดวาจะไดร ับ ................................................................................................ 3
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วขอ ง ……………….……………………………………………………………. 5
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ………………………………………. 5
ตัวช้วี ัดและสาระการเรียนรูแ กนกลางกลมุ สาระการเรยี นรูภ าษาตา งประเทศ ... 5
เอกสารทีเ่ กยี่ วของกบั การอาน ……………………………………………………………………………… 6
ความหมายของการอาน ………………………………………………………………………….… 6
ความสําคญั ของการอาน …………………………………………………………………………… 6
หลกั การสอนการอาน ........................................................................................ 7
บัตรคําศพั ท ………………………………………………….…………………………………………………… 11
ความหมายของบัตรคําศัพท ……………………………………………………………………. 11
ลกั ษณะของบตั รคําศัพท …………………………………………………..…………………….. 11
การใชบ ตั รคาํ ศพั ทในการสอน ………………………………………………….………….…. 11
กจิ กรรมท่สี ามารถทําไดโ ดยใชบ ัตรคํา ……………………………………………………… 12
ปฏทิ นิ ประสมคาํ …………………………………………........………………………………………………. 14
ความหมายของปฏทิ นิ ประสมคํา ……………………………………………………………… 14
ลกั ษณะของปฏิทนิ ประสมคาํ ………………………………………………………………….. 15
การใชป ฏทิ ินประสมคาํ …………………………………………………………………………… 15
ง
สารบญั (ตอ)
หนา
ทฤษฎเี กสตสั ท …………………………………………………………………………………………………… 15
ทฤษฎกี ารเรยี นรู ............................................................................................... 15
บทที่ 3 วธิ ดี าํ เนินการวิจัย ........................................................................................................... 18
ประชากร ………………………………………………………………………………………………………….. 18
เคร่ืองมอื ทีใ่ ชในการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………. 18
การดาํ เนนิ การแกปญ หา ……………………………………………………………………………………… 20
การวิเคราะห ……………………………………………………………………………………………………… 21
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข อมูล .................................................................................................... 22
สญั ลกั ษณทใี่ ชในการวเิ คราะหขอมลู …………………………………………………………………….. 22
ผลการวเิ คราะห .............................................................................................................. 22
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและขอ เสนอแนะ ................................................................................ 24
สรปุ ผลการวิจัย ………………………………………………………………………………………………….. 24
อภปิ รายผลการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………………. 24
ขอเสนอแนะ ...................................................................................................... 25
บรรณานกุ รม ……………………………………………………………………………………...…………………………. 27
ภาคผนวก ...................................................................................................................................... 29
ภาคผนวก ก บตั รคําศพั ทแ ละปฏทิ ินประสมคํา .............................................................. 30
ภาคผนวก ข แบบทดสอบการอานกอนและหลงั ใช
สือ่ บัตรคาํ ศัพทและปฏิทินประสมคํา ……………………………………………..……………………... 41
ภาคผนวก ค แบบประเมนิ การอานออกเสียงกอนและหลงั
ใชส่ือบตั รคาํ ศพั ทและปฏทิ นิ ประสมคาํ ........................................................................... 44
ภาคผนวก ง แบบประเมนิ ความสอดคลอ งระหวาง
ขอ สอบกบั จุดประสงคเชิงพฤติกรรม ………………………………..………………………………….. 47
ภาคผนวก จ แบบประเมนิ ความสอดคลอ ง
ของบัตรคาํ ศพั ทแ ละปฏิทนิ ประสมคํา ……………………………………………..……………………. 50
ภาคผนวก ฉ ภาพกจิ กรรมการฝก ปฏบิ ตั ิ ………………………..…………………………………….. 53
ประวตั ผิ วู จิ ยั …………………………………………………………………………………………………………..……… 58
จ
สารบญั ตาราง
หนา
ตารางท่ี 1 ทักษะการอา นของนกั เรียนหลังใชส่ือบัตรคาํ ศพั ทและปฏิทนิ ประสมคํา ..................... 23
ตารางที่ 2 ทักษะการอา นของนักเรียนกอ นและหลังการใชส อื่ บตั รคาํ ศพั ทและปฏทิ นิ ประสมคํา .. 24
ฉ
สารบญั ภาพ
หนา
ภาพที่ 1 สอ่ื บตั รคําศัพทส ระ A …………….........…………………………………………………………………… 31
ภาพที่ 2 ส่ือบตั รคําศพั ทพ ยญั ชนะ B ………………………………………………………………………………… 31
ภาพที่ 3 สอื่ บตั รคาํ ศพั ทพยญั ชนะ C ……………………………………………….……………………………….. 31
ภาพท่ี 4 สื่อบตั รคําศัพทพ ยญั ชนะ D ………………………………………….…………………………………….. 31
ภาพท่ี 5 ส่อื บัตรคําศพั ทส ระ E ……………………………………………….........………………………………… 32
ภาพที่ 6 สื่อบัตรคําศพั ทพยญั ชนะ F ........................................................................................... 32
ภาพท่ี 7 สอ่ื บัตรคําศพั ทพยญั ชนะ G .......................................................................................... 32
ภาพที่ 8 สอ่ื บตั รคําศพั ทพยญั ชนะ H .......................................................................................... 32
ภาพท่ี 9 สอื่ บตั รคาํ ศัพทส ระ I .................................................................................................... 33
ภาพที่ 10 สือ่ บัตรคําศัพทพยญั ชนะ J ......................................................................................... 33
ภาพท่ี 11 สอ่ื บัตรคําศพั ทพยญั ชนะ K ....................................................................................... 33
ภาพท่ี 12 สอ่ื บตั รคาํ ศัพทพ ยญั ชนะ L ........................................................................................ 33
ภาพที่ 13 ส่อื บัตรคําศัพทพยญั ชนะ M ...................................................................................... 34
ภาพท่ี 14 สอ่ื บตั รคําศพั ทพ ยญั ชนะ N ........................................................................................ 34
ภาพท่ี 15 สื่อบตั รคําศพั ทส ระ O ................................................................................................ 34
ภาพที่ 16 สือ่ บตั รคําศัพทพยญั ชนะ P ....................................................................................... 34
ภาพท่ี 17 สอ่ื บตั รคําศัพทพ ยญั ชนะ Q ....................................................................................... 35
ภาพท่ี 18 สอ่ื บัตรคาํ ศพั ทพ ยญั ชนะ R ........................................................................................ 35
ภาพที่ 19 สอื่ บตั รคาํ ศพั ทพ ยญั ชนะ S ........................................................................................ 35
ภาพที่ 20 สอ่ื บัตรคําศัพทพยญั ชนะ T ........................................................................................ 35
ภาพท่ี 21 สื่อบัตรคําศัพทส ระ U ................................................................................................ 36
ภาพที่ 22 ส่อื บัตรคาํ ศพั ทพยญั ชนะ V ........................................................................................ 36
ภาพท่ี 23 ส่อื บัตรคําศพั ทพยญั ชนะ W ....................................................................................... 36
ภาพที่ 24 สอ่ื บตั รคําศัพทพ ยญั ชนะ X ........................................................................................ 36
ภาพที่ 25 สอ่ื บัตรคําศพั ทพยญั ชนะ Y ........................................................................................ 37
ภาพที่ 26 สือ่ บัตรคําศพั ทพ ยญั ชนะ Z ........................................................................................ 37
ภาพท่ี 27 ส่ือปฏิทินประสมคํา can ............................................................................................ 37
ภาพท่ี 28 สอ่ื ปฏิทนิ ประสมคํา fan ............................................................................................ 38
ช
สารบญั ภาพ (ตอ )
หนา
ภาพท่ี 29 ส่อื ปฏทิ ินประสมคาํ van ............................................................................................ 38
ภาพที่ 30 ส่อื ปฏิทินประสมคาํ hat ............................................................................................ 38
ภาพที่ 31 สื่อปฏทิ นิ ประสมคาํ pan ........................................................................................... 39
ภาพที่ 32 สอ่ื ปฏทิ ินประสมคาํ man .......................................................................................... 39
ภาพท่ี 33 สอื่ ปฏทิ ินประสมคาํ hand ......................................................................................... 39
ภาพที่ 34 สอื่ ปฏิทนิ ประสมคาํ sand .......................................................................................... 40
ภาพท่ี 35 สือ่ ปฏิทนิ ประสมคาํ land .......................................................................................... 40
ภาพท่ี 36 สื่อปฏิทนิ ประสมคาํ brand ...................................................................................... 40
ภาพที่ 37 ทายสระและพยญั ชนะในภาษาองั กฤษ ....................................................................... 54
ภาพท่ี 38 ทายสระและพยญั ชนะในภาษาอังกฤษ ....................................................................... 54
ภาพท่ี 39 กจิ กรรมละลายพฤติกรรม ……………………………………………………………………………...... 54
ภาพท่ี 40 กิจกรรมละลายพฤติกรรม .......................................................................................... 55
ภาพที่ 41 ทดสอบการอา นออกเสยี งสระและพยัญชนะ .............................................................. 55
ภาพที่ 42 การอานออกเสยี งสระและพยญั ชนะ .......................................................................... 55
ภาพท่ี 43 กจิ กรรมฝกประสมคาํ ................................................................................................. 56
ภาพท่ี 44 กิจกรรมทายสระและพยญั ชนะ .................................................................................. 56
ภาพท่ี 45 กิจกรรมประสมคําโดยใชส่อื ....................................................................................... 56
ภาพท่ี 46 กจิ กรรมประสมคําโดยใชสื่อ ....................................................................................... 57
ภาพที่ 47 ทบทวนคาํ ศพั ท สระและพยัญชนะ ............................................................................ 57
ภาพที่ 48 ทบทวนคําศัพท สระและพยญั ชนะ ............................................................................ 57
บทที่ 1
บทนํา
ความเปนมาและความสาํ คญั ของปญหา
ภาษาอังกฤษไดเขา มามบี ทบาทในชวี ติ ของคนไทย และคนทวั่ โลก เนือ่ งจากภาษาองั กฤษเปน
หลักในการสอ่ื สารถงึ จํานวน 2,000 ลา นคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรของโลก รฐั บาลจงึ ได
กาํ หนดใหน ักเรยี นไดเ รียนภาษาอังกฤษในทุกระดบั ชั้นกระทรวงศึกษาธิการไดกาํ หนดใหก ลมุ สาระ
การเรยี นรูภาษาตางประเทศเปน หนงึ่ ใน 8 กลมุ สาระการเรยี นรขู องหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั
พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 เพื่อเปน เคร่ืองมือในการแสวงหาความรแู ละการประกอบอาชีพ รวมทง้ั
การแลกเปล่ยี นเรยี นรูวัฒนธรรมของประชาคมโลก หรอื อาจะเปน การเจรจาตอ รองสําหรบั การแขงขัน
ดา นเศรษฐกิจและการประชุมระดับเวทโี ลก
อปุ สรรคในการเรยี นรภู าษาอังกฤษของนักเรียนมหี ลายปจจยั แตท่สี ําคญั และเปน พืน้ ฐานท่ี
ยงั คงเปนปญ หาคือ การอา น ในระดับพนื้ ฐานของนกั เรยี น ในเรอ่ื ง สระ พยัญชนะและการประสมคํา
ภาษาอังกฤษ ซ่งึ ทาํ ใหส งผลกระทบไปในดา นทกั ษะการเรยี นรอู ่นื ๆของภาษาองั กฤษ การสอน
ภาษาอังกฤษจึงจําเปน ตองปูพ้ืนฐานในเรอื่ งการอา นออกเสียงท่เี นนเสียง สระ พยัญชนะและการ
ประสมคาํ เพ่อื ใหน ักเรยี นสามารถเรียนรูและแยกแยะความแตกตา งของเสยี งในแตล ะตวั อกั ษร ไม
กอ ใหเกดิ การส่อื ความหมายที่คลาดเคลือ่ นหากอยูในรปู ของคาํ หรอื ประโยค สว นปจจัยอ่ืนๆท่อี าจจะ
สง ผลกระทบตอ นักเรยี น เชน สภาพปญ หาครอบครวั สภาพแวดลอมบรเิ วณโรงเรียน หรอื ในดานตวั
ของนักเรยี น เชน ขเ้ี กียจ ไมสง งาน เปนตน ดา นของครผู สู อน เชน ขาดเทคนคิ การสอน ไมมสี ื่อ
ประกอบ สอนแบบบรรยายมากเกนิ ไป เปนตน
สภาพปญ หาในช้นั เรยี นทพ่ี บในหอ งเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปท ่ี 4 โรงเรียนบานกลาง ไดแก
ผเู รยี นไมสามารถอานออกเสยี งพยญั ชนะบางตวั ไดอยา งถูกตอ ง ดงั ตอ ไปนี้ b d h i j l m n q s u v
และ w ทงั้ ผเู รยี นไมสามารถอานคําศพั ทการประสมคําพื้นฐานได เชน can van fan man เปนตน
การจัดการเรยี นการสอนโดยใหมสี ่อื และวัสดอุ ปุ กรณก ารสอนเปนเครือ่ งมอื สาํ คัญทจี่ ะชว ยให
การเรียนการสอนดาํ เนินไปดวยดี การสอนทีม่ กี ารใชวัสดุ อปุ กรณป ระกอบการเรียนนอกจากจะทําให
นกั เรียนเห็นความเปน รปู ธรรมของสง่ิ ท่ีครสู อนและเพมิ่ พูนความรูความเขา ใจของนกั เรยี นใหเดน ชดั
และงา ยข้นึ แลวการสอนท่ีมกี ารใชวสั ดุอปุ กรณประกอบการสอนยังชวยเพม่ิ บรรยากาศของการสอน
ใหน าสนใจ เน่อื งจากมีการแปรเปล่ยี นสง่ิ เรา หลายๆ อยาง และครูยงั สามารถใชวัสดอุ ุปกรณตาง ๆ
2
กระตนุ ใหนกั เรยี นเขารว มกิจกรรมการเรียนการสอนไดอยา งสนกุ สนานอีกดว ย (ประดนิ ันท อปุ รมยั ,
2540: 176-177)
จากที่กลา วมาขา งตน ผวู ิจยั นาํ ปญ หามาวิเคราะหส าเหตพุ บวานักเรยี นขาดความรพู น้ื ฐาน
เร่อื งของสระ พยญั ชนะและการประสมคําภาษาองั กฤษในทกั ษะการอา น หากนกั เรยี นขาดความรู
พน้ื ฐานเรอ่ื งของสระ พยญั ชนะและการประสมคําภาษาอังกฤษในทกั ษะการอานจะสง ผลในการศึกษา
ตอ ยอดในอนาคตเพราะการมพี ้ืนฐานทดี่ ี สง ผลใหก ารสมรรถนะและโอกาสในการศึกษา พฒั นาตอ
ยอดไดอยางเต็มความสามารถและเหมาะสมตามโอกาส โดยการผลิตสอ่ื บัตรคาํ ศัพทท จี่ ะชวยเพิม่
ความนา สนใจขอเนือ้ หาใหเ หมาะสมชว งวยั ของนกั เรียนเพ่ือใชเปน เครอื่ งชวยในการถา ยทอดความรู
ส่อื การเรยี นการสอนจะเรา ความสนใจ ทําใหผ เู รียนกระตือรอื รน ในเร่อื งทเ่ี รยี นและมีสว นรว มในการ
เรียน ชวยประหยัดเวลาเรียน โดยใชเวลานอ ย แตน ักเรยี นสามารถเรียนรูไดม ากขน้ึ และชว ยใหผ เู รยี น
สามารถจดจําคําศัพทจ ากบตั รคาํ ไดนานข้ึน
จดุ ประสงคการวิจัย
เพอื่ พฒั นาทกั ษะการอานสระ พยญั ชนะและการประสมคําภาษาองั กฤษของนกั เรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปท่ี 4 โรงเรยี นบานกลาง โดยใชส ื่อบตั รคําศัพทและปฏทิ นิ ประสมคํา
ขอบเขตการวิจยั
1.ประชากร คอื นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปการศกึ ษา 2562 โรงเรยี น
บานกลาง จํานวน 24 คน นักเรยี นทม่ี ีปญ หา จาํ นวน 10 คน
2.ระยะเวลา วันที่ 2 กนั ยายน – 30 ตุลาคม 2562
3.เนอ้ื หา ท่นี าํ มาใชในการทดลอง เปน เน้อื หาวิชาภาษาองั กฤษ เรอื่ ง สระและพยัญชนะใน
ภาษาอังกฤษ จาํ นวน 10 ตวั และการประสมคาํ จาํ นวน 10 คาํ
4.ตวั แปร
4.1 ตวั แปรตน/ตัวแปรอิสระ คอื การใชส ่ือบัตรคาํ ศพั ท
4.2 ตวั แปรตาม คอื ทักษะการอา น สระ พยญั ชนะและการประสมคําภาษาอังกฤษ
ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปท ี่ 4 โรงเรียนบา นกลาง
3
สมมติฐานการวิจยั
ทักษะการอานสระ พยญั ชนะและการประสมคาํ ภาษาองั กฤษของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาป
ท่ี 4 โรงเรยี นบานกลาง หลังการเรียนโดยใชสอื่ บตั รคาํ ศพั ทส ูงกวา กอนเรียน
นยิ ามศพั ท
ทกั ษะการอาน หมายถงึ การอา นออกเสียงใหถูกตอ ง ชดั เจน แยกแยะความแตกตางของ
เสยี งแตล ะตวั อกั ษร สามารถจาํ แนกหรอื ออกเสียงไดอยา งถูกตองไมผดิ เพย้ี น เร่อื ง พยญั ชนะและสระ
ในภาษาองั กฤษ ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปท ่ี 4 โรงเรยี นบา นกลาง วดั โดยการทดสอบการอาน
ออกเสียง โดยใชเ กณฑดงั น้ี ผาน หมายถงึ ออกเสยี งพยญั ชนะหรอื คําไดอ ยา งถกู ตอ งตามหลกั การอา น
และ ไมผ า น หมายถงึ ออกเสียงพยญั ชนะหรือคาํ ไมถกู ตอ งตามหลกั การอาน
ส่ือบตั รคาํ ศพั ท หมายถึง ส่อื การเรยี นรทู ผ่ี วู จิ ยั สรา งข้ึน เปน รูปแบบของบัตรคาํ ในเร่อื ง
พยัญชนะและสระในภาษาองั กฤษ เพ่ือเสรมิ สรา งทกั ษะใหแกนกั เรยี น ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 4 ภาค
เรยี นท่ี 1 ปก ารศึกษา 2562 โรงเรยี นบานกลาง
ส่อื ปฏทิ ินประสมคํา หมายถงึ สอ่ื การเรยี นรูท ผ่ี วู จิ ยั สรางขึ้น เปนรปู แบบของปฏิทิน โดยการ
เรียงพยัญชนะ สระและตวั สะกด เพอื่ ใหเ กิดคาํ ตางๆ เรอื่ ง พยญั ชนะและสระในภาษาอังกฤษ เพอื่
เสริมสรางทกั ษะใหแกน ักเรียน ชนั้ ประถมศกึ ษาปท่ี 4 ภาคเรียนที่ 1 ปก ารศกึ ษา 2562 โรงเรยี นบา น
กลาง
ประโยชนทีค่ าดวาจะไดร ับ
1. ทราบถงึ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่อื ง สระ พยัญชนะและการประสมคาํ ภาษาองั กฤษ
ระหวา งกอนและหลงั การใชส อ่ื บตั รคําศพั ทและปฏิทนิ ประสมคําของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 4
โรงเรียนบานกลาง ทเ่ี รียนโดยใชส อ่ื บตั รคําศพั ท เพื่อพจิ ารณาความกาวหนาในดานทกั ษะการอาน
2. ทราบถึงผลการเปรียบเทยี บทักษะการอาน เรอ่ื ง สระ พยัญชนะและการประสมคาํ
ภาษาอังกฤษของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรยี นบา นกลาง
3. เพ่ือใหน ักเรยี นไดพ ฒั นาทกั ษะการอานขั้นพื้นฐาน เรือ่ ง สระ พยญั ชนะและการประสมคํา
ภาษาองั กฤษและนักเรยี นสามารถนาํ ความรไู ปตอ ยอดในหนว ยการเรียนรอู ่นื ๆของรายวชิ า
ภาษาองั กฤษได
4
4. เพือ่ เปน แนวทางสําหรบั ครผู ูสอนในการปรบั ปรุงรปู แบบวธิ กี ารสอนและเปนแนวทางใน
การพัฒนาการจดั การเรยี นรูวิชาภาษาองั กฤษใหมีประสิทธิภาพมากยง่ิ ข้ึน
5. เพ่ือใหครตู ระหนักถึงความสาํ คญั ของการจดั การเรยี นรใู นการใชส่อื บัตรคําศัพทแ ละ
ปฏิทินประสมคําประกอบการจัดการเรยี นการสอนไปใชใ นหอ งเรยี น
6. เพ่อื สรางความนาสนใจของเน้อื หาโดยการใชสอื่ บัตรคาํ ศพั ทและปฏทิ ินประสมคํา ทําให
นกั เรียนเกิดแรงจงู ใจในการเรยี น
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวของ
การวิจยั เพอ่ื พฒั นาทกั ษะการอาน การเขยี น สระ พยญั ชนะและการประสมคาํ ภาษาองั กฤษ
ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 4 ในโรงเรียนบา นกลาง โดยการใชบัตรคําศัพทและปฏิทนิ ประสมคํา
ในคร้งั นผ้ี ูวจิ ัยไดต รวจสอบเอกสารทเี่ กยี่ วของ ดังนี้
1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
1.1 ตัวชี้วดั และสาระการเรียนรแู กนกลางกลมุ สาระการเรยี นรูภาษาตางประเทศ
2. เอกสารทเ่ี กย่ี วของกบั การอาน
2.1 ความหมายของการอา น
2.2 ความสาํ คัญของการอาน
2.3 หลักการสอนการอา น
3. บัตรคําศัพท
3.1 ความหมายของบตั รคาํ ศัพท
3.2 ลกั ษณะของบตั รคาํ ศพั ท
3.3 การใชบ ตั รคาํ ศพั ทในการสอน
3.4 กิจกรรมทส่ี ามารถทําไดโ ดยใชบัตรคาํ ศัพท
4. ปฏทิ นิ ประสมคาํ
4.1 ความหมายของปฏิทนิ ประสมคาํ
4.2 ลักษณะของปฏิทนิ ประสมคาํ
4.3 การใชป ฏิทนิ ประสมคาํ
5. ทฤษฎเี กสตลั ท (Gestalt Theory )
5.1 ทฤษฎกี ารเรยี นรู
1. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
1.1 ตวั ช้ีวดั และสาระการเรยี นรูแ กนกลางกลมุ สาระการเรยี นรภู าษาตา งประเทศ
สาระท่ี 3 ภาษากบั ความสมั พันธก บั กลมุ สาระการเรยี นรูอ่ืน
6
มาตรฐาน ต 3.1 ใชภาษาตา งประเทศในการเช่ือมโยงความรูกบั กลมุ สาระการเรียนรอู ่ืน
และเปนพนื้ ฐานในการพฒั นา แสวงหาความรูและเปดโลกทศั นข องตน
สาระท่ี 4 ภาษากบั ความสมั พันธกบั ชมุ ชนและโลก
มาตรฐาน ต 4.1 ใชภาษาตางประเทศในสถานการณตา งๆ ทง้ั ในสถานศกึ ษา ชุมชนและ
สังคม
มาตรฐาน ต 4.2 ใชภาษาตางประเทศเปน เครื่องมือพืน้ ฐานในการศึกษาตอ การประกอบ
อาชีพและการแลกเปล่ยี นเรยี นรกู บั สงั คมโลก
2. เอกสารที่เกีย่ วขอ งกบั การอา น
2.1 ความหมายของการอาน
การอา น คอื กระบวนการที่ผอู า นรบั รสู ารซงึ่ เปนความรู ความคดิ ความรสู ึก และ ความ
คิดเห็นทผี่ เู ขียนถายทอดออกมาเปนลายลกั ษณอักษร การทีผ่ ูอา นจะเขาใจสารไดมากนอ ย
เพียงไร ขนึ้ อยกู ับประสบการณและความสามารถในการใชค วามคิด (มณีรัตน สกุ โชตริ ัตน, 2547,
หนา 18)
การอา น เปนกระบวนการรูการถอดรหัสสญั ลกั ษณท ซี่ บั ซอ นเพอื่ สรา งหรอื เอาความหมาย
การอานเปน วิธีการไดม าซงึ่ ภาษา การส่ือสารและแบง ปนสารสนเทศและความคดิ เชนเดยี วกบั ทกุ
ภาษา การอานเปนอนั ตรกิริยาซบั ซอ นระหวางขอ ความและผูอ านซง่ึ เกิดขนึ้ โดยความรู ประสบการณ
เจตคติและชมุ ชนภาษาเดมิ ของผูอ า นซึ่งวฒั นธรรมและสงั คมกําหนด กระบวนการการอานตอ งอาศยั
การฝก ฝน การพฒั นาและการขดั เกลาอยา งตอเนอ่ื ง นอกเหนอื จากนี้ การอา นยงั ตอ งการความคิด
สรางสรรคแ ละการวเิ คราะหวจิ ารณ (วกิ ิพเี ดีย สารานุกรมเสรี)
บอรนารด ไอ ชมิดท ( Bernard I. Schmidt) ไดใ หนยิ ามความหมายของการอาน ไวว า
เปน กระบวนการทซี่ ับซอ นยุง ยากมีความหมายท่แี นน อน อาจเรียกไดว าเปนทกุ สงิ่ ทุกอยางจากคําทจ่ี ํา
ไดไ ปสคู วามนกึ คดิ ตาง ๆ การอานของแตล ะบุคคลยอ มแตกตางไปตามสภาพของรา งกายสตปิ ญญา
และอารมณ ในการอานขอ ความเหมอื นกัน บคุ คลสองคนจะมคี วามคิดตางกัน
พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 : 1364) กลา ววา อาน เปนคํากรยิ า
หมายถงึ วาตามตัวอกั ษร ถาอา นออกเสียงดวยเรียกวา อานออกเสียง ถา ไมอ อกเสยี งเรยี กวา อา นในใจ
7
การอา นเปน กระบวนการทางความคิดในการรบั สาร เปน พฤติกรรมทางการใชภ าษาทม่ี ี
ลกั ษณะเฉพาะตวั เปนการแปลความหมายของตัวอกั ษร สญั ลักษณ และภาพ ใหออกมาเปน ถอยคํา
และทาํ ความเขาใจส่งิ ที่อานแลวนําไปใชประโยชนเ พอ่ื พัฒนาตนเอง ท้งั ดานสติปญ ญา สงั คมและ
อารมณ
2.2 ความสําคญั ของการอา น
การอานมคี วามสาํ คัญตอชวี ิตมนษุ ยต งั้ แตเ กดิ จนโต และจนกระทงั่ ถึงวัยชรา การอานทาํ ใหรู
ขา วสารขอมูลตา ง ๆ ทวั่ โลก ซง่ึ ปจ จบุ ันเปน โลกของขอ มลู ขา วสารตา ง ๆ ท่วั โลก ทําใหผ ูอานมี
ความสขุ มีความหวัง และมคี วามอยากรอู ยากเหน็ อันเปน ความตองการของมนุษยท กุ คน การอาน
มปี ระโยชนใ นการพฒั นาตนเอง คอื พัฒนาการศึกษา พฒั นาอาชพี พัฒนาคณุ ภาพชวี ิต ทาํ ใหเปน คน
ทันสมัย ทนั ตอ เหตกุ ารณ และมคี วามอยากรูอยากเหน็ การท่จี ะพฒั นาประเทศใหเจรญิ รงุ เรือง
กาวหนา ไดต องอาศยั ประชาชนท่มี ีความรูความสามารถ ซ่งึ ความรูตา ง ๆ กไ็ ดม าจากการอา น
น่ันเอง (ฉวีวรรณ คูหาภนิ นท, 2542, หนา 11)
มนษุ ยไดใชว ิธเี ขยี นบนั ทกึ ความทรงจําและเร่ืองราวตาง ๆ เปนรปู ภาพไวต ามฝาผนงั ในถํา้
เพ่ือเปนทางออกของอารมณ เพ่อื เตอื นความจาํ หรือเพอื่ บอกเลาใหผอู น่ื ไดร ับรูด วย แสดงถงึ ความ
พยายามและความปรารถนาอนั แรงกลา ของมนษุ ย ทจี่ ะถา ยทอดประสบการณข องตนเปนสญั ลกั ษณ
ที่คงทนตอกาลเวลาจากภาพเขียนตาม ผนงั ถํา้ ไดว วิ ัฒนาการมาเปนภาษาเขยี นและหนังสอื ปจ จบุ นั นี้
หนังสอื กลายเปนสงิ่ ทสี่ ําคญั ยิ่งตอ มนุษยจ นอาจกลา วไดวาเปน ปจจยั อนั หนงึ่ ในการดาํ รงชวี ิตคนท่ีไมร ู
หนงั สอื แมจ ะดาํ รงชีวิตอยูไดก็ เปนชีวิตทีไ่ มสมบูรณ ไมมีความเจริญ ไมส ามารถประสบความสาํ เร็จใด
ๆ ในสังคมไดห นงั สอื และการอานหนงั สอื จงึ มคี วามสาํ คญั อยา งยิ่ง
2.3 หลักการสอนการอาน
การอา นภาษาอังกฤษ มี 2 ลกั ษณะ คอื การอา นออกเสยี ง (Reading aloud) และ การอาน
ในใจ (Silent Reading ) การอา นออกเสียงเปนการอานเพื่อฝกความถกู ตอง (Accuracy) และความ
คลองแคลว ( Fluency) ในการออกเสยี ง สว นการอานในใจเปนการอา นเพอื่ รบั รแู ละทาํ ความเขาใจ
ในสง่ิ ทีอ่ านซึง่ เปนการอา นอยางมีจดุ มงุ หมาย เชน เดียวกบั การฟง ตา งกนั ที่ การฟง ใชก ารรบั รจู าก
เสยี งทีไ่ ดยนิ ในขณะที่การอานจะใชการรบั รจู ากตัวอักษรทผ่ี านสายตา ทักษะการอานภาษาอังกฤษ
เปน ทกั ษะทส่ี ามารถฝก ฝนใหผ เู รยี นเกิดความชาํ นาญและมคี วามสามารถเพม่ิ พูนขึ้นได ดวยเทคนิค
วิธกี ารโดยเฉพาะ ครผู สู อนจงึ ควรมคี วามรูและเทคนคิ ในการสอนทกั ษะการอา นใหแกผ ูเรยี นอยา งไร
เพือ่ ใหก ารอา นแตล ะลกั ษณะประสบผลสําเร็จ
เทคนคิ การสอนทกั ษะการอา นภาษาอังกฤษ (Reading Skills)
8
การอานภาษาองั กฤษ มี 2 ลกั ษณะ คอื การอา นออกเสยี ง (Reading aloud) และ การอาน
ในใจ (Silent Reading ) การอา นออกเสียงเปน การอานเพ่ือฝกความถกู ตอง (Accuracy) และความ
คลอ งแคลว ( Fluency) ในการออกเสียง สว นการอา นในใจเปน การอานเพือ่ รบั รูและทําความเขาใจ
ในส่งิ ท่ีอา นซึ่งเปน การอา นอยา งมจี ุดมุงหมาย เชนเดยี วกบั การฟง ตา งกนั ท่ี การฟง ใชการรบั รจู าก
เสียงทไี่ ดย นิ ในขณะที่การอานจะใชก ารรับรูจากตวั อกั ษรทผี่ านสายตา ทักษะการอา นภาษา องั กฤษ
เปนทกั ษะทสี่ ามารถฝกฝนใหผ ูเ รยี นเกดิ ความชาํ นาญและมคี วามสามารถเพิ่มพูนข้นึ ได ดว ยเทคนคิ
วิธกี ารโดยเฉพาะ ครูผสู อนจงึ ควรมคี วามรแู ละเทคนิคในการสอนทกั ษะการอานใหแกผ ูเรยี นเพอื่ ให
การอานแตล ะลกั ษณะประสบผลสําเรจ็
1) เทคนคิ วธิ ีปฏิบตั ิ
1.1) การอา นออกเสียง การฝก ใหผเู รยี นอานออกเสยี งไดอ ยา ง ถูกตอ ง และ
คลอ งแคลว ควรฝก ฝนไปตามลําดบั โดยใชเ ทคนคิ วธิ กี าร ดงั น้ี
(1) Basic Steps of Teaching ( BST) มเี ทคนิคขัน้ ตอนการฝกตอ เน่อื งกนั
ไปดงั นี้
- ครูอา นขอความท้ังหมด 1 คร้งั / นกั เรยี นฟง
- ครอู า นทลี ะประโยค / นักเรียนทั้งหมดอา นตาม
- ครอู านทลี ะประโยค / นักเรียนอานตามทลี ะคน (อาจขาม
ข้ันตอนนไ้ี ด ถานกั เรยี นสว นใหญอ า นไดดีแลว )
- นักเรียนอานคนละประโยค ใหตอ เนอ่ื งกันไปจนจบขอ ความ
ทัง้ หมด
- นักเรยี นฝก อานเอง
- สุมนักเรยี นอาน
(2) Reading for Fluency ( Chain Reading) คือ เทคนคิ การฝก ให
นักเรยี นอา นประโยคคนละประโยคอยางตอเนอื่ งกันไป เสมอื นคนอา นคนเดียวกัน โดยครูสุมเรียก
ผูเ รยี นจากหมายเลขลกู โซ เชน ครเู รยี ก Chain-number One นักเรียนทมี่ หี มายเลขลงทายดว ย
1,11,21,31,41, 51 จะเปน ผูอ า นขอ ความคนละประโยคตอเน่ืองกันไป หากสะดุดหรอื ติดขัดที่ผเู รยี น
คนใด ถอื วาโซขาด ตอ งเร่มิ ตนที่คนแรกใหม หรือ เปลย่ี น Chain-number ใหม
9
(3) Reading and Look up คือ เทคนิคการฝก ใหน กั เรียนแตล ะคน อาน
ขอ ความโดยใชวิธี อา นแลวจาํ ประโยคแลวเงยหนา ขึ้นพดู ประโยคนั้นๆ อยา งรวดเรว็ คลายวธิ ีอาน
แบบนักขา ว
(4) Speed Reading คอื เทคนิคการฝกใหนักเรียนแตละคน อา นขอความ
โดยเรว็ ทส่ี ดุ เทา ทีจ่ ะเร็วได การอานแบบนี้ อาจไมคาํ นงึ ถงึ ความถกู ตองทกุ ตัวอกั ษร แตตอ งอา นโดยไม
ขามคํา เปน การฝกธรรมชาตใิ นการอานเพอ่ื ความคลอ งแคลว ( Fluency) และเปน การหลีกเลย่ี งการ
อานแบบสะกดทลี ะคํา
(5) Reading for Accuracy คอื การฝก อา นที่มงุ เนนความถกู ตอ งชดั เจนใน
การออกเสียง ทั้ง stress / intonation / cluster / final sounds ใหต รงตามหลักเกณฑข องการ
ออกเสยี ง (Pronunciation) โดยอาจนาํ เทคนิค Speed Reading มาใชในการฝก และเพ่มิ ความ
ถกู ตอ งชดั เจนในการออกเสยี งสิ่งทต่ี อ งการ จะเปน ผลใหผ เู รยี นมีความสามารถในการอานไดอ ยา ง
ถกู ตอ ง (Accuracy) และ คลองแคลว( Fluency) ควบคกู นั ไป
1.2) การอา นในใจ ขัน้ ตอนการสอนทักษะการอา น มีลกั ษณะเชน เดียวกับขนั้ ตอน
การสอนทักษะการฟง โดยแบง เปน 3 กจิ กรรม คือ กจิ กรรมนําเขาสกู ารอาน ( Pre-Reading)
กจิ กรรมระหวางการอาน หรอื ขณะท่สี อนอาน ( While-Reading) กจิ กรรมหลังการอาน(Post-
Reading) แตละกิจกรรมอาจใชเ ทคนิค ดงั นี้
(1) กิจกรรมนําเขาสกู ารอา น ( Pre-Reading) การท่ีผเู รยี นจะอา นสารได
อยา งเขา ใจ ควรตองมีขอ มลู บางสว นเก่ียวกบั สารทจี่ ะไดอาน โดยครูผูสอนอาจใชกจิ กรรมนําใหผ เู รียน
ไดม ขี อ มูลบางสวนเพือ่ ชวยสรา งความเขา ใจในบรบิ ท กอ นเรมิ่ ตนอานสารทีก่ ําหนดให โดยท่วั ไป มี 2
ขั้นตอน คือ
(1.1) ขน้ั Personalization เปนขัน้ สนทนา โตตอบ ระหวา งครู กับ
ผเู รยี น หรอื ระหวา งผูเรียนกบั ผเู รียน เพอื่ ทบทวนความรเู ดมิ และเตรียมรับความรใู หมจ ากการอาน
(1.2) ขั้น Predicting เปนขนั้ ทใ่ี หผเู รียนคาดเดาเกีย่ วกบั เร่อื งท่ีจะ
อา น โดยอาจใชรูปภาพ แผนภมู ิ หัวเรอื่ ง ฯลฯ ทเ่ี กยี่ วของกบั เรอ่ื งทจี่ ะไดอ า น แลวนําสนทนา หรอื
อภิปราย หรือ หาคาํ ตอบเก่ยี วกบั ภาพน้นั ๆ หรือ อาจฝก กจิ กรรมทีเ่ ก่ยี วกบั คําศัพท เชน ขีดเสน ใต
หรอื วงกลมลอ มรอบคาํ ศัพทในสารทอ่ี า นเกย่ี วกบั เรอ่ื งทีจ่ ะไดอ าน เพอื่ ใหผ เู รยี นไดทราบแนวทางวา
จะไดอ านสารเก่ยี วกบั เร่ืองใด เปนการเตรยี มตัวลวงหนาเก่ียวกบั ขอ มลู ประกอบการอาน และคน หา
คําตอบที่จะไดจ ากการอานสารนน้ั ๆ หรอื ทบทวนคําศพั ทจ ากความรเู ดิมทม่ี อี ยู ซงึ่ จะปรากฏในสารท่ี
จะไดอ า น โดยอาจใชว ิธีบอกความหมาย หรอื ทาํ แบบฝกหัดเตมิ คาํ ฯลฯ
10
(2) กิจกรรมระหวางการอา น หรอื กจิ กรรมขณะทสี่ อนอาน ( While-
Reading) เปนกจิ กรรมที่ใหผ เู รียนไดฝก ปฏิบตั ิในขณะทีอ่ านสารนน้ั กิจกรรมนม้ี ใิ ชการทดสอบการ
อา น แตเ ปนการ “ฝก ทกั ษะการอา นเพอ่ื ความเขา ใจ” กิจกรรมระหวางการอานน้ี ควรหลีกเล่ยี งการ
จัดกิจกรรมทมี่ งุ เนนใหผ ูเ รียนไดปฏบิ ัตทิ ักษะอ่ืนๆ เชน การฟง หรอื การเขียน อาจจดั กจิ กรรมใหพ ูด
โตต อบไดบางเลก็ นอย เนือ่ งจากจะเปน การเบ่ียงเบนทกั ษะท่ีตองการฝก ไปสทู กั ษะอ่นื โดยมิไดเจตนา
กิจกรรมที่จดั ใหในขณะฝก อา น ควรเปนประเภทตอไปนี้
(2.1) Matching คือ อานแลวจับคูค ําศัพท กับ คาํ จํากดั ความ หรือ
จบั คปู ระโยคเน้อื เรื่องกับภาพ แผนภมู ิ
(2.2) Ordering คอื อานแลว เรยี งภาพ แผนภมู ิ ตามเน้ือเรอื่ งทีอ่ า น
หรือ เรยี งประโยค (Sentences) ตามลาํ ดบั เรอ่ื ง หรอื เรยี งเนอื้ หาแตล ะตอน ( Paragraph)
ตามลาํ ดับของเน้ือเรื่อง
(2.3) Completing คอื อานแลวเติมคํา สาํ นวน ประโยค ขอ ความ
ลงในภาพแผนภมู ิ ตาราง ฯลฯ ตามเรอื่ งทอี่ าน
(2.4) Correcting คือ อานแลว แกไ ขคาํ สํานวน ประโยค ขอ ความ
ใหถ ูกตองตามเน้ือเรือ่ งท่ไี ดอ าน
(2.5) Deciding คอื อา นแลวเลือกคําตอบทีถ่ กู ตอง (Multiple
Choice) หรือ เลอื กประโยคถูกผดิ (True/False) หรอื เลือกวามปี ระโยคนัน้ ๆ ในเน้อื เรื่องหรือไม
หรือ เลอื กวา ประโยคน้นั เปนขอเทจ็ จรงิ (Fact) หรอื เปนความคดิ เห็น (Opinion)
(2.6) Supplying / Identifying คอื อานแลว หาประโยคหวั ขอเรอ่ื ง
หรอื สรปุ ใจความสําคัญ( Conclusion) หรือ จับใจความสําคญั ( Main Idea) หรือตง้ั ชอื่ เรอ่ื ง (Title)
หรอื ยอเร่ือง (Summary) หรือ หาขอ มูลรายละเอียดจากเรอ่ื ง ( Specific Information)
(3) กจิ กรรมหลังการอา น (Post-Reading) เปนกจิ กรรมทม่ี งุ ใหผ เู รยี นไดฝ ก
การใชภาษาในลักษณะทกั ษะสมั พันธเ พม่ิ ขึ้นจากการอา น ทง้ั การฟง การพูดและการเขียน ภายหลงั ที่
ไดฝก ปฏบิ ัติกจิ กรรมระหวางการอา นแลว โดยอาจฝก การแขง ขันเกยี่ วกบั คําศัพท สํานวน ไวยากรณ
จากเรือ่ งท่ีไดอ า น เปน การตรวจสอบทบทวนความรู ความถูกตอ งของคําศพั ท สาํ นวน โครงสรา ง
ไวยากรณ หรอื ฝก ทักษะการฟง การพดู โดยใหผ ูเรียนรวมกนั ตง้ั คําถามเก่ียวกบั เนื้อเร่อื งแลว ชวยกนั หา
คําตอบ สําหรับผูเ รยี นระดบั สงู อาจใหพูดอภปิ รายเกีย่ วกบั อารมณห รือเจตคติของผเู ขียนเรื่องน้ัน
11
หรอื ฝกทกั ษะการเขยี นแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับเรื่องทไ่ี ดอ าน เปน ตน (กลั ยา ไกลแกว:เทคนิคการ
สอนการอานภาษาอังกฤษ)
3. บตั รคาํ ศัพท
3.1 ความหมายของบัตรคาํ ศัพท
บตั รคาํ ศพั ท หมายถงึ การใชบตั รคาํ ศัพทท ี่มปี ระสทิ ธภิ าพมากกวา กลวธิ กี ารใชสาํ คัญ เพราะ
ผูเรียนบางคนทพ่ี บวาการสราง “จินตนาการ” น้นั ยาก แตผเู รียนทกุ คนสามารถถกู ฝก ใหเ ตรยี มและใช
ภาพชดุ บตั รคาํ ได (Thronberry, 2546, หนา 189-192)
บตั รคาํ เปนเครอื่ งมอื ชวยจํา เทคนิค Flashcard แพรห ลายมากในตา งประเทศ เพราะ
นอกจากจะชวยจดจาํ คําศพั ทภ าษาองั กฤษที่ยากๆ แลว สามารถตอยอดไปใชก บั วชิ าอน่ื ๆ ไดดว ย
อยา งเชน ชว ยจําสูตรเคมี สูตรคณติ ศาสตรตา งๆ หรือวนั เดอื นปทสี่ ําคญั ในประวตั ิศาสตร ท่อี าศยั การ
จําบัตรคําเปน วธิ ีทอ งคาํ ศพั ทท ี่งายและสามารถพกพาไปไหนสะดวก แถมยังสนกุ กวา เมื่อเทียบกับการ
ตองทอ งศพั ทตามสมุดจดคาํ ศัพท หรือชีทคาํ ศัพทท ใ่ี หค ําศพั ทม าทลี ะ 100 คํา 200 คํา นอกจากจะ
ทองคนเดยี วแลว ยังชวนพอ แมพ น่ี อ งมาชว ยถือ ชว ยเราทายคาํ ศัพท ก็สรา งความอบอนุ สนทิ สนม
สนุกสนาน เปนบรรยากาศดีๆ ทาํ ใหเ ราสนกุ กบั การทอ งคําศพั ทไปดว ย (chulatutor,29/07/14)
บัตรคาํ ศัพท หมายถงึ เปน เคร่ืองมือชว ยจําท่ใี ชบัตรคาํ ศพั ทท มี่ ปี ระสทิ ธิภาพมากกวา กล
วิธีการใชสาํ คญั เพราะผูเรียนบางคนทพ่ี บวา การสราง “จนิ ตนาการ” น้ันยาก แตผูเรียนทุกคน
สามารถถกู ฝกใหเตรยี มและใชภ าพชุดบตั รคาํ ได
3.2 ลักษณะของบตั รคําศัพท
บัตรคําศัพท เรื่อง พยญั ชนะและสระ จาํ นวน 31 ตัว ประกอบดวย พยญํ ชนะ
ตัวพมิ พใ หญและพยัญชนะตัวพมิ พเลก็ จํานวน 26 ตัวและสระ จํานวน 5 ตวั
3.3 การใชบ ัตรคาํ ศพั ทในการสอน
ทอรน บอร่ี (Thronberry. 2546 : 189) ไดก ลาววา เทคนคิ การใชบัตรคําศพั ทเ ปนลาํ ดบั
ขั้นตอน ดงั นี้
1) ผูเรียนเขยี นคําหนึง่ คําบนดา นหนง่ึ ของกระดาษแข็งขนาดเลก็ (ขนาดเทา กับ
นามบัตรและเขยี นคาํ แปลเปน ภาษาแมบ นอีกดา นหน่ึงของกระดาษ
12
2) บัตรคําศพั ทเตม็ ชดุ สาํ หรบั ใชในแตล ะครง้ั ควรมจี ํานวนระหวา ง 20 ถึง 50 บัตร
ขนึ้ อยูกับความยากงา ยของคํา
3) คาํ เหลา นน้ั ไมจ ําเปน ตอ งอยูใ นชดุ คาํ ศพั ท (Lexical Set)
4) ผูเรียนทดสอบตนเองเกี่ยวกบั คาํ เหลานัน้ โดยเรม่ิ ดว ยการจําความหมายของ
คาํ ศัพทใ หมน ัน่ คือดคู ําศพั ทใหมแ ตละตัว แลวตรวจสอบความเขา ใจในคาํ แตล ะคํา โดยดูทคี่ าํ แปลของ
คาํ
5) จากนน้ั จะกลบั กระบวนการ โดยใชค าํ แปลไปกระตุน การสรางคําใหม
6) คําท่ีเปนปญ หาควรถูกขยบั ข้ึนไปอยตู น ๆ ไมวากรณใี ดกต็ ามควรสลบั บตั ร
คาํ ศัพทเ ปนระยะ ๆ เพอ่ื หลกี เลย่ี ง “ผลกระทบจากการเรียงลาํ ดบั ” (Serial Effect) น่ันคือ การจําคาํ
ไดจ ากลําดบั ของบัตรคําศัพท
7) ลําดบั ของการเรยี นและการทบทวน ควรจะเวน ชวงหา ง เมื่อเรยี นรูคาํ ไหนไปแลว
ก็ทิ้งบัตรของคาํ น้ันไป แลวทําบตั รคําใหมเ พม่ิ เขา ไปในชุด เพ่ือเปนการฝก ใหผ เู รยี นใชเ ทคนคิ นแ้ี ละ
เพอื่ ใหผ ูเรียนนาํ ชดุ บัตรคาํ ศพั ทต ิดตวั ไปตามทีต่ า ง ๆ จงึ คุม ทีจ่ ะแจกบตั รเปลา ใหกบั ผูเรียนในครงั้ แรก
จนกระท่ังผูเ รียนเรมิ่ ติดนสิ ยั ในการทาํ บัตรคําศพั ทเอง แจกบตั รใหผ ูเรียนหลงั จบชว งบทเรยี นทม่ี คี าํ
มาก และสาธิตวธิ กี ารเตรียมบัตรหกใบ โดยใหผ เู รียนแตล ะคนเลือกคาํ ทต่ี อ งการเรยี นรู ถามบี ัตร
คําศัพทข องตนเองหนงึ่ ชดุ เปน ตวั อยา งจะชว ยใหท ุกอยา งงายขน้ึ โดยสามารถใชบ ตั รคําศัพทน ้ี สาธิต
ขัน้ ตอนงา ย ๆ ของกจิ กรรม
3.4 กจิ กรรมท่ีสามารถทําไดโดยใชบ ตั รคาํ ศพั ท
ทอรน บอรี่ (2546 : 191) ไดเสนอกิจกรรมทสี่ ามารถใชไ ดในชน้ั เรียน เพอื่ กระตุนการใชบ ัตร
คําศัพทอ ยางเสรี ดงั น้ี
1) เพื่อนสอนเพอ่ื นและเพอื่ นทดสอบเพ่อื น (Peer Teaching and Testing) เมอ่ื
เริม่ ตน ชั่วโมงเรยี น จดั นกั เรยี นเปน คู และใหเ ขาเปรียบเทียบชดุ บตั รคําที่เขาใชอยูป จ จบุ นั สนบั สนนุ
ใหเขาผลดั กนั สอนคําทอี่ ยใู นชดุ บัตรคาํ ศัพทข องตนทเ่ี พ่อื นไมม ี และผลัดกนั ตอบ
2) การแขงสานสัมพันธ (Association Games) ตัวอยา งเชน ผเู ลนแตล ะคนวางบตั ร
คําคนละหนงึ่ ใบพรอ ม ๆ กนั โดยหงายดา นภาษาที่ 2 ข้ึน ผูเ ลน คนแรกที่แตง ประโยคที่ใชค าํ ทั้งสองคํา
ไดอยางถูกตองจะไดคะแนน (ครูอาจจะตอ งตดั สินความถูกตอ งของบางประโยคดวย) ถา ไมม ีผเู ลน 37
13
คนใดสามารถนาํ คาํ ท้ังสองมาใชใ หสมั พันธก นั ได ใหเ อาบัตรคําทงั้ สองใบออกไปแลว วางบตั รใหมส อง
ใบ ทําเชนน้ีไปเรือ่ ย ๆ จนกวาบตั รหมด
3) เดาคาํ ของฉนั สิ (Guess my Word) เม่อื ผเู รียนคุน เคยกบั บัตรคําของกนั และกัน
แลว ผูเรยี นแตละคนสุมเลอื กคํามาคนละหน่งึ คํา แลวอกี ฝายตองเดาวาเปน คาํ ใด โดยการถามคาํ ถาม
ประเภททตี่ อบ ใช/ไมใ ช เชน เปน คาํ นาม/กรยิ า/คุณศพั ท. .. ใชไ หม (Is it a
noun/verb/adjective….?) ขึ้นตนดวย.....ใชหรือไม? (Does it begin with….?) มีหน่งึ /สอง/สาม
พยางค..... ใชไหม? (Has it got one/two/three syllables…..?) และอืน่ ๆ
4) การลดรูปสระ (De-vowelled Words) ผูเรยี นแตล ะคนในคูเลอื กคําจากบตั ร
คําศพั ทของตน และเขยี นคํา ๆ น้ันลงไป โดยละสระไว คูข องเขาตอ งคดิ ใหไดวา คาํ นนั้ คือคําอะไร
5) การเขยี นหลอก (Ghost Writing) ผูเรยี นแตละคนในคูผลัดกันเขียนคําในอากาศ
หรือบนหลังของคูเลน คูเลนน้ันตอ งคดิ ใหไดว า คาํ นนั้ คอื คําอะไร
6) จําแนกประเภท (Categories) ผูเรียนจบั คูห รอื รวมเปน กลุม เลก็ แลว ชวยกันจดั
คาํ เปนหมวดหมู เชน ตามแตว าคาํ เหลานั้นมีความสัมพนั ธกนั เชน รอ นหรือเย็น เพศหญงิ หรอื เพศ
ชายดหี รอื เลว หวานหรอื เปรีย้ ว ผูเรยี นอาจใชบ ัตรคําในการทาํ กิจกรรมแขงขันคําอ่นื ๆ เชน แขงคํา
(Word Race) หนั หลงั ใหก ระดาน (Back to Board) หรอื เดาจากภาพ (Pictionary)
ดอรช (Dolch. Online. 2001) กลา ววา บตั รคําศพั ทห นึง่ ใบตอ งมีความหมายครบถวน
สมบรู ณเมือ่ มองเหน็ และครจู ะเปนผแู สดงถาหากมคี วามจําเปน เม่ือนกั เรียนมจี าํ นวนมาก ครูอาจ
จาํ เปนตอ งเดินรอบหอง เพอ่ื แสดงบัตรภาพใหน ักเรยี นทุกคนเหน็ รูปของบตั รภาพบัตรหนงึ่ จะแสดง
ใหเ ห็นความหมายทเี่ ฉพาะเจาะจงของคาํ ศัพททตี่ องการนาํ เสนอใหร จู กั อาจเปนภาพบุคคล วัตถุ สตั ว
คาํ คณุ ศัพท ลกั ษณะทาทาง สถานที่ การกระทาํ ฯลฯ ซ่ึงสามารถแสดงหลาย ๆ อยา งบนบตั ร เพอ่ื
ไมใหเ กดิ ความสบั สนในส่งิ ท่ตี อ งการจะแสดงใหร ู บตั รภาพจะถกู ใชในการนําเสนอดา นภาษาในคร้งั
แรก รูปในบตั รภาพจะถูกใชเพ่อื นาํ เสนอความหมาย หลงั จากนั้นบัตรคาํ ศัพทจ ะถกู นําไปใชใ นการ
ฝก ฝนคาํ ศัพท บัตรคาํ ศัพทม ีประโยชนในการทบทวนคาํ ศัพทและการรวมคําศพั ท เปนสิง่ สาํ คญั ในการ
สง เสริมใหนกั เรียนเรียนรคู ําศพั ทครสู ามารถออกแบบบตั รภาพดวยตนเอง หรอื ใชบตั รคําศพั ทท ี่ถูก
จัดทาํ ขึ้น โดยบุคคลหรอื บรษิ ทั ผพู มิ พจ ําหนาย แตถ าครทู ําดวยตัวเองจะมคี วามมัน่ ใจกวา และจะตอง
คาํ นงึ ถงึ สิง่ ดงั ตอไปน้ี
1) การวาดรูปจะตอ งชดั เจนและไมก าํ กวม
2) กระดาษทีใ่ ชตองเปนกระดาษแข็งอยางดี ไมฉีกขาดงาย
14
3) จัดแยกประเภท (สาํ หรบั แตล ะเหตกุ ารณในแตล ะกลุม ส)ี เพ่ือคน หางา ย จดั กลมุ
บัตรคําศัพทใ นแตละหัวขอ (ของเลน สตั ว อาหาร.....) หรอื กาํ หนดรหสั ตายตวั ตามลําดบั เหตกุ ารณ
การสอนของครู หรือการจัดเปนหมวดหมตู า ง ๆ เพ่ือประโยชนและความเหมาะสมกตกิ าพ้นื ฐานของ
การเลนเกมบัตรคาํ
(1) การแบง กลมุ ควรไมน อยกวา 4 คน และไมม ากกวา 6 คน
(2) ผดู าํ เนินการแจกบตั รคําใหผเู ลน แตล ะคน
(3) บตั รคาํ ทเ่ี หลอื วางกองไวต รงกลาง
(4) การเลน เกมยังเลน ตอไปจนกระทัง่ บัตรคาํ ทุกคําอยูในชดุ เรียบรอย
(5) ผเู ลนผลัดกันเลน เวยี นทวนเข็มนาฬกิ า เรม่ิ จากคนซา ยมอื ของผแู จก
บตั รคํา
(6) ผูดําเนินการแจกบตั รคาํ ทีละใบ
(7) ประโยคทถ่ี ามคอื Do you have………?
(8) ผเู ลนจะหมดสทิ ธิ์เลนเม่ือคนท่ีถกู ถามตอบ No, I don’t have………
(9) ถา ผถู กู ถามตอบ Yes. I do. ตอ งหงายบัตรใหทกุ คนดบู ตั รคํานั้น และ
จะยนื่ บัตรคําใหผ ถู าม ผูถ ามเลนตอได
(10) เมื่อผเู ลน ไดบตั รคาํ เปน ชุดแลว พูด I have a set of…แลวแสดงบัตร
คํา
(11) ถา ผูเลน ไดบ ัตรคาํ ใบสดุ ทา ยในชดุ ใหเกบ็ ไวจ นกวาจะถงึ ควิ ของตน
รอบตอ ไป แลว จึงวางบตั รคําลง และพูด I have a set of…….
(12) ผูชนะคือ ผูท ี่ไดช ดุ มากทสี่ ุด
(13) กติกา คือ ตอ งพูดและต้ังใจฟง
4. ปฏิทินประสมคาํ
4.1 ความหมายของปฏทิ ินประสมคาํ
ปฏิทนิ ประสมคาํ หมายถงึ สื่อการเรยี นรทู ผ่ี ูวิจยั สรางขนึ้ เปน รปู แบบของปฏทิ นิ
โดยการเรียงพยญั ชนะ สระและตวั สะกด เพอ่ื ใหเ กดิ คําตา งๆ เร่อื ง พยญั ชนะและสระในภาษาอังกฤษ
15
เพ่ือเสรมิ สรา งทกั ษะใหแกน กั เรียน ชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปการศึกษา 2562 โรงเรยี น
บา นกลาง
4.2 ลกั ษณะของปฏิทินประสมคาํ
ปฏทิ นิ ประสมคํามลี กั ษณะคลา ยปฏิทินตง้ั โตะ ขนาดใหญ ประกอบดว ย พยญั ชนะท่ี
นกั เรยี นมกั จะมีปญ หาดงั น้ี H R G J Q L Z F V และ W สระ ไดแ ก a และตวั สะกดทส่ี ามารถสลบั
เปด ปด ได โดยมคี ําศพั ทต า งๆดังนี้ Can Fan Van Hat Pan Man Hand Sand Land และ Brand
4.3 การใชปฏทิ ินประสมคาํ ประกอบการสอน
ปฏิทนิ ประสมคาํ ประกอบดว ยพยญั ชนะ ดงั น้ี H R G J Q L Z F V และ W สระ
ไดแ ก a และตวั สะกด พยญั ชนะและตัวสะกดเรยี งตามลําดบั ของคาํ ดังนี้ Can Fan Van Hat Pan
Man Hand Sand Land และ Brand ปฏิทินประสมคาํ สามารถผลิกพยญั ชนะและตวั สะกดได
5. ทฤษฎีเกสตัลท (Gestalt Theory)
นกั จติ วิทยาคนสาํ คญั ของทฤษฎนี ้ี คอื แมกซเวอรไ ทเมอร (Max Wertheimer) วอุ ลแ กงค
โคหเ ลอร (Wolfgang Kohler) เคร์ทิ คอฟฟก า (Kurt Koffka) และเคริ์ทเลวนิ (Kurt Lewin)
เกสตลั ทเ ปน คาํ ศพั ทใ นภาษาเยอรมนั มคี วามหมายวา “แบบแผน หรือ รปู รา ง” (form or
payyern) ซึ่งในความหมายของทฤษฎีนี้หมายถึง “ สว นรวม ” (wholeness) แนวความคิดหลกั ของ
ทฤษฎนี ี้กค็ ือ สว นรวมมใิ ชเปน เพียงผลรวมของสวนยอ ย สว นรวมเปน ส่งิ ทม่ี ากกวา ผลรวมของ
สว นยอย (the whole is more than the sum of the parts) กฎการเรียนรขู องทฤษฎนี ้ีสรุปได
ดงั น้ี ( Bigge , 1982, หนา 190 – 202 )
5.1 ทฤษฎกี ารเรียนรู
5.1.1 การเรียนรูเปน กระบวนการทางความคดิ ซงึ่ เปนกระบวนการภายในตัวมนุษย
5.1.2 บุคคลจะเรยี นจากสง่ิ เราทเี่ ปนสวนรวมไดด ีกวาสวนยอ ย
5.1.3 การเรียนรเู กิดข้ึนได 2 ลักษณะ คือ
1) การรบั รู (perception) การรับรูเ ปนกระบวนการทย่ี ุคคลใชป ระสาท
สัมผสั รบั สง่ิ เราแลวถา ยโยงเขาสสู มอง เพื่อผานเขาสูกระบวนการคดิ สมองหรือจติ จะใชป ระสบการณ
เดมิ ตีความหมายของสงิ่ เรา และแสดงปฏิกิรยิ าตอบสนองออกไปตามทสี่ มองหรือจิตตีความหมาย เชน
นางสาว ก. เหน็ สีแดง แลว นึกถึงเลอื ดแตนางสาว ข. เหน็ สแี ดงอาจนกึ ถงึ ดอกกหุ ลาบสีแดงก็ได
16
2) การหยง่ั เห็น (insight) เปน การคนพบหรอื เกิดความเขา ใจในชอ งทาง
แกป ญ หาอยางฉับพลนั ทนั ที อันเนอ่ื งมาจากผลการพิจารณาปญหาโดยสว นรวม และการใช
กระบวนการทางความคิดและสตปิ ญ ญาของมนุษยน้ัน เชน การรอ งออกมาวา ยูเรกา ของอารคีเมดิส
เพราะเกิดการหยง่ั เหน็ (Insight) ในการแกป ญ หาการหาปรมิ าตรของมงกุฎทองคาํ ดว ย วิธกี ารแทนที่
น้าํ วาปรมิ าตรของมงกุฎทีจ่ มอยใู นนาํ้ จะ เทา กบั รมิ าตรของน้ําท่ลี น ออกมา ดงั ทเี่ ราเคยเรยี นกัน
มาแลว แลวใชวิธีการนห้ี าปรมิ าตรของวตั ถุทม่ี รี ปู ทรงไมเ ปน เรขาคณิตมาจนถึงบัดนี้
5.1.4 กฎการจัดระเบยี บการรบั รู (perception) ของทฤษฎเี กสตลั ท มดี ังน้ี
1) กฎการรบั รสู วนรวมและสวนยอย (Law of Pragnanz) ประสบการณ
เดิมมีอทิ ธิพลตอ การรับรขู องบุคคล การรบั รูข องบุคคลตอ สงิ่ เรา เดยี วกันอาจแตกตางกันได เพราะการ
ใชป ระสบการณเดมิ มารบั รสู วนรวมและสว นยอ ยตางกนั
2) กฎความคลายคลงึ (Law of Simslarity) สง่ิ เราใดทีม่ ลี กั ษณะ
เหมอื นกัน หรือคลา ยคลงึ กัน บคุ คลมักรบั รเู ปนพวกเดยี วกนั
3) กฎแหง ความใกลเ คยี ง (Law of Proximity) สงิ่ เรา ทม่ี คี วามใกลเคียง
กนั บคุ คลมกั รับรเู ปนพวกเดียวกนั
4) กฎแหงความสมบรู ณ (Law of Closure) สงิ่ เราท่ีมคี วาม
ตอ เนอ่ื งกนั หรอื มที ิศทางไปในแนวเดยี วกนั บุคคลมกั รบั รเู ปนพวกเดยี วกนั หรอื เร่อื งเดยี วกัน หรอื
เปนเหตุเปน ผลกัน
5) กฎแหง ความตอเน่อื ง สง่ิ เรา ที่มีความตอเน่อื งกัน หรอื มที ิศทางไปใน
แนวเดยี วกัน บุคคลมกั รบั รเู ปน พวกเดยี วกัน หรอื เร่ืองเดยี วกัน หรือเปน เหตเุ ปน ผลกัน
6) บคุ คลมักมีความคงท่ใี นความหมายของสงิ่ ทร่ี บั รตู ามความเปน
จริง กลาวคือ เมอ่ื บคุ คลรบั รสู ่งิ เราในภาพรวมแลวจะมีความคงทีใ่ นการรับรสู ง่ิ นั้นในลกั ษณะเปน
ภาพรวมดงั กลาว
7) การรบั รูของบคุ คลอาจผดิ พลาด บิดเบอื นไปจากความเปน จริง
ได เน่อื งมาจากลกั ษณะของการจัดกลมุ สิ่งเราทท่ี าํ ใหเ กดิ การลวงตา
5.1.5 การเรยี นรแู บบหยง่ั เห็น (insight) ของโคหเ ลอร (Kohler) ไดสงั เกตการณ
เรียนรขู องลิงในการทดลอง พบวาปจจยั สําคัญของการเรยี นรแู บบหยั่งเห็น คือ ประสบการณ หากมี
ประสบการณส ะสมไวมาก การเรยี นรแู บบหยัง่ เหน็ กจ็ ะเกดิ ข้ึนไดมากเชนกัน
17
สรปุ วา จากทฤษฎีขางตน ผูว จิ ยั นํามาใชประกอบการสรางสอื่ ไดแ ก สอื่ บัตรคําพยัญชนะ สอื่
ปฏิทนิ ประสมคําและแบบทดสอบการอา นกอนเรียนและหลงั เรียน โดยการนําทฤษฎีน้ีมาใชในการ
เรียนการสอนจะทาํ ใหผ ูเรยี นมองเหน็ โครงสราง ทั้งหมดของเรื่องที่จะสอนกอน เพือ่ ใหเ ดก็ เกดิ การ
รบั รู เปน สว นรวม แลวจงึ แยกสวนออกมาสอนเปน ตอนๆ เนน ใหผเู รียนเรยี นดว ยความเขาใจมากกวา
เนน การเรยี น แบบทองจํา การเรยี นดวยความเขา ใจตอ งอาศยั สือ่ ทช่ี ดั เจนประกอบการเรียนและตอ ง
เรยี นดวยการปฏิบตั จิ รงิ หรือผูเรียนลงมอื กระทําเอง (Learning by Doing) และชวยฝก ใหผ เู รยี น
สามารถโยงความสมั พันธระหวา งความรู ทเ่ี รียนไปแลวกบั ความรูใหมวา มคี วามแตกตา ง และ
คลา ยคลึงกันอยางไรเพ่อื ชวยใหจําไดน าน แนวคดิ ของทฤษฏีน้ีสามารถนาํ ไปใชใ นการแกป ญหาตา งๆ
ควรทาํ ความเขา ใจโดยมองปญ หาทกุ แงท กุ มุม ไมค วรมองปญ หาโดยมอี คติ และใชความคิดอยางมีเหตุ
มีผลในการแกป ญ หา
บทท่ี 3
วิธีดาํ เนนิ การวิจัย
การวจิ ัยเรื่อง การพฒั นาทักษะการอา นสระ พยญั ชนะและการประสมคาํ ภาษาอังกฤษของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรยี นบา นกลาง โดยการใชบัตรคําศพั ทแ ละปฏทิ ินประสมคํา เปน
การวิจัยเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร ซ่ึงผวู ิจยั ไดดําเนนิ การตามรายละเอยี ดดังนี้
ประชากร
นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 4 ของนักเรยี นโรงเรียนบานกลาง ท่มี ปี ญ หาขาดทักษะการอา น
สระ พยญั ชนะและการประสมคําภาษาอังกฤษจํานวน 10 คน
เคร่อื งมือทใ่ี ชในการวจิ ัย
เคร่อื งมอื ที่ใชในงานวจิ ยั ไดแ ก
1. นวตั กรรมท่ีใชคอื บตั รคาํ และปฏิทนิ ประสมคํา สําหรบั นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 4
1.1 บตั รคําศพั ทและปฏิทนิ ประสมคํา
1) บัตรคําศัพท คอื ตัวอกั ษรภาษาอังกฤษ ตวั อกั ษรพิมพใหญแ ละตัวอักษร
พิมพเ ลก็ จํานวน 26 บตั รคาํ
2) ปฏทิ ินประสมคาํ คอื การประสมคําภาษาองั กฤษโดยการใชตัวสระ a
ประสมกบั พยญั ชนะในภาษาองั กฤษ จาํ นวน 10 คํา ไดแ ก Can Fan Van Hat Pan Man Hand
Sand Land และ Brand
1.2 ข้ันตอนการสรา ง
1) การสรางสอ่ื บตั รคาํ ศพั ท ผูวจิ ยั ไดด ําเนินการสรางตามข้นั ตอนดังน้ี
1.1) กําหนดขอบเขตของเนื้อหาที่ใชท าํ บัตรคําศพั ท คอื การใช
ตวั อกั ษรภาษาอังกฤษ ตวั อกั ษรพิมพใ หญแ ละตวั อกั ษรพมิ พเ ล็ก
19
1.2) รา งตัวอยางรปู แบบของส่อื บตั รคาํ ศัพท และกาํ หนดขนาด
ของตัวอักษรใหม คี วามเหมาะสมพอเหมาะระดบั สายตา
1.3) จัดทาํ ส่อื บัตรคําศพั ทต ามโครงราง มีตัวอกั ษรภาษาอังกฤษ
ประกอบไปดวยตวั อกั ษรพิมพใหญแ ละตวั อักษรพมิ พเ ล็ก จาํ นวน 26 บตั รคํา
1.4) นําส่ือบตั รคาํ ศัพทใหผ ูเ ชีย่ วชาญดา นภาษาองั กฤษ จํานวน 3
ทา น ตรวจสอบความเทีย่ งตรงเชงิ เนื้อหา โดยหาคาดชั นคี วามสอดคลอ ง IOC ระหวา งเนอ้ื หากับสือ่
บัตรคําศพั ท และกําหนดคา ดชั นคี วามสอดคลอ งไมตํ่ากวา 0.5 ผลจากการประเมนิ ความสอดคลอ ง
ของผูเชี่ยวชาญทงั้ 3 ทา น ผลปรากฏวาสอ่ื บัตรคําศัพทท ส่ี รา งขนึ้ มคี า IOC อยูร ะหวาง 0.80-1.00
เม่อื เทียบระดับเกณฑคุณภาพอยูใ นระดบั ใชไดถอื วาเปนสอื่ บตั รคาํ ศัพทท ม่ี ีความเหมาะสม
1.5) ปรับปรงุ และแกไขสอ่ื บตั รคาํ ศัพทต ามความเหมาะสม
2) การสรางส่อื ปฏทิ นิ ประสมคํา ผวู จิ ยั ไดดําเนนิ การสรางตามขน้ั ตอน ดังน้ี
2.1) กําหนดขอบเขตของเน้อื หาท่ใี ชทําสอ่ื ปฏิทนิ ประสมคํา คือ
การประสมคําระหวา งสระ a และพยัญชนะ ซ่งึ เปนคําทม่ี คี วามหมาย
2.2) รางตวั อยา งรปู แบบของส่อื ปฏทิ ินประสมคาํ และกาํ หนด
ขนาดของตวั อักษรใหม ีความเหมาะสมและความสวยงามดงึ ดดู ผูเรยี น
2.3) จดั ทาํ สอื่ ปฏิทินประสมคําบตั รคาํ ศพั ทต ามโครงรา ง มกี าร
ประสมคําภาษาองั กฤษโดยการใชต วั สระ a ประสมกับพยัญชนะและเปน คาํ ท่มี ีความหมายใน
ภาษาองั กฤษ จาํ นวน 10 คาํ
2.4) นําสอื่ ปฏิทินประสมคาํ ใหผ ูเ ชย่ี วชาญดานภาษาองั กฤษ
จํานวน 3 ทา น ตรวจสอบความเท่ยี งตรงเชิงเนอื้ หา โดยหาคาดชั นคี วามสอดคลอง IOC ระหวา ง
เนอื้ หากบั ส่อื ปฏทิ นิ ประสมคาํ และกําหนดคาดชั นคี วามสอดคลองไมต่ํากวา 0.5 ผลจากการประเมิน
ความสอดคลอ งของผูเ ชย่ี วชาญทง้ั 3 ทา น ผลปรากฏวาสอื่ ปฏทิ นิ ประสมคาํ ทีส่ รางขน้ึ มคี า IOC อยู
ระหวา ง 0.80-1.00 เม่อื เทียบระดับเกณฑค ณุ ภาพอยูในระดบั ใชไ ดถือวา เปนสือ่ ปฏทิ นิ ประสมคํา ท่มี ี
ความเหมาะสม
2.5) ปรับปรงุ และแกไขส่อื ปฏทิ นิ ประสมคํา ตามความเหมาะสม
2. เครอื่ งมือทใี่ ชเก็บรวบรวมขอมูล คอื แบบทดสอบ
20
2.1 ลกั ษณะของแบบทดสอบ
1) แบบทดสอบประเมินผลการเรยี นรู เรอื่ ง การอา นออกเสยี งพยัญชนะ
และกลุมคาํ ภาษาอังกฤษ เปนแบบจาํ นวน 20 ขอ เวลา 30 นาที
2.2 ข้ันตอนการสราง/ไดม า
1) แบบทดสอบประเมินผลการเรยี นรู เรอื่ ง การอานออกเสยี งพยญั ชนะ
และกลมุ คาํ ภาษาองั กฤษ มีการวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนกอ นเรยี นและหลงั เรียน มีขั้นตอนการสราง
ดงั น้ี
1.1) วเิ คราะหจ ดุ ประสงค เนอ้ื หาที่ตอ งการใหผ ูเ รยี นเกิดการ
เรยี นรใู นเรอื่ งการอานออกเสียงพยญั ชนะและกลุมคําภาษาอังกฤษ กลุมสาระการเรียนรู
ภาษาตา งประเทศ ช้นั ประถมศกึ ษาปท ่ี 4
1.2) กาํ หนดรปู แบบของการทดสอบใหอยูใ นรปู ของการอานออก
เสียงพยญั ชนะและกลมุ คําภาษาองั กฤษ จํานวน 20 คํา
1.3) สรา งแบบทดสอบการอา นออกเสียงพยัญชนะและกลมุ คํา
ภาษาองั กฤษ จาํ นวน 20 ขอ ใหครอบคลุมเนือ้ หาทต่ี อ งการใหผูเรยี นเกิดการเรียนรู
1.4) นําแบบทดสอบการอา นออกเสยี งพยญั ชนะและกลมุ คาํ
ภาษาองั กฤษ ใหผูเ ช่ยี วชาญดานภาษาองั กฤษ จํานวน 3 ทาน ตรวจสอบความเทยี่ งตรงเชิงเนอ้ื หา
โดยหาคาดัชนคี วามสอดคลอ ง IOC ระหวา งเนื้อหากบั แบบทดสอบการอานออกเสยี งพยัญชนะและ
กลุมคําภาษาองั กฤษ และกําหนดคาดชั นีความสอดคลอ งไมต ่ํากวา 0.5 ผลจากการประเมนิ ความ
สอดคลอ งของผูเ ช่ียวชาญทง้ั 3 ทาน ผลปรากฏวาแบบทดสอบการอา นออกเสียงพยัญชนะและ
กลมุ คาํ ภาษาองั กฤษ ทีส่ รา งข้ึน มคี า IOC อยูระหวาง 0.80 -1.00 เมอ่ื เทียบระดับเกณฑค ณุ ภาพอยู
ในระดบั ใชไ ดถ อื วา เปนขอ สอบทม่ี ีความเหมาะสม
1.5) จัดพิมพแบบทดสอบและนาํ แบบทดสอบไปใชสอบกบั
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปท ่ี 4ของโรงเรียนบานกลาง จํานวน 10 คน
การดาํ เนินการแกปญหา
1. ใหนกั เรยี นทาํ แบบทดสอบประเมินผลกอนเรียน (Pre-Test) ทัง้ 2 แบบทดสอบ จํานวน
30 ขอ กําหนดเวลา 1 ชั่วโมง โดยจดั เก็บรวบรวมขอ มูล ทไี่ ดจ ากแบบทดสอบกอ นเรียนวชิ า
21
ภาษาอังกฤษ เร่ือง การอา นสระ พยัญชนะและการประสมคาํ ภาษาอังกฤษ ใชค ะแนนประเมนิ ผลจาก
แบบทดสอบกอ นเรียน เรอื่ ง การอา นสระ พยัญชนะและการประสมคาํ ภาษาอังกฤษ จํานวน 30 ขอ
ขอละ 1 คะแนน รวม 30 คะแนน
2. การสอนนกั เรียนที่มปี ญหาขาดทกั ษะการอา นสระ พยญั ชนะและการประสมคํา
ภาษาอังกฤษจํานวน 10 คน โดยการใชส ือ่ ประกอบการสอน ดงั นี้
1) บตั รคําศัพท คือ ตวั อักษรภาษาอังกฤษ ตวั อกั ษรพิมพใหญแ ละตัวอักษรพิมพเ ลก็
จาํ นวน 26 บัตรคาํ
2) ปฏิทินประสมคาํ คอื การประสมคาํ ภาษาองั กฤษโดยการใชตวั สระ a ประสมกบั
พยญั ชนะในภาษาองั กฤษ จาํ นวน 10 คํา
3. ใหน ักเรยี นทําแบบทดสอบประเมินผลหลงั เรียน (Post-Test) ซึง่ เปน แบบเดียวกบั
แบบทดสอบกอ นเรียน 30 ขอ เวลา 1 ชว่ั โมงโดยจัดเก็บรวบรวมขอมลู ทไี่ ดจ ากแบบทดสอบหลัง
เรยี นวชิ าภาษาองั กฤษ เรอื่ ง การอา นสระ พยัญชนะและการประสมคาํ ภาษาองั กฤษใชค ะแนน
ประเมนิ ผลจากแบบทดสอบหลงั เรียนเรอื่ ง การอานสระ พยญั ชนะและการประสมคําภาษาองั กฤษ
จํานวน 30 ขอ ขอ ละ 1 คะแนน รวม 30 คะแนน
4. เปรยี บเทยี บทกั ษะการอา นสระ พยญั ชนะและการประสมคําภาษาองั กฤษ ของนักเรียน
กอ นและหลงั ใช บตั รคาํ ศพั ทและปฏิทนิ ประสมคํา
การวเิ คราะหข อ มลู
เปรียบเทียบทกั ษะการอาน สระ พยญั ชนะและการประสมคาํ ภาษาอังกฤษกอ นและหลงั การ
ใชบ ตั รคาํ ศัพทแ ละปฏิทนิ ประสมคํา โดยพจิ ารณาจากคา ความแตกตา ง
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหขอ มลู
การวจิ ยั เรื่อง การพฒั นาทักษะการอานสระ พยญั ชนะและการประสมคําภาษาอังกฤษของ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 โรงเรยี นบา นกลาง โดยการใชบ ตั รคาํ ศพั ทแ ละปฏิทินประสมคํา มี
วัตถปุ ระสงคเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการอา นสระและพยัญชนะในภาษาอังกฤษของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษา
ปที่ 4 โรงเรียนบานกลาง และเพอ่ื เปรียบเทยี บทกั ษะการอา นสระและพยญั ชนะในภาษาองั กฤษของ
นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 4 โรงเรียนบานกลาง
สญั ลักษณท่ใี ชในการวเิ คราะหข อมูล
ในการวเิ คราะหขอมลู ผูวจิ ยั ใชส ญั ลกั ษณใ นการวิเคราะหข อ มูล ดังนี้
μ แทน คา เฉลี่ยของคะแนน
� แทน คา เฉลยี่ ของคะแนน
ผลการวิเคราะหขอมลู
การวิจยั เร่ือง การพฒั นาทักษะการอานสระ พยญั ชนะและการประสมคาํ ภาษาอังกฤษของ
นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรียนบานกลาง โดยการใชบ ัตรคาํ ศพั ทแ ละปฏิทนิ ประสมคํา มี
ประชากรคอื นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรียนบา นกลาง จาํ นวน 10 คน มรี ายละเอยี ดของ
ผลการวจิ ัยดงั นี้
ตารางที่ 1 ทกั ษะการอา นของนกั เรยี นหลงั ใชส อื่ บตั รคําศัพทแ ละปฏทิ นิ ประสมคาํ
คนท่ี คะแนนหลงั ใชส อ่ื คะแนนเปน รอ ยละ
(20 คะแนน)
1 18 90
2 18 90
3 19 95
4 18 90
5 19 95
6 20 100
7 17 85
8 19 95
23
9 19 95
10 19 95
μ 18.6 93
คาเฉลยี่ รอ ยละ 93 93
จากตารางท่ี 1 พบวา นกั เรียนทกุ คนมีทกั ษะการอานผานเกณฑรอ ยละ 80 มีนกั เรียนได
คะแนนสูงสดุ รอยละ 100 จาํ นวน 1 คน และมีคะแนนตา่ํ สดุ รอ ยละ 85 จาํ นวน 1 คน
ตารางท่ี 2 ทักษะการอานของนกั เรยี นกอ นและหลังการใชส ่ือบัตรคาํ ศัพทแ ละปฏิทินประสมคํา
คนท่ี คะแนนกอ นใชสื่อ คะแนนหลงั ใชส ื่อ ผลตางคะแนน
(20 คะแนน) (20 คะแนน) (หลงั ใชสอ่ื – กอนใชส อื่ )
1 8 18
2 10 18 10
3 7 19 8
4 8 18 12
5 8 19 10
6 12 20 11
7 8 17 8
8 17 19 9
9 13 19 2
10 12 19 6
คา เฉล่ีย 10.3 18.6 7
คา เฉล่ียรอ ยละ 54.5 93 8.3
41.5
จากตารางที่ 2 พบวาทกั ษะของนักเรียนทุกคนสงู ขน้ึ หลังจากใชส ือ่ บัตรคาํ ศัพทแ ละปฏทิ ิน
ประสมคํา คาผลตางของคะแนนจากแบบทดสอบกอ นใชแ ละหลงั ใชสือ่ บัตรคาํ ศัพทและปฏิทินประสม
คาํ มีคาสูงสุดคอื 12 ต่ําสุดคอื 2 ไดค าเฉลี่ยคะแนนทดสอบกอ นใชสอื่ บตั รคาํ ศัพทและปฏทิ นิ ประสม
คําเทา กับ 10.3 คดิ เปนรอ ยละ 51.5 ไดค ะแนนเฉล่ียทดสอบหลงั ใชส อ่ื บตั รคาํ ศัพทและปฏิทินประสม
คาํ เทากับ 18.6 คดิ เปน รอ ยละ 93 ซ่ึงคะแนนทดสอบหลงั ใชส อื่ บตั รคาํ ศพั ทแ ละปฏทิ นิ ประสมคําสูง
กวาคะแนนกอ นใชสอ่ื บัตรคําศัพทและปฏิทินประสมคําเทากับ 8.3 คิดเปนรอ ยละ 83
บทที่ 5
สรปุ อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ
การวจิ ัยเร่ืองการพัฒนาทักษะการอาน สระ พยัญชนะและการประสมคําภาษาอังกฤษของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4 โรงเรียนบานกลาง โดยการใชบัตรคําศัพทและปฏิทินประสมคํา
ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2562 โรงเรียนบานกลาง
จาํ นวน 10 คน ทม่ี ปี ญ หาเรอ่ื งทักษะการอาน การเขียน ดําเนนิ การวิจัยในภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา
2562 ตวั แปรอิสระ คอื การสอนโดยใชสื่อบัตรคําและปฏิทินประสมคํา ตัวแปรตาม คือ ทักษะการ
อานภาษาอังกฤษ นวัตกรรมที่ใช คือ สื่อบัตรคํา “A-Z” และ ปฏิทินประสมคํา “Vowel A” เก็บ
รวบรวมขอมูลโดยใช แบบทดสอบ วิเคราะหข อ มูลโดย เปรยี บเทยี บคะแนนกอนและหลังการใชบัตร
คําศัพทและปฏิทนิ ประสมคาํ โดยพิจารณาจากคาความแตกตา ง
สรุปผลการวจิ ยั
การวจิ ัยเร่อื งการพัฒนาทักษะการอานสระ พยัญชนะและการประสมคําภาษาอังกฤษของ
นกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 4 โรงเรยี นบานกลาง โดยการใชบ ัตรคําศัพทและปฏิทินประสมคํา สรุป
ผลการวจิ ยั ดังนี้
1. ผลการเปรยี บเทยี บทกั ษะ เรอื่ ง การอานสระ พยัญชนะและการประสมคําภาษาอังกฤษ
กอนและหลังการใชบ ตั รคําศพั ทและปฏทิ นิ ประสมคํามีความแตกตางของคะแนนกอนและหลังใช คิด
เปน รอ ยละ 41.5 คะแนนเฉล่ยี 8.3
อภิปรายผลการวจิ ยั
การวิจัยเรอื่ งการพัฒนาทักษะการอานสระ พยัญชนะและการประสมคําภาษาอังกฤษของ
นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบานกลาง โดยการใชบัตรคําศัพทและปฏิทินประสมคํา ผล
การวเิ คราะหขอมูลอภิปรายผลไดดงั นี้
1. ผลการเปรยี บเทียบทกั ษะ เรื่อง การอาน สระ พยญั ชนะและการประสมคาํ ภาษาองั กฤษ
กอนและหลงั การใชบตั รคําศัพทและปฏิทินประสมคํา มคี วามแตกตางของคะแนนกอนและหลงั ใช คดิ
เปน รอ ยละ 41.5 คะแนนเฉลย่ี 8.3 คะแนน ซ่งึ สอดคลอ งกบั สารนิพนธข อง บษุ รีย ฤกษเ มือง (2552)
ไดศ กึ ษาผลการใชเ กมคําศัพทภ าษาอังกฤษเพื่อพฒั นาการเรยี นรคู าํ ศัพทภาษาอังกฤษของนักเรียนชนั้
ประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรยี นบรุ ารักษ ผลการศกึ ษาพบวา 1) การใชเกมคาํ ศัพทภาษาอังกฤษ
25
ประกอบการสอน ชว ยใหนกั เรียนเรยี นรูคาํ ศพั ทไ ดดี มคี วามเขา ใจและจดจาํ คาํ ศพั ทไดแ มนยาํ มากข้ึน
ซึง่ ไดคาเฉล่ีย 12.94 และ 13.28 2) ผลการทดสอบหลงั การเรียนโดยใชเ กมคาํ ศัพทป ระกอบการเรียน
การสอนมคี ะแนนเฉลีย่ ทักษะคําศัพทภ าษาองั กฤษสงู กวาเกณฑร อ ยละ 70 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
ที่ระดบั 0.05 3) นกั เรยี นมีความชอบในกิจกรรมเกมคําศัพทที่ใชประกอบการสอนอยูในระดับชอบ
มากและอาจเน่ืองจากการใชบตั รคาํ ศัพทแ ละปฏทิ ินประสมคํา เปน สง่ิ เราความสนใจของผเู รยี น ทําให
ผูเรียนสนุกสนาน บรรยากาศในหองเรียนไมตึงเครียด ผูเรียนไดปลดปลอยอารมณและมีความ
สนุกสนานเพลิดเพลินตอการเรียนจึงทําใหผูเรียนเขาใจและจดจําคําศัพทไดดีของผูเรียนที่อยูใน
ระดับชนั้ ประถมศึกษา อีกทั้งผูวิจัยมีจํานวนเทากับประชากรท่ีศึกษา ซึ่งผูวิจัย 1 คน รับผิดชอบใน
การสอนผูเรียน 3-4 คน จึงสงผลใหการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ประกอบกับวิธีการสอนและ
บคุ ลิกภาพทเี่ ขา ถึงงายของผูวิจยั สงผลใหผเู รียนรสู ึกสบายใจและพรอ มทจี่ ะเรยี นรู
จากผลการศึกษาวิจัยสรุปไดวา การใชบัตรคําศัพทและปฏิทินประสมคําเปนส่ือท่ีสามารถ
พฒั นานกั เรยี นเหน็ ไดช ดั จากคะแนนหลงั การใชบัตรคาํ ศพั ทและปฏทิ ินประสมคําท่ีมีการพัฒนาข้ึน มี
รอ ยละของการพฒั นาเทา กับ 41.5 และจากคะแนนหลังการใชบ ตั รคาํ ศพั ทและปฏิทนิ ประสมคําของ
นักเรียนทั้ง 10 คน สูงกวาคะแนนกอนการใชบัตรคําศัพทและปฏิทินประสมคํา ดังนั้นการใชบัตร
คําศัพทและปฏิทนิ ประสมคําทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพจะเปน ประโยชนต อ การจดั การเรยี นการสอนมากยง่ิ ข้นึ
ขอเสนอแนะ
ขอเสนอแนะท่ัวไป
1. การสอนภาษาอังกฤษโดยการใชบัตรคาํ ศัพทและปฏทิ นิ ประสมคาํ มีผลตอผูเรียน
ในทักษะทางภาษาดานการอา นสระ พยัญชนะและการประสมคํา ชวยสงเสริมใหผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนรูของผูเรียนสูงข้ึน และการใชสื่อบัตรคําศัพทและปฏิทินประสมคํา ผูสอนสามารถนําไป
ประยกุ ตใชในเน้อื หาสวนอื่นๆของรายวชิ าได
2. การสอนภาษาอังกฤษโดยการใชบัตรคําศัพทและปฏิทินประสมคําเปนวิธีหนึ่งที่
ชวยสรางบรรยายในหอ งเรียน และทําใหผ ูเ รียนเกดิ ความสนกุ สนานเกิดความสนใจท่ีจะเรยี นรู
3. การนาํ บตั รคาํ ศพั ทแ ละปฏิทินประสมคํามาใชในการเรียนการสอนควรคํานึงถึง
จุดมงุ หมาย ความเหมาะสมของเนือ้ หาทจ่ี ะนาํ มาใชใ นการเรยี นการสอน ตลอดจนความเหมาะสมของ
เวลา วุฒิภาวะและความสามารถของผูเรยี น จะชว ยใหการเรยี นการสอนนา สนใจและมีประสิทธิภาพ
มากยงิ่ ขึน้
26
ขอเสนอแนะเพื่อการวจิ ัยครงั้ ตอ ไป
1. การวิจยั ครัง้ นี้มีขอ จาํ กดั ดา นเวลาในการสอน ดังนั้นในการวิจัยคร้ังตอไปควรเพ่ิม
ระยะเวลาในการสอนใหมากข้นึ
2. ควรเพ่ิมแผนการสอน สื่อหรือนวตั กรรมในการเรียนรูท่ีหลากหลาย เพ่อื ใชพ ัฒนา
ผเู รียนใหมปี ระสทิ ธภิ าพในการเรียนรูม ากขน้ึ
3. ควรมีการทดลองนําวธิ ีการสอนแบบบตั รคาํ ศัพทและปฏิทินประสมคํา ไปพัฒนา
ทกั ษะดา นอื่นๆ เชน ทกั ษะดา นการพูด เปนตน
27
บรรณานกุ รม
Rice, Bernard J. (1983). Technical mathematics and calculus. Boston : Prindle,
Weber & Schmidt.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2551). หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั ขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551.
กรงุ เทพฯ:ชมุ นมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย.
ฉววี รรณ คูหาภินันท. (2542). การอา นและการสงเสริมการอา น. กรงุ เทพมหานคร: ศลิ ปาบรรณา
คาร.
บุษรีย ฤกษเ มือง. (2552). การใชเ กมคาํ ศพั ทภาษาอังกฤษเพ่อื พัฒนาการเรยี นรูคาํ ศัพท
ภาษาอังกฤษของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรยี นบรุ ารักษ. สารนิพนธ ศศ.ม.
กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลัยมหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.
ประดินนั ท อุปรมัย. (2540). เอกสารการสอนชดุ วชิ าพน้ื ฐานการศกึ ษา หนว ยที่ 4 มนุษยก บั การ
เรยี นรู. นนทบรุ :ี สาํ นกั พมิ พมหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราชม.
พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน. (2542) . พจนานกุ รมศพั ทย านยนต ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน/
ราชบัณฑิตยสถาน. กรงุ เทพฯ: ราชบณั ฑิตยสถาน.
มณีรัตน สกุ โชตริ ัตน. (2547). อา นเปน: เรียนกอน สอนเกง. กรุงเทพฯ: นานมบี คุ ส พับบลเิ คชนั ส.
วกิ พิ เี ดีย สารานุกรมเสร.ี (2558). การอา น. [ออนไลน] . แหลงทม่ี า: https://th.wikipedia.org/wiki.
คนเม่อื 02 พฤศจกิ ายน 2562.
สกอ็ ต ทอรน เบอรรี. (2546). วิธสี อนศัพท. แปลและเรยี บเรียง อมตา เวชพฤต.ิ กรงุ เทพ: เพยี รส นั
เอ็ดดูเคชั่น อนิ โดไชนา .
Bigge, Morris L. (1968). Psychological foundations of educations: an introduction
to human development and learning. New York: Harper & Row.
Chulatutor. (2014). Flashcard. [Online]. Available:
https://www.chulatutor.com/blog/flashcard/#.Xb_8DDMzbIU. 1 November
2019.
28
บรรณานกุ รม (ตอ )
Dolch. (2001). Dolch Word. [Online]. Available : http://www.dolchword.net. 1
November 2019.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
บัตรคาํ ศพั ทแ ละปฏิทนิ ประสมคาํ
31
1. บัตรคํา
ภาพที่ 1 สอื่ บตั รคําศัพทสระ A
ภาพที่ 2 สอ่ื บตั รคาํ ศพั ทพยัญชนะ B
ภาพที่ 3 ส่อื บัตรคําศพั ทพยัญชนะ C
ภาพที่ 4 สื่อบตั รคําศพั ทพ ยัญชนะ D
32
ภาพท่ี 5 ส่ือบัตรคําศัพทส ระ E
ภาพที่ 6 สือ่ บัตรคําศัพทพ ยัญชนะ F
ภาพท่ี 7 สื่อบตั รคําศพั ทพ ยญั ชนะ G
ภาพท่ี 8 สอ่ื บัตรคาํ ศัพทพ ยัญชนะ H
33
ภาพที่ 9 สื่อบตั รคาํ ศัพทสระ I
ภาพท่ี 10 ส่ือบัตรคาํ ศัพทพยัญชนะ J
ภาพที่ 11 ส่ือบตั รคาํ ศพั ทพยัญชนะ K
ภาพที่ 12 สอ่ื บตั รคาํ ศัพทพ ยัญชนะ L
34
ภาพที่ 13 ส่ือบตั รคําศพั ทพยัญชนะ M
ภาพท่ี 14 ส่ือบัตรคําศพั ทพยัญชนะ N
ภาพที่ 15 สอื่ บตั รคาํ ศัพทส ระ O
ภาพที่ 16 สอื่ บัตรคาํ ศพั ทพยัญชนะ P
35
ภาพที่ 17 สือ่ บตั รคําศัพทพ ยัญชนะ Q
ภาพที่ 18 สอ่ื บตั รคําศพั ทพ ยญั ชนะ R
ภาพท่ี 19 สือ่ บตั รคําศัพทพยญั ชนะ S
ภาพท่ี 20 ส่ือบตั รคําศัพทพ ยญั ชนะ T
36
ภาพที่ 21 ส่อื บัตรคาํ ศพั ทส ระ U
ภาพท่ี 22 สื่อบัตรคาํ ศพั ทพ ยญั ชนะ V
ภาพที่ 23 สื่อบัตรคําศพั ทพยัญชนะ W
ภาพที่ 24 สอื่ บตั รคาํ ศพั ทพ ยญั ชนะ X
37
ภาพท่ี 25 สื่อบัตรคาํ ศัพทพยญั ชนะ Y
ภาพที่ 26 สือ่ บัตรคาํ ศพั ทพ ยญั ชนะ Z
2. ปฏทิ ินประสมคํา
ภาพท่ี 27 ส่ือปฏทิ ินประสมคาํ can
38
ภาพท่ี 28 สือ่ ปฏทิ ินประสมคํา fan
ภาพท่ี 29 สื่อปฏิทินประสมคํา van
ภาพที่ 30 สือ่ ปฏิทินประสมคํา hat
39
ภาพท่ี 31 ส่ือปฏิทินประสมคํา pan
ภาพท่ี 32 ส่ือปฏทิ นิ ประสมคํา man
ภาพท่ี 33 สื่อปฏิทินประสมคาํ hand
40
ภาพที่ 34 ส่อื ปฏิทินประสมคํา sand
ภาพที่ 35 ส่ือปฏทิ นิ ประสมคํา land
ภาพที่ 36 สื่อปฏทิ ินประสมคํา brand