ED 13307 สื่อ เทคโนโลยแี ละนวตั กรรมสำหรับครูประถม
คณะศึกษำศำสตร์ สำขำกำรประถมศึกษำ
มหำวทิ ยำลยั ภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
นวตั กรรมกำรจดั กำรเรียนรู้
นวตั กรรมกำรจัดกำรเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ 4 MAT กำรสอนคณติ ศำสตร์
คณะผู้จดั ทำ
นำงสำวบุษกร แก้วกลุ รหัสนักศึกษำ 6494110001
อำจำรย์ทปี่ รึกษำ
ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ อำจำรย์ สมหวงั นิลพนั ธ์
ก
คำชี้แจง
เอกสารนวตั กรรมการจดั การเรียนรู้ฉบบั น้ีเป็นส่วนหน่ึงจากนวตั กรรมการจดั การเรียนรู้ ทาหรือพฒั นาข้ึน
เพอื่ เป็นคู่มือสาหรับบุคลากร ทางการศึกษาในเร่ือง นวตั กรรมการจดั การ เรียนรู้ โดย นกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ สาขาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ จากรูปแบบนวตั กรรมจานวน 14
รูปแบบ 14รายการ ดงั น้ี
1.รูปแบบการจดั กระบวนการเรียนรู้ แบบโฟร์แมทซิสเตม็ (4MAT System)
2.รูปแบบการเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E
3.รูปแบบการจดั การเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist)
4.กระบวนการจดั การเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการแกป้ ัญหาของโพลยา
5.การจดั การเรียนรู้แบบการแกป้ ัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning)
6.นวตั กรรมการสอนแบบโมเดลซิปปา (CAPPA Model)
7.การจดั การเรียนรู้แบบวฏั จกั รสืบเสาะหาความรู้ 7E
8.การสอนแบบสร้างสรรคเ์ ป็นพ้นื ฐาน (Creativity Based Learning: CBL)
9.การจดั การเรียนการสอนแบบ 3P (PPP Teaching Model)
10.นวตั กรรมแผนภาพความคิดอิสระ Mind Mapping
11.รูปแบบการสอนแบบPOB
12.การจดั การเรียนรู้แบบแบ่งผลสมั ฤทธ์ิ (Student Team Achievement Division: STAD)
13.กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ (CIRC: Cooperative Integrated Reading and Composition)
14.การจดั การเรียนการสอนแบบ TGT (Teams – Games -Tournaments)
ซ่ึงนวตั กรรมดงั กล่าวไดผ้ า่ นการทดลองใชใ้ นรูปแบบเชิงวจิ ยั กบั นกั เรียน และเพอ่ื ใหผ้ สู้ อนมาใชเ้ ป็น
แนวทางในการทาความเขา้ ใจเร่ืองการนานวตั กรรมทางการศึกษามาใชใ้ นการพฒั นาการเรียนการสอนตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช2544
ผจู้ ดั ทาจึงไดเ้ รียบเรียงขอ้ มลู ที่เป็นรูปแบบนวตั กรรมพร้อมตวั อยา่ งแผนการจดั การเรียนรู้โดยใชน้ วตั กรรม
เพอื่ ใหผ้ เู้ รียนสนใจไดร้ ับความรู้ความเขา้ ใจมากยง่ิ ข้ึน เอกสารเล่มจะช่วยทบทวนความเขา้ ใจใหช้ ดั เจนมาก
ยงิ่ ข้ึน จนสามารถนาไปใชใ้ นการพฒั นาการจดั การเรียนรู้ของตนเองได้ ประโยชน์ที่ไดจ้ ากเอกสารฉบบั น้ี
ยอ่ มก่อใหเ้ กิดผลโดยตรงต่อผเู้ รียนและผสู้ อนในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ผจู้ ดั ทาใคร่ขอขอบคุณแหล่ง
วทิ ยาการที่เป็นขอ้ มูลใหผ้ จู้ ดั ทานามาอา้ งอิงเพอ่ื ใชเ้ ป็นประโยชนใ์ นการทาเอกสารคร้ังน้ี
ข
คำนำ
นกั ศึกษาสาขาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ได้ จดั
แสดงการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ รูปแบบการจดั การเรียนรู้ที่ใชน้ วตั กรรม รูปแบบต่างๆ และจดั ทา
เอกสารนวตั กรรมการจดั การเรียนรู้ฉบบั น้ีข้ึน เพอ่ื เป็น คูม่ ือสาหรับบุคลากรทางการศึกษา ในเร่ือง
นวตั กรรมการจดั การเรียนรู้ โดย นกั ศึกษาสาขาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ ซ่ึงเป็นนวตั กรรมที่ไดผ้ า่ นการทดลอง ใชใ้ นรูปแบบการวิจยั ส่งผลในเชิงประจกั ษต์ ่อ
นกั เรียนอยา่ งเด่นชดั และเพอื่ ให้ ครูผสู้ อนใชเ้ ป็นแนวทางในการทาความเขา้ ใจเรื่องการนานวตั กรรมทาง
การศึกษา มาใชใ้ นการพฒั นาการเรียนการสอนตามหลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 คณะ
ผจู้ ดั ทาไดเ้ รียบเรียงขอ้ มูลรูปแบบของนวตั กรรมโดยสรุปเพอ่ื สามารถ นาไปใชไ้ ดง้ ่ายพร้อมท้งั ยกตวั อยา่ ง
แผนการจดั การเรียนรู้โดยใชน้ วตั กรรม ประกอบภายในฉบบั เพ่ือใหผ้ สู้ นใจไดร้ ับความรู้ความเขา้ ใจมาก
ยงิ่ ข้ึน เอกสาร เล่มน้ีจะช่วยทบทวนความเขา้ ใจใหช้ ดั เจนยง่ิ ข้ึน จนสามารถนาไปใชใ้ นการ พฒั นาการเรียน
การสอนของตนเองได้ ผลท่ีไดจ้ ากเอกสารฉบบั น้ียอ่ มเกิดผล โดยตรงต่อตวั ผเู้ รียนและผสู้ อนในการจดั
กิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพฒั นาการ จดั การศึกษาของประเทศสืบต่อไป
สำรบญั หนา้
ก
เร่ือง ข
คาช้ีแจง 1-2
คานา 3-11
นวตั กรรมการจดั การเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบ 4 MAT 12-16
ข้นั การจดั การเรียนรู้การจดั การเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบ 4 MAT 17-31
ตวั อยา่ งหน่วยการจดั การเรียนรู้ 32-33
ตวั อยา่ งแผนการจดั การเรียนรู้ 34
งาน 35
แบบบนั ทึกผลการเรียนรู้ 36-37
แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้
แบบประเมินแผนการจดั การเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบ 4 MAT
เอกสารอา้ งอิง
1
นวตั กรรมกำรจดั กำรเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ 4 MAT
หลกั กำรแนวคดิ ทฤษฎกี ำรจดั กำรเรียนรู้โดยใช้รูปแบบกำรสอนแบบ 4 MAT
รูปแบบการเรียนรู้โดยใชแ้ นวคิด 4 MAT พฒั นาข้ึนโดย McCarthy (1995) ไดใ้ หค้ าแนะนาทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจและ
มน่ั ใจวา่ เดก็ แต่ละคนมีความแตกต่างกนั ท้งั ทางดา้ นสติปัญญา การรับรู้และการเรียนรู้อยา่ งสิ้นเชิง จึงเป็นแรงผลกั ดนั ใหเ้ กิด
งานวจิ ยั ในศกั ยภาพของผเู้ รียนในความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล โดยคานึงถึงรูปแบบหรือวธิ ีการเรียนรู้ของผเู้ รียนแตล่ ะ
ประเภทข้ึนมาในปี ค.ศ. 1979 McDonold (1979) วจิ ยั องคป์ ระกอบทางสมอง บทบาทของสมองท่ีมีอิทธิพลตอ่ การเรียนรู้และ
รูปแบบการเรียนรู้ของเดก็ นน่ั คือจุดเริ่มตน้ ในการพฒั นาแนวคิดท่ีตอบสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคลใหช้ ดั เจนและเป็น
ภาคปฏิบตั ิมากข้ึน แมคคาร์ธีไดแ้ ลกเปล่ียนแนวคิดกบั นกั การศึกษาตา่ งๆ มากมาย และไดก้ ลนั่ กรองรูปแบบการศึกษา
เก่ียวกบั รูปแบบการเรียนรู้หลายรูปแบบ แต่แนวคิดท่ีมีอิทธิพลมากที่สุด คือ แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ของ Kolb (1976)
ปราชญท์ างการศึกษาชาวอเมริกนั จนในที่สุดกไ็ ดด้ ึงเอารูปแบบการเรียนรู้ของคอลป์ มาเป็นแนวความคิดในเรื่องการจดั
กระบวนการเรียนรู้ท่ีคานึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบุคคลเป็นสาคญั Kolb (1976) ไดน้ ารากฐานทฤษฎีน้ีมาจาก John Dewey, Kurt
Lewin และ Jean Piagetจากน้นั ไดศ้ ึกษาและพบวา่ การเรียนรู้เกิดข้ึนจากความสัมพนั ธ์ใน 2 มิติคือ การรับรู้ (Perception)และการจดั
กระบวนการ (Processing) โดยการเรียนรู้จะเกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพเป็ นผลมาจาก
แมคคาร์ธี(McCarthy) ไดพ้ ฒั นารูปแบบการจดั กิจกรรมเรียนรู้แบบวฏั จกั รการเรียนรู้4 MAT น้ี โดย ไดร้ ับอิทธิพลแนวคิดจาก
ทฤษฎีการเรียนรู้ของคอลม์ (Kolb) ที่เสนอแนวความคิดเรื่องรูปแบบการเรียนรู้วา่ การ เรียนรู้เกิดจากความสัมพนั ธ์2 มิติ คือ
การรับรู้(perception) และกระบวนการจดั การขอ้ มูล (processing) การ รับรู้ของบุคคลอาจเป็นประสบการณ์ตรง อาจเป็นความคิด
รวบยอดหรือมโนทศั น์ท่ีเป็นนามธรรม ส่วน กระบวนการจดั กระทากบั ขอ้ มูลคือการลงมือปฏิบตั ิ
ควำมหมำยของกำรจัดกำรเรียนรู้แบบ 4 MAT
มีนกั การศึกษาหลายท่านไดใ้ หน้ ิยามการจดั การเรียนรู้แบบ 4 MAT ในไทยและต่างประเทศไดใ้ หน้ ิยามไดน้ ้ี
1.McCarthy (1995) เชื่อวา่ รูปแบบการเรียนรู้เกิดจากความสัมพนั ธ์2 มิติ คือ การรับรู้(Perception) และกระบวนการจดั การขอ้ มูล
(Processing) การรับรู้ของบุคคลอาจเป็นประสบการณ์ตรง อาจเป็นความคิดรวบยอดหรือมโนทศั นท์ ่ีเป็นนามธรรม ส่วน
กระบวนการจดั กระทากบั ขอ้ มูลคือการลงมือปฏิบตั ิ ในขณะที่บางคนเรียนรู้โดยผา่ นการสังเกต และนาขอ้ มูลน้นั มาคิดอยา่ ง
ไตร่ตรองในที่น้ีMcCarthy แบ่งผเู้ รียนออกเป็น 4 แบบ คือ
1) ผเู้ รียนท่ีถนดั การเรียนรู้โดยจินตนาการ (Imaginative Learners)
2) ผเู้ รียนที่ถนดั การรับรู้มโนทศั น์ที่เป็นนามธรรม น ากระบวนการสังเกตอยา่ งไตร่ตรอง หรือเรียกวา่ ผเู้ รียนที่ถนดั การ
วเิ คราะห์(Analytic Learners)
3) ผเู้ รียนท่ีถนดั การรับรู้มโนทศั นแ์ ลว้ ผา่ นกระบวนการลงมือทาหรือ ที่เรียกวา่ ผเู้ รียนที่ถนดั การใชส้ ามญั สานึก(Commonsense
Learners)
4) ผเู้ รียนท่ีถนดั การรับรู้จากประสบการณ์ท่ีเป็นรูปธรรม (Concrete Learners)
2.ทศิ นำ แขมมณี (2557) กลา่ วถึงนิยามของการจดั การเรียนรู้แบบ 4 MAT หมายถึง การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ที่เนน้ ผเู้ รียนเป็น
สาคญั โดยมุ่งส่งเสริมความถนดั ของผเู้ รียนและส่งเสริมการใชส้ มอง 2 ซีกอยา่ งสมดุลกนั อนั จะส่งผลใหก้ ารเรียนรู้เกิด
ประสิทธิภาพ และผเู้ รียนไดเ้ กิดการพฒั นาอยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ
3.ธำรทพิ ย์ แก้วเหลย่ี ม (2557) การจดั การเรียนรู้แบบ 4 MAT หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนท่ีคานึงถึงความแตกต่าง
ระหวา่ งบุคคลในเรื่องรูปแบบการเรียนรู้ โดยจดั แบ่งช่วงเวลาการเรียนใหเ้ หมาะสมกบั รูปแบบการเรียนรู้ของผเู้ รียนในแต่
ละเรื่อง ยดึ หลกั การจดั ประสบการณ์ท่ีหลากหลายยดื หยนุ่ และเช่ือมโยงกนั อยา่ งตอ่ เน่ืองเพ่อื ตอบสนองผเู้ รียนทุกแบบการ
เรียนใหม้ ีโอกาสไดเ้ รียนรู้ ไดป้ ฏิบตั ิกิจกรรมที่ตนชอบและไดป้ รับตวั เรียนรู้ในแบบการเรียนอื่น ๆ ดว้ ย และมีการจดั
ประสบการณ์ท่ีช่วยกระตุน้ การพฒั นาสมองซีกซา้ ยและซีกขวาเพ่ือใหส้ มองท้งั สองซีกมีพฒั นาการท่ีสมดุล
สรุป การจดั การเรียนรู้แบบ 4 MAT สามารถพฒั นาการท างานสมองท้งั ซีกซา้ ยและซีกขวาใหท้ างานไดอ้ ยา่ งสมดุลกนั โดย
คานึงถึงความแตกต่างของผเู้ รียน 4 แบบ ที่มีความแตกต่างกนั โดยการจดั การเรียนรู้เป็นล าดบั ข้นั เพ่อื ตอบสนองผเู้ รียนแต่
ละแบบใหเ้ หมาะสมกบั ความถนดั และความชอบของแต่ละบุคคล
3
ข้นั กำรจัดกำรเรียนรู้กำรจดั กำรเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ 4 MAT
รูปแบบกำรเรียนรู้แบบ 4 MAT
การจดั การสอนแบบ 4 MAT เป็นรูปแบบการเรียนรู้ใหค้ วามสาคญั กบั ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล และการใชก้ าร
สอนท่ีคานึงถึงการใชส้ มองซีกซา้ ย และซีกขวาอยา่ งสมดุล McCarthyไดน้ าเสนอประเดน็ หลกั ของรูปแบบการเรียนรู้แบบ 4
MAT คือ 4 แบบ ไดแ้ ก่ (McCarthy, 1985)
1. แบบ WHY เป็นคนช่างสงสัย อยากรู้อยากเห็น
2. แบบ WHAT เป็นผสู้ นใจขอ้ เทจ็ จริง เรียนรู้จากการรับขอ้ มูลขา่ วสาร
3. แบบ HOW เป็นผสู้ นใจในวธิ ีการต่างๆ ชอบลงมือปฏิบตั ิ
4. แบบ IF เป็นผชู้ อบคน้ หาวา่ เป็ นไปไดห้ รือไม่
แมคคาธีร์ไดน้ าเสนอหลกั ของแนวคิดของรูปแบบการเรียนรู้แบบ 4 MAT สรุปไดเ้ ป็น 3 หลกั คือ
1. รูปแบบการเรียนรู้แบบ 4 MAT : ดา้ นผเู้ รียน
2. รูปแบบการเรียนรู้แบบ 4 MAT :ดา้ นผสู้ อน
3. รูปแบบการเรียนรู้แบบ 4 MAT : ดา้ นรูปแบบการสอน
รูปแบบการเรียนรู้แบบ 4 MAT ดา้ นผเู้ รียน
ดา้ นผเู้ รียน : แบบฉบบั หรือลีลาการเรียนรู้ของผเู้ รียน
การสอนแบบ 4 MAT เป็นวิธีการสอนที่ใหค้ วามสาคญั กบั ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล เน่ืองจากการสอนนกั เรียนทุกคนให้
สามารถเรียนรู้ตามวตั ถุประสงคท์ ่ีต้งั ไวใ้ นทางปฏิบตั ิมกั จะเป็นส่ิงท่ีทาไดย้ าก เพราะในหอ้ งเรียนหน่ึงๆประกอบดว้ ย
นกั เรียนหลายคนต่อครูคนเดียวแมว้ า่ นกั จิตวทิ ยาไดพ้ ยายามสร้างทฤษฎีการสอน เพ่อื ช่วยใหค้ รูเพิ่มประสิทธิภาพในการ
สอนและแมว้ า่ ครูจะพยายามน าทฤษฎีการสอนไปประยกุ ตใ์ นหอ้ งเรียนกไ็ ม่สามารถจะช่วยนกั เรียนทุกคน ใหเ้ รียนรู้จน
มีความรอบรู้ในวชิ าต่างๆไดป้ ัญหาที่สาคญั กค็ ือ ความแตกต่างระหวา่ งบุคคลของนกั เรียนท้งั ทางดา้ นระดบั เชาวน์ปัญญา
ความสามารถ ความถนดั รวมท้งั ความตอ้ งการ แรงจูงใจ และทศั นคติของนกั เรียนท่ีมีต่อการเรียน การใชว้ ธิ ีการสอนเพื่อ
นกั เรียนท้งั หอ้ งในเวลาที่เท่ากนั จึงเป็นการสอนนกั เรียนเพยี งจานวนหน่ึงเท่าน้นั กล่าวคือนกั เรียนท่ีมีความสามารถสูง
มกั จะเบ่ือและไม่สนใจเพราะส่ิงที่ครูสอนนกั เรียนอาจจะรู้แลว้ ส่วนนกั เรียนท่ีมีความสามารถต่ากจ็ ะไม่เขา้ ใจ และไม่เขา้ ใจ
บทเรียน
โดยแบ่งผเู้ รียนเป็น 4 แบบ ดงั น้ี
แบบท่ี1 WHY พฤติกรรมการเรียนรู้ของผเู้ รียนแบบท่ี1 คือ เป็นคนช่างคิดช่างสงสัยอยากรู้อยากเห็น เรียนรู้ดว้ ยการสังเกตและ
สัมผสั เรียนรู้จากการฟัง การเฝ้าดูชอบจินตนาการแลว้ นาไปแลกเปล่ียนความคิดเห็น พดู คุยสนทนาชอบทางานร่วมกบั ผอู้ ื่น
จึงมกั ชอบต้งั คาถามวา่ “ทาไม” เดก็ กลุม่ น้ีจึงไม่ชอบฟังครูพดู แต่ชอบท่ีจะพดู และสังเกตความรู้ต่าง ๆ ดว้ ยตนเองนกั เรียน
ลกั ษณะน้ีชอบสร้างสรรคส์ ่ิงใหม่ มกั มีจินตนาการ เรียนรู้ดว้ ยความรู้สึก
แบบที่2 WHAT เป็นผสู้ นใจขอ้ เทจ็ จริง เรียนรู้จากการรับขอ้ มูลขา่ วสาร และสิ่งต่าง ๆ จากครูหรือจากคนอ่ืน ๆ เป็นคนช่าง
วิเคราะห์เรียนรู้ดว้ ยวธิ ีการคิดไตร่ตรอง เรียนรู้อยา่ งมีเหตุผล มีหลกั เกณฑแ์ ละเป็นระบบ ไปสู่การสร้างประสบการณ์
นามธรรมหรือความคิดรวบยอด ช่ืนชอบกบั ขอ้ มูล และการบรรยายของครูผเู้ รียนในกลุ่มน้ีจะต้งั ค าถามวา่ “อะไร” เราจะ
เรียนอะไรกนั ครูจึงมกั เห็นเดก็ กลุ่มน้ีต้งั ใจฟังเมื่อครูพดู
แบบที่3 HOW เป็นผสู้ นใจในวธิ ีการตา่ ง ๆ อยากรู้วา่ สิ่งตา่ ง ๆ น้นั ทางานอยา่ งไร ชอบที่จะไดล้ งมือปฏิบตั ิจริง เป็นการเรียนรู้
จากสามญั สานึกที่สมั ผสั ไดเ้ ช่น ทาจบั ลูบ คลา ทดลองทาของจริงฝึกปฏิบตั ิอยากเรียนรู้วา่ สิ่งต่าง ๆ น้นั ทางานอยา่ งไร ส่ิงน้ี
ใชก้ ารไดอ้ ยา่ งไร เรียนรู้จากการรับรู้ความคิดรวบยอดไปสู่การลงมือปฏิบตั ิที่สะทอ้ นระดบั ความเขา้ ใจของตนเอง ผเู้ รียนใน
กลุ่มน้ีจะต้งั คาถามวา่ “อยา่ งไร” เช่น เราจะเรียนเรื่องน้ีอยา่ งไร นกั เรียนลกั ษณะน้ีมกั ทดลองหรือลงมือกระทาจริงตามท่ี
ตนเองคิด วธิ ีการเรียนท่ีเหมาะกบั นกั เรียนแบบน้ีคือ การทดลองและการแกป้ ัญหา
แบบท่ี4 IF ชอบคน้ หาวา่ เป็นไปไดห้ รือไม่ ถา้ ไม่เป็นอยา่ งน้ีจะเป็นอยา่ งอ่ืนไดห้ รือไม่จึงสนใจในการคน้ หาสิ่งใหม่ดว้ ย
ตนเอง ดว้ ยการทดลองพิสูจนเ์ รียนรู้จากความรู้สึกของตนเองเรียนรู้ดว้ ยการลองผดิ ลองถูก ชอบที่จะลองท าดูและคน้ พบส่ิง
ใหม่ดว้ ยตนเอง ถนดั การเรียนรู้จากประสบการณ์รูปธรรมไปสู่การลงมือปฏิบตั ิเป็นผเู้ รียนที่เรียนรู้และสนุกกบั การได้
คน้ พบดว้ ยตนเองโดยการลงมือปฏิบตั ิไม่ชอบทาตามกาหนดการหรือวธิ ีการที่เคร่งครัด
IFfi การเรียนรู้แบบพลวตั ใช้การจินตนาการ WHY
HOW วธิ ีการอภปิ รายโต้ตอบ วิธีการค้นพบด้วยตนเอง WHAT
ผ้เู รียน
มีการเรียนรู้ด้วย
ประสาทสมั ผสั และ ใช้การคิดวิเคราะห์
สามญั สานกึ วิธีการปฏิบตั ิ และเกบ็ รายละเอียด
ความรู วธิ ีการแสวงหาความรู้
5
รูปแบบกำรเรียนรู้แบบ 4 MAT ด้ำนผู้สอน
ดา้ นผสู้ อน: ลีลาการสอนของครูหรือวธิ ีการของครู
บทบาทหนา้ ที่ของครูโดยทวั่ ไป คือ การน าแนวคิดไปจดั การ จดั กระบวนการเรียนรู้ใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรียนรู้ไดส้ าเร็จจริง
McCarthy (1980) ไดเ้ สนอลีลาการสอนของครูสาหรับผเู้ รียนท้งั 4 แบบ ดงั น้ี
บทบำทที่1 ผู้เรียนแบบ WHY โดยครูคือผกู้ ระตุน้ สร้างแรงจูงใจ โดยใหผ้ เู้ รียนไดส้ งั เกตคิด ไตร่ตรอง สมั ผสั ครูนา
ประสบการณ์จริงไปสู่การคิดกระตุน้ ใหไ้ ดฟ้ ัง ไดเ้ ห็น และอยากคิด อยากต้งั คาถาม ซ่ึงคาถามที่เกิดข้ึนมีหลากหลายมากมาย
แตส่ ่ิงที่ควรเกิดข้ึนกบั ผเู้ รียนมากที่สุดคือ คาวา่ “ทาไม” วิธีการสอนอาจใชส้ ถานการณ์จาลอง การอภิปราย การใหส้ ังเกตส่ิง
ต่าง ๆ การต้งั คาถามบทบาทน้ีจะทาใหผ้ เู้ รียนแบบที่ 1 มีความสุข ความสบายใจในการเรียนมากที่สุด
บทบำทท่ี2ผ้เู รียนแบบ WHAT โดยครูคือผสู้ อน และบอกความรู้บทบาทของครูเป็นผปู้ ้อนความรู้ป้อนความจริงใหก้ บั
นกั เรียน เพอื่ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจลึกซ้ึงยง่ิ ข้ึน ครูจะตอ้ งใหค้ วามรู้เน้ือหาที่ลึกซ้ึงแก่นกั เรียน ครูมีบทบาทสอน แจง้ ใหท้ ราบ
บทบาทที่ 2 น้ีจะทาใหผ้ เู้ รียนมีความสุข ความสบายใจในการเรียนมากท่ีสุด จึงนบั วา่ เป็นบทบาทแบบเดิม ๆ ที่ครูส่วนใหญ่
เคยใชก้ นั มาแลว้
บทบำทท่ี3 ผู้เรียนแบบ HOW โดยครูคือโคช้ หรือผฝู้ ึกสอน ครูจะปล่อยใหน้ กั เรียนลงมือทาจากของจริง และฝึกปฏิบตั ิจาก
ของจริงดว้ ยตนเอง การเรียนการสอนเนน้ เน้ือหาทกั ษะท่ีเป็นชีวิตจริงครูเพียงแตท่ าหนา้ ท่ีอานวยความสะดวก และจดั เตรียม
สื่ออุปกรณ์ใหน้ กั เรียนครูเป็นเพียงผชู้ ้ีแนะแนะนา เพือ่ ใหน้ กั เรียนลงมือปฏิบตั ิงานใหส้ าเร็จ ครูจึงเปรียบเสมือนโคช้ หรือ ผู้
ฝึกสอนครูจึงจาเป็นตอ้ งออกแบบกิจกรรมเพือ่ ใหน้ กั เรียนกระหายอยากลงมือปฏิบตั ิไปจนสาเร็จบทบาทน้ีผเู้ รียนแบบท่ี3 จะ
มีความสุข ความสบายใจที่สุด
บทบำทที่4 ผ้เู รียนแบบ IF ครูคือ ผปู้ ระเมินผล ผรู้ ่วมเรียนรู้ผแู้ กไ้ ข โดยครูจดั สถานการณ์ใหน้ กั เรียนไดค้ น้ หา คิดคน้ และ
ทดลองทาส่ิงใหม่ ๆ ดว้ ยตวั เอง โดยการกระตุน้ และกาหนดสถานการณ์ต่าง ๆใหไ้ ดค้ ิดคน้ หรือคน้ พบสิ่งใหม่ๆเช่น ถา้ ไม่
เป็นอยา่ งน้ีแลว้ จะเป็นอยา่ งไรไดอ้ ีก มนั จะเป็นแบบอื่นไดห้ รือไม่ถา้ ไม่เป็นอยา่ งน้ีจะเกิดอะไรข้ึน หรือถา้ เป็ นอยา่ งน้ีแลว้ จะ
เกิดอะไรข้ึนหรือถา้ มนั เป็นอยา่ งน้นั แลว้ จะทาอยา่ งไร ครูกระตุน้ ใหน้ กั เรียนลองผดิ ลองถูกและเรียนรู้เองสอนกนั เองคน้ พบ
ความรู้ดว้ ยตนเอง ครูเพยี งแต่เป็นผรู้ ่วมเรียนรู้ไปพร้อมกบั นกั เรียนและทาหนา้ ที่เป็นผปู้ ระเมินความรู้และผลงานของ
นกั เรียนวา่ เป็นอยา่ งไร และคอยแกไ้ ข แนะนาผลงานของนกั เรียนเท่าน้นั
6
รับรู้/รู้สึก
ครูคือผ้ปู ระเมิน ครูคือผ้กู ระต้นุ
แบบที่ 4 IF สร้างแรงจงู ใจ
แบบที่ 1 WHY
ทา ครูคือผ้ฝู ึกสอน ครูคือผ้สู สอนงั เบกอตก
แบบท่ี 3 HOW ความรู้แบบที่ 2
WHAT
คิด
รูปแบบกำรเรียนรู้แบบ 4 MAT ด้ำนรูปแบบกำรสอน
ดา้ นรูปแบบการสอน: 8 เทคนิค
รูปแบบการสอนหรือวธิ ีการสอน คือ ข้นั ตอนในการด าเนินการสอนใหส้ าเร็จดว้ ยวธิ ีการต่างๆ ท่ีแตกต่างกนั ไปตาม
องคป์ ระกอบและข้นั ตอนสาคญั อนั เป็นลกั ษณะเฉพาะหรือลกั ษณะเด่น รูปแบบและวธิ ีการสอนแบบ 4 MAT เป็นรูปแบบ
การสอนท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั คือ ใหผ้ เู้ รียนท้งั 4 รูปแบบไดค้ ิดคน้ ความรู้และลงมือปฏิบตั ิหรือกระท าจริงทุกข้นั ตอน
7
ตามลาดบั ความสมั พนั ธ์ของสมองสองซีก จนเกิดการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง รวมเป็น 8 เทคนิค ซ่ึง McCarthyไดเ้ สนอเทคนิคการ
สอนท่ีมีความสัมพนั ธ์กบั ระบบการทางานของสมองท้งั สองซีก (ซา้ ย-ขวา) ท่ีแตกต่างกนั คือ Cerebrum ท่ีแบ่งออกเป็ นสมอง
ซีกซา้ ยและสมองซีกขวา ซ่ึงสมองซีกซา้ ยจะควบคุมการท างานของร่างกายซีกขวาและสมองซีกขวาจะควบคุมการท างาน
ของร่างกายซีกซา้ ย ซ่ึงMcCarthy (1980) ไดเ้ สนอเทคนิคการสอนที่เหมาะสมกบั การท างานของสมองท้งั สองซีก สาหรับผเู้ รียน
ท้งั 4 แบบ ไวด้ งั น้ี
ผู้เรียนแบบที่1 WHY มีลกั ษณะช่างสงสัย ชอบพดู คุยสนทนา เรียนรู้ดว้ ยความรู้สึกโดยใชเ้ ทคนิคของสมอง 2 ซีก คือ
1. เทคนิคสมองซีกขวา ข้นั ตอนน้ีเป็นการแปลงแนวคิดใหเ้ ป็นกิจกรรมโดยกระตุน้ เร้าใหน้ กั เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์
จริงครูผสู้ อนตอ้ งจูงใจใหน้ กั เรียนเกิดความตื่นเตน้ มีความอยากท่ีจะเรียนรู้ในส่ิงท่ีครูสอน โดยการออกแบบกิจกรรมท่ีเป็น
ประสบการณ์จริง หรือเป็นกิจกรรมที่เช่ือมโยงกบั ประสบการณ์ด้งั เดิมของนกั เรียน และควรเป็นกิจกรรมที่สอดคลอ้ งกบั
แนวคิดและเน้ือหาสาระที่ตอ้ งการจะสอน กิจกรรมท่ีใชไ้ ดด้ ีในข้นั น้ีเช่น ฝึ กทกั ษะการสงั เกต ทกั ษะการต้งั ค าถาม การสร้าง
จินตนาการหรือมโนภาพ ทกั ษะการวนิ ิจฉยั การจาแนกแยกแยะ ทกั ษะกระบวนการกลุ่ม เช่น การระดมสมอง การพดู การ
ฟัง การสนทนาโตต้ อบ เป็นตน้
2. เทคนิคสมองซีกซา้ ย เป็นการใชส้ มองคิดวเิ คราะห์ไตร่ตรองประสบการณ์ท่ีไดท้ ามาอยา่ งง่าย ๆ สะดวกสบาย ไม่ใช้
เทคนิคการวิเคราะห์ที่ยงุ่ ยากมากเกินไป ไดแ้ ก่การอภิปรายท่ีครูเป็นผนู้ าการอภิปราย การจินตนาการ หรือสร้างมโนภาพ
ตา่ ง ๆในสมอง เช่น การคิดคานึงถึงขอ้ ดี ขอ้ เสียของอาชีพต่าง ๆ
ผ้เู รียนแบบท่ี2 WHAT มีลกั ษณะชอบรับขอ้ มูลจากครูเรียนรู้ดว้ ยวธิ ีการคิดไตร่ตรองโดยใชเ้ ทคนิคของสมอง 2 ซีก คือ
1. เทคนิคสมองซีกขวา เป็นข้นั ท่ีผเู้ รียนนาเอาประสบการณ์ส่วนตวั โยงเขา้ กบั เน้ือหาสาระที่เรียน เม่ือนกั เรียนไดร้ ับรู้เน้ือหา
สาระที่ครูจดั ใหแ้ ลว้ นาเอาความรู้เหลา่ น้นั มาเขียนหรือแสดงความรู้สึกของตนเองออกมา เทคนิคสมองซีกซา้ ยข้นั ท่ี4
นกั เรียนไดร้ ับความรู้และสามารถสงั เคราะห์ความรู้ไดจ้ ากการท่ีครูจดั กิจกรรมโดยการสาธิต หรือท าการสอน หรือจดั
วทิ ยากรมาถ่ายทอดเน้ือหาสาระความรู้แก่ผเู้ รียน
ผู้เรียนแบบที่3 HOW มีลกั ษณะชอบการลงมือปฏิบตั ิจริง สนใจในวธิ ีการต่าง ๆ เรียนรู้จากสามญั สานึกท่ีสัมผสั ไดโ้ ดยใช้
เทคนิคของสมอง 2 ซีก คือ
1. เทคนิคสมองซีกซา้ ย ข้นั ตอนท่ี5 เป็นการใหน้ กั เรียนไดฝ้ ึกทกั ษะในการลงมือทาโดยครูฝึกทกั ษะใหแ้ ก่นกั เรียน กิจกรรมที่
ใหล้ งมือท าเป็นแบบแผน เป็นข้นั ตอนตามท่ีครูกาหนด หากเป็นการทดลองกเ็ ป็นการทดลอง ตามข้นั ตอนที่ครูวางไวค้ รู
คอยควบคุมดูแลอยา่ งใกลช้ ิด ครูเป็นผวู้ างแผนและจดั การใหเ้ กิดการเรียนรู้
2. เทคนิคสมองซีกขวา เม่ือนกั เรียนไดฝ้ ึ กทกั ษะตามที่ครูวางแผนมาแลว้ เร่ิมฝึกฝนจนเกิดความกา้ วหนา้ เกิดความชานาญ
และมีความมน่ั ใจในตนเองมากข้ึน รู้สึกวา่ มนั่ คงปลอดภยั ครูผสู้ อนควรกาหนดกิจกรรมท่ีมากพอที่นกั เรียนซ่ึงมีความ
แตกต่างกนั จะไดเ้ ลือกปฏิบตั ิกิจกรรมตามความสนใจและความเหมาะสม
8
ผู้เรียนแบบท่ี4 IF มีลกั ษณะชอบคน้ หาสิ่งใหม่ดว้ ยตนเอง เรียนรู้ดว้ ยการทดลองพสิ ูจน์ลองผดิ ลองถูกโดยใชเ้ ทคนิคของ
สมอง 2 ซีก คือ
1. เทคนิคสมองซีกซา้ ย นกั เรียนเร่ิมมีความกลา้ ท่ีจะลองคน้ หาคน้ ควา้ สิ่งใหม่ ๆ ดว้ ยตนเองนกั เรียนจะหาวธิ ีการแบบใหม่
เริ่มลองผดิ ลองถูก มีความสุขที่จะคิดคน้ หรือคน้ พบส่ิงตา่ งๆดว้ ยตนเองนกั เรียนเป็นสุขใจถา้ ครูใหค้ ิดคน้ คน้ หาส่ิงตา่ งๆดว้ ย
ตวั เอง นอกจากน้ีนกั เรียนควรไดม้ ีโอกาส ท้งั การทางานเด่ียวและการทางานเป็นทีมดว้ ย
2. เทคนิคสมองซีกขวา ขยายความรู้และแบ่งปันความรู้ที่คน้ พบแก่กนั และกนั เช่น นกั เรียนช่วยกนั ตรวจสอบแกไ้ ขปรับปรุง
งานของกนั และกนั การรายงานผลหนา้ ช้นั ติชม วพิ ากษว์ จิ ารณ์งานของกนั และกนั ตรวจและใหค้ ะแนนผลงานของเพอื่ น
จากเทคนิคการสอนที่สัมพนั ธ์กบั การทางานของสมองสองซีก นามาแบ่งเป็นลาดบั ในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยการ
พฒั นาของสมองสองซีก
กำรจัดกำรเรียนรู้แบบ 4 MAT
การจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เป็นการจดั การเรียนรู้ที่คานึงถึงกลุ่มผเู้ รียน4 กลุ่ม กบั พฒั นาการสมองซีกซา้ ยและซีก
ขวาอยา่ งสมดุล ซ่ึงไดแ้ ก่ ผเู้ รียนแบบที่ 1 (WHY) มีจินตนาการเป็นหลกั ผเู้ รียนแบบที่2 (WHAT) มีการเรียนรู้ดว้ ยการวเิ คราะห์
และการเกบ็ รายละเอียดเป็ นหลกั ผเู้ รียนแบบที่ 3 (HOW) มีการเรียนรู้ดว้ ยสามญั สานึกหรือประสาทสัมผสั ผเู้ รียนแบบที่ 4(IF)
มีการเรียนรู้ดว้ ยการรับรู้จากประสบการณ์รูปธรรมไปสู่การลงมือปฏิบตั ิซ่ึง Bernice & McCarthy (1980) ไดก้ าหนดลาดบั
ข้นั ตอนของการเรียนรู้4 MAT ตามวงลอ้ กระบวนการเรียนรู้ 8 ข้นั ตอน
10
ข้อดแี ละข้อจำกดั ของกำรจัดกำรเรียนรู้แบบ 4 MAT
การจดั การเรียนรู้โดยใชแ้ นวคิด 4 MAT มีขอ้ ดีและขอ้ จ ากดั ดงั น้ี (สุวทิ ย์ มูลคาและอรทยั มูลคา, 2550)ตาราง 2 ขอ้ ดีและ
ขอ้ จากดั ของการจดั การเรียนรู้แบบ 4 MAT
ข้อดี ข้อจำกดั
1. ผเู้ รียนทุกคนมีโอกาสประสบความสาเร็จใน การเรียนรู้อยา่ ง 1. ใชเ้ วลาในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้มาก พอสมควรดงั น้นั
เท่าเทียมกนั ตามความถนดั ของ ตนเอง ผสู้ อนท่ียงั จดั ตารางสอนท่ีเป็น รายชว่ั โมงจึงควรวางแผนการ
2. ช่วยพฒั นาสมองของผเู้ รียนท้งั ซีกซา้ ยและซีก ขวาอยา่ ง สอนใหเ้ หมาะสม
สมดุล 3.เป็นการเรียนรู้ท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั เนน้ ความ 2. ถา้ ผเู้ รียนขาดความรับผดิ ชอบในการเรียนรู้ จะไม่สามารถ
แตกต่างระหวา่ งบุคคล ประสบความสาเร็จในการเรียน 3.ถา้ ผสู้ อนไม่ศึกษาและไม่ทา
4. ผเู้ รียนมีความสุขในการเรียนรู้ จากการ คน้ พบสิ่งตา่ ง ๆ ดว้ ย ความเขา้ ใจ เก่ียวกบั ความถนดั ของผเู้ รียนท่ีตนรับผดิ ชอบ อยา่ ง
ตนเอง เพียงพอ อาจทาใหผ้ เู้ รียนบางคนไม่ ประสบความสาเร็จในการ
5. ผเู้ รียนสามารถนาความรู้ และประสบการณ์ ไปใชไ้ ดจ้ ริง เรียน
6. ส่งเสริมทกั ษะทางสังคมอนั ดีงามในตวั ผเู้ รียน 4. ผสู้ อนควรจดั กิจกรรมท่ีหลากหลาย เปิ ด โอกาสใหผ้ เู้ รียน
เลือกวิธีการคน้ ควา้ หาความรู้ ตามความสนใจ
5. ไม่มีรูปแบบการเรียนรู้ใดท่ีดีที่สุด เพราะ แต่ละรูปแบบการ
เรียนรู้มีความแตกตา่ งกนั
11
กล่ำวโดยสรุปคือ การสอนแบบ 4 MAT เป็นการจดั การเรียนการสอน ท่ีคานึงถึงความแตกต่างของผเู้ รียน 4 แบบโดยการ
พฒั นาสมองซีกซา้ ยและซีกขวาอยา่ งสมดุล เพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนเรียนรู้ตามแบบและความตอ้ งการของตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
โดยมีข้นั ตอนการจดั กิจกรรม 8 ข้นั สาหรับผเู้ รียน 4 แบบ ในการศึกษาคร้ังน้ี ผวู้ จิ ยั ศึกษาวธิ ีการสอนแบบ 4 MAT โดยมี
ข้นั ตอน 8 ข้นั ตอน ดงั น้ี
1. กำรบูรณำกำรประสบกำรณ์ด้วยตนเอง (WHY)
ข้นั ท่ี1 สร้างประสบการณ์ (สมองซีกขวา) ครูสร้างประสบการณ์ดว้ ยการกระตุน้ หรือสร้างแรงจูงใจ ใหผ้ เู้ รียนเช่ือมโยง
ประสบการณ์เป็ นของตนเอง
ข้นั ที่ 2 วิเคราะห์ประสบการณ์ (สมองซีกซา้ ย) ครูใหผ้ เู้ รียนสะทอ้ นความคิดจากประสบการณ์และตรวจสอบประสบการณ์
2. กำรพฒั นำควำมคดิ รวบยอด (WHAT)
ข้นั ที่ 3 บรูณาการการสงั เกตไปสู่ความคิดรวบยอด (สมองซีกขวา) ครูใหข้ อ้ มูลขอ้ เทจ็ จริง และจดั กิจกรรมไปสู่ความคิดรวบ
ยอด ผเู้ รียนบูรณาการประสบการณ์และความรู้ไปสู่ความคิดรวบยอด
ข้นั ที่ 4 พฒั นาความคิดรวบยอด (สมองซีกซา้ ย) ครูใหผ้ เู้ รียนไดร้ ับขอ้ มูลหรือขอ้ เทจ็ จริงตามทฤษฎีหรือความคิดรวบยอด
ใหผ้ เู้ รียนวเิ คราะห์และไตร่ตรองประสบการณ์
3. กำรปฏิบตั แิ ละปรับแต่งเป็ นแนวคดิ ของตนเอง (HOW)
ข้นั ที่ 5 ปฏิบตั ิและปรับแต่งเป็นแนวคิดของตนเอง (สมองซีกซา้ ย) ผเู้ รียนลองปฏิบตั ิโดยผา่ นประสาทสัมผสั เพ่ือพฒั นา
แนวคิดและทกั ษะ
ข้นั ท่ี6 ปรับแตง่ เป็นแนวคิดของตนเอง (สมองซีกขวา) ผเู้ รียนปรับปรุงส่ิงท่ีปฏิบตั ิดว้ ยวธิ ีการของตนเอง และบูรณาการเป็น
องคค์ วามรู้ของตนเอง
4. กำรบรูณำกำรและกำรประยุกต์ประสบกำรณ์(IF)
ข้นั ท่ี7 วเิ คราะห์เพอ่ื น าไปประยกุ ตใ์ ช้ (สมองซีกซา้ ย) ผเู้ รียนวเิ คราะห์แลว้ วางแผนเพอ่ื ประยกุ ตห์ รือดดั แปลงส่ิงท่ีเรียนรู้ไป
ใชป้ ระโยชน์ตอ่ ตนเองและผอู้ ื่น
ข้นั ที่ 8 แลกเปล่ียนความรู้ของตนกบั ผอู้ ื่น (สมองซีกขวา) ผเู้ รียนแลกเปลี่ยนสิ่งท่ีไดเ้ รียนรู้มากบั ผอู้ ่ืน
12
ตวั อย่ำงหน่วยกำรเรียนรู้
หน่วยกำรจัดกำรเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ4 MAT
หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 1 จำนวนหรรษำ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้คณิตศำสตร์
รำยวชิ ำคณิตศำสตร์ รหัสวชิ ำ
ข้ันประถมศึกษำปี ท่ี 5 เวลำ 15 ชั่วโมง
1.มำตรฐำนกำรเรียนรู้และตวั ชี้วัด
ค 1.1 ป.5/2 แสดงวิธีหาคาตอบของโจทยป์ ัญหาโดยใชบ้ ญั ญตั ิไตรยางค์
ค 1.1 ป.5/3 หาผลบวก ผลลบของเศษส่วนและจานวนคละ
ค 1.1 ป.5/4 หาผลคูณ ผลหารของเศษส่วนและจานวนคละ
ค 1.1 ป.5/5 แสดงวธิ ีหาคาตอบ โจทยป์ ัญหาการบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน2ข้นั ตอน
2.สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด
โจทยป์ ัญหาการคูณและการหารที่แสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปริมาณของสิ่ง 2 ส่ิง สิ่งละ 2 จานวน โดยโจทยก์ าหนด
ปริมาณของส่ิง 2 สิ่ง ให้ 3 จานวน ซ่ึงเป็นปริมาณของสิ่งเดียวกนั 2 จานวน และเป็นปริมาณของอีกส่ิงหน่ึง 1จานวน อาจหา
ปริมาณของอีกสิ่งหน่ึง อีก 1 จานวนได้ โดยใชบ้ ญั ญตั ิไตรยางศ์
3.สำระกำรเรียนรู้
สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง
เศษส่วน และการบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน
- การเปรียบเทียบเศษส่วนและจานวนคละ
- การบวก การลบเศษส่วนและจานวนคละ
- การคูณ การหารเศษส่วนและจานวนคละ
- การบวก ลบ คูณ หารระคนของเศษส่วนและจานวนคละ
- การแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วนและจานวนคละ
การคูณ การหารทศนิยม 13
- การประมาณผลลพั ธข์ องการบวก การลบ การคูณ การหารทศนิยม
- การคูณทศนิยม
- การหารทศนิยม
- การแกโ้ จทยป์ ัญหาเก่ียวกบั ทศนิยม
ร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์
- การอ่านและการเขียนร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์
- การแกโ้ จทยป์ ัญหาร้อยละ
สำระกำรเรียนรู้ท้องถน่ิ
เป็นไปตามหลกั สูตรของโรงเรียนน้นั ตามท่ีโรงเรียนกาหนด
4.ชิ้นงำน/ภำระงำน
แบบฝึ กหดั
บตั รคา
5.กำรวดั และประเมนิ ผล
1. วิธีการวดั และประเมินผล
1.1 ตรวจแบบฝึ กหดั
1.2 สังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนในการเขา้ ร่วมกิจกรรม
1.3 สังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนในการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุ่ม
2. เครื่องมือ
2.1 แบบฝึ กหดั
2.2 แบบสงั เกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรม
2.3 แบบสังเกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุม่
3. เกณฑก์ ารประเมิน
3.1 ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ 14
3.2 การประเมินพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรม
ผา่ นต้งั แต่ 2 รายการ ถือวา่ ผา่ น
ผา่ น 1 รายการ ถือวา่ ไม่ผา่ น
3.3 การประเมินพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุม่
ผา่ นต้งั แต่ 2 รายการ ถือวา่ ผา่ น
ผา่ น 1 รายการ ถือวา่ ไม่ผา่ น
บนั ทกึ ผลหลงั กำรสอน
สรุปผลกำรเรียนกำรสอน
1. นักเรียนจำนวน........................คน
ผ่ำนจุดประสงค์กำรเรียนรู้...............คน คดิ เป็ นร้อยละ.................................
ไม่ผ่ำนจุดประสงค์............................คน คดิ เป็ นร้อยละ.................................
ได้แก่
1...........................................................................................
2. ........................................................................................
3. ...................................................................................... ....
นักเรียนทม่ี ีควำมสำมำรถพเิ ศษได้แก่
1. ..........................................................................................
2. ..........................................................................................
2. นักเรียนมคี วำมรู้ควำมเข้ำใจ ( K)
...................................................................................................................................................................................................
3. นักเรียนมคี วำมรู้เกดิ ทกั ษะ (P)
...................................................................................................................................................................................................
4. นักเรียนมเี จตคติ ค่ำนิยม คุณธรรมจริยธรรม (A)
...................................................................................................................................................................................................
.........................................................
ปัญหำ/อุปสรรค /แนวทำงแก้ไข
...................................................................................................................................................................................................
ข้อเสนอแนะ
.............................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................
...............................
6.กระบวนกำรจดั กำรเรียนรู้
ข้ันตอนที่ 1 สร้ำงควำมตระหนัก
ใหผ้ สู้ อนเลา่ เร่ือง "หนูแดงกบั เจา้ กระปุกวเิ ศษ เพื่อใหผ้ เู้ รียนไดเ้ ขา้ ใจหลกั การบวก ลบ คูณ หาร และไดข้ อ้ คิดเกี่ยวกบั การ
ออม
ข้นั ตอนที่ 2 ทดสอบควำมรู้
ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน ช่วยกนั ระดมความคิด แกโ้ จทยป์ ัญหาจากเร่ือง “หนูแดงกบั เจา้ กระปุกวเิ ศษ
ข้ันตอนท่ี 3 ปรับประสบกำรณ์ และเพม่ิ พนู ควำมรู้
ผสู้ อนแจกใบกิจกรรม โดยใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุ่มแต่งโจทยค์ ณิตศาสตร์จากชีวิตประจาวนั
ข้ันตอนท่ี 4 ฝึ กประสบกำรณ์ และวำงแนวทำงปฏบิ ัติ
ใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุ่มเลือกวา่ ตอ้ งการแตง่ โจทยค์ ณิตในชีวติ ประจาวนั แบบใด เช่น การแต่งโจทยค์ ณิตศาสตร์จากการใชจ้ ่าย
ในแต่ละวนั โดยอาจจะเกบ็ ขอ้ มูลจากเพือ่ นๆ ในกลุ่มหรือเพอื่ นต่างกลุ่ม โดย ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มรวมกนั เสนอความคิดเห็น
ข้ันตอนท่ี 5 ฝึ กทกั ษะ และปฏบิ ัตกิ จิ กรรม
เมื่อแตล่ ะกลุม่ ไดเ้ รื่องท่ีตอ้ งการนามาแตง่ เป็นโจทยจ์ ากการดาเนินการตามกระบวนการแลว้ นาขอ้ มูลมาแต่งเป็นโจทย์
ปัญหาคณิตศาสตร์ การบวก ลบ คูณ หาร
ข้นั ตอนที่ 6 นำผลงสนมำวจิ ำรณ์และเพมิ่ ควำมรู้ส่วนทข่ี ำด
นาโจทยข์ องตนเองที่แตง่ ไดม้ าเพิ่มเติมหาหลกั การทางคณิตศาสตร์ ในการหาคาตอบ และเพิ่มขอ้ คิดที่ไดจ้ ากโจทยป์ ัญหาท่ี
นกั เรียนแต่ง
ตอนท่ี 7 สรุปสำระส่ิงทเี่ รียนรู้มำ
โจทยค์ ณิตศาสตร์ท่ีแต่ละกลุ่มแต่งประกอบไปดว้ ย
1. คณิตศาสตร์ท่ีใชใ้ นชีวิตประจาวนั ซ่ึงเป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์
2. ใชห้ ลกั การทางคณิตศาสตร์ในการหาคาตอบของโจทยป์ ัญหาท่ีแต่ง
3. มีการสอดแทรกเน้ือหาที่มีประโยชนท์ างดา้ นคุณธรรม
ข้ันตอนท่ี 8 เสนอผลงำน และแนะนำกำรนำไปใช้
ใหแ้ ต่ละกลุม่ ออกมานาเสนอโจทยป์ ัญหาคณิตศาสตร์ที่กลุม่ ของตนเองแต่ง พร้อมแสดงวธิ ีทา เพือ่ หาคาตอบ และบอก
ประโยชน์ของโจทยป์ ัญหาของกลุม่ ตนเอง
7.สื่อและแหล่งเรียนรู้
-หนงั สือเรียน
-บตั รคา บตั รภาพ
-กระดาน
-หอ้ งเรียน
-โรงเรียน
8.เวลำ/จำนวนชั่วโมง
15ช่ัวโมง
17
ตวั อย่ำงแผนกำรเรียนรู้
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ4 MAT
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 จานวนนบั การบวก การลบ การคูณ การหาร จานวน 20 ชวั่ โมง
สาระการเรียนรู้ยอ่ ยเรื่อง การต้งั โจทยป์ ัญหาการบวกคณิตศาสตร์ เวลา1 ชว่ั โมง
ตวั อยา่ งแผนวจิ ยั นางสาวนนั ทิวรรณ แดนศิริมา
1. สำระสำคัญ/ควำมคิดรวบยอด
การแกโ้ จทยป์ ัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน หลกั สาคญั คือ การวเิ คราะห์โจทยป์ ัญหา การวิเคราะห์โจทยป์ ัญหา
โจทยถ์ ามอะไร โจทยก์ าหนดอะไรใหบ้ า้ ง หาคาตอบไดอ้ ยา่ งไร จากน้นั จงเขียนเป็นประโยคสญั ลกั ษณ์ และแกโ้ จทยป์ ัญหา
โดยการแสดงวิธีทาและตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคาตอบ
2.ตวั ชี้วดั
2.1ตวั ชี้วดั
ค1.2ป.5/3 วเิ คราะห์และแสดงวธิ ีหาคาตอบของโจทยป์ ัญหาและโจทยป์ ัญหาระคนของจานวนนบั เศษส่วน ทศนิยม และ
ร้อยละ พร้อมท้งั ตระหนกั ถึงความสมเหตุสมผลของคาตอบ และสร้างโจทยป์ ัญหาเก่ียวกบั จานวนนบั ได้
ค6.1ป.4 - 6/2 ใชค้ วามรู้ ทกั ษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยใี นการแกป้ ัญหาในสถานการณ์ตา่ งๆ ได้
อยา่ งเหมาะสม
ป.4 - 6/4 ใชภ้ าษาและสญั ลกั ษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสาร การสื่อความหมายและการนาเสนอไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
3. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.วเิ คราะห์โจทยป์ ัญหาระคนของจานวนนบั แสดงวธิ ีทา และหาคาตอบ พร้อมท้งั ตระหนกั ถคงความสมเหตตุสมผลของ
คาตอบ
2.สร้างโจทยป์ ัญหาระคนเกี่ยวกบั จานวนนบั ได้
4. สำระกำรเรียนรู้
4.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง
18
- โจทยป์ ัญหาการบวก
4.2 สาระการเรียนรู้ทอ้ งถ่ิน
เป็นไปตามหลกั สูตรของโรงเรียนน้นั ตามที่โรงเรียนกาหนด
5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
5.1 ความสามารถในการส่ือสาร
5.2 ความสามารถในการคิด
1)ทกั ษะการคิดวิเคราะห์
2)ทกั ษะกระบวนการคิดแกป้ ัญหา
5.3ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
6.คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1.มีวนิ ยั
2.ใฝ่ เรียนรู้
3.มุ่งมน่ั ในการทางาน
7.กจิ กรรมกำรเรียนรู้ (รูปแบบกำรจดั กำรเรียนรู้ 4 MAT )
ข้ันตอนท่ี 1 สร้ำงควำมตระหนัก
ใหผ้ สู้ อนเลา่ เรื่อง "หนูแดงกบั เจา้ กระปุกวเิ ศษ เพ่ือใหผ้ เู้ รียนไดเ้ ขา้ ใจหลกั การบวก ลบ คูณ หาร และไดข้ อ้ คิดเกี่ยวกบั การ
ออม
ข้ันตอนที่ 2 ทดสอบควำมรู้
ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุม่ กลุ่มละ 3 คน ช่วยกนั ระดมความคิด แกโ้ จทยป์ ัญหาจากเร่ือง “หนูแดงกบั เจา้ กระปุกวเิ ศษ
ข้ันตอนที่ 3 ปรับประสบกำรณ์ และเพมิ่ พนู ควำมรู้
ผสู้ อนแจกใบกิจกรรม โดยใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มแต่งโจทยค์ ณิตศาสตร์จากชีวติ ประจาวนั
ข้ันตอนท่ี 4 ฝึ กประสบกำรณ์ และวำงแนวทำงปฏบิ ัติ
ใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุม่ เลือกวา่ ตอ้ งการแต่งโจทยค์ ณิตในชีวติ ประจาวนั แบบใด เช่น การแต่งโจทยค์ ณิตศาสตร์จากการใชจ้ ่าย
ในแตล่ ะวนั โดยอาจจะเกบ็ ขอ้ มูลจากเพ่อื นๆ ในกลุม่ หรือเพือ่ นต่างกลุ่ม โดย ใหแ้ ต่ละกลุม่ รวมกนั เสนอความคิดเห็น
19
ข้ันตอนท่ี 5 ฝึ กทกั ษะ และปฏิบัติกจิ กรรม
เม่ือแตล่ ะกลุ่มไดเ้ ร่ืองที่ตอ้ งการนามาแต่งเป็นโจทยจ์ ากการดาเนินการตามกระบวนการแลว้ นาขอ้ มูลมาแต่งเป็นโจทย์
ปัญหาคณิตศาสตร์ การบวก ลบ คูณ หาร
ข้ันตอนที่ 6 นำผลงสนมำวจิ ำรณ์และเพมิ่ ควำมรู้ส่วนทขี่ ำด
นาโจทยข์ องตนเองท่ีแต่งไดม้ าเพ่ิมเติมหาหลกั การทางคณิตศาสตร์ ในการหาคาตอบ และเพิ่มขอ้ คิดท่ีไดจ้ ากโจทยป์ ัญหาท่ี
นกั เรียนแต่ง
ตอนท่ี 7 สรุปสำระสิ่งทเ่ี รียนรู้มำ
โจทยค์ ณิตศาสตร์ท่ีแต่ละกลุม่ แตง่ ประกอบไปดว้ ย
1. คณิตศาสตร์ที่ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ซ่ึงเป็นเร่ืองราวที่มีประโยชน์
2. ใชห้ ลกั การทางคณิตศาสตร์ในการหาคาตอบของโจทยป์ ัญหาท่ีแต่ง
3. มีการสอดแทรกเน้ือหาท่ีมีประโยชน์ทางดา้ นคุณธรรม
ข้ันตอนที่ 8 เสนอผลงำน และแนะนำกำรนำไปใช้
ใหแ้ ต่ละกลุม่ ออกมานาเสนอโจทยป์ ัญหาคณิตศาสตร์ท่ีกลุม่ ของตนเองแต่ง พร้อมแสดงวิธีทา เพอ่ื หาคาตอบ และบอก
ประโยชนข์ องโจทยป์ ัญหาของกลุ่มตนเอง
8.ส่ือ/อปุ กรณ์/แหล่งกำรเรียนรู้
8.1 ใบงาน
8.2 บริเวณโรงเรียน
8.3 เอกสารตวั อยา่ งโจทยป์ ัญหา หนูแดงกบั เจา้ กระปุกวเิ ศษ
9.กำรวดั และประเมนิ ผลกำรวัดและประเมนิ ผล
9.1 เครื่องมือในการประเมิน แบบประเมินตามสภาพจริง ผลงานนกั เรียน) แบบบนั ทึกหลงั สอน แบบสงั เกตพฤติกรรม
บนั ทึกภาพ
9.2วธิ ีการวดั และการประเมิน ครูประเมินนกั เรียนโดย
1. การสังเกตการณ์ทากิจกรรมทุกข้นั ตอน
2. สังเกตกระบวนการเรียนรู้การทางานกลุ่ม
3. สังเกตกระบวนการส่ือสาร การเจรจาการต่อรองการอภิปรายการยอมรับฟังความ คิดเห็น
ครูประเมนิ ตนเองโดย
1. รวบรวมขอ้ มูลเกี่ยวกบั หลกั เกณฑก์ ารวเิ คราะห์ประเดน็ สาระสาคญั การอ่านจบั ใจ ความการสรุปประเดน็ สาคญั ของเรื่อง
รวบรวมขอ้ มูลเกี่ยวกบั หลกั เกณฑก์ ารวเิ คราะห์เก่ียว กบั การสร้างและเกิดความคิดรวบยอด
2. สะทอ้ นบทบาทครูในการกระตุน้ และการส่งเสริมการเรียนรู้
7. ประเมนิ หลงั กำรสอน
1. ประเมินนกั เรียน
...................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
2. ประเมินครู
...................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
21
ใบงำนท1ี่ เรื่อง “หนูแดงกบั เจ้ำกระปุกวเิ ศษ”
ใบงำนท่ี 1 เร่ือง“หนูแดงกบั เจ้ำกระปุกวเิ ศษ”
“หนแู ดงกบั เจ้ากระปกุ วิเศษ”
ในคืนวนั หน่งึ ในขณะที่หนแู ดงกาลงั นง่ั มองท้องฟ้า ก็เกิดดาวตกขนึ ้ หนแู ดง
เลยขอ พรจากดาวตกวา่ ขอให้คณู แมข่ องหนแู ดงหายป่วย “ทา่ นดวงดาวโปรดช่วยให้
แมข่ องหนู หายป่วยเหวๆนะคะ่ หนแู ดงขอพร
เมื่อหนแู ดงต่ืนมาตอนเช้า ก็พบกบั ส่ิงแปลกๆตงั้ อย่ขู ้างเตียง มนั มีลกั ษณะ
คล้ายกบั กระปกุ ออมสิน “มนั เป็นของใครกนั น่ะ” หนแู ดงพดู เบาๆ และทนั ใดนนั้ หนู
แดงก็ได้ยินเสียง ตอบว่า “มนั เป็นของเจ้านนั้ แหละหนนู ้อย” สหี น้าแววตาของหนแู ดง
ดีใจเพียงพกั เดียว แล้ว ก็พดู ด้วยนา้ เสียงเศร้าๆว่า “หนไู ม่มีเงินหยอดให้เจ้าหรอกนะ
แม่ของหนูป่ วย ต้องเอาเงินไป จ่ายค่ารักษาแม่ทุกๆ 30 วันเป็นจานวนเงิน 5,000
บาท” เจ้ากระปกุ ยิม้ ตอบและพดู ว่า “เจ้าไม่ ต้องนาเงินมาหยอดข้าเจ้าเพียงหยอด
ความดีที่เจ้าทาทกุ วนั ให้ข้าก็พอ และความดีของเจ้าจะ กลายเป็นเงินออกมาให้เจ้า
วนั ละ 400 บาท” หนแู ดงได้ยนิ ดงั นนั้ ก็ยมิ ้ และบอกกบั ตวั เองวา่ ถงึ แม้เจ้ากระปกุ วิเศษ
จะช่วยเหลือข้าหรือไม่ สง่ิ ที่เราต้องทาคือ “การเป็นคนดี”
อยากรู้จกั วา่
1. ใน 30 วนั หนแู ดงจะได้เงินเกบ็ ในกระปกุ วเิ ศษกี่บาท
2. เม่ือจา่ ยคา่ รักษาคณุ แมจ่ านวนเงิน 5,000 บาท หนแู ดง
จะเหลือเงินเทา่ ไหร่
3. ข้อคดิ ที่ได้จากเรื่อง "หนแู ดงกบั กระปกุ วิเศษ มี
อะไรบ้าง
22
ใบกจิ กรรม
เร่ือง“หนูแดงกบั เจ้ำกระปุกวเิ ศษ”
ช่ือกล่มุ .................................................................
สมำชิก
1)………………………………………………………………………………เลขท่ี…………..
2)………………………………………………………………………………เลขที่…………..
3)………………………………………………………………………………เลขท่ี…………..
คาสง่ั ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มต้งั โจทยป์ ัญหาคณิตศาสตร์ในชีวติ ประจาวนั และแสดงวธิ ีทาจากโจทยป์ ัญหา
ท่ีต้งั พร้อมท้งั บอกขอ้ คิดจากโจทยท์ ี่ได้
………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………..
วธิ ีทำ
………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………
ข้อคดิ ทไี่ ด้รับจำกโจทย์ปัญหำ
23
หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 1 จำนวนนับ กำรบวก กำรลบ กำรคูณ กำรหำร
สำระกำรเรียนรู้คณิตศำสตร์ ช้ันประถมศึกษำปี่ ท5่ี
ใบงำน
คำชี้แจ้ง ใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุ่มทากิจกรรมตามข้นั ตอนต่อไปน้ี
1. ใหผ้ สู้ อนเล่าเรื่อง "หนูแดงกบั เจา้ กระปุกวเิ ศษ เพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนไดเ้ ขา้ ใจหลกั การบวก ลบ คูณ หาร และไดข้ อ้ คิดเกี่ยวกบั
การออม
2. แต่ละกลุม่ ช่วยกนั ระดมความคิด แกโ้ จทยป์ ัญหาจากเร่ือง “หนูแดงกบั เจา้ กระปุกวเิ ศษ ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มเลือกวา่
ตอ้ งการแต่งโจทยค์ ณิตในชีวติ ประจาวนั แบบใด เช่น การแตง่ โจทยค์ ณิตศาสตร์จากการใชจ้ ่ายในแต่ละวนั โดยอาจจะเกบ็
ขอ้ มูลจากเพ่อื นๆ ในกลุม่ หรือเพอ่ื นต่างกลุ่ม โดย ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มรวมกนั เสนอความคิดเห็น
3. อธิบายข้นั ตอนของกระบวนการทางานกลุ่ม สรุปประเดน็ สาระสาคญั
24
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้
แผนกำรจดั กำรเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ4 MAT
โรงเรียนสำธิตฯ ช้ันประถมศึกษำปี ท่ี 5
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้คณติ ศำสตร์ รหัสวิชำ ค 151001 รำยวิชำคณิตศำสตร์ ภำคเรียนท่ี 1/2565
หน่วยกำรเรียนรู้ กำรบวก กำรลบ กำรคูณทศนิยม จำนวน 15 ช่ัวโมง
แผนกำรเรียนรู้ท1่ี เร่ือง กำรบวกทศนิยม เวลำ 1 ช่ัวโมง
ผู้สอน นำงสำวบุษกร แก้วกลุ วนั ท2่ี 1 กนั ยำยน พ.ศ.2565 อำจำรย์ที่
ปรึกษำ ผ้ชู ่วยศำสตรำจำรย์ อำจำรย์ สมหวงั นิลพนั ธ์
1.สำระกำรเรียนรู้
1.1 มำตรฐำนกำรเรียนรู้
ค 1.1 มีความสามารถในการแกป้ ัญหา การใหเ้ หตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง คณิตศาสตร์และ
การนาเสนอ การเช่ือมโยงความรู้ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยง คณิตศาสตร์ กบั ศาสตร์อื่นๆและมี
ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
ค 1.2 เขา้ ใจผลท่ีเกิดข้ึนจากการดาเนินการของจานวนและความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง การดาเนินการต่างๆ และ
ใชก้ ารดาเนินการในการแกป้ ัญหา
1.2 ตวั ชี้วดั
ค 1.1 ป.5/1 ใชว้ ธิ ีการที่หลากหลาย
ค 1.1 ป.5/2 ใชค้ วามรู้ทกั ษะ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยใี นการ แกป้ ัญหาใน
สถานการณ์ต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ค 1.1 ป.5/3 ใหเ้ หตุผลประกอบการตดั สินใจและสรุปผลไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ค 1.1 ป.5/4 ใชภ้ าษาและสญั ลกั ษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการส่ือสาร การสื่อความหมายและการนาเสนอได้
อยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม
ค 1.1 ป.5/5 เช่ือมโยงความรู้ต่าง ๆ ในคณิตศาสตร์กบั ศาสตร์อ่ืน ๆ
ค 1.1 ป.5/6 มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
ค 1.2 ป.5/2 บวก ลบ คูณและบวก ทศนิยมที่คาตอบเป็นทศนิยมไม่เกิน สองตาแหน่ง พร้อมท้งั ตระหนกั ถึง
ความสมเหตุสมผลของคาตอบ
2.สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด
การบวกทศนิยมการแกโ้ จทยป์ ัญหาเกี่ยวกบั ทศนิยม
3.จุดประสงค์กำรเรียนรู้ (เชิงพฤติกรรม)
3.1จุดประสงค์กำรเรียนรู้
หาคาตอบของการบวกทศนิยมได้ แสดงวธิ ีทา และหาคาตอบ พร้อมท้งั ตระหนกั ถคงความสมเหตตุสมผล
ของคาตอบ (K,P,A)
สร้างโจทยป์ ัญหาการบวกทศนิยมได้ (P)
3.2ทักษะวชิ ำคณติ ศำสตร์
- การแกป้ ัญหา
- การใหเ้ หตุผลและการพิสูจน์
- การคิดสร้างสรรค์
3.3ทักษะศตวรรษท่2ี 1
- ทกั ษะการคิดวิเคราะห์ อยา่ งมีวิจารณญาณและสามารถแกป้ ัญหาได้
- ความมีเมตตากรุณา มีคุณธรรม รู้จกั เห็นอกเห็นใจผอู้ ื่น รวมไปถึงการมีระเบียบวินยั
- ความสามารถในการร่วมมือกนั ทางานเป็นทีม และมีภาวะความเป็นผนู้ า
3.4สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
- ความสามารถในการสื่อสาร
- ความสามารถในการคิด
ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์
ทกั ษะกระบวนการคิดแกป้ ัญหา
3.5คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
- มีวินยั
- ใฝ่ เรียนรู้
- มุ่งมนั่ ในการทางาน
4. สำระกำรเรียนรู้
การบวก ทศนิยมที่คาตอบเป็นทศนิยมไม่เกิน สองตาแหน่ง พร้อมท้งั ตระหนกั ถึงความสมเหตุสมผลของ
คาตอบมีความรู้ทกั ษะ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยใี นการ แกป้ ัญหาในสถานการณ์ต่าง
ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมใหเ้ หตุผลประกอบการตดั สินใจและสรุปผลไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
5.กระบวนกำรจดั กำรเรียนรู้
ครูทกั ทายและใหน้ กั เรียนรวมกนั ทบทวนความรู้ท่ีไดเ้ รียนไปในคาบที่ผา่ นมา จากน้นั ครูสรุป สาระสาคญั ท่ี
นกั เรียนรวมกนั ทบทวนอีกคร้ัง
ข้นั ที่ 1 สร้ำงประสบกำรณ์
1. ครูอธิบายนกั เรียนวา่ การบวกทศนิยม ใหห้ าคาตอบในวงเลบ็ ก่อน แลว้ นาผลท่ีไดม้ าบวก
2. ครูยกตวั อยา่ ง การบวก ใหน้ กั เรียนฝึกคดิ โดยกาหนดโจทยท์ ่ีมี จานวนไม่มาก เช่น
(1.9 + 5.4)+4.3 =
(10.5 + 4)+8.4=
(5.9 + 8.5)+6.5=
ข้ันท่ี 2 วเิ ครำะห์ประสบกำรณ์
1. ครูแบ่งนกั เรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ 5 คน โดยไม่ซ้ากล่มุ
2. ครูใหน้ กั เรียนร่วมกนั วเิ คราะห์และตอบคาถามหาเหตุผลมาสนบั สนุนคาตอบจากตวั อยา่ ง ในขอ้ 1 ข้นั ท่ี 3
พฒั นาประสบการณ์เป็นความคิดรวบยอด
ครูยกตวั อยา่ ง การบวก ทศนิยม ใหน้ กั เรียนฝึกคิดอีกคร้ังโดยกาหนดโจทย์ ท่ีมีจานวนมากข้ึน เช่น
(29.1 + 2.4)+3.7 =
(15.0 + 6.69)+2.4 =
(30.05 + 46.33)+9.1 =
ข้ันที่ 4 พฒั นำควำมรู้และควำมคดิ
1. ครูแบ่งนกั เรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ 5 คน โดยไม่ซ้ากลมุ่
2. ครูมอบหมายใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มทาใบงานที่ 1 เร่ือง การบวกทศนิยม แลว้ ร่วมกนั ตรวจคาตอบโดยให้
ตวั แทนนกั เรียนแต่ละกลุ่มออกมาแสดงวิธีทาบนกระดาน
ข้ันที่ 5 ปฏิบตั ติ ำมแนวคดิ ทไ่ี ด้เรียนรู้
ครูซกั ถามนกั เรียน เร่ืองใบงานที่ไดฝ้ ึกทา เพ่ือใหน้ กั เรียนไดส้ รุปความรู้ที่ไดเ้ รียนไปอีกคร้ัง
ข้นั ที่ 6 สร้ำงสรรค์ชิ้นงำนของตนเอง
ครูแจกใบงานใหน้ กั เรียนแต่ละคนแสดงวธิ ีทา 5 ขอ้
ข้นั ที่ 7 วเิ ครำะห์คุณค่ำและนำไปใช้
1. ครูมอบหมายใหต้ วั แทนนกั เรียนนาเสนอผลงาน
2. นกั เรียนร่วมกนั ประเมินผลงานของตนเองและของเพอื่ น
ข้นั ท่ี 8 แลกเปลยี่ นควำมรู้ ควำมคดิ
1. ครูและนกั เรียนร่วมกนั แสดงความคิดเห็น สรุปสาระสาคญั และนาผลงานที่นกั เรียนได้ ร่วมกนั คดั เลือก
มาจดั ทานิทรรศการยอ่ ย ๆ ภายในช้นั เรียน เพ่ือแลกเปล่ียนความรู้และประสบการณ์ ซ่ึงกนั และกนั
6.ส่ือ อุปกรณ์ / แหล่งกำรเรียนรู้
6.1ส่ือ อปุ กรณ์
1.ใบงาน 1
2.ใบงานที่ 2
3.ดินสอ
6.2 แหล่งกำรเรียนรู้
1.บริเวณหอ้ งเรียน / โรงเรียน
7.กำรวดั และประเมินผล
-หาคาตอบของการบวกทศนิยมได้ แสดงวธิ ีทา และหาคาตอบ พร้อมท้งั ตระหนกั ถึงคงความสมเหตุสมผล
ของคาตอบ (K,P,A)
สร้างโจทยป์ ัญหาการบวกทศนิยมได้ (P)
สิ่งท่ีวดั เคร่ืองมือวดั เกณฑก์ ารวดั
1.ความรู้ ร้อยละ60 ผา่ นเกณฑ์
ใบงานท่ี1
2.ทกั ษะ ใบงานที่2 ร้อยละ60 ผา่ นเกณฑ์
ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์
ทกั ษะกระบวนการคิดแกป้ ัญหา
3.สมรรถนะ การสงั เกตการทางานกลุ่ม ร้อยละ60 ผา่ นเกณฑ์
4.คุณลกั ษณะ การสงั เกตการทางานเดี่ยว ร้อยละ60 ผา่ นเกณฑ์
การสงั เกตการทางานกลุ่ม
การสังเกตการทางานเด่ียว
ครูประเมินนักเรียนโดย
1.การสงั เกตการณ์ทากิจกรรมทุกข้นั ตอน
2. สงั เกตกระบวนการเรียนรู้การทางานกลุ่ม
3. สังเกตกระบวนการส่ือสาร การเจรจาการต่อรองการอภิปรายการยอมรับฟังความคิดเห็น
4. ผลงานกลุ่มและชิ้นงานเดียว
ครูประเมนิ ตนเองโดย
1. รวบรวมขอ้ มูลเกี่ยวกบั หลกั เกณฑก์ ารวเิ คราะห์ประเดน็ สาระสาคญั สรุปประเดน็ สาคญั รวบรวมขอ้ มูล
เก่ียวกบั หลกั เกณฑก์ ารวเิ คราะห์เก่ียวกบั การสร้างและเกิดความคิดรวบยอด
2. สะทอ้ นบทบาทครูในการกระตุน้ และการส่งเสริมการเรียนรู้
เกณฑก์ ารประเมิน
1. ความร่วมมือ 3 2 1 0
ของสมาชิกใน สมาชิกบางส่วน สมาชิกในกลุ่ม
กลุ่ม สมาชิกทุกคนให้ สมาชิกทุกคนให้ ใหค้ วามร่วมมือ ไม่ใหค้ วาม
ความร่วมมือใน ความร่วมมือใน เป็นส่วนนอ้ ย ร่วมมือกนั
2. การวางแผน การทางานอยา่ ง การทางานเป็ น
ในการทางาน สม่าเสมอ ส่วนมาก มีการวางแผนใน ไม่มีการวางแผน
ร่วมกนั มีการวางแผนใน มีการวางแผนใน การทางานแต่ ในการทางาน
การทางาน การทางานแต่ ไม่ไดท้ าตามแผน ร่วมกนั
3. การแสดง ร่วมกนั อยา่ งเป็น ไม่ไดต้ ามแผนท่ี ท่ีวางไว้
ความคิดเห็น ข้นั ตอน วางไวบ้ างส่วน สมาชิกส่วนมาก สมาชิกในกลมุ่ ไม่
สมาชิกทุกคนใน สมาชิกบางส่วน ไม่ร่วมกนั แสดง มีการแสดงความ
4. คุณภาพของ กลุ่มร่วมกนั แสดง แสดงความ ความคิดเห็น คิดเห็นกนั
งาน ความคิดเห็น คิดเห็นเป็ น
บางคร้ัง งานท่ีทาไม่ งานท่ีทาไม่
5. ผลงานสาเร็จ งานมีความ งานที่ทามีความ สมบูรณ์หรือ ถูกตอ้ งหรือไม่
ตามเป้าหมาย ครบถว้ น ถูกตอ้ งสมบูรณ์ ถูกตอ้ งเพยี ง เสร็จสมบูรณ์
สมบูรณ์ ความ เป็ นส่วนมาก เลก็ นอ้ ย
ถูกตอ้ ง ชดั เจนมี งานไม่สาเร็จ
ความสวยงาม ผลงานสาเร็จ ผลงานสาเร็จตาม
เป็ นระเบียบและ เกือบทุก เป้าหมายที่วางไว้
สร้างสรรค์ เป้าหมายที่วางไว้ บางส่วน
ผลงานสาเร็จตาม
เป้าหมายที่วางไว้
ครบถว้ น
8.ประเมนิ หลงั กำรสอน
แบบประเมนิ ผลงำน
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 1 เร่ือง การบวกทศนิยม
1. ชื่อกลุ่ม...............................................................................................................................
2. ชื่อสมาชิก
1.....................................................................................................
2.......................................................................................................
3..........................................................................................................
4......................................................................................................
5...........................................................................................................
ระดบั คุณภาพของงาน ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง ความคิดเห็นเพ่มิ เติม
...............................................................................................................
...............................................................................................................................................................
ลงชื่อ................................................(ผปู้ ระเมิน)
(..................................................)
........../.........../...........
เกณฑ์กำรประเมนิ ผลงำน 31
คะแนน
3 (ดีมาก) คุณภำพงำน
2 (ดี) ผลงานมีความครบถว้ น สมบูรณ์ ความถูกตอ้ ง การ
เขียนถูกตอ้ ง ชดั เจน
1 (พอใช)้ ผลงานมีความสวยงามเป็ นระเบียบและสร้างสรรค์
0 (ปรับปรุง)
ผลงานมีความครบถว้ น สมบูรณ์ ขอ้ มูลไม่ถูกตอ้ ง
บางส่วน การเขียนผดิ
เลก็ นอ้ ย ผลงานยงั ไม่สวยงามเป็นระเบียบ
ผลงานไม่ครบถว้ นสมบูรณ์ ขอ้ มูลไม่ถูกตอ้ ง
บางส่วน การเขียนผดิ เป็นส่วนมาก
ผลงานยงั ไม่สวยงามเป็นระเบียบ
ผลงานไม่ถูกตอ้ ง ขอ้ มูลไม่ถูกตอ้ งหรือไม่มีชิ้นงาน
32
ใบงำนท1ี่
เร่ือง กำรบวกทศนิยม
คำส่ัง จงแสดงวิธีทำ
ชื่อ – สกลุ ............................................................................................เลขท.่ี ..............
1.) (6.7 + 4.2)+1.2 = ? 2.) (20.4+ 12.3)+4.5 = ?
วธิ ีทำ..........................................................................
................................................................................. วธิ ีทำ..........................................................................
.................................................................................
3.) (8.2 + 3.9)+5.1 = ? 4.) (5.4 + 2.6)+3.3 = ?
วธิ ีทำ..........................................................................
วธิ ีทำ..........................................................................
................................................................................. .................................................................................
5.) (1.4 + 15.2)+7.4= ?
วธิ ีทำ........................ใ..บ....ง..ำ..น....ท...2ี่.................................
.....................เ.ร..ื่.อ...ง....ก...ำ..ร..บ....ว...ก...ท...ศ....น...ิย...ม...................
คำสั่ง ให้นักเรียนแต่ละกล่มุ ต้งั โจทย์ปัญหำพร้อมแสดงวธิ ีทำ กลุ่มละ 1 ข้อ
1. ชื่อกลุ่ม...........................................................................................................................
2. ชื่อสมำชิก
1. .................................................................................................... ประธำน
2. .................................................................................................... เลขำนุกำร
3. ................................................................................................... สมำชิก
4. .....................................................................................................สมำชิก
5. ...................................................................................................... สมำชิก
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………
ช่ือ – สกลุ เลขท่ี
กำรเล่ำเร่ือง “หนูแดงกบั เจ้ำกระปุกวเิ ศษ” ควำมรู้ แบบบนั ทกึ ผลกำรเรียนรู้
ใบกจิ กรรม เรื่องคณิตศำสตร์ในชีวติ ของเรำ
คณิตศำสตร์ ทำง กระบวนกำร ทกั ษะและ
รวมคะแนน
ร้อยละ ค่ำนิยม คุณธรรม จริยธรรม
ระดบั คุณภำพ 34
ใช้วธิ ีกำรทห่ี ลำกหลำยในกำรแก้ปัญหำ
ใช้ภำษำและสัญลกั ษณ์ทำงคณติ ศำสตร์ ฯ
มรี ะเบียบวนิ ัย
มุ่งมนั ในกำรทำงำน
มคี วำมใฝ่ เรียนรู้
35
แบบสังเกตพฤติกรรมกำรเรียนรู้ (สำหรับนักเรียน)
ชื่อผ้สู อน........................................................................................ช้ัน.....................................................................
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้.....................................................................เรื่อง..................................................................
วนั ที่ ................เดือน............................................พ.ศ.............................. เวลำ…………………………………………….
คำชี้แจง ใหผ้ นู้ ิเทศสังเกตพฤติกรรมการสอนของครูและโปรดทาเคร่ืองหมาย / ลงในช่อง พฤติกรรมการสอนตามรายการ
การสงั เกตพฤติกรรมการสอนดงั ตอ่ ไปน้ี
รำยกำร ผลกำรสังเกต ข้อเสนอแนะเพม่ิ เตมิ
ปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบัติ
1. ครูจดั กิจกรรมการเรียนการสอนใหผ้ ู้
เรียนไดค้ ิดอยา่ งหลากหลาย
2. ครูเสนอ/จดั แหล่งความรู้เพอื่ ใหผ้ เู้ รียนได้
ฝึกการคน้ ควา้ รวบรวมขอ้ มูล
3. ครูจดั กิจกรรมและสถานการณ์ใหผ้ เู้ รียน
แลกเปล่ียนความคิดและประสบการณ์
4. ครูเปิ ดโอกาสใหน้ กั เรียนไดน้ าเสนอ
ผลงาน ของตวั เอง/กลุ่มในรูปแบบต่าง ๆ
5. ครูจดั กิจกรรมใหน้ กั เรียนไดล้ งมือปฏิบตั ิ
6. ครูเปิ ดอกาสใหน้ กั เรียนไดแ้ สดงความคิด
เห็นและยอมรับเก่ียวกบั ผลงานและความ
สามารถของตนเองและผอู้ ื่น
7. ครูจดั กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีการเชื่อมโยง
ความรู้เดิมกบั ความรู้ใหม่ใหผ้ เู้ รียน
8. ครูมีการใชส้ ื่อการเรียนรู้อยา่ งหลากหลาย
9. ครูใหก้ ารเสริมแรงนกั เรียนอยา่ ง
เหมาะสม
10. ครูจดั กิจกรรมการเรียนรู้ใหเ้ อ้ือต่อการ
ฝึก ความรับผดิ ชอบของนกั เรียน
ลงช่ือ............................................
(……………………………………..)
ผปู้ ระเมิน
36
แบบประเมนิ แผนกำรจัดกำรเรียนรู้
โดยใช้รูปแบบ 4 MAT(สำหรับครู)
รำยกำร มำกทส่ี ุด4 มำก พอใช้ ปรับปรุง
3 21
1.สาระสาคญั แสดงความคิดรวบยอดของสาระการ เรียนรู้ท่ีสอดคลอ้ ง
กบั จุดประสงคก์ ารเรียน
2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ครอบคลมุ พฤติกรรมการ เรียนรู้หลายดา้ น
พทุ ธิพสิ ยั ทกั ษะพิสัย จิตพสิ ยั และระบุพฤติกรรมท่ีสามารถวดั ได้
3. สาระการเรียนรู้ถูกตอ้ งครบถว้ นชดั เจนตามหลกั วชิ าการ
4. กระบวนการเรียนรู้
4.1 สอดคลอ้ งกบั จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
4.2 จดั กิจกรรมเตรียมความพร้อมและทบทวน ความรู้เดิม
4.3 จดั กิจกรรมหรือกาหนดสถานการณ์ที่เป็น ประเดน็ ปัญหาให้
นกั เรียนคิด
4.4 จดั กิจกรรมใหน้ กั เรียนไดแ้ ลกเปล่ียนการเรียนรู้
4.5 จดั กิจกรรมใหน้ กั เรียนไดน้ าเสนอผลงาน
4.6 จดั กิจกรรมช้ีแนะความรู้เพิ่มเติมอภิปราย แสดงขอ้ คิดเห็น
4.7 จดั กิจกรรมท่าแผนภาพความคิดอิสระโดย สรุปสาระสาคญั และ
องคค์ วามรู้เป็นของตนเอง
5. ส่ือ อุปกรณ์และแหลง่ การเรียนรู้ท่ีเหมาะสมตาม ความสามารถของ
ผเู้ รียน
6. มีการวดั และประเมินผลท่ีหลากหลายสอดคลอ้ งกบั พฤติกรรม ที่
กาหนดในจุดประสงคก์ บั ธรรมชาติของ สาระการเรียนรู้
37
แบบประเมินสมรรถนะผู้เรียน 5 ด้ำน
ช่ือ – สกลุ ...........................................................................เลขที่....................ช้นั ..................
คาช้ีแจง : ใหส้ งั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขีด ลงใน
ช่องท่ีตรงกบั ระดบั คะแนน
สมรรถนะทปี่ ระเมิน ระดับคะแนน
32 1
1. ความสามารถในการสื่อสาร
1.1 มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร
1.2 มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจของตนเอง
โดยใชภ้ าษาอยา่ งเหมาะสม
1.3 ใชว้ ธิ ีการสื่อสารที่เหมาะสม
2. ความสามารถในการคิด
2.1 มีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ เพื่อการสร้างองคค์ วามรู้
2.2 มีความสามารถในการคิดเป็นระบบ เพ่อื การสร้างองคค์ วามรู้
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
3.1 แกป้ ัญหาโดยใชเ้ หตุผล
3.2 แสวงหาความรู้มาใชใ้ นการแกป้ ัญหา
3.3 ตดั สินใจโดยคานึงถึงผลกระทบต่อตนเองและผอู้ ่ืน
4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
4.1 ท างานและอยรู่ ่วมกบั ผอู้ ่ืนดว้ ยความสมั พนั ธ์อนั ดี
4.2 มีวิธีแกไ้ ขความขดั แยง้ อยา่ งเหมาะสม
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5.1 เลือกใชข้ อ้ มูลในการพฒั นาตนเองอยา่ งเหมาะสม
5.2 เลือกใชข้ อ้ มูลในการทางานและอยรู่ ่วมกบั ผอู้ ่ืนอยา่ งเหมาะสม
เอกสำรอ้ำงองิ
กรมวชิ าการ. (2545). หลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2544. พมิ พค์ ร้ังที่ 3. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พอ์ งคก์ ารรับส่งสินคา้
และพสั ดุภณั ฑ.์ กระทรวงศึกษาธิการ.(2551).ตวั ช้ีวดั และสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุม่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช2551.กรุงเทพฯ:โรงพมิ พช์ ุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จา
กดั . กิตติชยั สุธาสิโนบล. (2546). 4MAT การจดั กระบวนการเรียนรู้เพอ่ื พฒั นาศกั ยภาพความเป็นมนุษยท์ ี่ สมบูรณ์ของผเู้ รียน.
ราชบุรร โรงพิมพธ์ รรมรักษก์ าร