44 3.4 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ 3.4.1 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไพศาล หวังพานิช (บุษกร พรหมหล้าวรรณ . 2549: 37; อ้างอิงจาก ไพศาล หวัง พานิช 2523: 137) ได้แบ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามจุดมุ่งหมายและลักษณะวิชาที่สอน ซึ่ง สามารถวัดได้ 2 แบบ คือ 1. การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระตับความสามา รถในการปฏิบัติหรือ ทักษะของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถดังกล่าวในรูปของการกระทำจริงให้ ออกเป็นผลงานเช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การช่าง เป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องใช้อสอบ ภาคปฏิบัติ 2. การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา อันเป็น ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่างๆ สามารถวัดได้โดยใช้ " ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์" (Achievement Test) การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 3 ด้าน คือ 1. ด้านความรู้ ความคิด (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวกับ กระบวนการต่างๆ ทางด้านสติปัญญา และสมอง ประกอบด้วยพฤติกรรม 6 ด้าน ดังนี้ 1.1 ต้านความัรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถระลึกถึงเรื่องราว ประสบการณ์ที่ผ่านมา 1.2 ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจับใ จความ การแปล ความ การตีความ การขยายความของเรื่องได้ 1.3 การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้หรือหลักวิซาที่ เรียนมาแล้วในการสร้างสถานการณ์จริงๆ หรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน 1.4 การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่างๆ หรือวัตถุสิ่งของเพื่อต้องการค้นหาสาเหตุเบื้องต้น หาความสัมพันธ์ระหว่างใจความ ระหว่างส่วนรวม ระหว่างตอนตลอดจนหาหลักการที่แฝงอยู่ในเรื่อง 1.5 การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้มาจัตระบบ ใหม่ เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม มีความหมายและประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม 1.6 การประเมินค่า หมายถึง การวินิจฉัยคุณค่าของบุคคล เรื่องราว วัสดุ สิ่งของอย่างมีหลักเกณฑ์
45 2. ด้านความรู้สึก (Affective Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้องกับการ เจริญเติบโตและพัฒนาการในต้านความสนใจ คุณค่า ความซาบซึ้ง และเจตคติต่างๆ ของนักเรียน 3. ด้านการปฏิบัติการ (Psycho-motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาทักษะในการปฏิบัติและการตำเนินการ เช่น การทดลอง เป็นต้น สรุปว่า การวัดผลสมฤทธิ์ทางการเรียน สามารวัดได้ทั้งสองด้าน คือ ด้านเนื้อหาทาง ทฤษฎี และด้านเนื้อหาทางปฏิบัติ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ดังนั้น การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สามารถวัดได้โดยวัดความรู้ ทางด้านทฤษฎีและต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ 3.5 เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ 3.5.1 เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเนื่องจากแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับครูที่จะใช้ตรวจสอบพฤติกรรม หรือผลการเรียนรู้ของ ผู้เรียนอันเนื่องมาจากการเรียนการสอนของครูว่าผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ หรือประสบผลสำเร็จ ในการเรียนมากน้อยเพียงใด ซึ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนี้จะเป็นแนวทาง ในการปรับปรุงและ พัฒนาการเรียนการสอนต่อไป บุญชม ศรีสะอาด (2535: 50-53) ได้เสนอลักษณะ ของเครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนไว้ 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์( Criterion Referenced Test ) หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้น ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์สำห รับ ตัดสินว่าผู้สอบมีความรู้ตาม เกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ การวัดตามจุดประสงค์นั้นเป็นหัวใจสำคัญของ ข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ 2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm Reference Test) หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่ง สร้างเพื่อให้วัดครอบคลุมหลักสูตร จึงสร้างตามตารางวิเคราะห์หลักสูตร ความส ามารถในการ จำแนกผู้สอบตาม ความเก่งอ่อนได้ดีเป็นหัวใจของข้อสอบประเภทนี้ การรายงานผลการสอบอาศัย คะแนนมาตรฐานซึ่ง เป็นคะแนนที่ใช้ความสามารถในการให้ความหมาย และแสดงถึงศักยภาพของ บุคคลนั้น เมื่อเปรียบเทียบ กับบุคคลอื่นๆที่ใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ นอกจากนี้ ล้วนและอังคณา สายยศ (2536: 146-147 ได้แบ่งไว้เป็น 2 พวก คือ 1. แบบทดสอบของครู (Teacher Made Test) หมายถึง ชุดของคำถามที่ครูเป็น ผู้สร้าง ขึ้นซึ่งเป็นข้อคำถามที่เกี่ยวกับความรู้ที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนว่า ห้องเรียนมีความรู้มาก
46 แค่ไหน บกพร่องที่จุดไหน จะได้สอนซ่อมเสริม หรือเป็นการวัดความพร้อมที่จะเรียนบทเรียนใหม่ ซึ่ง ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของครู 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) แบบทดสอบประเภทนี้สร้าง ขึ้นจาก ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา หรือจากครูที่สอนวิชานั้นๆ แต่ผ่านการทดลองหาคุณภาพหลายครั้ง จนกชั่งมีคุณภาพดีพอ จึงสร้างเกณฑ์ปกติของแบบทดสอบ เพื่อเป็นหลักเปรียบเทียบผลประเมินค่า ของการสอน เรื่องใดก็ได้ แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคู่มือดำเนินการสอน บอกวิธีสอน และยังมี มาตรฐานในด้าน การแปลคะแนนด้วย จึงสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการวัดประเมินผล และแบ่งตามผู้ที่สร้างแบบทดสอบ ดังนั้น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ หมายถึง เครื่องมือวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ในรูปของแบบทดสอบ โดยวัดตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของบลูม 6 ด้าน 3.5.2การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ บุญชม ศรีสะอาด (ไพลิน สว่างเมฆารัตน์. 2552 : 33- 37; อ้างอิงจาก บุญชม ศรี สะอาด) กล่าวว่า ในการสร้างข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แนวความคิดในการวัดที่นิยมใช้ ได้แก่การเขียนขัยสอบวัคตามการจัดประเภทจุดประสงค์ทางการศึกษาค้านพุทธิพิสัย (Cognitive) ของบลูม และคณะ (Bloom ) ซึ่งจำแนกจุดประสงค์ทางการศึกษาด้านพุทธิพิสัย ได้6 ประเภท ได้แก่ 1. ความรู้ความจำ (Knowledge) หมายถึง การวัดความสามารถในการระลึก (Recall) เรื่องราว ข้อเท็จจริง หรือประสบการณ์ต่าง ๆ หรือเป็นการวัดการระลึกประสบการณ์เดิมที่ ผู้เรียนได้รับจากคำสอน การบอกกล่าว การฝึกฝนของผู้สอน รวมทั้งจากตำรา จากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้ 3 ชนิด คือ 1.1 ความรู้ในเนื้อเรื่อง ( Knowledge of Specific Content) เป็นการถาม รายละเอียดของเนื้อหา ข้อเด็จจริงต่าง ๆ ของเรื่องราวทั้งหลาย แบ่งคำถามที่ใช้วัดออกเป็น 2ประเภท คือ 1.1.1 ศัพท์และนิยาม (Terminology) คำถามเกี่ยวกับความหมาย ของคำคำศัพท์ คำนิยาม คำจำกัดความต่างๆ 1.1.2 กฎและความจริง (Specific Facts) คำถามที่เกี่ยวกับสูตร กฎ เรื่องราวข้อเท็จจริง ใจความ หรือรายละเอียดของเนื้อหาต่างๆ
47 1.2 ความรู้ในวิธีดำเนินการ (Knowledge of Procedures) เป็นการถาม วิธีกรปฏิบัติต่าง ๆ แบบแผนประเพณี ขั้นตอนของการปฏิบัติทั้งหลาย แบ่งคำถามที่ใช้ ออกเป็น 5 ประเภท คือ 1.2.1 ระเบียบแบบแผน (Conventions) คำถามเกี่ยวกับวิธีประพฤติ ปฏิบัติตามระเบียบประเพณี หรือวัฒนธรรมของสังคม รวมทั้งแบบแผนการปฏิบัติในสิ่งต่าง ๆ ที่คน ส่วนใหญ่นิยมปฏิบัติ 1.2.2 แนวโน้มและลำดับขั้น (Trends and Sequences) คำถาม เกี่ยวกับขั้นตอนของการปฏิบัติ และการหาความเอนเอียงหรือแนวโน้มของสิ่งที่จะเป็นไป คำถามแบบ ที่มักจะถามเกี่ยวกับลำดับขั้นหรือขั้นตอนในการปฏิบัติ ลำดับเวลาของเหตุการณ์หรือเรื่องราว 1.2.3 การจัดประเภทและระบบการจำแนก (Classifications and Category) คำถามเกี่ยวกับความสามารถในการจำแนกแจกแจงชนิด การจัดหมวดหมู่ หรือประเภท ของสิ่งของเรื่องราว โดยยึดกฎเกณฑ์ หรือวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นหลัก 1.24 เกณฑ์ (Criteria) คำถามเกี่ยวกับความสามารถในการจดจำ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ หรือข้อกำหนดที่เป็นหลักสำหรับการพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริง การกระทำ หรือ เรื่องราว ต่าง ๆ ว่าคืออะไร ใช้สำหรับตัดสินสิ่งใด 1.2.5 วิธีการ (Methodology) คำถามเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติหรือ กรรมวิธีที่ จะทำให้ได้ผลลัพธ์หรือเกิดผลตามที่ต้องการ โดยถามถึงวิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย จน ทำให้ได้ผลที่มีประสิทธิภาพ 1.3 ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง (Knowledge of the Universals and Abstractions) ในการถามความสามารถในการจดจำข้อสรูปหรือหลักการของเรื่องที่เกิดจากการหา ลักษณะร่วม เพื่อรวบรวมและย่นย่อลงมาเป็นหลักหรือหัวใจของเนื้อหานั้น ๆ คำถามความรู้รวบยอด มี 2 ชนิด คือ 13.1 หลักวิชาและการขยาย (Principles and Generalizations) คำถาม เกี่ยวกับสาระสำคัญ ๆ ของเรื่องที่ได้มาจากการสรุปลักษณะปลีกบ่อยหรือรายละเอียดต่าง ๆ พร้อมทั้งความสามารถในการนำหลักเหล่านั้นไปสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสิ่งอื่น 1.3.2 ทฤษฎีและโครงสร้าง (Theories and Structures) คำถาม เกี่ยวกับ ความสามารถในการโยงความสัมพันธ์จากรายละเอียดหรือหลักวิชาต่าง ๆ มาลงสรุปเป็น เนื้อหา สาระสำคัญจนตั้งเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎี หรือโครงสร้างที่มีลักษณะร่วมกัน แนวคำถามมักจะ ถาม เกี่ยวกับลักษณะร่วม หลักวิชาที่ยึดถือร่วมกัน
48 2. ความเข้าใจ (Comprehend) หมายถึง การวัดความสามารถในการนำความรู้ ความจำไปดัดแปลง ปรับปรุง เพื่อให้สามารถจับใจความอธิบายหรือเปรียบเทียบ ย่นย่อเรื่องราว ความคิด ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทั้งยังสามารถอธิบายและเปรียบเทียบสิ่งที่มีลักษณะและสภาพคล้ายคลึง เป็นทำนองเดียวกับของเดิมได้ บุคคลที่มีความเข้าใจในสิ่งใด จะสามารถแปลความหมายหรือตีความ หรือ ขยายความเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ คำถามที่ใช้วัดความเข้าใจแบ่งออกได้ 3 ชนิด คือ 2.1 การแปลความ (Translation) เป็นการถามที่ให้อธิบายความตาม ลักษณะ และและนัยของเรื่องราวต่าง ๆ โดยให้แปลงเรื่องราวเดิมออกมาเป็นคำพูดใหม่ ลักษณะใหม่ ตามเลศนัยเดิม 2.2 การตีความ (Interpretation) เป็นการถามความสามารถในการโยง ความสัมพันธ์ของรายละเอียดต่าง ๆ ของเรื่องราว เพื่อนำมาอธิบาย เรียบเรียง บันทึกในแง่มุมใหม่ ทั้งนี้จะต้องอาศัย การค้นหา เปรียบเทียบทั้งรายละเอียดและสิ่งที่เป็นเงื่อนงำต่าง ๆ เพื่อแปล ความหมาย แล้วนำสิ่งที่ แปลความได้นั้นมาเปรียบเทียบ พิจารณาต่ออีกขั้นหนึ่ง 2.3 การขยายความ (Extrapolation) เป็นการถามความสามารถในการใช้ ข้อเท็จจริงหรือสภาพในปัจจุบันไปพยากรณ์หรือขยายความคิด คาคคะเนข้อเท็จจริงหรือเรื่องราว ด่างๆ ที่ไกลจากที่เป็นอยู่อย่างสมเหตุสมผล มีลักษณะคล้ายกับการสร้างจินตนาการโดยใช้ข้อเท็จจริง เป็นหลักนั่นเอง การตั้งตำถามวัดความเข้าใจในแง่การขยายความอาจจะให้เรื่องราว เหตุการ นั้น หรือ ข้อเท็จจริงทั้งไปให้ไกล ไปข้างหน้าและข้างหลังหรือเบื้องหลัง 3. การนำไปใช้ (Application) หมายถึง การวัด ความสามารถในการนำความรู้ ความเข้าใจที่มีในเรื่องราวข้อเที่จจริง วิธีการต่าง ๆ ไปใช้ไนสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน หรือ ใน สถานการณ์ที่คล้ายคถึงกัน การนำไปใช้จัดเป็นความสามารถชั้นสูงกว่าความจำความเข้าใจ โดยต้อง สามารถที่จะนำความจำ และความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสูตร กฎ ทฤษฎีหรือ รายละเอียดทั่ว ๆ ไป ไปใช้แก้ปัญหาที่มีลักษณะผิดแผกแตกต่างจากที่เคยพบเคยเห็นมา คำถามที่ใช้ ถามความสามารถในการนำไปใช้ 4. การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง การวัด ความสามารถในการแยกหา รายละเอียด หาประเด็นของเรื่องราว เหตุการณ์ การกระทำ ความคิด ความจริงต่าง ๆ เพื่อนำมา พิจารณาไตร่ตรอง เปรียบเทียบ หาสาระหรือแก่นสาร หลักการ ความเกี่ยวโยง หรือหามูลเหตุ หรือ ค้นกำเนิดของสิ่งนั้น ๆ ลักษณะของการวิเคราะห์ก็คือ การใช้วิจารณญาณเพื่อไตร่ตรองนั่นเอง คำถาม ประเภทนี้แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
49 4.1 วิเคราะห์ความสำคัญ (Analysis of Elements) เป็นคำถามที่ต้องการ ให้เด็กค้นหาคุณลักษณะที่เด่นชัดของเรื่องราว ความคิด การกระทำหรือเหตุการณ์ต่างๆ 4.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of Relationships) เป็นคำถาม เกี่ยวกับ การดันหาความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะต่าง ๆ ของเรื่องของเหตุการณ์ ว่า พาดพิง เกี่ยวโยงกันอย่างไร มากน้อยเพียงใด รวมทั้งผลที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ วิเคราะห์หลักการ (Analysis of Organizational Principles) เป็นความสนใจการค้นหาค้าเงื่อนหลักที่ยึดถือเทคนิค ระเบียบวิธี โครงสร้างของเรื่องราว 5. การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง การวัดความสามารถในการรวบรวม ผสมผสาน สิ่งต่าง ๆ เช่น สิ่งของ ข้อเท็จจริง รายละเอียด ความคิด เพื่อนำมาผลิตหรือทำให้เป็นสิ่ง ใหม่ หรือเพื่อหา ข้อสรุปเป็นข้อยุติการวัดความสามารถในด้านสังเคราะห์ มีคำถามอยู่ 3 แบบ คือ 5.1 สังเคราะห์ข้อความ (Production of a Unique Communication) เป็นการวัด ความสามารถในการแสดงการสื่อสารเพื่อเสนอความคิด เรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ โดย อาศัยความ ภาพ ลักษณะดังกล่าวก็คือ การผลิตข้อความ บทประพันธ์ การเขียนภาพ การพูด การวัค ความสามารถดังกล่าว นิยมใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติเป็นหลักหรือใช้ข้อสอบข้อเขียนแบบความเรียง (Essay Type) เพราะจะช่วยให้การวัดเที่ยงตรงกว่าแบบอื่นๆ 5.2 สังเคราะห์แผนงาน (Prediction of a Plan or Operations) เป็นการ วัดความสามารถ ในการผลิต โครงการ แผนปฏิบัติหรือการวางแผนกิจกรรมการงานต่าง ๆ ว่าจะต้อง กระทำอย่างไร ต้องตระเตรียมสิ่งใด มีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไร ต้องเตรียมแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ ที่ อาจจะเกิดขึ้น ได้อย่างไร ดังนั้นคำถามชนิดนี้จึงนิยมถามแบบเดียวกับการสังเคราะห์ข้อความ คือ ใช้ วิธีให้เด็กเขียนโครงการต่าง ๆ ออกมา หรือใช้วิธีบรรยายถึงแผนงานต่างๆ เช่น เสนอแผนงาน การ วางแผนกิจกรรม ขั้นตอนปฏิบัติและปัญหาไปจนถึงวิธีแก้ไข 5.3 สังเคราะห์ความสัมพันธ์ (Derivation of Abstract Relations) เป็น คำถามที่วัด ความสามารถในการเก็บรวบรวมรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อนำมาเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ตรวจสอบ หาข้อยุติหรือลงสรุป โดยการเชื่อมโยงรายละเอียดเหล่านี้ ลักษณะดังกล่าว คือ ความสามารถ ในการริเริ่มสร้างสรรค์ เช่น นำรายละเอียคมาตั้งสมมุติฐานใหม่ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ หาข้อสรุป หรือข้อยุติที่เหมาะสม 6. การประเมินค่า (Evaluation) หมายถึง การวัดการวินิจฉัยตีราคา เรื่องราว ความคิด การกระทำ เหตุการณ์ต่าง ๆ โดยการสรุปเป็นคุณค่าว่า ดี - เลว เหมาะ อย่างมีหลักเกณฑ์ ดังนั้นคำถาม ที่วัดการประเมินค่าจึงเป็นคำถามที่ให้เด็กพิจารณาตัดสินสิ่งต่าง ๆ เช่น บทประพันธ์
50 ผลงาน ความคิดเห็น ตลอดจนเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าเหมาะสมหรือดีเลวหรือไม่ เพราะเหตุ ใด โดยสามารถใช้คำถามได้ 2 แบบ คือ 6.1 อาศัยข้อเท็จจริงภายใน (Judgments in Terms of Interval Evidence) เป็นคำถาม ที่ให้ประเมินสิ่งต่างโดยใช้ข้อเท็จจริงรายละเอียด หลักการ หรือทฤษฎีต่าง เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน พิจารณา นั่นคือ บรรดาเกณฑ์ที่นำมาใช้ตัดสินหรือประเมินนั้น เป็นเรื่องราว หรือเป็นความจริง ตามเนื้อหาและหลักวิชาที่ปรากฎอยู่จริง เช่น ความถูกต้องเหมาะสมของเรื่องราว ประสิทธิภาพของ วิธีการ คุณค่าของผลงาน ความสมเหตุสมผลของเรื่อง วิธีการและความคิด 6.2 อาศัยเกณฑ์ภายนอก (Judgments in Terms of External Criteria) เป็น คำถามที่ให้พิจารณาตัดสินสิ่งต่าง ๆ แต่เกณฑ์ที่ใช้พิจารณาตัดสินนั้น เป็นเกณฑ์ที่ได้มาจาก สิ่ง อื่น ๆ นอกเหนือจากข้อเท็จจริงหรือหลักวิชา ส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ที่เกี่ยวกับแบบแผนทาง สังคม ลัทธิ การปกครอง ค่านิยมคุณธรรมต่าง ๆ ที่เป็นบรรทัดฐานของคนส่วนรวม เช่น ลักษณะ โคยสรุปรวม การเปรียบเทียบความเหมาะสม ลักษณะเด่นและด้อย การตัดสินตามมาตรฐาน วิลสัน (สุพิน ฟองจางวาง. 2551 : 25 ; อ้างอิงจาก Wilson. 1971 : 643 - 96) จำแนก พฤติกรรมการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ด้านสติปัญญาในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษา ออกเป็น 4 ระดับ คือ 1. ความรู้ความจำด้านการคำนวณ (Computation) พฤติกรรมระดับนี้ถือว่าเป็น พฤติกรรม ระดับที่ต่ำที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ขั้น ดังนี้ 1.1 ความรู้ความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Knowledge of Specific Facts) เป็น ความสามารถที่ระลึกถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่นักเรียนเคยได้รับจากการเรียนการสอนมาแล้ว คำถาม ที่วัดความสามารถในระดับนี้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ตลอดจนความรู้พื้นฐานซึ่งนักเรียนได้สั่งสม มาเป็นระยะเวลานาน 1.2 ความรู้ความจำเกี่ยวกับศัพท์และนิยาม (Knowledge of Terminology) ความสามารถในการระลึกหรือจำศัพท์และนิยามต่าง ๆ ได้ โดยคำถามอาจจะถาม โดยตรงหรืออ้อมก็ได้ แต่ต้องไม่อาศัยการคำนวณ 1.3 ความสามารถในการทำตามขั้นตอน (Ability to Carry out Algorithms) เป็นความสามารถในการใช้ข้อเท็จจริง หรือนิยาม และกระบวนการที่ได้เรียนมาแล้วมา คำนวณ ตามลำดับขั้นตอนที่เคยเรียนรู้มาแล้ว ข้อสอบที่วัดความสามารถค้านนี้ต้องเป็นโจทย์ง่าย กล้ายคลึง กับตัวอย่าง นักเรียนไม่ต้องพบกับความยุ่งยากในการตัดสินใจเลือกใช้กระบวนการ
51 2. ความเข้าใจ (Comprehension) ความเข้าใจในพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับ พฤติกรรม ระดับความรู้ความจำเกี่ยวกับการคิดคำนวณ แต่ซับซ้อนกว่า แบ่งได้เป็น 6 ชั้น ดังนี้ 2.1 ความรู้เกี่ยวกับมโนทัศน์ (Knowledge of Concept) เป็น ความสามารถที่ ซับซ้อนกว่าความรู้ความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เพราะมโนทัศน์เป็นนามธรรมที่ ประมวลจาก ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต้องอาศัยการตัดสินใจในการตีความหรือยกตัวอย่างของมโนทัศน์นั้น โดยใช้คำพูด ของตนหรือเลือกความหมายที่กำหนดให้ ซึ่งเขียนในรูปใหม่หรือยกตัวอย่างที่แตกต่างไป จากที่เคย เรียนในชั้นเรียน มิฉะนั้นจะเป็นการวัดความจำ 2.2 ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ กฎทางคณิตศาสตร์ และการสรุป อ้างอิง เป็นกรณีทั่วไป (Knowledge of Principle and Generalization) เป็นความสามารถในการเอา หลักการกฎ และ ความเข้าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์ไปสัมพันธ์กับโจทย์ปัญหา จนได้แนวทางในการ แก้ปัญหาถ้าคำถาม เกี่ยวกับหลักการและกฎที่นักเรียนเพิ่งเดขพบเป็นครั้งแรก อาจเป็นพฤติกรรมใน ระดับการวิเคราะห์ก็ได้ 2.3 ความเข้าใจในโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ (Knowledge of Mathematical Structure) ดำถามที่วัดพฤดิกรรมระดับนี้เป็นคำถามที่วัดเกี่ยวกับสมบัติของระบบ จำนวน และ โครงสร้างทางพีชคณิต 2.4 ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบปัญหาจากแบบหนึ่งไปเป็น อีก แบบหนึ่ง (Ability to Transform Problem Elements from One Mode to Another) เป็น ความสามารถ 2.5 ความสามารถในการคิดตามแนวของเหตุผล (Ability to Follow a Line of Reasoning) เป็นความสามารถในการอ่านและเข้าใจข้อความทางคณิตศาสตร์ ซึ่งแตกต่างไป จาก ความสามารถในการอ่านทั่ว ๆ ไป 2.6 ความสามารถในการอ่านและตีความโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (Ability to Read and Interpret a Problem) ข้อสอบที่วัดความสามารถในขั้นนี้อางตัดแปลงจาก ข้อสองที่วัด ความสามารถขั้นอื่น ๆ โดยให้นักเรียนอ่านและดีความโจทย์ปัญหา ซึ่งอางจะอยู่ในรูปของ ข้อความ ตัวเลข ข้อมูลทางด้านสถิติหรือกราฟ 3. การนำไปใช้ (Application) เป็นความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่ นักเรียน คุ้นเคย เพราะคล้ายกับปัญหาที่นักเรียนประสบอยู่ในระหว่างเรียน หรือแบบฝึกหัดที่นักเรียน ต้องเลือก กระบวนการแก้ปัญหาและดำเนินการแก้ปัญหาได้โดยไม่ยาก พฤติกรรมในระดับนี้แบ่ง ออกเป็น 4 ข้อ คือ
52 3.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ในระหว่างเรียน (Ability to Solve Routine Problems) นักเรียนต้องอาศัยความสามารถในระดับความเข้าใจและเลือก กระบวนการ แก้ปัญหาจนได้คำตอบออกมา 3.2 ความสามารถในการเปรียบเทียบ (Ability to Make Comparisons) เป็นความ สามารถในการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ชุด เพื่อสรุปการตัดสินใจ ซึ่งในการ แก้ปัญหาขั้นนี้อาจต้องใช้วิธีการคำนวณ และจำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความสามารถ ในการคิด อย่างมีเหตุผล 3.3 ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (Ability to Analyze Dati) เป็น ความสามารถ ในการตัดสินใจอย่างต่อเนื่องในการหาคำตอบจากข้อมูลที่กำหนดให้ชั่งอาจต้องอาศัย การแยกข้อมูล ที่เกี่ยวข้องออกจากข้อมูลที่ ไม่เกี่ยวข้อง พิจารณาว่าอะไรคือข้อมูลที่ต้องการเพิ่มเติม มีปัญหาอื่นใดบ้าง ที่อาจเป็นตัวอย่างในการหาคำตอบของปัญหาที่กำลังประสบอยู่ หรือต้องการแยก โจทย์ปัญหาออก พิจารณาเป็นส่วน ๆ มีการตัดสินใจหลายเรื่องอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนได้คำตอบ หรือผลที่ต้องการ 3.4 ความสามารถในการมองเห็นแบบแผน ลักษณะโครงสร้างที่เหมือนกัน และ การสมมาตร (Ability to Recognize Patterns Isomorphism's and Symmetries) พฤติกรรมในขั้นนี้เป็นความสามารถที่ต้องอาศัยพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระตึกถึงข้อมูลที่ กำหนดให้การเปลี่ยน รูปปัญหา การจัดกระทำข้อมูล และการละลึกถึงความสัมพันธ์ นักเรียนต้อง สำรวจสิ่งที่คุ้นเคยกัน จากข้อมูลหรือสิ่งที่กำหนดจากโจทย์ปัญหาให้พอ 4. การวิเคราะห์(Analysis) พฤติกรรมในระดับนี้เป็นพฤติกรรมขั้นสูงของ สมรรถภาพ ทางพุทธิพิสัยในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งรวมพฤติกรรมส่วนใหญ่ที่บรรยายไว้ใน ขั้น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ หรือการประเมินของบลูม (Bloom) และรวมถึงสิ่งที่เรียกว่า การ ค้นคว้า อย่างอิสระ (Open Search) ด้วย (สุพิน ฟองจางวาง 2551 : 25 ; อ้างอิงจาก Avital and Shettleworth, citing Wilson) พฤติกรรมในระดับนี้ประกอบด้วย การแก้ปัญหาที่ไม่เคยแก้มาก่อน ประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการค้นพบและพฤติกรรมสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ พฤติกรรม ใน ระดับนี้แตกต่างกับพฤติกรรมในระดับการนำไปใช้หรือระดับความเข้าใจตรงพฤติกรรมในระดับนี้ ประกอบด้วยระดับการถ่ายโยงไปยังบริบทที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน การตอบข้อทดสอบในระดับนี้ต้อง อาศัยพฤติกรรมการหยั่งรู้โดยรวม (Hueristic Behavior) อย่างมาก วัตถุประสงค์สูงสุดของการเรียน การสอนคณิตศาสตร์อยู่ที่ระดับการวิเคราะห์ ซึ่งแบ่งได้ 5 ขั้น ดังนี้
53 4.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ไม่เคยประสบมาก่อน (Ability to Solve Nonroutine Problems) กำถามในชั้นนี้เป็นกำถามที่ขับซ้อน ไม่มีในแบบฝึกหัดหรือตัวอย่าง นักเรียน ไม่เคยเห็นมาก่อน ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานกับความเข้าใจในมโนทัศน์ นิยาม ตลอดจน ทฤษฎีต่าง ๆ ที่เรียนมาแล้วเป็นอย่างดี 4.2 ความสามารถในการค้นพบความสัมพันธ์ (Ability to Discover Relationships) พฤติกรรมในขั้นนี้เป็นความสามารถในการจัดส่วนต่าง ๆ ที่ โจทย์กำหนดให้ใหม่แล้ว สร้างความสัมพันธ์ขั้นใหม่เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาแทน เพียงแต่นำเอาความสัมพันธ์เดิมที่จำได้มาใช้ใน ข้อมูลชุดใหม่ เท่านั้น 4.3 ความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์ (Ability to Construct Proofs) พฤติกรรมในขั้นนี้เป็นความสามารถในการสร้างภาษาเพื่อยืนยันข้อความทางคณิตศาสตร์อย่าง สมเหตุสมผล โดยอาศัยนิยาม สัจพจน์ และทฤษฎีต่าง ๆ ที่เรียนมาแล้วพิสูจน์ปัญหาที่ไม่เคยพบมา ก่อน 4.4 ความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ข้อพิสูจน์ (Ability to Criticize Proofs)พฤติกรรมในขั้นนี้เป็นความสามารถที่ควบคู่กับความสามารถในการสร้างข้อพิสูจน์ อาจเป็น พฤติกรรมที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าพฤติกรรมในการสร้างข้อพิสูจน์พฤติกรรมในขั้นนี้ต้องการทำให้ นักเรียนสามารถตรวจสอบข้อพิสูจน์ว่าถูกต้องหรือไม่ มีคำตอบใดผิดบ้าง 4.5 ความสามารถในการสร้างและทดสอบความถูกต้อง และข้อสรุปทั่วไป (Ability to Formulate and Validate Generalizations) พฤติกรรมในขั้นนี้เป็นความสามารถใน การค้นพบสูตรหรือกระบวนการแก้ปัญหาและพิสูจน์ว่าใช้ในกรณีทั่วไปได้ จึงสรุปได้ว่า การสร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สามารถสร้างได้ หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมใช้มากที่สุด จะเป็นการสร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์โดย สร้างจากจุดประสงค์ซึ่งสามารถแยกพฤติกรรมที่ต้องการวัดได้ 6 ประเภท ได้แก่ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า ซึ่งในการสร้างแบบวัด ผลสัมฤทธิ์มักจะสร้างเพื่อต้องการวัดพฤติกรรมดังกล่าว นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. ความสามารถในการทำงานเป็นทีม 4.1 ความหมายของพฤติกรรม กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2528: 178) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมไว้ว่า กริยา อาการ ที่แสดงออก หรือเกิดปฏิกิริยาเมื่อเผชิญกับสิ่งภายนอก การแสดงออกนั้นเกิดเป็นอุปนิสัย ที่ได้สะสม หรือจากความเคยชินที่ได้จากประสบการณ์หรือการศึกษาอบรม
54 อารี พันธ์มณี (2534: 88) กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึง กิจกรรมหรือการกระทำ ที่ บุคคลสามารถสังเกตเห็นได้ รู้ได้หรือใช้เครื่องมือต่าง ๆ วัดหรือตรวจสอบได้ จากการศึกษาความหมายของพฤติกรรมสรุปได้ว่า พฤติกรรม หมายถึง กิจกรรมการ แสดงออกหรือเรียกว่าเป็นปฏิกิริยาเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้าภายนอก อาจกลายเป็นความเคยชินจนถึง เปลี่ยนเป็นอุปนิสัยส่วนตัว นอกจากนี้พฤติกรรมนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่สังเกตุได้ 4.2 ความหมายของการทำงานเป็นทีม เชิดศักดิ์ ชูศรี (2525) ให้ความหมายของการทำงานเป็นทีมว่า หมายถึง การที่กลุ่ม บุคคลอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป ร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่อยู่ในความรับผิดซอบเป็นอย่างดีโดย ผู้ร่วมงานทุกคนยอมรับบทบาทของตนเอง และวัตถุประสงค์ขององค์การไปในทิศทางเดียวกัน สมพงษ์ เกษมสิน (2526) ให้ความหมายของการทำงานเป็นทีม หมายถึง บุคคล ที่ร่วม ปฏิบัติงาน มีการประสานงานกันออกความคิดเห็นในความร่วมมือเพื่อให้กิจกรรมนั้น บรรลุ วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ นิพนธ์ จิตต์ภักดี (2528) ให้ความหมายของการทำงานเป็นทีม หมายถึง การที่บุคคล หลาย ๆ คนมาทำงานด้วยกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างเดียวกัน ทุกคนในทีมมีใจตรงกันทำงาน ร่วมกันให้เต็มที่ และประสานงานกันอย่างดีเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ สิทธิโชค วรานุสันติกูล (2533) ให้ความหมายของการทำงานเป็นทีม หมายถึง สมาชิก ของทีม ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ร่วมมือกันทำกิจกรรมโดยมีเป้าหมายภารกิจ ตัดสินใจสนับสนุน ร่วมกัน Brill (7976) ได้ให้ความหมายของการทำงานเป็นทีมไว้ว่า การทำงานเป็นทีม เพื่อ บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มีการร่วมมือร่วมใจกัน ติดต่อสื่อสารและใช้ความรู้ความสามารถที่มี จากการศึกษาความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า การทำงานเป็นทีม หมายถึง การที่บุคคล ตั้งแต่ 2 บุคคลขึ้นไปได้ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ มีวัตถุประสงค์เดียวกัน มีการประชุมพูดคุยเพื่อหา แนวทางเดียวกัน มีการประสานงานซึ่งกันและกัน มีการใช้ความสามารถที่มีช่วยเหลือกันเพื่อให้งาน สำเร็จตามเป้าหมาย ดังนั้น ความสามารถในการทำงานเป็นทีม หมายถึง การแสดงออกของบุคคลตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปที่ได้ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่โดยมีจุดประสงค์เดียวกัน มีการวางแผนร่วมกัน มีการ ประสานงานกันและกัน มีการประชุมพูดคุยเพื่อหาแนวทางเดียวกัน มีการติดต่อสื่อสาร ทุกคนในทีมมี ใจตรงกันทำงาน ร่วมกันให้เต็มที่สมาชิกทำงานอย่างเป็นระบบและสัมพันธ์กันมีการใช้ความสามารถ เกื้อกูลซึ่งกันและกันให้ภาระงานที่ได้รับมอบนั้น บรรลุตามวัตถุประสงค์
55 4.3 ความแตกต่างระหว่างทีมและกลุ่ม ปกติคนส่วนใหญ่จะมีความคิดว่ากลุ่ม (Group) และทีม (Team) มีความหมาย เหมือนกัน เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งก็มีส่วนถูกอยู่มากในความหมายทั่วไปที่ไม่ลึกซึ้ง(ณัฏฐพันธ์ เขจรนันท์, 2546) ซึ่งความแตกต่างระหว่างทีมและกลุ่มนั้นหากพิจารณาถึงพื้นฐานในการรวมตัวกันของ บุคคล อาจไม่แตกต่างกันมากนัก อาจถือได้ว่าทีมทุกทีมเป็นกลุ่ม ซึ่งหมายถึงทีมเป็นกลุ่มงาน ประเภทหนึ่ง ขององค์กรนั่นเอง (วราภรณ์ ตระกูลสฤษดิ์, 2549) แต่ในทางปฏิบัติ ศัพท์ทั้งสองคำ ต่างมีเอกลักษณ์ และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และควรที่จะแยกให้เห็นถึงความแตกต่าง ระหว่างคำทั้งสองนี้ให้ ชัดเจนและตรงตามความหมายที่แท้จริง (ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์, 2546) ดังตารางต่อไปนี้ ตาราง 3 ตารางแสดงความแตกต่างระหว่างกลุ่มและทีม กลุ่ม ทีม 1. ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ หรือเกิดจากการ รวมตัวของสมาชิก 1. ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ 2. สมาชิกรวมตัวเพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ของ ความสนใจร่วมกันโดยไม่เกี่ยวข้องกับการ พัฒนาประสิทธิภาพขององค์กร 2. สมาชิกรวมตัวเพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ของทีม/องค์การร่วมกันและพยายามที่จะเพิ่ม ประสิทธิภาพขององค์กร 3. ระยะเวลาไม่แน่นอน อาจจะเพียงระยะเวลา สั้น ๆ หรือยาวนาน 3. มักจะมีะยะเวลาในการรมตัวที่แน่นอนและ ขัดเจน 4. โครงสร้างของกลุ่มไม่ซับซ้อนและเป็นไป อย่างไม่เป็นทางการ 4. โครงสร้างของทีมมีความเป็นทางการและมี ความสัมพันธ์ของสมาชิกอย่างซับซ้อน 5. สมาชิกของกลุ่มจะมาจากพื้นฐานความสนใจ ที่ใกล้เคียงกันมารวมตัวในการทำสิ่งที่สนใจ ร่วมกัน 5. สมาชิกในทีมอาจจะมาจากพื้นฐานที่ต่างกัน มารวมตัวเพื่อประสานความรู้ ทักษะ และ ความสามารถในการทำงานร่วมกัน 6. สมาชิกปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่กำหนดขึ้น อย่างไม่เป็นทางการ 6. สมาชิกจะมีบรรทัดฐาน กฎเกณฑ์ในการ ทำงานร่วมกัน
56 ตารางที่ 3 (ต่อ) ตารางแสดงความแตกต่างระหว่างกลุ่มและทีม กลุ่ม ทีม 7. สมาชิกจะได้รับผลตอบแทนทางจิตใจ เช่น ความพอใจ ความภาคภูมิใจ 7. สมาชิกจะได้รับรางวัลที่เป็นทางการและ ความผูกพันในทีมงาน ซึ่งทำให้บุคคลพอใจใน ทีมและผลงาน 8. มีการคัดเลือกและยอมรับผู้นำอย่างไม่เป็น ทางการ 8. มีการแต่งตั้งผู้นำอย่างเป็นทางการ แต่อาจจะ ผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ 9. การติดต่อสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ และ ขยายตัวตามความสัมพันธ์ทางสังคม 9. มีการสื่อสารอย่างเป็นทางการและไม่เป็น ทางการ 10. สมาชิกจะทำงานกันตามความเหมาะสม ของสถานการณ์ 10. สมาชิกทำงานอย่างเป็นระบบและสัมพันธ์ กัน 11. มีการควบคุมโดยใช้การคว่ำบาตรจาก สมาชิกในกลุ่ม 11. มีการควบคุมทั้งอย่างเป็นทางการและไม่ เป็นทางการ เพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามบรรทัด ฐานของทีม Cook and Phillip (2001 p.357) ได้แสดงความแตกต่างของทีมและกลุ่มโดยใช้ บทบาท ผู้นำ ความรับผิดชอบ ผละงานและทักษะเป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบไว้ ดังตาราง 4 ตาราง 4 ตารางแสดงความแตกต่างระหว่างกลุ่มงานและทีมงานโดยมีเกณฑ์เปรียบเทียบ กลุ่ม เกณฑ์ ทีม ผู้นำมาจากการแต่งตั้งอย่างเป็น ทางการ ผู้นำ มีบทบาทผู้นำร่วมกัน หรือหมุนเวียน เป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบรายบุคคล ความรับผิดชอบ มีทั้งความรับผิดชอบร่วมกัน และเฉพาะ รายบุคคล ผลการทำงานเป็นผลงานรวมของ แต่ละคน ผลงาน มีผลการทำงานเป็นผลการทำงานร่วม มีทักษะที่แตกต่างกัน ทักษะ มีทักษะที่เสริมต่อกัน
57 จากที่กล่าวข้างต้น สรุปได้ว่าทีมและกลุ่มนั้นมีความแตกต่างกันในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่เหตุผลการมารวมกันทำงาน โครงสร้างภายใน การเลือกผู้นำ การติดต่อสื่อสารภายใน และผล ของการรวมกันทำงานที่จะรับหลังจากงานบรรลุเป้าหมายแล้ว สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเหล่านี้ ล้วน แตกต่างกันระหว่างกลุ่มกับทีม โดยทีมนั้นจะมีเหล่าสมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆมาเชื่อมโยง ทักษะเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทีม 4.4องค์ประกอบของการทำงานเป็นทีม ในการทำงานเป็นทีมเพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้นสมาชิกของทีมและผู้นำของทีมต้อง เข้าใจ ถึงองค์ประกอบของทีมงาน เมื่อบุคคลมารวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือทีม เมื่อมีปฏิกิริยาสัมพันธ์ต่อ กัน ความแตกต่างระหว่างบุคคลจะปรากฎขึ้น ซึ่งเป็นฐานก่อเกิดโครงสร้างของทีม ก่อให้เกิดแบบแผน ของความสัมพันธ์ ทิศนา แขมมณี (2537: 14) ได้กล่าวว่า ลักษณะการทำงานเป็นทีมประกอบด้วย 6 ด้าน คือ การมีเป้าหมายร่วมกัน การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน การติดต่อสื่อสารกันในกลุ่ม การ ร่วมมือประสานงานกันในกลุ่ม การตัดสินใจร่วมกัน และการมีผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนี้ 1. การมีเป้าหมายร่วมกัน คือ จะต้องมีการรับรู้ และเข้าใจเป้าหมายร่วมกันว่า จะทำอะไรให้เป็นผลสำเร็จ 2. การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน กล่าวคือ บุคคลที่มาร่วมงานนั้น จะต้องมี บทบาทหน้าที่ในการดำเนินงานของทีม ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง 3. การติดต่อสื่อสารกันในกลุ่ม กล่าวคือ บุคคลที่มาร่วมกันทำงานนั้น จะต้องมี การสื่อความหมายต่อกันและกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน 4. การร่วมมือประสานกันในกลุ่ม กล่าวคือ บุคคลที่มาร่วมกันทำงานนั้น จะต้อง มีการประสานกัน เพื่อให้งานของกลุ่มดำเนินไปสู่ความสำเร็จ 5. การตัดสินใจร่วมกัน คือ บุคคลที่มาร่วมกันทำงานนั้นจะต้องมีการตัดสินใจ ใน งานที่ทำ ในระดับใดระดับหนึ่ง 6. การมีผลประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ บุคคลที่มาร่วมกันทำงานนั้นจะต้องได้รับ การจัดสรรผลประโยชน์ตอบแทน จากผลที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน เปรมวดี คฤหเดช (2540: 42) กล่าวว่า องค์ประกอบของการทำงานเป็นทีมว่ามี4 ส่วนสำคัญ ดังนี้ ส่วนแรก ได้แก่ เป้าหมายที่สมาชิกในทีมทุกคนรับรู้และวางแผนร่วมกัน ส่วนที่ สอง ได้แก่ บทบาทชัดเจนและสมาชิกในทีมเข้าใจและตระหนักถึงบทบาทของตนเองเข้าใจ บทบาทผู้นำ และผู้ตามที่ดี ส่วนที่สาม ได้แก่กระบวนการทำงาน คือ การตัดสินใจ การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น
58 การสื่อสารการปรึกษาหารือกัน และส่วนสุดท้าย ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง สมาชิกในทีมงาน คือ การให้ความไว้วางใจ ยอมรับความสามารถของเพื่อนสมาชิก การเสียสละ การให้ผลตอบแทนแก่ สมาชิก และมีการกระจายความรับผิดชอบกันอย่างเป็นธรรม ศิณีย์ สังข์รัศมี (2544: 33 - 34) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของการทำงานเป็นทีม โดย มีสาระสำคัญดังนี้ 1. เป้าหมายทีม เพราะต้องให้สมาชิกทุกคนรู้และเข้าใจวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ของทีมอย่างชัดเจนและถูกต้อง เพื่อให้สมาชิกทุกคนรู้สึกว่า มีภาระผูกพันที่ต้องปฏิบัติหรือ ดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างถูกต้อง โดยเป้าหมายทีมงานต้องมีความชัดเจนและเป็นที่ ยอมรับของสมาชิกทำให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน ลดความขัดแย้ง เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และลด การควบคุมการลงโทษทำให้สมาชิกทีมใช้เวลาและพลังงานอย่างเป็นประโยชน์ 2. บทบาท เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าใครต้องทำอะไรและมีความรับผิดชอบ เบื้องต้นเพียงใดเพื่อปฏิบัติภารกิจนั้นให้สำเร็จ บางครั้งอาจกำหนดให้สมาชิกในทีมแสดงบทบาท หน้าที่ของตนอย่างเหมาะสม โดยมีทั้งที่มุ่งสนองความต้องการเฉพาะของตนเองและบทบาทตาม ตำแหน่งงานที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้สมาชิกมีแรงจูงใจในการทำงานให้แก่กลุ่ม 3. กระบวนการทำงาน เพื่อกำหนดวิธีการทำงานในกลุ่มโดยวิธีการต้องง่ายต่อ การนำไปปฏิบัติตมสภาวการณ์โดยคำนึงถึงการประหยัดทรัพยากรและสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ หรือสามารถแสวงหาทรัพยากรมาใช้ปฏิบัติได้ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในทีมและผู้นำ ต้องมี ความสัมพันธ์ที่ดี มีความเชื่อมั่น และความสามัคคี รักใคร่และเต็มใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จากการศึกษาถึงองค์ประกอบของการทำงานเป็นทีม สรุปได้ว่า องค์ประกอบของการ ทำงานเป็นทีม คือปัจจัยที่ทำให้เกิดการร่วมมือทำงานเป็นทีมจนไปถึงทำให้การทำงานเป็นทีมประสบ ผลสำเร็จ ซึ่งองค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบล้วนมีแนวทางไปในทางเดียวกัน นั่นคือเพื่อต้องการให้ บรรลุเป้าหมายของการทำงานเป็นทีมและทำให้การทำงานเป็นทีมประสบความสำเร็จ 4.5 แนวความคิดเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม มีผู้ให้ทัศนะเกี่ยวกับการทำงานเป็น ทีมไว้ดังนี้ ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ และคณะ (2545: 9) ให้ทัศนะและแนวคิดเกี่ยวกับการ ทำงาน เป็นทีม ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องอยู่ร่วมกัน เป็นสังคมที่ต้องพึ่งพาช่วยเหลือกัน เพื่อให้สามารถ ดำรงชีวิตและช่วยเหลืองานต่าง ๆ ได้ประสบผลสำเร็จ ธรรมชาติของมนุษย์ก่อให้เกิดการ ทำงาน ร่วมกันและการทำงานให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพนั้นต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจ ด้วย
59 ความเต็มใจมีความไว้วางใจต่อกัน และต้องคำนึงถึงความพึงพอใจของผู้ร่วมงานเป็นสำคัญด้วย จึงมี แนวทางการสร้างทีมงานขึ้นมาเพื่อให้บุคคลทำงานร่วมกันได้อย่างดี ตามแนวคิดความพึงพอใจ ที่เป็น แรงเสริมให้มนุษย์ร่วมกันทำงาน Vroom (อ้างถึงใน รังสรรค์ ประเสริฐศรี, 2594, น. 176) กล่าวว่า มีข้อสันนิษฐานว่า ความต้องการของมนุษย์เป็นต้นเหตุให้เกิดพฤติกรรมและความเข้มขันของแรงจูงใจขึ้นอยู่กับระดับ ความ ปรารถนาของพฤติกรรม ทฤษฎีนี้เชื่อว่าแรงจูงใจของพนักงานจะมีมากขึ้นเมื่อเขาเห็นผลลัพธ์ที่ สูงขึ้นและแนวคิดของความคิดหวัง (Expectancy Theory) หมายถึง การที่บุคคลได้รับการกระตุ้น จากภายใน ให้แสดงพฤติกรรมกล่าวคือเป็นอิทธิพลภายในบุคคลซึ่งเป็นแรงผลักดันให้บุคคล ใช้ความ พยายามในการทำงาน โดยเป็นสิ่งเร้าให้บุคคลเกิดความคิดริเริ่ม ควบคุมรักษาพฤติกรรม และการ กระทำของตนเองได้ Barnard (1970 อ้างถึงใน ยงยุทธ เกษสาคร, 2547, น. 147) ได้กล่าวถึง การจูงใจ ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งหน่วยงานหรือผู้บริหารในหน่วยงานจะให้กระตุ้นความพึงพอใจในการทำงาน เป็น ทีมไว้ 8 ประการ คือ 1. สิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ ได้แก่ เงิน ทรัพย์สิน สิ่งของ หรือสภาวะทางกายที่จะให้แก่ ผู้ปฏิบัติงานเป็นการตอบแทน หรือเป็นรางวัลที่เขาได้ปฏิบัติให้แก่หน่วยงานเป็นอย่างดีมาเสมอ 2. สิ่งจูงใจที่เป็นโอกาสของแต่ละบุคคลซึ่งมิใช่วัตถุ เช่น เกียรติยศ ตำแหน่ง การ ได้สิทธิ์พิเศษต่าง ๆ เป็นต้น 3. สภาพทางกายที่พึงปรารถนา หมายถึง สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ขององค์การ เช่น สถานที่ทำงาน เครื่องมือเครื่องใช้ของหน่วยงาน เป็นต้น 4. ผลประโยชน์ทางอุดมคติ หมายถึง สมรรถภาพของหน่วยงานที่จะสนองความ ต้องการของบุคคลในด้านความภูมิใจ เช่น ได้แสดงฝีมือ ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น 5. ความดึงดูดใจทางสังคม หมายถึง ความสัมพันธ์ฉันท์มิตร กับผู้ร่วมงานใน หน่วยงาน ซึ่งถ้าความสัมพันธ์ที่เป็นไปด้วยดี จะทำให้เกิดความผู้พันธ์และความพึงพอใจใน หน่วยงาน 6. การปรับสภาพการทำงานให้เหมาะสมกับวิธีการและทัศนคติของบุคคล หมายถึง การปรับปรุงตำแหน่งให้เหมาะสมกับความสามารถของบุคคล ซึ่งบุคคลแต่ละคนน่าจะมี ความสามารถที่แตกต่างกัน 7. สภาพการอยู่ร่วมกัน หมายถึง ความพึงพอใจของบุคคลในด้านสังคม หรือ ความมั่นคงทางสังคม ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นรู้สึกว่า มีหลักประกัน มีความมั่นคงในการทำงานที่ดี
60 8. มีโอกาสมีส่วนร่วมในงานอย่างกว้างขวาง หมายถึง การเปิดโอกาสให้บุคคลได้ มีส่วนร่วมในการทำงาน ในฐานะเป็นบุคคลหนึ่งในหน่วยงาน เป็นการแสดงความเท่าเทียมกันในหมู่ ผู้ร่วมงานซึ่งจะช่วยให้บุคคลผู้นั้นเกิดความรู้สึกของการมีกำลังใจในการปฏิบัติงาน จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม สรุปได้ว่า การทำงานเป็นทีมนั้นเกิด จากการที่มนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันดังนั้นจึงมีการรวมกลุ่มกันเพื่อ ร่วมกันทำงานโดยคาดหวังให้งานที่ร่วมมือกันเป็นทีมนั้น มีประสิทธิภาพสูงสุด สมาชิกในทีมจะมาร่วม ทีมกันนั้นไม่ใช่มีเพียงเป้าหมายเดียว แต่จะต้องมีแรงจูงใจในการร่วมทีมที่เป็นผลตอบแทนหลังจาก งานของเขาประสบความสำเร็จแล้ว เช่น ค่าตอบแทน เกียรติยศ ผลงาน และอื่น ๆ และในระหว่าง การร่วมงานกับสมาชิกในทีม จะต้องมีการปรับตัว ประสานงาน ผลักดัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้ ภาระงานที่ร่วมกันปฏิบัติร่วมกันประสบความสำเร็จ 4.6การส่งเสริมความสามารถในการทำงานเป็นทีม การส่งเสริมพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม เป็นวิธีการที่สำคัญในการช่วยให้ผู้เรียนเกิด พฤติกรรมการทำงานเป็นทีมขึ้น โดยประกอบไปด้วยปัจจัยการทำงานดังต่อไปนี้ 1. บรรยากาศของการทำงานมีความเป็นกันเอง อบอุ่น มีความกระตือรือร้น และ สร้างสรรค์ ทุกคนช่วยกันทำงานอย่างจริงจัง และจริงใจ ไม่มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความ เบื่อหน่าย 2. ความไว้วางใจกัน (โrust) เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเป็นทีม สมาชิก ทุก คนในทีมควรไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ชื่อสัตย์ต่อกัน สื่อสารกันอย่างเปิดเผย ไม่มีลับลมโมใน 3. มีการมอบหมายงานอย่างชัดเจน สมาชิกทีมเข้าใจวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และยอมรับภารกิจหลักของทีมงาน 4. บทบาท (Role) สมาชิกแต่ละคนเข้าใจและปฏิบัติตามบทบาทของตน และ เรียนรู้เข้าใจในบทบาทของผู้อื่นในทีม ทุกบทบาทมีความสำคัญ รวมทั้งบทบาทในการช่วย รักษาความ เป็นทีมงานให้มั่นคง เช่น การประนีประนอม การอำนวยความสะดวก การให้กำลังใจ เป็นต้น 5. วิธีการทำงาน (Work Procedure) สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา คือ 5.1 การสื่อความ (Communication) การทำงานเป็นทีมอาศัยบรรยากาศ การสื่อความที่ชัดเจนเหมาะสมซึ่งจะทำให้ทุกคนกล้าที่จะเปิดใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ
61 5.2 การตัดสินใจ (Decision Making) การทำงานเป็นทีมต้องใช้การ ตัดสินใจร่วมกัน เมื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมแสดงความคิดเห็น และร่วมตัดสินใจแล้ว สมาชิกย่อม เกิดความผูกพันที่จะทำในสิ่งที่ตนเองได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น 5.3 ภาวะผู้นำ (Leadership) คือ บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น การ ทำงานเป็นทีมควรส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนได้มีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำ (ไม่ใช่ผลัดกันเป็นหัวหน้า) เพื่อให้ทุกคนเกิดความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ จะได้รู้สึกว่าการทำงานเป็นทีมนั้นมีความหมาย ปรารถนาที่จะทำอีก 5.4 การกำหนดกติกา หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะเอื้อต่อการทำงานร่วมกัน ให้บรรลุเป้าหมาย ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกได้มีส่วนร่วม ในการกำหนดกติกา หรือกฎเกณฑ์ที่จะ นำมาใช้ร่วมกัน 6. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของทีม ทีมงานควรมีการ ประเมินผลการทำงาน เป็นระยะ ในรูปแบบทั้งไม่เป็นทางการ และเป็นทางการ โดยสมาชิกทุกคน มีส่วนร่วมในการประเมินผลงาน ทำให้สมาชิกได้ทราบความก้าวหน้าของงาน ปัญหา อุปสรรค ที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนากระบวนการทำงาน หรือการปรับปรุงแก้ไขร่วมกัน ซึ่งในที่สุดสมาชิกจะได้ ทราบว่าผลงานบรรลุเป้าหมาย และมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด 7. การพัฒนาทีมงานให้เข้มแข็ง 7.1 พัฒนาศักยภาพทีมงาน ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางบวก สมาชิกมี ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการจัดกิจกรรมสร้างพลังทีมงาน เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ประสบ ผลสำเร็จ 7.2 การให้รางวัล ปัจจุบันการพิจารณาผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานไม่ เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม ส่วนใหญ่จะพิจารณาผลการทำงานเป็นรายบุคคล ดังนั้นระบบรางวัลที่เอื้อ ต่อการทำงานเป็นทีม คือ การที่ทุกคนได้รางวัลอย่างยุติธรรมทุกคน คือ ควรสนับสนุนการ ให้รางวัลแก่การทำงานเป็นทีมในลักษณะที่ว่างอยู่บนพื้นฐานการให้รางวัลกับกลุ่ม (Group Base Reward System) 4.7การสังเกตความสามารถในการทำงานเป็นทีม การสังเกตความสามารถในการทำงานเป็นทีมต้องอาศัยเครื่องมือที่เหมาะสมกับ พฤติกรรมแต่ละ ด้าน ซึ่งนักวิชาการแต่ละท่านได้กล่าวถึงการวัดหรือการสังเกตพฤติกรรมการทำงาน เป็นทีม ดังนี้
62 ประนอม เดชชัย (2536: 257) การสังเกตเป็นวิธีที่จะได้ข้อมูลโดยตรง จากการปฏิบัติ ของนักเรียน ทั้งในด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ นิสัยการทำงาน ทักษะทางสังคม พฤติกรรมที่เป็น ความรู้สึกซาบซึ้งและการปรับตัวเพราะการสังเกตเป็นการติดตามเฝ้าดูที่มีความ มุ่งหมาย การสังเกต นอกจากจะใช้การดูแลยังใช้การฟังในการเก็บข้อมูลด้วยเป็นการเฝ้าดูที่มีความมุ่งหมายจำเพาะ เจาะจง และการสังเกตต้องมีเครื่องมือวัดชนิดอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น แบบสำรวจรายการ มาตรการ จัดอันดับคุณภาพ การจดบันทึก และการรายงาน เป็นต้น ภัทรา นิดมานนท์ (2538: 165) เมื่อพิจารณาประเภทที่ใช้เทคนิค การสังเกตดังกล่าว นี้ สรุปเกี่ยวกับบันทึกการสังเกตได้ 2 แบบ คือ บันทึกสิ่งที่สังเกตได้ทั้งหมด โดยไม่ได้กำหนดรอบของ แบบบันทึกการสังเกตได้ล่วงหน้า และบันทึกการสังเกตโดยใช้แบบ บันทึกการสังเกตที่กำหนดกรอบไว้ แล้ว ซึ่งแบบบันทึกการสังเกตมีหลายแบบดังนี้ 1. แบบกำหนดพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตไว้ในตารางซึ่งมีวิธีการบันทึก โดยผู้ สังเกตจะบันทึกค่าระดับคะแนนพฤติกรรมที่สังเกตได้ลงในแต่ละช่วงที่แตกต่างกัน ตามจำนวน 2. แบบบรรยายมีการกำหนดรูปแบตารางที่ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นข้อมูลของ นักเรียน เช่น ชื่อ ชั้น วันที่บันทึก และช่วงพฤติกรรมที่สังเกตได้ 3. แบบบันทึกการบรรยายสะสม มีการกำหนดรูปแบบตารางที่ประกอบไปด้วย เรียน วันที่ทำการสังเกตชั้นเรียน เวลาเรียน และช่วงของการสังเกตพฤติกรรที่ทำการสังเกตพฤติกรรม ที่สังเกตได้ 4. แบบสำรวจความถี่ มีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการที่ต้องการสังเกตว่าผู้ สังเกตเพียงแต่ต้องการทราบความถี่ของพฤติกรรมที่แสดงออก กังวล เทียนกัณฑ์เทศน์ (2540: 24) ได้กล่าวว่า การสังเกตนี้สามารถจำแนกได้ 4 ประเภทดังนี้ 1. ระเบียบสะสมส่วนบุคคล เป็นการบันทึกพฤตึกรรมของแต่ละบุคคลโดยทั่วไป ผู้วัดต้องสังเกตพฤติกรรมเป็นระยะ ๆ ไป เป็นรายบุคคลจนกระทั่งเห็นว่าเพียงพอที่จะเห็น พฤติกรรมนั้นชัดเจน ระเบียบสะสมส่วนบุคคลจะเป็นการบันทึกพฤติกรรมอันเป็นผลจากการศึกษา ด้านการปรับตัวของบุคคลในสังคม 2. แบบสำรวจ เป็นระบบที่จัดเตรียมไว้แล้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นประโยชน์ข้อความ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ต้องวัด โดยตรวจสอบพฤติกรรมว่ามีหรือไม่มีตามที่ผู้วัดหรือผู้ใช้แบบสำรวจ สังเกตได้
63 3. การจัดระดับคุณภาพ ผู้ใช้แบบวัดผลแบบนี้ จะเป็นผู้สังเกตคุณภาพหรือ ลักษณะที่สังเกตได้แล้วกำหนดลักษณะคุณภาพเหล่านั้น เช่น มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และ น้อยที่สุด เหมาะสำหรับวัดการพูด การแสดงพฤติกรรมการเรียนและความร่วมมือในการทำงาน เป็น ต้น 4. เทคนิคสังคมมิติ เทคนิคนี้เป็นวิธีการที่ใช้สังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลในกลุ่มกับกลุ่ม หรือการศึกษากลุ่มเพื่อนในชั้นเรียนซึ่งกลุ่มเพื่อนอิทธิพลต่อค่านิยม ต่อ บรรยากาศของกลุ่มหรือโครงสร้างของกลุ่มหรือโครงสร้างของกลุ่ม โดยครูกำหนดสถานการณ์เช่น ถ้า มีปัญหาจะปรึกษาเพื่อนคนใด ให้นักเรียนแต่ละคนระบุชื่อเพื่อนหนึ่งชื่อหรือถ้าจะทำงานชนิดหนึ่ง เพียง 2 คน นักเรียนจะเลือกเพื่อนคนใดเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น แล้วกำหนดตำแหน่งของแต่ละคน ลงบนกระดาษ เขียนเส้นโยงเป็นลูกศรชี้แสดงว่าถูกเลือกของแต่ละคน จากการศึกษาการสังเกตพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม สรุปได้ว่า การสังเกตุพฤติกรรม การทำงานเป็นทีมสามารถมีได้หลายประเภท และไม่จำเป็นต้องสังเกตุโดยครูผู้สอนอย่างเดียวผู้ ประเมิน หรือ ผู้สังเกตการณ์เองก็เช่นเดียวกัน 4.8แบบวัดความสามารถในการทำงานเป็นทีม กิตติศักดิ์ กอร้อย (2550, น.46) ได้ศึกษาพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม ของนิสิต ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ โดยแบ่งพฤติกรรมการทำงานเป็นทีมออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านบทบาทในการทำงานเป็นทีม 2. ด้านกระบวนการทำงาน 3. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในทีม ซึ่งจากการศึกษาของพฤติกรรมการทำงานที่ได้มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ ข้างต้น ผู้วิจัยจึงได้สร้างแบบวัดความสามารถในการทำงานเป็นทีมโดยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการ ทำงานเป็นทีมทั้ง 3 ด้าน และกำหนดพฤติกรรมที่จะใช้ในการวัดพฤติกรรมการทำงานเป็นทีมของ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างดังตาราง
64 ตาราง 5 พฤติกรรมสำหรับวัดความสามารถในการทำงานเป็นทีม พฤติกรรมการทำงานเป็นทีม พฤติกรรมที่แสดงออก 1. ด้านบทบาทในการทำงานเป็นทีม 1. สมาชิกในทีมรับผิดชอบงานในส่วนที่ได้รับ มอบหมายอย่างเต็มที่ 2. สมาชิกในทีมมีความตั้งใจในการทำงาน 3. สมาชิกในทีมเข้าใจและยอมรับบทบาทในทีม ของตน 4. สมาชิกในทีมมีการพูดคุยเสนอความคิดเห็น ต่อสมาชิกคนอื่นทีม 2. ด้านกระบวนการทำงาน 5.ทีมมีการประชุมร่วมพูดคุยกัน 6. สมาชิกทีมมีปรับตัวและหาจุดร่วมในการ ทำงานร่วมกับสมาชิกคนอื่น 7. ในทีมมีการประสานงานซึ่งกันและกัน 3. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในทีม 8. สมาชิกในทีมมีการติดต่อสื่อสารกันอย่าง ต่อเนื่อง 9. สมาชิกพูดคุยโต้แย้งอย่างมีเหตุผล 10. สมาชิกทีมเข้าใจจุดประสงค์ของทีมตรงกัน 5. ความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึงพอใจ มีนักวิชาการให้ความหมายของความพึงพอใจ ไว้ดังนี้ อัครเคช จำนงธรรม (2549 : 31) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ชอบ พอใจ และประทับใจจากการได้รับการตอบสนองตามความต้องการและมีความสุขเมื่อได้รับ ผลสำเร็จ ซึ่งจะแสดงออกมาทางพฤติกรรม โคยสังเกตได้จากสายตา คำพูด และการแสดงออกทาง พฤติกรรม จิราพร หนูลาย (2549 : 59) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึง ความรู้สึก นึก คิด หรือเจตคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติงาน เมื่อได้รับ การ ตอบสนองความต้องการของตนทำให้เกิดความรู้สึกดีในสิ่งนั้นๆ ทรงนาถ จันทร์กลับ (2550 : 85) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่าเป็นความรู้สึก หรือ ทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเกิดจากพื้นฐานของการรับรู้ เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก และทัศนะของยุดคลอันเนื่องมาจากสิ่งเร้า และแรงจูงใจที่จะปรากฎออกมาทาง พฤติกรรมโดยแสดง
65 ออกมาในลักษณะของความชอบ ความพอใจ ที่จะเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งในการจัด กิจกรรมการเรียนการ สอน นวภัทร ศรีชูทอง (2550 : 61) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติหรือ ความรู้สึกสนใจ เห็นคุณค่า ความนิยมชมชอบ กระตือรือร้น มีความสุขขณะได้เรียน อันแสดงถึง อารมณ์และความรู้สึกที่ดีต่อกิจกรรมการเรียนการสอน สาคร ร้ามริน (2550 : 52) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกที่ดีของ บุคคลต่อ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ดีที่เกิดจากการตอบสนองทั้งทางร่างกาย และจิตใจ จนทำ ให้เกิด ความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลที่เกิดจากการประเมินสิ่งเร้า ใน เชิงบวก จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดที่แสดงออกมา เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า โดยเป็นความรู้สึกที่ดีที่เกิดจากการตอบสนองทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ทำให้ เกิดเป็นความสนใจ กระตือรือร้นในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ 5.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจ มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงทฤษฎีที่เกี่ยวกับแรงจูงใจในการทำงาน ไว้ดังนี้ มาสโลว์ (แก้วตา คณะวรรณ และสุชาดา กรเพชรปาณี 2542 : 50 ; อ้างอิงจาก Maslow. 197 : 60 - 80) ได้เสนอทฤษฎีลำดับขั้นตอนของความต้องการซึ่งนับว่าเป็นทฤษฎีหนึ่งที่ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทฤษฎีลำดับขั้นตอนของมาสโลว์ ตั้งอยู่บนฐานที่ว่า "มนุษย์เรามี ความต้องการอยู่เสมอไม่มีสิ้นสุด เมื่อความต้องการได้รับการตอบสนองหรือพึงพอใจอย่างหนึ่งแล้ว ความต้องการสิ่งอื่นก็จะเกิดขึ้นมาอีก ความต้องการของคนเราอาจช้ำซ้อนกัน ความต้องการ อย่าง หนึ่งอาจยังไม่ทันหมดไป ความต้องการอีกอย่างหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้ " ความต้องการของมนุษย์มีลำดับ ขั้นดังนี้ 1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) ความต้องการในขั้นนี้เป็น ความ ต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เป็นดวามต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs) ซึ่งมีพลังมากที่สุด เพราะ เป็นความต้องการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตัวอย่างเช่น ความต้องการอากาศ อาหาร ยา รักษาโรค หากความต้องการขั้นแรกยังไม่ได้รับการตอบสนองก็ยากที่จะพัฒนาสู่ขั้นอื่นๆ ได้ 2. ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs) ความ ต้องการใน ขั้นนี้จะเกิดเมื่อขั้นแรกได้รับการตอบสนอง ความต้องการในขั้นนี้เป็นความต้องการที่จะ รักษาความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง หากไม่ได้รับการตอบสนองหากไม่ได้รับการ ตอบสนอง จะเกิดความรู้สึกหวาดกลัว ผวา รู้สึกไม่มั่นกง
66 3. ความต้องการความรัก และความเป็นเจ้าของ (Belonging and Love Needs) เมื่อ 2 ขั้นแรกได้รับการสนองความต้องการแล้ว มนุษย์จะสร้างความรักและความผูกพันกับ ผู้อื่น 4. ความต้องการการได้รับการยกย่องนับถือ (Esteem Needs) แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 4.1 ความต้องการนับถือตนเอง (Self-respect) คือ ความต้องการมีอำนาจ มีความ เชื่อมั่นในตนเอง มีความสามารถและความสำเร็จ มีความเคารพนับถือตนเอง 4.2 ความต้องการได้รับการยกย้องนับถือ (Esteem from others) คือ ความ ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ การยอมรับยกย่องจากผู้อื่น 5. ความต้องการที่จะเข้าใจประจักษ์ตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization Needs) เป็นความต้องการเพื่อตระหนักรู้ความสามารถของตนกับประพฤติปฏิบัตินตามความสามารถ และ สุดความสามารถ โดยเพ่งเล็งประโยชน์ของคนอื่นและของสังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ เบอร์นาร์ด (อำนวย บุญศรี 2531 ; อ้างอิงจาก Bernard. 1968) กล่าวถึง สิ่งจูงใจที่ใช้ เป็นเครื่องกระตุ้นบุคคลให้เกิดความพึงพอใจในงานไว้ ดังนี้ 1. สิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ ได้แก่ เงิน สิ่งของ หรือสภาวะทางกายที่ให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน เป็นการตอบแทน ชดเชย หรือเป็นรางวัลที่เขาได้ปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานนั้นมาเป็นอย่างดี 2. สิ่งจูงใจที่เป็นโอกาสของบุคคลที่มิใช่วัตถุ เป็นสิ่งจูงใจสำคัญที่ช่วยส่งเสริม ความ ร่วมมือในการทำงานมากกว่ารางวัลที่เป็นวัตถุ เพราะสิ่งจูงใจที่เป็น โอกาสนี้บุคลากรจะได้รับ แตกต่างกัน เช่น เกียรติภูมิ การใช้สิทธิพิเศษ เป็นต้น 3. สภาพทางกายที่พึงปรารถนา หมาขถึง สิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงาน ได้แก่ สถานที่ทำงาน เครื่องมือการทำงาน สิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งอัน ก่อให้เกิดความสุขทางกายในการทำงาน 4. ผลประโยชน์ทางอุคมคติ หมายถึง สมรรถภาพของหน่วยงานที่สนองความ ต้องการของบุคคลค้านความภาคภูมิใจที่ได้แสดงฝีมือ การได้มีโอกาสช่วยเหลือครอบครัวคนเอง และ ผู้อื่น ทั้งได้แสดงความภักดีต่อหน่วยงาน 5. ความดึงดูดใจในสังคม หมายถึง ความสัมพันธ์ฉันท์มิตร ถ้าความสัมพันธ์ เป็นไป ด้วยดีจะทำให้เกิดความผูกพันและความพอใจที่จะร่วมงานกับหน่วยงาน 6. การปรับสภาพการทำงานให้เหมาะสมกับวิธีการและทัศนคติของบุคคล หมายถึง การปรับปรุงตำแหน่งวิธีทำงนให้สอดคล้องกับความสามารถของบุคลากร
67 7. โอกาสที่จะร่วมมือในการทำงาน หมาขถึง การเปีดโอกาสให้บุคลากรรู้สึกว่ามี ส่วนร่วมในงานเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของหน่วยงาน มีความรู้สึกเท่าเทียมกันในหมู่ตู้ร่วมงาน และมี กำลังใจในการปฏิบัติงาน 8. สภาพของการอยู่ร่วมกัน หมายถึง ความพอใจของบุคคลในด้านสังคมหรือ ความ มั่นคงในการทำงาน จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า มนุษย์มีความต้องการเสมอ มนุษย์จะต้องสนอง ความต้องการของตนจนกว่าจะพึงพอใจ สิ่งนี้นำไปสู่ความมุ่งมั่น ตั้งใจในการทำงานให้สำเร็จ 5.3 องค์ประกอบของความพึงพอใจ ความพึงพอใจเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดการเรียนรู้ประกอบกับ ระดับความรู้สึกของนักเรียน ดังนั้นในการวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้กระทำได้หลายวิธีต่อไปนี้ บลูม (อัครเดช จำนงค์ธรรม 2549 : 32 ; อ้างอิงจาก Bloom. 1976 : 72-74) กล่าว ว่าถ้า สามารถจัดให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมตามที่ตนต้องการ ก็จะคาดหวังได้แน่นอนว่านักเรียนทุกคน ได้เตรียมใจสำหรับกิจกรรมที่ตนเองเลือกนั้นด้วยความกระดือรีอร้น พร้อมทั้งความมั่นใจ เราสามารถ สังเกตความแตกต่างของความพร้อมทางด้านจิตใจได้ชัดเจน จากการปฏิบัติของนักเรียนต่องานที่ เป็น วิชาบังคับกับวิชาเลือกหรือจากสิ่งนอกโรงเรียนที่นักเรียนอยากเรียน เช่น เกม ดนตรี การขับรถยนต์ หรืออะไรบางอย่างที่นักเรียนอาสาสมัครและตัดสินใจโดยเสรี ในการเรียน มีความ กระตือรือร้น มี ความพึงพอใจ และมีความสนใจเมื่อเริ่มเรียน จะทำให้นักเรียนเรียนได้รวดเร็วและประสบความสำเร็จ สูง อย่างไรก็ตาม บลูมเห็นว่าวิธีนี้ก่อนข้างเป็นอุดมคติที่จัดได้ลำบาก จะเห็นได้ว่าการวัคความพึงพอใจในการเรียนรู้ตามารถที่จะวัดได้หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับความ สะดวก ความเหมาะสม ตลอดจนจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายของการวัดด้วยจึงจะส่งผลให้ การวัดนั้นมีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ มิลเล็ต (สถิต คำลาเลี้ยง. 2544 : 13 ; อ้างอิงจาก Millet. 1954 : 397) กล่าวว่าความ พึง พอใจในงานบริการหรือความสามารถบริการนั้นเป็นที่พอใจหรือไม่โดยวัดจาก 1. การให้บริการอย่างเท่าเทียม (Equitable Service) คือ การ ให้ บริการที่มีค วาม ยุติธรรม 2. ความเสมอภาค และเสมอหน้าไม่ว่าจะเป็นใคร 3. การให้บริการที่รวดเร็ว ทันต่อเวลา (Timely Service) คือ การให้บริการตาม ลักษณะความจำเป็น รีบด่วน
68 4. การให้บริการอย่างพอเพียง (Ample Service) คือ ความต้องการเพียงพอใน ด้าน สถานที่บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ 5. การให้บริการอย่างต่อเนื่อง (Continuous Service) จนกว่าจะบรรลุผล 6. การให้บริการที่มีความก้าวหน้า (Progressive Service) คือ การพัฒนางาน บริการ ด้านปริมาณ คุณภาพให้มีความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จากที่กล่าวมาการสร้างความพึงพอใจ เป็นสิ่งสำคัญต่อการเรียนการสอนมาก เพราะ เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจแล้วยังส่งผลให้ ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนอย่าง มีประสิทธิภาพ จากที่ความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจมีความสำคัญอย่างมากในแง่ของ การจูงใจ ให้นักเรียนเกิดความใฝ่รู้ ตั้งใจทำกิจกรรมการเรียนรู้ 5.4 การวัดความพึงพอใจ ปริญญา จเรรัชต์และคณะ (2546: 5) กล่าวว่าการวัดความพึงพอใจสามารถ กระทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถามโดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบ ความคิดเห็นซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระคำถาม ดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่างๆ เช่นการบริการ การบริทาร และเงื่อนไขต่างๆ เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเทคนิด และวิธีการที่ดีที่จะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3. การสังเกตเป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคล เป้าหมายไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูดกิริยาท่าทางวิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงขังและการ สังเกตอย่างมีระเบียบแบบแผน สรุปว่า การวัดความพึงพอใจ สามารถทำได้หลายวิธีโดยใช้เครื่องมือที่แตกต่างกันไป ในแต่ละวิธี
69 5.5 แบบวัดความพึงพอใจ จากการศึกษา ความหมาย ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และองค์ประกอบของความพึงพอใจ ผู้วิจัยได้นำเอามาสร้างเป็นพฤติกรรมที่ใช้วัดความพึงพอใจ 10 ข้อ ดังนี้ 5.5.1 นักเรียนชื่นชอบกิจกรรมการเรียนรู้ 5.5.2 นักเรียนสมัครใจทำกิจกรรมการเรียนรู้ 5.5.3 กิจกรรมการเรียนรู้มีความน่าสนใจ 5.5.4 เนื้อหาที่เรียนมีความเหมาะสม 5.5.5 งานที่ได้รับมอบหมายมีความเหมาะสม 5.5.6 กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อหา 5.5.7 นักเรียนตอบสนองต่อกิจกรรมการเรียนรู้ 5.5.8 กิจกรรมการเรียนรู้สามารถเร้าความสนใจได้ 5.5.9 การทำงานเป็นทีมสามารถเร้าความสนใจได้ 5.5.10 ครูผู้สอนสามารถเราความสนใจได้ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยภายในประเทศ ภาวินี อ้วนศรีเมือง (2557: 141) ได้เปรียบเทียบผลการเรียน เรื่องระบบ ฐานข้อมูล ของ นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บร่วมกับการเรียนรู้แบบ TGT และ กิจกรรมการเรียนรู้แบบ STAD ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 พบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 ที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บร่วมกับการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บ ร่วมกับการเรียนรู้แบบ TGT มีความพึงพอใจโดยรวมใน ระดับมากที่สุด ธีระวัฒน์ หัสโก (2558) ได้ศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่มโดยการเรียนรู้แบบ ผสมผสาน ร่วมมือเทคนิค TGT สำหรับนักเรียนห้องพิเศษวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบรบือวิทยา คาร ผู้วิจัยต้องการศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม แบ่งนักเรียนออกเป็น กลุ่มแบบคละความสามารถ โดยการทดลองจะจัดการเรียนรู้ทั้งหมด แผนการจัดการเรียนรู้ผลการวิจัยพบว่า การเรียนรู้แบบ ผสมผสานแบบร่วมมือเทคนิค TGT ช่วยให้ผู้เรียนมีการ ปฏิบัติงานเป็นขั้นตอน มีการให้ความ ช่วยเหลือกัน มีการเคารพกติกาของกลุ่ม มีความเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม มีความ เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีและร่วมมือกันทำงานจน สำเร็จ ผู้เรียนมีระดับพฤติกรรมการทำงานกลุ่มอยู่ใน ระดับสูงมาก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
70 นักเรียนหลังจากได้เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน ด้วยเทคนิค TGT อยู่ในระดับมาก พิชญะ โชคพล (2558) ได้ทำการศึกษากิจกรรมการ์จัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริม พฤติกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้แนวคิดเกมมิฟิเคชัน สำหรับนักเรียนห้องเรียนพิเศษ วิทยาศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่าการสร้างแรงจูงใจในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดำเนินการ แข่งขัน และการ ให้รางวัล ตามแนวคิดเกมมิฟิเคชัน ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ และผู้เรียนมี ปฏิสัมพันธ์ที่ดีภายในกลุ่ม มีความสามารถในการแก้ปัญหา และมีพฤติกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ อยู่ในระดับสม่ำเสมอ นันทวุฒิ มูลแสง (2558) ได้พัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมด้วยบทเรียนบนเว็บ ที่ใช้วัฏจักร การสืบเสาะหาความรู้ วิชาการเขียนโปรแกรมภาษาซี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 โดยมี วัตถุประสงค์คือ 1) พัฒนาบทเรียนบนเว็บที่ใช้วัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ วิชา การเขียนโปรแกรม ภาษาชี 2) ส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนบนเว็บที่ใช้วัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้พบว่า 1) คุณภาพของบทเรียน บนเว็บที่ใช้วัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ โดยการประเมินคุณภาพ ของผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พบว่า บทเรียนมีคุณภาพอยู่ในระดับดี 2) ผลของการส่งเสริมทักษะ การทำงานเป็นทีมของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงขึ้นตามลำดับ โดยในวงจรปฏิบัติการที่ 1 พบว่า ทักษะการทำงานเป็นทีมอยู่ใน ระดับปานกลาง และในวงจรปฏิบัติการที่ 2 พบว่าอยู่ในระดับสูง 3)ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่ มีต่อการเรียนบนเว็บที่ใช้วัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ พบว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก พรพิมล จันตรา (2559) ได้จัดการเรียนการสอนผ่านเว็บโดยใช้การเรียนรู้แบบ โครงงานเพื่อ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพการเรียน การสอนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเพื่อส่งเสริมการทำงานเป็นทีม สำหรับนิสิตระดับ ปริญญาตรี 2) ประเมินการทำงานเป็นทีมของการเรียนการสอนผ่านเว็บโดยใช้การเรียนรู้แบบ โครงงาน 3) ศึกษา ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนการสอนผ่านเว็บโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเพื่อส่งเสริม การทำงานเป็นทีมพบว่า 1) การหาคุณภาพของการเรียนการสอนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบ โครงงานเพื่อส่งเสริมการทำงานเป็นทีม สำหรับนิสิตระดับปริญญาตรี คุณภาพ ด้านเนื้อหาของ บทเรียนผ่านเว็บอยู่ในระดับมากที่สุด (X =9.53, S.D.=0.52) และคุณภาพด้าน การออกแบบขอ บทเรียนผ่านเว็บ อยู่ในระดับมากที่สุด (X =4.65, S.D.=0.27) 2) ผลการประเมิน การทำงานเป็นทีม การทำงานมีสมรรถนะการช้ำงานเป็นทีมอยู่ในระดับมาก (x =9.13, .D.=0.68) สามารถทำงานร่วมกัน
71 ได้ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนการสอนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนแบบ โครงงานเพื่อส่งเสริมการทำงานเป็นทีม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (x=4.51,S.D.=0.38) กชกนก แสงสิทธิ์ (2560)ได้พัฒนาความสามารถในการทำงานเป็นทีม โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือบนเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับนักเรียนห้องเรียนพิเศษ วิทยาศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือบน เครือข่ายสังคมออนไลน์และความสามารถในการทำงานทีม เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย แผนการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือบนเครือข่ายสังคมออนไลน์แบบประเมิน ความสามารถในการทำงานเป็นทีม และอนุทินสะท้อนความคิดของนักเรียน พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือบนเครือข่ายสังคม ออนไลน์มีความสอดคล้องระหว่างกิจกรรมและวัตถุประสงค์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 0.25 ระดับคุณภาพอยู่ใน ระดับดีมาก ความสามารถในการทำงานเป็นทีมสูงขึ้น ตามลำดับวงรอบปฏิบัติการ โดยวงรอบที่ 1 ผู้เรียนมีความสามารถในการทำงานเป็นทีมอยู่ในระดับ เหมาะสมมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.51 และวงรอบปฏิบัติการที่ 2 ผู้เรียนมีความสามารถในการ ทำงานเป็นทีมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71 6.2 งานวิจัยต่างประเทศ Glenna (2006) ได้ทำการวิจัยเรื่องการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบ TGT ร่วมกับ บทเรียนบนเว็บ ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติของนักเรียนระดับ 6 ที่มีต่อวิชา วิทยาศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนในรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา จำนวน60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองเรียนด้วย กิจกรรม TGT ร่วมกับบทเรียนบนเว็บ และกลุ่มควบคุมสอนตามหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์และใช้เวลา ในการทดลองทั้งหมด 10 สัปดาห์ สอนสัปดาห์ละ2 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือแบบทดสอบ และแบบวัดเจตคติ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองเรียนด้วยกิจกรรมTGT ร่วมกับบทเรียนบนเว็บ มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกกว่ากลุ่มควบคุม ส่วนด้านเจตคติพบว่ากลุ่มทดลองมีเจตคติสูงกว่ากลุ่ม ควบคุม Symons et al. (2008) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาการเรียนที่ผู้เรียนให้มีส่วนร่วมและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยเทคนิคทีมแข่งขันโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพิ่มขึ้นผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสังคมและเพิ่มแรงจูงใจทางการเรียนโดยผู้วิจัยได้เลือกเทคนิคการเรียน แบบร่วมมือเทคนิคทีมแข่งขัน (TGT) กลุ่มทดลอง ได้แก่ นักเรียนรายวิชาชีววิทยา จำนวน 80 คน โดย กลุ่มที่ 1 ผู้เรียนจะเรียนโดยใช้กลยุทธ์ TGT และกลุ่มที่ 2 ใช้เทคนิคการเรียนแบบปกติผลการวิจัย
72 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยเทคนิคทีมแข่งขันสูงกว่าผู้เรียนที่เรียนด้วยการ เรียนแบบปกติโดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 Chang and Lee (2010: 961-969) ได้ทำการศึกษาการทำงานร่วมกันโดยรูปแบบ ทีมในการเรียนการสอนสำหรับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานในโรงเรียนมัธยมศึกษา เพื่อศึกษาผล ของการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานโดยการประเมินผลของนักเรียนและเทียบกับการประเมินผลของ ครูซึ่งกลุ่มเป้าหมายครูและนักเรียน 55 คนชาย 35 คนหญิง 20 คน โดยการใช้แบบสอบถามผล การศึกษาพบว่า นักเรียนประสบผลสำเร็จการเรียนรู้ที่ดีในขณะที่ทักษะอื่น ๆ ที่สำคัญ รวมทั้งการ สื่อสารในองค์กรการนำเสนอและการทำงานร่วมกันเป็นทีมเพิ่มขึ้นอีกด้วย Dunia (2011) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Teams Games Tournament (TGT) เพื่อพัฒนาทักษะด้านคำศัพท์ของนักเรียนเกรด 4 ในโรงเรียน Widoro Yogyakarta มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือพัฒนาทักษะด้านคำศัพท์ของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านคำศัพท์สูงขึ้น จากการศึกษาทบทวนงานวิจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ พบว่า การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ทำให้นักเรียนเกิดความร่วมมือกันในการทำงานเป็นทีม มีการเห็น แก่ส่วนรวม ช่วยเหลือกันในการทำงาน เกิดทักษะการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้แล้ว การสอนแบบ TGT ก็ยังสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกสาขาวิชา โดยใช้เทคนิค TGT สร้างเกมการแข่งขันเพื่อกระตุ้น ให้นักเรียนเกิดความสนใจเรียนนำไปสู่การพัฒนาทีมของตน 7. กรอบแนวคิดการวิจัย งานวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มแข่งขัน ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การวัด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีกรอบแนวคิดการวิจัย ดังนี้ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มแข่งขัน ตัวแปรตาม 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ 2. ความสามารถในการทำงานเป็นทีม 3. ความพึงพอใจ
73 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มแข่งขัน เรื่อง การวัด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการ วิจัยตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของ โรงเรียนเทศบาล 1 โพธิ์ศรี ทั้งหมด 3 ห้อง ประกอบไปด้วย ประถมศึกษาปีที่ 3/1 3/2 และ3/3 จำนวนทั้งหมด 63 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช่ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 19 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม
74 แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลังการทดลอง One Group Pretest - Posttest Design ดังแสดงตาราง 7 ตาราง 6 แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง r T1 x T2 E แทน การสุ่มตัวอย่าง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกลุ่มแข่งขัน T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้การรจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มแข่งขัน เรื่อง การวัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 แผน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การวัด เป็นแบบชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3. แบบประเมินความสามรถในการทำงานเป็นทีม 4. แบบวัดความพึงพอใจ การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามสำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การรจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มแข่งขัน เรื่อง การวัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 แผน แผนละ 120 นาที มีรายละเอียดในการ สร้าง ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของ กลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปตามหลักการ จุดมุ่งหมาย ตัวชี้วัด สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
75 1.2 ศึกษาทฤษฎีหลักการ แนวคิด รูปแบบ วิธีการ และหลักการเขียน แผนการ จัดการเรียนรู้ตามหลักการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มแข่งขัน เพื่อใช้เป็นแนวทางใน การ เขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มแข่งขัน 1.3 วิเคราะห์รูปแบบการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มแข่งขัน ประกอบเนื้อหาสาระ เรื่อง การวัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 1.4 ดำเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้วยการจัดกิจกรรม การ จัดการเรียนรู้ร่วมมือเทคนิคกลุ่มแข่งขัน เรื่อง การวัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเนื้อหาสาระที่วิเคราะห์โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระสำคัญ สาระการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ชิ้นงาน/ภาระงาน สื่อการเรียนรู้ กระบวนการวัดและประเมินผล และบันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง ประกอบด้วย 1.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การวัดความยาวเป็นเซนติเมตรและ มิลลิเมตร 1.4.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การวัดความยาวเป็นเมตรเซนติเมตร 1.4.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การวัดความยาวเป็นกิโลเมตรและ เมตร 1.4.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การเลือกเครื่องวัดความยาวที่ เหมาะสม 1.4.5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การคาดคะเนความยาวเป็นเมตร และเซนติเมตร 1.4.6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การคาดคะเนความยาวเป็นเมตร และเซนติเมตร 1.4.7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยความ ยาว 1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เสนอต่อครูพี่เลี้ยงและครูหัวหน้า กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพื่อตรวจแก้ไขความเหมาะสมของแผน ทั้งสาระการเรียนรู้มาตรฐาน การเรียนรู้ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้สาระสำคัญ สาระการเรียนรู้กิจกรรมการจัดการเรียนรู้สื่อการ เรียนรู้กระบวนการวัดและ ประเมินผล
76 1.6 แก้ไขและปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่ออาจารย์นิเทศ เพื่อ ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม ชัดเจน และให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข 1.8 แก้ไขและปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ นิเทศก์ 1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว พร้อมแบบประเมินให้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้และการวิจัย จำนวน 3 ท่าน เพื่อประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ตามประเด็นในแบบประเมิน 1.10 นำคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุง แก้ไขให้เหมาะสม ชัดเจนขึ้นเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ 1.11 จัดพิมพ์เป็นแผนการจัดการเรียนรู้เป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับ กลุ่ม ตัวอย่าง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อง การวัด เป็นแบบชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งมีการสร้างแบบทดสอบตาม ขั้นตอน ดังนี้ 2.1ศึกษาสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และ หนังสือเรียนเรื่อง การวัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2.2 ศึกษาทฤษฎีและวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การวัด ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกโดยให้ครอบคลุมเนื้อหา และจุดประสงค์ จำนวน 20 ข้อ โดยเนื้อเรื่องที่นำมาสร้างแบบทดสอบตรงกับความสนใจและเหมาะสมกับวัยของ นักเรียน 2.4 นำข้อสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อครูพี่เลี้ยง เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ชัดเจน เหมาะสมและให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแก้ไข 2.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบตามข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง 2.6 นำข้อสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์นิเทศก์เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ความชัดเจนเหมาะสมและให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแก้ไข 2.7 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบตามข้อเสนอแนะของอาจารย์นิเทศก์
77 2.8 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบ ความ ถูกต้องและเหมาะสมชัดเจนของข้อคำถามและตัวเลือกตอบ โดยใช้แบบประเมินความ สอดคล้องซึ่งมี เกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นวัดตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นวัดตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นไม่ได้วัดตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.9 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเรื่อง การวัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กับจุดประสงค์การเรียนรู้โดย พิจารณาค่า IOC มากกว่า0.50 ขึ้นไป 2.10 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวัด ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 มาปรับปรุงแก้ไขตามคำเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ จากนั้นนำไป ตรวจสอบหาคุณภาพหาค่าความ ยากง่าย (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบเป็นรายข้อ โดยนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 โพธิ์ศรีจำนวน 33 คน 2.11 นำกระดาษคำตอบที่ได้มาตรวจให้คะแนนโดยให้ข้อที่ตอบถูกได้1 คะแนน ข้อที่ตอบผิดหรือไม่ตอบหรือตอบเกิน 1 ข้อได้0 คะแนน หลังจากการตรวจกระดาษคำตอบ และ รวบรวมคะแนน แล้วนำแบบทดสอบมาวิเคราะห์หาคุณภาพเป็นรายข้อโดยวิเคราะห์หาค่าความ ยาก ง่าย (p) ซึ่งพิจารณาค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.80 และวิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนก (r) ซึ่ง พิจารณาค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 1.00 2.12 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว จำนวน 15 ข้อไปหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ 2.13 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวัด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 ข้อ พิมพ์เป็นฉบับที่สมบูรณ์เพื่อนำไปใช้เก็บรวบรวม ข้อมูลจริงกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 1 โพธิ์ศรี จำนวน 19 คน 3. แบบประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีม เป็นประเมินที่มี 10 พฤติกรรมที่ ใช้ประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีม มี3 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง มีวิธีการสร้าง ดังนี้ 3.1 ศึกษาความหมาย แนวความคิดองค์ประกอบ และการส่งเสริมความสามารถ ในการทำงานเป็นทีม เพื่อนำมาสร้างพฤติกรรมที่ใช้ประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีม 10 ข้อ
78 3.2 นำแบบประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีม เสนอต่ออาจารย์นิเทศ เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงตามคำแนะนำ 3.3 นำแบบประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีมเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบ ความเที่ยงตรงโดยใช้แบบประเมินความความเที่ยงตรงซึ่งมีเกณฑ์การให้ คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อนั้นวัดได้ตรงตามเนื้อหา ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อนั้นวัดได้ตรงตามเนื้อหา ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อนั้นวัดไม่ได้ตรงตามเนื้อหา 3.4 วิเคราะห์ค่าความเที่ยงตรงระหว่างแบบประเมินความสามารถในการทำงาน เป็นทีม กับเนื้อหาโดย พิจารณาค่าความเที่ยงตรงมากกว่า 0.50 ขึ้นไป 3.5 นำแบบประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีมไปทดลอง 3.6 นำคะแนนที่ได้จากการทดลองมาหาค่าอำนาจจำแนก 3.7 นำคะแนนที่ได้จากการทดลองมาหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์ อัลฟ่า 3.8 นำแบบประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีม พิมพ์เป็นฉบับที่สมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลจริงกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 1 โพธิ์ศรี จำนวน 19 คน 4. แบบวัดความพึงพอใจ 4.1 ศึกษาความหมาย แนวความคิด และองค์ประกอบของความพึงพอใจ เพื่อนำมาสร้างพฤติกรรมที่ใช้ประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีม 10 ข้อ 4.2 นำแบบวัดความพึงพอใจ เสนอต่ออาจารย์นิเทศ เพื่อตรวจสอบและปรับปรุง ตามคำแนะนำ 4.3 นำแบบวัดความพึงพอใจ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบ ความ เที่ยงตรงโดยใช้แบบประเมินความความเที่ยงตรงซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อนั้นวัดได้ตรงตามเนื้อหา ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อนั้นวัดได้ตรงตามเนื้อหา ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อนั้นวัดไม่ได้ตรงตามเนื้อหา 4.4 วิเคราะห์ค่าความเที่ยงตรงระหว่างแบบแบบวัดความพึงพอใจ กับเนื้อหาโดย พิจารณาค่าความเที่ยงตรงมากกว่า 0.50 ขึ้นไป
79 4.5 นำแบบวัดความพึงพอใจไปทดลอง 4.6 นำคะแนนที่ได้จากการทดลองมาหาค่าอำนาจจำแนก 4.7 นำคะแนนที่ได้จากการทดลองมาหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์ อัลฟ่า 4.8 นำแบบวัดความพึงพอใจ พิมพ์เป็นฉบับที่สมบูรณ์เพื่อนำไปใช้เก็บรวบรวม ข้อมูลจริงกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 1 โพธิ์ศรี จำนวน 19 คน การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 มีขั้นตอนตามลำดับดังนี้ 1. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการวัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไป ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 1 โพธิ์ศรีจำนวน 19 คน 2. ดำเนินการทดลองสอนโดยผู้วิจัยทำการสอนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่รวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน 3. หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลงจึงทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการวัด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 ข้อ ซึ่งเป็นชุด เดียวกับข้อสอบก่อนเรียน ตรวจเก็บคะแนน เพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้ 1. หาค่าสถิติพื้นฐาน ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกลุ่ม แข่งขัน เรื่อง การวัด ประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ที่ได้จากการทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สถิติค่าทีแบบ Dependent t-test 3. เปรียบเทียบความสามารถในการทำงานเป็นทีม ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์โดยใช้ สถิติค่าทีแบบ one sample t t-test
80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1.1 ค่าเฉลี่ย 1.2 ร้อยละ 1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มแข่งขัน 2.1.1 ค่าความสอดคล้อง 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.1 ค่าความเที่ยงตรง 2.2.2 ความยากง่าย 2.2.3 ค่าอำนาจจำแนก 2.2.4 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตรของคูลเดอร์-ริชาร์ดสัน 2.3 แบบประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีม 2.3.1 ค่าความเที่ยงตรง 2.3.2 ความยากง่าย 2.3.3 ค่าอำนาจจำแนก 2.3.4 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟ่า 2.4 แบบวัดความพึงพอใจ 2.4.1 ค่าความเที่ยงตรง 2.4.2 ความยากง่าย 2.4.3 ค่าอำนาจจำแนก 2.4.4 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟ่า 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมุติฐาน 3.1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่ ได้รับการสอนวิธีสอนแบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มแข่งขัน โดยใช้ dependent t-test 3.2 เปรียบเทียบความสามารถในการทำงานเป็นทีมหลังเรียนโดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือกลุ่มแข่งขันกับเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยใช้ one sample t-test
81 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพ และเทคโนโลยีในหลักสูตรการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544. กรุงเทพฯ: องค์การรับส่ง สินค้าและพัสดุภัณฑ์. . (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์(ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. . (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. แก้วตา คณะวรรณ และ สุชาดา กรเพชรปาณี. (2542). การสังเคราะห์งานวิจัยวิธีการเรียนวิธีการ สอนรูปแบบการเรียนการสอน ที่ส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืนของเด็กไทย วิชา ภาษาไทย ระดับประถมศึกษา. รายงานการวิจัย. ชลบุรี: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย บูรพา. ขนาธิป พรกุล. (2554). การสอนกระบวนการคิด : ทฤษฎีและการนำไปใช้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: วี.พริ้นท์. จิราพร หนูลาย. (2549). ผลการใช้วิธีสอนแบบ STAD ที่มีต่อความสามารถในการอ่าน กานา อังกฤษเพื่อความเข้าใจและความพึงพอใจต่อการเรียนภายาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโหลีะหาร จังหวัดพัทลุง. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ. เชิดศักดิ์ ชูศรี. (2525). การทำงานเป็นหมู่คณะ : ศึกษาเฉพาะกรณีกรมการปกครอง. เทศาภิบาล, 2(25), 20. ณัฏฐพันธ์. เขจรนันท์. (2546). การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : เอ็กซุปเปอร์เน็ท. ดาหวัน บุตรโพธิ์. (2561). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การประยุกต์ของ สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์เสริม ด้วยการใช้ปัญหาปลายเปิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพพนปริญญา ครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. ทรงนาถ จันทร์กลับ. (2550). ผลการใช้วิธีสอนแบบร่วมมือโดยใช้วิธีการแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนร่วมมือกับการละเล่นพื้นบ้านที่มีต่อกวามสามารถในการอ่านสะกคคำ
82 ภาษาไทยและความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถบศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ การศึกษา มหาบัณฑิต. สงขลา : มหาวิทยาลัยทักษิณ ทิศนา แขมมณี และคณะ. (2548). การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปา. กรุงเทพฯ: พัฒนา วิชาการ. ทิศนา แขมมณี. (2548). ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์จำกัด. . (2555). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ ครั้งที่ 16. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์. . (2556). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ ครั้งที่ 17. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. . (2558). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 19. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพนภา อ๊อกด้วง. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำและหน้าที่ของคำใน ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD กับ การสอบแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต. นครปฐม : มหาวิทยาลัย ศิลปากร. นัชนันท์ กมขุนทค. (2553). การพัฒนาบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาสมการคณิตศาสตร์สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชา . กำแพงเพชร : สถาบันราชภัฏกำแพงเพชร. นิตยา กัลยาณี. (2551). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT เรื่อง เวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. มหาวิทยาลัยมหาสารคม. นิพนธ์ จิตต์ภักดี. (2528). การพัฒนาทีมงานให้มีประสิทธิภาพ. วารสารประชาศึกษา. 35(11). 22. นิภา เมธธาวีชัย. (2536). การประเมินผลการเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฎธนบุรี. บุญเลี้ยง ทุมทอง. (2556). ทฤษฎีและการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ เอสพริ้นติ้ง ไทย แฟคตอรี่. ปทมาวดี บุณยสวัสดิ์. (2535). ผลการใชเกมการละเลนพื้นบานของไทยที่มีตอการพัฒนาทักษะทาง สังคมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2. วิทยานิพนธ ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ถายเอกสาร. พรพิมล พรพีรชนม์. (2550). การจัดกระบวนการเรียนรู้. สงขลา: เทมการพิมพ์.
83 พรสวรรค์ สีป้อ. (2550). สุดยอดวิธีสอนภาษาอังกฤษนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ: เดอะ มาสเตอร์กรุ๊ป. . (2548). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม็นท์. ไพจิตร สะดวกการ. (2543). เรียนผูกเรียนแก้ภูมิปัญญาไทยที่สอดคล้องกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิส ซึม.ปฏิรูปการศึกษา. ภัทรา นิคมมานนท์. (2538). การประเมินผลการเรียน. กรุงเทพฯ : อักษราพิพัฒน์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2545). เอกสารการสอนชุดวิชาการพัฒนาวัยรุ่นและการอบรม หน่วยที่ 1-8. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. มัลลิกา มานันที. (2558). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง วัฒนธรรม ประเทศตะวันตกที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคกลุ่มแข่งขัน (TGT) กับ การจัดการเรียนรู้แบบปกติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. ศูนย์อำนวยการ เครือข่ายกุสุมาลย์ 2. วนิดา เดี่ยวพานิช. (2537). ผลของการฝกทักษะทางสังคมที่มีตอการสื่ออสารกับผูป่วยของ นักศึกษา พยาบาลชั้นปที่ 2 วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย. วิทยานิพนธ์ ปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชา จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ถายเอกสาร. วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2541). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: พริก หวานกราฟฟิก. . (2542). แผนการสอนที่เนั้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชัน. . (2545). เทคนิคและกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พ.ศ. 2544. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิก. . (2542). แผนการสอนที่เนั้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: แอล ที เพรส. วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2545). พัฒนาการเรียนการสอน Teaching and learning development. ใน เอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชา 0506703. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัย มหาสารคาม.
84 วิไลพร อุ่นอกพันธุ์ ทัศนา ประสานตรีและ มนตรี อนันต์รักษ์. (2556). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องสมการและการแก้สมการการคิดวิเคราะห์และแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดการเรียนรู้ แบบ TGT กับ แบบ 4 MAT. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. นครพนม: มหาวิทยาลัย นครพนม. เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรชจร. (2555). ครบเครื่องเรื่องควรรู้สำหรับครูคณิตศาสตร์: หลักสูตรการสอน และการวิจัย. กรุงเทพฯ: บริษัท จรัญสนิทวงศ์การพิมพ์ จำกัด. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. (2565). สรุปผลการทดทอบทางการศึกษาระดับชาติขั้น พื้นฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564. สืบค้นเมื่อ 20 ตุลาคม 2565, จาก extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://www.niets.or.th. สมพงษ์ เกษมสิน. (2526). การบริหารงานบุคคลแผนใหม่. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิชย์. สมโภชน เอี่ยมสุภาษิต. (2540). การพัฒนาทักษะทางสังคม. เอกสารในการอบรมหลักสูตรการ พัฒนาทักษะทางสังคม. 30 เมษายน – 20 พฤษภาคม 2540 ณ โรงพยาบาล ธัญญา รักษณปทุมธานี. สาคร รามริน. (2550). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และความพึงพอใจต่อการ เรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบเล่นปนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต. สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ. สารสิน เล็กเจริญ. (2554). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโคยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT กับการสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตนครปฐม มหาวิทยาลัยศิลปากร. สิทธิโชค วรานุสันติกุล. (2533). การพัฒนาทีมงาน. กรุงเทพฯ: อักษราพิพัฒน์. สุขุมาล เกษมสุข. (2535). การสอนทักษะทางสังคมในชั้นประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: ภาควิชา หลักสูตร และการสอน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. สุพันยา สายคง. (2560). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบซิปปาต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยา นิพพนปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. สุรางค์ โค้วตระกูล. (2533). จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย. สุวัฒนา อุทัยรัตน์. (2544). วิธีและเทคนิคการสอนคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาการคิด สำหรับครูในยุค ปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
85 สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. (2546). 19 วิธีจัดการเรียนรู้: เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. . (2547). 20 การจัดการเรียนรู้: เพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมคำนิยม และการเรียนรู้ โดยการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์. . (2551). 19 วิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ. พิมพ์ ครั้งที่ 7. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์. สุวิทย์ มูลคำ. (2545). 21 วิธีการเรียนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ภาพพิมพ์ . (2547). กลยุทธ์การสอนคิดวิเคราะห์. กรุงเทพฯ: ดวงกมลสมัย. ไสว ฟักขาว. (2544). การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ. กรุงเทพฯ: บริษัทสำนักพิมพ์เอมพันธ์ จำกัด. อัครเดช จำนงค์ธรรม. (2549). การศึกษาผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจทางการเรียนวิชาเคมีของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมกอิเล็กทรอนิค. สารนิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. อารี พันธ์มณี. (2534). จิตวิทยาการสอน. กรุงเทพฯ:บริษัท ต้นอ้อ จำกัด. อุษณีย โพธิสุข. (2545). สรางเด็กใหเปนอัจฉริยะ เลมที่5 : E.Q. ปญหาหนักของมนุษยชาติ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ. Cartledge, Gwendolyn. (1995). Teaching social skills to children and youth. Boston: Allyn and Bacon. Cook, c. W. and Phillip, L.H. (2001). Management and organizational behavior. New York : McGrew-Hil Dubois, D.J. "The Relationship Between Selected Student Team Learning Strategies and Student Achievement and Attitude in Middle School Mathematics." Dissertation Abstracts International 52 (August 1991) : 408-A. Johnson, D. W, & Johnson, R. T. (1990). Learning together and alone: Cooperative, competitive and individualistic learning. Englewood Cuiffs, New Jersey: Prentice-Hall. Riggio, Ronald E. (1986). Assessment of Basic Social Skills. Journal of Personality and Social Psychology. 51(3): 649 – 660.
86 William, Mary, S. "The Effects of Cooperative Team Learning on Student Achievement and Student Attitude in the Algebra Classroom." Dissertation Abstracts International49, 12 (June 1988) : 3611-A.