The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กัณฑ์มัทรี กลุ่ม5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by AIM ss70, 2024-06-19 22:12:48

กัณฑ์มัทรี ร่ายบท4

กัณฑ์มัทรี กลุ่ม5

กัณฑ์มัทรี มหาเวสสันดรชาดก กลุ่มที่ ๔ (หน้า ๓๐-๓๑) จัดทำ โดย ม.๕/๗ เลขที่ ๒,๑๓,๑๕,๒๓,๓๑


กัณฑ์มัทรี บทร่าย(1) ถอดคำ ประพันธ์ เมื่อพระนางมัทรีกราบทูลพระเวสสันดรเท่าใดๆ พระเวสสันดรก็ไม่ตอบพระ นางมัทรีเลย พระนางมัทรีจึงเกิดอาการเศร้าหมอง ก็ถวายบังคมลาพระ เวสสันดรออกเที่ยวเสาะแสวงหาพระลูกรักทั้งสองทุกหนทุกแห่ง ในคืนที่ แสงจันทร์ส่องสว่างกระจ่างแจ้งทั่วผืนฟ้า พระนางมัทรีก็เดินไปหยุดที่บริเวณ ใต้ต้นหว้า จึงได้เอ่ยว่าต้นหว้าต้นใหญ่ที่ใกล้อารามต้นนี้มีความงดงามด้วยกิ่ง ก้านที่แตกแขนงออกมาจากลำต้นนั้นแซมกันใบชะอุ่มรวมกันเป็นช่อเหมือน ชั้นของฉัตรประดุจฉัตรทอง แสงพระจันทร์ที่ส่องไปยังน้ำข้องก็ทำให้ดู เหมือนเป็นเพรชพลอย ทรายด้านใต้ที่โดนแสงจันทร์ก็ดูมันวาว เหมือนมีคน แกล้งเอาแก้วมาโปรย สวยเหมือนเป็นเมืองในสวรรค์จึงคิดถึงลูกที่เคยอยู่ในที่ สวยงามนี้แต่ตอนนี้หายไปไหนไม่รู้ เมื่อสมเด็จพระยอดมิ่งเยาวมาลย์มัทรีกราบทูลพระราชสามีสักเท่าใดๆ ท้าวเธอ จะได้ปราศรัยก็ไม่มีพระนางยิ่งหมองศรีโศกกำสรดสะอึกสะอื้น ถวายบังคมคืนออกมา เที่ยวแสวงหาพระลูกรักทุกหนแห่ง กระจ่างแจ้ง ด้วยแสงพระจันทร์ส่องสว่างพื้นอัมพร ประเทศวิถีนางเสด็จจรลีไปหยุด ยืนในภาคพื้นปริมณฑลใต้ต้นหว้า จึงตรัสว่า อิเม เต ชมฺพุกา รุกขา ควร จะสงสารเอ่ยด้วยต้นหว้าใหญ่ใกล้อาราม งามด้วยกิ่งก้านประกวดกัน ใบ ชอุ่มประชุมช่อเป็นฉัตรชั้นดั่งฉัตรทอง แสงพระจันทร์กั้นล่องต้องน้ำค้าง ที่ขังให้ไหลลง หยดย้อย เหมือนหนึ่งน้ำพลอยพร้อยๆ อยู่พรายๆ ต้องกับ แสงกรวดทรายที่ใต้ต้นอร่าม วามวาวดูเป็นวนวงแวว ดั่งบุคคลเอาแก้ว มาระแนงแกล้งมาโปรยโรยรอบปริมณฑลก็เหมือนกัน งามดั่งไม้ ปาริชาตในเมืองสวรรค์มาปลูกไว้ลูกรัก เจ้าแม่เอ่ย เจ้าเคยมาอาศัยนั่ง นอน ประทับร้อนสำราญร่มรื่นๆ สำรวลเล่นเย็นสบาย พระพายรำเพย พัดมาฉิวเฉื่อย เรไรระรี่ เรื่อยร้องอยู่หริ่ง ๆ แต่ลูกรักของแม่ทั้งชายหญิง ไปอยู่ไหนไม่เห็นเลย


กัณฑ์มัทรี ถอดคำ ประพันธ์ อนิจจา ๆ เอ่ยเห็นแต่ไทรทองถัดกันไป กิ่งก้านใบรากห้อยยื่นระย้าเจ้าเคย มาห้อยโหนโยนชิงช้าชวนกันแกว่งไกว แล้วเล่นไล่ปิดตาหาเร้นแทบหลัง บริเวณพระอาวาส อิมา ตาโปกฺขรณี รมฺมา เจ้าเคยมาประพาสสรง สนานในสระศรีโบกขรณีตำ แหน่งนอกพระอาวาส นางเสด็จลีลาศไปเที่ยว เวียนรอบ จึงตรัสว่าน้ำ เอ๋ยเคยมาเปียมขอบเป็นไรจึงขอดข้นลงขุ่นหมอง พระพายเจ้าเอ๋ยเคยมาพัดต้องกลีบอุบล พากลิ่นสุคนธ์ขจรรสมารวยรื่น เป็นไร จึงเสื่อมหอมหายชื่นไม่เฉื่อยฉ่ำ ฝูงปลาเอ๋ยเคยมาผุดคลำ ดำ แฝง ฟอง บ้างก็ขึ้นล่องว่ายอยู่ ลอยเลื่อนชมแสงเดือนอยู่พราย ๆ เป็นไรจึงไม่ ว่ายเวียนวง นกเจ้าเอ่ยเคยบินลงไล่จิกเหยื่อทุกเวลา วันนี้แปลกเปล่าตาแม่ แลไม่เห็น พระลูกเอ่ยเจ้าเคยมาเที่ยวเล่น แม่แลไม่เห็นแล้ว โอ้แลเห็นแต่ สระแก้วอยู่อ้างว้างวังเวงใจ นางก็เสด็จครรไลล่วงตำ บล เที่ยวคันหาพระ ลูกตามลำ เนาเนินป่า ทุกสุมทุมพุ่มพฤกษาป่าสูงยูงยางใหญ่ไพรระหง พนัสแดนดงเย็นยะเยือกเงียบสงัดเหงาได้ยินแต่เสียงดุเหว่าละเมอร้องก้อง พนาเวศ พระกรรณเธอสังเกตว่าสองดรุณเยาวเรศเจ้าร้องขานอยู่แว่วๆให้ หวาดว่าสำ เนียงเสียงพระลูกแก้วเจ้าขานรับพระมารดา นางมัทรีเห็นต้นไทรทองที่ลูกๆเคยพากันปีนป่ายเล่น กิ่งก้านใบที่เคย เล่นชิงช้าก็ยังอยู่ เล่นซ่อนหาบริเวณรอบ ๆ พระอาวาส ลูกๆเคยมา เล่นกันที่สระบัว เหตุใดตอนนี้น้ำ ในสระถึงขุ่นและสกปรก ดอกไม้ที่เคย หอมสดชื่น แต่ตอนนี้กลับไม่หอมเหมือนเดิม ฝูงปลาที่เคยว่ายน้ำ อย่างสนุกสนาน ชมแสงจันทร์ นกที่เคยบินไล่จิกเหยื่อวันนี้กลับไม่เห็น ลูกๆเคยมาเล่นกับแม่ที่สระบัว แต่วันนี้ช่างเงียบเหงา นางมัทรีเดินไป ตามรอบวัด ผ่านเนินป่าและต้นไม้ใหญ่ที่สงบร่มเย็น ไม่มีเสียงอะไร นอกจากเสียงดุเหว่าของนก เธอหูแว่วได้ยินเสียงร้องของลูกขานรับเธอ


กัณฑ์มัทรี นางเสด็จลีลาเข้าไปดู เห็นหมู่สัตว์จตุบาทกลาด กลุ้มเข้าสุมนอน นางก็ยิ่งสะท้อนถอนพระทัยเทวษ ครวญเสด็จด่วน ๆ ดะดุ่มเดินเมิงมุ่งละเมาะไม้มอง หมอบ แต่ย่างเหยียบกรอบก็เหลียวหลัง พระโสตฟัง ให้วาดแว่วว่าสำ เนียงเสียงพระแก้วเจ้าบ่นอยู่งึม ๆ พุ่ม ไม้ครึ้มเป็นเงา ๆชะโงกเงื้อม พระเนตรเธอแลเหลือบให้ ลายเลื่อมเป็นรูปคนตะคุ่ม ๆ อยู่คล้าย ๆ แล้วหายไป นางมัทรีเดินเข้าไปดูในป่า เห็นฝูงสัตว์สี่เท้ากำ ลังนอนสุมกัน นาง ยิ่งรู้สึกเศร้าใจและยิ่งคร่ำ ครวญ และรีบเดินไปตามหมูละเมาะไม้พุ่ม เตี้ย เมื่อย่างเท้าก็เหยียบใบไม้แห้งกรอบแกรบ นางก็ได้ยินเหมือน เสียงคนบ่นอยู่ที่พุ่มไม้ครึ้ม สายตาของพระนางแลเห็นคล้ายเป็นเงา คนอยู่ แล้วก็วับหายไป ถอดคำประพันธ์


กัณฑ์มัทรี สมเด็จอรไทเธอเที่ยวตะโกนกู่กู่ก้อง พระพักตร์เธอฟูมฟองนองไปด้วย น้ำพระเนตรเธอโศกาจึ่งตรัสว่าโอ้โอ๋เวลาปานฉะนี้เอ่ยมิดึกดื่น จวนจะสิ้น คืนค่อนรุ่งเสียแล้วกระไรไม่รู้เลย พระพายรำเพยพัดมารี่เรื่อยอยู่เฉื่อยฉิว อกแม่นี้ให้อ่อนหิวสุดละห้อย ทั้งดาวเดือนก็เคลื่อนคล้อยลงลับไม้สุดที่แม่ จะติดตามเจ้าไปในยามนี้ฝูงลิงค่างบ่างชะนีที่นอนหลับ ก็กลิ้งกลับเกลือก ตัวอยู่ยั้วเยี้ย ทั้งนกหกก็งัวเงียเหงาเงียบทุกรวงรังแต่แม่เที่ยวเซซังเสาะ แสวงทุกแห่งห้องหิมเวศทั่วประเทศทุกราวป่า สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไป เล็งแล สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำ เนียง สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ำเรียก พิไรร้อง สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื่องย่องยกย่างลงเหยียบดิน ก็สุดสิ้นสุดปัญญา สุดหาสุดคันเห็นสุดคิด จะได้พานพบประสบรอยพระลูกน้อยแต่สักนิดไม่มี เลย จึ่งตรัสว่าเจ้าดวงมณฑาทองทั้งคู่ของแม่เอย หรือว่าเจ้าทิ้งขว้างวาง จิตไปเกิดอื่น เหมือนแม่ฝันเมื่อคืนนี้แล้วแล พระนางมัทรีก็ตะโกนร้องทั่วไป ใบหน้าของพระนางเต็มไปด้วย น้ำ ตาแห่งความเศร้า พระนางจึงตรัสว่าเวลานี้ดึกจนจะรุ่งแล้ว ลมพัด เบา ๆ โดนกายทำ ให้หัวใจของแม่นี้อ่อนไหว ทั้งดวงดาวและพระจันทร์ก็ ค่อยๆ เคลื่อนลงลับทิ้วไม้ หมดหนทางที่พระนางจะตามหากัณหาชาลี ในคืนนี้แล้ว พระนางเห็นฝูงลิง ค่าง บ่างชะนี นอนหลับอยู่เป็นฝูง เห็น นกหกที่อยู่ในรังอย่างเงียบเหงา แต่พระนางกลับตามหาลูกทั่วป่าสุด สายตาของพระนางที่สามารถหาได้ สุดความสามารถที่จะได้ยินเสียง สุดเสียงที่พระนางจะร่ำ ร้อง สุดฝีเท้าที่พระนางจะเดินหา สุดสิ้นปัญญา ความคิดของพระนางที่จะได้พบกับกัณหาชาลีแล้ว จึงเปรียบกัณหาชา ลีป็นเจ้าดอกไม้ว่า ลูกทั้งสองจะเสียชีวิตเหมือนที่พระนางฝันไปแล้ว ถอดคำประพันธ์


กัณฑ์มัทรี คุณค่า คุณค่าด้านรรณศิลป์=ใช้คำประพันธ์ประเภทร่ายยาวแทรกด้วยคาถาบาลี มีการเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะ หลายตำแหน่ง มีการใช้ภาพพจน์แบบ "อติพจน์" หรือคือการกล่าวเกินจริง รสวรรณคดีเป็น"สัลลาปังคพิสัย"= แสดงถึงความเสียใจและเป็นกังวลของพระนางมัทรีที่ตามหาพระชาลีและพระกัณหา สังคม = สะท้อนถึงการบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดร ความเสียสละ และมีอิทธิพลจากศาสนาพุทธ เนื้อหาในบท = แสดงถึงความรัก ความพยายามในการตามหาแม่และความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูก คำ ศัพท์ พื้นที่ปริมณฑล = อาณาบริเวณ ระแนง = เรียง/ร่อน แกล้ง = ตั้งใจ โบกขรณ = สระบัว ซับทราบ = ได้รับรู้ เมิล = มองดู อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา แปลเป็นไทย ต้นหว้าเหล่านี้เป็นต้นไม้ของท่าน มหานิโค รธชาตํ แปลเป็นไทย ต้นไทรใหญ่ อิมา ตา โปกฺขรณี รมฺมา แปลเป็นไทย สระน้ำ เหล่านนั้นอันงดงาม


Click to View FlipBook Version