บทที่4
การวิเคราะห์ระบบ คือ กระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศจากระบบเดิมไปสู่ระบบใหม่ เพื่อ ปรับปรุง และแก้ไขกระบวนการทํางานของระบบใหม่มีประสิทธิภาพตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยจะยังไม่พิจารณาเรื่องซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่จะนํามาใช้ และยังไม่คํานึงถึง สมรรถนะของระบบและการวิเคราะห์และออกแบบระบบเปรียบได้กับเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าใจปัญหาและการ ทํางานของระบบเดิม ส่วนใหญ่มักจะมีเหตุผลประกอบต่าง ๆ เช่น ปรับปรุงบริการแก่ลูกค้า เพิ่ม ประสิทธิภาพ การทํางาน เพิ่ม กระบวนการควบคุมการทํางาน ลดต้นทุนการดําเนินงาน ต้องการสารสนเทศมากขึ้น ซึ่ง หลังจากที่วิเคราะห์ระบบ แล้ว ผลที่ได้มักจะมีด้วยกัน 3 ข้อ คือ (System Analysis and Design) ผลที่ได้จากการวิเคราะห์และออกแบบระบบจะออกมาใน 3 แนวทาง ดังนี้ (System Analysis and Design) 1. ไม่ต้องดําเนินการใด ๆ ด้วยเพราะผลของการวิเคราะห์พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ร้ายแรง หรือ ส่งผลต่อ การทํางานทั้งระบบ ระบบยังสามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ หรือระบบอาจจะมีปัญหาที่ต้องได้รับการ พัฒนาแต่ งบประมาณมีจํากัด ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม เป็นต้น 2. ปรับปรุงระบบเดิมให้ดีขึ้น สําหรับแนวทางนี้เป็นเพราะผลจากการวิเคราะห์ระบบพบว่า ระบบงาน นั้น ยังคงมีประสิทธิภาพ แต่มีปัญหาเพียงบางส่วนที่ต้องปรับปรุงแก้ไข หรือด้วยงบประมาณมีจํากัดจึงเลือก ปรับปรุง ระบบเดิมไปก่อน 3. พัฒนาระบบใหม่ เป็นแนวทางที่แสดงให้เห็นว่า ระบบนั้นมีความจําเป็นเร่งด่วนที่ต้องปรับปรุง ส่วน ใหญ่มักเกิดขึ้นกับระบบเดิมที่ไม่มีระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการประมวลผล จึงจําเป็นต้องจัดสร้างหรือ พัฒนาขึ้น มาใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ดีในการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาแสดงว่ามีความพร้อมทั้งงบประมาณ และ องค์ประกอบอื่น ๆ อยู่แล้วด้วย การวิเคราะห์และออกแบบระบบ การออกแบบระบบ การออกแบบระบบ คือ การอธิบายว่าการแก้ปัญหาของระบบเดิมจะทําอย่างไร (how) เป็นการจัดทํา โมเดลเพื่อ สนับสนุนการพัฒนาและติดตั้งระบบงานคอมพิวเตอร์ หรืออาจเป็นการปรับปรุงซอฟต์แวร์ในระบบเดิม และการปรับปรุง สมรรถนะของระบบงานเดิมหรือซอฟต์แวร์ระบบงานเดิม การออกแบบเป็กระบวนการที่เปลี่ยนการวิเคราะห์ให้เป็น คุณลักษณะของซอฟต์แวร์ การวิเคราะห์ระบบ กระบวนการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจากระบบเดิมหรือระบบปัจจุบันให้สอดคล้องกับความต้องการ ขององค์กรหรือหน่วยงานที่จะนําไปใช้ประโยชน์ โดยมีขั้นตอนการทํางาน อย่างเป็นระบบ และอาศัยเครื่องมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ การวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ คือ กระบวน การ พัฒนาระบบสารสนเทศโดยใช้แนวคิดเชิงวัตถุ กล่าวคือ ให้มององค์ประกอบต่าง ๆ เป็นวัตถุที่เชื่อมโยงและ ประสานงานกัน
กระบวนการวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ การวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ เป็นกระบวนการที่คล้ายกับกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยทั่วไป ซึ่งเรียกว่า “AgileDevelopment” โดยเอกสารที่เกิดขึ้นในระยะวิเคราะห์ระบบและออกแบบระบบนั้น จะประกอบด้วยโมเดลต่าง ๆ ที่ใช้อธิบายขั้นตอนการทํางานของระบบต่าง ๆ กันไป สําหรับในเนื้อหาบทเรียนนี้จะ แยกกระบวนการวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ ลักษณะสําคัญของกระบวนการวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ กระบวนการวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ มีลักษณะที่สําคัญคือเป็นกระบวนแบบวนซ้ํา (Interactive Development) แบ่งขั้นตอนการทํางานเป็นรอบ ๆ ในแต่ละรอบจะมีการกําหนดระยะเวลาที่ ชัดเจน ไม่สั้นหรือยาว จนเกินไป ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบในรอบนั้น ๆ โดยให้ความสําคัญกับ ความต้องการหลักของผู้ใช้งาน ระบบ อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ในการพัฒนาระบบ ขึ้นอยู่กับขอบเขตซึ่งจะแปรผัน ตามผลป้อนกลับ (Feedback) ทําให้ ระยะเวลาการทําซ้ําของแต่ละรอบมีการขยายวงกว้างออกไป โดยข้อดีของ กระบวนการทําซ้ํา ได้แก่ 1. สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงในการพัฒนาระบบทั้งด้านเทคนิค ความต้องการของระบบ การใช้งานได้ ในระยะต้น ๆ ของการพัฒนาระบบข้อดีของกระบวนการทําซ้ํา 2. สามารถเห็นความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาระบบได้ตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของการพัฒนาระบบ สามารถได้รับ ข้อเสนอแนะ การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และการปรับระบบ เพื่อให้ระบบที่กําลังพัฒนาขึ้น ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ระบบ 3.สามารถได้รับข้อเสนอแนะ การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ และการปรับระบบ เพื่อให้ระบบที่กําลังพัฒนาขึ้น ตรงกับความ ต้องการของผู้ใช้งานระบบ 4.สามารถจัดการกับความวับซ้อนของระบบโดยไม่ต้องติดขัดกับการวิเคราะห์ที่ใช้เวลานาน 5.สามารถนําประสบการณ์จากการพัฒนาระบบในรอบก่อนๆ มาปรับปรุงวิธีการดําเนินงานในรอบถัดๆไปได้ การวางแผน(Planning) การวางแผน คือ การกําหนดขอบเขตของระบบ วัตถุประสงค์ในการดําเนินการ ระยะเวลางบประมาณ และตาราง กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยจะรวมถึงการควบคุมและการบริหารความเสี่ยงที่ จะเกิดขึ้น รวมไปถึงการกําหนดบุคลากรที่รับผิดชอบกิจกรรมนั้นๆ ด้วยโดยมีทั้งการวางแผน ระยะสั้น ประมาณ 3 -6 เดือน การวางแผนระยะกลาง ประมาณ 6 - 12 เดือน และการวางแผนระยะยาว ประมาณ 2 ปีขึ้นไป การวางแผนโครงการที่ดีจะต้องเริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้นของโครงการไปจนกระทั่งเสร็จสิ้นโครงการ ผู้วางแผน จะต้อง เข้าใจขั้นตอนการทํางานอย่างละเอียด และเลือกใช้เครื่องมือรวมถึงบุคคลที่เหมาะสมในการดําเนินการกิจกรรมแต่ละ กิจกรรม การกําหนดทรัพยากรที่จําเป็นต้องใช้และวิธีการควบคุมที่สําคัญต้องคาดคะเนปัญหาและอุปสรรคพร้อมแนว ทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกลุ่มบุคคลที่มี ต่อการวางแผนโครงการประกอบด้วย คณะกรรมการผู้บริหารคณะกรรมการ อํานวยการ และผู้จัดการตามสายงานนั้น ๆ เป็นต้น รูปภาพ 4.1 ออกแบบระบบเชิงวัตถุออกเป็น 5 ขั้นตอน
ความสําเร็จของโครงการ การควบคุม ควบคุม หมายถึง การตรวจเช็คและติดตามการทํางานในทุกกิจการจกรมให้สามารถปฏิบัติได้ตามระยะเวลา ที่กําหนดไว้ในขั้นตอนการวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการควบคุมจะช่วยให้การทํางานเป็นไปตาม ระยะเวลา ของโครงการที่กําหนดและเกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ประโยชน์ที่ได้รับจากการบริหารโครงการ การดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการ หากได้รับการบริหารจัดการโครงการที่ดี ก็จะมีประโยชน์กับ โครงการนั้น ดังนี้ • ช่วยลดความเสี่ยงในการจัดโครงการ การดําเนินงานเป็นไปตามแผนที่กําหนดไว้ • เกิดความเชื่อมั่นว่ากิจกรรมดําเนินไปตามทิศทางที่กําหนดไว้ • เกิดระบบการประสานงานและความร่วมมือ • สามารถปรับแผนหรือแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที • ทราบผลการดําเนินงานว่าประสบผลสําเร็จเพียงใด การประสบความสําเร็จของโครงการหลังจากปิดโครงการไปแล้ว สามารถกําหนด ได้ 3 ลักษณะ คือ สําเร็จภายในระยะเวลา (Schedule Success) หมายถึงโครงการนั้นสามารถจัดทําให้สําเร็จได้ภายในระยะเวลาหรือเร็วกว่า ระยะเวลาที่กําหนดไว้ในโครงการ สําเร็จภายใต้งบประมาณ (Budget Success) หมายถึงโครงการนั้นสามารถจัดทําได้จนสําเร็จภายใต้งบประมาณที่กําหนดหรือ มี งบประมาณคงเหลือจากที่กําหนดไว้ สําเร็จตามวัตถุประสงค์ (Objective Success) หมายถึง โครงการนั้นสามารถจัดทําได้จนสําเร็จและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของ โครงการที่กําหนดไว้ทุกประการ กระบวนการบริหารโครงการ กระบวนการบริหารโครงการ กล่าวถึงในการวางแผนโครงการคงไม่สามารถ ทําได้ในครั้งเดียวแล้วเสร็จสิ้นหากแต่จําเป็นต้องอาศัยกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงสิ้นสุดโครงการ ซึ่งกระบวนการวางแผนในสมัยใหม่ที่มีหลากหลาย แนวทาง แต่ที่ได้รับความนิยมก็คงเป็นกระบวกการวางแผนโดยใช้ “วัฏจักรของ เดมมิ่ง” (Deming cycle) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือการวางแผน การปฏิบัติ การตรวจประเมิน และการปรับปรุงแก้ไข“วัฏจักรของเดมมิ่ง” (Deming Cycle) ประกอบด้วย 4ขั้นตอน รูปภาพที่ 4.2 รูปภาพแสดงต้นทุน รูปภาพที่ 4.3 รูปภาพแสดงกระบวนการ บริหารโครงการ
การบริหารโครงการ การบริหารโครงการเป็นการดําเนินการให้โครงการประสบความสําเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ จําเป็นต้อง อาศัยผู้บริหารโครงการมากํากับดูแล และควบคุมให้การดาเนินงานของโครงการนั้นเป็นไปตามแผนงานที่กําหนด ไว้ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ 1) ผู้บริหารโครงการระดับสูง 2) ผู้บริหารโครงการระดับปฏิบัติการ สําหรับคุณสมบัติของผู้บริหารโครงการควรมีความรู้และทักษะที่จําเป็น ดังนี้ 1) ความรู้และทักษะด้านการวางแผน 2) ความรู้และทักษะด้านการจัดหน่วยงาน 3) ความรู้และทักษะด้านการควบคุมการปฏิบัติงานโครงการ 4) ความรู้และทักษะด้านงบประมาณ บัญชี กฎหมาย และจิตวิทยา การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) การวิเคราะห์ระบบ คือ การศึกษาปัญหาและความสําคัญในการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาแทนที่ระบบเดิม โดยรวบรวม ข้อมูลความต้องการของระบบใหม่จากผู้ใช้ระบบ เช่น บุคคล แผนก องค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะใช้เทคนิค การเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต การแจกแบบสอบถาม และรวบรวมเอกสาร ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบ นั้น ๆ หลังจากนั้นจะใช้เทคนิคการจําลองแผนภาพความต้องการของระบบใหม่ด้วยเคสทูลส์ (Case Tools) ต่าง ๆโดย เมื่อรวบรวมข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็จะนําไปสู่การวิเคราะห์แนวทางแก้ไขโดยใช้แบบจําลอง ระบบใหม่ด้วยแผนภาพ Class Diagram หรือ ObjectDiagram เป็นต้น เคสทูลส์ (CASE Tools) เคสทูลส์ (Computer Aided Software Engineering Tools) คือเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์และ ออกแบบระบบ โดยอาศัยเทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์มาช่วยในการวิเคราะห์และออกแบบระบบข้อมูลข่าวสาร รวมถึงกระบวนการทํางานต่าง ๆ ให้ออกมาอยู่ในรูปของแผนภาพ รายงาน โค้ดโปรแกรมอย่างอัตโนมัติทําให้เกิด ประโยชน์ในการทํางาน รูปภาพที่ 4.4 การวิเคราะห์ระบบ
เคสทูลส์ ทําให้เกิดประโยชน์ในการทํางาน ได้แก่ 1. เพิ่มในการวิเคราะห์ให้มากขึ้นเนื่องจากการใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยจะสามารถสร้างแผนภาพได้อย่างง่าย สามารถทําซ้ําแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมได้หลายรูปแบบ ที่สําคัญแผนภาพดังกล่าวได้รับการยอมรับและ เป็นมาตรฐานเดียวกัน 2. ทําให้ผู้วิเคราะห์และผู้ใช้ติดต่อถึงกันได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแผนภาพที่สร้างขึ้นจากซอฟต์แวร์ต่าง ๆ จะ ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้วิเคราะห์ระบบกับผู้ใช้เข้าใจกันได้ง่าย ทําให้การพัฒนาระบบมีความรวดเร็วและ สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ได้มากที่สุด 3. ช่วยเชื่อมต่อวงจรของขั้นตอนในการพัฒนาระบบ เนื่องจากแผนภาพแต่ละส่วนจะสามารถส่งต่อไปใน แต่ละขั้นตอนได้ตามกระบวนการวิเคราะห์และออกแบบระบบเชิงวัตถุ ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ทํา ให้การบําารุงรักษาระบบเป็นไปอย่างถูกต้องแม่นยํา 4.การบําารุงรักษาระบบจะเป็นไปได้อย่างถูกต้องแม่นยําาเนื่องจากสามารถเข้าไปบําารุงรักษาระบบได้ อย่างถูกต้องแม่นยําาในส่วนที่ต้องการ ขอบข่ายของเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาระบบ สําหรับเคสส์ทูลที่นํามาช่วยในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ นั้นสามารถแบ่งตามขอบข่ายของงานได้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ เคสทูลส์ระดับสูง (Upper CASE Tools) เป็นเครื่องมือสนับสนุน การทํางานในขั้นตอนแรก ๆ ของวงจร การพัฒนาระบบ ได้แก่ ขั้นตอนการวางแผน ขั้นตอนการวิเคราะห์ และขั้นตอนการออกแบบ ระบบ เช่น การ ออกแบบหน้าจอ การออกแบบรายงาน การออกแบบ พจนานุกรมข้อมูลการบริหารโครงการ การออกแบบแผนผัง ระบบ และรูปแบบในการวิเคราะห์ โดยโปรแกรมที่นิยมใช้ในขั้นตอนนี้ได้แก่ Microsoft Visio และ โปรแกรมVisible Analysis เป็นต้น เคสทูลส์ระดับล่าง (Lower CASE Tools) เป็นเครื่องมือ สนับสนุนการทํางานในขั้นตอนการนําไปใช้งานการทดสอบระบบ และการบํารุงรักษาระบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขั้นตอนในระยะ สุดท้ายของวงจรการพัฒนาระบบ ซึ่งบางขั้นตอนอาจจะซ้อน กับเคสทูลส์ระดับสูงก็ได้สําหรับประโยชน์ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้จะ ช่วยให้ระบบพัฒนาได้เร็วขั้นลดระยะเวลาในขั้นตอนการ บํารุงรักษาระบบ สามารถนําไปพัฒนาด้วยโค๊ดอื่น ๆ ได้มากกว่า 1 ภาษา ลดค่าใช้จ่ายเมื่อต้องเปลี่ยนโปรแกรมในอนาคต และ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม สําหรับโปรแกรมที่ นิยมใช้ในขั้นตอนนี้ได้แก่ Relationalrose,QMetryTest Management เป็นต้น รุปภาพที่ 4.5 เคสทูลส์ระดับสูง รูปภาพที่ 4.6 เคสทูลส์ระดับล่าง
ประเภทของ CASE Tools เคสทูลส์เมื่อแบ่งประเภทตามกระบวนการทํางาน จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1. เครื่องมือสําหรับการวิเคราะห์ (Software Requirement Tools) เป็นเคสทูลส์ที่ใช้สําหรับการจัดทําเอกสาร เพื่อรวบรวมความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้งาน ตัวอย่างโปรแกรมสําหรับการวิเคราะห์ได้แก่ CaseSpecTraceClound SpiraTest Process Street และAligend Elements เป็นต้น สําหรับเคสทูลส์ประเภท นี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.1 เครื่องมือในการสร้างแบบจําลองความต้องการ (Requirement Modeling Tools) 1.2 เครื่องมือการติดตามความต้องการ (Requirement TraceabilityTools) 4. เครื่องมือทดสอบซอฟต์แวร์ (Software Testing Tools) เป็นเคสทูลส์ที่ใช้สําหรับการทดสอบซอฟต์แวร์ มีการ กําหนดกรอบการปฏิบัติการทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมที่กําหนดไว้ล่วงหน้า ใช้จัดทําเครื่องมือประเมินผลการ ทดสอบว่าเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ ใช้บริหารงานทดสอบและวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทํางานของซอฟต์แวร์ โดยแบ่งรูปแบบการทดสอบออกเป็น 5 ชนิด คือ 1. Unit Test เป็นการทดสอบโดยโปรแกรมเมอร์หรือผู้ที่เขียนโปรแกรมขึ้นมา การทดสอบในรูปแบบนี้ทํา ขึ้นเพื่อยืนยันการทํางานในระดับย่อยที่สุดว่า ทํางานได้ถูกต้องที่ตามที่ต้องการหรือไม่ 2. Integration Test เป็นการทดสอบการเชื่อมต่อส่วนต่าง ๆ ที่นํามาประกอบกันเป็นโปรแกรม เช่นโมดูล (Module) ย่อย ๆ ของโปรแกรมมีความสมบูรณ์และส่งต่อข้อมูลได้ครบถ้วนตามที่ต้องการหรือไม่ 3. System Test เป็นการทดสอบการเชื่อมต่อและการสื่อสารกันระหว่างซอฟต์แวร์หรือระบบอื่น ๆ ที่ นํามาเชื่อมโยงกันว่ามีความสมบูรณ์และเชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ 4. Acceptant Test เป็นการทดสอบโดยให้ผู้ใช้งาน (End User) หรือลูกค้า ทดลองการทํางานของ โปรแกรมว่าถูกต้องและสอดคล้องกับความต้องการหรือไม่ 5. Usability Test เป็นการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมามีการใช้งานที่ง่าย สะดวก และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้หรือไม่ รูปภาพที่ 4.7 แสดง CASE Tools รูปภาพที่ 4.8 เครื่องมือทดสอบซอฟต์แวร์ 2. เครื่องมือออกแบบซอฟต์แวร์ (Software Design Tools) เป็นเคสทูลส์ที่ ใช้สําหรับการออกแบบซอฟต์แวร์ และตรวจสอบความต้องการทางด้าน ซอฟต์แวร์ ให้มีความสมบูรณ์และสอดคล้องตามความต้องการของลูกค้า ปัจจุบันมีเคสทูลส์ประเภทนี้จํานวนมาก ได้แก่ Justinmind และ Drwa.io เป็น ต้น 3. เครื่องมือสร้างซอฟต์แวร์ (Software Construction Tools) เป็นเคส ทูลส์ที่ใช้สําหรับสร้างหรือแก้ไข ซอฟต์แวร์ที่นํามาพัฒนาโปรแกรมให้กับลูกค้า ได้แก่ โปรแกรมคอมไพเลอร์ (Compiler)โปรแกรมอินเตอร์พรีเตอร์(Interpreter) โปรแกรมดีบักเกอร์ (Debugger) เช่น Eclipse, Sublime Text Firebase และ Visual Studio ต่างๆ
5. เครื่องมือบํารุงรักษาซอฟต์แวร์ (Software Maintenance Tools) เป็นเคสทูลส์ที่ใช้สําหรับ บํารุงรักษาซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แล้วให้ คงสภาพใช้งานได้ดีอยู่ตลอดเวลา เช่น โปรแกรมCCleaner เป็นต้น สําหรับเคสทูลส์ประเภทนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.เครื่องมือสร้างความเข้าใจ (Comprehension Tools) เป็นเคส ทูลส์ที่ช่วยให้ทีมงานซ่อมบํารุงรักษา ระบบ ทําความเข้าใจกับ โปรแกรมที่บํารุงรักษาได้ง่ายขึ้น 2. เครื่องมือรื้อปรับระบบใหม่(Reengineering Tools)เป็นเดสทูลส์ ที่ช่วยในกระบวนการปรับปรุง โครงสร้างของโปรแกรมทีละส่วน เพื่อ ทําให้โปรแกรมอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เหมือนเดิม 6. เครื่องมือจัดการโครงแบบ (Software Configuration Management Tools) เป็นเคสทูลส์ที่ใช้ สําหรับ ติดตามการเปลี่ยนแปลงของทุกองค์ประกอบของโปรแกรม มีการจัดการรุ่นของโปรแกรมและการวาง จําหน่าย โปรแกรม ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้งาน ได้แก่ SVN : Subversion - Perforce - VCC: Visual Source Safe - CVS Concurrent Version System - Rational Clear Case 7. เครื่องมือบริการงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering Management Tools) เป็นเคส ทูลส์ที่ใช้ สําหรับการวางแผนและการติดตามโครงการ และการจัดการความเสี่ยง มีการประมาณการแรงงาน และต้นทุน พร้อมทั้ง จัดตารางงาน มีการระบุปัจจัยเสี่ยง ประมาณการผลกระทบและติดตาม ความเสี่ยง ตัวอย่างโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Condendi Redmine Projectpire Trac และ Project HQ เป็นต้น 8. เครื่องมือคุณภาพซอฟต์แวร์(Software Quality Tools) เป็นเคสทูลส์ที่ใช้ สําหรับ ตรวจสอบคุณภาพ (Inspection Tools) และวิเคราะห์คุณภาพ (Static Analysis Tools) ซึ่ง ใช้สําหรับทบทวนและตรวจสอบ คุณภาพของโปรแกรมมีการวิเคราะห์ ลักษณะด้านต่าง ๆ ของโปรแกรมตัวอย่าง โปรแกรม ได้แก่PhpMetrics เป็นต้น รุปภาพที่ 4.9 ตัวอย่างโปรแกรม CCleaner รูปภาพที่ 4.10 ตัวอย่างโปรแกรม Condendi รูปภาพที่ 4.11 ตัวอย่างโปรแกรม PhpMetrics
การบํารุงรักษาระบบ(System Implementation) การบํารุงรักษาระบบ คือ ขั้นตอนการเก็บรวบรวบข้อมูล หรือคําร้องขอในการปรับปรุงระบบ ภายหลัง จากที่ผู้ใช้งานระบบใต้ใช้มารุ่นหนึ่งแล้ว ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว ดังนั้น นักวิเคราะห์ระบบจึงต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้งานและออกแบบการ ทํางานที่ต้องการปรับปรุง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทํางานของ ระบบที่จําเป็นต้องได้รับ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ให้ได้มากที่สุดและ เครื่องมือในขั้นตอนการบํารุงรักษาระบบตารางแสดงกิจกรรมแบบจําลอง เทคนิค
แบบทดสอบท้ายหน่วยที่ 4 1.ข้อใดคือความหมายของข้อมูล ก.ข้อมูลที่ประมวลผลเป็นสารสนเทศ ข.ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้กลั่นกรองแล้ว ค.ข้อความที่ใช้แทนคน สัตว์ และสิ่งของ ง.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทุกสิ่งหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ 2.ข้อใดคือหน่วยของโครงสร้างข้อมูลที่เล็กที่สุด ก.สมหญิง งามน้ําใจ ข.55.5 % ค.99.99 ง.0 1 3.ข้อใดคือความหมายของฐานข้อมูล ก.กลุ่มของแฟ้มข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันนํามารวบรวมไว้ด้วยกันเพื่อใช้ข้อมูลร่วมกัน ข.กลุ่มของแฟ้มข้อมูลที่เป็นเรื่องเดียวกันเพื่อใช้งานร่วมกัน ค.การรวบรวมแฟ้มข้อมูลที่ซ้ํากันไว้ด้วยกัน ง.ข้อมูลที่เหมือนกันนํามารวมกัน 4.การเก็บข้อมูลที่แต่ละฝ่ายมีเหมือนกันเพียงแฟ้มเดียวแต่ทุกฝ่ายสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้เป็นประโยชน์ของ ฐานข้อมูลในข้อใด ก.การลดความซ้ําซ้อนของข้อมูล ข.การลดความขัดแย้งการจัดเก็บข้อมูล ค.ความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูล ง.ความเป็นอิสระของข้อมูลจากโปรแกรม 5.ข้อใดคือข้อดีของการใช้ฐานข้อมูล ก.ต้นทุนสูง ข.ลดความซ้ําซ้อนของข้อมูล ค.เกิดการสูญเสียข้อมูล ง.มั่นใจในการนําไปใช้งาน 6.ข้อใดคือองค์ประกอบของระบบฐานข้อมูลที่ทําหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้และข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในสื่อต่าง ๆ ก.Data ข.Software ค.Hardware ง.Procedures
7.พัฒนาการระบบฐานข้อมูลที่นําฐานข้อมูลที่ได้มาจากการสกัดข้อมูลจากฐานข้อมูลอื่นซึ่งอาจจะ โครงสร้างแตกต่างกันหรืออยู่บนระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจเชิง ธุรกิจ คือพัฒนาการของระบบฐานข้อมูลในข้อใด ก.คลังข้อมูล ข.เหมืองข้อมูล ค.ฐานข้อมูลบนเว็บ ง.ฐานข้อมูลแบบกระจาย 8.ข้อใดคือความหมายของสถาปัตยกรรมฐานข้อมูล ก.การสร้างรูปแบบของข้อมูล ข.แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาฐานข้อมูล ค.การออกแบบรูปร่างและองค์ประกอบสําคัญของระบบฐานข้อมูล ง.โครงสร้างข้อมูลที่อธิบายรูปแบบ และองค์ประกอบภายในระบบฐานข้อมูล 9.สถาปัตยกรรมฐานข้อมูลระดับใดที่แสดงให้เป็นถึงโครงสร้างโดยรวมของระบบทั้งหมด ก.ระดับภายนอก ข.ระดับแนวคิด ค.ระดับภายใน ง.ทุกระดับ 10.สถาปัตยกรรมฐานข้อมูลระดับใดที่จัดเก็บข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลจริง เกี่ยวข้องกับ โครงสร้างทาง กายภาพของข้อมูล ก.ระดับภายนอก ข.ระดับแนวคิด ค.ระดับภายใน ง.ทุกระดับ