The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 053 ธวัชชัย ทองวัง, 2023-02-27 16:08:02

บทที่2

บทที่2

บทที่2


สาระการเรียนรู้ 1. ขั้นตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศ 2. วงจรการพัฒนาระบบ 3. ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ระบบ 4. นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) 5. ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศ 6. แนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อขั้นตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศ 2. เพื่อให้มีกิจนิสัยและทัศนคติที่ดีในวิชาชีพคอมพิวเตอร์ สมรรถนะประจ าหน่วย 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศ 2. เปรียบเทียบข้อแตกต่างและหน้าที่หลักของขั้นตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศแบบ SDLC


ขั้นตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศ ขั้นตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการปรับปรุง และพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาทดแทนระบบเดิมเพื่อให้สามารถรองรับ เทคโนโลยีและความต้องการของผู้ใช้งาน ตามยุคสมัยที่มีการ เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่มีการน าเทคโนโลยีมา ใช้อย่างกว้างขวาง การพัฒนาระบบสารสนเทศจงเป็นจ าเป็นต้องที่ต้อง ด าเนินการอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบ จึงจะสามารถช่วยให้การ ปฏิบัติงานนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นผลดีกับหน่วยงานหรือ องค์กรที่ใช้ระบบนั้น ๆ ได้ซึ่งการพัฒนาจ าเป็นต้องอาศัยกระบวนการ ด าเนินการอย่างเป็นขั้นตอน และท างานซ้ า ๆ ในรูปแบบของวัฏจักรหรือ วงจรอย่างต่อเนื่อง จะท าให้ระบบนั้นมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน และทันต่อสถานการณ์ๆ สาเหตุที่ต้องพัฒนาระบบสารสนเทศ การท างานของแต่ละหน่วยงานหรือองค์กร เมื่อเริ่มต้นไปสักระยะ หนึ่งก็จะพบกับปัญหาที่เกิดขึ้นในการด าเนินการ วิธีการแก้ไขก็ท าไป ตามสถานการณ์นั้น ๆ ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของปัญหา ปัญหาบาง เรื่องมีการสะสมโดยมได้รับการแก้ไขมาอย่างยาวนานจนเป็นสาเหตุ ของความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ละวันโดยเฉพาะ ในยๆ ของการแข่งขัน หากองค์กรใดไม่มีการไปปัจจัยขัดขวาง ประสิทธิภาพในการท างานแถบทั้งสิ้นเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาระบบ ให้มีประสิทธิภาพ อย่างต่อเนื่อง องค์กรนั้นก็จะไม่สามารถประกอบ กิจการต่อไปได้และสุดท้ายก็ต้องยุบหรือเลิกกิจการนั้นๆไปโดย ปริยาย ดังเช่นหลายบริษัทชั้นน าของโลกที่ต้องปิดกิจการลงไป ปัจจัยที่ต้องพัฒนาระบบสารสนเทศ ส าหรับปัจจัยส าคัญที่เป็นโอกาสให้จ าเป็นต้องเร่งปรับปรุงหรือพัฒนาระบบสารสนเทศ ได้แก่ 1. ปรับปรุงการบริการให้แก่ลูกค้า 2. เพิ่มประสิทธิภาพในการท างาน 3. เพิ่มกระบวนการควบคุมการท างาน 4. ลดต้นทุนการด าเนินการ 5. ต้องการสารสนเทศมากขึ้น 6. ปรับปรุงการเชื่อมโยงกันของระบบ และระบบย่อย รูปที่ 2.1 สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย รูปที่ 2.2 วงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศ


การพัฒนาระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบสารสนเทศมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงระบบเดิมให้มีประสิทธิภาพในการ ท างาน สามารถแข่งขันในเชิงธุรกิจและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ ในทางปฏิบัติมีแนวคิดในการ พัฒนาอยู่ หลายรูปแบบ ได้แก่ วงจรการพัฒนาระบบ โมเดลน้ าตกเป็นต้น ส าหรับในบทเรียนนี้จะ ยกตัวอย่างขั้นตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศในรูปแบบวงจรการพัฒนาระบบ วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC) วงจรการพัฒนาระบบ หรือ วัฏจักรการพัฒนาระบบ แบบ SDLC เป็นทฤษฎีที่เก่าแก่และนิยมน ามาใช้ในการ พัฒนาระบบเนื่องจากมีกระบวนการพัฒนาที่ชัดเจนอย่างเป็นขั้นตอน มีการก าหนดขอบเขตและเป้าหมายในการ ท างานของแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจนแบ่งออกเป็นขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 : การวางแผนโครงการ (Project Planning) ขั้นตอนที่ 2 : การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) ขั้นตอนที่ 3 : การออกแบบระบบ (System Design) ขั้นตอนที่ 4 : การน าไปใช้ (Implementation) ขั้นตอนที่ 5 : การบ ารุงรักษาระบบ (System Maintenance) สรุปงานที่ต้องด าเนินการในขั้นตอนการวางแผนโครงการ 1. ศึกษาปัญหา โอกาสและเป้าหมาย 2. ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ 3. จัดตั้งทีมงาน และก าหนดระยะเวลาด าเนินการ 4. จัดท าแบบเสนอโครงการ เพื่อขออนุมัติ ตัวอย่าง การปัญหาที่นักศึกษาสนใจ และอยากจะน าเทคโนโลยี มาช่วยแก้ไขปัญหานั้น ขั้นตอนที่ 1 การวางแผนโครงการ (Project Planning) คือ การศึกษาขอบเขตของ ปัญหาและแนวทางการพัฒนา เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นที่ชัดเจน มีการวางแผน ระยะเวลาในการด าเนินการ ก าหนดกรอบงบประมาณด าเนินการ ให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาความเป็นไปได้เหล่านี้ ต้องพิจารณาความ เป็นไปได้ทั้งด้านเทคนิค ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านการ ปฏิบัติงานว่าสามารถ น ามาใช้ประโยชน์ในการท างานนั้น ๆ ได้จริงและเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้งานได้ หรือไม่และศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาทดแทนหรือ ปรับปรุงระบบเดิมนอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงที่มี งานที่จะมาร่วมพัฒนา โปรแกรมว่าควรมีคุณสมบัติอย่างไรหลังจากนั้นจึงเขียนโครงการและน าเสนอ โครงการเพื่อขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาหรือลูกค้าตามล าดับต่อไป รูปที่ 2.3 แนวทางการพัฒนา รูปที่ 2.4 ขั้นตอนในการวางแผนโครงการ


ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์ระบบ คือ ขั้นตอนการศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน และเป็นไปตามขอบเขตที่ก าหนด ซึ่งการวิเคราะห์จะต้องรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากระบบนั้น ๆ มาศึกษา โดย ข้อมูลที่จะรวบรวมอาจจะได้มาจากการสัมภาษณ์ (Interview)การสังเกต (Observation)การแจก แบบสอบถาม (Questionnaire) หรือ เอกสาร (Documents) เช่น การออกแบบแผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram : DFDs) หรือการสร้างแบบจ าลองความสัมพันธ์ของข้อมูล (Entity Relationship Diagram : ERD) เป็นต้น Context Diagram ระบบการเข้าพักของรีสอร์ท การวิเคราะห์ระบบจะช่วยให้การพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาตรงกับ ความต้องการของผู้ใช้งานได้มากที่สุด หากไม่มีขั้นตอนนี้การ พัฒนาระบบก็จะเป็นไปตามความรู้สึกหรือพัฒนาขึ้นตามความ ต้องการของนักพัฒนาระบบเท่านั้นและในที่สุด หลังจากพัฒนา เสร็จสิ้นและน าไปใช้งานจริงก็ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ตอบสนอง ความต้องการของ ผู้ใช้ท าให้เกิดความสูญเปล่าทั้งงบประมาณ เวลาและทรัพยากรทั้งหมดที่ระดมมาเพื่อสร้างระบบนั้น ๆ ขึ้นมา ใหม่อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์ระบบจะมีการออกแบบบางส่วนซึ่ง เป็นภาพรวมของระบบในระดับหลักการเท่านั้นหรือที่เรียกว่า แบบจ าลองทางลอจิคัล (Logical Model) ขั้นตอนที่ 3 การออกแบบระบบ คือ ขั้นตอนการตัดสินใจว่าจะ น าระบบใหม่มาแทนที่ระบบเดิมได้อย่างไร เช่น การซื้อ โปรแกรมส าเร็จรูป การจ้างโปรแกรมเมอร์หรือบริษัทที่ เชี่ยวชาญพัฒนาขึ้นมา หรือจัดตั้งทีมงานภายในเป็น ผู้พัฒนาขึ้นมาเอง โดยในขั้นตอนนี้จะน าผลที่ได้จากการ วิเคราะห์มาออกแบบ โดยเน้นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ระบบ ซอฟต์แวร์ และระบบเครือข่าย การออกแบบ รายงาน (Report Design หรือ Output Design) รูปที่ 2.5 Context Diagram ระบบการเข้าพักของรีสอร์ท รูปภาพที่ 2.6 การวิเคราะห์ระบบ รูปภาพที่ 2.7 การออกแบบระบบ


การบ ารุงรักษาระบบ คือ ขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากที่ ติดตั้งระบบและเริ่มใช้งานแล้ว ซึ่งในขั้นตอนนั้น ใช้ ระยะเวลายาวนานมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุก ๆ ขั้นตอน รวมทั้งงบประมาณที่ใช้ในการด าเนินการของขั้นตอนนี้ก็ มีลูกค้าสูงที่สุดด้วยเช่นกัน เพราะภายหลังจากติดตั้งระบบ ใหม่ขึ้นมาใช้งานแล้ว ผู้ใช้ระบบก็มีความคาดหวังที่จะใช้ ระบบนั้นให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะท าได้ดังนั้นเมื่อใช้ระบบ ใหม่ไปสักระยะหนึ่ง ก็จะมีการเพิ่มเติมอุปกรณ์และ เทคโนโลยีให้มีความทันสมบัติตามช่วงระยะเวลานั้น ๆ รวมทั้งปรับปรุงโปรแกรมและแก้ไขให้ระบบสามารถ ท างาน อยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดข้อผิดพลาดที่ เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด ขั้นตอนที่ 5 อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาแล้วว่าการใช้งานระบบเติมมีต้นทุนที่สูงไม่คุ้มค่ากับงบซ่อมบ าารุงหรือการลงทุน ไม่ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป กระบวนการพัฒนาระบบก็จะ น าไป สูงขั้นตอนแรกคือขั้นตอนการวางแผนโครงการอีกครั้งหนึ่ง และด าเนินการต่อไปยัง ขั้นตอนอื่น ๆ ตามล าดับลูกโซ่ ที่เรียกว่า “วงจรการพัฒนาระบบ” นั่นเอง ผลที่ได้จากการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ระบบ อาจจะก าหนดได้เป็น 3 แนวทาง 1. ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบใด ๆ เลย ภายหลังจากการวิเคราะห์ระบบแล้วพบว่า ยังไม่มีความจ าเป็นเร่งด่วน ในการเปลี่ยนแปลง หรือเกิด เหตุการณ์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้ตามที่ต้องการ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากภาวะ เศรษฐกิจขององค์กรนโยบาย ของภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารหรือ นโยบายของผู้บริหาร ก็จะส่งผลให้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบตามที่นักศึกษาวิเคราะห์ได้ด าเนินการไว้ได้ 2. ปรับปรุงระบบเติมให้ดี ขึ้นเมื่อพิจารณาผลจากการวิเคราะห์ระบบแล้ว พบว่า ปัญหาเหล่านั้นสามารถแก้ไข และพัฒนาให้ดีขึ้นได้ โดย ยังไม่จ าเป็นต้องพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาทดแทน หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็น เฉพาะบางส่วนเท่านั้นก็เป็นได้ 3. พัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาใช้งาน เมื่อพิจารณาผลจากการวิเคราะห์ระบบแล้วพบว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ เกิดผลเสียร้ายแรงกับองค์กร และมีผลกระทบในวงกว้าง ท าให้ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้ ในความจ าเป็น เช่นนี้จ าเป็นต้อง เปลี่ยนแปลงระบบใหม่ทั้งหมดหรือพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาทดแทน ขึ้นมาทดแทน ถึงแม้ไม่มีงบ ลงทุนก็จ าเป็นต้องแสวงหาความ ร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบถือเป็นการ ลงทุนทางธุรกิจ ผลตอบแทนที่ ได้รับยอมประเมินค่าได้เมื่อเปรียบเทียบกับงบลงทุน รูปภาพที่ 2.8 การบ ารุงรักษาระบบ ขั้นตอนที่ 4 การน าไปใช้ คือ ขั้นตอนการพัฒนาระบบ การทดสอบระบบ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การติดตั้งระบบ และจัดท าคู่มือการใช้ระบบรวมทั้งการฝึกอบรมผู้ใช้ระบบให้สามารถท างานกับระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาได้จริง โดยสิ่งที่ต้องค านึงถึงในขั้นตอนนี้คือความคาดหวังของผู้ใช้ระบบ และผลตอบแทนที่องค์กรจะได้รับ


นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst : SA) นักวิเคราะห์ระบบ หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มยุคคล ที่ท าหน้าที่ในการวิเคราะห์และออกแบบ ซึ่งมีหน้าที่ ส าคัญในการปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยี สารสนเทศให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการ ของผู้ใช้ปัจจุบันหน่วยหรือองค์กรขนาดใหญ่มักจะมี นักวิเคราะห์ระบบอยู่ในองค์กรนั้น ๆ ส่วนหน่วยงานหรือ องค์กรที่มี ขนาดเล็กและขนาดกลางยังไม่นิยมที่จะมีนก วิเคราะห์ระบบในองค์กร เนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจัง นิยมจ้างบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศโดยตรงมาวิเคราะห์และออกแบบ ระบบให้ คุณสมบัติและทักษะนักวิเคราะห์ระบบ ที่ส าคัญ 1. ทักษะและความรู้ทางเทคนิค (Technical Knowledge and Skills) 2. ทักษะและความรู้ทางธุรกิจ (Business Knowledge and Skills) 3. ทักษะและความรู้ด้านคนและที่มีงาน (People Knowledge and Skills) 4. ความซื่อสัตย์ละจรรยาบรรณในวิชาชีพ (Personal Integrity and Ethisc) การเป็นนักวิเคราะห์ระบบจ าเป็นต้องมีความรอบรู้และมีความเชี่ยวชาญทั้งทานด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะควรมีความรู้ความสามารถทางด้านการเขียนโปรแกรมด้วย เพราะหากนักวิเคราะห์ระบบไม่มีประสบการณ์ ทางการด้านการเขียนโปรแกรม ก็จะท าให้มีปัญหากับการสื่อสารให้โปรแกรมเมอร์เข้าใจในงานที่นักวิเคราะห์ระบบต้องการ ได้ดังนั้นนักวิเคราะห์ระบบจึงควรมีความรู้พื้นฐานทางด้านเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้ มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกบ ระบบทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต 1. ทักษะและความรู้ทางเทคนิค • มีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ต่อพ่วงที่เกี่ยวข้อง เข้าใน อุปกรณ์น าเข้าข้อมูล อุปกรณ์ การแสดงผล และสื่อที่ใช้จัดเก็บ ข้อมูลต่าง ๆ • มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร • มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีฐานข้อมูล และเข้าใจระบบการจัดการฐานข้อมูล • มีความรู้เกี่ยวกับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ส าหรับการพัฒนาโปรแกรม • มีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการและโปรแกรมอรรถประโยชน์ต่าง ๆ • มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ รวมถึงเคสทูลส์ (CSE Tools) ต่าง ๆ เช่น โปรแกรม Visible Analyst เป็นต้น 2. ทักษะและความรู้ทางธุรกิจ (Business Knowledge and Skills) การที่นักวิเคราะห์ระบบจะวิเคราะห์และออกแบบระบบงานใด ๆ ก็ตาม จ าเป็นต้องมีความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับงานธุรกิจนั้น ๆ ด้วย เพราะจะช่วยท าให้นักวิเคราะห์ระบบเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับระบบงานนั้น ๆ เป็นต้น อย่างดีการวิเคราะห์และออกแบบระบบก็จะเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้งานตัวอย่างเช่นหากได้รับ มอบหมายให้วิเคราะห์และออกแบบระบบคลังสินค้า ถ้านักวิเคราะห์ระบบไม่เข้าใจรูปแบบวิธีการจัดการสินค้า คลังก็จะท าให้การวิเคราะห์และออกแบบระบบไม่มีความชัดเจนและขาดความน่าเชื่อถือได้ ดังนั้นนักวิเคราะห์ ระบบจึงจ าเป็นต้องเข้าใจรูปแบบการท างานของธุรกิจ เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร และรูปแบบการจัดการใน แต่ละองค์กร ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ รูปภาพที่ 2.9 นักวิเคราะห์ระบบ


3. ทักษะและความรู้ด้านคนและทีมงาน (People Knowledge and Skills) โดยทั่วไปการท างานของนักวิเคราะห์ระบบจะต้องเชื่อมโยงและสัมพันธ์กับหลายฝ่าย ดังนั้นนักวิเคราะห์ ระบบจึงจ าเป็นต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ในการท างานที่ดีรู้จักการบริหารจัดการแบบทีมเวิร์ค ที่ส าคัญต้องมีภาวะผู้น า เพราะนักวิเคราะห์ระบบเปรียบเสมือนตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง จะต้องสามารถสื่อสารให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง เข้าใจและสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับระบบใหม่ที่ก าลังจะพัฒนาขึ้น ให้กับผู้มีส่วนร่วมทุกคน นักวิเคราะห์ระบบ จ าเป็นต้องเรียนรู้ลักษณะนิสัยของคน เรียนรู้พฤติกรรมการโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ของคนที่เกี่ยวข้อง สามารถ คาดการณ์ล่วงหน้าถึงปัญหาและวิธีการแก้ไขที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งานในระบบนั้น ๆ และพึงเข้าใจต่อ ผลกระทบที่ จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่ติดตั้งระบบใหม่แทนที่ระบบเดิมไปเรียบร้อยแล้ว 4. ความซื่อสัตย์และจรรยาบรรณในวิชาชีพ (Personal Integrity and Ethics) ความซื่อสัตย์ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ประพฤติตรงและจริงใจ มีคิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวงจรรยาบรรณ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ประมวลความ ประพฤติที่ผู้ประกอบ อาชีพการงานแต่ละอย่างก าหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียงและฐานะ ของสมาชิก อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ จากความหมายดังข้างต้น นักวิเคราะห์ระบบที่ดีจึง ต้องมี ความซื่อสัตย์ และมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ กล่าวคือ เมื่อนักวิเคราะห์ระบบได้รับมอบหมายให้วิเคราะห์และ ออกแบบระบบใด ๆ แล้วก็ตาม ข้อมูลต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องทั้งหมดก็จะต้องถูกรวบรวมมาใช้เพื่อการวิเคราะห์ ทั้งหมด ทั้งที่เป็นความลับและไม่เป็นความลับ รวมถึง รูปแบบของเอกสารทั้งหมดในองค์กรนั้น ๆ ก็จะถูกน ามา เป็นต้น แบบและเป็นแนวความคดี ในการพัฒนาระบบให้ สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น นวัตกรรม เป็นภูมิปัญญาและเป็นแนวความคิดที่ได้รับการ ออกแบบเพื่อการแข่งขันมาแล้วเป็นอย่าง ประเภทของนักวิเคราะห์ระบบ ประเภทของนักวิเคราะห์ระบบ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1. วิเคราะห์ระบบเท่านั้น เรียกต าแหน่งนี้ “Information Analysts” ลักษณะของนักวิเคราะห์ระบบประเภทนี้ จะท าหน้าที่วิเคราะห์ระบบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยจะศึกษาปัญหาที่ เกิดขึ้นจากระบบเก่าและวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาทดแทนหรือเปลี่ยนแปลงให้ระบบ การท างานให้ สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้รวมทั้งจะเป็นผู้น าเสนอโครงการเพื่อการพัฒนาระบบใหม่ และ วิเคราะห์ความเป็นไปได้ใน การพัฒนาระบบใหม่ขึ้น มาทดแทนด้วย 2. วิเคราะห์และออกแบบระบบ เรียกต าแหน่งงานนี้ว่า “System Designers” หรือ “Applications Developers” ลักษณะของนักวิเคราะห์ระบบประเภทนี้ จะท าหน้าที่ทั้งวิเคราะห์ระบบและออกแบบระบบ ซึ่งมีหน้าที่ เหมือนกับ ประเภทที่หนึ่งเพียงแต่มีความสามารถในการออกแบบระบบโดยใช้เครื่องมืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการ ออกแบบระบบได้ เช่น การสร้างแบบจ าลองข้อมูล การสร้างแผนภาพกระแสข้อมูล การออกแบบส่วนแสดงผล และส่วนน าเข้าข้อมลู เป็นต้น 3. วิเคราะห์ระบบ ออกแบบระบบ และเขียนโปรแกรม เรียกต าแหน่งงานนี้ว่า“ProgrammerAnalysts” ลักษณะของนักวิเคราะห์ระบบประเภทนี้นอกจากจะวิเคราะห์และออกแบบระบบแล้ว ยังสามารถพัฒนา โปรแกรม ขึ้นมาได้ด้วยตนเองส่วนใหญ่มักมีพื้นฐานมาจากการเป็นโปรแกรมเมอร์ มีความรู้และความเข้าใจในภาษา โปรแกรม และ การเขียนโปรแกรมเป็นอย่างดี สามารถทดสอบและแก้ไขปัญหาที่เกด ขึ้นจากการพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ


ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ • ได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายบริหารในการด าเนินการ •ก าหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายชัดเจน ครอบคลุมปัญหาที่ต้องการแก้ไข • ทีมงานเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญมีทักษะในการวิเคราะห์และ ออกแบบ ระบบ ที่ได้รับการยอมรับ และมีเทคนิคการพัฒนาระบบ • เลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมที่เหมาะสม และมีวิสัยทัศน์เล็งเห็นความเชื่อมโยงของเทคโนโลยีทั้งใน ปัจจุบันและอนาคต • การบริหารโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เสร็จทันตามระยะเวลาหรือเร็วกว่าแผนงานที่ก าหนดเพราะ ระยะเวลาของโครงการจะส่งผลถึงงบประมาณด้วยเช่นกัน• การวางแผน การวิเคราะห์ การติดตามผลงานด าเนินการ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์กร สามารถเลือกแนวทางในการพัฒนาได้หลายแนวทาง ได้แก่ 1. ว่าจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ โดยตรงในการพัฒนาระบบสารสนเทศ วิธีนี้จะได้ระบบที่ตรงกับความ ต้องการขององค์กร มีความน่าเชื่อถือเพราะพัฒนาโดยผู้มีประสบการณ์ตรง และควบคุมระยะเวลาได้ตาม แผนงาน แต่งบประมาณที่ใช้ในการ ด าเนินการค่อนข้างสูง และเป็นการพึ่งพิงบริษัทนั้นอยู่ตลอดเวลา การ เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงแก้ไขจะต้องมีงบประมาณ เพิ่มเติม รวมถึง การบ ารุงรักษาอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น 2. จัดซื้อโปรแกรมส าเร็จรูปมาใช้งาน วิธีนี้จะท าให้ได้โปรแกรมมาใช้ในองค์กรอย่างรวดเร็ว และเป็นที่ ยอมรับเพราะมีการ ใช้งานอย่างกว้างขวาง แต่โปรแกรมที่น ามาใช้ไม่สามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับงาน ขององค์กรได้เป็นการเฉพาะ จะต้องใช้งานในรูปแบบมาตรฐานเหมือน ๆ กัน จึงไม่อาจตอบสนองความ ต้องการพัฒนาระบบ สารสนเทศขององค์กรได้ทุก ๆ เรื่องตามที่ต้องการ 3. ให้เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ขององค์กรจัดท าขึ้นเอง วิธีนี้เหมาะกับองค์ที่มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ ความสามารถ และมี ความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ซึ่งจัดตั้งอยู่ใน องค์กรอยู่แล้วส่วนใหญ่จะพบในองค์กร ขนาดใหญ่ที่มีการพัฒนาระบบสารสนเทศอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่นธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการค้าออนไลน์ เป็นต้น แต่ถ้า เจ้าหน้าที่ขาดความรู้ความสามารถนอกจากจะท าให้ระบบสารสนเทศนั้นไม่ตอบสนองวัตถุประสงค์ที่ต้องการแล้ว ระยะเวลาและงบประมาณในการด าเนินการ อาจจะสูงกว่าการเลือกอีกพัฒนาระบบสารสนเทศด้วยวิธีอื่น ๆ 4. ผู้ใช้พัฒนาขึ้นมาใช้เอง ส าหรับวิธีนี้เหมาะกับผู้ใช้ที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีและ คอมพิวเตอร์ สามารถ พัฒนาโปรแกรมขึ้นมาใช้งานได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ มา ช่วย เช่น Microsoft Access, Visual Basic, Visual C# เป็นต้น แต่รูปแบบของโปรแกรมจะไม่มีขนาด ใหญ่มาก เหมาะกับองค์กรหรือธุรกิจขนาดเล็กเป็นต้น


แบบทดสอบหลังเรียนบทที่ 2 1. วงจรพัฒนาระบบ SDLC มีกี่ขั้นตอน ก. 3 ขั้นตอน ข. 4 ขั้นตอน ค. 5 ขั้นตอน ง. 6 ขั้นตอน 2. การวางแผนโครงการคืออะไร ก. การศึกษาขอบเขตของปัญหาและแนวทางการพัฒนา เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้นที่ชัดเจน มีการวางแผนระยะเวลา ในการด าเนินการ ข. การพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์กร ค. วิเคราะห์แนวทางการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาทดแทนหรือเปลี่ยนแปลงให้ระบบ ง. การเป็นนักวิเคราะห์ระบบจ าเป็นต้องมีความรอบรู้และมีความเชี่ยวชาญทั้งทานด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ 3. ประเภทของนักวิเคราะห์ระบบแบ่งออกเป็นกี่ประเภท ก. 1 ประเภท ข. 2 ประเภท ค. 3 ประเภท ง. 4 ประเภท 4. นักวิเคราะห์ระบบหมายถึง ก. บุคคลหรือกลุ่มยุคคลที่ท าหน้าที่ในการวิเคราะห์และออกแบบ ซึ่งมีหน้าที่ส าคัญในการปรับปรุงและพัฒนาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ ข. บุคคลที่ติดตั้งระบบ ค. บุคคลที่ใช้งานระบบ ง. บุคคลที่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ 5. ขั้นตอนในการวางแผนโครงการมีกี่ขั้นตอน ก. 4 ขั้นตอน ข. 5 ขั้นตอน ค. 6 ขั้นตอน ง. 7 ขั้นตอน 6. การจัดซื้อโปรแกรมส าเร็จรูปมาใช้งานจัดอยู่ในส่วนใด ก. ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศ ข. การวิเคราะห์และออกแบบระบบ ค. แนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศ ง. ทักษะและความรู้ทางเทคนิค 7. วงจรการพัฒนาระบบมีกี่ขั้นตอน ก. 3 ขั้นตอน ข. 4 ขั้นตอน ค. 5.ขั้นตอน ง. 6 ขั้นตอน


8. การวิเคราะห์ระบบหมายถึงอะไร ก. ขั้นตอนการศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ข. การทดสอบระบบ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ค. บุคคลที่ใช้งานระบบ ง. บุคคลที่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ 9. การบ ารุงรักษาระบบหมายถึงอะไร ก. ขั้นตอนการศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ข. การทดสอบระบบ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ค. ขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากที่ติดตั้งระบบและเริ่มใช้งานแล้ว ซึ่งในขั้นตอนนั้น ใช้ระยะเวลายาวนานมาก ที่สุดเมื่อเทียบกับทุก ๆ ขั้นตอน ง. ขั้นตอนการตัดสินใจว่าจะน าระบบใหม่มาแทนที่ระบบเดิมได้อย่างไร 10. การออกแบบระบบหมายถึงอะไร ก. ขั้นตอนการศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน ข. การทดสอบระบบ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ค. ขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากที่ติดตั้งระบบและเริ่มใช้งานแล้ว ซึ่งในขั้นตอนนั้น ใช้ระยะเวลายาวนานมาก ที่สุดเมื่อเทียบกับทุก ๆ ขั้นตอน ง. ขั้นตอนการตัดสินใจว่าจะน าระบบใหม่มาแทนที่ระบบเดิมได้อย่างไร


Click to View FlipBook Version