หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 การออกแบบ การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในชั้นเรียนปกติและชั้นเรียนเสมือน เนื้อหา 1. รู้ความหมาย สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ 1.1 บอกความหมายของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ได้ สภาพแวดล้อมทางการเรียน (Learning Environment) หมายถึง สภาวะใดๆ ที่มีผลต่อการเรียนรู้ของ มนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สภาพแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม ( Concrete Environmental) หรือสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (PhysicalEnvironment) ได้แก่ สภาพต่างๆ ที่มนุษย์ทำขึ้น เช่น อาคาร สถานที่ โต๊ะ เก้าอี้ วัสดุ อุปกรณ์ หรือสื่อต่างๆ รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่อยู่ตาม ธรรมชาติ อันได้แก่ ต้นไม้ พืช ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ในสังคมสารสนเทศ สภาพแวดล้อมใหม่เพื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดเพียงในห้องเรียน หากแต่ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ นวัตกรรมเทคโนโลยีจะมีบทบาทในการขยายขอบเขตของสภาพการเรียนรู้ที่กว้างขวาง ขึ้น และไม่จำกัดในเรื่องของเวลาและสถานที่ สภาพแวดล้อมที่เป็นนามธรรม ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมทางจิตใจหรือบรรยากาศทางจิตใจ ส่งผลต่อผู้เรียนทั้งทางบวกและทางลบ ตลอดจนมีผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ 1.2 บอกองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ได้ สภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมี 4 องค์ประกอบ คือ 1. การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered Approach) หมายถึง ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ อย่างกระฉับกระเฉงและเน้นเนื้อหาที่ผู้เรียนสนใจ เป้าหมายของการเรียนการสอนยุคใหม่คือ การให้ผู้เรียน ตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง และมีความสามารถที่จะสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ ภารกิจที่สำคัญของผู้สอนคือ การ ออกแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้สอนจะเน้นบทบาทในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่ ผู้เรียน รูปแบบการเรียนการสอนแบบนี้ได้แก่การเรียนแบบร่วมมือระหว่างผู้เรียนกันเอง การเรียนการสอนแบบ ร่วมมือระหว่างผู้เรียน และผู้สอน การเรียนแบบโครงการ การเรียนรู้ด้วยการแก้ปัญหา เป็นต้น 2. ความรู้เป็นศูนย์กลาง (Knowledge-centered approach) ความสามารถในการคิด การคิดอย่าง ใคร่ครวญ และการแก้ปัญหาจะแข็งแกร่งก็ด้วยการเข้าถึงความคิด สมมติฐาน ความคิดรวบยอด ที่ผู้รู้ต่างๆ ได้จัด ไว้อย่างมีความหมาย การเรียนที่มีความรู้เป็นศูนย์กลางนี้จะเน้นบทบาทที่สำคัญของผู้สอนในการจัดรายวิชาการ เรียนรู้ให้ผู้เรียน และสร้างสภาพการเรียนรู้ที่สามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย มิได้จำกัดตำราเพียงเล่มเดียว ยิ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงแหล่งความรู้แหล่งสารสนเทศได้มากเท่าใด ยิ่งเป็นการ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้ว่าแหล่งความรู้นั้นมีอยู่มากมาย การจะได้ความรู้มาได้นั้นอยู่ที่ตัวเขาเอง สารสนเทศในยุคนี้มี การเก็บในรูปแบบที่หลากหลาย และที่สำคัญคือในรูปอิเล็กทรอนิคส์รูปแบบต่างๆ ซึ่งทำให้สืบค้นและเข้าถึงได้ง่าย
3. ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (Community-centered approach) สิ่งนี้เป็นมิติที่วิกฤติอย่างหนึ่งของ สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ชุมชนของผู้เรียนมีความแตกต่างอย่างเด่นชัดกับห้องเรียนของผู้เรียน ชุมชนแห่งการ เรียนรู้คือ กลุ่มคนที่มีลักษณะดังนี้ (1) มีความสนใจร่วมในหัวเรื่องงานหรือปัญหา (2) เคารพต่อความหลากหลายของแนวคิด (3) มีระดับของทักษะและความสามารถ (4) มีโอกาสและความมุ่งมั่นที่จะทำงานเป็นหมู่คณะ (5) มีเครื่องมือที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (6) ผลผลิตทางความรู้เป็นเสมือนเป้าหมายหรือผลผลิตร่วมของชุมชนของผู้รู้ ชุมชนของผู้เรียนเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญในสังคมสารสนเทศเพราะนวัตกรรมเทคโนโลยีสามารถเชื่อมโยง ชุมชนของ ผู้เรียนจากต่างสถาบัน ต่างภาค ต่างประเทศ ให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชนแห่ง ปราชญ์ (Community of scholars) ในสาขาวิชาชีพนั้น ไม่ว่าจะผ่านทาง ListServ, Web-board ไปจนถึง เทคโนโลยีระดับสูงอื่นๆ ประสบการณ์ใหม่ที่ได้จากมิติของสภาพแวดล้อมใหม่ในการเรียนรู้นี้จะส่งเสริมให้ผู้เรียนมี โอกาสที่จะสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีประสิทธิภาพ 4. การประเมินผลเป็นศูนย์กลาง (Assessment-centered approach) การรู้ว่าผู้เรียนกำลังเรียนอะไรอยู่ และอะไรคือสิ่งที่เขากำลังเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดัดแปลงสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้การประเมินต้องเป็นการ นำไปสู่การพัฒนาที่ดีกว่า มากกว่าการตัดสินว่าผู้เรียนเรียนรู้หรือไม่ การประเมินผลในสภาพจริง เป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งของการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ เป็นการประเมินกระบวนการ การประเมินผลของการ ปฏิบัติงาน มากกว่าการวัดเพียงความรู้ความจำ เครื่องมือของการประเมินจึงออกมาในรูปของการประเมินเชิงมิติ (Rubrics) ที่มีการวางเกณฑ์ต่างๆ ที่ชัดเจน การประเมินจากแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ที่ได้จากกระบวนการ เรียนรู้ของผู้เรียนการสร้างแผนที่มโนมติ (Concept-map) ที่แสดงออกของการเชื่อมโยงความคิดที่หลากหลาย เหล่านี้ เป็นต้น 2. รู้การบริหารจัดการชั้นเรียน 2.1 บอกความหมายของการบริหารจัดการชั้นเรียนได้ การบริหารจัดการชั้นเรียน (Classroom Management) การจัดการชั้นเรียนในความหมายโดยทั่วไป คือ การจัดสภาพของห้องเรียน ที่ส่วนใหญ่เข้าใจกันว่า เป็น การจัดตกแต่งห้องเรียนทางวัตถุหรือทางกายภาพให้มีบรรยากาศ น่าเรียนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน เท่านั้น แต่ถ้าจะพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว การจัดการชั้นเรียนนั้น ครูจะต้องมีภาระหน้าที่มากมายหลาย ด้าน โดย ฮอล (Susan Colville-Hall :2004) ได้ให้ความหมายของการจัดการชั้นเรียนไว้ว่า เป็นพฤติกรรมการ สอนที่ครูสร้างและคงสภาพเงื่อนไขของการเรียนรู้เพื่อช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
ขึ้นในชั้นเรียนซึ่งถือเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ การจัดการชั้นเรียนที่มีคุณภาพนั้นต้องเป็นกระบวนการที่ดำเนินไป อย่างต่อเนื่องและคงสภาพเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ การให้ผลย้อนกลับและการจัดการ เกี่ยวกับการทำงานของนักเรียน ความพยายามของครูที่มีประสิทธิภาพนั้นหมายรวมถึง การที่ครูเป็นผู้ดำเนินการ เชิงรุก (proactive) มีความรับผิดชอบ (responsive) และเป็นผู้สนับสนุน (supportive) นอกจากนี้ได้มีนักศึกษาหลายท่านได้กำหนดความหมายของการจัดการชั้นเรียนไปในแนวเดียวกันดังนี้ Moore (2001) ให้คำจำกัดความว่า การบริหารจัดการชั้นเรียนเป็นกระบวนการของการจัดระบบระเบียบ และนำกิจการของห้องเรียนให้เกิดการเรียนรู้การบริหารจัดการชั้นเรียนมักจะถูกรับรู้ว่าเกี่ยวข้องกับการรักษา ระเบียบวินัยและควบคุมชั้นอย่างไรก็ตาม การเข้าใจเช่นนี้เป็นเรื่องง่ายเกินไป ทั้งนี้เพราะ การบริหารจัดการชั้น เรียนมีหลายสิ่ง ที่มากไปกว่านี้นั่นคือ การสร้างและดูแลเอาใจใส่บรรยากาศแวดล้อมของห้องเรียนเพื่อให้การ จัดการเรียนรู้บรรลุตามเป้าหมายทางการศึกษา KAUCHAK และ EGGEN (1998) ให้คำจำกัดความว่า การบริหารการจัดชั้นเรียนประกอบด้วย ความคิด การวางแผน และการปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงของครูที่สร้างสรรค์ภาพแวดล้อมอย่างเป็นระบบระเบียบและส่งเสริม การเรียนรู้โดยเป้าหมายของการบริหารจัดการ (MANAGEMENT GOALS) มี 2 ประการสำคัญ คือ (1) รังสรรค์สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมให้การเรียนรู้มีความเป็นไปได้มากที่สุดและครูจะสามารถสะท้อนการ ปฏิบัติงานของตนเองด้วยการถามตนเองสม่ำเสมอว่าระบบการบริหารจัดการเอื้ออำนวยให้นักเรียนได้เรียนรู้ (2) พัฒนานักเรียนให้มีศักยภาพในการจัดการและนำตนเองให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้น การบริหาร จัดการชั้นเรียนจึงเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความเข้าใจด้วยตนเอง ประเมินตนเองแลควบคุมดูแล ตนเองได้อย่างเหมาะสมตามวัย โบรฟี (Jere Brophy, 1996:5) กล่าวถึงการจัดการชั้นเรียนไว้ว่า หมายถึง การที่ครูสร้างและคงสภาพ สิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ที่นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การสร้าง กฎระเบียบและการดำเนินการที่ทำให้บทเรียนมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทาง วิชาการในชั้นเรียน การจัดการชั้นเรียนจึงมีความหมายกว้าง นับตั้งแต่การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพในห้องเรียน การ จัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของนักเรียน การสร้างวินัยในชั้นเรียนตลอดจนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ของครู และการพัฒนาทักษะการสอนของครูให้สามารถกระตุ้นพร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการเรียน เพื่อให้นักเรียน สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.2 บอกการบริหารจัดการชั้นเรียนได้ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการชั้นเรียน ครู ซึ่งเป็นผู้นำในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนนั้น จำเป็นต้องมีเป้าหมายของการบริหารจัดการการชั้น เรียนที่ถูกต้อง กล่าวคือ เพื่อมุ่งสร้างนิสัยของการใฝ่รู้ มิใช่เพื่อมุ่งให้นักเรียนเกิดความสุขสนุกในการเรียนเพียง อย่างเดียว ควรมุ่งสร้างคุณลักษณะ ของการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น การพึ่งตนเองให้ มากกว่าพึ่งผู้อื่น และการเป็นคนมีความคิดใฝ่สร้างสรรค์ เพื่อดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขต่อไปใน อนาคต ซึ่งมีแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการชั้นเรียน ดังนี้ 1. การบริหารจัดการชั้นเรียน และการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การบริหาร จัดการชั้นเรียนไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของบทบาทความเป็นผู้นำของครูการบริหาร จัดการชั้นเรียนไม่สามารถแยกจากหน้าที่การสอน เมื่อการวางแผนการสอน ก็คือ การที่ครูกำลังวางแผนการ บริหารจัดการชั้นเรียนให้เกิดเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ 2. เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกการบริหารจัดการชั้นเรียนกับการทำหน้าที่การจัดการเรียนการสอน รูปแบบการ สอนหรือกลยุทธ์ที่ครูเลือกใช้แต่ละรูปแบบก็มีระบบการบริหารจัดการของมันเองและมีภารกิจเฉพาะของรูปแบบ หรือกลยุทธ์นั้น ๆ ที่จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทั้งของครูและนักเรียน เช่น ถ้าครูจะบรรยายก็จำเป็นที่บทเรียน จะต้องมีความตั้งใจฟัง ถ้าจะให้นักเรียนทำงานกลุ่มวิธีการก็จะแตกต่างจากการทำงานโดยลำพังของแต่ละคนอย่าง น้อยที่สุดก็คือการนั่ง ดังนั้นภารกิจการสอนจึงเกี่ยวข้องทั้งปัญหาการจัดลำดับวิธีการสอน ปัญหาของการจัดการใน ชั้นเรียนปัญหาการจัดนักเรียนให้ปฏิบัติตามกิจกรรม ครูที่วางแผนการบริหารจัดการชั้นเรียนได้อย่างเหมาะสม ทั้ง กิจกรรมการเรียนการสอนและภารกิจ ก็คือ การที่ครูใช้การตัดสินใจอย่างฉลาดทั้งเวลา บรรยากาศทางกายภาพ และจิตวิทยา ซึ่งจะทำให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้และลดปัญหาด้านวินัยของนักเรียน 3. การบริหารชั้นเรียนเป็นความท้าทายของการเป็นครูมืออาชีพ ความสามารถของครูในการแสดงภาวะ ผู้นำ ด้วยการที่สามารถจะบริหารการจัดชั้นเรียนทั้งด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การบริหารจัดการบรรยากาศ ในห้องเรียน การดูแลพฤติกรรมด้านวินัยให้เกิดการร่วมมือในการเรียนจนเกิดการเรียนรู้และมีคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ตามหลักสูตร หลักการบริหารจัดการชั้นเรียน พวงรัตน์ เกษรแพทย์(อ้างอิงจาก สุพิน บุญชูวงศ์ 2544 : 128-129) ได้สรุปหลักการจัดการชั้นเรียน ไว้ดังนี้ 1. ชั้นเรียนควรมีสีสันที่น่าดูสบายตา มีอากาศถ่ายเทได้ดี แสงสว่างเพียงพอ ไม่มีเสียงรบกวน อากาศไม่ เป็นพิษ ไม่ร้อนจนเกินไป มีต้นไม้ ดอกไม้ประดับ และมีขนาดกว้างขวางอย่างเพียงพอ 2. สะอาดถูกสุขลักษณะ เป็นระเบียบเรียบร้อย น่าอยู่มีบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมคล้ายคลึงกับชีวิตใน บ้าน ในครอบครัวของนักเรียน
3. สิ่งที่อยู่ในชั้นเรียน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ มุมหนังสือ ป้ายนิเทศ สื่อการสอน ประเภทต่างๆสามารถ เคลื่อนไหว เคลื่อนที่ได้ สามารถจัดหรือดัดแปลงชั้นเรียนให้มีลักษณะเอื้ออำนวยต่อการสอนและกิจกรรมประเภท ต่างๆ ได้ 4. นักเรียนเรียนรู้ในชั้นเรียนอย่างมีความสุข มีอิสระ เสรีภาพในเรื่องการเรียนรู้และในขณะเดียวกันก็มี วินัยในการดูแลตัวเองและการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนและครูกับนักเรียนเป็นไปด้วยดี ทั้งส่งเสริม บรรยากาศและมีความเข้าใจในบทบาทของตนเอง 5. จัดมุมหนังสือ มุมประสบการณ์ สื่อการสอนบางประเภทให้เพียงพอ และมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของ นักเรียน 6. ชั้นเรียนที่ดีไม่จำกัดเฉพาะในห้องสี่เหลี่ยมที่กำหนดให้เท่านั้น แต่ยังมีชั้นเรียนแบบเปิด แบบธรรมชาติ เป็นการศึกษานอกชั้นเรียนที่นักเรียนมีความต้องการและสนใจเช่นเดียวกัน 7. การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เนื้อหาสาระ กระบวนการเรียนรู้ที่ต้องกระทำอยู่เสมอ ตามเหตุการณ์ข่าว คราวความเคลื่อนไหว สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของนักเรียน 8. ควรมีการจัดการเตรียมพร้อมต่อการสอนแต่ละครั้ง เพื่อพัฒนาทักษะสำคัญๆบางประการ 9. ครูต้องระมัดระวังและควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกของตนให้ดี ไม่ก้าวร้าวแสดงอาการไม่พอใจให้เกิดขึ้น ในชั้นเรียน การจัดการชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ บรรยากาศที่พึงปรารถนาในชั้นเรียน ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนต่างปรารถนาให้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างราบรื่น และผู้เรียนเกิดพฤติกรรมตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตร บรรยากาศในชั้นเรียนมีส่วนสำคัญในการส่งเสริม ให้ความปรารถนานี้เป็นจริง บรรยากาศในชั้นเรียนที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการสอน จัดแบ่งได้6 ลักษณะ สรุป ได้ ดังนี้ 1. บรรยากาศที่ท้าทาย (Challenge) เป็นบรรยากาศที่ครูกระตุ้นให้กำลังใจนักเรียน เพื่อให้ประสบ ผลสำเร็จในการทำงาน นักเรียนจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและพยายามทำงานให้สำเร็จ 2. บรรยากาศที่มีอิสระ (Freedom) เป็นบรรยากาศที่นักเรียนมีโอกาสได้คิด ได้ตัดสินใจเลือกสิ่งที่มี ความหมายและมีคุณค่า รวมถึงโอกาสที่จะทำผิดด้วย โดยปราศจากความกลัวและวิตกกังวล บรรยากาศเช่นนี้จะ ส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เรียนจะปฏิบัติกิจกรรมด้วยความตั้งใจโดยไม่รู้สึกตึงเครียด 3. บรรยากาศที่มีการยอมรับนับถือ (Respect) เป็นบรรยากาศที่ครูรู้สึกว่านักเรียนเป็นบุคคลสำคัญ มีคุณค่า และสามารถเรียนได้ อันส่งผลให้นักเรียนเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและเกิดความยอมรับนับถือตนเอง
4. บรรยากาศที่มีความอบอุ่น (Warmth) เป็นบรรยากาศทางด้านจิตใจ ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จในการเรียน การที่ครูมีความเข้าใจนักเรียน เป็นมิตร ยอมรับให้ความช่วยเหลือ จะทำให้นักเรียนเกิดความอบอุ่น สบายใจ รักครู รักโรงเรียน และรักการมาเรียน 5. บรรยากาศแห่งการควบคุม (Control) การควบคุมในที่นี้ หมายถึง การฝึกให้นักเรียนมีระเบียบวินัย มิใช่การควบคุม ไม่ให้มีอิสระ ครูต้องมีเทคนิคในการปกครองชั้นเรียนและฝึกให้นักเรียนรู้จักใช้สิทธิหน้าที่ของ ตนเองอย่างมีขอบเขต 6. บรรยากาศแห่งความสำเร็จ (Success) เป็นบรรยากาศที่ผู้เรียนเกิดความรู้สึกประสบความสำเร็จใน งานที่ทำ ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ผู้สอนจึงควรพูดถึงสิ่งที่ผู้เรียนประสบความสำเร็จให้มากกว่า การ พูดถึงความล้มเหลว เพราะการที่คนเราคำนึงถึง แต่สิ่งที่ล้มเหลวจะมีผลทำให้ความคาดหวังต่ำ ซึ่งไม่ส่งเสริมให้การ เรียนรู้ดีขึ้น บรรยากาศทั้ง 6 ลักษณะนี้ มีผลต่อความสำเร็จของผู้สอนและความสำเร็จของผู้เรียน ผู้สอนควรสร้าง ให้เกิดในชั้นเรียน ลักษณะของชั้นเรียนที่ดี เพื่อให้การจัดชั้นเรียนที่ถูกต้องตามหลักการ ผู้สอนควรได้ทราบถึงลักษณะของชั้นเรียนที่ดีสรุปได้ดังนี้ 1. ชั้นเรียนที่ดีควรมีสีสันที่น่าดู สบายตา อากาศถ่ายเทได้ดี ถูกสุขลักษณะ 2. จัดโต๊ะเก้าอี้และสิ่งที่ที่อยู่ในชั้นเรียนให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน และกิจกรรมประเภทต่างๆ 3. ให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข มีอิสรเสรีภาพ และมีวินัยในการดูแลตนเอง 4.ใช้ประโยชน์ชั้นเรียนให้คุ้มค่า ครูอาจดัดแปลงให้เป็นห้องประชุม ห้องฉายภาพยนตร์และอื่น ๆ 5. จัดเตรียมชั้นเรียนให้มีความพร้อมต่อการสอนในแต่ละครั้ง เช่น การทำงานกลุ่ม การสาธิตการแสดง บทบาทสมมุติ 6. สร้างบรรยากาศให้อบอุ่น ให้ความเป็นกันเองกับผู้เรียน รูปแบบการจัดชั้นเรียน การจัดชั้นเรียนจัดได้หลายรูปแบบ โดยจัดให้เหมาะสมกับบทเรียน กิจกรรมการเรียนการสอน จำนวน นักเรียน สภาพแวดล้อมในชั้นเรียน ขนาดของห้องเรียน เป็นต้น ครูควรได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการจัดโต๊ะ เก้าอี้ มุมวิชาการ และมุมต่าง ๆ ในห้องเรียน เพื่อสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้น่าสนใจไม่ซ้ำซากจำเจ ไม่น่าเบื่อ หน่าย นักเรียนจะเกิดความกระตือรือร้นและกระฉับกระเฉงในการเรียนดีขึ้น การจัดชั้นเรียนถ้าแบ่งตามวิธีการ สอนจะได้ 2 แบบ คือ แบบธรรมดาและแบบนวัตกรรม 1. ชั้นเรียนแบบธรรมดา ชั้นเรียนแบบธรรมดาเป็นชั้นเรียนที่มีครูเป็นศูนย์กลาง เป็นผู้นำการเรียนรู้ โดยมี ผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้จากครู การจัดชั้นเรียนแบบนี้จะมีโต๊ะครูอยู่หน้าชั้นเรียน และมีโต๊ะเรียนวางเรียงกันเป็นแถว โดยหันหน้าเข้าหาครูแสดงดังรูป
1.1 ลักษณะการจัดชั้นเรียน การจัดชั้นเรียนแบบธรรมดานี้ โต๊ะเรียนของนักเรียน อาจเป็นโต๊ะเดี่ยวหรือ โต๊ะคู่ก็ได้ ผนังห้องเรียนอาจจะมีกระดานป้ายนิเทศ หรือสื่อการสอนเช่น แผนภูมิ รูปภาพ แผนที่ติดไว้ ซึ่งสื่อการ สอนเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนบ่อยนัก การตกแต่งผนังห้องเรียนจะแตกต่างกันออกไปตามแต่สถานที่ตั้งของโรงเรียน โรงเรียนที่อยู่ในตัวเมืองอาจจะมีการตกแต่ง มากกว่าโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลออกไปตมชนบท เพราะหาสื่อการสอน ได้ยากกว่า บางห้องเรียนอาจจะมีมุมความสนใจ แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอน 1.2 บทบาทของครูและนักเรียน บทบาทของครูและนักเรียนในชั้นเรียนแบบธรรมดานี้ ครูจะเป็นผู้รอบรู้ ในด้านต่างๆ ใช้วิธีการสอนแบบป้อนความรู้ให้แก่นักเรียนโดยการบรรยาย และอธิบายให้นักเรียนฝังอยู่ตลอดเวลา ครูจะเป็นผู้แสดงกิจกรรมต่างๆ เอง แม้กระทั่งการทดลองอย่างง่ายๆ ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ยิบจับ หรือแตะ ต้องสื่อการสอนที่ครูนำมาแสดง นักเรียนจึงต้องฟังครู มีมีโอกาสได้พูด หรือทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อค้นหาคำตอบใดๆ สื่อการสอนที่ใช้ส่วนมาก ได้แก่ ชอล์ก กระดานดำ และแบบเรียน 2. ชั้นเรียนแบบนวัตกรรม ชั้นเรียนแบบนวัตกรรม เป็นชั้นเรียนที่เอื้ออำนวยต่อการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนโดยใช้เทคนิควิธีการแบบสอนใหม่ๆ เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบโฟร์แมท แบบสตอรี่ไลน์ แบบ โครงงาน เป็นต้น ซึ่งทำให้นักเรียนจะมีอิสระในการเรียน อาจเรียนเป็นกลุ่ม หรือเป็นรายบุคคล โดยมีครูเป็นผู้ให้ คำปรึกษา การจัดชั้นเรียนจึงมีรูปแบบการจัดโต๊ะเก้าอี้ในลักษณะต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเรียงแถวหันหน้าเข้าหาครู เช่น จัดเป็นรูปตัวที ตัวยู วงกลม หรือจัดเป็นกลุ่ม 2.1 ลักษณะการจัดชั้นเรียน การจัดชั้นเรียนแบบนวัตกรรมนี้ โต๊ะครูไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าชั้น อาจ เคลื่อนย้ายไปตามมุมต่างๆ การจัดโต๊ะนักเรียนจะเปลี่ยนรูปแบบไปตามลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ของครู ส่วนใหญ่นิยมจัดโต๊ะเป็นกลุ่ม เพื่อให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน มีการจัดศูนย์สนใจ มีสื่อการสอนในรูป ของชุดการสอน หรือเครื่องช่วยสอนต่างๆ ไว้ให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง หรือศึกษาร่วมกับเพื่อน มีการตกแต่ง ผนังห้องและเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเรื่องที่นักเรียนกำลังเรียน 2.2 บทบาทของครูและนักเรียน การจัดชั้นเรียนแบบนี้ครูจะเป็นผู้กำกับและแนะแนวนักเรียนเป็นผู้แสดง บทบาท ครูจะพูดน้อยลง ให้นักเรียนได้คิด ได้ถาม ได้แก้ปัญหา และได้ทำกิจกรรมด้วยตนเอง นักเรียนอาจจะเรียน ด้วยตนเองจากสื่อประสม เช่น บทเรียนแบบโปรแกรม ชุดการสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ครูจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ และช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ดังนั้น การจัดชั้นเรียนแบบนี้จึงเป็นการจัดชั้นเรียนที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ หลักสูตรที่ต้องการให้ผู้เรียนได้คิดค้นคว้า วิเคราะห์วิจารณ์ และลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน จนสามารถเรียนรู้ได้ ตนเอง ประเภทของบรรยากาศการเรียนรู้ บรรยากาศการเรียนรู้สามารถจำแนกออกได้ดังนี้ 1. บรรยากาศทางจิตวิทยา เป็นลักษณะของบรรยากาศที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของ ผู้เรียนที่ส่งผลต่อ ความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของผู้เรียน ถ้าลักษณะบรรยากาศทางจิตวิทยาเป็นไปในทางบวก ผู้เรียนจะเกิด
ความรู้สึกอบอุ่นใจ ผ่อนคลาย ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้โดยง่าย และมีผลทำให้รู้สึกมีความสุขในการเรียนรู้ ทำให้เป็น ผู้ที่รักและใฝ่ในการเรียนรู้ 2. บรรยากาศทางกายภาพ เป็นลักษณะของบรรยากาศที่เกิดจากการจัดอาคารสถานที่ สื่อวัสดุอุปกรณ์ ที่ สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ และสภาพของผู้เรียน การจัดบรรยากาศทางกายภาพที่ตอบสนองผู้เรียนและการ ทำกิจกรรมต่าง ๆ จะทำให้ผู้เรียนได้รับความสะดวก และดำเนินกิจกรรมด้วยความราบรื่น ส่งผลให้การเรียนรู้ ดำเนินไปด้วยดี ไม่ติดขัดไม่รู้สึกว่ามีความยุ่งยาก ทำให้ผู้เรียนรักที่จะเรียนและเป็นผู้เรียนที่กระตือรือร้น มีความ สนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว 3. บรรยากาศทางสังคม เป็นบรรยากาศที่เกิดจากผลการปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มที่อยู่ ร่วมกันและทำกิจกรรม ร่วมกัน การมีบรรยากาศทางสังคมที่เป็นมิตรต่อกัน จะทำให้ผู้เรียนรู้สึก อบอุ่นใจเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันและกัน มี การอยู่ร่วมกันฉันท์มิตร ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายประการหนึ่ง ของการจัดการศึกษา การจัดบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ จากประเภทของบรรยากาศที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวข้างต้น ครูซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ จะก่อให้เกิดบรรยากาศดังกล่าวได้ จึงมีแนวทางที่จะส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพดังนี้ 1. บรรยากาศทางจิตวิทยา เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุด ควรเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวผู้เรียนรู้มากที่สุด คือความรู้สึกภายใน ทั้งนี้จะต้องไม่มีบรรยากาศของความกลัว ความหวาดระแวง ความดูหมิ่นเหยียดหยาม ติเตียน บรรยากาศของการเรียนรู้ที่เน้นตัวผู้เรียนเป็นสำคัญจะต้องให้อิสรภาพแก่ผู้เรียน โดยเฉพาะอิสรภาพจากความ หวาดกลัว ซึ่งจากความเห็นดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของบรรยากาศทาง จิตวิทยาที่มีผลต่อความรู้สึก และการกระทำของผู้เรียน บรรยากาศทางจิตวิทยาที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนสามารถดำเนินการได้ ดังนี้ 1.1 การสร้างบรรยากาศที่ท้าทายกระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็น อยากแก้ปัญหา อยากแสวงหาคำตอบ ซึ่งบรรยากาศดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถที่จะ แก้ปัญหาหรือทำกิจกรรมนั้น ๆ ได้ และให้กำลังใจ เมื่อผู้เรียนได้ลงมือทำหรือตอบสนอง รวมทั้งการยกตัวอย่าง ความสำเร็จ หรือสิ่งที่ผู้เรียนเคยทำมาก่อนทำให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในความสามารถ และเกิดความภูมิใจทำให้ไม่ มีความกลัวที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไป 1.2 การสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ปลอดภัย มีความเป็นมิตร ปราศจากความหวาดกลัวที่จะแสดงออก ซึ่ง บรรยากาศดังกล่าวจะทำให้เด็กเป็นคนกล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะคิดลองทำสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าผลที่ได้นั้นจะเป็นไป ตามที่คิดหรือไม่ก็ตาม การสร้างบรรยากาศดังกล่าวสามารถทำได้โดยครูทำหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิด ความราบรื่นในการทำกิจกรรมต่าง ๆโดยอาจเข้าไปช่วยเป็นผู้ร่วมคิดในการทำปัญหาที่ยากให้ง่ายหรือลดความ
ซับซ้อนลง แต่ยังคงให้เด็กได้ใช้ความสามารถของเขาในการเรียนรู้ โดยมีการสนับสนุนเสริมแรง และให้คำปรึกษา จากครู 1.3 บรรยากาศที่เป็นอิสระในการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง บรรยากาศดังกล่าวนี้จะทำให้เด็กพัฒนาความ เป็นตัวของตัวเอง ลดการพึ่งพิงผู้อื่น กล้าคิด กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตนเอง กล้าริเริ่ม มีความคิดสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ และกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ บรรยากาศที่เป็นอิสระนี้ทำได้โดยครูให้โอกาส และสนับสนุนให้เด็กได้ทำ สิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ครูเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษา ให้การช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการเท่านั้น ขณะเดียวกันต้องให้ โอกาสแก่เด็กแต่ละคนในการที่จะเลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตน และให้เวลาอย่างพอเพียงตามความสนใจ ของผู้เรียนเนื่องจากเด็กแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้และใช้เวลาในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน แต่แม้ว่าเด็กจะได้รับอิสระ ดังกล่าว ครูก็ต้องสอนให้เด็กคำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน ความเป็นอิสระของแต่ละคนจะต้องไม่รบกวนหรือทำให้ผู้อื่นมี ความสะดวกน้อยลง 1.4 บรรยากาศที่ให้ได้รับความสำเร็จและเรียนรู้ผลที่เกิดจากการทำสิ่งต่าง ๆบรรยากาศดังกล่าวจะทำให้ ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีกำลังใจเข้มแข็ง มีความมั่นใจในการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล มีการกำหนดจุดมุ่งหมายของการ ทำสิ่งต่าง ๆ และยอมรับผลจากการกระทำทั้งความสำเร็จและผลที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ครูสามารถสร้าง บรรยากาศดังกล่าวได้โดยการให้เด็กกำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ และลงมือปฏิบัติตามที่ วางแผนไว้ ให้เวลาอย่างเพียงพอที่จะทำตามแผนงาน ครูคอยสนับสนุนให้กำลังใจ คอยแก้ปัญหาเมื่อเด็กต้องการ ให้ได้รับข้อมูลย้อนกลับหลังการปฏิบัติ ให้การเสริมแรงชื่นชมยินดีต่อผลสำเร็จ แต่ถ้าหากผลไม่เป็นไปตามที่ คาดหวังไว้ ก็อธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจถึงการหาความรู้จากความล้มเหลว ให้กำลังใจและให้ทดลองแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ ต่างออกไป 1.5 บรรยากาศแห่งการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน โดยการเริ่มจากการที่ครูยอมรับผู้เรียนให้ความสำคัญ ต่อการคิดและการกระทำของผู้เรียน รับฟังและให้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จัดให้ผู้เรียนได้ทำ กิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มให้ได้รับความสำเร็จจากการทำ กิจกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดการยอมรับระหว่างเด็กกับเพื่อน และเกิดความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับจากครู เห็น ความสำคัญของกลุ่ม บรรยากาศดังกล่าวทำให้เกิดการพัฒนาวุฒิภาวะ ได้รับประสบการณ์ทางบวกในการพัฒนา ตนเอง เกิดการ นับถือระหว่างกัน ทำให้เกิดความเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น สามารถที่จะคิด เลือกและตัดสินใจ เข้าใจถึงความสามารถของตนเอง ยอมรับผลการกระทำทั้งที่สำเร็จและทำความเข้าใจได้เมื่อทำผิดหรือล้มเหลว รู้จักนำอุปสรรคหรือความล้มเหลวมาเป็นประสบการณ์การเรียนรู้และแนวทางแก้ปัญหา เนื่องจากเชื่อว่าตนมี ความสามารถที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้หลากหลายวิธีเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ 1.6 บรรยากาศแห่งความใกล้ชิด สนิทสนมและมีความรักใคร่กลมเกลียวกันเนื่องจากเด็กทุกคนต้องการ ความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยทางจิตใจ ต้องการการเอาใจใส่ และความรักใคร่ การจัดให้ผู้เรียนอยู่ร่วมกัน ได้เล่น ได้ ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยขจัดหรือลดความขัดแย้งลงให้มากที่สุด หรือไม่ให้เกิดขึ้นเลย การสอนให้รู้จักเอาใจเขามา
ใส่ใจเรา รู้จักการให้อภัย และช่วยเหลือกัน ทำให้เกิดความรู้สึกรักใคร่ กลมเกลียวกัน นอกจากนี้ครูต้องแสดง ความรู้สึกที่ดีต่อผู้เรียน แสดงให้ผู้เรียนรับรู้ว่าตนเป็นที่ยอมรับของครู ทั้งการคิดและการกระทำ การแสดงออกของ ครู ได้แก่ การแสดงท่าทีที่แสดงถึงการเอาใจใส่ทางบวกต่อผู้เรียนอย่างจริงใจที่สอดคล้องกับการแสดงออกทางบวก ของผู้เรียน เช่น การสัมผัสทางกาย การมอง การสบตา การใช้คำพูด การแสดงสีหน้าท่าทาง การได้รับการเอาใจใส่ ดังกล่าว ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าเป็นที่ต้องการของครู มีความสำคัญเป็นคนหนึ่งที่มีความหมาย ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี ต่อตนเอง และต่อผู้อื่น บรรยากาศการอยู่ร่วมกันอย่างรักใคร่ ทำให้เกิดความสุขในการทำสิ่งต่าง ๆ และเกิดการ เรียนรู้โดยง่าย 2. การจัดบรรยากาศทางกายภาพ เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมด้านอาคาร สถานที่ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ และ แหล่งความรู้ที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียน โดยเน้นความสะดวกสบาย สามารถ เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มีเครื่องมือและแหล่งความรู้ สอดคล้องกับกิจกรรมและความต้องการ สำหรับการจัด บรรยากาศทางกายภาพที่ส่งเสริมการเรียนรู้สามารถดำเนินการได้ ดังนี้ 2.1 การจัดสถานที่และบริเวณในห้องเรียนที่อำนวยความสะดวกและตอบสนองการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดย มีการกำหนดพื้นที่ในการจัดเก็บอุปกรณ์ เครื่องเล่น ที่เด็กต้องการใช้อย่างเป็นระบบสะดวกในการนำมาใช้ การทำ ความสะอาดและการจัดเก็บจัดบริเวณการทำกิจกรรมที่สะดวกต่อการทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม มีบริเวณที่ว่างพอที่จะ เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ สามารถเตรียมย้ายไปสู่การทำกิจกรรมอื่นได้โดยไม่รบกวนทำกิจกรรมของผู้อื่น มีการจัด บริเวณสำหรับการจัดแสดงหรือเก็บผลงานที่เกิดจากการทำกิจกรรมของเด็ก 2.2 การจัดสื่อวัสดุ อุปกรณ์ที่สอดคล้องกับกิจกรรม ทั้งนี้เนื่องจากเด็กปฐมวัยเรียนรู้จากการกระทำ การมี ปฏิสัมพันธ์กับสื่อ วัสดุต่าง ๆ ทำให้เกิดความเข้าใจและแสดงผลการเรียนรู้ผ่านการแสดงออกและจากผลงาน ดังนั้นจะต้องจัดหาสื่อ อุปกรณ์ที่สอดคล้องกับรูปแบบกิจกรรมที่ได้ออกแบบไว้ การมีสื่อ วัสดุอย่างหลากหลาย พอเพียง สะดวกในการนำมาใช้ จะช่วยสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 2.3 การจัดแหล่งความรู้ที่สอดคล้องกับกิจกรรมและความสนใจของผู้เรียน ซึ่งแหล่งความรู้เหล่านี้ ได้แก่ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งที่สอดคล้องกับหน่วยประสบการณ์ที่ผู้เรียนเลือกเรียน และแหล่งความรู้ที่จัดประจำไว้ เพื่อ ตอบสนองความสนใจที่หลากหลาย การจัดแหล่งความรู้ควรคำนึงถึงลักษณะการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยและใช้ได้ อย่างสะดวก ขณะเดียวกันแหล่งความรู้ก็ต้องน่าสนใจ เป็นเครื่องเร้ากระตุ้น สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เรียนอยาก สืบเสาะ ค้นหา และลงมือ 3. บรรยากาศทางสังคม เป็นบรรยากาศที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่อยู่ร่วมกัน การอยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุข จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกรักที่จะเรียนรู้และเกิดการเรียนรู้ได้โดยง่าย การเรียนรู้ดังกล่าว ได้แก่ การเรียนรู้ด้านความรู้ และการเรียนรู้ทางสังคม ทั้งนี้เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษา คือ การให้ ผู้เรียนมีความรู้ และสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างราบรื่นมีความสุข สำหรับการจัด บรรยากาศทางสังคมที่สนับสนุนการเรียนรู้ สามารถดำเนินการได้ดังนี้
3.1 การสร้างบรรยากาศประชาธิปไตย ให้ผู้เรียนรู้สึกว่ามีความเท่าเทียมกัน โดยครูต้องกำหนดให้มี อิทธิพลในห้องให้น้อยที่สุด สร้างระบบการอยู่ร่วมกันแบบประชาธิปไตย ให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มีการสร้าง ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับผู้เรียนด้วยกัน ฝึกการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม 3.2 การสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือร่วมใจ โดยจัดกิจกรรมให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่ม สนับสนุน ให้ผู้เรียนได้เล่น ทำงานและเรียนรู้จากกลุ่มเพื่อน ครูคอยปรับปรุงการใช้ภาษา มารยาทและพัฒนาพฤติกรรมที่พึง ประสงค์ เพื่อให้เด็กสามารถทำงานกับกลุ่มเพื่อนได้อย่างดี เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม มีการจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้ ทำสิ่งต่าง ๆ ในบรรยากาศร่วมมือร่วมใจกัน ซึ่งแม้จะมีการแข่งขันกันบ้าง แต่ควรเป็นการแข่งขันกันอย่างเป็นมิตร ได้มีโอกาสได้รับผลแห่งการทำงานร่วมกัน การปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งด้านความคิด และการกระทำอันส่งผลต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนที่จะนำไปใช้ ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นต่อไป 3.3 สร้างบรรยากาศแห่งการมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกันทั้งครูกับผู้เรียน ในหมู่ผู้เรียนด้วยกัน และกับ บุคคลอื่น ๆ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เริ่มด้วยการสื่อสารที่ดี ซึ่งการสื่อสารระหว่างกันนั้นสามารถทำได้ทั้งการใช้ วาจา ภาษาท่าทาง และการปฏิบัติต่อกัน ครูมีหน้าที่ในการกระตุ้นให้ผู้เรียนปฏิบัติต่อกันด้วยดี ไม่มีการทะเลาะ เบาะแว้ง ครูมีหน้าที่ในการลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และจะต้องเป็นแบบฉบับของการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง ตนเองกับผู้อื่น 3.4 สร้างบรรยากาศที่ไม่กดดัน โดยลดกิจกรรมที่ต้องมีการแข่งขัน เพื่อให้เกิดผลแพ้ ชนะหรือการเป็นที่ หนึ่งเหนือผู้อื่น ให้ทุกคนมีโอกาสได้แสดงออกเท่าเทียมกันและได้รับการยกย่องเหมือนกัน สำหรับการประเมินผล การเรียนรู้ ควรประเมินผลที่แสดงถึงพัฒนาการแห่งความเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ให้ผู้เรียนได้รู้ผลของการ กระทำของตนเอง และมีการพัฒนาตนเองโดยไม่ต้องแข่งขันกับผู้อื่น ปัญหาในการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ 1. ข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ไม่มีงบประมาณในการส่งเสริมการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ เนื่องจาก การจัดการตกแต่งห้องเรียนในแต่ละครั้งอาจจะต้องอาศัยงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ 2. ขาดความร่วมมือของบุคลากรและผู้เรียน ในบางห้องเรียนครูผู้สอนและนักเรียนเกิดความขัดแย้งและ มองไม่เห็นความสำคัญของการจัดการบริหารชั้นเรียน 3. ครูไม่มีเวลา ไม่มีความรู้ ครูบางท่านมีภาระการสอนในหลายชั้นเรียน ทำให้ไม่มีเวลาในการปรับปรุง หรือตกแต่งภายในห้องเรียน อีกทั้งขาดประสบการณ์ในการจัดการบริหารห้องเรียน 4. ผู้บริหารไม่สนับสนุน ผู้บริหารในบางโรงเรียนไม่เห็นความสำคัญและขาดความเข้าใจในการจัดการ บริหารชั้นเรียน การจัดบรรยากาศในชั้นเรียน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนและส่งเสริมให้ ผู้เรียนสามารถรับผิดชอบควบคุมดูแลตนเอง ได้ในอนาคต การจัดบรรยากาศมีทั้งด้านกายภาพ เป็นการจัด
สภาพแวดล้อมในห้องเรียนทั้งการจัดตกแต่งในห้องเรียน จัดที่นั่ง จัดมุมเสริมความรู้ต่างๆ ให้สะดวกต่อการเรียน การสอน ทางด้านจิตวิทยา เป็นการสร้างความอบอุ่น ความสุขสบายใจให้กับผู้เรียน ผู้สอนควรจัดบรรยากาศทั้ง 2 ด้านนี้ให้เหมาะสม นอกจากนี้การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดความสุขแก่ผู้เรียนเป็นองค์ประกอบสำคัญ ประการหนึ่งที่จะสร้างคุณลักษณะนิสัยของการใฝ่เรียนรู้ การมีนิสัยรักการเรียนรู้ การเป็นคนดี และการมี สุขภาพจิตที่ดีสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขทั่งในปัจจุบันและอนาคตต่อไป ซึ่งบุคคลสำคัญที่จะสร้าง บรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีความสุขให้เกิดขึ้นได้ คือ ครูผู้นำทางการเรียนรู้นั่นเองการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพนั้น เกิดจากการเรียนรู้ที่ครบวงจร ซึ่งได้แก่การให้ผู้เรียนเลือกเรื่องที่จะเรียนและวิธีการเรียน จากนั้นจึงลงมือปฏิบัติ ตามที่ได้คิดไว้โดยการเรียนรู้ร่วมกับกลุ่มแล้วสรุปความรู้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ประสิทธิภาพของการเรียนรู้ยังเกิด จากการสนับสนุนจากปัจจัยเอื้อสามประการคือ การเรียนรู้อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของวัยหรือ พัฒนาการได้แก่ การเรียนรู้โดยการเคลื่อนไหวและการกระทำ ปัจจัยเอื้อประการต่อมาคือบรรยากาศที่สนับสนุน การเรียนรู้ที่สร้างความรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด ปลอดภัยและได้รับการยอมรับจากกลุ่ม ส่วน ปัจจัยเอื้อที่สามคือการดูแลสนับสนุนและอำนวยความสะดวกของครูในการจัดกิจกรรมให้เด็กได้สร้างความรู้ผ่าน การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน กับครู และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการจัดบรรยากาศที่เหมาะสมจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการ เรียนรู้ของเด็ก เพราะการเรียนท่ามกลางบรรยากาศที่มีความสุข ผู้เรียนจะเกิดความรู้สึกผ่อนคลายไม่กดดัน ทำให้ เกิดการเรียนรู้ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ 3. สภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริง 3.1 บอกความหมายของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริงได้ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริง (Virtual Learning Environment : VLE) การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนแปลงจากการเรียนการสอนในอดีตอย่างเด่นชัด ผลจากการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาเปิดกว้างมากขึ้น รูปแบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไป การถ่ายทอดความรู้ เปลี่ยนจากผู้สอนถ่ายทอดสู่ผู้เรียนโดยตรง นำไปสู่การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้จักเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเพื่อ นำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตในอนาคต เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญใน ความเป็นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้และเครื่องมือเสริมศักยภาพให้กับผู้เรียน การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning Environment) ในปัจจุบันนอกจากสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทางกายภาพ (PhysicalLearning Environment) ซึ่งได้แก่ การเรียนรู้ในชั้นเรียนปกติหรือ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวผู้เรียนที่มีผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน นำไปสู่สภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริง (VirtualLearning Environment) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน VLE ถูกระบุว่ามีประโยชน์ต่อ การเรียนการสอนหลายประการ เช่น สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มแรงจูงใจการเข้าถึงรูปแบบการ เรียนรู้โอกาสที่ให้เกิดการเรียนรู้อย่างอิสระ บูรณาการข้อมูลและเครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศได้ดีเพิ่มการมีส่วน ร่วมของผู้ปกครองได้
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริง (Virtual Learning Environment: VLE) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เกิดขึ้นและแพร่หลายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากกับวิถีการใช้ชีวิตและการเรียนรู้สำหรับผู้คนในศตวรรษที่ 21 การศึกษาในยุค ปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาเพื่อเปิดโอกาสทางด้านการศึกษามากขึ้น ลด ข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ การเรียนรู้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเข้า เรียนในห้องเรียนแต่สามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพผ่านสื่อและเทคโนโลยีที่มีการจัดสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับ สภาพการเรียนรู้ในห้องเรียน ทำให้เกิดคำว่าห้องเรียนที่ปราศจากกำแพง (Classrooms without walls) สังคม การเรียนรู้ถูกขยายขอบเขตจากสังคมในห้องเรียนไปสู่สังคมการเรียนรู้แบบออนไลน์ที่สามารถเรียนรู้ร่วมกันข้าม ห้องเรียน ทั้งในและต่างประเทศ โดยไม่ต้องเดินทาง ความรู้ไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นแหล่ง ความรู้ที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก จุดเน้นของการศึกษาจึงเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้วิธีการค้นหาความรู้เพื่อแยกแยะข้อมูลที่ มีอยู่สำหรับนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง ขณะเดียวกันการจัดการศึกษาจะให้ความสำคัญกับส่งเสริมให้เกิดการ เรียนรู้ตามความสนใจของผู้เรียนแต่ละคนและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต นอกจากประโยชน์ที่ผู้เรียนจะ ได้รับจากการที่สามารถศึกษาหาความรู้ได้ทั้งเชิงลึกตามความสนใจของตัวเองและเรียนรู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น จากการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีแล้ว สถาบันการศึกษายังได้รับประโยชน์หลายประการ อาทิเช่น การแบ่งปัน ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งหลักสูตร สื่อ ผู้สอน และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสถาบัน ทำให้สามารถ แก้ปัญหาการขาดแคลนครูในสาขาที่ขาดแคลนและทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญได้เท่าเทียมกันแม้ว่าจะอยู่ ต่างสถาบันการศึกษา คำว่า สภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริง ใช้คำย่อว่า VLE มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน ดังเช่น ใน อเมริกาตอนเหนือเรียก VLE ว่า ระบบการจัดการเรียนการสอน (Learning Management System: LMS)(Rouse, 2011) นอกจากนี้มีการใช้คำภาษาอังกฤษที่แตกต่างแต่มีความเกี่ยวข้อง กับ VLE หลายคำ ได้แก่ " Computer Assisted Instruction" (CAI) "Computer Based Training" (CBT) "Computer Managed Instruction" (CMI) "Course Management System" (CMS) "Integrated Learning Systems" (ILS) " Interactive Multimedia Instruction" (IMI) "Learning Management System" (LMS) "Massive open online course" (MOOC) "On Demand Training" (ODT) "Technology Based Learning" (TBL) "Technology Enhanced Learning" (TEL) "Web Based Training" (WBT) "Media Psychology" ชื่อดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง และการแบ่งแยกลักษณะของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริงที่มีลักษณะ แตกต่างกันบ้างบางประการ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งวิวัฒนาการของมัลติมีเดีย เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้ สามารถพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริงได้หลายลักษณะและกลายเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่
สำคัญต่อการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยมีผู้ให้คำจำกัดความของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ แบบเสมือนจริง ดังนี้ สารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดีย ให้คำจำกัดความ VLE คือ ระบบที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบให้เอื้อ ต่อการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาของผู้สอนสำหรับผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ เกี่ยวข้องกับการเรียนทางไกล Wilson (1996) ให้คำจำกัดความของ VLE ไว้ว่า สภาพแวดล้อมการเรียนรู้บนฐานของคอมพิวเตอร์หรือ เทคโนโลยีเป็นระบบเปิดที่มีการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้เกี่ยวข้องและผู้สอนด้วยเข้าถึงทรัพยากรที่ กว้างขวาง Hill & Hannifin (1997) ระบุว่าสิ่งสำคัญของ VLE คือ ความสามารถที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทุกที่และทุก เวลา เช่น การเรียนรู้ในลักษณะไม่ประสานเวลา หลักการของ VLE คือ เน้นการควบคุมตนเองและรูปแบบของการ กระจายความคิด มุมมองที่มีความหลากหลาย และการคิดอย่างอิสระ EUN (2003) สิ่งอำนวยความสะดวกต่อการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาและการเรียนการสอนที่เน้น กระบวนการที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้นให้ความสำคัญกับวิธีการเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ของการเรียนรู้และการ ช่วยสร้างองค์ความรู้ Hodhod (2010) ระบุว่า VLE คือ ซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาให้ช่วยผู้สอนสร้างและส่งมอบหลักสูตร ให้กับผู้เรียน เช่น ระบบ e-learning หรือบางครั้งถูกเรียกว่า Learning Management System (LMS),Course Management System(CMS) Rouse (2011) ระบุว่า VLE คือ กลุ่มของเครื่องมือสำหรับการเรียนการสอนที่ใช้พัฒนาความสามารถของ ผู้เรียนผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในกระบวนการเรียนรู้. Rouse (2011) ระบุว่า VLE สามารถใช้ แทนที่ด้วยค าว่า CMS, LMS ได้ ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า สภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริง หรือ VLE คือ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ที่ถูกออกแบบและพัฒนาอย่างเป็นระบบ ให้เอื้อต่อการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาของผู้สอนสำหรับพัฒนา ความสามารถผู้เรียนบนฐานของเทคโนโลยี ประกอบด้วย เนื้อหา กิจกรรม ทรัพยากรการเรียนรู้เครื่องมือสื่อสาร สำหรับการเรียนรู้ของผู้เรียน การประเมินผล รวมถึงส่วนของการบริหารหลักสูตรและการติดตามพฤติกรรมผู้เรียน สำหรับผู้สอน ได้เสมือนการเรียนรู้แบบเผชิญหน้าในชั้นเรียนหรือแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนโดยไม่ต้องเดินทางจาก ที่ตั้งของตนเอง เมื่อกล่าวถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริง จะพบว่ามีการใช้คำว่าเสมือนจริง (Virtual) ซึ่งหมายถึง สมมติกับคำที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาหลายคำ เช่นการศึกษาเสมือนจริง (Virtual Education) ห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classroom) มหาวิทยาลัยเสมือนจริง (Virtual University) โรงเรียนเสมือนจริง (Virtual School) ห้องปฏิบัติการเสมือนจริง (Virtual lab,Cyber Lab, Online Lab) หลักการสำคัญที่เหมือนกัน
คือ องค์ประกอบของการเรียนรู้ยังคงอยู่ครบถ้วนเช่นเดียวกับการจัดการศึกษาในชั้นเรียนแต่ไม่จำเป็นต้องมีสถาน ที่ตั้ง 3.2 บอกคุณลักษณะของ VLE ได้ คุณลักษณะของ VLE คุณลักษณะสำคัญของ VLE ถูกระบุโดยนักการศึกษาหลายท่านที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้ O’Leary, R. and Ramsden, A. (2002: 2-3) กล่าวถึงคุณลักษณะของ VLE ที่สำคัญ 10 ประการดังนี้ 1. การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน สนับสนุนประเภทของการสื่อสารที่หลากหลายทั้งการ สื่อสารแบบ ประสานเวลา ไม่ประสานเวลา แบบหนึ่งต่อหนึ่ง แบบหนึ่งต่อหลายคน หรือ แบบหลายคนต่อหลายคน เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์กระดานอภิปราย การสนทนาเสมือน 2. การประเมินตนเองและการประเมินผลลัพธ์ การประเมินผลที่สามารถตรวจสอบผลได้โดยอัตโนมัติและการให้ผล ป้อนกลับโดยทันที 3. การส่งมอบทรัพยากรการเรียนรู้และสื่อการสอน เช่น สมุดบันทึกการบรรยาย ภาพนิ่ง วีดิทัศน์ลิงก์เชื่อมโยงกับ ทรัพยากรบนเว็บอื่น การอภิปรายออนไลน์และกิจกรรมการประเมินผล 4. การแบ่งปันพื้นที่การทำงานกลุ่ม อนุญาตให้ออกแบบกลุ่มของผู้เรียนที่จะอัปโหลดและแลกเปลี่ยนแฟ้มข้อมูล เช่นเดียวกับการสื่อสารกับผู้อื่น 5. การสนับสนุนำหรับผู้เรียน สามารถนำรูปแบบการสื่อสารกับผู้สอนหรือผู้เรียนคนอื่นสนับสนุน สื่อเช่นข้อมูล เกี่ยวกับหลักสูตร คำถามที่ถูกถามบ่อย (FAQ) 6. การบริหารจัดการการติดตามผู้เรียน เช่น ชื่อบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านถูกใช้สำหรับการลงทะเบียน เข้าเรียนใน หลักสูตรเพื่อเข้าถึงหลักสูตร รวมถึงการวิเคราะห์ประเมินผลการเรียน 7. เครื่องมือสำหรับผู้เรียน เช่น เว็บเพจส่วนตัวของผู้เรียน คลาวด์สตอเรจสำหรับอัปโหลดลดงาน ปฏิทินและ บันทึกประจำวันอิเล็กทรอนิกส์ 8. ลักษณะที่สามารถปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ มาตรฐานของอินเทอร์เฟซง่ายต่อการใช้งาน หลักสูตรสามารถปรับแต่งสีภาพและสัญลักษณ์ให้แต่ละบุคคล แต่ยังคงมีโหมดที่สำคัญเป็นโหมดคงที่ 9. โครงสร้างของการกำหนดทิศทางในระบบ การส่งมอบข้อมูลสนับสนุนด้วยแถบเครื่องมือที่เป็น มาตรฐาน ซอฟแวร์VLE ส่วนใหญ่จะคาดการณ์ว่าผู้เรียนจะใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างเป็นลำดับเรียงกัน การเรียนการสอน 10. มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและรองรับโครงสร้างข้อมูลที่เป็นทางเลือก เช่น กรณีศึกษาที่หลายเส้นทาง ขณะที่ WebLearn - The university of Oxford ระบุฟังก์ชันหลักของ VLE 5 ฟังก์ชัน คือ 1. ข้อมูล ให้ข้อมูลและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เช่น ข่าวประกาศ ปฏิทิน และหลักสูตร 2 .เนื้อหา เครื่องมือด้านทรัพยากรรวบรวมเอกสารอิเล็กทรอนิกส์รายการสิ่งที่ต้องอ่านพอร์ดแคสการเชื่อมโยง เนื้อหากับเว็บภายนอก เช่น เว็บเพจ วีดิทัศน์เป็นต้น
3. การสื่อสาร กระดานอภิปราย จดหมายอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือทำงานร่วมกันเช่น วิกิ 4. การประเมินผล การประเมินผลรวมถึงการตรวจสอบการคัดลอกผลงาน การทดสอบ เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ งาน การประเมินผลการอภิปรายผลบนกระดานอภิปราย 5. การบริหารจัดการ การติดตามกิจกรรมของผู้เรียน การตรวจงานของผู้สอน การประเมินหลักสูตร การลงทะเบียนเข้าพบและเรียนรู้สื่อที่จัดเตรียมให้กรอบแนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือน จริง มีลักษณะเช่นเดียวกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทางกายภาพแบบดั้งเดิมที่จำเป็นต้องมีการออกแบบหลักสูตร และการวางแผนอย่างละเอียด เมื่อนำไปพัฒนาจะช่วยทั้งผู้เรียนและผู้สอนรวบรวมสื่อและเข้าถึงการทำงานร่วมกัน ได้สะดวก ภาพที่ 3.2.1 ฟังก์ชั่นหลักของ VLE ที่มา http://help.it.ox.ac.uk/weblearn/index โดยที่ JISC Digital Media (2015) ได้ระบุเครื่องมือที่เป็นองค์ประกอบทั่วไปของ VLE โดแบ่งออกเป็น 4 ฟังก์ชันหลัก คือ 1. เครื่องมือสื่อสาร (Communication tools) เช่น กระดานอภิปราย บล็อก ห้องสนทนา 2. เครื่องมือประเมินผล (Assessment tools) เช่น การสอบย่อย แบบทดสอบออนไลน์ 3. เครื่องมือจัดเก็บเอกสารรวมถึงสื่อดิจิทัล (Storage of documents including digital media) 4. เครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการ (Administration) สำหรับลงทะเบียนรายวิชา การติดตามการเรียน ผลการเรียน
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คุณลักษณะที่สำคัญของ VLE จะเชื่อมโยงกับเครื่องมือที่ใช้ในระบบ เนื่องจากต้อง เลือกใช้เครื่องมือที่สอดคล้องกับฟังก์ชันการทำงานของ VLE โดยคุณลักษณะสำคัญที่จำเป็นต้องมีในระบบ VLE คือ ข้อมูล เนื้อหา การสื่อสาร การประเมินผล และการบริหารจัดการ หลักการพัฒนา VLE หลักการและกลไกของการสร้าง VLE มีลักษณะเช่นเดียวกับการออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ในชั้นเรียน แบบเผชิญหน้าที่ต้องเริ่มจากการออกแบบหลักสูตร กิจกรรม และทรัพยากรการเรียนรู้ดังที่ Rouse(2011) กล่าวถึง การพัฒนา VLE package โดยระบุให้เริ่มต้นด้วยการวางแผนหลักสูตร โดยแบ่งหลักสูตรออกเป็น ส่วนย่อย (Section) ที่สามารถมอบหมายงานและประเมินผลได้การติดตามผู้เรียน การดูแลผ่านระบบออนไลน์ทั้ง ผู้สอนและผู้เรียน การสื่อสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์กระดานอภิปราย ห้องสนทนา เป็นต้น สิ่งสำคัญคือ การเชื่อมโยงผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังทรัพยากรภายนอก โดยผู้ใช้งานในระบบ VLE จะต้องมี รหัสประจำตัวและรหัสผ่าน ทั้งผู้สอนและผู้เรียน โดยผู้สอนจะเห็นทุกอย่างที่ผู้เรียนเห็นแต่ผู้สอนจะมีฟังก์ชันการ ทำงานที่มากกว่าผู้เรียน คือ สามารถสร้าง ทบทวนหลักสูตรและติดตามพฤติกรรมของผู้เรียนได้ 3.3 บอกการออกแบหลักสูตร VLE ได้ การออกแบบหลักสูตร VLE จะต้องคำนึงถึงหลักการสำคัญ ดังนี้ 1.บทเรียนถูกจัดการอย่างเป็นลำดับมีคำถามเล็กน้อยแทรกระหว่างบทเรียนเพื่อทบทวนความจำก่อนไปยังบ ท ต่อไป 2. แนวคิดสำคัญมีการทำซ้ำเป็นระยะเพื่อให้เกิดการเสริมแรง 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมและแบบฝึกหัดที่ฝังอยู่ในหลักสูตร 4. เพิ่มตัวอย่างด้วยปุ่มสำหรับตอบถามช่วยให้เกิดการคิดและช่วยให้ป้องกันการสูญหายของความรู้เมื่อไม่รู้คำตอบ ด้วยปุ่มที่แสดงวิธีแก้ปัญหาได้ทันที 5. เพิ่มภาพเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างหรือต้นแบบที่เหมาะสม 6. แม่แบบของการทดสอบจะช่วยให้เกิดการประเมินตนเองช่วยให้มีการประเมินตนเองก่อนจะมีการประเมินแบบ ทางการ 7. ผู้เรียนได้รับผลป้อนกลับทันทีจากงานที่ได้รับมอบหมายและความก้าวหน้าในชั้นเรียน 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ควรคำนึงถึงปฏิสัมพันธ์ทางสังคมด้วยการจัดการเรียนรู้ร่วมกันและการทำงานเป็นทีม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาการแยกตัวไม่สนใจสังคมของเด็ก 9. การออกแบบการเรียนรู้ต้องคำนึงถึงความสามารถในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสมือนจริงเพื่อให้ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงทรัพยกรการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
การเลือกใช้สื่อใน VLE การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงจำเป็นต้องเลือกใช้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้เป็น สำคัญ แม้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นส่วนสำคัญของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนจริง แต่การเลือกใช้เทคโนโลยีขึ้นอยู่ กับวัตถุประสงค์เนื้อหา และการออกแบบระบบการเรียนการสอน (instructional design) เป็นสำคัญดังนั้น ความ น่าเชื่อถือของสื่อเสมือนจริงที่นำมาใช้จึงต้องพิจารณาจาก 1. วัตถุประสงค์เป้าหมาย หรือ ความต้องที่จะนำสื่อเสมือนจริงมาใช้งานต้องชัดเจน 2. เนื้อหา บทเรียน หรือ ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้เนื้อหาต้องสอดคล้องกับสาระ และมาตรฐาน การเรียนรู้ถูกต้องตามหลักวิชา มีระดับความยากง่ายที่เหมาะสมกับระดับชั้น สิ่งสำคัญคือเนื้อหาที่นำมาใช้ในการ สร้างโลกการเรียนรู้แบบเสมือนจริงต้องให้ความสำคัญกับเจ้าของลิขสิทธ์ของเนื้อหาหรือบทเรียนนั้น 3. คุณภาพของสื่อเสมือนจริง พิจารณากับความถูกต้อง ชัดเจน มีความเหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และ เนื้อหามีรูปแบบการนำเสนอน่าสนใจและช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ชัดเจน สื่อประกอบเช่นบทเพลง หรือภาพที่ นำมาใช้ต้องระวังเรื่องลิขสิทธิ์การใช้งานด้วยเช่นกัน 4. รู้วิธีการออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในชั้นเรียน 4.1 บอกวิธีการออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในชั้นเรียนได้ การออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning environment design) แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้คอน สตรัคติวิสต์ ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ จะมีการใช้เทคโนโลยีเป็นฐานเพื่อให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ ของผู้เรียนอย่างมีความหมาย สิ่งสำคัญก็คือผู้เรียนจะเป็นผู้อธิบายความหมาย ( Interpret ) และ สร้างความหมาย ที่เกิดจากประสบการณ์ และการมีปฏิสัมพันธ์ด้วยตัวของเขาเอง ดังนั้น ถ้านักการศึกษาจะนำวิธีการสอนนี้ไปใช้ ก็ จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในงาน (project) นั้น ๆ อย่างมีความหมายมาก ยิ่งขึ้น และกิจกรรมที่เกิดขึ้น จะต้องส่งเสริมให้มีการสำรวจ การทดลอง การสร้างสรรค์ การเรียนรู้แบบร่วมมือ และการสะท้อนผลหลังจากการศึกษานำแก่นแท้ความสำคัญของคอนสตรัคติวิสต์ก็คือ ผู้เรียนต้องเป็นผู้ลงมือทำ ด้วยตนเอง หรือ ที่เรียกกันว่า “Active Learner” ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (student centered) การเรียนรู้จะ สนับสนุนให้ผู้เรียนมีประสบการณ์มากที่สุด (jonassen, 1999) การออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ หรือที่เรียกว่า CLE (constructivist learning environment) จะสนับสนุนหลักสูตร Project – based curriculum การออกแบบนี้ ให้ความสำคัญ กับ การใช้โปรแกรมประเภท hypertext learning programs และ การนำปรัชญา ลงสู่การปฏิบัติให้มี ประสิทธิภาพในการฝึกอบรม spiro , Feltovich , Jacobson และ coulosn (1991) กล่าวว่า การพัฒนาเกี่ยวกับ โปรแกรมการเรียนรู้ประเภท hypetext learning program จะเป็นการขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการรับรู้ที่เป็น
ความคิดในใจ (intuition) และเทคโนโลยี ด้วยตัวของมันเอง (itself) และก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ทฤษฎี เป็นฐานในการพัฒนาโปรแกรม การใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน (Technology-based) ได้อย่างประสิทธิภาพ 1. การนำเสนอปัญหา Jonassen (1998) เชื่อว่าผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีในเรื่องที่เขาสนใจมีและเป็นการ แก้ปัญหาที่มีความหมาย ที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง ปัญหาที่จะนำมาเสนอให้กับผู้เรียนจึงต้องเป็นปัญหาที่ซับซ้อน (ill-structure) เพื่อที่จะให้ผู้เรียนได้ค้นหาวิธีการแก้ปัญหา ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่มีคำตอบที่ถูกต้อง เพียงคำตอบเดียว สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบและฝึกหัดใน กระบวนการคิดที่ซับซ้อน มีการให้เหตุผลและสืบเสาะวิธีการแก้ปัญหานักเรียนจะสร้างความคิดจากสถานการณ์ ด้วยตัวของเขาเอง suchman (1987) ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า ความรู้ จะต้องมาจากการสร้างและทำความเข้าใจที่ เกิดจากตัวผู้เรียนเอง 2. การนำเสนอภารกิจ การออกแบบภารกิจหรือกิจกรรม (activity) สำหรับผู้เเรียนจะต้องอยู่ในบริบท และมีความหมายกับผู้เรียนมาก มีความน่าสนใจ เป็นปัญหาที่ต้องมีความซับซ้อน สนับสนุนให้ผู้เรียนได้มีการใช้ เครื่องมือ (tool) ให้ผู้เรียนได้เห็นความซับซ้อนและความเชื่อมโยงกันของปัญหาการมีปฏิสัมพันธ์กับมัลติมีเดีย การ จำลอง (simulation) การสาธิตและการใช้โปรแกรมมัลติมีเดียจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจปัญหาที่มีความ ซับซ้อน ผู้เรียนจะสามารถจัดกระทำ (manipulate) สืบเสาะ (investigate) และเชื่อมโยงในหัวข้อได้ดีเครื่องมือ ทางปัญญาเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้ผู้เรียนได้ทำสิ่งต่าง ๆ ได้สำเร็จ สิ่งแวดล้อม (Environment) สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้จำเป็นมากที่จะต้องเตรียมการไว้อย่างเพียงพอ เหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า ทดลองและทดสอบสมมติฐานการแก้ปัญหาการมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้วย ให้ภารกิจปัญหาที่นำเสนอขึ้นให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยตัวเขาเอง ผู้เรียนก็จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธิภาพอย่างเช่น อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งแวดล้อมที่เร็วเข้าถึงได้ง่ายจะทำให้เด็กได้มุมมองที่หลากหลาย 3. แหล่งเรียนรู้(Resource) การออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้สิ่งที่เป็นแหล่งเรียนรู้jonassen (1999) ได้อ้างถึงธนาคารข้อมูล (information Bank) ที่จะต้องเป็นแหล่งเรียนรู้หลากหลายประเภท เช่น เอกสาร คอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต โปรแกรมประเภท ภาพเคลื่อนไหว เสียง และเทคโนโลยีอื่น ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถ เข้าถึง และแก้ปัญหาได้ปัจจุบัน ที่เป็นที่นิยมมากก็คือ ธนาคารความรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นเครื่องมือที่ สนับสนุนผู้เรียนได้เป็นอย่างดียิ่ง สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์จะต้องจัดเตรียมไว้ให้ผู้เรียนได้ ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองและอย่างมีความหมาย strommen and Lincoln (1992) กล่าวว่า เทคโนโลยี ประเภทคอมพิวเตอร์จะสนับสนุน การะบวนการทางปัญญาของผู้เรียน เพราะความรวดเร็วในการประมวลผล สารสนเทศ 4. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaboration) การร่วมมือกันเรียนรู้(Collaboration) จะทำให้การเรียนรู้มี ประสิทธิภาพมากและเป็นสิ่งสำคัญ ผู้เรียนจะแลกเปลี่ยนสารร่วมกัน เป็นการสร้างสังคมการแลกเปลี่ยนความรู้ โปรแกรมที่จะช่วยสนับสนุนการเรียน เช่น chat newsgroups bulletin board เหล่านี้ล้วนสนับสนุนให้เกิดการ
สนทนา การเรียนร่วมมือกันจะทำให้การเรียนรู้มีความหมายยิ่งขึ้น การใช้เครื่องมือก็จะมีส่วนช่วยเหลือให้เกิดการ เอื้ออำนวยการอภิปรายและการแลกเปลี่ยนความคิดของผู้เรียนที่มีเป้าหมายการเรียนรู้อย่างเดียวกัน Jonassen ได้นำเสนอ การเรียนรู้อย่างมีความหมายจะต้องประกอบไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังปรากฏในภาพที่ 1 Jonassen (1999) ได้นำเสนอลักษณะของสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์เพื่อการเรียนรู้ อย่างมีความหมาย จะต้องมีคุณลักษณะ (characteristics of meaning learning provide guidelines for design) ดังนี้ 1. การทำกิจกรรม (Active) เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมของผู้เรียนด้วยความตั้งใจ และความ รับผิดชอบโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคน ทุกวัยเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น การเล่นเบสบอลบน ลานทรายของพวกเด็ก ๆ เขาจะเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการเล่นระหว่างกัน โดยการเจรจาต่อรอง (negotiate) ถึงวิธีการ เล่น ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะต้องมาเรียนรู้วิธีการเล่นในชั้นเรียนหรือในโรงเรียน ซึ่งเป็นลักษณะการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาติ ทักษะ ความรู้ ที่ได้เกิดจากการแลกเปลี่ยนกับสมาชิกคนอื่น โดยใช้วิธีการสื่อสารและการลงมือปฏิบัติ เอง ตลอดจนการสะท้อนผลหลังการเรียนรู้
2. การสร้างความรู้ (constructive) ผู้เรียนจะบูรณาการความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิม เพื่อที่จะทำให้เกิด ความหมายยิ่งขึ้น รูปแบบการเรียนรู้อย่างมีความหมายจะเกิดจากการมีประสบการณ์การสะท้อนผล (reflection) ซึ่งจะทำให้พวกเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น 3. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (collaborative) โดยธรรมชาติแล้วผู้เรียนจะมีการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และความรู้อยู่แล้ว มนุษย์โดยธรรมชาติแล้วก็มักจะค้นหาวิธีการที่จะให้คนอื่น ช่วยเหลือในการแก้ปัญหาและการ ปฏิบัติภารกิจ 4. ความตั้งใจ (intentional) พฤติกรรมมนุษย์โดยทั่วไปแล้วล้วนมีเป้าหมายและก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ เป้าหมายของตนเองประสบผลสำเร็จ เป้าหมายอาจจะมีตั้งแต่เรื่องธรรมดาไปจนถึงเรืองซับซ้อน เช่น ความ ต้องการที่จะพัฒนาทักษะฝีมืออาชีพ ดังนั้น การที่จะให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและเกิดการเรียนรู้ได้จะต้องเป็น สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมผู้เรียนให้มีการกล่าวออกมา (articulate) เกี่ยวกับเป้าหมายในสถานการณ์เรียนรู้นั้น 5. ความซับซ้อน (complex) บางครั้งในการเรียนการสอนแบบเดิมมักเป็นการถ่ายทอดความรู้จากครูไป ยังนักเรียน สอนในเรื่องที่ง่าย ๆ เป็นบริบทธรรมดา แต่ในความเป็นจริงในโลกกลับซับซ้อนและไม่ได้มีวิธีการ แก้ปัญหาได้โดยวิธีเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่มีวิแก้ไขในตำราเรียนเลย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง นำเสนอการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเป็นโครงสร้างปัญหาที่ไม่สมบูรณ์ (ill-structure) ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะการคิดขั้นสูงและ ช่วยพัฒนามุมมองในการมองโลก ยิ่งขึ้น 6. สภาพและบริบท (contextual) มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าภารกิจการเรียนรู้ที่เป็น สถานการณ์ความเป็นจริงในโลกที่มีความหมาย หรือ สถานการณ์จำลองใน case-based หรือ problem based learning สิ่งเหล่านี้ ก็ยังไม่ทำให้เกิดความเข้าใจของผู้เรียนได้ แต่ว่าเป็นเพียงการถ่ายโยงให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ เท่านั้น ความคิดนามธรรมเกี่ยวกับกฏที่เราจดจำจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แต่เราก็ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสอนในเรื่องของความรู้ และทักษะในชีวิตจริง บริบท (contexts) ซึ่งมี ประโยชน์อย่างมากและต้องจัดเตรียม การเรียนรู้ให้ผู้เรียนเห็นความแตกต่างในหลากหลายบริบทเพื่อเขาได้ฝึก ปฏิบัติและใช้ความคิด 7. การสนทนา (conversational) โดยปกติในสังคม ก็จะมีการพูดคุย สนทนากัน เกี่ยวกับ ปัญหา งาน ผู้คนก็มักจะค้นหาความคิดเห็นหรือความคิดจากบุคคลอื่น ๆ เทคโนโลยี จะช่วยสนับสนุนกระบวนการสนทนา เหล่านี้ โดยการเชื่อมผู้เรียนระหว่างชั้นเรียน เมืองหรือข้ามโลก ซึ่งผู้เรียนก็จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่ง การเรียนรู้ทั้งในชั้นเรียนและโลกภายนอก มุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับโลกจะช่วยในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต จริง 8. การสะท้อนผล (reflective) ผู้เรียนจะสะท้อนผล ด้วยการใช้เทคโนโลยีเป็นฐานในการเรียนรู้ ที่จะ กล่าวออกมา (articulate) ในสิ่งที่ทำอยู่ และยุทธศาสตร์ที่ใช้ คำตอบที่พบ และเมื่อเขาได้พูดคุยกัน พวกจะทำให้
เกิดการเรียนรู้ จากการสะท้อนผล เกี่ยวกับกระบวนการ (processes) และ สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจอย่างนั้น เขาจะ เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น และ ทำให้เกิดความรู้ขึ้นใหม่จากสถานการณ์ จะเห็นได้ว่า การจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ของ jonassen ที่เรียกว่า constructivist learning environment หรือ เรียกสั้นๆ ว่า CLEs มาจากแนวคิดรากฐานความเชื่อของทฤษฎี การเรียนรู้คอนสตรัคติวิสต์ ซึ่ง ให้ความสำคัญกับ กระบวนการทางสังคม (social) และ การใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน ในการเรียนรู้ ที่ต้องมีคุณลักษณะสำคัญ 8 ประการ ในการจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ ที่จะต้องผสมผสาน และ บูรณาการกันทั้งในเรื่อง ของการที่ผู้เรียนต้องเป็นผู้ลงมือกระทำเอง ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ การสนทนา ระหว่างกัน การสะท้อนผล ที่เกิดจากความตั้งใจ และอยู่ในภารกิจที่มีความซับซ้อนและอยู่ในบริบทของผู้เรียน เหล่านี้ จะทำให้ผู้เรียนสร้างความหมายของการเรียนรู้ได้ดี และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น