การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติ Development of learning achievement in social studies and culture on the topic of Dhamma Jataka. of students in Year 5, especially teaching in a fictitious way นฤนาท ราชูโส1* และอาจารย์โศภิดา บุญจำนง2 Naruenath Rachuso1* and Sophida Bunjamnong2 1 สาขาพระพุทธศาสนา คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 1 Branch of Buddhism Faculty of Education, Udon Thani Rajabhat University 2กลุ่มหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2 Curriculum and teaching group Faculty of Education, Udon Thani Rajabhat University บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอน แบบบทบาทสมมติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ โพศรี สังกัดเทศบาลนคร อุดรธานี ที่เรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 2 ป การศึกษา 2566 จํานวน 26 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม รูปแบบการวิจัยคือ แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ จำนวน 8 แผน เป็นเวลา 8 ชั่งโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ธรรมชาดก พระพุทธศาสนา คือ t-test for Dependent Sample ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บทบาทสมมติ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ธรรมชาดก ในภาพรวมก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ บทบาทสมมติ มีคะแนนเฉลี่ย 10.42 และมีคะแนนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ธรรมชาดก ใน ภาพรวมหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ มีคะแนนเฉลี่ย 16.15 และเมื่อเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังในภาพรวมปรากฏว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ธรรมชาดก หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บทบาทสมมติ คำสำคัญ: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, บทบาทสมมติ, ความพึงพอใจ *ผู้ประสานงาน: นฤนาท ราชูโส อีเมล์: [email protected]
Abstract This research is for the development of academic achievement. Social studies subject and the culture of Dhamma Jataka of students in Grade 5 by the teaching staff hypothetical form The sample group was 5th grade students at Thesaban 1 School, Phosri, under Udon Thani Municipality. studying Buddhism subjects Social studies, religion and culture learning group Semester 2, academic year 2023, number of 26 people, obtained by using stratified sampling. The research format is One-group design, pretest and posttest. The research tools include 8 role-play learning activity plans for 8 hours, learning achievement test on Dhamma Jataka Buddhism is t-test for Dependent Sample. The research results are summarized as follows. The results of data analysis found that after organizing role-playing learning activities There was an overall learning achievement score on Dhamma Jataka before organizing role-play learning activities. has an average score of 10.42 And there was an overall academic achievement score on Dhamma Jataka after organizing role-play learning activities. had an average score of 16.15, and when comparing the difference between the average scores before and after as a whole, it appeared that Grade 5 students had an average academic achievement score Subject: Dhamma Jataka after organizing role-play learning activities higher than before organizing role-playing learning activities Keyword: academic achievement, role play, satisfaction บทนำ การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างคน สร้างสังคม และสร้างชาติ เป็นกลไกหลักในการ พัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างเป็นสุขในกระแสการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกศตวรรษที่ 21 เนื่องจากการศึกษามีบทบาทสำคัญในการสร้างความ ได้เปรียบของประเทศ เพื่อการแข่งขันและยืนหยัดในเวทีโลกภายใต้ระบบเศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นพลวัต ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญและทุ่มเทกับการพัฒนาการศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ ตนให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ ภูมิภาค และของโลก ควบคู่กับการธำรงรักษาอัตลักษณ์ของประเทศในส่วนของประเทศ ไทยได้ให้ความสำคัญกับการจัด การศึกษา การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของคนไทยให้มีทักษะ ความรู้ความสามารถ และ สมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน และการพัฒนาประเทศ ภายใต้แรงกดดันภายนอก จากกระแสโลกาภิวัฒน์ และแรงกดดันภายใน ประเทศที่เป็นปัญหาวิกฤตที่ประเทศต้องเผชิญ เพื่อให้คน
ไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสังคมไทยเป็นสังคม คุณธรรม จริยธรรม และประเทศสามารถก้าวข้ามกับดัก ประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่ พัฒนาแล้ว รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในปัจจุบันและ อนาคต (สำนักงานเลขาธิการสภา การศึกษา, 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ผู้เรียน ทุกคน ในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาต้องเรียน ทั้งนี้เพราะกลุ่มสาระการเรียนรู้นี้ว่าด้วย การอยู่ร่วมกัน บนโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างกันอย่าง หลากหลาย การปรับตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การดำรงชีวิต ของมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัว ตามสภาพแวดล้อม การจัดการ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุค สมัยกาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ เกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่น มีความรู้ทักษะ มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความแตกต่าง และมี คุณธรรม สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ทำให้เป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ มีความสามารถ ทางสังคม เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติและสังคมโลก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) การจัดการเรียนสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาหรือในโรงเรียนนั้น มีความสำคัญ อย่าง ยิ่ง แม้ว่าวิชาพระพุทธศาสนาได้ปรากฏอยู่ในเนื้อหาสาระหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐานมานับ ร้อยปี เพื่อให้ปลูกฝังจริยธรรมคุณธรรมให้กับนักเรียน แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังประสบความล้มเหลวในการ จัดการเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา เพราะวิธีสอนส่วนใหญ่มุ่งสอนเนื้อหา สาระตามแบบเรียน มากกว่าการสอนให้รู้ถึงแก่นของพระพุทธศาสนา นักเรียนไม่สามารถจดจำเนื้อหา สาระได้ทั้งหมด ขาด การคิดวิเคราะห์ และไม่สามารถนำหลักธรรมไปสู่การปฏิบัติได้ นอกจากนี้ ยังพบ ปัญหาเกี่ยวกับการสอน วิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียน ได้แก่ ความไม่เข้าใจเนื้อหาสาระที่ปรากฏ ในหลักสูตร ปัญหาเกี่ยวกับวิธี สอนที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับผู้เรียนทัศนคติของนักเรียนที่ไม่สนใจ ในการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เท่าที่ควร จากสถานการณ์ปัญหาการสอนวิชาพระพุทธศาสนา ในโรงเรียน ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญหนึ่งที่ ทุกฝ่ายควรหันมาปรับแนวทางการจัดการเรียนการสอนวิชา พระพุทธศาสนาหรือการสอนเสริมศีลธรรมใน โรงเรียน เพื่อแก้ปัญหาศีลธรรมของเยาวชนและปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรมนักเรียนให้เป็นคนดีในรูปแบบ อื่นและร่วมกันหาทางออกของปัญหาดังกล่าว ข้างต้น (กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์, 2558) ปัญหาพฤติกรรมความรุนแรงของวัยรุ่นในสังคมไทยที่ปรากฏผ่านสื่อต่าง ๆ มีแนวโน้มเพิ่ม สูงขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมการทะเลาะวิวาท จากการศึกษาพบว่า ความรุนแรงส่วนใหญ่เกิดขึ้น โดยวัยรุ่นชาย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก การมีพฤติกรรมเกเร ก้าวร้าว และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง ไม่ได้ นำมาซึ่งปัญหา การทะเลาะวิวาทส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและทุพพลภาพ นอกจากนี้ยัง ก่อให้เกิดปัญหาทางจิตและสังคม อื่นตามมาอีกมากมาย ซึ่งโรงเรียนและสถานศึกษาสามารถป้องกัน ได้โดยการเน้นทักษะด้านการควบคุม อารมณ์ วิธีการจัดการความโกรธ การแก้ไขปัญหา 3 และการจัดการความขัดแย้งได้อย่างเหมาะสม สามารถปรับพฤติกรรมและอารมณ์ และปลูกฝังและ วางรากฐานทางคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียน
ช่วยให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมเชิงบวกมีสติ การเสริม ทักษะชีวิต จัดให้มีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ ให้เด็กวัยรุ่นได้แสดงถึงศักยภาพของตนเอง (เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, 2562) บทบาทสมมติคือกระบวนการที่ผู้สอนกำหนดหัวข้อเรื่องปัญหาหรือ สถานการณ์ขึ้นมาให้คล้าย กับสภาพความเป็นจริง โดย ให้ผู้เรียนสวมบทบาทในสถานการณ์ซึ่งมีความใกล้เคียง กับความเป็นจริง และแสดงบทบาทนั้นตามความรู้สึก นึกคิดของตน และนำเอาผลการแสดงของผู้แสดงทั้ง ด้านความรู้ ความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมที่สังเกต ได้มาเป็นข้อมูลในการอภิปราย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์จากเหตุผลและความสำคัญดังกล่าว และจาก ประสบการณ์การสอนกลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมในระดับประถมศึกษา จึงทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่นำเอาวิธี สอนแบบบทบาทสมมติมาใช้ในการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อต้องการศึกษาว่าการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีสอนแบบบทบาทสมมติจะทำให้ ความสามารถในการ คิดแก้ปัญหา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ และความคงทนในการ เรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไร ซึ่งผลการวิจัยจะเป็น ประโยชน์และเป็นแนวทางใน การนำไปใช้พัฒนาการ เรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ ก่อนเรียน และหลังเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องธรรมชาดก ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนแบบบทบาทสมมติ แนวคิด ทฤษฎี กรอบแนวคิด สมลักษณ์ ภูปลื้ม (2559) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิด แก้ปัญหา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD มีความมุ่ง หมายดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระเศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระเศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่ม ร่วมมือ STAD (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD (4) เพื่อ
เปรียบเทียบการคิดแก้ปัญหา ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ โครงงานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ กลุ่มร่วมมือ STAD (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือ STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม นักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุกูลนารี อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 24 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 2 ห้องเรียน ได้แก่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 จำนวน 50 คน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน น าไปเปรียบเทียบนักเรียนชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 1/11 จำนวน 50 คน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานจำนวน 15 แผน และ แผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 15 แผน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ตฤณวัฒน์ พลเยี่ยม (2560) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดแก้ปัญหา และเจตคติต่อวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบซิปปา และการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างจาก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 100 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการ การจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา และการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.70/81.35 และ 90.57/82.90 ตามลำดับ ค่าดัชนี ประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้แบบซิป ปาและการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เท่ากับ 0.68 และ 0.69 ตามลำดับ นอกจากนี้นักเรียน ที่เรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานและนักเรียนที่โดยรูปแบบการ จัดการเรียนรู้แบบซิปปามีความสามารถใน การแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนที่เรียนที่ เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถใน การคิดแก้ปัญหาสูวกว่านักเรียนที่ เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (p < .05) แต่นักเรียนทั้งสอง กลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนวิชาสังคมไม่แตกต่างกัน ส้มโอ อ่องประกฤติ, สุดาพร ปัญญาพฤกษ์ และเพ็ญพิศุทธิ์ ใจสนิท (2561) ได้ศึกษาเรื่อง การ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลักศาสนา สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การวิจัย ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม เพื่อศึกษาพฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลักศาสนา และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ แบบโครงงานส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านฉิมพลีอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการ จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติตน
ตามหลักศาสนาและ แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบโครงงาน เรื่อง วันสำคัญ ทาง พระพุทธศาสนา มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน เท่ากับ 8.19 คิดเป็นร้อยละ 27.31 มีพฤติกรรมการปฏิบัติตนตามหลักศาสนาอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.62) และมีความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบโครงงานอยู่ในระดับ มากที่สุด (μ = 4.61) นุกูล ส่งสมบูรณ์ (2562) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง เศรษฐศาสตร์ ในชีวิตประจำวน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วย รูปแบบ CIPPA ร่วมกับ ระบบการจัดการเรียนรู้ Edmodo โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างจากนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 28 คน ได้มาจากการการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วย รูปแบบ CIPPA ร่วมกับระบบการจัดการเรียนรู้ Edmodo หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลสัมฤทธิ์ทาการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ CIPPA ร่วมกับระบบการ จัดการเรียนรู้ Edmodo หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อรพิน แก่นบุดดี (2556) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง ผลการใช้วิธีสอนแบบบทบาทสมมติ เรื่อง หลัก ประชาธปิ ไตย กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ที่มีต่อ ความสามารถในการคิด แก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนทีเรียนด้วยวิธีสอนแบบบทบาท สมมติ มีความสามารถในการคดิ แก้ปัญหามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนและมี ความคงทนในการเรียน กรรณิการ์ ถีราวฒุ (2560) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึง พอใจในการจัด การเรียนการสอน รายวิชา 0109431 นิทานสุภาษติ จีน โดยใช้บทบาทสมมติ ของนิสิต หลักสตู รวิชาภาษาจีน ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลการวิจัย พบว่าผลสัมฤทธ์ทางการเรียนหลังเรียน โดย ใช้การเรียนการสอนแบบแสดงบทบาทสมมติ ในรายวิชา 0109431 นิทานสุภาษิตจีน สูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 กรอบแนวคิดการวิจัย จากการศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ของนักการศึกษาหลาย ๆ ท่าน ผู้วิจัยจึงกำหนด เป็นกรอบแนวคิดได้ดังนี้
ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม วิธีดำเนินการวิจัย การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ โพศรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี การดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลในแต่ละ ขั้น มีดังนี้ 1. เตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการสอน โดยแนะนำวิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ การสอนแบบบทบาทสมมติ ให้นักเรียนมีความรู้การสร้างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับการเรียน ขั้นตอนการ เรียนและบทบาทวิธีการปฏิบัติตนในการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ใช้เวลา 1 ชั่วโมงใน สัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 2. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในสัปดาห์แรกก่อนทำการทดลอง 3. ดำเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบทบาทสมมติ เรื่อง ธรรมชาดก กับนักเรียนตามแผนการ จัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6 แผน ใช้เวลา 6 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ แผน 2-7 4. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากการทดลองสอนสิ้นสุดลง โดยใช้แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ฉบับเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อน การ ทดลอง โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 5. นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคะแนนจากแบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบทบาทสมมติเก็บรวบรวม ข้อมูลการทำแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ไปทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบความก้าวหน้าทางการ เรียน จากนั้นนำคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปวิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติเพื่อ ทดสอบสมมติฐานและสรุปผลการวิจัย 6. นักเรียนกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบทบาทสมมติเรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การจัดการเรียนรู้เรื่อง ธรรมชาดก ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ธรรมชาดก -ความพึงพอใจในการเรียนรู้
ผลการวิจัย 1. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ บทบาทสมมติก่อนเรียน และหลังเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องธรรมชาดก ของ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องธรรมชาดก ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทบาทสมมติ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนำคะแนน ก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 4.1 ตารางที่ 4.1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ บทบาทสมมติก่อนเรียน และหลังเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องธรรมชาดก ของ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การทดสอบ n X S.D. t p ก่อนเรียน 20 10.42 2.64 35.32* .000 หลังเรียน 20 16.15 2.71 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทบาทสมมติ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.42 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.15 เมื่อทดสอบความ แตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ t พบว่า ค่าสถิติ t เท่ากับ 35.32 มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยบทบาทสมมติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตาม สมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนแบบบทบาทสมมติ ผู้วิจัยได้ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรม การ เรียนการสอนแบบบทบาทสมมติโดยนำผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ของ นักเรียนมาทำการวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดกิจกรรม การ เรียนการสอนแบบบทบาทสมมติ
ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ X S.D. ความพึงพอใจ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 เนื้อหาเข้าใจได้ดีมาก เนื้อหาตรงกับความต้องการรู้ เนื้อหาไม่น่าเบื่อ เนื้อหาน่าสนใจ ใบงานน่าสนใจ มีเนื้อหาครบถ้วน มีภาพประกอบตรงกับเนื้อหา ได้ความรู้จากใบงานต่างๆ เรียนแล้วมีความสนุกสนาน อยากเรียนเรื่องธรรมชาดก เข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมและชาดกได้ดีมากขึ้น ชอบการเรียนโดยใช้บทบาทสมมติ ได้ความรู้จากการตอบคำถาม มีความตั้งใจทำแบบทดสอบ ครูชมเชยในการตอบคำถาม 4.73 4.81 4.69 4.58 4.54 4.54 4.54 4.73 4.65 4.77 4.65 4.65 4.65 4.54 4.65 0.47 0.47 0.37 0.33 0.37 0.49 0.45 0.40 0.47 0.37 0.43 0.43 0.37 0.27 0.43 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด เฉลี่ยรวม 4.65 0.19 มากที่สุด จากตารางที่ 4.2 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัด กิจกรรมการ เรียนการสอนแบบบทบาทสมมติโดยนำผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจใน ระดับ มากที่สุด ( X = 4.65) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 15 ข้อ ซึ่งสามารถเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ำได้ เนื้อหาเข้าใจได้ดีมาก ( X = 4.73) เนื้อหาตรงกับความต้องการรู้( X = 4.81) เนื้อหาไม่น่าเบื่อ ( X = 4.69) เนื้อหาน่าสนใจ ( X = 4.58) มีเนื้อหาครบถ้วน ( X = 4.54) มีภาพประกอบตรงกับเนื้อหา ( X = 4.54) ได้ความรู้ จากใบงานต่างๆ ( X = 4.54) เรียนแล้วมีความสนุกสนาน ( X = 4.73) อยากเรียนเรื่องธรรมชาดก ( X = 4.65) เข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรมและชาดกได้ดีมากขึ้น ( X = 4.77) ชอบการเรียนโดยใช้บทบาท สมมติ( X = 4.65) ได้ความรู้จากการตอบคำถาม ( X = 4.65) มีความตั้งใจทำแบบทดสอบ ( X = 4.54) และ ครูชมเชยในการตอบคำถาม ( X = 4.65) ตามลำดับ
สรุปและอภิปรายผล สรุปผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตรวจสอบสมมติฐานการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ แบบบทบาทสมมติหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตาม สมมุติฐาน ที่ตั้งไว้ 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยกิจกรรม การเรียนรู้แบบบทบาทสมมติโดยนำผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในระดับมาก ( X = 4.78) อภิปรายผล จากการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ธรรมชาดก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการสอนแบบบทบาทสมมติอภิปรายผลได้ ดังต่อไปนี้ 1. บทบาทสมมติในการวิจัยครั้งนี้แตกต่างจากการจัดกิจกรรมบทบาทสมมติทั่วไป โดยเป็นการ จัดกิจกรรมบทบาทสมมติที่เน้นการเสริมสร้างพฤติกรรมทางสังคม ผ่านการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งมี ส่วนช่วยกระตุ้น ให้เด็กได้ร้วมมือกัน ในการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน เป็นกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ที่ฝึกให้เด็ก ได้เรียนรู้และฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม โดยสมาชิกภายในกลุ่มจะประกอบด้วย เพื่อนที่เป็นวัฒนธรรม เดียวกันและเพื่อนต่างวัฒนธรรม มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันทำ กิจกรรมร่วมกันจนสำเร็จบรรลุ เป้าหมาย ซึ่งเป็นการขั้น ตอนแรกในการปรับพฤติกรรมทางสังคม ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เด็กได้เรียนรู้วิธี ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี โดยการใช้คำพูดในการสื่อ ความหมายให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มรับรู้และเข้าใจ เรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ที่ได้จากการทำกิจกรรม บวกกับ ประสบการณ์เดิมที่ตนเองรู้แล้วและนำมาแลกเปลี่ยน ร่วมกัน ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างไป จากของตน ร่วมมือในการปฏิบัติตนตามกฎกติกาของกลุ่ม ปฏิบัติตนเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ซึ่งการ ที่เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิด ยังทำให้เด็กเกิดความสุข ในขณะทำกิจกรรม การจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เด็กเกิดการ เรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ผ่านการลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเองโดยใช้ประสบการณ์เดิมเป็น พื้นฐานใน การเรียนรู้ ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองในทางที่ดีขึ้น คือจะมีความมั่นใจมาก ขึ้น สามารถปรับตัวได้ รู้จักตัดสินใจได้ด้วยตนเอง มีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงออก (ทิศนา แขม มณี, 2560) มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนอย่างสร้างสรรค์ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกัน ร่วมกันคิดร่วมกันตัดสินใจในบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อกัน เพื่อให้การทำกิจกรรมบรรลุเป้าหมาย และประสบผลสำเร็จ เรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนในสังคม ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม สร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนทั้งที่เป็นวัฒนธรรม เดียวกันและต่างวัฒนธรรม อีกทั้งกิจกรรมบทบาท
สมมติเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะปรับพฤติกรรมและหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็น ธรรมชาติ ซึ่งเป็นการช่วยให้เด็กเรียนรู้และ เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของเพื่อนมากขึ้น สอดคล้อง กับ งานวิจัยของ รัศมี บุญศิริ (2556) ที่พบว่า การจัดกิจกรรมบทบาทสมมติทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของพฤติกรรมการอยู่ร่วมกัน ในสังคมของเด็กที่สูงขึ้น สอดคล้องกับ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2556) ที่กล่าว ว่า กิจกรรมที่เด็กได้ทำงานร่วมกับเพื่อนอย่างมีความหมาย จะช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์เพิ่ม มากขึ้น และส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพซึ่งเห็นได้จากการทำกิจกรรมกลุ่ม โดยในช่วง สัปดาห์ที่ 1 และ 2 เด็กยังไม่คุ้นเคยกับเพื่อนในกลุ่ม แสดงออกถึงพฤติกรรมที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็น ของสมาชิกในกลุ่มและไม่สนใจในการทำงาน ร่วมกับเพื่อน ใช้ความคิดของตนเป็นหลัก ไม่ร่วมพูดคุยและ วางแผนการทำงานร่วมกัน การทำงาน ในกลุ่มจึงไม่บรรลุเป้าหมาย 2. การเรียนรู้ภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม คือ ธรรมชาดก หลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามหลักไตรสิกขา และการ เป็นพลเมืองที่มาหลอมรวมกัน เกิดเป็นองค์ความรู้ให้ตอบสนองความต้องการของนักเรียน มีการจัดการ เรียนรู้ระหว่างการสอนแบบบทบาทสมมุติกับการสอนแบบบทบาทสมมติและใช้วิดีทัศน์นิทานชาดก เป็น สื่อในการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติและมีความสนใจในการเรียน นอกจากนี้ยัง ฝึกฝนให้นักเรียนทำแสดละครสั้นพร้อมเล่าเรื่องชาดก และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากการวิเคราะห์ ข้อคิด คุณค่า และประโยชน์ของธรรมชาดก รวมทั้งนักเรียนยังได้พัฒนาความฉลาดทาง อารมณ์และฝึก การเป็นพลเมืองที่ดีจากการทำงานเป็นกลุ่มและการปฏิบัติตนต่อเพื่อนอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้เรียนเก่ง ดี และมีสุข นอกจากนี้ยังมีวิธีและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย และติดตามพัฒนาการ การเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งก่อนเรียน และหลังเรียน จึงทำให้หน่วย การเรียนรู้แบบบทบาทสมมติเรื่อง ธรรม ชาดก มีคุณภาพและสามารถนำไปจัดการเรียนรู้ได้ สอดคล้อง กับงานวิจัยของฟาดีละฮ์ ศรัทธาสุภัคกุล (2559) ได้พัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง พืชภูมิปัญญา ที่ใช้กระบวนการสืบค้นทางวิทยาศาสตร์ใน การเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นราธิวาส เขต 3 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของหน่วยการเรียนรู้ ท้องถิ่นกับเนื้อหามีความสอดคล้องกัน และหน่วย การเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด สามารถ นำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ ผลการหา ประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.02/83.27 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 สอดคล้องกับผลการวิจัยของ สกุลวัฒน์ รัชนีกร (2559) ได้พัฒนาหลักสูตรหน่วยการเรียนรู้เรื่อง เมือง พัทยา กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัย พบว่าหลักสูตรหน่วย การเรียนรู้ เรื่อง เมืองพัทยา เป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพสูง มีระดับความเหมาะสมอยู่ ที่ระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.06, S.D. = 0.29) และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ฐาปกรณ์ จิ๋วสุข (2562) ได้พัฒนาหน่วยการเรียนรู้บูรณาการท้องถิ่น “เมืองทัพทัน”สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า หน่วยการเรียนรู้บูรณาการท้องถิ่น “เมืองทัพทัน” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 มีระดับคุณภาพเท่ากับ 4.85 อยู่ในเกณฑ์ระดับดีมาก
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อหน่วยการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติเรื่อง ธรรมชาดก ระดับมากที่สุด (X̅= 4.65, S.D. = 0.19) ทั้งนี้เพราะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหน่วยการ เรียนรู้แบบบทบาทสมมติ เรื่อง ธรรมชาดก เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงบทบาท สมมุติตามตัวละครใน นิทานชาดก ทำให้เกิดความสนุกสนานได้คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการคิด อย่างสร้างสรรค์ สอดคล้อง กับอนงค์นาฎ บรรหาร (2556) ได้พัฒนาหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ ประเพณีและวัฒนธรรมในอำเภอ ชนบท ด้วยการจัดการ เรียนรู้โดยใช้โครงงาน รายวิชา ส16101 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า ผลการศึกษาความพึงพอใจ พบว่า นักเรียนมี ความพึงพอใจด้าน เนื้อหาอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.75, S.D. = 0.43) ด้านการจัดการเรียนรู้โดย ใช้โครงงาน อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.50, S.D. = 0.56) ด้านการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.57, S.D. = 0.65) และสอดคล้องกับงานวิจัยของ ณัฐติกา พรมดา (2560) ได้รายงานผลการใช้หน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นเรื่อง ไข่ครอบภูมิปัญญาชาวบ้านริมทะเลสาบ สงขลา กลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนต่อหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น อยู่ในระดับ มากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 4.81 สูงกว่าเกณฑ์ 3.51 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติครูควรให้คำแนะนำ ดูแล อย่างใกล้ชิด และคอยกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น โดยครูกล่าวนำเพื่อสร้าง ความมั่นใจให้นักเรียน และแสดงความชื่นชมในผลการเรียนของนักเรียน 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ ไม่ควรกำหนดเวลาให้ นักเรียน ทำกิจกรรมการเรียนรู้ให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด ควรให้นักเรียนได้ลองฝึกการแสดงร่วมมือกัน ภายในกลุ่มออกความคิดเห็นก่อนปรับแก้ไขก่อนแสดงจริง เป็นต้น 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบบทบาทสมมติ สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หลาย ๆ เรื่อง และทำต่อเนื่องทุกระดับชั้น 2.2 ควรนำบทบาทสมมติไปใช้ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบอื่น ๆ เช่น กิจกรรม กระบวนการกลุ่ม สัมพันธ์ การสอนแบบสาธิต การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การสอนแบบกลุ่ม ร่วมมือเทคนิค STAD ฯลฯ
เอกสารอ้างอิง กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์. ( 2558). นักวิจัย “มจร” พบสอน-สอบธรรมใน ร.ร. ได้ผลน้อย เด็กไม่ถึง กรรณิการ์ ถีราวุฒิ. (2560). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการจัดการ กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตร และการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต. (2562). แนะวัยรุ่นปรับพฤติกรรม-ควบคุมอารมณ์ลดใช้ความรุนแรง.คณาจารย์ ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (2564). พื้นฐาน การวิจัยการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ 9). ตักสิลาการพิมพ์. ฐาปกรณ์ จิ๋วสุข. (2562). การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้บูรณาการท้องถิ่น “เมืองทัพทัน” สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. ณัฐติกา พรมดำ. (2560). รายงานผลการใช้หน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ไข่ครอบภูมิปัญญาชาวบ้าน ริม ทะเลสาบสงขลา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, 17(1), 39-47, มกราคมมิถุนายน. ตฤณวัฒน์ พลเยี่ยม. (2560). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดแก้ปัญหาและเจตคติต่อวิชา สังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบซิปปา และการ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขา หลักสูตร และการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.ทางการเรียนและพฤติกรรมการปฏิบัติ ตนตามหลักศาสนา สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรมและ จริยธรรม โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ โครงงานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5. เชียงราย. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงราย, 11(4), 141-152. ทิศนา แขมมณี. (2560). 14 วิธีสอนสำหรับครูมืออาชีพ (พิมพ์ครั้งที่ 13, [ฉบับพิมพ์ซ้ำ]. ed.):ธรรมขาด คิดวิเคราะห์ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มุ่งพัฒนาเทคนิคเป็นการด่วน.นักเรียนชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 ที่สอนด้วยวิธีการบรรยาย และวิธีการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ รายงานวิจัยวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์. นุกูล ส่งสมบูรณ์. (2562). การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิต บทบาทสมมติตามวิถีชีวิตหมู่บ้านชวน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ. วิทยานิพนธ์ปริญญา การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาการศึกษาปฐมวัย,คณะครุศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. ประวัติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ CIPPA ร่วมกับ
ระบบการจัดการเรียนรู้ Edmodo. การประชุมวิชาการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 3 “GRADUATE SCHOOL CONFERENCE 2019,” 828–836.พริกหวานกราฟฟิค. ฟาดีละฮ์ ศรัทธาสุภัคกุล. (2559). การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง พืชภูมิปัญญา ที่ใช้ กระบวนการภูมิศาสตร์(ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และแนว การจัดกิจกรรม การเรียนรู้. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. รัศมี บุญศิริ. (2556). การพัฒนาพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรม เรียนการสอนรายวิชา 0109431 นิทานสุภาษิตจีน โดยใช้บทบาทสมมุติ ของนิสิตหลักสูตรวิชา ภาษาจีน ชั้นปีที่ 3มหาวิทยาลัยทักษิณ อินทนิลทักษณิ สาร. สมลักษณ์ ภูปลื้ม. (2559). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดแก้ปัญหา. ส้มโอ อ่องประกฤติ, สุดาพร ปัญญาพฤกษ์ และเพ็ญพิศุทธิ์ ใจสนิท. (2561). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ที่มีต่อความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วารสารราชพฤกษ์. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2560–2575. กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางสาระ สืบค้นทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น สังกัด สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3 อำเภอ เจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส. วารสาร มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 3(1), 37-46, มกราคม– มิถุนายน. อรพิน แกน่ บดุ ดี. (2556). ผลการใช้วิธีสอนแบบบทบาทสมมติ เรื่อง หลักประชาธิปไตย กลุ่ม